ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ญี่ปุ่นย้ำความสัมพันธ์แน่นแฟ้น หนุนไทยเข้าเป็นสมาชิก “โออีซีดี”

ญี่ปุ่นย้ำความสัมพันธ์แน่นแฟ้น หนุนไทยเข้าเป็นสมาชิก “โออีซีดี” เป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจอย่างมากในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ล่าสุด สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโตเกียว ว่ากระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นได้ออกแถลงการณ์สำคัญ โดยนายทาเคชิ อิวายะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น ได้พบหารือกับนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย นอกรอบการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (UNGA) ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

ญี่ปุ่นย้ำความสัมพันธ์แน่นแฟ้น หนุนไทยเข้าเป็นสมาชิก “โออีซีดี”

ในระหว่างการหารือครั้งนี้ นายอิวายะได้แสดงความยินดีต่อนายสีหศักดิ์ที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย นอกจากนี้ ยังแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ปะทะทางทหารระหว่างไทยกับกัมพูชา ญี่ปุ่นหวังว่าทั้งสองประเทศจะปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงและสามารถคลี่คลายความตึงเครียดผ่านการเจรจาอย่างสันติ โดยญี่ปุ่นยินดีส่งเสริมความพยายามในการลดความตึงเครียดด้วยวิธีสันติภาพ

การสนทนาไม่หยุดอยู่แค่นั้น นายอิวายะยังได้กล่าวถึงการเตรียมร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 140 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างญี่ปุ่นและไทยในปี 2570 ญี่ปุ่นในฐานะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ที่รอบด้านของไทย มีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในทุกมิติ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความร่วมมือทั้งสองฝ่าย

การสนับสนุนไทยสู่ OECD: โอกาสใหม่สำหรับเศรษฐกิจไทย

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ญี่ปุ่นย้ำความสัมพันธ์แน่นแฟ้น หนุนไทยเข้าเป็นสมาชิก “โออีซีดี” คือ การยืนยันการสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อการดำเนินการของไทยในการสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาเศรษฐกิจ (OECD) การเข้าเป็นสมาชิก OECD จะเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยยกระดับมาตรฐานเศรษฐกิจ สังคม และการกำกับดูแลของไทยให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล ซึ่งจะเปิดโอกาสใหม่ๆ สำหรับการลงทุน การค้า และการพัฒนาที่ยั่งยืน

ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและไทยนั้นยาวนานและแน่นแฟ้นมานานหลายทศวรรษ โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ ญี่ปุ่นเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดในไทย มีบริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากที่ตั้งโรงงานผลิตในไทย สร้างงานและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องจักรกล การสนับสนุนจากญี่ปุ่นในกระบวนการเข้า OECD จึงไม่ใช่แค่การช่วยเหลือทางการทูต แต่ยังเป็นการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การเข้า OECD จะช่วยให้ไทยสามารถเข้าถึงข้อมูลและนโยบายที่ดีที่สุดจากประเทศสมาชิก 38 ชาติ ซึ่งรวมถึงญี่ปุ่นด้วย ไทยจะได้รับประโยชน์จากแนวปฏิบัติที่ดีในด้านการศึกษา สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และนวัตกรรม ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก

  • ประโยชน์หลัก: ยกระดับมาตรฐานสากล
  • โอกาสทางเศรษฐกิจ: ดึงดูดการลงทุนต่างชาติมากขึ้น
  • ความร่วมมือกับญี่ปุ่น: เสริมสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การสนับสนุนจากญี่ปุ่นนี้เป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของไทย ท่ามกลางความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การย้ำความสัมพันธ์แน่นแฟ้นนี้ไม่เพียงช่วยไทยในกระบวนการเข้า OECD แต่ยังเสริมสร้างเสถียรภาพในภูมิภาคโดยรวม

อย่างไรก็ตาม การเข้า OECD ไม่ใช่เรื่องง่าย ไทยต้องปรับปรุงกฎหมายและนโยบายให้สอดคล้องกับมาตรฐานขององค์กร เช่น การต่อต้านคอร์รัปชัน การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม และการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ ญี่ปุ่นซึ่งเป็นสมาชิก OECD มาตั้งแต่ปี 1964 สามารถแบ่งปันประสบการณ์และให้คำปรึกษาที่มีค่าได้

ในท้ายที่สุด การสนับสนุนนี้จากญี่ปุ่นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกับพันธมิตรเก่าแก่เช่นไทย ผู้สนใจในประเด็นนี้ควรติดตามความคืบหน้าของกระบวนการเข้า OECD ของไทย เพื่อเห็นภาพรวมของโอกาสที่กำลังรออยู่ หากคุณเป็นนักธุรกิจหรือนักลงทุน อย่าลืมศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายกิจการสู่มาตรฐานสากลผ่านความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่นนี้

ที่มา – ญี่ปุ่นย้ำความสัมพันธ์แน่นแฟ้น หนุนไทยเข้าเป็นสมาชิก “โออีซีดี”

ปีหน้า “บีทีเอส” สั่งซื้อรถใหม่ลอตใหญ่ “กทม.” ยังค้างหนี้ 3.5 หมื่นล้าน

ปีหน้า “บีทีเอส” สั่งซื้อรถใหม่ลอตใหญ่ “กทม.” ยังค้างหนี้ 3.5 หมื่นล้าน

ในวงการขนส่งมวลชนของกรุงเทพฯ ปีหน้า “บีทีเอส” สั่งซื้อรถใหม่ลอตใหญ่ “กทม.” ยังค้างหนี้ 3.5 หมื่นล้าน ถือเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าที่รอคอยการพัฒนาบริการให้ดียิ่งขึ้น วันนี้เราจะมาวิเคราะห์สถานการณ์นี้กันแบบละเอียด เพื่อให้เข้าใจภาพรวมทั้งหมด เริ่มจากปัญหาหนี้ค้างชำระที่ยังค้างคา และแผนการขยายฝูงบินรถไฟฟ้าที่กำลังจะเกิดขึ้น

ภาพรถไฟฟ้าบีทีเอส

ปีหน้า “บีทีเอส” สั่งซื้อรถใหม่ลอตใหญ่ “กทม.” ยังค้างหนี้ 3.5 หมื่นล้าน: ปัญหาหนี้ที่ยังไม่จบ

บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (เคที) ซึ่งเป็นบริษัทในสังกัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) ยังคงมีหนี้ค้างชำระกับบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอสซี ผู้ดำเนินการรถไฟฟ้าบีทีเอส ในส่วนของค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุง (O&M) สำหรับส่วนต่อขยายที่ 1 ช่วงสะพานตากสิน – วงเวียนใหญ่ – บางหว้า และช่วงอ่อนนุช – แบริ่ง รวมถึงส่วนต่อขยายที่ 2 ยอดรวมหนี้ถึงปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 35,000 ล้านบาท

หนี้ส่วนนี้แบ่งออกเป็นก้อนใหญ่ๆ หลายส่วน โดยหนี้ก้อนที่ 2 มูลค่า 11,811 ล้านบาท (ไม่รวมดอกเบี้ย) ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2564 ถึง 20 พฤศจิกายน 2565 ล่าสุดศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ให้กทม. และเคทีชำระเงินภายใน 180 วันนับแต่วันที่คดีสิ้นสุด ซึ่งเป็นชัยชนะสำคัญของบีทีเอสซีในการฟ้องร้องครั้งที่สอง

นอกจากนี้ ยังมีหนี้ที่เหลืออีกกว่า 23,000 ล้านบาท (รวมดอกเบี้ย) จากค่าจ้าง O&M ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2565 ถึงสิงหาคม 2568 แบ่งเป็นหนี้ก้อนที่ 3 ประมาณ 17,596 ล้านบาท (พฤศจิกายน 2565 – ธันวาคม 2567) และก้อนที่ 4 ประมาณ 5,920 ล้านบาท (มกราคม – สิงหาคม 2568) แม้บีทีเอสซีจะยังไม่ฟ้องร้องหนี้ก้อนเหล่านี้ แต่บริษัทมั่นใจว่าจากผลการตัดสินคดีครั้งก่อนๆ ที่ศาลสั่งให้ชำระหนี้ กทม. และเคทีจะต้องรับผิดชอบตามสัญญา

ภาพ會議บีทีเอส

ผลกระทบจากหนี้ค้างชำระต่อการดำเนินงานบีทีเอส

ก่อนหน้านี้ บีทีเอสซีเคยได้รับชำระหนี้จากกทม. และเคทีในคดีแรกแล้ว มูลค่ารวม 37,000 ล้านบาท ประกอบด้วยหนี้ค่าจ้างติดตั้งระบบไฟฟ้าและเครื่องกล (E&M) สำหรับส่วนต่อขยายที่ 2 ช่วงแบริ่ง – สมุทรปราการ และหมอชิต – สะพานใหม่ – คูคต จำนวน 23,000 ล้านบาท รวมถึงหนี้ O&M อีก 14,000 ล้านบาท เงินจำนวนนี้ถูกนำไปชำระหนี้ให้สถาบันการเงินและผู้ถือพันธบัตร ทำให้สภาพคล่องของบริษัทดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อได้รับชำระหนี้ก้อนที่ 2 แล้ว บีทีเอสซีวางแผนนำเงินไปชำระหนี้ส่วนที่เหลือและพัฒนาบริการ เช่น การปรับปรุงระบบความปลอดภัยและความสะดวกให้ผู้โดยสาร ปัจจุบันผู้โดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียว (สุขุมวิทและสีลม) อยู่ที่กว่า 800,000 คนต่อวัน ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่จากช่วงก่อนโควิด-19 ที่มีกว่า 1 ล้านคน แต่ในชั่วโมงเร่งด่วน ความแออัดยังคงเป็นปัญหา

ภาพขบวนรถไฟฟ้า

เพื่อแก้ไขปัญหานี้ บีทีเอสซีมีแผนจัดหาขบวนรถเพิ่มเติม จากปัจจุบันที่มี 98 ขบวน 392 ตู้ โดยจะหารือกับเคทีและเริ่มสั่งซื้อลอตใหญ่ในปีหน้า คาดว่าจะรับมอบตั้งแต่ปี 2572 นอกจากนี้ ยังจะเพิ่มจำนวนตู้ต่อขบวนจาก 4 ตู้เป็น 6 ตู้ เพื่อรองรับผู้โดยสารมากขึ้น ชานชาลาและประตูกั้นพร้อมรองรับแล้ว เพียงปรับระบบสัญญาณเพิ่มเติมเท่านั้น

ภาพผู้โดยสาร

อย่างไรก็ตาม สัญญาสัมปทานหลักช่วงหมอชิต-อ่อนนุช และสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน จะสิ้นสุดในปี 2572 ขณะที่สัญญา O&M ส่วนต่อขยายสิ้นสุดปี 2585 การแก้ไขปัญหาหนี้จะช่วยให้บีทีเอสเดินหน้าพัฒนาได้ต่อเนื่อง

  • ปัญหาหนี้ค้างชำระที่ยังไม่คลี่คลาย
  • แผนสั่งซื้อรถใหม่เพื่อลดความแออัด
  • ผลกระทบต่อผู้โดยสารและการเดินทางในกรุงเทพฯ

ในมุมมองของเรา ปีหน้า “บีทีเอส” สั่งซื้อรถใหม่ลอตใหญ่ จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับระบบขนส่ง หากกทม. เร่งชำระหนี้ ลูกค้าจะได้รับบริการที่ดีขึ้นแน่นอน ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด

ที่มา – ปีหน้า “บีทีเอส” สั่งซื้อรถใหม่ลอตใหญ่ “กทม.” ยังค้างหนี้ 3.5 หมื่นล้าน

จำได้ไหม? จอย-กิตติญา เซ็กซี่สตาร์รุ่นใหญ่ สวยแซ่บ

จำได้ไหม? “จอย-กิตติญา” เซ็กซี่สตาร์รุ่นใหญ่ สวยแซ่บไม่สร่างออร่าจับจนเด็กๆยังอาย!

ใครที่เคยติดตามวงการบันเทิงไทยในยุค 90s คงจำได้ดีกับเซ็กซี่สตาร์ชื่อดังอย่าง จอย กิตติญา ยอดไกรศรี สาวลูกครึ่งไทย-เยอรมันที่เคยทำให้หนุ่มๆ ใจละลายไปกับความสวยเซ็กซี่แบบสุดๆ ล่าสุดเธอกลับมาทำแฟนๆ ฮือฮาอีกครั้ง เมื่อปรากฏตัวในงานแต่งงานของนักแสดงรุ่นใหญ่ หนึ่ง วรเชษฐ์ นิ่มสุวรรณ ด้วยลุคที่สวยแซ่บแบบไม่เปลี่ยนแปลง กาลเวลาทำอะไรเธอไม่ได้จริงๆ!

รูปภาพที่จอยโพสต์ลงเฟซบุ๊กส่วนตัวกลายเป็นไวรัลทันที ชาวเน็ตแห่มาส่องและคอมเมนต์กันไม่ขาดสาย บ้างบอกว่าสวยเด่นออร่าจับ บ้างบอกว่าแก่ลงทุกวันแต่พี่จอยไม่แก่เลย หรือแม้แต่เด็กๆ ยังอายกับความแซ่บของเธอ จำได้ไหม? “จอย-กิตติญา” เซ็กซี่สตาร์รุ่นใหญ่ สวยแซ่บไม่สร่างออร่าจับจนเด็กๆยังอาย! ความสวยที่ผ่านกาลเวลาแบบนี้ ทำให้หลายคนย้อนนึกถึงผลงานเก่าๆ ของเธอที่เคยฮอตฮิต

จำได้ไหม? “จอย-กิตติญา” เซ็กซี่สตาร์รุ่นใหญ่ สวยแซ่บไม่สร่างออร่าจับจนเด็กๆยังอาย!

จอย กิตติญา ถือเป็นหนึ่งในไอคอนของวงการเซ็กซี่สตาร์ไทยในอดีต เธอเริ่มเข้าวงการด้วยการเป็นนางแบบและนักแสดง ผลงานที่ทำให้เธอดังเปรี้ยงปร้างคือภาพยนตร์และละครที่โชว์ความเซ็กซี่แบบมีคลาส ด้วยเชื้อสายลูกครึ่งไทย-เยอรมัน ทำให้เธอมีใบหน้าที่คมเข้ม ตาสวย ผิวขาวเนียน และหุ่นที่เพอร์เฟกต์ แม้เวลาจะผ่านไปกว่า 20 ปี แต่ลุคในงานแต่งครั้งนี้ยังคงเซ็กซี่ไม่แพ้สมัยก่อน ชุดเดรสที่เธอสวมใส่รัดรูป โชว์สัดส่วนที่ยังเป๊ะ ทำให้แฟนๆ พากันอุทานว่าออร่าของพี่จอยยังจับตาด้วย!

ในโพสต์เฟซบุ๊ก จอยแชร์ภาพตัวเองยิ้มสดใส ท่ามกลางบรรยากาศงานแต่งที่หรูหรา ชาวเน็ตคอมเมนต์กันรัวๆ เช่น “พี่จอยสวยมากกก ไม่น่าเชื่อว่าจะอายุขนาดนี้” หรือ “เซ็กซี่สตาร์ตัวจริง ออร่าจับจนเด็กอาย” แสดงให้เห็นว่าความนิยมของเธอยังคงอยู่ แม้จะห่างหายจากสปอตไลต์ไปบ้าง แต่ทุกครั้งที่โผล่มาปุ๊บ ก็เรียกเสียงฮือฮาได้เสมอ

จอย กิตติญา ในงานแต่ง

เคล็ดลับความสวยแซ่บของจอย กิตติญา

หลายคนสงสัยว่าอะไรทำให้จอยยังสวยไม่สร่างแบบนี้? จากการสัมภาษณ์เก่าๆ เธอเคยเล่าว่าดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ กินอาหาร健康的 และใช้ครีมบำรุงผิวนำเข้าจากเยอรมัน นอกจากนี้ mindset ที่ positive ก็ช่วยให้ดูอ่อนเยาว์ได้อีกทาง นี่แหละที่ทำให้ เซ็กซี่สตาร์รุ่นใหญ่อย่างจอย ยังคงเป็นไอดอลของสาวๆ หลายคนที่อยากสวยแบบเธอ

ย้อนดูผลงานเด่นของจอย เช่น ภาพยนตร์ “รักเกิดในตลาดสด” หรือ MV เพลงฮิตที่เธอรับบทเซ็กซี่ แต่เธอไม่เคยเป็นแค่นักแสดงเซ็กซี่ เพราะจอยยังมีด้านที่เป็นแม่และภรรยาที่อบอุ่นด้วย ปัจจุบันเธอใช้ชีวิตเรียบง่าย แต่ทุกครั้งที่ออกงาน ก็ยังคงเสน่ห์ที่ทำให้ทุกคนหลงใหล

ภาพจอย กิตติญา ลุคเซ็กซี่
จอย ในงานแต่ง

นอกจากนี้ ในงานยังมีภาพเซลฟี่กับเพื่อนๆ ดารารุ่นใหญ่คนอื่นๆ ที่ทำให้แฟนๆ ยิ้มแก้มปริ เพราะได้เห็นการรวมตัวของขาแดนซ์ในตำนาน จำได้ไหม? “จอย-กิตติญา” เซ็กซี่สตาร์รุ่นใหญ่ สวยแซ่บไม่สร่างออร่าจับจนเด็กๆยังอาย! ลุคนี้พิสูจน์แล้วว่าความสวยแบบคลาสสิกไม่เคยล้าสมัย

  • ความสวยที่ไม่เปลี่ยน: จอยดูแลตัวเองอย่างไรให้ออร่ายังจับ
  • ผลงานฮิต: ย้อนรอยเซ็กซี่สตาร์ที่เคยฮอตสุดๆ
  • แฟนคลับคอมเมนต์: ทำไมทุกคนยังหลงใหล

สำหรับแฟนๆ ที่อยากสวยแซ่บแบบจอย ลองเริ่มจากออกกำลังกายและบำรุงผิวเป็นประจำดูสิ! คุณคิดว่าจอยสวยแบบไหนมากที่สุด? มาคุยกันในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะ

ขอขอบคุณภาพประกอบจากเฟซบุ๊ก Kittiya Yodkraisee

ที่มา – จำได้ไหม? “จอย-กิตติญา” เซ็กซี่สตาร์รุ่นใหญ่ สวยแซ่บไม่สร่างออร่าจับจนเด็กๆยังอาย!

รมว.ท่องเที่ยวฯ ยัน งบซอฟต์พาวเวอร์ โปร่งใส

รมว.ท่องเที่ยวฯ ยัน งบซอฟต์พาวเวอร์ โปร่งใส

ในวันที่ 29 กันยายน 2568 ณ ห้องประชุมรัฐสภา ได้มีการจัดการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อพิจารณาเรื่องด่วนจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมีการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวาระสำคัญที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้นำเสนอ นับเป็นโอกาสสำคัญที่สมาชิกรัฐสภาจะได้ติดตามและซักถามนโยบายของรัฐบาลในด้านต่างๆ

การชี้แจงงบประมาณซอฟต์พาวเวอร์จากรมว.ท่องเที่ยว

หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในที่ประชุมคือเรื่องงบประมาณด้านซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล โดยนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ลุกขึ้นชี้แจงต่อสมาชิกรัฐสภา เพื่อคลายข้อกังวลที่เกิดขึ้นในสังคม โดยเฉพาะจากสื่อและโซเชียลมีเดียที่พูดถึงการใช้งบประมาณในส่วนนี้

รมว.ท่องเที่ยวฯ กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าใจดีถึงข้อจำกัดหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเวลาในการบริหารจัดการ หรือการที่รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้เป็นผู้วางกรอบงบประมาณตั้งแต่ต้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความมุ่งมั่นในการบริหารงบประมาณทุกบาททุกสตางค์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติ

แม้จะมีข่าวลือและการพูดถึงบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับงบซอฟต์พาวเวอร์ในสื่อออนไลน์จำนวนมาก แต่รมว.ท่องเที่ยวฯ ยืนยันว่า ตนแทบไม่รู้จักบุคคลเหล่านั้นเลย จึงไม่มีทางที่ใครจะสามารถใช้ประโยชน์ส่วนตัวจากตนได้ การชี้แจงนี้ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับสาธารณชนที่ติดตามข่าวสาร โดยเฉพาะในยุคที่ความโปร่งใสในการใช้งบประมาณกลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนให้ความสำคัญ

งบซอฟต์พาวเวอร์ โปร่งใส เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่องเที่ยว

งบประมาณซอฟต์พาวเวอร์ไม่ได้จำกัดอยู่ที่กระทรวงเดียว แต่กระจายไปยังหลายหน่วยงาน โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นหนึ่งในหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบในการนำงบนี้ไปใช้เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เน้นย้ำว่า การใช้งบประมาณจะต้องเป็นไปตามระเบียบและกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยมุ่งเน้นความเหมาะสมและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง

ตัวอย่างเช่น โครงการส่งเสริมวัฒนธรรมไทย ศิลปะการแสดง กีฬา และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ จะถูกนำมาใช้เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ โดยตั้งเป้าหมายให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างรายได้ให้ชุมชนท้องถิ่น สร้างงานจ้างงาน หรือเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้า OTOP ที่มีเอกลักษณ์ไทยแท้

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ งบซอฟต์พาวเวอร์ถือเป็นการลงทุนระยะยาวที่ช่วยยกระดับ soft power ของไทยให้เทียบเท่าประเทศชั้นนำอย่างเกาหลีใต้หรือญี่ปุ่น ซึ่งเคยประสบความสำเร็จในการใช้ซอฟต์พาวเวอร์เพื่อขับเคลื่อน GDP ทางอ้อม การที่รัฐบาลยืนยันความโปร่งใสจึงเป็นสัญญาณที่ดีที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกวิพากษ์วิจารณ์ และเพิ่มโอกาสในการได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนและนานาชาติ

  • หลักการบริหารงบ: โปร่งใส รอบคอบ และตรวจสอบได้
  • เป้าหมายหลัก: ดึงดูดนักท่องเที่ยว เพิ่มรายได้ชาติ
  • ความท้าทาย: ข้อจำกัดเวลาและกรอบงบจากรัฐบาลก่อนหน้า
  • ผลกระทบ: กระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ไทย

นอกจากนี้ รมว.ท่องเที่ยวฯ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ทุกโครงการที่ได้รับงบสนับสนุนจะต้องมีตัวชี้วัดผลที่ชัดเจน เช่น จำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น รายได้จากการท่องเที่ยวที่เติบโต หรือการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น เพื่อให้มั่นใจว่าทุกบาทที่ใช้ไปจะนำมาซึ่งประโยชน์ที่จับต้องได้จริง ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนกระดาษ

การชี้แจงในครั้งนี้ไม่เพียงช่วยคลายข้อกังวล แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการบริหารจัดการที่โปร่งใส ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาประเทศในระยะยาว หากประชาชนและสื่อช่วยกันติดตามและให้ข้อเสนอแนะ ก็จะยิ่งทำให้การใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สุดท้ายนี้ เชื่อว่างบซอฟต์พาวเวอร์ที่โปร่งใสและเน้นประโยชน์จริงจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจท่องเที่ยวหลังวิกฤตโควิด-19 และนำพาไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก ลองติดตามโครงการต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น และมีส่วนร่วมในการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยกันเถอะ

ที่มา – ‘รมว.ท่องเที่ยวฯ’ ยัน ‘งบซอฟต์พาวเวอร์’ โปร่งใส -เน้นก่อประโยชน์จริง

โฆษกกองทัพบก เผยกลยุทธ์กัมพูชา

โฆษกกองทัพบก เผย กัมพูชาใช้กลยุทธ์สร้างสถานการณ์หวังทำลายภาพลักษณ์ไทย

ในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ตึงเครียด โฆษกกองทัพบก เผย กัมพูชาใช้กลยุทธ์สร้างสถานการณ์หวังทำลายภาพลักษณ์ไทย โดยเฉพาะการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ชัดเจนในการยั่วยุให้ไทยตอบโต้ พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยข้อมูลสำคัญเมื่อวันที่ 29 กันยายน ที่กองบัญชาการกองทัพบก โดยระบุว่าฝ่ายกัมพูชายังคงจัดกำลังพลในพื้นที่สำคัญตามแนวชายแดน และมีการกระทำที่ละเมิดข้อตกลงหลายรูปแบบ เช่น การวางทุ่นระเบิด การใช้อาวุธยั่วยุ การแสดงกำลังทหาร และการใช้โดรนลาดตระเวน

เป้าหมายหลักของการกระทำเหล่านี้คือการสร้างสถานการณ์ให้ดูเหมือนไทยเป็นฝ่ายรุกราน โดยหวังให้ไทยตอบโต้ด้วยอาวุธ แล้วนำหลักฐานไปบิดเบือนต่อสาธารณะและเวทีสากล เพื่อทำลายภาพลักษณ์ของประเทศไทยให้แย่ลง โฆษกกองทัพบก เผย กัมพูชาใช้กลยุทธ์สร้างสถานการณ์หวังทำลายภาพลักษณ์ไทย นี้เป็นการต่อสู้ในมิติการสื่อสารที่ชาญฉลาด โดยปรับจากกำลังทหารมาเป็นการสร้างภาพเหยื่อ

การตอบโต้ของไทยต่อกลยุทธ์นี้

กองทัพบกไทยยึดหลักการระมัดระวังในการตอบโต้ทางทหาร เพื่อไม่ให้ตกหลุมพรางของการบิดเบือนข้อเท็จจริง การปกป้องอธิปไตยต้องบูรณาการทั้งการทหาร การเมือง การทูต และการสื่อสารที่ชัดเจน โฆษกกองทัพบก เผย กัมพูชาใช้กลยุทธ์สร้างสถานการณ์หวังทำลายภาพลักษณ์ไทย โดยไทยต้องตอบโต้ด้วยข้อมูลข้อเท็จจริงและการประสานงานใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคประชาชน

  • การเฝ้าระวังชายแดน: กองทัพภาคที่ 1 และ 2 เตรียมพร้อมสูงสุด ทั้งแนวหน้าและพื้นที่ส่วนหลัง
  • การสื่อสารสาธารณะ: ใช้ข้อเท็จจริงต่อต้านการบิดเบือน
  • ความร่วมมือประชาชน: ขอให้ระวังข่าวลือที่ชักจูงให้รุนแรง

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของความขัดแย้งชายแดน ที่ไม่ใช่แค่เรื่องทหาร แต่รวมถึงสงครามข้อมูลด้วย ไทยต้องรักษาความสงบแต่เด็ดขาด เพื่อปกป้องผลประโยชน์ชาติ

จากข้อมูลที่โฆษกกองทัพบก เผย กัมพูชาใช้กลยุทธ์สร้างสถานการณ์หวังทำลายภาพลักษณ์ไทย นี้อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หากไม่จัดการอย่างถูกต้อง ผู้เขียนเห็นว่าการสื่อสารที่โปร่งใสจากฝ่ายไทยจะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือในเวทีโลก สุดท้าย ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ เพื่อความมั่นคงของชาติ

ที่มา – โฆษกกองทัพบก เผย กัมพูชาใช้กลยุทธ์สร้างสถานการณ์หวังทำลายภาพลักษณ์ไทย

เบียร์ เดอะวอยซ์ สวนกลับวิจารณ์ก้นลาย

เบียร์ เดอะวอยซ์ สวนกลับวิจารณ์ก้นลาย

สวัสดีค่ะทุกคน! วันนี้เรามาคุยกันเรื่องดราม่าร้อนๆ ในโซเชียลที่กำลังเป็นกระแสอยู่เลย นั่นคือเรื่องของนักร้องสาวแซ่บสุดๆ ‘เบียร์-ภัสรนันท์’ หรือที่แฟนๆ รู้จักในนาม เบียร์ เดอะวอยซ์ เธอคนนี้โพสต์รูปอวดหุ่นสุดเซ็กซี่ลงเฟซบุ๊กส่วนตัว แต่ดันเจอคอมเมนต์วิจารณ์เรื่องก้นลายซะงั้น! งานนี้ ‘เบียร์ เดอะวอยซ์’ สวนกลับทันที หลังโดนวิจารณ์ก้นลาย ลั่น ป้าหน้าเหี่ยว หนูยังไม่ว่าเลย! ฟังดูแล้วฮาแต่แสบมากเลยนะคะ

‘เบียร์ เดอะวอยซ์’ สวนกลับทันที หลังโดนวิจารณ์ก้นลาย ลั่น ป้าหน้าเหี่ยว หนูยังไม่ว่าเลย!

เอาล่ะ เรามาเล่าให้ฟังกันแบบละเอียดเลยนะคะ เบียร์โพสต์รูปที่เธอสวมสูทด้านบนแต่ล่างเป็นกางเกงจีสตริงตัวจิ๋ว อวดเรือนร่างที่ฟิตแอนด์เฟิร์มสุดๆ แต่มีชาวเน็ตคนหนึ่งมาคอมเมนต์ว่า ‘ก้นลาย เอามาโชว์ทำไม’ โอ้ยยย ดราม่ามาเต็ม! เบียร์ไม่ยอมโดนแบบนั้นหรอกค่ะ เธอสวนกลับทันควันผ่านโพสต์เฟซบุ๊กว่า ‘มีป้าเขาเมนต์ว่า ก้นลาย เอามาโชว์ทำไม ทีป้าหน้าเหี่ยวย่น หนูยังไม่บอกให้ป้าหาผ้าคลุมหัวเลยนะ’ ว้าว! คำสวนนี้แซ่บปรี๊ดเลย ทำเอาชาวเน็ตหัวเราะกันลั่น

ไม่พอยังไง เบียร์ยังคอมเมนต์เพิ่มอีกว่าอยากให้ทุกคนเข้าใจว่าการโพสต์รูปแบบนี้คือการรักตัวเองและร่างกายของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นยังไงก็ตาม เธอบอกว่า ‘คือเบียร์ก็ไม่ได้อยากจะปากงี้ แต่เห็นแล้วแบบ ป้าเค้าคิดได้ไง บอกให้หาครีมมาทา ป้าทาหน้าตัวเองก่อนเลยจ้า’ และปิดท้ายด้วยข้อความสวยๆ ว่า ‘โพสต์นี้จะสื่อว่า ไม่ว่าจะโชว์อะไรทั้งหมดมันก็คือร่างกายเราที่เราเองก็รับได้ เรารักร่างกายของเราแบบไหนก็ได้ไม่ผิด’ นี่แหละค่ะ สปิริตของเบียร์ที่เราชื่นชอบ!

เหตุการณ์ดราม่าที่จุดชนวน

ย้อนกลับไปดูภาพที่จุดชนวนดราม่านะคะ ภาพนั้นคือเบียร์ในชุดสูทเท่ๆ แต่กางเกงตัวเล็กจิ๋วที่เผยให้เห็นความแซ่บแบบเต็มๆ ชาวเน็ตส่วนใหญ่ชื่นชมกันยกใหญ่ แต่มีบางคนที่มองไม่ดี คอมเมนต์แบบนั้นทำเอาโซเชียลลุกเป็นไฟเลยค่ะ หลังจากเบียร์สวนกลับ แฟนๆ ก็แห่กันเข้ามาให้กำลังใจเพียบ บอกว่า ‘สู้ๆ นะเบียร์ รักตัวเองแบบนี้แหละดีที่สุด’ หรือ ‘ป้าไม่ควรมาวิจารณ์แบบนั้นเลย’ เห็นแล้วรู้สึกอบอุ่นใจแทนเลยนะคะ

เรื่องนี้ทำให้เราคิดถึงประเด็น body positivity มากๆ เลย ในยุคที่โซเชียลมีเดียทำให้ทุกคนกล้าอวดตัวเองมากขึ้น แต่ก็มีเสียงวิจารณ์ตามมาเสมอ เบียร์เป็นตัวอย่างที่ดีในการรับมือกับดราม่า เธอไม่โกรธแต่เลือกตอบด้วยอารมณ์ขันและข้อความเชิงบวก แทนที่จะปล่อยให้ดราม่ามาครอบงำ

  • เบียร์ยังโพสต์รูปแซ่บๆ ต่อเนื่อง ไม่กลัวดราม่า
  • แฟนๆ สนับสนุนเต็มที่
  • สอนให้เรารักตัวเองมากขึ้น

นอกจากนี้ เบียร์ยังโพสต์รูปอวดหุ่นเพิ่มอีกหลายรูป ไม่ว่าจะเป็นช็อตในชุดว่ายน้ำหรือแต่งตัวเซ็กซี่ๆ ดูแล้วยิ่งชื่นชมเธอที่มั่นใจขนาดนี้ แม้จะเจอดราม่าแต่ก็ไม่หยุดความแซ่บของตัวเองเลยค่ะ

ขอบคุณภาพจาก: Bizcuitbeer ค่ะ

สุดท้ายนี้ เราอยากบอกว่าทุกคนควรรักตัวเองและร่างกายของตัวเองนะคะ ไม่ว่าจะใครมาวิจารณ์ยังไง ก็มั่นใจเข้าไว้! ถ้าคุณมีประสบการณ์ดราม่าแบบนี้ ลองแชร์ในคอมเมนต์ดูสิคะ เราอยากฟังเรื่องราวของคุณ

ที่มา – ‘เบียร์ เดอะวอยซ์’ สวนกลับทันที หลังโดนวิจารณ์ก้นลาย ลั่น ป้าหน้าเหี่ยว หนูยังไม่ว่าเลย!

ดวลเดือด สนั่นอู่เมืองปราการ ปมพิพาทซ่อมรถ

ดวลเดือด สนั่นอู่เมืองปราการ: เหตุยิงกันสลดจากปมซ่อมรถ

ในค่ำคืนที่ตึงเครียด เมื่อวันที่ 29 กันยายน ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นในพื้นที่อู่ซ่อมรถยนต์ย่านเทพารักษ์ อำเภอเมือง สมุทรปราการ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บ 2 ราย จากการดวลปืนกันอย่างดุเดือด สาเหตุมาจากปมพิพาทเรื่องการซ่อมรถที่ค้างคาและเคยขึ้นศาลมาแล้ว เหตุการณ์นี้กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สะท้อนปัญหาความขัดแย้งในชุมชน

ดวลเดือด สนั่นอู่เมืองปราการ

เหตุการณ์ดวลเดือด สนั่นอู่เมืองปราการ เริ่มต้นขึ้นช่วงเย็น โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่าตำรวจ สภ.สำโรงเหนือ ร่วมกับเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูและสมาคมกู้ภัยสมุทรปราการ เข้าตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุทันที ที่อู่ซ่อมรถยนต์ดังกล่าว พบร่างของนายไตรรัตน์ (สงวนนามสกุล) อายุไม่เปิดเผย ถูกยิงเสียชีวิตคาที่ นอกจากนี้ ยังพบปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม. กระจัดกระจายเต็มพื้น และปืนกึ่งอัตโนมัติขนาด 9 มม. ตกอยู่ใกล้ศพ ซึ่งตำรวจเก็บไว้เป็นหลักฐานสำคัญ

ห่างจากจุดเกิดเหตุไม่ไกล พบผู้บาดเจ็บอีก 2 ราย คือ นายเอนก (สงวนนามสกุล) อายุ 37 ปี เจ้าของอู่ซ่อมรถ ที่ถูกยิงเข้าที่สะโพกด้านหลัง สภาพบาดเจ็บสาหัส ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาล และนายกิตติ์ธเนศ (สงวนนามสกุล) อายุ 33 ปี ซึ่งเป็นน้องชายของเจ้าของอู่ มีบาดแผลฉีกขาดที่หัวเข่าทั้งสองข้าง พร้อมรอยถลอกตามร่างกายจากการวิ่งหนี

ปมพิพาทที่นำไปสู่ดวลเดือด สนั่นอู่เมืองปราการ

จากการสอบสวนเบื้องต้นของตำรวจ ทราบว่านายไตรรัตน์ ผู้เสียชีวิต เคยเป็นลูกค้าของอู่ซ่อมรถแห่งนี้มาก่อน แต่เกิดข้อพิพาทเรื่องคุณภาพการซ่อมรถ จนทั้งสองฝ่ายฟ้องร้องกันในศาล และมีการทะเลาะวิวาทกันหลายครั้ง โดยเคยเป็นข่าวดังในพื้นที่ช่วงหนึ่ง จนกระทั่งวันเกิดเหตุ นายไตรรัตน์เดินทางมาที่อู่อีกครั้ง ก่อนจะเกิดการโต้เถียงรุนแรง นำไปสู่การชักปืนยิงกัน โดยนายเอนกโต้กลับ ทำให้เกิดการดวลปืนกันอย่างดุเดือด

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่สร้างความสะเทือนใจให้กับครอบครัวและชุมชนเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงอันตรายของการใช้อาวุธปืนแก้ปัญหา ในสมุทรปราการซึ่งเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมและการค้าที่คึกคัก ปัญหาพิพาททางธุรกิจอย่างการซ่อมรถยนต์เกิดขึ้นบ่อยครั้ง หากไม่มีการไกล่เกลี่ยที่เหมาะสม อาจนำไปสู่โศกนาฏกรรมเช่นนี้

เพื่อให้เข้าใจเหตุการณ์ดวลเดือด สนั่นอู่เมืองปราการ มากขึ้น เรามาดูรายละเอียดสำคัญกัน:

  • ผู้เสียชีวิต: นายไตรรัตน์ อดีตลูกค้าที่มีประวัติพิพาทกับอู่
  • ผู้บาดเจ็บ: นายเอนก (เจ้าของอู่) สาหัส และนายกิตติ์ธเนศ (น้องชาย) บาดเจ็บเบา
  • อาวุธที่ใช้: ปืนขนาด 9 มม. กึ่งอัตโนมัติ
  • สาเหตุหลัก: ปมซ่อมรถที่ค้างคาและเคยขึ้นศาล
  • การสอบสวน: ตำรวจจะเรียกพยานมาสอบปากคำเพิ่มเติม เพื่อหาความจริง

นอกจากนี้ ตำรวจยังพบว่ารอบๆ อู่มีร่องรอยการต่อสู้ เช่น เฟอร์นิเจอร์ที่ล้มระเนระนาด และเลือดกระเซ็นตามพื้น ซึ่งช่วยยืนยันความรุนแรงของเหตุการณ์ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา สมุทรปราการมีคดีเกี่ยวกับอาวุธปืนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากปัญหาธุรกิจขนาดเล็กอย่างอู่ซ่อมรถ ที่ลูกค้ามักไม่พอใจกับค่าบริการหรือผลงาน

จากประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย กรณีพิพาทเช่นนี้ควรนำไปสู่การไกล่เกลี่ยผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สภาหอการค้าหรือศาลแรงงาน เพื่อป้องกันไม่ให้บานปลาย การถืออาวุธปืนโดยไม่จำเป็นยังผิดกฎหมายไทย ซึ่งมีโทษหนัก หากประชาชนตระหนักถึงเรื่องนี้มากขึ้น คงช่วยลดเหตุรุนแรงได้

ภาพเหตุการณ์ดวลเดือด สนั่นอู่เมืองปราการ

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์ดวลเดือด สนั่นอู่เมืองปราการ นี้เป็นบทเรียนราคาแพงที่แสดงให้เห็นว่าความขัดแย้งเล็กน้อยสามารถกลายเป็นหายนะได้ หากไม่ใช้เหตุผลและสันติวิธีในการแก้ไข หวังว่าครอบครัวผู้สูญเสียจะได้รับการเยียวยา และสังคมจะเรียนรู้จากเรื่องนี้ หากคุณสนใจข่าวอาชญากรรมและเหตุการณ์รุนแรงในท้องถิ่น อย่าลืมติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตล่าสุด

ที่มา – ดวลเดือด! สนั่นอู่เมืองปราการ ‘เจ้าของ’ สาหัส ‘อดีตลูกค้า’ ดับสลด ปมพิพาทซ่อมรถ

เปิดรับ ‘พระธรรมจาริกอาสา’ เผยแผ่พุทธศาสนาพัฒนาชีวิตคนพื้นที่สูง

เปิดรับ ‘พระธรรมจาริกอาสา’ เผยแผ่พุทธศาสนาพัฒนาชีวิตคนพื้นที่สูง

ในยุคที่สังคมไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลากหลาย การเผยแผ่พระพุทธศาสนาและการพัฒนาชีวิตประชาชนในพื้นที่ห่างไกลยังคงเป็นภารกิจสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะในพื้นที่สูงของภาคเหนือและภาคตะวันตก โครงการพระธรรมจาริกที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2508 ถือเป็นหนึ่งในความพยายามที่ยั่งยืนในการนำหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ามาใช้แก้ไขปัญหาชีวิตประจำวันของชาวบ้านบนพื้นที่สูงเหล่านี้

พระสุธีรัตนบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดสุทธิวราราม และรองประธานพระธรรมจาริก ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าของโครงการนี้ โดยระบุว่า ปัจจุบันมีวัดพระธรรมจาริกหรือที่เรียกว่า “อาศรม” กว่า 302 แห่ง กระจายตัวอยู่ใน 20 จังหวัดตามแนวชายแดน พระสงฆ์ที่ปฏิบัติงานบนพื้นที่สูงมีจำนวนกว่า 400 รูป ซึ่งดูแลและทำงานร่วมกับประชาชนในกว่า 1,000 หมู่บ้าน โครงการนี้ไม่เพียงมุ่งเน้นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ยั่งยืนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงและแนวทางพุทธศาสนา

เปิดรับ ‘พระธรรมจาริกอาสา’ เผยแผ่พุทธศาสนาพัฒนาชีวิตคนพื้นที่สูง

ในโอกาสครบรอบ 60 ปีของโครงการพระธรรมจาริก จึงได้ร่วมมือกับสำนักงานองคมนตรีและกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เปิดรับสมัครพระธรรมจาริกอาสา ภายใต้โครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย เพื่อให้พระสงฆ์ไทยมีส่วนร่วมในการเผยแผ่และพัฒนาอย่างสร้างสรรค์ โครงการนี้จะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถของพระสงฆ์ในการนำธรรมะไปสู่ชุมชนห่างไกล สร้างความเข้มแข็งให้กับสังคมพื้นที่สูง

การสมัครเข้าร่วมโครงการเปิดรับ ‘พระธรรมจาริกอาสา’ เผยแผ่พุทธศาสนาพัฒนาชีวิตคนพื้นที่สูง เปิดรับพระสงฆ์จำนวน 35 รูป โดยรับสมัครจนถึงวันที่ 20 ตุลาคมนี้ ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์ 02-280-2273 โครงการนี้ไม่เพียงเป็นโอกาสในการปฏิบัติธรรมเท่านั้น แต่ยังเปิดประตูสู่การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

กิจกรรมหลักในโครงการพระธรรมจาริกอาสา

โครงการนี้แบ่งออกเป็น 3 ภาคส่วนหลัก เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้รับการฝึกอบรมที่ครอบคลุมทั้งด้านความรู้ กรรมฐาน และการปฏิบัติจริง โดยเริ่มต้นด้วย

  • ภาคความรู้: จัดอบรมที่วัดเบญจมบพิตร กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 15-20 พฤศจิกายน เนื้อหาครอบคลุมหลักการเผยแผ่พระพุทธศาสนาบนพื้นที่สูง การพัฒนาโครงการเพื่อสังคม การพัฒนาชุมชนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง และหลักการพัฒนาตามแนวพุทธศาสนา ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้วิธีนำหลักธรรมไปประยุกต์ใช้ในบริบทของพื้นที่ห่างไกล
  • ภาคกรรมฐาน: ฝึกอบรมที่ศูนย์ปฏิบัติธรรม จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างวันที่ 20-24 พฤศจิกายน โดยเน้นการเจริญสติภาวนา การฝึกกรรมฐาน การสอนกรรมฐานให้ชาวบ้าน และการให้คำปรึกษาเชิงพุทธ เพื่อเสริมสร้างจิตใจให้เข้มแข็ง สามารถเผชิญกับความยากลำบากในพื้นที่สูงได้
  • ภาคสนาม: เป็นไฮไลต์ของโครงการ โดยมีการเดินธุดงค์ธรรมยาตรา จากจังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และตาก ผ่านเส้นทางอมก๋อย แม่สะเรียง ขุนยวม สบเมย แม่สอด แม่ระมาด และท่าสองยาง จนถึงปิดโครงการที่บ้านแม่ระเมิง อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก ระหว่างวันที่ 25-30 พฤศจิกายน ผู้เข้าร่วมจะได้ลงพื้นที่จริง ทำงานร่วมกับชุมชน เรียนรู้ปัญหาและโอกาสในการพัฒนา

หลังจากผ่านการฝึกอบรมและปฏิบัติงาน ผู้ที่สำเร็จโครงการจะได้รับเกียรติบัตรจากคณะสงฆ์และสำนักงานองคมนตรี นอกจากนี้ ยังสามารถจับคู่พัฒนากับอาศรมใน 20 จังหวัดพื้นที่สูง และได้รับทุนสนับสนุนสำหรับการพัฒนาและวิจัย โดยเฉพาะการส่งเสริมการเกษตรบนพื้นที่สูง เช่น การปลูกกาแฟ รวมถึงโอกาสศึกษาดูงานในต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยยกระดับชีวิตชาวบ้านให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

โครงการเปิดรับ ‘พระธรรมจาริกอาสา’ เผยแผ่พุทธศาสนาพัฒนาชีวิตคนพื้นที่สูง นี้ แสดงให้เห็นถึงพลังของพระพุทธศาสนาในการเชื่อมโยงสังคมไทยให้เข้มแข็ง ในฐานะที่เป็นผู้สนใจในเรื่องศาสนาและการพัฒนาชุมชน ผมเชื่อว่าการมีส่วนร่วมของพระสงฆ์รุ่นใหม่จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง หากคุณเป็นพระสงฆ์ที่สนใจ สามารถสมัครได้เลยวันนี้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเผยแผ่ธรรมะและพัฒนาชีวิตชาวพื้นที่สูง

โครงการนี้ไม่เพียงช่วยชาวบ้านบนพื้นที่สูงเท่านั้น แต่ยังเสริมสร้างพระพุทธศาสนาให้แผ่ขยายไปสู่ทุกหย่อมหญ้าในประเทศไทย ลองคิดดูสิว่าถ้าทุกคนร่วมมือกัน เราจะสร้างสังคมที่สงบสุขและยั่งยืนได้อย่างไร หากสนใจข้อมูลเพิ่มเติม อย่าลังเลที่จะติดต่อสอบถาม เพื่อไม่พลาดโอกาสดีๆ นี้

ตำรวจไซเบอร์-มจธ. เปิดศูนย์กลางความรู้ไซเบอร์แห่งแรก

ตำรวจไซเบอร์-มจธ. เปิดศูนย์กลางความรู้ไซเบอร์แห่งแรกของไทย สร้างนวัตกรรมรับมือภัยคุกคามออนไลน์

ในยุคดิจิทัลที่ภัยคุกคามทางไซเบอร์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การมีศูนย์กลางความรู้ที่แข็งแกร่งจึงเป็นสิ่งจำเป็น เมื่อวันที่ 29 กันยายน ที่ผ่านมา ตำรวจไซเบอร์ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ได้เปิดตัว “Cybersecurity, Cyber Crime Prevention & Digital Forensics Hub of Knowledge” หรือที่รู้จักกันในชื่อ ศูนย์กลางความรู้ไซเบอร์แห่งแรกของไทย อย่างเป็นทางการ เพื่อยกระดับความรู้และทักษะด้านความปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศ และผลักดันสู่ระดับนานาชาติ

ตำรวจไซเบอร์-มจธ. เปิดศูนย์กลางความรู้ไซเบอร์แห่งแรกของไทย

ศูนย์นี้จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางที่เชื่อมโยงนโยบาย การศึกษา งานวิจัย และการปฏิบัติจริงเข้าด้วยกัน โดยเน้นพัฒนาหลักสูตรระยะสั้นแบบ Non-Degree หรือ Microcredentials และระบบสะสมหน่วยกิตผ่านแพลตฟอร์ม oneKMUTT/OBEM นอกจากนี้ ยังมีการตั้ง Cybersecurity & AI Forensics Innovation Center ซึ่งเป็นห้องทดลองและนวัตกรรมด้านไซเบอร์และ AI เพื่อพัฒนาสิ่งใหม่ๆ จากโจทย์จริงของประเทศ และต่อยอดสู่การรับรองวิชาชีพระดับสากล

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสถานีตำรวจไซเบอร์ (ผบช.สอท.) กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการสืบสวนและพิสูจน์หลักฐานดิจิทัลจาก “แฟ้มคดีสู่ห้องเรียน” อย่างเป็นระบบ ทำให้เยาวชน บุคลากรภาครัฐ และเอกชน ได้เรียนรู้ทักษะสำคัญ เช่น Incident Response สำหรับรับมือเหตุการณ์โจมตีออนไลน์ Threat Intelligence สำหรับวิเคราะห์ข้อมูลภัยคุกคาม และ Digital Forensics สำหรับการสืบสวนหลักฐานดิจิทัล นอกจากนี้ ยังช่วยสร้างมาตรฐานกลางของข้อมูลและเครื่องมือที่หน่วยงานต่างๆ สามารถใช้ร่วมกันได้

โรดแมป 3 ปีของศูนย์กลางความรู้ไซเบอร์

โครงการนี้มีแผนงาน Roadmap ชัดเจน 3 ปี โดยปีแรก (2568–2569) จะวางโครงสร้างคณะทำงานร่วมระหว่าง มจธ. และ บช.สอท. กำหนดเป้าหมายตัวชี้วัด พัฒนาหลักสูตรต้นแบบ และออกแบบศูนย์นวัตกรรม ปีที่สอง (2569–2570) จะเปิดใช้ศูนย์นวัตกรรมแบบทดลอง เปิดสอนหลักสูตรจริง เชื่อมโยงผลงานจาก Cyber Warrior Hackathon 2025 และขยายความร่วมมือกับหน่วยงานในและต่างประเทศ ส่วนปีที่สาม (2570–2571) จะประเมินผล ขยายกลุ่มเป้าหมายสู่ผู้เรียนอาชีวะ ผู้สูงอายุ และผู้พิการ จัดทำข้อเสนอนโยบาย และวางระบบรับรองวิชาชีพ เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์ระดับภูมิภาค (Regional Hub)

โครงการนี้ต่อยอดจาก Cyber Warrior Hackathon 2025 ที่จัดเมื่อ 5 มิถุนายน ถึง 21 กรกฎาคม 2568 มีผู้เข้าร่วมกว่า 700 คน และสร้างนวัตกรรมโดดเด่นจาก 30 ทีม ถือเป็นก้าวแรกในการสร้างเครือข่ายบุคลากรดิจิทัลและต้นแบบโซลูชันความปลอดภัยไซเบอร์ของไทย

ในวันเปิดตัว มีไฮไลต์เวิร์กชอป 2 หัวข้อที่น่าสนใจ คือ “จากแฟ้มคดี สู่ห้องเรียน” โดยตำรวจไซเบอร์ตัวจริงจาก บช.สอท. และ “Cyber Investigation: Incident Response ภาคปฏิบัติ” โดยผู้เชี่ยวชาญจากคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มจธ. กิจกรรมเหล่านี้ช่วยให้ผู้เข้าร่วมได้ลงมือปฏิบัติจริง เพิ่มทักษะรับมือภัยออนไลน์

ศูนย์ยังวางแผนสร้างฐานข้อมูลและระบบสารสนเทศกลาง ร่วมกับพันธมิตรต่างประเทศ เช่น ZHAW, ETE Paris, ETH Zurich และ NCSC Switzerland เพื่อยกระดับมาตรฐานสู่ระดับสากล ทำให้ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่แข็งแกร่ง เชื่อมโยงโลกวิชาการกับการทำงานจริงอย่างมีประสิทธิภาพ

ด้วยการเปิด ตำรวจไซเบอร์-มจธ. เปิดศูนย์กลางความรู้ไซเบอร์แห่งแรกของไทย นี้ จะช่วยลดช่องโหว่ด้านไซเบอร์ของประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ หากคุณสนใจด้านความปลอดภัยไซเบอร์ ลองติดตามหลักสูตรและกิจกรรมจากศูนย์นี้ เพื่อพัฒนาตัวเองให้พร้อมรับมือโลกดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

ที่มา – ตำรวจไซเบอร์-มจธ. เปิดศูนย์กลางความรู้ไซเบอร์แห่งแรกของไทย สร้างนวัตกรรมรับมือภัยคุกคามออนไลน์

ครูอนุบาลอุตริทำเหล้าวอดก้าปลอมขาย ทำคนตายอย่างน้อย 25 คน

ครูอนุบาลอุตริทำเหล้าวอดก้าปลอมขาย ทำคนตายอย่างน้อย 25 คน

กรณีสะเทือนขวัญในรัสเซียกำลังเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก เมื่อ ครูอนุบาลอุตริทำเหล้าวอดก้าปลอมขาย ทำคนตายอย่างน้อย 25 คน จากการดื่มสุราเถื่อนที่ปนเปื้อนสารพิษร้ายแรง สถานการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจที่ราคาเหล้าถูกกฎหมายพุ่งสูง ส่งผลให้ประชาชนหันไปหาเหล้าปลอมราคาถูกแทน

สาเหตุของโศกนาฏกรรมจากเหล้าวอดก้าปลอม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 25 รายและบาดเจ็บอีก 1 ราย หลังจากดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ผิดกฎหมายที่ราคาถูกมาก ขวดละเพียง 90 เพนนี หรือประมาณ 38 บาทเท่านั้น เหตุการณ์นี้ส่วนใหญ่เกิดในภูมิภาคเลนินกราด เจ้าหน้าที่กังวลว่าอาจมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจาก ครูอนุบาลอุตริทำเหล้าวอดก้าปลอมขาย โดยผสมเมทานอลซึ่งเป็นสารพิษร้ายที่นำไปสู่ความตาย

จากการชันสูตรศพของผู้เสียชีวิต 6 ราย พบเมทานอลในระดับสูงอันตรายถึงชีวิต เมทานอลนี้ไม่ใช่แอลกอฮอล์ที่ดื่มได้ มันมักใช้ในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เชื้อเพลิง หรือสารป้องกันน้ำแข็ง แต่ผู้ผลิตเถื่อนนำมาผสมเพื่อลดต้นทุน ทำให้ผู้บริโภคไม่รู้ตัวและเสี่ยงตายทันที

โอลกา สเตปาโนวา
โอลกา สเตปาโนวา ผู้จัดหาสุราเถื่อน

ผู้ต้องหาหลักคือครูอนุบาลวัย 60 ปี

ตำรวจรัสเซียจับกุมโอลกา สเตปาโนวา ครูโรงเรียนอนุบาลวัย 60 ปี ในข้อหาจัดหาเหล้าวอดก้าปลอมให้ชายคนหนึ่ง ซึ่งนำไปขายต่อในราคาถูก น่าเศร้าที่ภรรยาของชายผู้นี้ก็เป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิต สร้างความสะเทือนใจให้สังคม นอกจากนี้ยังจับกุมผู้ต้องสงสัยอีก 8 รายที่ผลิตสุราปลอมที่บ้าน โดยยึดของกลางได้กว่า 1,000 ลิตร

เมทานอลมีพิษรุนแรง แม้เพียง 30 มิลลิลิตรก็อาจ致死ได้ แต่หากรักษาทันเวลา 10-30 ชั่วโมง ผู้ป่วยมีโอกาสรอด มันไม่มีรสชาติและกลิ่นจาง ทำให้ตรวจจับยาก ผู้ผลิตเถื่อนมักใช้ในสุราท้องถิ่นหรือค็อกเทลราคาถูก ผลกระทบทางการแพทย์รุนแรง เช่น ตาบอด ถาวรระบบประสาทเสียหาย หรือเสียชีวิตเฉียบพลัน

  • เมทานอลพบในผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ไม่เหมาะดื่ม
  • ผสมในเหล้าเพื่อลดต้นทุน แต่เสี่ยงชีวิตสูง
  • อาการเริ่มจากคลื่นไส้ ปวดหัว จนถึงหมดสติ

สถานการณ์นี้เชื่อมโยงกับสงครามที่ทำให้ราคาเหล้าถูกกฎหมายแพงขึ้น ประชาชนยากจนหันไปเสี่ยงกับของเถื่อน สร้างโศกนาฏกรรมใหญ่ หน่วยงานสาธารณสุขเตือนให้หลีกเลี่ยงสุราปลอมและซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้น

จากกรณี ครูอนุบาลอุตริทำเหล้าวอดก้าปลอมขาย ทำคนตายอย่างน้อย 25 คน นี้ แสดงให้เห็นถึงอันตรายของเศรษฐกิจวิกฤตที่ผลักดันให้เกิดอาชญากรรม สังคมควรตื่นตัวและสนับสนุนมาตรการควบคุมคุณภาพอาหารและเครื่องดื่ม หากคุณหรือคนใกล้ตัวชอบดื่ม ควรเลือกสินค้าที่มีฉลากชัดเจนเพื่อความปลอดภัย

สุดท้ายนี้ กรณีนี้เป็นบทเรียนราคาแพง อย่าเสี่ยงกับของราคาถูกที่อาจซ่อนพิษร้าย ตรวจสอบแหล่งที่มาทุกครั้งเพื่อปกป้องชีวิตตัวเองและครอบครัว

ที่มา – ครูอนุบาลอุตริทำเหล้าวอดก้าปลอมขาย ทำคนตายอย่างน้อย 25 คน