“ศ.สิริพรรณ” ชี้ดีลหนุนอนุทิน ไม่ร่วมรัฐบาล
สถานการณ์การเมืองไทยในช่วงนี้กำลังเข้มข้นและน่าจับตามองเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะประเด็นข้อตกลงระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ ที่อาจส่งผลต่อความเสถียรของรัฐบาล ล่าสุด ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกความเห็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับดีลสนับสนุน “อนุทิน” ในฐานะนายกรัฐมนตรี โดยย้ำว่าเป็นเพียงการช่วยโหวตเท่านั้น ไม่ใช่การเข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่อาจล้มเหลวได้ง่าย และเกมการเมืองอาจพลิกผันภายใน 4 เดือนเท่านั้น
“ศ.สิริพรรณ” ชี้ดีลหนุน “อนุทิน”แค่พรรคช่วยโหวต ไม่ร่วมรัฐบาล
จากโพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ศ.สิริพรรณ ได้อธิบายถึงแนวคิด “confidence and supply” ซึ่งเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองที่พบได้ในระบบรัฐสภา โดยพรรคขนาดเล็กหรือ ส.ส. อิสระ จะให้การสนับสนุนรัฐบาลในประเด็นสำคัญ เช่น การลงมติไว้วางใจหรือร่างงบประมาณ โดยไม่ต้องเข้าร่วมรัฐบาลอย่างเป็นทางการ ช่วยให้รัฐบาลเสียงข้างน้อยมีเสียงข้างมากในทางปฏิบัติ
ตัวอย่างที่ชัดเจนในต่างประเทศ เช่น ในนิวซีแลนด์ รัฐบาลพรรคแรงงานของจาซินดา อาร์เดิร์น ได้รับการสนับสนุนจากพรรคกรีน ทำให้บริหารประเทศได้ต่อเนื่อง ขณะที่ในสหราชอาณาจักร พรรคอนุรักษ์นิยมของเทเรซา เมย์ ทำข้อตกลงกับพรรค DUP หลังเลือกตั้งปี 2017 เพื่อรักษาเสถียรภาพ เป้าหมายหลักคือสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน นักลงทุน และสังคม ว่าการบริหารจะไม่สะดุด
อย่างไรก็ตาม ในบริบทไทย ข้อตกลง Memorandum of Agreement (MOA) ระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย กลับมีลักษณะที่ผิดธรรมชาติอย่างน้อย 4 ประการ ซึ่งศ.สิริพรรณ ชี้ให้เห็นอย่างละเอียด
ความเสี่ยงของดีลนี้ที่อาจพลิกเกมการเมืองใน 4 เดือน
ประการแรก พรรคที่เป็นเสียงข้างมากควรเข้าร่วมรัฐบาลเพื่อแสดงศักยภาพในการแก้ปัญหาให้ประชาชน กำหนดทิศทางตามนโยบายพรรค และรักษาความต่อเนื่องของระบบการเมือง หากไม่เข้าร่วม จะทำให้โอกาสในการมีอิทธิพลลดลง
ประการที่สอง การอธิบายเหตุผลที่ไม่โหวตให้ “ชัยเกษม” แต่รอได้ 4 เดือน เพราะมองว่ารัฐธรรมนูญใหม่สำคัญกว่า แต่เมื่อไม่เป็นรัฐบาล ก็เหลือเพียงจุดประเด็นทำประชามติแก้ไขมาตรา 256 เพื่อปรับวิธีการแก้รัฐธรรมนูญ ส่วนการร่างใหม่จริงๆ อาจต้องรอรัฐบาลใหม่ ดังนั้นการเลือกตั้งครั้งหน้าจะยังใช้รัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งองค์ประกอบสภาอาจเปลี่ยนไป นอกจากนี้ หลังศาลรัฐธรรมนูญยืนยันอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน การตั้งคำถามประชามติอาจไม่ต้องพึ่ง สว. และผู้กำหนดสาระสำคัญคือกรรมาธิการยกร่าง ไม่ใช่แค่ สสร.
ประการที่สาม หากเกิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พรรคประชาชนจะโหวตอย่างไร? เพราะการให้ confidence หมายถึงต้องสนับสนุนรัฐบาลในการลงมติไว้วางใจ หากโหวตสวน จะเท่ากับผิดสัญญา ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้ง
ประการที่สี่ การห้ามแปลงเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากนั้นยากในทางการเมืองไทย ที่นักการเมืองมักไหลไปหาอำนาจ เหมือนห้ามไฟไม่ให้มีควัน หรือห้ามดวงอาทิตย์ส่องแสง สุดท้าย ข้อตกลงนี้เสมือนติดอาวุธให้พลังอนุรักษ์นิยมที่เคยซบเซากลับมามีชีวิตชีวา
- ศ.สิริพรรณ มองว่าภายใน 4 เดือน “อนุทิน” น่าจะยุบสภา เพื่อกลับมาหลังเลือกตั้งใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องชนะอันดับหนึ่ง
- การเมืองไทยพลิกผันรวดเร็ว แม้อนุรักษ์นิยมจะยึดระบบ แต่ในพื้นที่ พรรคประชาธิปไตยยังครองใจประชาชน
- การประนีประนอมไม่ใช่การออกจากประชาธิปไตย แต่เป็นส่วนหนึ่งของมัน การกล่าวหากันรุนแรงจะทำให้ฝ่ายเดียวกันอ่อนแอ
- นักเคลื่อนไหวควรเน้นผลลัพธ์ ไม่ใช่แค่กิจกรรมเพื่อสื่อ นักสื่อต้องไร้อคติ นักวิชาการยึดหลักวิชา
จากมุมมองนี้ ข้อตกลงดังกล่าวมีความเสี่ยงสูงที่จะล้มเหลว เนื่องจากลักษณะเฉพาะของการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ศ.สิริพรรณ ชี้ดีลหนุน “อนุทิน”แค่พรรคช่วยโหวต ไม่ร่วมรัฐบาล อาจเป็นเพียงเครื่องมือชั่วคราวที่นำไปสู่การยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ ผู้สนใจควรติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด
ในฐานะนักวิเคราะห์การเมือง ข้าพเจ้ามองว่าการเมืองไทยยังคงเป็นเกมที่คาดเดายาก แต่ประชาชนมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทาง หากคุณเป็นคนที่สนใจประเด็นนี้ ลองแบ่งปันความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือติดตามบทความอื่นๆ เพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด






















