ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

เลือกตั้งซ่อม สส.เขต 5 ศรีสะเกษ: จินณ์ตวรรณ นำห่าง

การเลือกตั้งซ่อม สส.เขต 5 ศรีสะเกษ กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนทั่วประเทศ หลังจากปิดหีบลงเมื่อไม่นานมานี้ โดยเป็นการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างของนายอมรเทพ สมหมาย ซึ่งเสียชีวิตไปก่อนหน้านี้ การเลือกตั้งครั้งนี้ครอบคลุมพื้นที่อำเภอขุนหาญและอำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ มีผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนถึง 127,134 คน และมีหน่วยเลือกตั้งทั้งหมด 236 หน่วย

ผลการนับคะแนนเลือกตั้งซ่อม สส.เขต 5 ศรีสะเกษ ล่าสุด

สำหรับการเลือกตั้งซ่อม สส.เขต 5 ศรีสะเกษ มีผู้สมัครเพียง 2 คนเท่านั้น คือ น.ส.ภูริกา สมหมาย หรือ ‘กุ้ง’ จากพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นทายาทของนายอมรเทพ สมหมาย ผู้เสียชีวิต และ น.ส.จินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล หรือ ‘อีฟ’ จากพรรคภูมิใจไทย ผู้สมัครหมายเลข 2

ล่าสุด เมื่อนับคะแนนไปแล้ว 70% ปรากฏว่า น.ส.จินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล จากพรรคภูมิใจไทย กำลังนำคะแนนอย่างชัดเจน โดยได้คะแนน 37,561 เสียง ขณะที่ น.ส.ภูริกา สมหมาย จากพรรคเพื่อไทย ได้คะแนน 29,277 เสียง ส่งผลให้ห่างกันถึง 8,284 คะแนน ซึ่งถือเป็นการนำที่ห่างไกล และคาดการณ์ว่าผลสุดท้ายน่าจะไม่พลิกผัน

พื้นหลังของการเลือกตั้งซ่อม สส.เขต 5 ศรีสะเกษ

เดิมที การเลือกตั้งซ่อม สส.เขต 5 ศรีสะเกษ กำหนดไว้ในวันที่ 10 สิงหาคม 2568 แต่ถูกเลื่อนออกมาเนื่องจากสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่ การเลื่อนครั้งนี้ทำให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งหลายคนต้องรอคอยนานขึ้น แต่สุดท้ายก็จัดขึ้นได้อย่างเรียบร้อย โดยไม่มีรายงานเหตุรุนแรงใดๆ

เขตเลือกตั้งนี้มีความสำคัญมากในแง่การเมืองภาคอีสาน โดยเฉพาะจังหวัดศรีสะเกษที่เป็นฐานเสียงสำคัญของหลายพรรคการเมือง พรรคเพื่อไทยเคยครองที่นั่งในเขตนี้ แต่การเสียชีวิตของนายอมรเทพ สมหมาย ทำให้เกิดช่องว่างที่พรรคภูมิใจไทยฉวยโอกาสเข้ามาแข่งขัน น.ส.จินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล ซึ่งเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ มีนโยบายที่เน้นพัฒนาท้องถิ่น เช่น การส่งเสริมเกษตรกรรมและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในอำเภอขุนหาญและภูสิงห์

  • ผู้สมัครหมายเลข 1: น.ส.ภูริกา สมหมาย (พรรคเพื่อไทย) – เน้นสานต่อมรดกของบิดา ด้านสวัสดิการประชาชน
  • ผู้สมัครหมายเลข 2: น.ส.จินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล (พรรคภูมิใจไทย) – มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นและโครงสร้างพื้นฐาน

ผลการนับคะแนนเบื้องต้นเลือกตั้งซ่อม สส.เขต 5 ศรีสะเกษ แสดงให้เห็นถึงกระแสการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ ซึ่งอาจสะท้อนถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นของพรรคภูมิใจไทยในภาคอีสานใต้ นอกจากนี้ อัตราการออกมาใช้สิทธิ์ในครั้งนี้ค่อนข้างสูง แสดงถึงความตื่นตัวของประชาชนต่อการเมืองท้องถิ่น

ในมุมกว้างขึ้น การเลือกตั้งซ่อม สส.เขต 5 ศรีสะเกษ ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการหาผู้แทนใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นตัววัดความแข็งแกร่งของพรรคใหญ่ๆ ในการแข่งขันระดับท้องถิ่น หากน.ส.จินณ์ตวรรณชนะจริง จะเป็นชัยชนะสำคัญที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์พรรคภูมิใจไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นชายแดนและความมั่นคงซึ่งเป็นจุดขายหลัก

อย่างไรก็ตาม ผลอย่างเป็นทางการยังต้องรอการประกาศจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในวันนี้หรือวันพรุ่งนี้ ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้จากสื่อที่น่าเชื่อถือ

จากมุมมองของผู้เขียน ผลการเลือกตั้งซ่อม สส.เขต 5 ศรีสะเกษ ครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าการเมืองไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่ผู้สมัครรุ่นใหม่มีโอกาสมากขึ้น หากมีนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชนจริงๆ แนะนำให้ผู้อ่านติดตามต่อไป เพื่อเห็นภาพรวมการเมืองที่เปลี่ยนแปลง

ที่มา – เลือกตั้งซ่อม สส.เขต 5 ศรีสะเกษ นับแล้ว 70% ‘จินณ์ตวรรณ’ นำห่างคู่แข่งกว่า 8 พันคะแนน

‘ออม กรณ์นภัส‘ ฟาดเบาๆ หลังเจอดราม่าเวที

เรียกได้ว่ากระแส‘ออม กรณ์นภัส‘ ฟาดเบาๆ หลังเจอดราม่ากำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในโซเชียลมีเดียเลยทีเดียว นักแสดงสาวดาวรุ่งคนนี้กำลังเผชิญกับดราม่าร้อนแรงจากพฤติกรรมบนเวทีประกาศรางวัล Yentertain Awards 2025 ที่หลายคนมองว่าไม่เหมาะสมและขาดความเป็นมืออาชีพ โดยเฉพาะฉากที่เธอแลบลิ้นและหัวเราะออกมาอย่างเห็นได้ชัด จนชาวเน็ตบางส่วนรู้สึกว่าเป็นการไม่ให้เกียรติต่องานและผู้ได้รับรางวัล

‘ออม กรณ์นภัส‘ ฟาดเบาๆ หลังเจอดราม่าไม่ให้เกียรติงาน

จากคลิปวิดีโอที่ถูกแชร์กระจายไปทั่วอินเทอร์เน็ต แสดงให้เห็นช่วงเวลาที่ออมกำลังทำหน้าที่ประกาศรางวัล แต่กลับมีท่าทางที่ดูผ่อนคลายเกินไป ด้วยการแลบลิ้นและหัวเราะเบาๆ ซึ่งจุดประกายให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก บางคนบอกว่ามันทำให้ดูเหมือนติดเล่น ไม่จริงจังกับงานที่สำคัญ ขณะที่แฟนคลับบางส่วนก็ออกมาปกป้องว่ามันเป็นเพียงปฏิกิริยาธรรมชาติจากความตื่นเต้นเท่านั้น ดราม่านี้ไม่ใช่ครั้งแรกในวงการบันเทิงไทยที่พฤติกรรมเล็กน้อยบนเวทีกลายเป็นประเด็นใหญ่โต โดยเฉพาะในยุคที่โซเชียลมีเดียทำให้ทุกอย่างแพร่กระจายได้รวดเร็ว

ออม กรณ์นภัส

ปฏิกิริยาจากออม กรณ์นภัส หลังดราม่าถาโถม

หลังจากที่ดราม่า‘ออม กรณ์นภัส‘ ฟาดเบาๆ หลังเจอดราม่าเริ่มรุนแรงขึ้น สาวออมก็ได้เคลื่อนไหวผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว โดยโพสต์ภาพสวยๆ จากงานประกาศรางวัลนั้น พร้อมแคปชั่นสั้นๆ ว่า “treat people with kindness :)” ซึ่งแปลว่า “ปฏิบัติต่อผู้คนด้วยความเมตตา” หลายคนตีความว่านี่คือการตอบโต้แบบอ้อมๆ ต่อเสียงวิจารณ์ที่เข้ามาไม่ขาดสาย แฟนๆ ที่ติดตามเธอมาตลอดต่างเข้ามาแสดงความเห็นหลากหลาย บ้างก็ให้กำลังใจอย่าง “อย่าแตกสลายเพราะใครนะคะ พี่จะอยู่ข้างหนูเสมอ” หรือ “ขอให้โลกใจดีกับน้องออม ทุกเรื่องเป็นบทเรียน” แต่ก็มีฝั่งที่ยังไม่พอใจ เช่น “มันรู้สึกผิดบ้างเปล่า คิดจะขอโทษไหม” หรือ “ไม่ออกมาแก้ตัวอะไรเลยหรอ”

เหตุการณ์นี้ทำให้เห็นถึงความกดดันที่ศิลปินรุ่นใหม่ต้องเผชิญ โดยเฉพาะในวงการบันเทิงที่ทุกการกระทำถูกจับตาแบบขยายใหญ่ ดราม่าเรื่องพฤติกรรมบนเวทีไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ครั้งนี้มันสะท้อนถึงวัฒนธรรมออนไลน์ที่ชอบขุดคุ้ยและตัดสินอย่างรวดเร็ว ออม กรณ์นภัส ที่กำลังมาแรงด้วยผลงานละครและภาพยนตร์หลายเรื่อง กำลังถูกทดสอบความแข็งแกร่งทางจิตใจครั้งใหญ่ อย่างไรก็ตาม การไม่ชี้แจงอย่างเป็นทางการอาจทำให้กระแสยังคงค้างคา และอาจกระทบภาพลักษณ์ในระยะยาว

  • จุดเริ่มต้นของดราม่า: พฤติกรรมแลบลิ้นและหัวเราะบนเวที Yentertain Awards 2025
  • ปฏิกิริยาชาวเน็ต: แบ่งเป็นสองฝั่ง กำลังใจ vs. การตำหนิ
  • การตอบโต้ของออม: โพสต์แคปชั่นเน้นความเมตตาแบบเบาๆ
  • บทเรียนจากเหตุการณ์: ความสำคัญของความเป็นมืออาชีพในวงการบันเทิง
ออม กรณ์นภัส

ในมุมมองของผู้เขียน ดราม่า‘ออม กรณ์นภัส‘ ฟาดเบาๆ หลังเจอดราม่านี้เป็นโอกาสให้ศิลปินได้เรียนรู้และเติบโต หากเธอสามารถจัดการกับสถานการณ์นี้ได้ดี อาจกลายเป็นจุดแข็งที่ทำให้แฟนๆ รักมากขึ้น คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะคะ

ที่มา – ‘ออม กรณ์นภัส‘ ฟาดเบาๆ หลังเจอดราม่าไม่ให้เกียรติงานปมแลบลิ้นหัวเราะจนคนคิดว่าติดเล่น!

เลือกตั้งซ่อม ส.อบจ.ระยอง อดีต สท.หญิง คว้าชัย

การเลือกตั้งซ่อมครั้งล่าสุดในจังหวัดระยองกำลังเป็นที่สนใจของประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะในเขต 5 อำเภอเมืองระยอง ที่มีผู้สมัครลงชิงตำแหน่งสมาชิกอบจ.หลายราย ผลการนับคะแนนเลือกตั้งซ่อม ส.อบจ.ระยอง ได้ประกาศออกมาแล้วในเบื้องต้น ทำให้ทราบถึงผู้ชนะที่ชัดเจน

เลือกตั้งซ่อม ส.อบจ.ระยอง อดีต สท.หญิง คว้าชัย คะแนนทิ้งคู่แข่งขาดลอย

เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 28 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานผลการนับคะแนนเลือกตั้งซ่อม ส.อบจ.ระยอง เขต 5 อำเภอเมืองระยอง อย่างไม่เป็นทางการ โดยน.ส.อรุชา หรือ ‘จิ๊ป’ ฟ้าประทานชัย ผู้สมัครเบอร์ 2 ซึ่งเป็นอดีตสมาชิกสภาเทศบาลนครระยอง และภรรยาของประธานหอการค้าจังหวัดระยอง สามารถคว้าชัยชนะได้อย่างยิ่งใหญ่ ด้วยคะแนนเสียงถึง 1,821 คะแนน ทิ้งห่างคู่แข่งทั้ง 3 รายอย่างขาดลอย

ผลการเลือกตั้ง

สำหรับคู่แข่งรายอื่นๆ นั้น ด.ต.ศรศักดิ์ รากแก้ว ผู้สมัครเบอร์ 1 ซึ่งเป็นอดีตข้าราชการตำรวจ ได้รับคะแนน 732 คะแนน รองลงมาคือ นายพงศกร ด่าวดึก เบอร์ 3 ด้วย 524 คะแนน และนายธีรวิชญ์ ศศิรัตนนกุล เบอร์ 4 ได้ 480 คะแนน การที่เลือกตั้งซ่อม ส.อบจ.ระยอง อดีต สท.หญิง คว้าชัย คะแนนทิ้งคู่แข่งขาดลอย สะท้อนถึงความนิยมและการสนับสนุนจากชาวระยองที่มอบให้กับน.ส.อรุชา

สถิติผู้มาใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้ง

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ มีผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนทั้งหมด 20,039 คน แต่มีผู้มาใช้สิทธิ์เพียง 3,955 คน คิดเป็นสัดส่วน 19.74% เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยกว่าที่คาดหวังไว้ บัตรที่ใช้ได้จริงมี 3,557 ใบ บัตรเสีย 75 ใบ และบัตรที่ไม่เลือกผู้สมัครใดๆ 323 ใบ แม้ยอดผู้มาใช้สิทธิ์จะไม่สูง แต่ผลคะแนนกลับชัดเจนมาก โดยเฉพาะการชนะแบบขาดลอยของผู้สมัครหญิงรายนี้

ภาพบรรยากาศการเลือกตั้ง

การเลือกตั้งซ่อม ส.อบจ.ระยอง ครั้งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากเหตุผลบางประการที่ทำให้ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ เพื่อให้เขตนี้มีตัวแทนที่แท้จริงในการพัฒนาท้องถิ่น น.ส.อรุชา มีประสบการณ์ในฐานะอดีตสมาชิกสภาเทศบาล และยังมีเครือข่ายที่แข็งแกร่งจากครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับหอการค้า ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เธอได้รับคะแนนสูงขนาดนี้

นอกจากนี้ การแข่งขันในเขตนี้ยังดุเดือด โดยผู้สมัครแต่ละรายมีจุดเด่นของตัวเอง เช่น ด.ต.ศรศักดิ์ ที่มีพื้นฐานจากราชการตำรวจ อาจเน้นเรื่องความมั่นคงและระเบียบ แต่ดูเหมือนว่าประชาชนในพื้นที่ต้องการมุมมองใหม่ๆ จากผู้สมัครที่มีประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจและชุมชนมากกว่า

  • น.ส.อรุชา ฟ้าประทานชัย: คะแนน 1,821 – ผู้ชนะ
  • ด.ต.ศรศักดิ์ รากแก้ว: คะแนน 732
  • นายพงศกร ด่าวดึก: คะแนน 524
  • นายธีรวิชญ์ ศศิรัตนนกุล: คะแนน 480

ผลการเลือกตั้งนี้ไม่เพียงแต่บ่งบอกถึงผู้ชนะเท่านั้น แต่ยังสะท้อนแนวโน้มการเมืองท้องถิ่นในระยอง ที่เริ่มให้ความสำคัญกับผู้สมัครหญิงมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติการทำงานชุมชนที่ชัดเจน การที่เลือกตั้งซ่อม ส.อบจ.ระยอง อดีต สท.หญิง คว้าชัย คะแนนทิ้งคู่แข่งขาดลอย อาจเป็นสัญญาณบวกสำหรับการมีส่วนร่วมของสตรีในวงการเมืองไทย

ในมุมมองของผู้วิเคราะห์ การเลือกตั้งครั้งนี้ช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับสภาอบจ.ระยอง โดยน.ส.อรุชาจะสามารถนำประสบการณ์มาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และเศรษฐกิจท้องถิ่นได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในเขตเมืองที่เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมของจังหวัด

อย่างไรก็ตาม อัตราการมาใช้สิทธิ์ที่ต่ำในครั้งนี้ยังเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณา อาจเกิดจากความเหนื่อยล้าของประชาชนหลังการเลือกตั้งใหญ่ หรือปัจจัยอื่นๆ เช่น สภาพอากาศและการประชาสัมพันธ์ที่ยังไม่เพียงพอ เพื่อให้การเลือกตั้งในอนาคตมีส่วนร่วมมากขึ้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรหาวิธีกระตุ้นให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ให้มากกว่านี้

สุดท้ายนี้ การเลือกตั้งซ่อม ส.อบจ.ระยอง อดีต สท.หญิง คว้าชัย คะแนนทิ้งคู่แข่งขาดลอย ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของประชาธิปไตยท้องถิ่นที่ยังคงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากคุณสนใจการเมืองท้องถิ่น ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติมและมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งครั้งหน้า เพื่อให้เสียงของเรามีน้ำหนักมากขึ้น

ที่มา – เลือกตั้งซ่อม ส.อบจ.ระยอง อดีต สท.หญิง คว้าชัย คะแนนทิ้งคู่แข่งขาดลอย

ลาวเตือนประชาชน รับมือพายุบัวลอย น้ำท่วม-ดินถล่ม

ลาวเตือนประชาชน รับมือพายุ “บัวลอย” จับตาน้ำท่วม-ดินถล่มฉับพลัน เป็นข่าวที่กำลังได้รับความสนใจจากประชาชนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่พายุโซนร้อนมักทำให้เกิดความเสียหายรุนแรง สำนักข่าวซินหัวรายงานจากนครหลวงเวียงจันทน์ ประเทศลาว เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2566 ว่าสำนักอุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยา สังกัดกระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมของลาว ได้ออกประกาศเตือนภัยอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับพายุโซนร้อนบัวลอย ซึ่งคาดว่าจะนำฝนตกหนักเป็นวงกว้าง ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงน้ำท่วมและดินถล่มฉับพลันทั่วประเทศลาว ระหว่างวันที่ 28 ถึง 30 กันยายนนี้

ลาวเตือนประชาชน รับมือพายุ “บัวลอย” จับตาน้ำท่วม-ดินถล่มฉับพลัน

จากรายงาน พายุโซนร้อนบัวลอยกำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่หลายภูมิภาคของลาว โดยจะทำให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองในระดับเบาถึงปานกลางทั่วประเทศ บางพื้นที่อาจเผชิญฝนตกหนักและลมแรง ซึ่งเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้ทางการลาวออกคำเตือนให้ประชาชนและหน่วยงานท้องถิ่นเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ลาวต้องรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติเช่นนี้ เนื่องจากภูมิประเทศที่เป็นภูเขาและแม่น้ำ ทำให้เสี่ยงต่อน้ำท่วมและดินถล่มได้ง่าย โดยเฉพาะในฤดูมรสุม

ผลกระทบที่คาดการณ์จากพายุบัวลอย

พายุโซนร้อนบัวลอยก่อตัวในทะเลจีนใต้และเคลื่อนตัวเข้าหาลาว ทำให้ฝนตกต่อเนื่องนานหลายวัน ซึ่งอาจนำไปสู่การท่วมขังในพื้นที่ต่ำและดินถล่มในเขตภูเขา ประชาชนในจังหวัดทางตอนเหนือและกลาง เช่น เวียงจันทน์ สะหวันนะเขต และจำปาศักดิ์ ควรเตรียมตัวโดยการตรวจสอบระบบระบายน้ำและหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง นอกจากนี้ ทางการลาวยังแนะนำให้เก็บข้าวของสำคัญไว้ในที่สูง และติดตามประกาศจากสำนักอุตุนิยมวิทยาอย่างสม่ำเสมอ

ในอดีต ลาวเคยประสบภัยจากพายุไต้ฝุ่นที่ทำให้เกิดความเสียหายมหาศาล เช่น พายุโซนร้อนที่ผ่านมาในปีก่อนๆ ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนและทำลายโครงสร้างพื้นฐาน การเตรียมพร้อมครั้งนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อลดผลกระทบ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดทีมช่วยเหลือฉุกเฉินและแจกจ่ายเสบียงอาหารให้ชุมชนเสี่ยงภัย

  • เฝ้าระวังฝนตกหนักและน้ำป่าไหลหลาก
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านพื้นที่เสี่ยงดินถล่ม
  • เตรียมถุงนอนและน้ำดื่มสำรอง
  • แจ้งเตือนเพื่อนบ้านและครอบครัว

นอกจากลาวแล้ว ประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยและเวียดนาม ก็ควรจับตาสถานการณ์นี้ เนื่องจากพายุอาจเคลื่อนตัวข้ามพรมแดน สร้างความชื้นและฝนเพิ่มในภูมิภาค ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศคาดว่าพายุบัวลอยจะอ่อนตัวลงหลังจากผ่านลาว แต่ฝนตกหนักอาจยังคงเกิดขึ้นได้อีกหลายวัน

การรับมือกับภัยพิบัติเช่นนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีดาวเทียมในการพยากรณ์อากาศที่แม่นยำยิ่งขึ้น ในฐานะที่ลาวเป็นประเทศกำลังพัฒนา การลงทุนในระบบเตือนภัยจึงเป็นกุญแจสำคัญในการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

สุดท้ายนี้ ผู้เขียนขอแนะนำให้ทุกท่านติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และเตรียมแผนรับมือภัยพิบัติส่วนตัวไว้เสมอ เพื่อให้เราสามารถอยู่รอดและฟื้นตัวจากเหตุการณ์เช่นนี้ได้อย่างรวดเร็ว

ที่มา – ลาวเตือนประชาชน รับมือพายุ “บัวลอย” จับตาน้ำท่วม-ดินถล่มฉับพลัน

ชัดแล้ว! ทักษิณยื่นอภัยโทษหลังจำคุก 1 ปี

หลังจากที่มีข่าวลือมากมายเกี่ยวกับสถานการณ์ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ล่าสุดก็ชัดเจนแล้วว่า ทักษิณ ยื่นขอพระราชทานอภัยโทษเฉพาะราย หลังจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาให้จำคุก 1 ปี เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 ในคดีที่ 14 นี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวทางกฎหมายอย่างรวดเร็ว

ทักษิณ ยื่นขอพระราชทานอภัยโทษเฉพาะราย: ข้อเท็จจริงที่ชัดเจน

เพียงวันถัดมา คือวันที่ 10 กันยายน 2568 นายทักษิณได้ยื่นคำร้องขอพระราชทานอภัยโทษต่อกระทรวงยุติธรรมทันที หลังจากเข้าอยู่ในเรือนจำตามคำพิพากษา กระทรวงยุติธรรมภายใต้การนำของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้มีมติยกคำร้องและส่งเรื่องต่อไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด แม้ว่าช่วงเวลานี้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 และเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณเมื่อวันที่ 24 กันยายน แต่การพิจารณายังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่จะแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 29-30 กันยายน 2568

ทีมข่าวตรวจสอบจากแหล่งข่าวระดับสูงในกระทรวงยุติธรรมยืนยันว่า ทักษิณ ยื่นขอพระราชทานอภัยโทษเฉพาะราย จริง และเรื่องนี้ผ่านชั้นพิจารณาของกระทรวงไปแล้ว การขออภัยโทษเฉพาะรายเป็นสิทธิพื้นฐานของผู้ต้องขังเด็ดขาดทุกคน ไม่ว่าจะเป็นบุคคลใดก็ตาม โดยสามารถยื่นทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษในฐานะรายบุคคล เช่นเดียวกับกรณีของนางนาที รัชกิจประการ อดีต ส.ส. พรรคภูมิใจไทย ที่เคยยื่นขอเช่นกันเมื่ออยู่ในเรือนจำ

ขั้นตอนการยื่นขอพระราชทานอภัยโทษเฉพาะราย

สำหรับผู้ที่สนใจทราบรายละเอียด ขั้นตอนการยื่น ทักษิณ ยื่นขอพระราชทานอภัยโทษเฉพาะราย มีดังนี้ โดยผู้ต้องขังหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น บิดา-มารดา คู่สมรส หรือบุตร สามารถเริ่มต้นได้จาก:

  • ยื่นเรื่องผ่านเรือนจำหรือทัณฑสถาน ซึ่งจะมีการสอบสวนและรวบรวมเอกสารเบื้องต้น
  • ส่งต่อไปยังกรมราชทัณฑ์เพื่อประมวลข้อเท็จจริงและสรุปเพื่อถวายความเห็นของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
  • ความเห็นจากรัฐมนตรีจะถูกส่งไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี จากนั้นไปยังสำนักงานองคมนตรี
  • สุดท้าย รอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ผลฎีกา และแจ้งผลกลับมายังเรือนจำ

แหล่งข่าวระบุว่า เมื่อได้รับคำร้องแล้ว หน่วยงานทุกชั้นไม่สามารถเก็บไว้ได้ ต้องเสนอขึ้นตามลำดับ โดยความเห็นจะเป็นเพียง “เห็นควรอภัยโทษ” หรือ “เห็นว่าโทษเหมาะสมแล้ว” แต่การตัดสินพระราชทานอภัยโทษเป็นพระราชอำนาจที่ไม่สามารถก้าวล่วงได้

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการยื่นซ้ำ เนื่องจากนายทักษิณเคยยื่นขออภัยโทษเฉพาะรายเมื่อกลับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2566 ซึ่งลดโทษจาก 8 ปีเหลือ 1 ปี แม้จะมีการรักษาตัวนอกเรือนจำที่โรงพยาบาลตำรวจ แต่ก็ถือเป็นการรับโทษแล้ว ดังนั้น คำพิพากษาล่าสุดจึงเป็นโทษใหม่ที่ต้องบังคับคดี ผู้ต้องขังมักจะเรียบเรียงเหตุผลส่วนตัวในฎีกาเพื่ออธิบายว่าทำไมจึงขออภัยโทษในครั้งนี้ ซึ่งอาจแตกต่างกันไปตามสถานการณ์

การดำเนินการนี้สะท้อนให้เห็นถึงความโปร่งใสในระบบยุติธรรมไทย ที่ให้โอกาสทุกคนเข้าถึงพระราชทานอภัยโทษอย่างเท่าเทียม โดยไม่เลือกปฏิบัติต่อบุคคลสำคัญอย่างนายทักษิณ แม้จะมีข่าวลือมากมาย แต่ข้อเท็จจริงจากแหล่งข่าวยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายและขั้นตอนปกติ

ในมุมมองของผู้เขียน การเคสของ ทักษิณ ยื่นขอพระราชทานอภัยโทษเฉพาะราย นี้เป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นว่ากฎหมายไทยให้ความสำคัญกับสิทธิผู้ต้องขัง หากคุณกำลังตามข่าวการเมืองหรือกฎหมาย แนะนำให้ติดตามอัปเดตเพิ่มเติมเพื่อเข้าใจบริบทที่กว้างขึ้น

ที่มา – ชัดแล้ว! “ทักษิณ” ยื่นขอพระราชทานอภัยโทษเฉพาะราย หลังศาลฎีกาฯ ตัดสินจำคุก 1 ปี

จตุรมิตรสามัคคีจัดกิจกรรมดนตรี “JATURAMITR MUSIC FEST”

จตุรมิตรสามัคคีจัดกิจกรรมดนตรี “JATURAMITR MUSIC FEST”

เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568 สถาบันการศึกษาชั้นนำทั้งสี่แห่งในเครือจตุรมิตรสามัคคี ได้ร่วมกันจัดงานแสดงดนตรีสุดยิ่งใหญ่ “JATURAMITR MUSIC FEST” ณ ICON Art & Culture Space ชั้น 8 ICONSIAM ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสนุกสนานและความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมโรงเรียน งานนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเฉลิมฉลองมิตรภาพอันยาวนานของสี่โรงเรียนอัสสัมชัญ กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย สวนกุหลาบวิทยาลัย และเทพศิรินทร์เท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีสำหรับเยาวชนรุ่นใหม่ในการแสดงพรสวรรค์ด้านดนตรีและบุคลิกภาพอีกด้วย

จตุรมิตรสามัคคีจัดกิจกรรมดนตรี “JATURAMITR MUSIC FEST” อย่างยิ่งใหญ่

ภราดา ดร.เดชาชัย ศรีพิจารณ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญ ในฐานะประธานจัดการแข่งขันฟุตบอลจตุรมิตรสามัคคี ครั้งที่ 31 ได้เป็นประธานเปิดงาน โดยมีผู้ร่วมงานอันทรงเกียรติมากมาย เช่น อาจารย์วราภรณ์ ทรัพย์สมบูรณ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ดร.ภูมิสิษฐ์ สุคนธวงศ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นายอานนท์ ธิติคุณากร รองผู้อำนวยการโรงเรียนเทพศิรินทร์ รวมถึงตัวแทนจากบริษัทไอคอนสยามและวอริกซ์ สปอร์ต ที่มาร่วมสร้างสีสันให้กับงานนี้ บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงเพลงและรอยยิ้มจากนักเรียน นักศึกษา และแขกผู้มีเกียรติ

ภายในงาน “JATURAMITR MUSIC FEST” มีการแสดงดนตรีจากวงดนตรีของแต่ละโรงเรียนที่โดดเด่นไม่แพ้กัน เริ่มจากวง Sucrose จากโรงเรียนอัสสัมชัญ ที่นำเสนอเพลงแนวป็อปร็อคสุดมันส์ ตามด้วยวง 1852 จากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ที่สร้างสรรค์เสียงดนตรีสไตล์อินดี้ให้ผู้ฟังเพลิดเพลิน วง เยิ้ม จากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย มาพร้อมกับจังหวะสนุกสนานแนวฮิปฮอป และปิดท้ายด้วยวง Sixth Floor จากโรงเรียนเทพศิรินทร์ ที่โชว์สกิลกีตาร์และเบสได้อย่างลงตัว การแสดงเหล่านี้ไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงความสามารถของเยาวชน แต่ยังสะท้อนถึงจิตวิญญาณของความสามัคคีในเครือจตุรมิตร

มินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังและการประกวด STAR OF FOUR

นอกจากการแสดงจากโรงเรียนแล้ว ยังมีมินิคอนเสิร์ตจากศิลปิน FOOLSTEP ภายใต้สังกัด GMM Music ที่มาร่วมสร้างความคึกคักให้กับเวที ผู้ฟังต่างปรบมือให้กับเพลงฮิตที่ศิลปินนำมาขับร้องสดๆ ทำให้งานนี้กลายเป็นเทศกาลดนตรีที่แท้จริง

ไฮไลต์อีกหนึ่งของงานคือการประกวด STAR OF FOUR JATURAMITR x WARRIX รอบ 32 คนสุดท้าย โดยคัดเลือกตัวแทนจากทั้งสี่โรงเรียน เพื่อหาผู้ที่มีบุคลิกดีและคุณสมบัติเหมาะสมในการเป็นตัวแทนสื่อสารของการแข่งขันฟุตบอลจตุรมิตรสามัคคี ครั้งที่ 31 ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผู้เข้าแข่งขันต้องแสดงความมั่นใจ ทักษะการพูด และเสน่ห์ส่วนตัว ซึ่งเป็นเวทีที่ช่วยพัฒนาศักยภาพเยาวชนให้พร้อมสำหรับโลกกว้าง

  • ผลการประกวด: รางวัลชนะเลิศตกเป็นของนายกวิน เนหะมีย์ (ทิคแทค) จากโรงเรียนเทพศิรินทร์ ที่แสดงได้อย่างโดดเด่น
  • รางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่ ตัวแทนจากโรงเรียนอื่นๆ ที่มีผลงานน่าประทับใจ
  • ผู้ชนะจะได้สิทธิ์เข้าร่วมขบวนพาเหรดและเป็นตัวแทนเชิญป้ายในการแข่งขันฟุตบอล

การประกวดนี้สนับสนุนโดย WARRIX ซึ่งช่วยยกระดับกิจกรรมให้มีมาตรฐานสากล

เตรียมตัวสู่การแข่งขันฟุตบอลจตุรมิตรสามัคคี ครั้งที่ 31

งาน “JATURAMITR MUSIC FEST” ถือเป็นการปูทางสู่กิจกรรมหลักอย่างการแข่งขันฟุตบอลจตุรมิตรสามัคคี ครั้งที่ 31 ภายใต้แนวคิด “สี่พี่น้องประคองรัก รักษ์โลกให้ยั่งยืน” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15, 17, 19 และ 22 พฤศจิกายน 2568 ณ สนามศุภชลาศัย สนามกีฬาแห่งชาติ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ โรงเรียนอัสสัมชัญเป็นเจ้าภาพ โดยมีทั้งสี่โรงเรียนเข้าร่วมแข่งขันอย่างดุเดือด กิจกรรมนี้ไม่เพียงแต่ส่งเสริมกีฬา แต่ยังปลูกฝังค่านิยมด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนให้กับเยาวชน

จากประสบการณ์ในอดีต การแข่งขันจตุรมิตรสามัคคีมักสร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนๆ กีฬาฟุตบอลทั่วประเทศ ด้วยการถ่ายทอดสดและบรรยากาศที่คึกคัก ผู้เข้าร่วมไม่ใช่แค่นักฟุตบอล แต่รวมถึงครอบครัวและชุมชนที่มาร่วมเชียร์ ถ้าคุณเป็นแฟนตัวยง อย่าพลาดโอกาสนี้ในการได้เห็นสปิริตของความสามัคคีและการต่อสู้อย่างมีน้ำใจ

ในมุมมองของผม กิจกรรมอย่าง “JATURAMITR MUSIC FEST” แสดงให้เห็นว่าการศึกษาสมัยใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน แต่รวมถึงการพัฒนาทักษะทางสังคมและศิลปะด้วย หากคุณสนใจเข้าร่วมหรือติดตามข่าวสารเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของโรงเรียนในเครือได้เลยครับ

ที่มา – จตุรมิตรสามัคคีจัดกิจกรรมดนตรี “JATURAMITR MUSIC FEST”

“เจ เจตริน” เจอแซะปม “ปิ่น” ไม่ร่วมดินเนอร์

แม้ว่าคู่รักดังอย่าง เจ เจตริน และ ปิ่น เก็จมณี จะเลิกรากันไปแล้ว แต่เรื่องราวของทั้งคู่ยังคงเป็นที่สนใจของชาวเน็ตอยู่เสมอ โดยเฉพาะประเด็นครอบครัวและลูกๆ ที่หลายคนจับตามอง ล่าสุดเกิดดราม่าที่เกี่ยวข้องกับ “เจ เจตริน” เจอชาวเน็ตโผล่แซะปม “ปิ่น”ไม่ร่วมดินเนอร์ พร้อมคาดเดาว่าอดีตภรรยาง่วงหรือเหม็นเน่าบนโต๊ะอาหาร! เรื่องนี้กลายเป็นหัวข้อร้อนที่ทำให้แฟนๆ และชาวโซเชียลมีเดียพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง

“เจ เจตริน” เจอชาวเน็ตโผล่แซะปม “ปิ่น”ไม่ร่วมดินเนอร์ พร้อมคาดเดาว่าอดีตภรรยาง่วงหรือเหม็นเน่าบนโต๊ะอาหาร!

จากโพสต์ล่าสุดของ เจ เจตริน ที่ลงรูปภาพการดินเนอร์สุดอบอุ่นกับลูกๆ ของตัวเอง โดยมีแคปชันว่า “เลี้ยงส่ง คุณเจ้าสมุทร @jjaosmutt กลับไปเรียน ปีหน้าจะจบแล้วครับ #jjetrin แม่ปิ่นนัดแล้ว แต่เบี้ยวเพราะง่วง ตามนั้นนะ” ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการแชร์โมเมนต์ครอบครัวอย่างน่ารัก แต่กลับมีชาวเน็ตบางคนเข้ามาแสดงความเห็นที่ก่อให้เกิดดราม่า โดยคอมเมนต์หนึ่งที่จุดชนวนคือ “ง่วงหรือเหม็นอะไรเน่าๆ ที่โต๊ะคะ คนสมัยนี้หมดรักกันง่ายจัง” คำพูดนี้ถูกตีความว่ามีการสอดแนมและคาดเดาเหตุผลที่ ปิ่น เก็จมณี ไม่มาร่วมดินเนอร์ ซึ่งอาจมาจากความง่วงนอนตามที่ เจ บอก หรือเหตุผลอื่นที่ชาวเน็ตคิดไปเอง

เจ เจตริน กับลูก

ปฏิกิริยาจากเจ เจตริน ต่อคำแซะของชาวเน็ต

หลังจากเจอคอมเมนต์ดังกล่าว เจ เจตริน ก็รีบตอบกลับอย่างสุภาพแต่แฝงด้วยการเตือนสติ โดยโพสต์ว่า “คนสมัยนี้ใจร้ายจัง พูดจาไม่น่ารัก อย่าเสพข่าวตามเพจจนขาดสติ อย่าไปตัดสินเรื่องชาวบ้านเหมือนเราไปนอนใต้เตียงเค้า ระวังจะต้องไปทานอาหารเม็ด” คำตอบนี้ได้รับกำลังใจจากแฟนๆ มากมายที่เข้ามากดไลก์และคอมเมนต์เชียร์ เช่น “ชื่นชมพี่เจที่เป็นพ่อที่ดี รักลูกมากๆ” หรือ “ขอบคุณที่ทำให้เห็นความรักในครอบครัวนะคะ” นอกจากนี้ยังมีคอมเมนต์ชื่นชมการทำงานของ เจ ที่ขยันและทุ่มเทให้ลูกๆ ได้รับการศึกษาที่ดี

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมโซเชียลมีเดียในปัจจุบัน ที่ข่าวสารส่วนตัวของดาราสามารถกลายเป็นดราม่าได้ง่ายๆ เพียงแค่โพสต์รูปภาพหนึ่งเดียว ผู้คนมักคาดเดาและตีความเกินเลย โดยเฉพาะในกรณีของคู่รักที่หย่ากันแล้วอย่าง เจ เจตริน และ ปิ่น ที่ยังคงรักษาความสัมพันธ์เพื่อลูกๆ ไว้ แม้จะมีประเด็น “เจ เจตริน” เจอชาวเน็ตโผล่แซะปม “ปิ่น”ไม่ร่วมดินเนอร์ แต่ทั้งคู่ก็แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้ใหญ่ในการจัดการเรื่องครอบครัว

  • การเป็นพ่อแม่หลังหย่า: เจ เจตริน มักโพสต์ภาพลูกๆ เพื่อแสดงความรักและความห่วงใย
  • บทบาทในวงการบันเทิง: เจ ยังคงทำงานหนักเพื่อให้ครอบครัวมีชีวิตที่ดี
  • บทเรียนจากดราม่า: ชาวเน็ตควรคิดก่อนคอมเมนต์ เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด
เจ เจตริน ตอบคอมเมนต์

จากเหตุการณ์นี้ เราสามารถเห็นได้ว่าแม้ เจ เจตริน จะเจอชาวเน็ตโผล่แซะปม “ปิ่น”ไม่ร่วมดินเนอร์ พร้อมคาดเดาว่าอดีตภรรยาง่วงหรือเหม็นเน่าบนโต๊ะอาหาร! แต่เขาเลือกที่จะตอบกลับด้วยเหตุผลและไม่ให้ดราม่าบานปลาย ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับคนดังที่ต้องเผชิญกับคำวิจารณ์ออนไลน์ นอกจากนี้ ยังมีคอมเมนต์เชิงบวกมากมายที่ชื่นชมการเลี้ยงดูลูกของ เจ เช่น การส่งลูกเรียนในโรงเรียนดีๆ หรือการทุ่มเทงานเพื่อครอบครัว สิ่งเหล่านี้ช่วยย้ำถึงภาพลักษณ์ของเขาในฐานะพ่อที่รับผิดชอบ

ในมุมมองของผู้เขียน คิดว่าการหย่าของดาราคือเรื่องส่วนตัวที่ไม่ควรถูกขุดคุ้ยมากเกินไป โดยเฉพาะเมื่อทั้งคู่ยังคงร่วมมือกันเพื่อลูกๆ การที่ ปิ่น ไม่มาร่วมดินเนอร์อาจมีเหตุผลจริงๆ อย่างที่ เจ บอก และชาวเน็ตควรให้เกียรติซึ่งกันและกันมากขึ้น หากคุณเป็นแฟนข่าวบันเทิง ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติมจากเรานะ เพื่ออัปเดตดราม่าดาราที่น่าสนใจโดยไม่พลาด!

ที่มา – “เจ เจตริน” เจอชาวเน็ตโผล่แซะปม “ปิ่น”ไม่ร่วมดินเนอร์ พร้อมคาดเดาว่าอดีตภรรยาง่วงหรือเหม็นเน่าบนโต๊ะอาหาร!

คอหวยแห่กราบไหว้พระพิฆเนศปางเด็กขอเลขเด็ดงวด 1 ต.ค.68

ในช่วงที่ใกล้เข้างวดหวยใหญ่ คอหวยทั่วประเทศต่างพากันแสวงหาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เพื่อขอพรและเลขเด็ดกันอย่างคึกคัก ล่าสุดที่จังหวัดอ่างทอง มีข่าวดังที่ คอหวยแห่กราบไหว้พระพิฆเนศปางเด็กขอเลขเด็ด กันอย่างไม่ขาดสาย หวังรับโชคใหญ่ในงวดวันที่ 1 ตุลาคม 2568 นี้

คอหวยแห่กราบไหว้พระพิฆเนศปางเด็กขอเลขเด็ด

เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2568 บริเวณริมถนนอ่างทอง – สิงห์บุรี บางยี่นา ซอย 3 ตำบลย่านซื่อ อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง ชาวบ้านและคอหวยจำนวนมากต่างมาร่วมกราบไหว้ขอพรจากองค์พระพิฆเนศปางเด็ก ซึ่งเป็นปางที่แสนน่ารักและได้รับความนิยมในหมู่นักเสี่ยงโชค สายมูเอนเดิสไม่ยอมพลาดโอกาสนี้ เพราะเชื่อว่าองค์พระพิฆเนศท่านมีพลังศักดิ์สิทธิ์ในการประทานพร โดยเฉพาะเรื่องโชคลาภและความสำเร็จ

คอหวยแห่กราบไหว้พระพิฆเนศปางเด็ก

องค์พระพิฆเนศปางเด็กนี้ถูกอัญเชิญลงมาในสถานที่ดังกล่าว ชาวบ้านที่มาร่วมพิธีต่างถวายเครื่องบูชาและขอพร โดยเฉพาะเลขเด็ดที่คาดว่าจะนำโชคมาให้ ในครั้งนี้ ชาวบ้านหลายรายได้รับเลขเด็ดเป็นตัวเลข 96 และ 97 ซึ่งเป็นเลขที่มาจากการทำนายและการขอพรโดยตรง หากสมดังใจที่ปรารถนา ชาวบ้านสัญญาว่าจะนำกล้วยน้ำว้า กล้วยหอมสุก และข้าวโพดมาถวายองค์เพื่อตอบแทนพระคุณ

ตำนานและความเชื่อเรื่องพระพิฆเนศ

ตามความเชื่อในศาสนาฮินดู พระพิฆเนศ หรือที่เรียกอีกชื่อว่า คชานนท์ เป็นพระโอรสของพระศิวะและพระศรีมหาอุมาเทวี ท่านมีลักษณะเด่นคือเศียรเป็นช้าง มีพระกรรณกว้างใหญ่ งวงยาว และงาข้างเดียว พระองค์เป็นเทพแห่งการเริ่มต้น ความสำเร็จ และการขจัดอุปสรรค ผู้ที่บูชาท่านมักได้รับพรในเรื่องอุปสรรคที่คลี่คลาย โชคลาภไหลมาเทมา โดยเฉพาะนักเสี่ยงโชคที่เชื่อว่าการกราบไหว้พระพิฆเนศจะช่วยให้เลขเด็ดเข้าฝันหรือชี้แนะทางโชค

นอกจากนี้ การถวายผลไม้อย่างกล้วยยังเป็นเครื่องบูชาที่นิยม เพราะพระพิฆเนศท่านชื่นชอบกล้วย แต่ในครั้งนี้ องค์ที่ประทับได้บอกว่าชาวบ้านนำกล้วยดิบมาถวาย ซึ่งเป็นเรื่องน่ารักที่แสดงถึงความใกล้ชิดและศรัทธาอย่างแท้จริง ชาวบ้านที่มาร่วมงานเล่าว่าบรรยากาศเต็มไปด้วยความศรัทธาและความหวัง บางรายเดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อไม่ให้พลาดโอกาส คอหวยแห่กราบไหว้พระพิฆเนศปางเด็กขอเลขเด็ด ครั้งนี้

  • เลขเด็ดที่ได้รับ: 96, 97
  • สถานที่: ริมถนนอ่างทอง – สิงห์บุรี บางยี่นา ซอย 3
  • เครื่องถวาย: กล้วยน้ำว้า, กล้วยหอมสุก, ข้าวโพด
  • งวดหวย: 1 ตุลาคม 2568

ความนิยมในพระพิฆเนศปางเด็กนี้มาจากลักษณะที่น่ารักและเป็นมิตร ทำให้ผู้คนรู้สึกใกล้ชิดมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่คนไทยหันมาพึ่งพาความเชื่อเพื่อเสริมดวงโชค การแสวงหาเลขเด็ดจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยที่ผสมผสานความเชื่อและความบันเทิง

สำหรับคอหวยที่กำลังมองหาเลขเด็ดงวดนี้ ลองพิจารณาเลข 96 และ 97 ดูนะครับ แต่จำไว้ว่า การเสี่ยงโชคควรทำด้วยความรับผิดชอบและไม่ใช้เงินเกินตัว หากคุณมีโอกาส ลองไปกราบไหว้ด้วยตัวเองเพื่อรับพลังบวกจากองค์พระพิฆเนศ

สุดท้ายนี้ ความเชื่อเหล่านี้อาจช่วยเสริมกำลังใจให้คุณในยามที่ต้องการโชคช่วย หากงวดนี้โชคดีจริง อย่าลืมกลับมาบอกเล่าให้ฟังด้วยนะ

ที่มา – คอหวยแห่กราบไหว้ “พระพิฆเนศปางเด็ก” ขอเลขเด็ดหวังรับโชคงวด 1 ต.ค.68

ลุยไม่หยุด! โรยตัวขึ้นกระเช้าเคลียร์ซาก ฉีดคอนกรีตผนังดินฝั่งใกล้ สน.

เหตุการณ์หลุมยุบหน้าโรงพยาบาลวชิระพยาบาล ถนนสามเสน กรุงเทพมหานคร ยังคงเป็นประเด็นที่ทุกคนจับตามองอย่างใกล้ชิด ลุยไม่หยุด! โรยตัวขึ้นกระเช้าเคลียร์ซาก ฉีดคอนกรีตผนังดินฝั่งใกล้ สน.สามเสน คือภาพการทำงานที่ไม่ย่อท้อของเจ้าหน้าที่ในวันที่ 4 ของปฏิบัติการแก้ไข เมื่อเวลา 18.30 น. วันที่ 28 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่าทีมงานได้นำรถเครนขนาดใหญ่ 2 คัน เข้าปฏิบัติการ โดยแบ่งทีมคนงานออกเป็น 2 ชุด ชุดละ 2 คน ขึ้นกระเช้าเครนเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

ลุยไม่หยุด! โรยตัวขึ้นกระเช้าเคลียร์ซาก ฉีดคอนกรีตผนังดินฝั่งใกล้ สน.

ทีมแรกมุ่งเน้นไปที่การฉีดคอนกรีต หรือที่เรียกว่า ‘ทัชคอนกรีต’ เพื่อเสริมความแข็งแรงให้กับผนังดินฝั่งที่ใกล้กับสถานีตำรวจสามเสน ซึ่งเป็นจุดที่ยุบตัวลงอย่างน่าตกใจ ส่วนทีมที่สองรับผิดชอบการเก็บกู้ซากวัสดุปรักหักพัง เช่น เปลือกสายไฟ รั้วเหล็กของสถานีตำรวจสามเสน และเศษเหล็กอื่นๆ ทั้งหมดนี้เพื่อเคลียร์พื้นที่หลุมยุบให้สะอาด ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนถมดินและทรายเพื่อปิดหลุมให้มิดชิด การทำงานนี้ต้องอาศัยความชำนาญและอุปกรณ์ที่ทันสมัย เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

เจ้าหน้าที่โรยตัวขึ้นกระเช้าเคลียร์ซากหลุมยุบ

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่จากสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ทีม USAR ของกรุงเทพมหานคร (ปภ.กทม.) ยังคงเฝ้าสังเกตการณ์และดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด เพื่อให้แน่ใจว่าทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยสำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้อง เหตุการณ์หลุมยุบนี้เกิดขึ้นกะทันหัน สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในพื้นที่ แต่การตอบสนองที่รวดเร็วของหน่วยงานรัฐบาลแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหา

ความคืบหน้าของปฏิบัติการและบทบาทของผู้นำ

ขณะที่การทำงานกำลังดำเนินไป ก็มีรายงานที่น่าสนใจว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเดินทางมาติดตามความคืบหน้าของการซ่อมแซมหลุมยุบในค่ำคืนนี้ด้วย การเยี่ยมเยือนนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงถึงความห่วงใยต่อประชาชน แต่ยังเป็นการให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ที่ทำงานหนักอีกด้วย ลุยไม่หยุด! โรยตัวขึ้นกระเช้าเคลียร์ซาก ฉีดคอนกรีตผนังดินฝั่งใกล้ สน. จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความพยายามที่ไม่ลดละ

ทีมงานฉีดคอนกรีตผนังดิน

จากเหตุการณ์นี้ เราสามารถเรียนรู้ได้หลายบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับการจัดการภัยพิบัติในเมืองใหญ่ เช่น ความสำคัญของการตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐานอย่างสม่ำเสมอ และการเตรียมพร้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลุมยุบเกิดจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น การก่อสร้างใกล้เคียงหรือปัญหาดินทรุด ซึ่งเป็นเรื่องที่พบบ่อยในกรุงเทพฯ ที่มีระบบท่อใต้ดินซับซ้อน

  • ขั้นตอนการเคลียร์ซาก: เริ่มจากการลำเลียงวัสดุอันตรายออกจากพื้นที่
  • การฉีดคอนกรีต: เสริมความมั่นคงให้ผนังดินเพื่อป้องกันการยุบตัวเพิ่ม
  • การถมดินทราย: ขั้นตอนสุดท้ายเพื่อฟื้นฟูพื้นที่ให้ใช้งานได้
เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังความปลอดภัย

ประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงต่างชื่นชมความทุ่มเทของเจ้าหน้าที่ที่ทำงานท่ามกลางความมืดและความเสี่ยง แต่ก็ยังคงกังวลกับผลกระทบระยะยาว การปิดถนนสามเสนบางส่วนส่งผลต่อการจราจร แต่เจ้าหน้าที่ได้จัดเส้นทางเลี่ยงเพื่อลดความเดือดร้อน

ในมุมมองของผู้เขียน การจัดการเหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของระบบบรรเทาสาธารณภัยในประเทศไทย ลุยไม่หยุด! โรยตัวขึ้นกระเช้าเคลียร์ซาก ฉีดคอนกรีตผนังดินฝั่งใกล้ สน. ไม่ใช่แค่ข่าว แต่เป็นตัวอย่างของความรับผิดชอบต่อสังคม หากคุณอาศัยในพื้นที่ใกล้เคียง อย่าลืมติดตามอัปเดตล่าสุดและปฏิบัติตามคำแนะนำจากทางการเพื่อความปลอดภัย

ที่มา – ลุยไม่หยุด! โรยตัวขึ้นกระเช้าเคลียร์ซาก ฉีดคอนกรีตผนังดินฝั่งใกล้ สน.

นายกฯ สั่งเตรียมศูนย์พักพิงชายแดนไทย-กัมพูชา

ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกคำสั่งให้เตรียมความพร้อมสำหรับศูนย์พักพิง เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบ โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษที่ชาวบ้านต้องเผชิญความเดือดร้อนจากการต้องจ่ายค่าเช่าที่พักอาศัยวันละ 400 บาท เนื่องจากศูนย์พักพิงยังไม่เปิดใช้งาน นายอนุทิน ได้กล่าวในการให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2567 ว่า ได้สั่งการในที่ประชุมครม. แล้ว และมีการเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ โดยมีรัฐมนตรีหลายท่านร่วมประชุมด้วย

‘นายกฯ’สั่งเตรียมพร้อมศูนย์พักพิงเหตุความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา

การเตรียมความพร้อมนี้เป็นส่วนสำคัญในการอพยพประชาชนไปยังพื้นที่ปลอดภัย นายอนุทิน เน้นย้ำถึงการอำนวยความสะดวกให้ประชาชน โดยชี้ว่าการอพยพอาจทำให้สูญเสียการนอนที่บ้าน แต่สิ่งอื่นๆ เช่น อาหาร การกิน และสุขอนามัย จะได้รับการดูแลอย่างดี จากประสบการณ์ในอดีตที่ผ่านมา ไทยเคยจัดการสถานการณ์คล้ายกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ประชาชนเข้าใจและให้ความร่วมมือ แม้ว่านายอนุทิน จะหวังว่าสถานการณ์จะไม่รุนแรงถึงขั้นต้องอพยพ แต่หากจำเป็น รัฐบาลก็พร้อมเต็มที่

ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมี ส.ส. ในพื้นที่ชายแดน นายอนุทิน ย้ำว่าพรรคเคยช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่สมัยเป็นฝ่ายค้าน และตอนนี้ในฐานะรัฐบาล จะยกระดับการช่วยเหลือให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการอำนวยความสะดวกในการอพยพ

การตัดสินใจเปิดศูนย์พักพิงในพื้นที่ไหน

เมื่อถูกถามถึงสถานที่เปิดศูนย์พักพิง นายอนุทิน ระบุว่าทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของฝ่ายความมั่นคงและปกครอง แต่ขณะนี้มีการเตรียมความพร้อมไว้แล้ว สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในปัจจุบัน เกิดจากข้อพิพาทเรื่องเขตแดน โดยเฉพาะบริเวณปราสาทพระวิหารและพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งเคยนำไปสู่ความขัดแย้งในอดีต ทำให้ประชาชนในจังหวัดชายแดนอย่างศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ ต้องเผชิญความไม่แน่นอน

รัฐบาลไทยภายใต้นายอนุทิน มุ่งเน้นนโยบายที่ประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยการเตรียมศูนย์พักพิงไม่เพียงแต่ให้ที่พักชั่วคราว แต่ยังรวมถึงบริการอาหาร สุขภาพ การศึกษา และกิจกรรมเพื่อบรรเทาความเครียด นอกจากนี้ ยังมีการประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นและกองทัพ เพื่อให้การช่วยเหลือรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

จากมุมมองด้านความมั่นคง สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับกัมพูชา ผ่านการเจรจาทวิภาคีและกลไกอาเซียน เพื่อป้องกันไม่ให้ความไม่สงบลุกลาม รัฐบาลได้เพิ่มกำลังทหารชายแดนและติดตั้งระบบเฝ้าระวัง เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ในเชิงเศรษฐกิจ พื้นที่ชายแดนเหล่านี้เป็นแหล่งค้าขายชายแดนที่สำคัญ การปิดด่านหรือความไม่สงบอาจกระทบต่อรายได้ของชาวบ้าน รัฐบาลจึงมีแผนช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจควบคู่ไปด้วย เช่น การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือโครงการฝึกอาชีพ

นอกจากนี้ การเตรียมพร้อมศูนย์พักพิงยังเป็นบทเรียนจากวิกฤตการณ์ในอดีต เช่น ปี 2551 ที่เกิดการปะทะรุนแรง ทำให้ต้องอพยพประชาชนนับหมื่นคน รัฐบาลปัจจุบันได้ปรับปรุงแผนให้ทันสมัยมากขึ้น โดยใช้เทคโนโลยี เช่น แอปพลิเคชันแจ้งเตือนภัยและระบบ GPS สำหรับติดตามผู้ลี้ภัย

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงเห็นด้วยว่านโยบายนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน และลดความเสี่ยงจากข่าวลือที่อาจก่อให้เกิดความตื่นตระหนก สิ่งสำคัญคือ การสื่อสารที่โปร่งใสจากรัฐบาล เพื่อให้ประชาชนทราบสถานการณ์ล่าสุด

โดยรวมแล้ว การสั่งการของนายกรัฐมนตรีแสดงถึงความรับผิดชอบต่อประชาชนในพื้นที่เสี่ยง หากคุณอาศัยใกล้ชายแดน แนะนำให้ติดตามข่าวสารจากช่องทาง官方 และเตรียมเอกสารส่วนตัวให้พร้อม หากเกิดเหตุจำเป็น

ในฐานะนักสังเกตการณ์ สถานการณ์นี้ย้ำเตือนว่าความมั่นคงชายแดนต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ประเทศไทยและกัมพูชาสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

ที่มา – ‘นายกฯ’สั่งเตรียมพร้อมศูนย์พักพิงเหตุความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา