ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

เขมรยอมรื้อบ้าน 1 หลัง-ปฏิเสธ 2 หลังในตราด

เขมรยอมรื้อบ้าน 1 หลัง-ปฏิเสธ 2 หลังในตราด

ในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ตึงเครียดมาอย่างยาวนาน ล่าสุดมีพัฒนาการที่น่าสนใจจากฝั่งกัมพูชา เมื่อ ‘เขมร’ ร่อนจดหมายยอมรื้อบ้าน 1 หลัง-กลบคูเลต แต่ปฏิเสธรื้อบ้าน 2 หลังในสวนยาง จ.ตราด ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อข้อเสนอจากฝ่ายไทยในการประชุมระดับพื้นที่เมื่อไม่กี่วันก่อน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากการหารืออย่างเข้มข้นระหว่างหน่วยงานทหารทั้งสองฝ่าย โดยกองป้องกันชายแดนที่ 501 ภูมิภาคทหารที่ 5 ของกัมพูชา ได้ส่งเอกสารตอบกลับอย่างเป็นทางการไปยังหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราดของไทย เอกสารดังกล่าวลงวันที่ 22 กันยายน 2567 (ตามปฏิทินไทย) และลงนามโดยพันเอกจัน บุนดี ผู้บังคับบัญชากองทัพกัมพูชา

‘เขมร’ ร่อนจดหมายยอมรื้อบ้าน 1 หลัง-กลบคูเลต แต่ปฏิเสธรื้อบ้าน 2 หลังในสวนยาง จ.ตราด

การตอบกลับนี้ครอบคลุมข้อเสนอ 3 ประการหลักจากฝ่ายไทย ซึ่งมุ่งแก้ไขปัญหาการบุกรุกเขตแดนและโครงสร้างที่อาจละเมิดข้อตกลงชายแดน ข้อเสนอเหล่านี้มาจากการประชุมเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2567 ที่จุดตรวจร้อยทหารนาวิกโยธิน 531 บ้านท่าเส้น จังหวัดตราด โดยมีรองผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 5 ของกัมพูชา และเสนาธิการป้องกันชายแดนจันทบุรี-ตราดของไทยเข้าร่วม

รายละเอียดข้อเสนอและการตอบรับ

เริ่มจาก ข้อเสนอที่ 1: ปัญหาบ้าน 5 หลังที่โอร์พลุกด็อมเรย ฝ่ายไทยเรียกร้องให้กัมพูชารื้อถอนบ้าน 2 หลังออกจากพื้นที่พิกัด TU(50640-45701) ซึ่งถือเป็นเขตแดนไทย ฝั่งกัมพูชาตอบรับบางส่วน โดยยอมรื้อบ้านเพียง 1 หลังตามจุดที่ 11 ที่ฝ่ายไทยระบุ นับเป็นก้าวแรกในการลดความตึงเครียดในพื้นที่ดังกล่าว

ส่วน ข้อเสนอที่ 2: ปัญหาแนวคูสนามที่ช่องทางเจยจุมเนียะ (จอมวย) ไทยขอให้กลบคูสนามเพื่อคืนสภาพพื้นที่เดิมที่พิกัด TU(51601-52015) ฝ่ายกัมพูชาเห็นด้วยและจะดำเนินการปรับปรุงด้านเทคนิคของคูดังกล่าวโดยเร็ว ซึ่งช่วยบรรเทาปัญหาการละเมิดแนวเขตชายแดนที่เกิดขึ้นมานาน

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอที่ 3: บ้านประชาชน 2 หลังในสวนยางพารา กลายเป็นจุดที่ฝั่งกัมพูชาปฏิเสธอย่างชัดเจน พวกเขายืนยันว่าไม่สามารถรื้อถอนบ้านทั้ง 2 หลังที่พิกัด TU(51745-52744) ได้ เนื่องจากเป็นทรัพย์สินของประชาชน และปัญหาเขตแดนยังไม่ชัดเจน กัมพูชาเสนอให้ส่งเรื่องนี้ไปยังคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ซึ่งเป็นกลไกทวิภาคีที่ทั้งสองประเทศตั้งขึ้นเพื่อแก้ไขข้อพิพาท

ในจดหมายกัมพูชายังเน้นย้ำว่าปัญหาเหล่านี้เป็นประเด็นเก่าที่ค้างคา และด้วยการมี JBC แล้ว จึงควรให้คณะนี้จัดการตามกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่ไม่จำเป็น นอกจากนี้ ยังชื่นชมความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยงานชายแดนทั้งสองฝ่าย ที่ร่วมมือกันด้วยสันติวิธีและการประสานงานอย่างใกล้ชิด

พัฒนาการนี้สะท้อนถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยืดเยื้อมานับสิบปี โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดตราดและจันทบุรี ซึ่งมักมีข้อพิพาทเรื่องเขตแดนและการบุกรุก การยอมรื้อบ้าน 1 หลังและกลบคูเลต ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงเจตนารมณ์ในการลดความตึงเครียด แต่การปฏิเสธรื้อบ้านอีก 2 หลัง ก็ชี้ให้เห็นว่ายังต้องอาศัยการเจรจาระดับสูงผ่าน JBC เพื่อหาทางออกที่ยั่งยืน

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ ปัญหาชายแดนเหล่านี้ไม่เพียงกระทบความมั่นคง แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่น โดยเฉพาะสวนยางพาราที่เป็นอาชีพหลักในพื้นที่ การแก้ไขต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อให้ประชาชนทั้งสองประเทศอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

ในฐานะที่ติดตามสถานการณ์ชายแดนมาโดยตลอด ผมเชื่อว่าการตอบกลับครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างค่อยเป็นค่อยไป หากทั้งไทยและกัมพูชายังคงยึดมั่นในกระบวนการทวิภาคี เราจะสามารถสร้างความมั่นคงให้กับพรมแดนได้ในที่สุด คุณคิดอย่างไรกับพัฒนาการนี้? แชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารชายแดนจากเราเพื่ออัปเดตล่าสุด

ที่มา – ‘เขมร’ ร่อนจดหมายยอมรื้อบ้าน 1 หลัง-กลบคูเลต แต่ปฏิเสธรื้อบ้าน 2 หลังในสวนยาง จ.ตราด

สตอรี่ประทับใจเกม 20-0 มิก้าดูแลคู่แข่ง

สตอรี่ประทับใจเกม 20-0 มิก้าดูแลคู่แข่ง

ในวงการฟุตบอลไทย เรามักได้ยินเรื่องราวของการแข่งขันดุเดือดและชัยชนะอันยิ่งใหญ่ แต่บางครั้ง สิ่งที่ประทับใจมากกว่าคือความเป็นมนุษย์และมิตรภาพที่เกิดขึ้นหลังเกม สตอรี่ประทับใจจากเกม 20-0! นี้ เกิดขึ้นในฟุตบอลถ้วย “ช้างเอฟเอคัพ” รอบคัดเลือก เมื่อทีมสมุย ยูไนเต็ด จากไทยลีก 3 ไล่ยิงทีมสมัครเล่นอย่างนครปฐม ซิตี้ ไปถึง 20-0 ที่สนามกีฬานานาชาติเทศบาลเกาะสมุย เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

ภาพจากเกม

แม้จะเป็นทีมสมัครเล่นและต้องเดินทางไกลมาจากนครปฐม ทีมเยือนอย่างนครปฐม ซิตี้ ก็ไม่ยอมแพ้แบบบาย พวกเขาส่งนักเตะ 17 คนมาลงสนามเต็มความสามารถ แสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณนักฟุตบอลที่แท้จริง หลังจบเกมที่สมุยครองบอลและยิงถล่มทลาย มิก้า ชูนวลศรี นักเตะและผู้บริหารของสมุย ยูไนเต็ด ได้โพสต์ข้อความชื่นชมทุกฝ่าย โดยเน้นย้ำว่า “การให้เกียรติคู่ต่อสู้คือการเล่นอย่างเต็มที่ทั้ง 90 นาที” เขาขอบคุณนครปฐม ซิตี้ สำหรับมิตรภาพที่ดี และอวยพรให้เดินทางกลับปลอดภัย

สตอรี่ประทับใจจากเกม 20-0! ‘มิก้า’ ดูแลคู่แข่ง

สิ่งที่ทำให้สตอรี่ประทับใจจากเกม 20-0! นี้โดดเด่นยิ่งขึ้น คือการช่วยเหลือที่เกิดขึ้นหลังเกม ทีมสมุยไม่เพียงแค่ชนะ แต่ยังแสดงความเป็นมืออาชีพด้วยทัศนคติที่ดี มิก้าโพสต์ภาพกระดานที่ทีมเยือนเขียนไว้ว่า “นครปฐม ซิตี้ ขอบคุณครับ สำหรับมิตรภาพฟุตบอล” ซึ่งสะท้อนถึงความเคารพซึ่งกันและกัน

ภาพกระดานขอบคุณ

การช่วยเหลือหลังติดเกาะ: มิก้ามอบที่พักและค่าเดินทาง

ล่าสุดในเช้าวันที่ 25 กันยายน 2568 มิก้าได้อัปเดตสถานการณ์เพิ่มเติม โดยได้รับการประสานจาก Tootay Wongratanapetch ว่ามีนักเตะนครปฐม ซิตี้บางส่วนถูกทิ้งไว้ที่เกาะสมุยและไม่มีเงินค่าเดินทางกลับบ้าน พวกเขาติดเกาะเพราะปัญหาการเงินและการจัดการที่ไม่ดี มิก้าไม่รอช้า ได้ช่วยเหลือนักเตะ 10 คน โดยโอนค่าเดินทางรถไฟให้ และประสานงานกับผู้ใหญ่ใจดีหลายท่าน เช่น Lomprayah Catamaran ที่ดูแลเรือและรถส่งไปสถานี

ภาพอัปเดตช่วยเหลือ

นอกจากนี้ Maraleina Sports Resort ยังรับนักเตะไปทานข้าวเช้าก่อนไปท่าเรือ มิก้าสะท้อนความรู้สึกว่า “วงการฟุตบอลยังไงก็ต้องช่วยเหลือกัน เสียใจที่น้องๆ ต้องเจอแบบนี้ แต่ขอบคุณทุกคนที่ช่วยให้น้องๆ ได้กลับบ้าน” เขายังให้กำลังใจนักเตะเยาวชนเหล่านี้ โดยบอกว่าแม้แพ้ยับ แต่การได้เล่นในเอฟเอคัพคือความฝันของนักฟุตบอลหลายคน ให้คิดบวกและสู้ต่อไป

สตอรี่ประทับใจจากเกม 20-0! นี้ สอนให้เราเห็นว่าฟุตบอลไม่ใช่แค่ชัยชนะ แต่คือการเคารพและช่วยเหลือกัน ในฐานะแฟนบอล เราควรชื่นชมมิก้าและทีมสมุยที่แสดงให้เห็นถึงจริยธรรมในกีฬา เรื่องแบบนี้ทำให้วงการฟุตบอลไทยน่าติดตามยิ่งขึ้น

  • ทัศนคติมืออาชีพของสมุย ยูไนเต็ด
  • ความพยายามของนครปฐม ซิตี้ แม้เป็นทีมสมัครเล่น
  • การช่วยเหลือทันทีจากมิก้าและพันธมิตร

หากคุณชื่นชอบสตอรี่แบบนี้ ลองแชร์ประสบการณ์ฟุตบอลประทับใจของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือติดตามข่าวฟุตบอลไทยเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดเรื่องราวดีๆ

ที่มา – สตอรี่ประทับใจจากเกม 20-0! ‘มิก้า’ ดูแลคู่แข่ง หลังติดเกาะกลับบ้านไม่ได้

ครม. แบ่งพื้นที่ตรวจราชการรองนายกฯ-รัฐมนตรี

ครม. แบ่งพื้นที่ตรวจราชการรองนายกฯ-รัฐมนตรี: รายละเอียดและผลกระทบ

ในวันที่ 25 กันยายน ที่ผ่านมา มีรายงานสำคัญจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 24 กันยายน ได้มีมติรับทราบและเห็นชอบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี รวมถึงการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ การตัดสินใจนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการกระจายอำนาจและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการระดับท้องถิ่น เพื่อให้การพัฒนาแต่ละพื้นที่เกิดผลอย่างแท้จริง

ครม. แบ่งพื้นที่ตรวจราชการรองนายกฯ-รัฐมนตรี อย่างไร

คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 303/2568 ได้กำหนดให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแต่ละท่านรับผิดชอบเขตตรวจราชการเฉพาะเจาะจง โดยแบ่งตามกลุ่มจังหวัดในแต่ละภาค เพื่อให้การกำกับดูแลมีความชัดเจนและเฉพาะเจาะจงมากขึ้น นอกจากจะช่วยลดภาระของนายกรัฐมนตรีแล้ว ยังส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาที่เหมาะสมกับลักษณะเฉพาะของแต่ละภูมิภาค เช่น การมุ่งเน้นปัญหาเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม หรือโครงสร้างพื้นฐาน

มาตรการนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแบ่งงานอย่างเป็นระบบ แต่ยังช่วยให้รัฐบาลสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ เช่น การฟื้นตัวจากโควิด-19 การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล และการจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติ

รายชื่อผู้รับผิดชอบและพื้นที่ที่ได้รับมอบหมาย

  • นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รับผิดชอบเขตตรวจราชการที่ 5 (กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย: ชุมพร นครศรีธรรมราช พัทลุง สุราษฎร์ธานี) และเขตที่ 6 (กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน: กระบี่ ตรัง พังงา ภูเก็ต ระนอง สตูล) พื้นที่เหล่านี้เน้นการพัฒนาการท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐานทางทะเล
  • นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบเขตที่ 10 (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1: บึงกาฬ เลย หนองคาย หนองบัวลำภู อุดรธานี) เขต 11 (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2: นครพนม มุกดาหาร สกลนคร) เขต 12 (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1: ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์) และเขต 14 (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2: ยโสธร ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ อุบลราชธานี) ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรมหลักของประเทศ
  • นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบเขตที่ 5 เฉพาะสงขลา โดยมุ่งเน้นการพัฒนาการค้าชายแดนและอุตสาหกรรม
  • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รับผิดชอบเขตที่ 2 (ภาคกลางปริมณฑล: นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรปราการ) ซึ่งเป็นหัวใจเศรษฐกิจของกรุงเทพฯ
  • ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับผิดชอบเขตที่ 7 (ภาคใต้ชายแดน: นราธิวาส ปัตตานี ยะลา) เขต 15 (ภาคเหนือตอนบน 1: เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน) และเขต 16 (ภาคเหนือตอนบน 2: เชียงราย น่าน พะเยา แพร่) เพื่อส่งเสริมการเกษตรและความมั่นคง
  • นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รับผิดชอบเขตที่ 8 (ภาคตะวันออก 1: ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง) และเขต 9 (ภาคตะวันออก 2: จันทบุรี ตราด นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว) โดยเน้นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
  • นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบเขตที่ 1 (ภาคกลางตอนบน: ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง)
  • น.ส.ศุภมาศ อิสรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบเขตที่ 18 (ภาคเหนือตอนล่าง 2: กำแพงเพชร นครสวรรค์ พิจิตร อุทัยธานี)
  • นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบเขตที่ 3 (ภาคกลางตอนล่าง 1: กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี) และเขต 4 (ภาคกลางตอนล่าง 2: ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร)
  • นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบเขตที่ 17 (ภาคเหนือตอนล่าง 1: ตาก พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์)

การแบ่งพื้นที่ตรวจราชการรองนายกฯ-รัฐมนตรีในครั้งนี้ครอบคลุมเกือบทุกภาคของประเทศไทย ทำให้เกิดความสมดุลในการบริหารจัดการ โดยแต่ละผู้รับผิดชอบจะต้องติดตามและกำกับการปฏิบัติราชการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้โครงการต่าง ๆ ดำเนินไปตามแผน

นอกจากรายละเอียดพื้นฐานแล้ว การตัดสินใจของครม. แบ่งพื้นที่ตรวจราชการรองนายกฯ-รัฐมนตรี ยังมีผลกระทบเชิงบวกหลายประการ เช่น การเพิ่มความโปร่งใสในการใช้งบประมาณ การแก้ปัญหาเฉพาะพื้นที่ได้ตรงจุด และการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่น ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การกระจายงานเช่นนี้จะช่วยให้รัฐบาลสามารถจัดการกับความเหลื่อมล้ำทางภูมิภาคได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่มักถูกมองข้าม

อย่างไรก็ตาม ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียควรติดตามผลการปฏิบัติงานของแต่ละท่าน เพื่อประเมินประสิทธิภาพและเสนอแนะปรับปรุง หากคุณเป็นประชาชนในพื้นที่เหล่านี้ ลองติดต่อหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อสอบถามโครงการที่กำลังดำเนินการดูครับ

ที่มา – ‘ครม.’ แบ่งพื้นที่ตรวจราชการรองนายกฯ-รัฐมนตรี

MASTER คว้า 3 รางวัลเกียรติบัตร ตอกย้ำมาตรฐานคุณภาพ

MASTER คว้า 3 รางวัลเกียรติบัตร ตอกย้ำมาตรฐานองค์กรคุณภาพระดับประเทศ

วันนี้เรามีข่าวดีมาบอกกันสำหรับแฟนๆ วงการความงาม! บริษัท มาสเตอร์ สไตล์ จำกัด (มหาชน) หรือที่รู้จักกันในนาม MASTER และโรงพยาบาลมาสเตอร์พีช ผู้นำด้านความงามอันดับต้นๆ ในไทยและเอเชีย ได้รับเกียรติคว้า 3 รางวัลเกียรติบัตรสุดยอดที่ตอกย้ำถึงมาตรฐานองค์กรคุณภาพระดับประเทศเรียบร้อยแล้ว นี่ไม่ใช่แค่รางวัลธรรมดา แต่เป็นเครื่องยืนยันว่าองค์กรนี้มุ่งมั่นพัฒนาทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการดูแลบุคลากร ความปลอดภัยข้อมูล หรือคุณภาพบริการ เพื่อให้ลูกค้าทุกคนมั่นใจได้เต็มที่

นางสาวลภัสรดา เลิศภานุโรจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ MASTER กล่าวว่าการได้รับรางวัลเหล่านี้เป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความทุ่มเทในการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในฐานะ Regional Company ที่ครอบคลุมอุตสาหกรรมความงามทั่วเอเชีย MASTER ยังคงยึดหลักการบริหารจัดการที่ครบครัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า พนักงาน และพันธมิตรทุกฝ่าย หากคุณกำลังมองหาสถานที่ความงามที่เชื่อถือได้ โรงพยาบาลมาสเตอร์พีชคือตัวเลือกที่ไม่ควรพลาด

รางวัลเกียรติบัตรที่ 1: สถานประกอบการดีเด่นด้านสวัสดิการคุ้มครองแรงงาน

มาดูรางวัลแรกกันเลย! MASTER รับมอบประกาศนียบัตรสถานประกอบการดีเด่นด้านสวัสดิการคุ้มครองแรงงาน ประจำปี 2568 ระดับประเทศปีที่ 1 จากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 รางวัลนี้แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการบริหารบุคลากรที่ยอดเยี่ยม MASTER ยึดมั่นในมาตรฐานการดูแลพนักงาน สร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและสนับสนุนให้ทุกคนมีส่วนร่วมขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความสำเร็จ

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? ในยุคที่การดูแลพนักงานเป็นหัวใจขององค์กร การได้รับรางวัลระดับประเทศแบบนี้หมายความว่า MASTER ไม่ได้แค่พูด แต่ทำจริง เพื่อให้ทีมงานทุกคนรู้สึกมีคุณค่าและมั่นใจในการทำงาน นี่คือสิ่งที่ทำให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืน หากคุณเป็นนายจ้างหรือพนักงาน ลองศึกษารางวัลนี้เพื่อนำไปปรับใช้ในที่ทำงานของคุณได้เลย

รางวัลเกียรติบัตรที่ 2: มาตรฐาน HAS สำหรับห้องน้ำสะอาดและปลอดภัย

ต่อมาคือรางวัลที่ 2: MASTER รับมอบเกียรติบัตรรับรองมาตรฐานเกณฑ์ HAS (Healthy Accessibility Safety) ประจำปี 2568 จากสำนักงานเขตดุสิต เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 รางวัลนี้มอบให้สถานประกอบการที่ผ่านการประเมินเรื่องการบริหารจัดการห้องน้ำให้สะอาด เพียงพอ และปลอดภัย ซึ่ง MASTER ทำได้อย่างสมบูรณ์แบบ

รู้ไหมว่ามาตรฐาน HAS สำคัญยังไง? มันช่วยให้ลูกค้าและพนักงานรู้สึกสบายใจเมื่อใช้บริการ โดยเฉพาะในโรงพยาบาลอย่างมาสเตอร์พีชที่เน้นความสะอาดและสุขอนามัยสูงสุด การได้รับรางวัลนี้ยืนยันว่า MASTER ให้ความสำคัญกับรายละเอียดเล็กๆ ที่ส่งผลใหญ่ต่อประสบการณ์ผู้ใช้ หากคุณสนใจเรื่องสุขอนามัยในสถานประกอบการ ลองนำแนวทาง HAS ไปประยุกต์ใช้ดู

รางวัลเกียรติบัตรที่ 3: ISO/IEC 27001:2022 ด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ

ปิดท้ายด้วยรางวัลที่ 3: MASTER รับมอบประกาศนียบัตร ISO/IEC 27001:2022 จาก S.O.S NS COMPANY LIMITED เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 มาตรฐานนี้มุ่งเน้นระบบบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ โดยใช้หลักการจัดการความเสี่ยงเพื่อป้องกันและลดภัยคุกคามทางไซเบอร์ รวมถึงการรั่วไหลของข้อมูล

ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลเป็นทองคำ การมี ISO 27001 แบบนี้ทำให้ MASTER ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าทุกคน โดยเฉพาะข้อมูลส่วนบุคคลที่อ่อนไหว องค์กรนี้มีแผนพัฒนาต่อเนื่องเพื่อรักษามาตรฐานและเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยง นี่คือเหตุผลที่ MASTER คว้า 3 รางวัลเกียรติบัตร ตอกย้ำมาตรฐานองค์กรคุณภาพระดับประเทศ และกำลังมุ่งสู่ระดับสากล

การคว้ารางวัลทั้ง 3 นี้ไม่ใช่แค่เกียรติยศ แต่เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นของ MASTER ในการยกระดับบริการให้เทียบเท่าระดับโลก หากคุณกำลังคิดถึงการทำศัลยกรรมหรือบริการความงาม ลองมองหาองค์กรที่มีมาตรฐานสูงแบบนี้ เพราะมันช่วยให้คุณมั่นใจในผลลัพธ์และความปลอดภัยได้มากขึ้น

  • สรุปประโยชน์: สร้างความเชื่อมั่น ส่งเสริมการเติบโตยั่งยืน
  • สำหรับลูกค้า: บริการคุณภาพสูง ปลอดภัย
  • สำหรับองค์กร: แนวทางพัฒนาที่นำไปใช้ได้จริง

ในความเห็นส่วนตัว การที่ MASTER คว้า 3 รางวัลเกียรติบัตร ตอกย้ำมาตรฐานองค์กรคุณภาพระดับประเทศ แบบนี้ เป็นแรงบันดาลใจให้ธุรกิจไทยอื่นๆ หันมาสนใจมาตรฐานมากขึ้น หากสนใจอยากรู้เพิ่มเติม สามารถติดต่อ MASTER เพื่อปรึกษาการบริการได้เลยนะครับ!

ที่มา – MASTER คว้า 3 รางวัลเกียรติบัตร ตอกย้ำมาตรฐานองค์กรคุณภาพระดับประเทศ

ราคาทองวันนี้ 25 ก.ย. ร่วง 200 บาท รีบตัดสินใจเลย

ราคาทองวันนี้ 25 ก.ย. ร่วง 200 บาท รีบตัดสินใจเลย! ในตลาดทองคำที่ผันผวนอย่างรวดเร็ว นักลงทุนหลายคนกำลังจับตาการเคลื่อนไหวของราคาทองคำที่ปรับตัวลงอย่างน่าตกใจ เช้าวันนี้เมื่อเวลา 09.06 น. ราคาทองปรับตัวลงแรง 200 บาท สู่ระดับ 56,800 บาท เมื่อเทียบกับราคาปิดของวันก่อนหน้า ซึ่งระหว่างวันเมื่อวานมีการประกาศราคาทองคำถึง 9 ครั้ง และทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 57,050 บาท สถานการณ์นี้ทำให้ผู้ที่กำลังพิจารณาซื้อทองต้องเร่งตัดสินใจก่อนที่ราคาจะเปลี่ยนแปลงอีก

ราคาทองวันนี้ 25 ก.ย. ร่วง 200 บาท รีบตัดสินใจเลย

จากข้อมูลล่าสุด ราคาทองคำแท่งรับซื้ออยู่ที่ 56,750 บาท ขายออก 56,850 บาท ในขณะที่ทองรูปพรรณรับซื้อ 55,622.04 บาท และขายออก 57,650 บาท การร่วงลงครั้งนี้เกิดจากปัจจัยภายนอกหลายประการ โดยเฉพาะราคาทองคำ Spot ที่ปรับฐานลงมาอยู่ที่ประมาณ 3,732 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนราคาทองคำโคเม็กซ์สหรัฐปิดตลาดเมื่อคืนที่ 3,768.10 ดอลลาร์ ลดลง 47.60 ดอลลาร์ สาเหตุหลักมาจากดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้น หลังจากนายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด แสดงท่าทีระมัดระวังในการลดอัตราดอกเบี้ยครั้งต่อไป

ปัจจัยที่ทำให้ราคาทองวันนี้ 25 ก.ย. ร่วงลง

นอกจากนี้ ตลาดยังจับตามองข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐในสัปดาห์นี้ เช่น ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) และ GDP ไตรมาส 2/2025 ซึ่งเป็นประมาณการสุดท้าย ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ หากตัวเลขออกมาแข็งแกร่ง อาจกดดันราคาทองให้ลดลงต่อเนื่อง นักลงทุนควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะทองคำถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่มักเคลื่อนไหวตามสถานการณ์โลก

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การลงทุนในทองคำยังคงน่าสนใจแม้ราคาจะร่วง เพราะในระยะยาว ทองคำมักให้ผลตอบแทนที่ดี โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจไม่แน่นอน หากคุณกำลังมองหาการกระจายความเสี่ยง ราคาทองวันนี้ 25 ก.ย. ร่วง 200 บาท อาจเป็นโอกาสในการเข้าซื้อ อย่างไรก็ตาม ควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบและปรึกษาที่ปรึกษาการเงินก่อนตัดสินใจ

แนวโน้มราคาทองคำในสัปดาห์นี้

  • ปัจจัยบวก: ความไม่แน่นอนทาง geopolitics อาจหนุนราคาทองให้ฟื้นตัว
  • ปัจจัยลบ: ดอลลาร์แข็งและข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่ดี อาจกดราคาลงเพิ่ม
  • คำแนะนำ: เก็งกำไรระยะสั้นหรือถือยาวตามเป้าหมายส่วนตัว

ราคาทองวันนี้ 25 ก.ย. ร่วง 200 บาท รีบตัดสินใจเลย ถ้าคุณเป็นนักลงทุนมือใหม่ ลองเริ่มจากทองรูปพรรณที่ราคาเข้าถึงได้ง่าย หรือทองคำแท่งสำหรับการลงทุนจริงจัง การติดตามราคาทองรายวันจะช่วยให้คุณไม่พลาดโอกาส โดยรวมแล้ว แม้ตลาดจะผันผวน แต่ทองคำยังคงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับพอร์ตการลงทุน

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านตัดสินใจอย่างรอบคอบ หากสนใจลงทุนทองคำตอนนี้ อย่ารอช้า รีบตรวจสอบราคาล่าสุดและวางแผนการซื้อขายให้ดี เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากตลาดที่กำลังเปลี่ยนแปลง

ที่มา – ราคาทองวันนี้ 25 ก.ย. ร่วง 200 บาท รีบตัดสินใจเลย

เตือนภัย!! “ขออีก 5 นาทีตื่น..” ตั้งปลุกซ้ำๆ สุขภาพพัง

คุณเคยเป็นคนที่ชอบตั้งนาฬิกาปลุกหลายตัว แล้วกดปิดเพื่องีบต่ออีกสัก 5 นาทีไหม? พฤติกรรมนี้ดูเหมือนจะช่วยให้เราตื่นนอนได้สบายใจขึ้น แต่จริงๆ แล้ว มันกำลังทำร้ายสุขภาพโดยไม่รู้ตัว ในบทความนี้ เราจะมาพูดถึง เตือนภัย!! “ขออีก 5 นาทีตื่น..” ตั้งปลุกซ้ำๆ สุขภาพพัง ที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนไว้ เพื่อให้คุณปรับเปลี่ยนนิสัยได้ทันเวลา

เตือนภัย!! “ขออีก 5 นาทีตื่น..” ตั้งปลุกซ้ำๆ สุขภาพพัง

พยาบาลหนุ่มชาวอเมริกันชื่อจอร์แดน บรูซ ได้โพสต์คลิปวิดีโอบน TikTok ที่มียอดวิวทะลุ 10 ล้านครั้ง เขาอธิบายว่าการกดปุ่ม snooze บนนาฬิกาปลุกซ้ำๆ เพื่อขออีก 5 นาทีนั้น ไม่ใช่แค่ช่วยให้เรานอนต่อ แต่เป็นการรบกวนวงจรการนอนหลับตามธรรมชาติอย่างรุนแรง ส่งผลให้เกิดภาวะ ความเฉื่อยชาขณะนอนหลับ (Sleep Inertia) ซึ่งทำให้เรารู้สึกง่วงซึม อ่อนเพลีย หงุดหงิดง่าย และที่แย่กว่านั้น คือระดับฮอร์โมนความเครียดในร่างกายพุ่งสูงขึ้นทันที

การนอนหลับของมนุษย์มีวัฏจักรที่ชัดเจน แบ่งเป็นช่วงหลับตื้น (non-REM) ที่ร่างกายซ่อมแซมตัวเอง และช่วงหลับลึก (REM) ที่สมองประมวลผลความทรงจำและฝัน สองช่วงนี้จะสลับกันทุก 90 นาที หากเราตั้งปลุกซ้ำๆ มันจะไปตัดจังหวะช่วงหลับลึกที่สำคัญ ทำให้ร่างกายไม่ได้รับการฟื้นฟูเต็มที่ สมองทำงานช้าลง และเรารู้สึกเหนื่อยล้าตลอดทั้งวัน

ผลกระทบร้ายแรงจาก “ขออีก 5 นาทีตื่น”

ดร. โอปู บักซ์ตัน ศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยาจากโรงพยาบาลบริกแฮมแอนด์วีเมนส์ อธิบายว่า เมื่อเราตื่นขึ้นมากลางคืนในช่วงหลับลึกที่คลื่นสมองอยู่ในโหมดเดลต้า การเปลี่ยนสู่สภาวะตื่นตัวจะช้ามาก นอกจากนี้ยังขัดขวางกระบวนการกำจัดฮอร์โมนง่วงนอนอย่างอะดีโนซีน ทำให้อาการอ่อนเพลียสะสมไม่หาย

ที่เลวร้ายยิ่งกว่า คือการกระตุ้นฮอร์โมนความเครียดอย่างคอร์ติซอลให้หลั่งออกมามากเกินไป ส่งผลให้ความดันโลหิตสูง น้ำตาลในเลือดพุ่ง หัวใจเต้นเร็ว ร่างกายอยู่ในโหมดตึงเครียดตลอดเวลา หากทำแบบนี้ทุกวัน ความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ หลอดเลือดอุดตัน และภาวะซึมเศร้าจะเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า เตือนภัย!! “ขออีก 5 นาทีตื่น..” ตั้งปลุกซ้ำๆ สุขภาพพัง จริงๆ แล้วมันอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพเรื้อรังในระยะยาว

นอกจากนี้ การนอนไม่เพียงพอหรือนอนไม่ต่อเนื่องยังเชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพอื่นๆ เช่น ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น และแม้กระทั่งน้ำหนักตัวเพิ่มเพราะฮอร์โมนหิวโหยอย่างเกรลินทำงานผิดปกติ หากคุณกำลังเผชิญกับอาการเหล่านี้ ลองสังเกตพฤติกรรมการตื่นนอนของคุณดู

วิธีปรับนิสัยเพื่อหลีกเลี่ยง Snooze

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำวิธีง่ายๆ เพื่อสุขภาพที่ดีกว่า นั่นคือฝึกตื่นนอนทันทีที่นาฬิกาปลุกดังครั้งแรก แม้จะฟังดูยาก แต่สามารถทำได้ด้วยขั้นตอนเล็กๆ ดังนี้:

  • ปรับเวลานอนให้สม่ำเสมอ: นอนและตื่นเวลาเดิมทุกวัน แม้ในวันหยุด เพื่อให้ร่างกายปรับตัวกับวัฏจักร circadian rhythm
  • วางนาฬิกาปลุกไกลตัว: เพื่อบังคับให้ลุกจากเตียงทันทีเมื่อมันดัง
  • สร้างกิจวัตรเช้าที่น่าดึงดูด: เช่น ดื่มน้ำอุ่น ดื่มกาแฟ หรือออกกำลังกายเบาๆ เพื่อกระตุ้นสมอง
  • หลีกเลี่ยงหน้าจอก่อนนอน: แสงสีน้ำเงินจากมือถือรบกวนการหลั่งเมลาโทนิน ทำให้หลับยาก

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่จะช่วยยกระดับคุณภาพการนอนและสุขภาพโดยรวมได้อย่างมหาศาล ลองเริ่มจากคืนนี้ดู แล้วคุณจะพบว่าการตื่นเช้าไม่ใช่ฝันร้ายอีกต่อไป

ในท้ายที่สุด เตือนภัย!! “ขออีก 5 นาทีตื่น..” ตั้งปลุกซ้ำๆ สุขภาพพัง เป็นคำเตือนที่เราทุกคนควรฟัง สุขภาพดีเริ่มจากนิสัยเล็กๆ น้อยๆ ลองปรับดูแล้วแบ่งปันประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างสิ! การตื่นนอนที่ดีจะเปลี่ยนวันของคุณให้สดชื่นยิ่งขึ้น

ที่มา – เตือนภัย!! “ขออีก 5 นาทีตื่น..” ตั้งปลุกซ้ำๆ สุขภาพพัง

‘เจ’ เผยจัดหนักแข้งบีจี เห็นแก่ตัวจนนายลาออก

‘เจ’ เผยจัดหนักแข้งบีจี ‘เห็นแก่ตัวจนนายลาออก’ เตือนสติ สิ่งน่ากลัวคือ ‘ไม่มีทีมจะเล่น’

ในการแข่งขันฟุตบอลที่ดุเดือด บีจี ปทุม ยูไนเต็ด เพิ่งเปิดบ้านเสมอกับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด 2-2 ในศึกสโมสรอาเซียน นัดที่ 2 ของกลุ่ม A เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 ทีมกระต่ายแก้วเก็บได้ 4 แต้มจากสองนัด และนี่คือเกมแรกที่พวกเขาลงเล่นโดยไม่มีปวิณ ภิรมย์ภักดี ในฐานะประธานสโมสร หลังจากที่เขาลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

‘เจ’ เผยจัดหนักแข้งบีจี ‘เห็นแก่ตัวจนนายลาออก’ เตือนสติ สิ่งน่ากลัวคือ ‘ไม่มีทีมจะเล่น’

หลังจบเกม ชนาธิป สรงกระสินธ์ หรือ ‘เมสซี่เจ’ กัปตันทีมบีจี ได้ออกมากล่าวปลุกใจเพื่อนร่วมทีมอย่างหนักหน่วง โดยเน้นย้ำถึงทัศนคติที่ต้องเปลี่ยนแปลง ‘ก่อนเกม ผมได้ปลุกใจทีม โดยบอกว่าอย่าคิดว่าตัวเองเป็นกระต่ายไฮโซที่กินหรูอยู่สบาย จริงๆ แล้วเราคือหมาล่าเนื้อที่ต้องสู้เพื่อชัยชนะและความสำเร็จ’ ชนาธิปกล่าว

เขายังชี้ให้เห็นปัญหาหลักของทีมว่า ‘ผมเบื่อคำว่าแพ้แล้วไม่เป็นไร มันต้องเปลี่ยนความคิด ทุกคนอาจเก่งไม่เท่ากัน แต่ทุกคนวิ่งได้เท่ากัน ถ้าวิ่งพร้อมกันก็เหนื่อยเท่าๆ กัน แต่ถ้าบางคนไม่วิ่ง นั่นคือความเห็นแก่ตัว และความเห็นแก่ตัวแบบนี้แหละที่ทำให้เจ้านายลาออก ทำให้แฟนบอลไม่อยากมาดู’

เตือนสติทีม สิ่งน่ากลัวที่สุดคือการไม่มีทีมให้เล่น

ชนาธิปยังเตือนสติเพื่อนๆ ว่าสิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่คู่แข่งอย่างบุรีรัมย์ แต่คือสถานการณ์ที่ทีมอาจไม่มีแม้แต่ลีกให้ลงเล่น ‘เราต้องเปลี่ยนตั้งแต่วันนี้ บอกน้องๆ ว่าต้องเป็นหมาล่าเนื้อ สิ่งที่น่ากลัวคือเราไม่มีทีมจะเล่น นี่แหละคือฝันร้ายที่แท้จริง’ เขากล่าว

นอกจากนี้ ‘เจ’ ยังวิเคราะห์ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ระบบการเล่นหรือโค้ช แต่เป็นที่ทัศนคติของนักเตะ ‘ผมรู้ว่าเรายังทำไม่ดีพอ มันไม่เกี่ยวกับลูกฟุตบอลหรือขาใครยาวกว่า แต่เกี่ยวกับการวิ่งและสู้ ถ้าเรายังเล่นแบบเดิม เราหนีตกชั้นแน่นอน เรามีสองขาเหมือนกัน หัวใจเหมือนกัน สกิลอาจไม่เท่า แต่เราวิ่งมากกว่าได้’

  • ทัศนคติสำคัญที่สุด: ชนาธิปเชื่อว่าการเปลี่ยน mindset คือกุญแจสู่ความสำเร็จ
  • บทเรียนจากประธานลาออก: ความเห็นแก่ตัวส่งผลกระทบต่อทั้งทีมและผู้บริหาร
  • กำลังใจจากแฟนบอล: เขาขอบคุณแฟนๆ ที่มาเชียร์ และสัญญาว่าจะเปลี่ยนเพื่อให้แฟนบอลกลับมาสนับสนุน

เกมนี้แม้จะเสมอ แต่แฟนบอลบีจีที่มาในสนามยังคงให้กำลังใจอย่างอบอุ่น ชนาธิปบอกว่า ‘แฟนบอลมาดูและด่าเพราะเราสมควรโดน ต่อจากนี้เราจะเปลี่ยน ทำให้แฟนบอลอยากมาเชียร์ We Are BG’

เนื้อหานี้มาจากการสัมภาษณ์หลังเกมที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำของชนาธิป ที่ไม่เพียงแค่เล่นฟุตบอลเก่ง แต่ยังปลุกใจทีมได้อย่างน่าประทับใจ ในยุคที่ฟุตบอลไทยกำลังพัฒนา คำพูดเหล่านี้เป็นเครื่องเตือนใจสำหรับนักเตะทุกคนว่าความทุ่มเทคือสิ่งที่ขาดไม่ได้

หากคุณเป็นแฟนบีจีหรือชื่นชอบฟุตบอลไทย อย่าลืมติดตามพัฒนาการของทีม และมาแสดงความเห็นในคอมเมนต์ว่าคุณคิดอย่างไรกับคำเตือนของ ‘เจ’ นี้ มาร่วมเชียร์ทีมรักไปด้วยกัน!

ที่มา – ‘เจ’ เผยจัดหนักแข้งบีจี ‘เห็นแก่ตัวจนนายลาออก’ เตือนสติ สิ่งน่ากลัวคือ ‘ไม่มีทีมจะเล่น’

ไทยยูเนี่ยนและไอ-เทลจัดเก็บขยะป่าชายเลนสากล

ในยุคที่ปัญหาขยะพลาสติกกำลังคุกคามระบบนิเวศทางทะเล กลุ่มบริษัทไทยยูเนี่ยน ผู้นำด้านอุตสาหกรรมอาหารทะเลระดับโลก ได้ร่วมมือกับบริษัทไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และพันธมิตรจากภาครัฐและเอกชน จัดกิจกรรมเก็บขยะป่าชายเลนอย่างยิ่งใหญ่ เนื่องในวันเก็บขยะชายหาดสากล เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและลดปริมาณขยะที่ไหลลงสู่ทะเล

ไทยยูเนี่ยน และ ไอ-เทล ผนึกภาครัฐ-เอกชน จัดกิจกรรมเก็บขยะป่าชายเลน เนื่องในวันเก็บขยะชายหาดสากล

กิจกรรมนี้จัดขึ้น ณ ศูนย์เรียนรู้และปฏิบัติการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมหาชัยฝั่งตะวันออก ตำบลโคกขาม อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร โดยมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อลดปริมาณขยะพลาสติกที่ไหลลงสู่แหล่งน้ำและทะเลให้ได้ 1,500 ตันภายในปี 2573 ตามกลยุทธ์ SeaChange® 2030 ของไทยยูเนี่ยน ซึ่งเป็นแผนการพัฒนาที่ยั่งยืนที่มุ่งแก้ปัญหาขยะทะเลอย่างจริงจัง

ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมด 200 คน ประกอบด้วยพนักงานจากไทยยูเนี่ยนและไอ-เทล รวมถึงตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆ เช่น สมุทรสาครพัฒนาเมือง (วิสาหกิจเพื่อสังคม) กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง องค์การบริหารส่วนตำบลโคกขาม สำนักงานป้องกันบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสมุทรสาคร สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสมุทรสาคร และวงษ์พาณิชย์อำเภอบ้านแพ้ว นอกจากนี้ยังมีอาสาสมัครจากชุมชน โรงเรียน และกลุ่มอาสาในพื้นที่สมุทรสาครเข้าร่วมอย่างคึกคัก

ผลลัพธ์และการจัดการขยะจากกิจกรรม

ในวันดังกล่าว สามารถเก็บขยะได้รวม 755 กิโลกรัม โดยแบ่งเป็นขยะพลาสติก เช่น ขวดน้ำ ถุงพลาสติก กล่องโฟม ขวดแก้ว และหลอดไฟ ซึ่งเป็นขยะที่พบได้บ่อยในพื้นที่ชายฝั่ง ขยะเหล่านี้ถูกคัดแยกและบันทึกข้อมูลตามมาตรฐานสากลของ International Coastal Cleanup (ICC) โดยอาสาสมัครจากไทยยูเนี่ยน เพื่อนำข้อมูลไปวิเคราะห์และป้องกันปัญหาในอนาคต

  • ขยะที่รีไซเคิลได้: นำไปแปรรูปโดยวงษ์พาณิชย์อำเภอบ้านแพ้ว เพื่อหมุนเวียนใช้ประโยชน์ใหม่
  • ขยะที่ไม่สามารถรีไซเคิล: ส่งต่อให้หน่วยงานท้องถิ่นเพื่อแปรสภาพเป็นเชื้อเพลิง โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างครบถ้วน

ไทยยูเนี่ยน และ ไอ-เทล ผนึกภาครัฐ-เอกชน จัดกิจกรรมเก็บขยะป่าชายเลน เนื่องในวันเก็บขยะชายหาดสากล ครั้งนี้ ไม่เพียงช่วยทำความสะอาดพื้นที่ป่าชายเลนที่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สำคัญของสิ่งมีชีวิตทางทะเล แต่ยังเสริมสร้างความตระหนักรู้แก่ชุมชนในการลดใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง

นายอดัม เบรนนัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนและการสื่อสารองค์กร บริษัทไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ปัจจุบันมีขยะพลาสติกกว่า 200 ล้านตันลอยอยู่ในมหาสมุทร ซึ่งเป็นภัยร้ายต่อสิ่งมีชีวิตและระบบนิเวศชายฝั่ง แต่เรามั่นใจว่าความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ ในปีที่ผ่านมา ไทยยูเนี่ยนลดขยะพลาสติก 234 ตันไม่ให้ไหลลงทะเล และกิจกรรมไทยยูเนี่ยน และ ไอ-เทล ผนึกภาครัฐ-เอกชน จัดกิจกรรมเก็บขยะป่าชายเลน เนื่องในวันเก็บขยะชายหาดสากล นี้คือก้าวสำคัญที่แสดงพลังจากพนักงาน พันธมิตร และชุมชน”

ความร่วมมือครั้งนี้ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของไทยยูเนี่ยนในการสร้างอนาคตยั่งยืน โดยผสานกำลังระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตทั่วโลก ป่าชายเลนไม่เพียงเป็นแนวกันคลื่น แต่ยังเป็นแหล่งคาร์บอนซึมซับที่ช่วยต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นอกจากนี้ กิจกรรมยังรวมถึงการอบรมความรู้เกี่ยวกับการจัดการขยะและการอนุรักษ์ทะเลให้กับอาสาสมัคร ทำให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจถึงความสำคัญของการลด ใช้ใหม่ และรีไซเคิล (3R) มากยิ่งขึ้น ในขณะที่ปัญหาขยะพลาสติกทั่วโลกยังคงรุนแรง การริเริ่มเช่นนี้เป็นตัวอย่างที่ดีในการขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืน

สุดท้ายนี้ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นหน้าที่ของทุกคน หากเราร่วมมือกัน ลดการใช้พลาสติก และเข้าร่วมกิจกรรมเก็บขยะ เราจะช่วยสร้างโลกที่สะอาดและยั่งยืนให้ลูกหลานได้ ลองเริ่มจากตัวคุณเองวันนี้ แล้วชวนเพื่อนๆ มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง

ที่มา – ไทยยูเนี่ยน และ ไอ-เทล ผนึกภาครัฐ-เอกชน จัดกิจกรรมเก็บขยะป่าชายเลน เนื่องในวันเก็บขยะชายหาดสากล

กรุงฮานอยพบยอดป่วยไข้เลือดออกพุ่งสูง ยกระดับจับตาพื้นที่เสี่ยง

ในช่วงฤดูฝนที่กำลังมาถึง กรุงฮานอยกำลังเผชิญกับปัญหาการระบาดของโรคไข้เลือดออกที่รุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด กรุงฮานอยพบยอดป่วยไข้เลือดออกพุ่งสูง ยกระดับจับตาพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะในย่านชุมชนหนาแน่นและพื้นที่ชานเมืองที่มียุงลายแพร่พันธุ์ได้ง่าย จากรายงานล่าสุดของศูนย์ควบคุมโรคกรุงฮานอย พบการระบาดเป็นกลุ่มก้อนใหม่ถึง 19 จุด ส่งผลให้พื้นที่เสี่ยงรวมทั้งสิ้นไม่น้อยกว่า 33 จุด ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่ากังวลสำหรับทั้งชาวบ้านและนักท่องเที่ยว

กรุงฮานอยพบยอดป่วยไข้เลือดออกพุ่งสูง ยกระดับจับตาพื้นที่เสี่ยง

นับตั้งแต่ต้นปี 2568 กรุงฮานอยรายงานผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกสะสมอย่างน้อย 1,884 ราย ซึ่งลดลง 42% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แต่แม้จะลดลง หน่วยงานสาธารณสุขยังคงเตือนว่าดัชนีแมลงพาหะในพื้นที่ระบาดยังอยู่ในระดับสูง และคาดว่าจำนวนผู้ติดเชื้อจะเพิ่มขึ้นตามวงจรการระบาดประจำปี โดยเฉพาะในเดือนกันยายนซึ่งเป็นช่วงที่ฝนตกชุก ทำให้แหล่งน้ำขังกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายอีเดส

ไข้เลือดออกเป็นโรคที่ติดต่อผ่านยุงลายกัด โดยไวรัสเดงกีที่มียุงลายเป็นพาหะหลัก อาการเริ่มต้นคล้ายไข้หวัดทั่วไป เช่น ไข้สูง ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อและข้อ แต่หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะช็อก รั่วของหลอดเลือด และเสียชีวิตได้ ในเวียดนาม โรคนี้เป็นปัญหาสุขภาพสาธารณะที่เกิดขึ้นทุกปี โดยกรุงฮานอยเป็นหนึ่งในเมืองหลวงที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากประชากรหนาแน่นและระบบระบายน้ำที่ยังมีปัญหา

มาตรการยกระดับจับตาพื้นที่เสี่ยงในกรุงฮานอย

เพื่อรับมือกับสถานการณ์ กรุงฮานอยพบยอดป่วยไข้เลือดออกพุ่งสูง ยกระดับจับตาพื้นที่เสี่ยง โดยสถานีอนามัยท้องถิ่นได้รับคำสั่งให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจคัดกรองผู้ป่วยตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม และตอบสนองอย่างรวดเร็วในชุมชนเสี่ยงสูง นอกจากนี้ ยังมีการรณรงค์กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง เช่น การเก็บขยะ การปล่อยปลากินลูกน้ำ และการพ่นยาฆ่ายุงในพื้นที่เสี่ยง หน่วยงานรัฐบาลยังร่วมมือกับชุมชนในการเฝ้าระวัง โดยส่งทีมแพทย์เคลื่อนที่ไปตรวจสุขภาพและให้ความรู้แก่ประชาชน

  • เพิ่มการตรวจเลือดและติดตามอาการในโรงพยาบาลท้องถิ่น
  • รณรงค์ให้ประชาชนใช้น้ำยากันยุงและนอนกางมุ้ง
  • กำจัดน้ำขังในบริเวณบ้านเรือนและสาธารณะ
  • รายงานอาการผิดปกติทันทีหากสงสัยว่าติดเชื้อ

นอกจากกรุงฮานอยแล้ว จังหวัดอื่นๆ ในเวียดนามอย่างโฮจิมินห์ซิตี้และดานัง ก็กำลังเผชิญปัญหาคล้ายกัน โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้เวียดนามเพิ่มงบประมาณในการป้องกันโรคระบาด เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตที่อาจสูงถึง 2.5% ในผู้ป่วยหนัก สำหรับนักท่องเที่ยวที่วางแผนไปเวียดนาม ควรเตรียมตัวด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกหากมี และหลีกเลี่ยงการไปพื้นที่เสี่ยงในช่วงฤดูฝน

เคล็ดลับป้องกันไข้เลือดออกสำหรับทุกคน

การป้องกันเป็นดีที่สุด โดยเฉพาะในกรุงฮานอยที่กำลังยกระดับจับตาพื้นที่เสี่ยง เริ่มจากสวมเสื้อผ้าครอบคลุมร่างกาย ใช้ครีมกันยุงที่มีสาร DEET และตรวจสอบบ้านเรือนให้ปราศจากน้ำขัง หากมีอาการไข้สูงเกิน 2 วัน ควรรีบไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจหาเชื้อเดงกีทันที ในไทยเอง เราก็ควรเฝ้าระวังเช่นกัน เนื่องจากโรคนี้สามารถแพร่ข้ามพรมแดนได้ง่ายผ่านนักเดินทาง

จากสถิติปีที่ผ่านมา เวียดนามมียอดผู้ป่วยไข้เลือดออกกว่า 100,000 รายทั่วประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการบูรณาการมาตรการทั้งระดับท้องถิ่นและชาติ เพื่อหยุดยั้งการระบาดที่อาจลุกลาม สิ่งสำคัญคือการให้ความรู้แก่ประชาชนให้เข้าใจถึงความเสี่ยงและวิธีป้องกัน เพื่อลดภาระของระบบสาธารณสุข

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สถานการณ์ในกรุงฮานอยเป็นสัญญาณเตือนสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้ยุงลายขยายอาณาเขต หากไม่มีการดำเนินการที่เด็ดขาด กรุงฮานอยพบยอดป่วยไข้เลือดออกพุ่งสูง อาจกลายเป็นวิกฤตใหญ่ หากคุณกำลังวางแผนท่องเที่ยวหรืออาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง แนะนำให้ติดตามข่าวสารจากหน่วยงานสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำเพื่อสุขภาพที่ดี

สุดท้ายนี้ การเฝ้าระวังและป้องกันโรคไข้เลือดออกไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานรัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ทุกคนต้องมีส่วนร่วม เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยจากโรคระบาด หากสนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข่าวสุขภาพล่าสุด

ที่มา – กรุงฮานอยพบยอดป่วยไข้เลือดออกพุ่งสูง ยกระดับจับตาพื้นที่เสี่ยง

สันติ ปิยะทัต เข้าทำเนียบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์หลังรับตำแหน่ง

สันติ ปิยะทัต เข้าทำเนียบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์หลังรับตำแหน่ง

ในเช้าวันที่ 25 กันยายน 2567 เวลาประมาณ 07.42 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสันติ ปิยะทัต ได้เดินทางมาถึงเพื่อเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ หนึ่งในกิจกรรมแรกที่ท่านได้ดำเนินการคือการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบ ซึ่งเป็นประเพณีที่แสดงถึงความเคารพและขอพรให้การทำงานราบรื่น

กิจกรรมนี้เริ่มต้นด้วยการขึ้นไปไหว้พระพรหมบนตึกไทยคู่ฟ้า ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญที่เชื่อว่าช่วยคุ้มครองผู้ที่ทำงานในรัฐบาล จากนั้นท่านได้ลงมาไหว้ศาลพระภูมิเจ้าที่ และศาลตา ศาลยาย ประจำทำเนียบรัฐบาล เพื่อขอพรให้การบริหารงานมีสิริมงคล พิธีกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทย แต่ยังสะท้อนถึงความเชื่อในพลังแห่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่

สันติ ปิยะทัต เข้าทำเนียบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์หลังรับตำแหน่ง: ความหมายทางวัฒนธรรม

การที่ สันติ ปิยะทัต เข้าทำเนียบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์หลังรับตำแหน่ง ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับผู้ที่ติดตามการเมืองไทย เพราะแสดงให้เห็นถึงการยึดมั่นในประเพณีดั้งเดิม ท่านสันติ ปิยะทัต เป็นนักการเมืองที่มีประสบการณ์ยาวนาน โดยก่อนหน้านี้เคยดำรงตำแหน่งในหลายกระทรวง การเข้ารับตำแหน่งครั้งนี้ในฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คาดว่าจะมีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)

หลังจากพิธีสักการะเสร็จสิ้น นายสันติได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับนโยบายที่กำลังรอคอย โดยเฉพาะประเด็นการปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งเป็นปัญหาที่สังคมไทยให้ความสนใจอย่างมาก ท่านระบุว่าตอนนี้ยังต้องรอการแถลงนโยบายของรัฐบาลก่อน แต่ทีมงานได้เตรียมความพร้อมไว้แล้ว บุหรี่ไฟฟ้าถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน

นโยบายบุหรี่ไฟฟ้า: รอแถลงนโยบายก่อนดำเนินการ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงแนวคิดในการผลักดันให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย นายสันติย้ำอีกครั้งว่าต้องรอการแถลงนโยบายก่อน ซึ่งแสดงถึงความรอบคอบในการทำงาน ในปัจจุบัน บุหรี่ไฟฟ้าในไทยยังคงผิดกฎหมาย และมีการลักลอบนำเข้าจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนและเศรษฐกิจ การที่ท่านสันติรับผิดชอบสคบ. อาจนำไปสู่มาตรการที่เข้มงวดยิ่งขึ้น เช่น การรณรงค์ให้ความรู้และเพิ่มบทลงโทษ

นอกจากนี้ เมื่อถูกถามถึงเรื่องที่อยากผลักดันส่วนตัว ท่านขอให้ทุกคนใจเย็นและรอฟังนโยบายอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นทัศนคติที่แสดงถึงความรับผิดชอบสูง คำตอบเหล่านี้ทำให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลชุดใหม่จะจัดการปัญหาสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การ สันติ ปิยะทัต เข้าทำเนียบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์หลังรับตำแหน่ง ไม่ใช่แค่พิธีรูปแบบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานที่มุ่งเน้นประชาชน ในมุมมองของผู้เขียน เชื่อว่านโยบายเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าจะเป็นหนึ่งในวาระเร่งด่วนที่ท่านจะผลักดัน เพราะปัญหานี้ส่งผลกระทบกว้างขวาง หากรัฐบาลจัดการได้ดี จะช่วยลดอัตราการติดบุหรี่ในวัยรุ่นและปกป้องสุขภาพสาธารณะ

  • ประโยชน์ของการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์: เสริมสร้างกำลังใจ
  • ความท้าทายของบุหรี่ไฟฟ้า: ต้องมีกฎหมายที่ชัดเจน
  • บทบาทสคบ.: คุ้มครองผู้บริโภคจากสินค้าอันตราย

สำหรับผู้ที่สนใจติดตามพัฒนาการนโยบาย อย่าลืมอัปเดตข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ หากคุณมีมุมมองเกี่ยวกับประเด็นบุหรี่ไฟฟ้า สามารถแสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย

ที่มา – ‘สันติ ปิยะทัต’ เข้าทำเนียบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์หลังรับตำแหน่ง