ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

GULF มอบ 5.3 ล้านบาท ช่วยทหาร 6 นายจากกองทุน 100 ล้าน

ในภารกิจการรักษาความมั่นคง ทหารคือกลุ่มคนที่เสี่ยงสูงต่อการบาดเจ็บ บริษัท GULF หรือ กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ได้จัดตั้ง กองทุน 100 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือทหารที่บาดเจ็บหรือเสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

GULF มอบ 5.3 ล้านบาท ช่วยทหาร 6 นายจากกองทุน 100 ล้าน

ล่าสุด GULF ได้มอบเงินช่วยเหลือรวม 5.3 ล้านบาท ให้กับทหาร 6 นาย ที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมี นายสิตมน รัตนาวะดี ผู้ช่วยรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GULF เป็นตัวแทนมอบความช่วยเหลือที่ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

รายชื่อทหารที่ได้รับความช่วยเหลือ

  • จ.ส.อ. ธานี พาหา บาดเจ็บข้อเท้าซ้ายขาดจากเหยียบทุ่นระเบิดระหว่างลาดตระเวน
  • ส.อ. ธีรพล เพียขันที ขาขาดจากการเหยียบทุ่นระเบิด
  • ส.อ. สุทธิชัย เรื่อเรือง โดรนสำรวจ ได้รับบาดเจ็บที่ดวงตา
  • ส.อ. ธนศักดิ์ มาลา บาดเจ็บที่หลอดลม
  • พลทหาร รัชชานนท์ ไกยะฝ่าย ถูกสะเก็ดระเบิดจากการปะทะที่ภูมะเขือ
  • พลทหาร วีรทัศน์ สุขประเสริฐ นิ้วมือขวาขาดจากแรงระเบิด

นายสิตมน รัตนาวะดี กล่าวว่า “การมาพบกับทหารวันนี้ทำให้ผมได้สัมผัสความกล้าหาญอย่างแท้จริง เราเชื่อว่าสิ่งสำคัญไม่แพ้เงินช่วยเหลือคือการได้เห็นความห่วงใยจากทุกคน”

การตั้งใจพัฒนาคุณภาพชีวิตทหาร

ส.อ. สุทธิชัย เรื่อเรือง เปิดใจว่า “ตอนนี้รักษาตาจนมองเห็นได้ดีขึ้นมาก ร่างกายกำลังฟื้นตัวดีขึ้น ขอขอบคุณบริษัทกัลฟ์ที่เข้ามาช่วยเหลือ และทีมแพทย์ที่ดูแลอย่างตั้งใจ”

นอกจากนี้ GULF ยังเดินหน้าพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคมด้วยการมอบ ถุงยังชีพ GULF Care มากกว่า 2,000 ชุด ให้แก่ทหารและประชาชนในพื้นที่ชายแดน รวมถึงสนับสนุนงบประมาณและเทคโนโลยีให้เจ้าหน้าที่สามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ความมุ่งมั่นของ GULF ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและการสนับสนุนต่อผู้ที่เสียสละเพื่อความสงบสุขของประเทศชาติอย่างแท้จริง

ที่มา – GULF มอบ 5.3 ล้านบาท จากกองทุน 100 ล้าน ช่วย 6 ทหารกล้าชายแดน

ศาลสั่งจำคุกหนุ่มโรคจิตอ้าง “คลายเครียด” แอบเข้าบ้านไปเจาะเลือดหญิงสาว

กรณีที่ชายหนุ่มชาวจีนชื่อ “หลี่” ถูกตัดสินโทษจำคุก 2 ปี หลังบุกรุกบ้านหญิงสาวโดยอ้างว่าไปเพื่อ “คลายเครียด” ได้สร้างความตกใจให้กับคนทั่วโลก ทั้งความบ้าคลั่งและอันตรายที่เขามอบให้กับเหยื่อ

ศาลสั่งจำคุกหนุ่มโรคจิตอ้าง “คลายเครียด” แอบเข้าบ้านไปเจาะเลือดหญิงสาว

เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 1 มกราคม 2567 ที่เมืองหยางโจว ประเทศจีน โดยชายหนุ่มรายนี้ได้บุกเข้าไปในบ้านของผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่อว่า “อวี้” ขณะที่สามีของผู้หญิงไม่อยู่บ้าน เขากลายเป็นผู้ร้ายที่สามารถเข้าไปในบ้านได้ง่ายๆ เพียงแค่ผลักประตู

มีแผนล่วงหน้าและใช้ยาสลบ

เมื่อเข้าไปในบ้านแล้ว “หลี่” ได้ใช้ผ้าสีดำคลุมหน้า “อวี้” และวางยาสลบเพื่อให้เธอหมดสติ จากนั้นจึงเจาะเลือดจากแขนของเธอ อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ถูกขัดจังหวะเมื่อสามีของเหยื่อกลับบ้านก่อนเวลา ทำให้เขาต้องหนีทันที

หลังเหยื่อฟื้นตัว สิ่งที่เธอพบคือสายรัดบนเตียงและบาดแผลจากเข็มเจาะเลือด การตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ยืนยันว่ามียาสลบอยู่บนผ้าที่ผู้กระทำทิ้งไว้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเตรียมการล่วงหน้าของ “หลี่”

เพื่อนบ้านของเหยื่อระบุว่า หลังจากเหตุการณ์เกิดขึ้น ชาวบ้านในพื้นที่ต่างตื่นตระหนกกันใหญ่ และเริ่มติดตั้งกล้องวงจรปิดในบ้านเพื่อความปลอดภัย

อ้างว่าไป “เพื่อคลายเครียด”

เมื่อถูกนำตัวขึ้นศาล “หลี่” อ้างว่าการกระทำของเขามีจุดประสงค์เพียง “คลายเครียด” และรู้สึกตื่นเต้นจากการแอบเข้าไปในบ้านของผู้อื่น ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่โรคจิตอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตามข้อมูลทางนิติวิทยาศาสตร์ระบุว่า เขามีประวัติอาชญากรรมหลายครั้ง ได้แก่ ข่มขืน ลักทรัพย์ และบุกรุก พฤติกรรมในครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องใหม่

  • เขาเคยถูกควบคุมตัวในข้อหาละเมิดความเป็นส่วนตัวมาก่อน
  • มีประวัติการก่ออาชญากรรมซ้ำหลายครั้ง
  • การตัดสินชั้นนี้อาจเปิดโอกาสให้เขาก่อเหตุซ้ำได้ในอนาคต

สังคมออนไลน์ในจีนต่างแห่แสดงความคิดเห็นอย่างโกลาหลต่อคดีนี้ มีหลายคนตั้งคำถามว่า ชายคนนี้ได้รับโทษที่เหมาะสมหรือยัง โดยเฉพาะเมื่อพฤติกรรมของเขาต้องใช้ความคิดวางแผนล่วงหน้า รวมถึงก่อความเสียหายทั้งทางร่างกายและจิตใจให้กับเหยื่อ

คดีนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่อันตรายของความผิดที่เกี่ยวข้องกับการบุกรุกความเป็นส่วนตัว และการใช้ความรุนแรงอย่างนิ่งเงียบในที่พักอาศัย ทุกคนควรมีความตื่นตัวและเตรียมพร้อมในการป้องกันตัวเองจากภัยเหล่านี้ หากคุณกำลังมองหาเทคนิคในการรักษาความปลอดภัยภายในบ้าน ลองเริ่มจากการติดตั้งกล้องวงจรปิด หรือระบบแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์

ที่มา – ศาลสั่งจำคุกหนุ่มโรคจิตอ้าง “คลายเครียด” แอบเข้าบ้านไปเจาะเลือดหญิงสาว

นับคาร์บ เห็นผลลดผู้ป่วย NCDs ช่วยประหยัดงบ787ล.

ในช่วงที่ผ่านมา โครงการนับคาร์บ ที่ดำเนินการร่วมกันระหว่างกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และกระทรวงสาธารณสุข ได้รับผลตอบรับที่น่าพอใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการลดจำนวนผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อ (NCDs) และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลถึง 787.94 ล้านบาทต่อปี ซึ่งผลลัพธ์นี้เกิดจากการสร้างความตระหนักและการเปลี่ยนพฤติกรรมในเรื่องการบริโภคคาร์โบไฮเดรตและการดูแลสุขภาพโดยรวมในประชาชนทั่วประเทศ

นับคาร์บ เห็นผลลดผู้ป่วย NCDs

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดย นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ในฐานะรองประธานกรรมการกองทุน สสส. คนที่ 1 ได้ระบุว่า โครงการ นับคาร์บ มีการพัฒนาเว็บไซต์ www.นับคาร์บ.com ซึ่งรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ อาหารที่ดี และแนะนำการออกกำลังกายในแต่ละช่วงวัย พร้อมนวัตกรรมโปรแกรมคำนวณคาร์บเพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถเลือกรับประทานคาร์โบไฮเดรตได้อย่างเหมาะสม

ข้อมูลที่ได้จากการดำเนินงานตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงสิงหาคม 2568 ระบุว่า มีประชาชนเข้าใช้งานและเรียนรู้การนับคาร์บแล้วกว่า 42 ล้านคน และมีผู้ป่วย NCDs เข้าสู่ขั้นตอนการรักษา 267,847 คน ซึ่งในจำนวนนี้มีผู้ป่วยจำนวนมากที่โรคสงบลง ลดการใช้ยา และบางรายสามารถหยุดยาได้เลย โดยค่าใช้จ่ายที่ลดลงจากการรักษาพยาบาลนั้นสามารถประหยัดได้ถึง 787.94 ล้านบาทต่อปี

ผลลัพธ์จากการทำโครงการนับคาร์บ

ผู้ที่ได้รับผลกระทบเชิงบวกจากการนับคาร์บมิได้มีแค่ด้านสุขภาพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงด้านเศรษฐกิจด้วย กล่าวง่าย ๆ ว่า โปรเจคนี้ไม่เพียงแค่ช่วยสร้างสุขภาพที่ดีขึ้นให้ประชาชน แต่ยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของภาครัฐและภาระในโรงพยาบาลในระยะยาวอีกด้วย

รัฐมนตรีสมศักดิ์ กล่าวว่า “หากโครงการนี้ดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องในปีหน้า เราเชื่อว่าจะสามารถลดอัตราค่าใช้จ่ายได้เพิ่มขึ้นถึง 10,000 ล้านบาทต่อปี และยังสามารถลดความแออัดในโรงพยาบาลในการรักษาโรค NCDs ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

  • ลดจำนวนผู้ป่วย NCDs ได้ 14.9%
  • ลดการใช้ยาได้ 15.6%
  • หยุดยาได้ 14.9%
  • ประหยัดค่าใช้จ่ายทางการแพทย์กว่า 787 ล้านบาทต่อปี

สิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าคือ การที่ประชาชนเริ่มตระหนักเองว่า “การนับคาร์บ” เป็นเรื่องสำคัญที่มีผลต่อสุขภาพในระยะยาว และได้เปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคไปในทางที่ดีขึ้นเอง นี่จึงคือ “พลังของการตระหนัก” ที่จะนำไปสู่สุขภาพของชาติในระยะยาว

หากคุณยังไม่ได้เริ่ม นับคาร์บ ลองเริ่มวันนี้เพราะสุขภาพที่ดีจะทำให้ชีวิตคุณมีคุณภาพมากขึ้นในทุก ๆ วัน

ที่มา – “นับคาร์บ” เห็นผลป่วย NCDs ลดช่วยประหยัดงบ787ล.

แม่ทัพภาคที่ 2 ลั่น! หากพบทหารกัมพูชาแอบเข้ามาวางระเบิด ยิงได้ทันที

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 ที่สโมสรร่วมเริงไชย ค่ายสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 อ.เมือง จ.นครราชสีมา พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้รับมอบสิ่งของสนับสนุนให้กับทหารปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป ซึ่งเป็นกำลังใจสำคัญแก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างต่อเนื่อง

แม่ทัพภาคที่ 2 ลั่น! หากพบทหารกัมพูชาแอบเข้ามาวางระเบิด ยิงได้ทันที

ภายหลังการรับมอบสิ่งของ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ได้กล่าวขอบคุณต่อหน่วยงานที่ให้การสนับสนุน และเปิดเผยว่าสถานการณ์แนวชายแดนยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยทั้งสองฝ่ายยังคงตรึงกำลังอยู่ ซึ่งแม้สถานการณ์จะตึงเครียดแต่การปฏิบัติหน้าที่ของทหารไทยยังคงเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ

แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวว่าการที่ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดเป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดหวัง แต่ถือเป็นความเสียสละของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ ซึ่งกองทัพของเรากำลังเตรียมความพร้อมรับมือทั้งในเชิงป้องกันและตอบโต้ หากจำเป็น

ภาพสถานการณ์หลังการวางระเบิด

เหตุการณ์ทหารเหยียบทุ่นระเบิดบริเวณปราสาทตาควายเมื่อวันที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา ถูกยืนยันว่าเป็นทุ่นระเบิดที่ฝ่ายกัมพูชาลักลอบนำเข้ามากำหนดและวางไว้ใหม่ ซึ่งจากการตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่ามีทุ่นระเบิดวางเพิ่มเติมอีก 3 ลูกอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง โดยอยู่ในโซนแนวรั้วลวดหนามฝั่งไทย ซึ่งถือว่าเป็นการละเมิดอธิปไตยอย่างชัดเจน

แม่ทัพภาคที่ 2 เผยว่าได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนไปยังฝ่ายกัมพูชาถึงพฤติกรรมดังกล่าว ซึ่งถือว่าผิดข้อตกลงตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสัญญาออตตาวา อย่างไรก็ตามกับดักกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทางทหารไทยได้ออกคำสั่งชัดเจน:

  • หากพบว่าทหารกัมพูชากำลังลักลอบเข้ามาวางระเบิดในพื้นที่ของไทย ทหารไทยมีสิทธิ์ยิงได้ทันที เพราะถือเป็นการรุกล้ำอธิปไตย
  • มีแผนรบและรักษาความมั่นคงในพื้นที่อย่างรอบคอบ
  • เตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมระดับสูงระหว่างประเทศในคณะกรรมการชายแดนเขตแดนทั้ง GBC และ RBC เพื่อหาทางออกของปัญหา

แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวปิดท้ายว่า ทหารไทยจะไม่ประมาท และจะต้องทำหน้าที่รักษาอธิปไตยของประเทศให้ได้อย่างเต็มที่

ที่มา – แม่ทัพภาคที่ 2 ลั่น! ยิงได้ทันที หากพบทหารกัมพูชาแอบเข้ามาวางระเบิด

แม่เล่าลูกชายทำชายผ้าถุงหายก่อนถูกกับระเบิดเขมรสาหัส

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ที่โรงพยาบาลสุรินทร์ เกิดเหตุการณ์สะเทือนใจเมื่อครอบครัวและญาติของ พลทหารอดิศร ป้อมกลาง จำนวนกว่า 30 คน เดินทางมายังโรงพยาบาลเพื่อมาเยี่ยมลูกชาย หลังทราบข่าวว่าพลทหารรายนี้ได้รับบาดเจ็บสาหัสจนขาขาดจากการเหยียบกับระเบิดของทหารกัมพูชาขณะปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนในพื้นที่ชายแดนไทย

แม่เล่าลางสังหรณ์ก่อนเกิดเหตุ

นางเสาวลักษณ์ ป้อมกลาง อายุ 46 ปี ซึ่งเป็นแม่ของพลทหารอดิศร ได้เปิดเผยทั้งน้ำตาถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เธอเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนที่ลูกชายจะเดินทางไปประจำการในพื้นที่ชายแดน ได้มอบชายผ้าถุงให้ลูกชายพกติดตัวไว้ตลอดเวลา เป็นของขวัญจากใจแม่ ที่มาด้วยความหวังว่าจะเป็นสิ่งที่ปกป้องลูกในยามอันตราย

ก่อนเกิดเหตุไม่นาน พลทหารอดิศรได้โทรศัพท์มาบอกแม่ว่า ชายผ้าถุง ที่แม่ให้ไปนั้นหายไป แม่ทำได้แค่ส่งกำลังใจและขอให้ลูกปลอดภัย แต่กลับไม่มีใครคาดคิดเลยว่า นี่อาจเป็นลางบอกเหตุก่อนหน้าที่จะเกิดอุบัติเหตุหนักครั้งนี้

พ่อภูมิใจในหน้าที่ของลูกชาย

สอนย้ำยานภาพความเศร้า คือ นายไหล ป้อมกลาง อายุ 56 ปี พ่อของพลทหารอดิศร ได้เปิดใจว่า แม้เวลาผ่านมาจนถึงตอนนี้ยังคงรู้สึกหัวใจสั่นคลอน แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกภูมิใจในตัวลูกชายอย่างมาก เพราะลูกชายได้ทำหน้าที่ของทหารอย่างเต็มศักยภาพ โดยเป็นการรักษาความมั่นคงของประเทศด้วยการลาดตระเวนในแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อเหตุเกิดขึ้นทั้งครอบครัวไม่อาจปิดบังความเสียใจได้ ต้องรีบเดินทางมาเยี่ยม พลทหารอดิศร ที่โรงพยาบาลสุรินทร์ทันที และเมื่อได้เห็นสภาพลูกที่นอนอยู่บนเตียงรักษาตัว ก็ดูดกลืนน้ำตาไว้ไม่อยู่ หลังจากนั้นก็มีการนำด้ายสายสิญจน์ผูกที่ข้อมือเพื่อขอพรและอธิษฐานให้ลูกชายฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ขอให้อาการบาดเจ็บไม่เป็นอุปสรรคกับการเดินชีวิตของลูกในอนาคต

นพ.นาวิน ขันธรักษา ศัลยแพทย์โรงพยาบาลสุรินทร์ ผู้เป็นแพทย์ที่ทำการผ่าตัดรักษา เล่าให้ฟังว่า การผ่าตัดครั้งนี้ใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง โดยพบว่าบริเวณข้อเท้าขวาของผู้ป่วยมีบาดแผลรุนแรงจนไม่สามารถรักษาให้คงไว้ได้ จึงต้องตัดส่วนขาหนีบข้อเท้า และทำการผ่าตัดเอาสะเก็ดระเบิดออกจากบริเวณข้อมือขวา ใบหน้า รวมถึงอวัยวะต่าง ๆ ซึ่งผู้ป่วยโชคดีที่มีเพื่อนร่วมหน่วยบริจาคเลือดให้ไว้ ทำให้สามารถผ่าตัดได้อย่างคล่องตัว และปลอดภัย ปัจจุบันไม่มีเลือดออกแล้ว แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังเชื้อแผลอย่างใกล้ชิด และจะต้องพักรักษาตัวอย่างต่อเนื่องอีก 2-3 สัปดาห์ที่โรงพยาบาล

แพทย์หญิงกฤษณา ร้อยศรี รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุรินทร์ ยังได้เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางโรงพยาบาลได้รับความกรุณาจากประชาชนจำนวนมากที่อยากมาร่วมบริจาคเลือด อย่างไรก็ตาม ทางโรงพยาบาลขอแจ้งว่าตอนนี้เลือดทุกกรุ๊ปมีเพียงพอ จึงขอความร่วมมือให้ยังระงับการบริจาคไว้ชั่วคราว จนกว่าจะมีการประกาศเปิดให้บริจาคอีกครั้งในโอกาสข้างหน้า

ประสบการณ์ของพลทหารอดิศรเป็นการเตือนใจพวกเราทุกคนว่า ความมั่นคงของประเทศต้องแลกด้วยความเสียสละของผู้รักษาชายแดน ผู้ที่เสี่ยงอันตรายทุกวันเพื่อรักษาความสงบให้แก่สังคม ขอให้ทุกคนในสังคมได้ให้ความเคารพ ยำเกรง และสนับสนุนบุคลากรเหล่านี้อย่างเต็มที่ เพราะพวกเขาคือฮีโร่บนขอบฟ้าของชาติ

ที่มา – ‘แม่’ เล่าทั้งน้ำตา ‘ลูกชาย’ ทำชายผ้าถุงหาย ลางสังหรณ์ก่อนถูกกับระเบิด ‘เขมร’ สาหัส

คลังเตือนรัฐบาลลดใช้วงเงินมาตรา 28 หลังหนี้ทะลุ 1 ล้านล้าน

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ออกคำเตือนถึงรัฐบาลเกี่ยวกับการลดการใช้วงเงินตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง เนื่องจากยอดหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด ณ สิ้นเดือนกันยายน พ.ศ. 2567 ยอดหนี้มาตรา 28 ทะลุระดับ 1.02 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นภาระที่นับรวมในหนี้สาธารณะแล้ว 160,207 ล้านบาท ลูกหนี้รอการชดเชย 648,749 ล้านบาท และประมาณการภาระผูกพันที่ยังไม่ได้รับรู้ 218,862 ล้านบาท

คลังเตือนรัฐบาลลดใช้วงเงินมาตรา 28

คิดเป็น 29.55% ของงบประมาณรายจ่าย ซึ่งยังไม่เกินเพดาน 32% ที่กฎหมายกำหนด แต่การเติบโตของหนี้ดังกล่าวถือเป็นสัญญาณอันตราย ดังนั้น สศค. จึงเสนอให้รัฐบาลพิจารณาอนุมัติโครงการภายใต้ มาตรา 28 เท่าที่จำเป็น รวมถึงเร่งการชำระเพื่อลดภาระหนี้ที่สะสมสะสมมายาวนาน

สาเหตุหลักของการหนี้เพิ่มขึ้น

ต้นเหตุของการที่หนี้ภายใต้ มาตรา 28 พุ่งขึ้นมาจากมาตรการรัฐบาลในช่วงรับมือวิกฤตโควิด-19 และการดำเนินโครงการประกันรายได้สินค้าเกษตร 5 ชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และยางพารา โดยเฉพาะในปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ที่มียอดอนุมัติวงเงินสำหรับภาคเกษตรถึง 186,217 ล้านบาท

  • ปี 65: อนุมัติวงเงินรวม 210,040 ล้านบาท
  • ปี 66: ลดเหลือประมาณ 99,297 ล้านบาท
  • ปี 67: เพิ่มอีกครั้งเป็น 145,417 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 มีการจ่ายชดเชยที่ลดลงกว่าครึ่ง เหลือเพียง 39,441 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวตามนโยบายใหม่ที่มุ่งเน้นการลดภาระของภาครัฐ

หน่วยงานที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

หน่วยงานสำคัญ เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งมียอดหนี้คงค้างตามมาตรา 28 สูงกว่า 9 แสนล้านบาท รวมถึงบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ที่มียอดหนี้เกิน 73,037 ล้านบาท

ความเสี่ยงทางการเงินที่ควรระวัง

หากไม่มีการบริหารการใช้จ่ายอย่างเข้มงวด อาจกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาว เนื่องจากสัดส่วนหนี้ใกล้เคียงกับเพดานที่กำหนดไว้ นอกจากนี้ การขยายวงเงิน มาตรา 28 จาก 30% เป็น 35% ในช่วงที่ผ่านมา ถือว่าเป็นมาตรการฉุกเฉินที่เกิดขึ้นในสถานการณ์พิเศษเท่านั้น

ดังนั้น สศค. เสนอว่าควรมีการพิจารณาปรับลดกรอบหนี้กลับลงสู่ระดับ 30% เพื่อป้องกันเสี่ยงด้านงบประมาณ อีกทั้งทำให้หน่วยงานต่างๆ บริหารเงินอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในทางปฏิบัติ รัฐบาลควรเร่งจัดสรรงบประมาณสำหรับการชดเชยอย่างเพียงพอ เพื่อไม่ให้กระทบต่อหน่วยงานที่ขึ้นตรง เช่น ธ.ก.ส. ซึ่งถือเป็นเสาหลักของระบบเกษตรกรรมไทย

จากการวิเคราะห์ 7 ปีที่ผ่านมา พบว่า:

  • ปี 61 อนุมัติวงเงินรวม 87,102 ล้านบาท
  • ปี 65 แตะระดับสูงสุดที่ 210,040 ล้านบาท
  • ปี 67 กลับมาเพิ่มอีกเป็น 145,417 ล้านบาท

หลังจากที่รัฐบาลได้มีการกำหนดแนวทางเมื่อพฤศจิกายน พ.ศ. 2566 ว่าจะหลีกเลี่ยงการช่วยเหลือทางการเงินแบบตรง เช่น การแจกเงินให้เกษตรกร หรือการอุดหนุน ทำให้ตัวเลขในช่วงหลังเริ่มเปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ วงเงินการชดเชยในปี 68 ลดลงไปถึง 39,441 ล้านบาท ต่างจากจำนวนหนี้ที่ยังไม่ได้ชำระ ทำให้อาจมีช่องโหว่ขาดดุลในระบบบัญชีของภาครัฐ

การดูแลให้ มาตรา 28 อยู่ภายใต้กรอบที่ปลอดภัยเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อความยั่งยืนของงบประมาณ และการบริหารจัดการหนี้สาธารณะของประเทศไทย

หากคุณเป็นผู้ติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจ หรือเป็นเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายเหล่านี้ การเข้าใจบริบทเบื้องหลัง คลังเตือนรัฐบาลลดใช้วงเงินมาตรา 28 จะช่วยให้เห็นภาพรวมของภาระการคลังที่อาจส่งผลต่ออนาคตของประเทศ

ที่มา – คลังเตือนรัฐบาล ลดใช้วงเงินมาตรา 28 พร้อมเร่งชำระหนี้เพิ่ม หลังยอดหนี้ทะลุ 1 ล้านล้าน

บล.บัวหลวง แต่งตั้ง ‘ชัยพร น้อมพิทักษ์’ เป็นกรรมการผู้จัดการกิจการค้าหลักทรัพย์

บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่ามีการปรับโครงสร้างผู้บริหารระดับสูง โดยแต่งตั้ง นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ ให้ดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการกิจการค้าหลักทรัพย์ พร้อมรักษาการหัวหน้าสายงานพัฒนาผลิตภัณฑ์ นับเป็นการปรับทัพใหม่เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่ความเติบโตอย่างยั่งยืนในวาระสำคัญ

บล.บัวหลวง แต่งตั้ง ‘ชัยพร น้อมพิทักษ์’ เป็นกรรมการผู้จัดการกิจการค้าหลักทรัพย์

นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ เป็นบุคลากรสำคัญของบล.บัวหลวง โดยเข้าทำงานกับองค์กรตั้งแต่ยังเป็นบริษัทเอกชน และมีประสบการณ์ในวงการหลักทรัพย์ยาวนานกว่า 23 ปี ปัจจุบันมีอายุครบ 58 ปี ซึ่งก่อนหน้านี้ถือเป็นบุคลากรที่มีความโดดเด่นในสายงานด้านการตลาด และพัฒนาธุรกิจของกิจการค้าหลักทรัพย์อย่างต่อเนื่อง

พื้นฐานการศึกษาและทักษะเฉพาะทาง

นอกจากนี้ ประวัติความเป็นมานายชัยพรยังระบุว่าจบการศึกษาระดับปริญญาโทสาขาบริหารธุรกิจและการเงิน จากมหาวิทยาลัยอินเดียน่า ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกในด้านบริหารธุรกิจ การมีความรู้พื้นฐานเชิงลึกเรื่องการเงินจึงช่วยเสริมความพร้อมในการบริหารเชิงกลยุทธ์

นอกจากบทบาทในฐานะผู้บริหารระดับสูง นายชัยพรยังมีประสบการณ์อันยาวนานในแวดวงตลาดทุน โดยเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าทีมนักวิเคราะห์ พร้อมกับทำหน้าที่เป็นวิทยากรและวิชาการอบรมให้กับลูกค้าและภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ความเชี่ยวชาญของเขาได้รับการยอมรับจากหลากหลายฝ่ายในวงการ

ความพร้อมสำหรับการเติบโตในยุคใหม่

การดำเนินการปรับตำแหน่งในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงแผนงานระยะยาวของ บล.บัวหลวง ที่ต้องการให้ผู้บริหารมีศักยภาพสูง มีทักษะที่หลากหลาย และสามารถรับมือกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีและพฤติกรรมของลูกค้ากำลังปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง

ภายใต้การนำของนายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ มีความคาดหวังสูงว่าจะสามารถขับเคลื่อนการเติบโตของกิจการค้าหลักทรัพย์ได้อย่างยั่งยืน และสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในหลากหลายกลุ่มผู้ใช้งาน ทั้งผู้ลงทุนรายย่อยและองค์กรขนาดใหญ่

หากคุณเป็นนักลงทุนที่ต้องการสร้างแผนทางการเงินระยะยาว การมีผู้นำที่ซื่อสัตย์ โปร่งใส และมีความเชี่ยวชาญสูง เช่น บล.บัวหลวง ภายใต้การนำของนายชัยพรนั้น เป็นสัญญาณบวกที่น่าจับตาและสามารถเชื่อมั่นได้

ที่มา – บล.บัวหลวง ปรับทัพใหม่ดัน’ชัยพร น้อมพิทักษ์’เป็นกรรมการผู้จัดการกิจการค้าหลักทรัพย์

อัสสัมชัญธนบุรีเชือดพิชญบัณฑิตนาทีบาปเดลินิวส์คัพ2025รุ่น16ปีก.

การแข่งขันฟุตบอล เดลินิวส์ คัพ 2025 ณ สนามกีฬา สำหรับรุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี ประเภท ก. นับเป็นเวทีที่นักฟุตบอลเยาวชนต่างตั้งตารอว่าจะได้โชว์ฝีเท้ากันทั่วประเทศ ซึ่งในวันที่ 28 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา มีการแข่งขันกันในกลุ่ม A โดยเกมที่น่าติดตามคือการดวลเดือดของ อัสสัมชัญธนบุรี พบกับ พิชญบัณฑิต ซึ่งมีชื่อเสียงมากทางด้านฟุตบอลเยาวชนเช่นกัน

อัสสัมชัญธนบุรีเชือดพิชญบัณฑิตนาทีบาปเดลินิวส์คัพ2025รุ่น16ปีก.

การแข่งขันในครั้งนี้เป็นการพบกันในเกมแรกของทัวร์นาเมนต์ ทั้งสองทีมต่างเตรียมความพร้อมอย่างหนัก ทั้งการซ้อมระดับทีม การวางแผนเกมรุก และการป้องกันอย่างมีระบบ ซึ่งเกมดวลทักษะบนสนามแสดงให้เห็นถึงความบุกเบิก แข็งแกร่ง และการเล่นที่ระมัดระวัง

เกมที่สูสีก่อนสนามแบ่งแต้ม

ในครึ่งแรกของเกม เวทีแสดงให้เห็นถึงการเปรียบเสมอกันของทั้งสองทีม แม้จะมีการบุกเข้าทำหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่สามารถจบสกอร์ได้อย่างชัดเจน สกอร์ยังคง 0-0 ก่อนจบครึ่งแรก ผู้ชมทั้งหลายต่างรู้สึกตื่นเต้น และลุ้นทุกจังหวะจบสกอร์ในนาทีสำคัญ

เมื่อเข้าสู่ครึ่งหลัง อัสสัมชัญธนบุรี ปรับแผนการเล่นและมาได้ดีขึ้น กลายเป็นทีมที่สามารถกำกับเกมได้มากกว่า พิชญบัณฑิต ที่เริ่มเปลี่ยนแนวทางมาใช้ช้าและเล่นแบบดึงเกม อย่างไรก็ตามก็ไม่สามารถออกแบบการป้องกันที่แน่นหนาแบบลดโอกาสทีมตรงข้ามบุกเข้าทำได้

เกมแล่นมาเรื่อยจนเข้าสู่นาทีที่แลดเซอร์ เหลือเวลาไม่มากแล้ว แม้ พิชญบัณฑิต จะพยายามหาทางสู้อย่างหนัก แต่นาทีที่ 80+2 หายนะก็มาถึง เมื่อ ศิริวัฒน์ หวาเอียด ได้เป็นตัวฉีกเกม ตั้งลำเข่าลงโหม่งลูกเตะมุมที่เฉียบขาดเข้าไปในประตูอย่างสุดมันส์ ทำให้นาทีนั้นกลายเป็นนาทีบาปสุดเปลว ให้แก่ อัสสัมชัญธนบุรี ที่ประสบความสำเร็จได้อย่างสุดยอด

จบเกม //// ชัยชนะดราม่าแสลง

ผลสุดท้ายของเกมอยู่ที่ อัสสัมชัญธนบุรี เชือด พิชญบัณฑิต ไปแบบจี้บนับนาฬิกานาทีในสกอร์ 1-0 ส่งผลให้ทีม “เจ้าสัวน้อย” คว้า 3 แต้มสำคัญในเกมเปิดสนามไปได้สำเร็จ ในขณะที่ทีมเยือนต้องรู้สึกผิดหวังที่พลาดชัยชนะในนาทีสุดท้าย นอกจากนี้ยังเป็นการเปิดประตูชัยแบบมาช้าทำให้แฟนบอลทั้งสองข้างได้ลุ้นและตื่นเต้นไปทั่วสนาม

เป็นเกมที่ฮึกฮักและสร้างความประทับใจ ทั้งด้านฝีเท้าและจิตวิญญาณการเล่น ทันทีที่ไหนก็ให้แฟนบอลเห็นถึงพลังของเยาวชนไทยที่เต็มเปี่ยมด้วยความรักในกีฬา และความมุ่งมั่นในการทำผลงานออกมาดีที่สุด

ทั้งนี้แฟนฟุตบอลสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของการแข่งขัน เดลินิวส์ คัพ 2025 ต่อได้ในนัดต่อ ๆ ไป และจำหน่ายบัตรเข้าชมได้ที่สนามการแข่งขันและทางออนไลน์อย่างต่อเนื่อง บอกเลยว่าจะมีเกมใหญ่ ๆ รอแฟนทีมอีกเพียบ

ที่มา – “อัสสัมชัญธนบุรี” เชือด”พิชญบัณฑิต” นาทีบาป ศึกลูกหนังขาสั้น “เดลินิวส์ คัพ 2025” รุ่น 16 ปี ก.

World ชี้แจงกรณีเกิดดราม่าสแกนม่านตา ยืนยันไม่มีนโยบายขอข้อมูลส่วนบุคคล

ล่าสุด World ได้ออกมาแถลงการณ์อย่างเป็นทางการหลังเกิดกระแสข่าวและกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของเทคโนโลยีและนโยบายการเก็บข้อมูลส่วนบุคคล โดย World ยืนยันอย่างชัดเจนว่า ไม่มีนโยบายเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นข้อมูลสำคัญ เช่น เลขบัตรประชาชน ที่อยู่ หรือหมายเลขโทรศัพท์ เป็นต้น

โครงการ World ก่อตั้งขึ้นโดย Sam Altman ผู้ก่อตั้ง ChatGPT และ Alex Blania มีจุดประสงค์เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถระบุความเป็นมนุษย์ได้อย่างถูกต้องในโลกออนไลน์ เพื่อป้องกันการฉ้อโกงทางดิจิทัลที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี

World ยืนยันไม่มีนโยบายขอข้อมูลส่วนบุคคล

ในการปฏิบัติตนอย่างโปร่งใสและปลอดภัย World ได้สร้างระบบยืนยันตัวตนผ่านเทคโนโลยีที่ไม่เก็บข้อมูลส่วนบุคคลใด ๆ โดยภาพสแกนม่านตาจะถูกแปลงเป็นรหัสชุดหนึ่ง (Iris Code) ที่ไม่สามารถย้อนกลับไปยังภาพต้นฉบับได้ หลังใช้งานเสร็จสิ้น อุปกรณ์ที่เรียกว่า Orb จะทำการลบข้อมูลภาพทันที

เทคโนโลยีแบบเปิดและกระจายศูนย์

เพื่อเสริมความมั่นใจในความปลอดภัย World ได้เปิดเผยซอร์สโค้ดของทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ เปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ยังได้รับการตรวจสอบโดยบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงไซเบอร์จากทั่วโลก เพื่อยืนยันว่าระบบมีความปลอดภัยจริง

ทั้งนี้ World ย้ำเตือนผู้ใช้งานว่า ไม่มีการแจกจ่ายผลตอบแทนเป็นเงินสด หากมีการเสนอเงินหรือสิ่งตอบแทนใด ๆ ในนามของบริษัท World ขอให้ระมัดระวังเป็นพิเศษ และตรวจสอบที่มาของข้อมูลก่อนดำเนินการใด ๆ เสมอ

หากใครได้รับข้อมูลที่อ้างว่ามาจาก World แต่มีเนื้อหาที่ขอข้อมูลเช่น OTP, บัตรประชาชน หรือบัตรเครดิต ให้เข้าใจว่าอาจเป็นการหลอกลวงจากบุคคลที่สาม หากพบเหตุการณ์ดังกล่าวควรแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทันที

นอกจากนี้ World ก็ยังมุ่งมั่นในการขยายการใช้งานระบบที่พัฒนาขึ้นไปยังภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคม เพื่อให้บริการที่ดียิ่งขึ้นและเพิ่มความยุติธรรมทางดิจิทัลให้แก่ทุกคน

เราเชื่อว่าเทคโนโลยีมีพลังในการเปลี่ยนแปลงโลก แต่ต้องใช้อย่างปลอดภัยและโปร่งใสเหมือนกับสิ่งที่ World นำเสนอ หากคุณสนใจเรื่องดี ๆ แบบนี้ ติดตามข่าวสารเราได้เสมอ

ที่มา – “World” ออกแถลงการณ์ชี้แจงหลังเกิดดราม่า “สแกนม่านตา”  ยืนยันไม่มีนโยบายขอข้อมูลส่วนบุคคล

ภูมิธรรม-ผบ.ตร. ถกเครียดโผนายพล เชื่อปมเหตุ “บิ๊กเต่า” ร้องไม่เป็นธรรม

วันที่ 28 สิงหาคม ณ ห้องประชุมศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ได้เป็นประธานในการประชุม ก.ตร. ครั้งที่ 7/2568 โดยการประชุมในครั้งนี้มีวาระสำคัญหลายประการ ทั้งในเรื่องการคัดเลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ การพิจารณาเลื่อนเงินเดือน ไปจนถึงประเด็นเร่งด่วนที่ได้รับความสนใจจากหลายฝ่าย

ภูมิธรรม-ผบ.ตร. ถกเครียดโผนายพล เชื่อปมเหตุ “บิ๊กเต่า” ร้องไม่เป็นธรรม

บรรยากาศก่อนการประชุมเป็นไปอย่างเข้มข้น เมื่อนายภูมิธรรมเดินทางมาถึงสถานที่จัดประชุมตั้งแต่เวลา 14.50 น. โดยได้หารือกับ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ที่ห้องรับรองอย่างละเอียดเป็นเวลาเกินกว่าสองชั่วโมง ถือเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนที่ประเด็นสำคัญจะถูกหยิบขึ้นมาพูดคุย

สรุปปัญหาจากหนังสือร้องเรียน “บิ๊กเต่า”

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นคือการยื่นหนังสือร้องเรียนเกี่ยวกับการแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการตำรวจในปี 2569 โดยมี พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) เป็นผู้กล่าวอ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม จนกระทบกับความรู้สึกของสมาชิกตำรวจหลายหน่วยงาน

จากปัญหาดังกล่าว ก.ตร.จึงต้องพิจารณาว่าจะจัดการอย่างไรให้เกิดความเที่ยงธรรม โดยมีการติดตามผลรายงานจาก อ.ก.ตร. ในการดำเนินการสืบสวนสอบสวนตามที่ได้รับมอบหมาย นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงผลการประชุมก่อนหน้าเกี่ยวกับมติ ก.ตร. ครั้งที่ 5/2568 และต้องจัดทำรายงานแจกจ่ายให้แก่สมาชิกในคณะกรรมการเพื่อความเข้าใจตรงกัน

  • วาระที่ 1 – เรื่องที่ประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบ
  • วาระที่ 2 – รับรองรายงานการประชุมครั้งที่ 6/2568
  • วาระที่ 3 – รายงานผลการดำเนินงานของ อ.ก.ตร. และขอสำเนา
  • วาระที่ 4 – พิจารณาการคัดเลือกข้าราชการและเรื่องเงินเดือน 2568
  • วาระที่ 5 – เรื่องอื่นๆ

ท่ามกลางสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ในช่วงเวลาประมาณ 16:45 น. พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของ “บิ๊กเต่า” ก็ได้เดินทางมาพบปะพูดคุยกับคณะกรรมการ ก.ตร. ที่สถานที่ประชุม ทำให้บรรยากาศของที่ประชุมดูตึงเครียดมากขึ้น แต่ก็อยู่ในบริบทของการหารือที่มุ่งหวังความโปร่งใสและยุติธรรม

ในมุมมองของผู้สังเกตการณ์ การประชุมครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่อาจมีผลต่อความเชื่อมั่นของข้าราชการตำรวจ เนื่องจากมีการพูดถึงตำแหน่งที่ว่างจำนวนมาก เช่น รองผบ.ตร. 2 ตำแหน่ง, ผู้ช่วยผบ.ตร. 7 ตำแหน่ง รวมถึงตำแหน่งสำคัญในระดับผบช. และผบก. ซึ่งมีผลต่อโครงสร้างบุคลากรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ปัญหาของ “บิ๊กเต่า” จึงไม่ใช่เรื่องเฉพาะตัว แต่เป็นสัญญาณหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มในการจัดการทรัพยากรบุคคลแบบรอบด้านและเป็นธรรมในระบบราชการ ซึ่งหากไม่สามารถเยียวยาหรือแก้ไขได้อย่างชัดเจน ก็อาจนำไปสู่ผลกระทบที่ลึกกว้างในระยะยาว

จากสถานการณ์ในครั้งนี้ เราเห็นได้ชัดว่า “ภูมิธรรม-ผบ.ตร. ถกเครียดโผนายพล” เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการเปลี่ยนแปลงในการบริหารต้นทุนความยุติธรรม เราควรให้ความสำคัญกับเสียงของข้าราชการที่ยื่นมือออกมา โดยมองว่าความเป็นธรรมไม่ได้มีไว้กล่าว แต่ควรเป็นแนวทางในการบริหารทุกระดับ

หากภาครัฐฯ สามารถรับฟังและแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด เชื่อว่าความไว้วางใจจะกลับมา และทำให้เครือข่ายตำรวจแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

ที่มา – “ภูมิธรรม-ผบ.ตร.” ถกเครียดโผนายพล เชื่อปมเหตุ “บิ๊กเต่า” ร้องไม่เป็นธรรม