ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

เลขาฯมท.1 แจงยังไม่ผลักดันนักเรียนสัญชาติกัมพูชา-แม่กลับประเทศ

กรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมนักเรียนชายวัย 13 ปี ที่โรงเรียน หลังจากควบคุมตัวมารดาซึ่งเป็นชาวกัมพูชาในฐานะลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย ได้รับการชี้แจงจากนายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ เลขานุการ รมว.มหาดไทย ว่าขณะนี้ยังไม่มีการผลักดันนักเรียนสัญชาติกัมพูชาและแม่ของนักเรียนกลับประเทศแบบเร่งด่วน

เลขาฯมท.1 แจงยังไม่ผลักดันนักเรียนสัญชาติกัมพูชา-แม่กลับประเทศ

นายชนินทร์ กล่าวว่า ขณะนี้มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เพื่อหาทางออกร่วมที่เหมาะสมที่สุด โดยยึดหลักสิทธิมนุษยชนของเด็กเป็นหลัก แม้ว่าแม่ของนักเรียนจะมีสถานะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ก็ยังได้รับการดูแลเบื้องต้นอย่างทั่วถึง

สถานการณ์ปัจจุบัน

ปัจจุบันทั้งแม่และลูกชายอยู่ที่บ้านพักเด็กในตัวเมือง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการขอผ่อนผันระยะเวลาการพำนักของทั้งสองเพื่อให้สามารถอยู่ด้วยกันในระหว่างรอการแก้ปัญหา แม้ว่า นักเรียนสัญชาติกัมพูชา จะมีอายุเพียง 13 ปี แต่ก็มีความต้องการได้อยู่กับแม่เป็นอันดับแรก และได้แสดงความจำนงว่าหากแม่ถูกนำตัวกลับ ก็ยินดีที่จะไปด้วย

มาตรวัดการดูแลกรณีแบบนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมาย แต่รวมถึงมุมมองด้านสังคมและการให้ความช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ รัฐบาลมีหน้าที่ต้องพิจารณาทั้งสองฝ่ายอย่างรอบด้าน และต้องสร้างความมั่นใจให้กับสังคมว่า ทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างเป็นธรรมและเหมาะสม

  • จัดหาที่พักสำหรับแม่และลูกชาย
  • ประสานกับหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง
  • ยืดเวลาการผลักดันออกนอกประเทศชั่วคราว
  • วางแผนการศึกษาของเด็กอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังมีทีมสหวิชาชีพที่จะประชุมในวันที่ 29 สิงหาคม เพื่อหารือแนวทางในการจัดการกับ นักเรียนสัญชาติกัมพูชา ให้สามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ซับซ้อนก็ตาม บทบาทของหน่วยงานรัฐในกรณีนี้ จึงเป็นทั้งการปฏิบัติตามกฎหมาย และส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของเด็กและเยาวชน

การจัดการกับปัญหานี้อย่างมีมนุษยธรรม ถือเป็นหนึ่งในข้อพิสูจน์ถึงความพร้อมของระบบสวัสดิการและการดูแลสังคมของประเทศไทย และการชี้แจงของ เลขาฯมท.1 ที่ยืนยันว่าไม่มีการผลักดันทั้งสองกลับประเทศทันที ถือเป็นสัญญาณดีว่ารัฐพร้อมรับมืออย่างรอบคอบ

การดูแลนักเรียนแม้จะมีสถานะกฎหมายที่ซับซ้อน แต่ไม่ใช่เรื่องที่ควรปล่อยให้พวกเขาสูญเสียโอกาสในการเติบโตในทุกด้าน ทั้งด้านการศึกษา และความอบอุ่นของครอบครัว ซึ่งแม้ครอบครัวจะมาจากประเทศเพื่อนบ้าน ก็ไม่ควรขวางกั้นเส้นทางของความหวัง

คุณคิดอย่างไรกับกรณีนี้? ร่วมแสดงความคิดเห็นกับเราได้เลย

ที่มา – ‘เลขาฯมท.1’ แจงยังไม่ผลักดันนักเรียนสัญชาติกัมพูชา-แม่กลับประเทศ

พาณิชย์บังคับรับซื้อข้าวโพด เลี้ยงสัตว์ กก. 9.80 บาท

กระทรวงพาณิชย์ได้ออกมาตรการเข้มงวดเพื่อปกป้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยมีการประกาศบังคับใช้ราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในอัตราที่กำหนด ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคมนี้ เป็นต้นไป ภายใต้มาตรการนี้ หากโรงงานหรือผู้ประกอบการฝ่าฝืนจะต้องรับโทษตามกฎหมายอย่างหนัก

พาณิชย์บังคับรับซื้อข้าวโพด เลี้ยงสัตว์ กก. 9.80 บาท

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) ครั้งที่ 5/2568 ได้มีมติเห็นชอบร่วมกันให้กระทรวงพาณิชย์ออกประกาศเพื่อบังคับให้โรงงานและผู้ประกอบการรับซื้อข้าวโพดตามราคารัฐบาลกำหนด โดยเน้นย้ำว่าการดำเนินการเช่นนี้เป็นทางแก้ปัญหาราคาตกต่ำของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ส่งผลเสียต่อเกษตรกรโดยตรง

กำหนดราคารับซื้ออย่างเป็นทางการ

ภายใต้ประกาศดังกล่าว ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ความชื้น 30% ในจังหวัดเพชรบูรณ์ จะถูกรับซื้อในอัตรา กิโลกรัมละ 7.05 บาท ส่วนข้าวโพดความชื้น 14.5% บริเวณโรงงานอาหารสัตว์ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จะถูกกำหนดที่ กิโลกรัมละ 9.80 บาท การประกาศครั้งนี้มีผลตั้งแต่ 29 สิงหาคม และจะใช้จนสิ้นสุดฤดูกาล สำหรับพื้นที่อื่น ๆ จะมีการปรับราคาตามระยะทางการขนส่ง

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังกำหนดมาตรการ 3:1 คือ ต้องรับซื้อข้าวโพดภายในประเทศ 3 ส่วน ต่อการนำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน เพื่อส่งเสริมให้มีการใช้ผลผลิตในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

โทษหนักสำหรับผู้ฝ่าฝืน

ผู้ประกอบการใดที่ฝ่าฝืนประกาศจะถือว่าเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มาตรา 25 (3) โดยมีบทลงโทษที่รุนแรง คือ จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เงื่อนไขดังกล่าวมีผลบังคับทันที

นอกจากนี้ หากพบว่ามีการซื้อขายในราคาต่ำกว่าราคาตามประกาศจนก่อให้เกิดปัญหาความปั่นป่วนในตลาด ก็จะถือว่าผิดตามมาตรา 29 ของกฎหมายเดียวกัน ซึ่งมีบทลงโทษจนถึงจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรการครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการสนับสนุนเกษตรกรเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความเข้มงวดในตลาด เพื่อให้มั่นใจว่า เกษตรกรจะได้รับผลตอบแทนอย่างเป็นธรรมจากการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในฤดูกาลนี้

หากคุณเป็นเกษตรกรหรือผู้ประกอบการในภาคสัตวบาล ควรติดตามประกาศนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้แน่ใจว่าการซื้อขายดำเนินไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายและได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

สรุป: การประกาศใช้มาตรการบังคับรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในราคาที่ยุติธรรมไม่เพียงปกป้องรายได้เกษตรกร แต่ยังช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจในภาคเกษตรและสัตวบาลอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ที่มา – พาณิชย์ งัดไม้แข็งบังคับโรงงาน รับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กก. 9.80 บาทเริ่มพรุ่งนี้

วราวุธ ส่งเจ้าหน้าที่รับ ด.ช. 13 ปี-มารดา เข้าคุ้มครองสวัสดิภาพแล้ว

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้ให้สัมภาษณ์กรณี ด.ช.อายุ 13 ปี ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองควบคุมตัวที่จังหวัดสุรินทร์ โดยระบุว่า ตนได้รับแจ้งข่าวแล้วจึงประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนที่เหมาะสม

วราวุธ ส่งเจ้าหน้าที่รับ ด.ช. 13 ปี-มารดา เข้าคุ้มครองสวัสดิภาพแล้ว

นายวราวุธกล่าวว่า ได้มอบหมายให้ ศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) จังหวัดสุรินทร์ และทีม พม.หนึ่งเดียว ร่วมประสานงานกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อขอรับเด็กและมารดาเข้ารับการดูแลที่ บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งขณะนี้ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว

สำหรับเด็กที่อยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ กระทรวง พม. มีหน้าที่ตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 และ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก มาตรา 22 ที่กำหนดให้เด็กทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยไม่ว่าจะมีสัญชาติใด ก็ต้องได้รับการคุ้มครองทั้งสิทธิและสวัสดิภาพอย่างเท่าเทียม

การดำเนินการตามกฎหมายและจริยธรรม

ทั้งนี้ ญัตติการเจ้าหน้าที่ไปดูแล เด็กอายุ 13 ปี และมารดานั้น เป็นการดำเนินการอย่างถูกต้องตามขั้นตอน เพื่อให้เด็กได้รับการศึกษา เวชปฏิบัติ และรองรับทางจิตใจ โดยทีมผู้เชี่ยวชาญของกระทรวง พม. สอดคล้องกับหลักของ Convention on the Rights of the Child ที่เน้นความสำคัญของสวัสดิการเด็กโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. ยืนยันว่า กระทรวง พม. ไม่มีอำนาจในการพิสูจน์สัญชาติ หรือให้สัญชาติแก่บุคคล การพิสูจน์สัญชาติของเด็กและมารดาเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมตรวจคนเข้าเมือง และกระทรวงยุติธรรม แต่ระหว่างนี้เด็กจะได้รับการดูแลภายใต้การคุ้มครองสวัสดิภาพ

  • เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองกาบเชิงจับกุมเด็กอายุ 13 ปี
  • กระทรวง การพัฒนาสังคมฯ ส่งเจ้าหน้าที่ดูแล
  • นำตัวเด็กและมารดาเข้ารับการคุ้มครองที่บ้านพักเด็กและครอบครัวสุรินทร์
  • การดำเนินการตามกฎหมายเพื่อรักษาสิทธิและสวัสดิภาพเด็ก

ภาครัฐย้ำอีกครั้งว่า ถึงแม้จะมีข้อถกเถียงในเชิงกฎหมายเกี่ยวกับสัญชาติของเด็ก และสถานะของมารดา แต่หลักการคือการปฏิบัติตามมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเด็ก โดยต้องมีการดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่ว่ากรณีใด ๆ

จากกรณีนี้ จะเห็นได้ว่าบทบาทของกระทรวง พม. เป็นสิ่งสำคัญ ในการเข้าไปดูแลเด็กในสถานการณ์ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การคุ้มครองของครอบครัว และเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการทำงานแบบข้ามภาคส่วน เพื่อผลประโยชน์ของเด็กเป็นสำคัญ

เนื่องจากอนาคตของเด็กคืออนาคตของประเทศ หากเด็กต้องเจริญเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ไม่มั่นคง ก็ย่อมส่งผลต่อพัฒนาการและความเป็นมนุษย์ในระยะยาว

เราในฐานะสังคมจึงควรให้ความสำคัญกับสวัสดิการเด็กมากขึ้น ไม่ใช่แค่เพียงการช่วยเหลือฉุกเฉิน แต่ควรมีการวางแผนระยะยาวเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาทำนองนี้ขึ้นอีก

ที่มา – ‘วราวุธ’ ส่งเจ้าหน้าที่รับ ด.ช. 13 ปี-มารดา เข้าคุ้มครองสวัสดิภาพแล้ว

ตร.บัวเชด-สุรินทร์ เห็นใจเด็กเขมร 13 ขวบ แม่พาลอบเข้าเมือง

เหตุการณ์ที่ตำรวจ สภ.บัวเชด จ.สุรินทร์ เข้าไปเชิญตัว เด็กเขมรอายุ 13 ปี ออกจากโรงเรียนบัวเชดวิทยา เพื่อผลักดันกลับประเทศกัมพูชา สร้างความสะเทือนใจให้กับครู นักเรียน และสังคมอย่างมาก โดยเฉพาะหลังทราบว่าเด็กชายรายนี้เติบโตและใช้ชีวิตในประเทศไทยมาตั้งแต่แรกเกิด

ตร.บัวเชด-สุรินทร์ เห็นใจเด็กเขมรแต่ต้องดำเนินการตามกฎหมาย

จากกรณีที่เกิดเหตุดังกล่าว เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ที่ผ่านมา พ.ต.อ.สราวุธ ศรีวิฑูลย์ศักดิ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบัวเชด ได้เชิญตัวทั้งครู ผู้ดูแล และผู้ปกครองมารับฟังข้อเท็จจริงต่อเหตุการณ์ดังกล่าว โดยชี้แจงว่า การตรวจสอบพบว่า นางบี ซึ่งเป็นแม่ของเด็กชายรายนี้ ไม่มีเอกสารสำคัญเช่นหนังสือเดินทางและวีซ่าที่ถูกต้องตามกฎหมาย และหลังถูกเชิญตัว นางบียังให้ข้อมูลว่าพาสปอร์ตขาดหายไปแล้วหลายปี

แม่ลูกเข้าใจและยินยอมทำตามกฎหมาย

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้อธิบายสถานการณ์กับ แม่และเด็กเขมร อย่างละเอียดว่า เนื่องจากไม่มีเอกสารสำคัญในการอยู่ในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมาย จึงจำเป็นต้องดำเนินการส่งกลับไปยังประเทศกัมพูชา ทั้งคู่ได้แสดงความเข้าใจและตกลงทำตามขั้นตอนตามกฎหมาย แม้จะรู้สึกเสียใจที่ต้องหยุดเรียนไปชั่วคราว

ภายหลัง แม่ลูกได้ถูกควบคุมตัวไปยังสถานีตำรวจภูธรกาบเชิง และต่อมาในวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ทางด้านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ได้นำเดินทางไปยังด่านตรวจคนเข้าเมืองอรัญประเทศ จ.สระแก้ว เพื่อทำการผลักดันกลับประเทศอย่างเป็นทางการ

พ.ต.อ.สราวุธ กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นไปตามคำร้องเรียนจากประชาชนเกี่ยวกับการอยู่อาศัยของบุคคลต่างด้าวในเขตพื้นที่ แม้เจ้าหน้าที่จะรู้สึกเห็นใจกับสถานการณ์ของเด็กและแม่ แต่กฎหมายคือกฎหมาย และต้องดำเนินการตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัด

  • ตำรวจบัวเชด ชี้แจงการตรวจสอบพบว่าไม่มีเอกสารถูกต้อง
  • แม่และเด็กเขมร ต้องถูกควบคุมตัวเพื่อผลักดันกลับ
  • ทั้งสองยินยอมเข้าใจและวางแผนทำเอกสารให้ถูกต้อง

กรณีนี้เปิดประเด็นสำคัญเกี่ยวกับสิทธิเด็กที่เกิดและเติบโตในไทย แต่ไม่มี เอกสารถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งอาจกระทบต่อการเรียนหรือการใช้ชีวิตในอนาคต ควรได้รับการแก้ไขอย่างมีระบบและมนุษยธรรมมากยิ่งขึ้น

หากคุณคิดว่าเด็กทุกคนควรได้รับโอกาสในการศึกษา อย่างเท่าเทียมกัน ลองแชร์เรื่องราวนี้เพื่อช่วยกระตุ้นการพูดคุยเกี่ยวกับนโยบายการจัดการคนไร้สัญชาติในประเทศไทย

ที่มา – ‘ตร.บัวเชด-สุรินทร์’ รับเห็นใจ ‘เด็กเขมร’ 13 ขวบ แม่พาลอบเข้าเมือง ต้องคุมตัว-ผลักดัน ตามกฎหมาย

ทรัมป์ขู่ฟ้องอาญา ‘จอร์จ โซรอส-ลูกชาย’ ซัดอยู่เบื้องหลังม็อบในสหรัฐ

เมื่อเร็วๆ นี้ สหรัฐอเมริกาเกิดเหตุความตึงเครียดทางการเมืองอีกครั้ง หลังจากอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมายื่นข้อกล่าวหาผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า จอร์จ โซรอส และลูกชายของเขานั้นอยู่เบื้องหลังการสนับสนุนการชุมนุมที่ใช้ความรุนแรงในสหรัฐฯ

ทรัมป์ขู่ฟ้องอาญา ‘จอร์จ โซรอส-ลูกชาย’ ซัดอยู่เบื้องหลังม็อบในสหรัฐ

ทรัมป์อ้างว่า จอร์จ โซรอส และลูกชายซึ่งเป็นสมาชิกพรรคเดโมแครต ควรถูกฟ้องตามกฎหมาย RICO (Racketeer Influenced and Corrupt Organizations Act) ซึ่งเป็นกฎหมายที่มักใช้กับคดีคอร์รัปชันหรือกลุ่มผู้มีอิทธิพล เพราะได้สนับสนุนกลุ่มการประท้วงที่ใช้ความรุนแรง และฝ่าฝืนกฎหมายอย่างต่อเนื่อง

มูลนิธิโอเพน โซไซตี ออกมาประณามคำกล่าวหา

จากข่าวดังกล่าว มูลนิธิโอเพน โซไซตี (Open Society Foundations) ซึ่งก่อตั้งโดยจอร์จ โซรอส เอง ได้ออกมาแถลงอย่างเป็นทางการว่า ข้อกล่าวหาของทรัมป์นั้น “น่าตกใจและไร้สาระ” เพราะไม่มีพื้นฐานใดๆ และล้วนเป็นข่าวลือ “เราให้การสนับสนุนการประท้วงอย่างสงบ และเสมอภาคเท่านั้น ไม่เคยมีการส่งเสริมการใช้ความรุนแรง” มูลนิธิระบุชัดเจน

ทฤษฎีสมคบคิดที่มีมานานเกี่ยวกับครอบครัวโซรอส กลับกลับมาอีกครั้งในช่วงกลางปี 2024 ขณะที่มีการชุมนุมในลอสแอนเจลิส เพื่อประท้วงต่อการจับกุมผู้อพยพที่เพิ่มมากขึ้นในพื้นที่ ทรัมป์ใช้โอกาสนี้ประกาศส่งกองกำลังพิทักษ์แห่งชาติและนาวิกโยธินไปยังแคลิฟอร์เนีย เพื่อย้ำว่าเขาจะ “ปกป้องประเทศจากการถูกทำลายโดยกลุ่มคนบ้า”

เจ้าตัวกล่าวว่า “โซรอสและกลุ่มคนโรคจิตของเขา ได้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อประเทศ และพวกเราไม่สามารถยอมให้พวกเขาทำลายสหรัฐอเมริกาได้อีกต่อไป” พร้อมขู่ว่า ให้พวกเขาเตรียมตัวไว้ “เพราะสหรัฐกำลังจับตามองพวกเขาทุก举动”

มากไปกว่านั้น อบรมป์ยังเคยกล่าวหาว่าจอร์จ โซรอส เกี่ยวข้องกับการโปรโมตให้อัยการฟ้องตัวเองในคดีอาญาปี 2024 ซึ่งเกี่ยวกับคดีจ่ายเงินปิดปากกับนักแสดง adultos เพื่อป้องกันข้อมูลบางอย่างที่อาจกระทบต่อภาพลักษณ์ของเขา

แม้จะมีทั้งความขัดแย้งจากเรื่องจริง เรื่องลือ และถ้อยคำโจมตี แต่ความเคลื่อนไหวล่าสุดของทรัมป์นี้ทำให้บรรยากาศทางการเมืองในสหรัฐฯ เต็มไปด้วยความตึงเครียด และความหวาดระแวงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในช่วงที่เขาเตรียมกลับมาเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยมีโอกาสสูงว่าจะประกาศลงสมัครประธานาธิบดีอีกครั้งในปีหน้า

ในความคิดของนักสังเกตการณ์หลายคน การใช้ชื่อของโซรอสในครั้งนี้ เป็นเพียงกลยุทธ์ทางการเมืองของทรัมป์ในการหาเหยื่อใหม่ในการก่อม็อบจิต และสร้างแรงผลักดันให้กับฐานเสียงของเขา อย่างไรก็ตาม สถานการณ์จริงในสเปกตรัมการเมืองของสหรัฐอาจมีผลสะเทือนอย่างใหญ่หลวงหากเหตุการณ์ก่อความไม่สงบเพิ่มขึ้นอีก

จากประสบการณ์ในอดีต ประชาชนควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และแยกแยะข้อมูลเท็จออกจากความจริง เพื่อหลีกเลี่ยงการตกเป็นเหยื่อของสงครามข่าวสารต่อมหาศาล เช่นเดียวกับการระมัดระวังว่าในอนาคต แนวทางการฟ้องร้องตามกฎหมายได้ถูกใช้เพื่อกดขี่ทางการเมืองหรือไม่

สนใจข่าวการเมืองโลก ติดตามข่าวสารได้ที่เว็บไซต์ของเราอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – ทรัมป์ขู่ฟ้องอาญา ‘จอร์จ โซรอส-ลูกชาย’ ซัดอยู่เบื้องหลังม็อบในสหรัฐ

บก.ลายจุด ห่วงใยชายแดนไทย-กัมพูชา วอนหลีกเลี่ยงการยั่วยุ

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา มีความตึงเครียดเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว หลังจากที่มีวีดิทัศน์เผยแพร่จากกลุ่มคนรุ่นใหม่ในฝั่งกัมพูชารวมทั้ง “กัน จอมพลัง” ที่ออกมายั่วยุแนวคิดท้าทายฝ่ายไทยผ่านโซเชียลมีเดีย จนนำไปสู่การประกาศใช้รถดูดส้วม 10 คัน เพื่อนำไปปฏิบัติการที่บ้านหนองจาน

ล่าสุด “บก.ลายจุด” หรือสมบัติ บุญงามอนงค์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ได้ออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ร้อนแรงที่ชายแดน โดยระบุผ่านโพสต์บนเฟซบุ๊กว่า พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาในตอนนี้ควรเป็นพื้นที่ที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก โดยเน้นว่า การเจรจาอย่างเป็นทางการระหว่างตัวแทนของสองประเทศถือเป็นแนวทางที่จะช่วยคลี่คลายความตึงเครียดได้

บก.ลายจุด ห่วงใยชายแดนไทย-กัมพูชา วอนหลีกเลี่ยงการยั่วยุ

อย่างไรก็ตาม ผู้มีความเห็นชี้ให้เห็นว่า แม้ภาพรวมจะมีแนวทางการเจรจาแต่ที่ระดับพื้นที่ยังมีกลุ่มคนรุ่นใหม่ทั้งสองฝ่ายที่พยายามยั่วยุซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้เคียงกับกัมพูชา และพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่าง ๆ มากที่สุด

เหตุใดการหลีกเลี่ยงการยั่วยุจึงสำคัญ

บก.ลายจุด ได้ชี้ให้เห็นอีกว่า ไม่ว่าจะมีสาเหตุใดก็ตามการใช้แนวคิดหรือสิ่งของที่อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ เช่น การใช้รถดูดส้วมเพื่อโยนข้ามพรมแดน ถือเป็นการกระทำที่มีลักษณะไม่เหมาะสม และไม่เป็นมืออาชีพ

  • สิ่งที่เกิดขึ้นจะส่งผลให้สุขอนามัยของพื้นที่ชายแดนได้รับผลกระทบ
  • อาจนำไปสู่การบิดเบือนข้อมูลที่แสดงออกสู่สาธารณะในระดับนานาชาติ
  • และที่สำคัญที่สุดคือ ประเทศของเราอาจถูกมองในแง่ลบหากไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ภายในพื้นที่

นอกจากนี้ ความรู้สึกไม่พอใจยังแสดงออกชัดเจนเมื่อกล่าวถึงภาพอุทาหรณ์ที่เคยเกิดขึ้น เช่น การถูกกล่าวถึงเป็นลบที่เกี่ยวข้องกับแรงงานกัมพูชาในอดีต ซึ่งถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกและถูกกล่าวถึงซ้ำ ๆ จนกลายเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่ดีของประเทศไทย

“บก.ลายจุด” ได้ออกมาเตือนอย่างจริงจังว่า “ฮีโร่ไม่ทำอะไรแบบนั้น” จึงอยากให้ทุกฝ่ายโดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ ใช้ความสงบและมีสติ เน้นให้การสื่อสารเป็นไปด้วยสันติวิธีมิใช่การยั่วยุหรือมุ่งร้ายใส่กัน

สุดท้ายแล้ว การสร้างความเข้าใจ การเคารพในพรมแดน และการยอมรับความหลากหลายของทั้งสองฝ่าย คือวิธีการที่จะรักษาความสงบสุขภาพให้กับประชาชนชายแดนให้อยู่ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งเรื่องแบบนี้ ต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ใช่แค่การสร้างปรากฏการณ์บนโซเชียลมีเดียเพียงเท่านั้น

ที่มา – ‘บก.ลายจุด’ ห่วงใยชายแดนไทย-กัมพูชา วอนหลีกเลี่ยงการยั่วยุ

THE RAMPAGE เตรียมระเบิดความมันครั้งแรกในไทย 8 พ.ย.นี้!

แฟนเพลงชาวไทยต้องตื่นเต้นกันหนักมาก เมื่อบอยแบนด์สุดฮอตจากแดนปลาดิบ THE RAMPAGE FROM EXILE TRIBE ประกาศเตรียมสร้างปรากฏการณ์ระดับโลกที่ไทยในคอนเสิร์ตครั้งแรก “THE RAMPAGE LIVE TOUR 2025 PRIMAL SPIDER BORDERLESS THREADS IN BANGKOK” ซึ่งจะระเบิดความมันส์ในวันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ที่ BCC HALL ชั้น 5 เซ็นทรัล ลาดพร้าว สำหรับใครที่เป็นแฟนตัวยงของวงนี้ห้ามพลาด!

THE RAMPAGE เตรียมระเบิดความมันครั้งแรกในไทย 8 พ.ย.นี้!

THE RAMPAGE วงบอยแบนด์ J-pop จำนวน 16 สมาชิกจากสังกัด LDH JAPAN ได้สร้างชื่อเสียงระดับเอเชียด้วยเพลงฮิตติดหูสไตล์ J-pop ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เสียงร้องทรงพลัง และการเต้นที่เข้มข้นทุกท่วงท่า พวกเขาพิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่แค่ศิลปินดนตรีธรรมดา แต่เป็นทั้งศิลปินและนักแสดงที่มีผลงานในซีรีส์และภาพยนตร์ญี่ปุ่นหลายเรื่อง ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก

ความสำเร็จทั่วโลกจากทัวร์ใหญ่

ในประเทศญี่ปุ่น คอนเสิร์ตของ THE RAMPAGE มียอดผู้เข้าชมเกิน 200,000 คน และเพิ่งทำสถิติความสำเร็จที่โตเกียวโดมเมื่อปีที่ผ่านมา ปี 2025 พวกเขาเริ่มต้นปีนี้ด้วยทัวร์ใหญ่ภายใต้ชื่อ “PRIMAL SPIDER” ที่มีการแสดงไปแล้วกว่า 10 เมืองในญี่ปุ่นกว่า 20 รอบ และเตรียมขยายขอบเขตสู่เอเชีย 3 ประเทศ หนึ่งในนั้นคือประเทศไทย!

งานนี้ถือเป็นโอกาสพิเศษสุดสำหรับแฟนเพลงในเมืองไทย ที่จะได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบครั้งแรกในประเทศไทย พบกับดาวเด่น 16 ชีวิตเต็มที่ในเวที โดยเฉพาะไฮไลท์สุดพิเศษที่จัดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แน่นอนว่าจะสร้างบรรยากาศที่ไม่เหมือนใครแน่นอน

ใครพลาดไม่ได้จริงๆ เพราะตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2568 เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป สามารถจองบัตรเข้าชมคอนเสิร์ต THE RAMPAGE เตรียมระเบิดความมันครั้งแรกในไทย 8 พ.ย.นี้! ได้แล้วที่เคาน์เตอร์เซอร์วิสใน 7-Eleven และทางเว็บไซต์ www.allticket.com

ติดตามข่าวสารและอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่ X: Brite Panther และ Facebook : BritePanther

ถ้าคุณเป็นแฟนตัวยงของ THE RAMPAGE ห้ามพลาดคอนเสิร์ตปีนี้เด็ดขาด เพราะคุณจะได้เก็บภาพที่ระลึกและสัมผัสความมันส์ใกล้ชิดจากศิลปินสุดฮอตจากแดนปลาดิบ! อย่ารอช้า รีบคว้าบัตรก่อนหมด!

ที่มา – ‘THE RAMPAGE’ เตรียมระเบิดความมันครั้งแรกในไทย กับคอนเสิร์ตใหญ่แห่งปี 8 พ.ย.นี้!

พิษพายุ ‘คาจิกิ’ ถล่ม ‘แม่ฮ่องสอน’ น้ำป่าหลากโคลนถล่มสูญหาย 2 ดับ 1

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 เหตุการณ์อุทกภัยจากน้ำป่าไหลหลาก ซึ่งเป็นผลกระทบจาก พิษพายุ ‘คาจิกิ’ ได้ถล่มพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนอย่างหนัก ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างมากในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในอำเภอเมืองและอำเภอขุนยวม ซึ่งน้ำป่าพัดถล่มหมู่บ้านและทำลายโครงสร้างพื้นฐาน ส่งผลให้ประชาชนประสบปัญหาด้านการสื่อสาร การเดินทาง และการดำรงชีวิต

พิษพายุ ‘คาจิกิ’ ถล่ม ‘แม่ฮ่องสอน’

เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ทำให้หลายหมู่บ้านบนดอยประสบภัยธรรมชาติอย่างหนัก รวมถึงบ้านห้วยหมาก-ลาง ต.ห้วยโป่ง ซึ่งได้รับผลกระทบจากดินโคลนสไลด์ ส่งผลให้มีความเสียหายแก่บ้านเรือนจำนวน 11 หลัง และผู้สูงอายุรายหนึ่งได้รับบาดเจ็บ ถูกนำส่งโรงพยาบาลขุนยวม ส่วนอีกหนึ่งรายคือ นางหน่อแตพอ ฌานโสภา วัย 82 ปี เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้

ในขณะที่เจ้าหน้าที่พยายามเข้าไปให้ความช่วยเหลือ แต่ก็พบปัญหาด้านการติดต่อสื่อสาร เนื่องจากเสาสัญญาณมือถือหัก และมีดินถล่มปิดเส้นทางทั้งหมด ส่งผลให้การเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยทำได้ยาก ทำให้ยังมีประชาชนอีก 2 ราย สูญหาย ได้แก่ คู่สามีภรรยา คือ นายวรรณโณ ศรีชัย และนางสาวศิริพร แวววรรณศรี ซึ่งมีผู้พบเห็นครั้งสุดท้ายอยู่บนเกาะกลางน้ำ แต่ขณะนี้ยังไม่มีข่าวสาร

สถานการณ์ในพื้นที่ต่างๆ

ในตำบลห้วยโป่งและตำบลผาบ่อง เจ้าหน้าที่ร่วมกับอาสาสมัครได้รีบเข้าช่วยเหลือและเคลียร์เศษไม้ ซากสิ่งของที่น้ำป่าพัดมากับกระแสน้ำไว้ในหมู่บ้าน ชาวบ้านต่างยอมรับว่า พิษพายุ ‘คาจิกิ’ ครั้งนี้รุนแรงกว่าที่เคยเกิดขึ้นในอดีต และสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลทั้งในด้านทรัพย์สิน ชีวิต และจิตใจของประชาชน

สำหรับพื้นที่ 10 ตำบลใน 2 อำเภอ (เมืองแม่ฮ่องสอน และ ขุนยวม) นั้น มีหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบสูงถึง 56 หมู่บ้าน และมีการประกาศให้เขตนี้เป็นพื้นที่ประสบภัยฉุกเฉิน เพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน และเตรียมพร้อมสำหรับการเยียวยาในระยะยาว

ความคืบหน้าในการฟื้นฟู

หนึ่งในเส้นทางหลักอย่าง ทางหลวงหมายเลข 108 ณ บริเวณบ้านห้วยโป่ง สะพานข้ามลำน้ำแม่จ๋า ได้รับความเสียหายอย่างหนัก เคอสะพานขาด ทำให้การเดินทางระหว่างอำเภอเมือง และอำเภอขุนยวม ถูกขัดขวาง อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้นำสะพานสำเร็จรูปแบบชั่วคราวมาใช้แทน และวางแผนเปิดให้ใช้งานได้ภายในวันที่ 1 กันยายน 2568

สำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางไปยังอำเภอแม่สะเรียง หรืออำเภอปาย สามารถใช้ทางเลี่ยงผ่านอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้เส้นทางสาย 1095 แทน

นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญขณะนี้คือการจัดการเส้นทางเดินรถ และการค้นหาผู้สูญหาย 2 ราย ซึ่งยังคงเป็นเป้าหมายหลักของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในขณะเดียวกันก็มั่นใจว่าการประสานงานระหว่างทุกภาคส่วนจะช่วยลดผลกระทบให้กับประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ

ในช่วงเวลาเช่นนี้ ความสามัคคีของประชาชนและเจ้าหน้าที่ถือเป็นหนึ่งในพลังสำคัญในการร่วมกันฟื้นฟูภัยพิบัติ และเริ่มต้นชีวิตใหม่กับความหวังใหม่ในพื้นที่ที่เคยสวยงามและมีชีวิตชีวา

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่ต้องการให้ความช่วยเหลือ หรือมีข้อมูลเกี่ยวกับผู้สูญหาย สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์ประสานงานการช่วยเหลือฯ ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ข้อมูลติดตามข่าวสารได้อย่างต่อเนื่อง

ที่มา – พิษพายุ ‘คาจิกิ’ ถล่ม ‘แม่ฮ่องสอน’ น้ำป่าหลากโคลนถล่มสูญหาย 2 ดับ 1

มอส เบอร์เกอร์ เปิดตัว “MOS Rize Don” ข้าวหน้าญี่ปุ่นสไตล์ต้นตำรับ อิ่มคุ้ม ตอบโจทย์ทุกมื้ออร่อย

มอส เบอร์เกอร์ แบรนด์เบอร์เกอร์ชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น ภายใต้การนำของคุณกัณพงศ์ บุญปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มอส เบอร์เกอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เปิดตัวเมนูใหม่ล่าสุดในชื่อว่า “MOS Rize Don” ข้าวหน้าญี่ปุ่นสไตล์ต้นตำรับ ที่มีทั้งความอร่อยและการคุ้มค่าในทุกคำ ผสมผสานวัตถุดิบคุณภาพแบบญี่ปุ่นแท้ เพื่อตอบโจทย์ทุกมื้อของวันในไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ที่เร่งรีบแต่ยังต้องการความอร่อย

มอส เบอร์เกอร์ เปิดตัว “MOS Rize Don” ข้าวหน้าญี่ปุ่นสไตล์ต้นตำรับ อิ่มคุ้ม ตอบโจทย์ทุกมื้ออร่อย

การเปิดตัวเมนูใหม่ในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ “More Occasions” ภายใต้แนวคิด “MOS Burger and More” ซึ่งมีเป้าหมายในการขยายขอบเขตการบริโภคให้มากกว่าแค่กินเบอร์เกอร์ในมื้อหลัก โดยเรียบเรียงทุกเมนูให้ลงตัวทั้งเรื่องรสชาติ ความเหมาะสม และความสะดวกที่สามารถรับประทานได้ทุกเวลา ไม่ว่าจะเป็นมื้อกลางวัน ช่วงบ่าย หรือก่อนนอน ให้มูสเบอร์เกอร์เป็นทั้งทางเลือกและเพื่อนคู่ใจในทุกมื้อของคุณ

“MOS Rize Don” ความอร่อยแบบญี่ปุ่น แต่สัมผัสได้ใกล้ตัว

คุณกัณพงศ์ บุญปาน กล่าวว่า “เราขอตอกย้ำว่า มอส เบอร์เกอร์ ในวันนี้ไม่ได้เป็นแค่ร้านเบอร์เกอร์อีกต่อไป แต่ขยับขึ้นเป็น Lifestyle Brand ที่รู้ใจลูกค้าแบบพร้อมเพรียง คือกำลังใจ บวกกับรสชาติความอร่อยแบบสายตรงจากญี่ปุ่น ที่พกพาความสะดวกและความคุ้มค่ามาเต็มในเมนู มอส เบอร์เกอร์ เปิดตัว “MOS Rize Don” ข้าวหน้าญี่ปุ่นสไตล์ต้นตำรับ เรากำลังสร้างฐานสำหรับทั้งคนที่ช่างเวลาและธุรกิจหลายอุปโภคบริโภค ในมื้อที่ชัดเจนและอร่อยได้อย่างลงตัว”

ถ้าพูดถึง “MOS Rize Don” ข้าวหน้าญี่ปุ่นสไตล์ต้นตำรับ ขอขอบอกเลยว่าไม่ธรรมดา เพราะทีมเชฟของมอสเบอร์เกอร์ต่อยอดสูตรดั้งเดิมของอาหารญี่ปุ่นโดยนำเข้าวัตถุดิบเกรดพรีเมียม เช่น เนื้อหมูคุชิโกะ และไม้กระทะชิชิมิอาเกะผ่านกรรมวิธีเฉพาะตัว ให้ได้รสชาติกำลังดี ผสมกับข้าวสวยหอมเกลือสไตล์โฮมเมดที่มีกลิ่นหอมจัดจ้านเพื่อใช้เป็นแพลตฟอร์มของความอร่อยหลายรสชาติ

  • ข้าวหน้าหมูคุชิโกะ: หมูแดดเดียวหั่นชิ้นหนาพิถีพิถันทอดจนกรอบนอกนุ่มใน
  • ข้าวหน้าไก่เทอริยากิ: ซอสเทอริยากิสูตรพิเศษเจือด้วยความหอมหวาน
  • ข้าวหน้าปลาแซลม่อนย่างโชยุ: เนื้อปลาแซลม่อนมันเนื้อหวานหอมเกรดพรีเมี่ยม
  • ข้าวหน้าไข่ข้นโจ้ด้ง (โอโคโนมิ): ไข่แน่นกึ่งย่างผสานกับถั่วแดงแท้

ที่สำคัญ “MOS Rize Don” ข้าวหน้าญี่ปุ่นสไตล์ต้นตำรับ พัฒนามาอย่างลงตัวทั้งในเรื่องเนื้อสัมผัสที่นุ่มฟู การใช้เครื่องจานหินอุ่นที่ช่วยคงอุณหภูมิของอาหาร และยังจัดเต็มกับเบฟเวอเรจชุดพิเศษอย่างเครื่องดื่มเป๊ปซี่ ซึ่งเป็นคอมโบที่เข้ากันได้ดีเยี่ยมกับการกินแนวโดนแบบญี่ปุ่นเพราะเพิ่มความแดงควันให้กับการแสดงออกทางอาหาร

ด้วยคำตอบของคำว่าอร่อยที่ผ่านการปรับสมดุลระหว่างความสะดวก ความคาดหวัง และ睽ื่นหนาขอฉันอิ่มแบบเต็มข้อ_iface ที่ มอส เบอร์เกอร์ ด้วยคุณภาพสมกับชื่อ คุ้มค่าคุ้มใจ การันตีด้วยประสบการณ์ของแบรนด์นับร้อยปีจากญี่ปุ่นและกลายเป็น BRAND Icon ที่เรียกกันอย่างติดปากว่ากับดักความอร่อยของคนเดินทางดิจิทัลในยุคใหม่

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของ มอส เบอร์เกอร์ ได้ทาง Facebook: https://www.facebook.com/MOSBURGERThai , TikTok: https://www.tiktok.com/@mosburgerthailand และ LINE Official: @mosthai

สัมผัสกับประสบการณ์ความอร่อยของ “MOS Rize Don” ข้าวหน้าญี่ปุ่นสไตล์ต้นตำรับ ที่ใกล้ตัวที่สุดในทุกมื้อของคุณ แล้วเจอกันใหม่ที่ มอสเบอร์เกอร์ทุกสาขาทั่วประเทศ!

ที่มา – มอส เบอร์เกอร์ เปิดตัว “MOS Rize Don” ข้าวหน้าญี่ปุ่นสไตล์ต้นตำรับ อิ่มคุ้ม ตอบโจทย์ทุกมื้ออร่อย

‘ภูมิธรรม’ ประสานผู้ว่าฯ-ตำรวจ-พม.สุรินทร์ หาช่องทางช่วยเด็กชาวกัมพูชาหลังถูกควบคุมตัว

กรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการจับกุมเด็กชายวัย 13 ปี ซึ่งเป็นชาวกัมพูชา ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดสุรินทร์ หลังจากควบคุมตัวมารดาในข้อหาลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย ได้สร้างความเสื่อมใจให้กับคุณครูและชุมชนโรงเรียนอย่างมาก การดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 14.15 น. วันที่ 28 สิงหาคม 2567 ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรักษาการรัฐมนตรีมหาดไทย ได้กล่าวถึงแนวทางการแก้ไขได้อย่างเป็นกลางและใส่ใจมนุษยธรรม

‘ภูมิธรรม’ ประสานผู้ว่าฯ-ตำรวจ-พม.สุรินทร์ หาช่องทางช่วยเด็กชาวกัมพูชาหลังถูกควบคุมตัว

ท่านรองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เห็นคลิปจากสื่อมวลชนเกี่ยวกับเด็กที่เติบโตขึ้นในประเทศไทยและศึกษาอยู่ในระบบโรงเรียนของไทย ซึ่งไม่ได้มีเจตนาสร้างปัญหาในสังคม ความผิดเพียงอยู่ที่การลักลอบเข้าเมืองเท่านั้น แต่กรณีนี้เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ เนื่องจากกระทบต่อเด็กที่เติบโตมาในระบบนี้อย่างแท้จริง

แนวทางการแก้ปัญหาจากภาครัฐ

ท่านภูมิธรรมได้สั่งการให้ทีมรัฐมนตรีมหาดไทย ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ และเจ้าหน้าที่พัฒนาสังคมจังหวัด ร่วมกันหาทางออกอย่างเป็นระบบและเป็นธรรม โดยระบุชัดเจนว่ากรณีนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม และเด็กไม่ได้มีส่วนรู้เห็นใด ๆ ดังนั้นกฎหมายก็ต้องคำนึงถึงหลักมนุษยธรรมด้วย

  • เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปียังได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายไทย
  • หากแม่ถูกผลักดันให้ออกจากประเทศไทย เด็กจะต้องมีการวางแผนดูแลทางสังคม
  • ไม่มีเจตนาละเมิดสิทธิของเด็ก แต่ต้องดำเนินตามขั้นตอนที่ถูกต้องตามกฎหมาย

ท่านกล่าวอีกว่า เรื่องนี้ยังอยู่ระหว่างพิจารณา โดยให้ความสำคัญกับสิทธิของเด็กอย่างเต็มที่ พร้อมเชื่อมโยงดูแลทั้งฝ่ายกฎหมาย มนุษยธรรม และระบบการศึกษา และหากมีโอกาสในการกลับเข้ามาศึกษาข้อมูลตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง 2522 ก็考慮เป็นทางเลือกหนึ่ง

ขณะนี้เด็กได้คลายความกังวลแล้ว และอาจได้กลับเข้าสู่ระบบโรงเรียนได้อีกครั้ง หลังจากมีความชัดเจนจากขั้นตอนทางกฎหมาย รัฐบาลเผยว่าจะดูแลในทุกมิติ เพื่อให้เด็กได้รับสิทธิอย่างแท้จริง และสอดคล้องกับักษาลบัญญัติ

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’ ประสานผู้ว่าฯ-ตำรวจ-พม.สุรินทร์ หาช่องทางช่วยเด็กชาวกัมพูชาหลังถูกควบคุมตัว