ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ลิณธิภรณ์ หนุนหลักสูตรสกร. ต่อยอดมาตรฐานอาชีพ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่กระทรวงศึกษาธิการ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ได้จัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมอาชีพและนำเสนอ หลักสูตรสกร. ที่สอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพภายใต้โครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน โดยมีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในงานดังกล่าว

ลิณธิภรณ์ หนุนหลักสูตรสกร. ต่อยอดมาตรฐานอาชีพ

ในการกล่าวปราศัย ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้กล่าวถึงความสำคัญของการยกระดับ หลักสูตรสกร. พร้อมให้ความมั่นใจว่าหลักสูตรที่ผ่านการพัฒนา จะสอดคล้องกับมาตรฐานสมรรถนะของประเทศ ช่วยเพิ่มโอกาสให้กับประชาชนในการเรียนรู้เพื่อประกอบอาชีพอย่างแท้จริง

ช่วยสร้างโอกาสและรายได้ที่ยั่งยืน

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง กล่าวเสริมว่า การพัฒนาหลักสูตรอาชีพตามมาตรฐานของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยยกระดับทักษะแรงงานไทย ทำให้สามารถแข่งขันในระดับทั้งในประเทศและนานาชาติ และยังเป็นการทำให้การเรียนรู้ “เรียนแล้วมีรายได้จริง”

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ย้ำว่า หลักสูตรสกร. ที่มีการรับรองในครั้งนี้เป็นการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมของหลักสูตรด้านอาชีพ ที่ทำให้ผู้เรียนมั่นใจได้ว่าจะสามารถนำไปใช้ประกอบอาชีพ หรือสร้างธุรกิจส่วนตัวได้จริง

  • หลักสูตรครอบคลุมหลากหลายสาขาอาชีพ
  • ผู้เรียนสามารถสร้างรายได้หลังจบหลักสูตรได้จริง
  • เป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

ในปีงบประมาณ 2567 มีผู้เข้ารับการฝึกอาชีพผ่าน หลักสูตรสกร. มากกว่า 700 คน และสามารถสร้างรายได้รวมกว่า 1.2 ล้านบาทต่อปี เป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่าหลักสูตรที่มีคุณภาพนี้สามารถนำไปสู่ความสำเร็จได้จริง

พร้อมกันนี้ กรมส่งเสริมการเรียนรู้มีแผนจะขยายผลไปยังทุกจังหวัดทั่วประเทศในปีหน้า ด้วยการขับเคลื่อน “1 จังหวัด 1 หลักสูตร” ซึ่งรวมถึงหลักสูตรหลากหลายสาขา อาทิ อาหารไทย นวดแผนไทย บาติก การทอผ้าจากสีธรรมชาติ กาแฟ และงานจักสาน เป็นต้น

ด้วยการสนับสนุนที่ชัดเจนจากผู้บริหารระดับประเทศ การพัฒนา หลักสูตรสกร. ที่สอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพถือเป็นการขับเคลื่อนการศึกษาเพื่อการมีงานทำ สร้างอาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ที่ตอบโจทย์ด้านเศรษฐกิจและสังคมไปในเวลาเดียวกัน

หากคุณกำลังมองหาโอกาสในการสร้างรายได้ หรือพัฒนาทักษะอาชีพให้ทันสมัย หลักสูตรสกร. เป็นทางเลือกที่ไม่ควรพลาด เพราะคุณจะได้เรียนรู้จากหลักสูตรที่มีมาตรฐาน และเปิดโอกาสให้คุณประสบความสำเร็จในเส้นทางของตนเอง

ที่มา – ‘ลิณธิภรณ์’ หนุนหลักสูตรสกร. ต่อยอดมาตรฐานอาชีพ สร้างโอกาสยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

นครแหลมฉบัง จัดโครงการสงเคราะห์แว่นตา สำหรับเด็ก เยาวชนและประชาชน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นครแหลมฉบัง ได้จัดโครงการ “โครงการสงเคราะห์แว่นตา สำหรับเด็ก เยาวชนและประชาชน” ประจำปีงบประมาณ 2568 ขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนให้คนในชุมชน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่มีปัญหาทางสายตา ได้รับการช่วยเหลืออย่างเหมาะสม โครงการนี้เป็นการดำเนินการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 ซึ่งปีนี้ถือเป็นปีที่ 24 ของการจัดโครงการฯ อีกด้วย

โครงการสงเคราะห์แว่นตา สำหรับเด็ก เยาวชนและประชาชน

งานนี้จัดขึ้น ณ ห้องประชุมเมืองท่า ชั้น 2 สำนักงานเทศบาลนครแหลมฉบัง ตำบลทุ่งสุขลา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยมี นางจินดา ถนอมรอด นายกเทศมนตรีนครแหลมฉบัง พร้อมคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล ผู้ทรงคุณวุฒิ และหัวหน้าส่วนราชการ เข้าร่วมเป็นประธานในพิธีเปิด และให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

ทำเนียบแหลมฉบัง

เน้นย้ำการดูแลสุขภาพทางสายตา

นางจินดา กล่าวว่า สำนักงานเทศบาลนครแหลมฉบัง มีความตระหนักถึงปัญหาทางสายตาที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบันโดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก เยาวชน ซึ่งอาจมีพฤติกรรมในการใช้สายตาในชีวิตประจำวันอย่างไม่เหมาะสม จึงได้มอบหมายให้กองสวัสดิการสังคมดำเนินการจัด โครงการสงคราะห์แว่นตาสำหรับเด็ก เยาวชนและประชาชน เพื่อเป็นการป้องกันและลดปัญหาทางสายตาในระยะยาว

บรรยากาศการจัดโครงการ

โดยในปีงบประมาณนี้ มีผู้เข้ารับบริการและได้รับแว่นตาจำนวนทั้งสิ้น 406 คน ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นของโครงการนี้ รวมถึงความต้องการของประชาชนในพื้นที่ที่ยังคงประสบปัญหาทางสายตาอย่างต่อเนื่อง

โครงการดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายหลักของเทศบาลที่เน้นการดูแลครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เพื่อให้มีโอกาสในการเรียนรู้ การทำงาน และการดำรงชีวิตได้อย่างเท่าเทียมกัน

การพัฒนาชุมชนผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น โครงการสงเคราะห์แว่นตาสำหรับเด็ก เยาวชนและประชาชน จึงไม่เพียงเป็นการสร้างโอกาสทางสังคม แต่ยังเป็นการเตรียมความพร้อมให้คนรุ่นใหม่มีสุขภาพที่ดีเพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

หากคุณเป็นผู้ปกครองหรือมีญาติในครอบครัวที่มีปัญหาทางสายตาและต้องการความช่วยเหลือ ควรติดต่อหน่วยงานท้องถิ่นใกล้บ้านเพื่อไม่ให้พลาดโอกาสในการรับความช่วยเหลือจากโครงการดี ๆ เช่นนี้

ที่มา – นครแหลมฉบัง จัดโครงการสงเคราะห์แว่นตา สำหรับเด็ก เยาวชนและประชาชน

บุกรวบแก๊งปาร์ตี้ยา! วัยรุ่นชาย-หญิง 52 คน มั่วสุมในพูลวิลล่าชะอำ ยึดยาเสพติดเพียบ

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนภาค 7 ร่วมกับ ตำรวจ สภ.ชะอำ และฝ่ายปกครองอำเภอชะอำ ได้จัดการ บุกรวบแก๊งปาร์ตี้ยา ซึ่งเป็นกลุ่มวัยรุ่นชายและหญิง รวมทั้งหมด 52 คน โดยมีอายุระหว่าง 16 ถึง 28 ปี

กลุ่มวัยรุ่นเหล่านี้กำลังจัดปาร์ตี้มั่วสุมพร้อมเสพ ยาเสพติด อยู่ภายในบ้านพักแบบพูลวิลล่าแห่งหนึ่งที่อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เจ้าหน้าที่จึงเข้าทำการจับกุมและตรวจสอบสถานที่

บุกรวบแก๊งปาร์ตี้ยา

ผลการจับกุมในครั้งนี้พบว่ากลุ่มวัยรุ่นมีพฤติกรรมเสี่ยง เมื่อเชิญชวนเพื่อนมารวมตัวกันในบ้านพักเพื่อจัดงานปาร์ตี้ในรูปแบบมั่วสุม และเสพสารเสพติดหลากหลายชนิด

เจ้าหน้าที่สามารถยึดของกลางได้เป็นจำนวนมาก ได้แก่ ยาไอซ์ ยาอีเค ยาบ้า บุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงโทรศัพท์มือถือทั้งหมด 30 เครื่อง ซึ่งจะนำไปตรวจสอบเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้ครอบครองและแหล่งที่มา

ความผิดที่พบ

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า หนึ่งในผู้มีส่วนเกี่ยวข้องคือภรรยาของผู้ต้องสงสัยในคดียาเสพติดจากจังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นผู้ชักชวนเพื่อนๆ หลายคนมารวมตัวในงานครั้งนี้

แม้ว่าเจ้าของบ้านจะระบุว่าได้รับแจ้งการเช่าบ้านจากกลุ่มวัยรุ่นเพียง 7-8 คนเท่านั้น แต่ต่อมาพบว่าได้มีการชวนเพื่อน ๆ เพิ่มจนจำนวนคนรวมกันมากถึง 52 คน ซึ่งส่งผลให้สถานที่กลายเป็นฉากของงานปาร์ตี้ยาเสพติด

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่มีการแจ้งข้อกล่าวหาต่อผู้ที่กระทำผิดเกี่ยวกับการ เสพและครอบครองยาเสพติด ก่อนนำตัวทั้งหมดกลับไปสอบสวนที่ สภ.ชะอำ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเข้มงวด

เหตุการณ์ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมเสี่ยงของกลุ่มวัยรุ่น ที่เลือกสถานที่ลักซ์ชัวรี่เพื่อจัดงานปาร์ตี้ยาเสพติด ซึ่งนอกจากเป็นการเสี่ยงต่อสุขภาพแล้ว ยังอาจกระทบต่อความมั่นคงของชุมชนโดยรอบ

ใครก็ตามที่ตระหนักถึงลักษณะการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม หรือมีเพื่อนร่วมงวงที่มีพฤติกรรมผิดปกติ ควรเริ่มหันกลับมาใส่ใจสุขภาพจิตและพฤติกรรมของตนเอง เพื่อป้องกันไม่ให้ก้าวเข้าสู่โลกมืดของสารเสพติด

ที่มา – บุกรวบแก๊งปาร์ตี้ยา! วัยรุ่นชาย-หญิง 52 คน มั่วสุมในพูลวิลล่าชะอำ ยึดยาเสพติดเพียบ

Eden สวรรค์คนบาป เกาะสวรรค์ที่กลายเป็นแดนต้องสาป

“ผู้แข็งแกร่งเท่านั้น…ที่จะอยู่รอดบนเกาะแห่งนี้!” เตรียมพบกับการล่า-สู้-ฆ่า สุดระทึกแห่งปี ที่ชวนลุ้นจนแทบหยุดหายใจกับ Eden สวรรค์คนบาป ภาพยนตร์เขย่าขวัญการันตีคุณภาพล่าสุดจาก “รอน ฮาวเวิร์ด” ผู้กำกับเจ้าของรางวัลออสการ์ที่เชี่ยวชาญในการถ่ายทอดเรื่องราวความจริงได้อย่างมีพลัง เช่นเดียวกับภาพยนตร์อย่าง “A Beautiful Mind” (2001) หรือ “Apollo 13” (1995)

Eden สวรรค์คนบาป เปิดฉากแห่งความมืดมนของมนุษย์

ภาพยนตร์เรื่องนี้อิงจากเรื่องจริงในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ซึ่งกลุ่มชาวยุโรปเลือกหลีกหนีสังคม ทิ้งชีวิตแบบสมัยใหม่เพื่อไปใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายบนเกาะฟลอรีอานา หมู่เกาะกาลาปากอส ซึ่งเริ่มต้นด้วยความสงบและหวังให้ทุกอย่างสงบสุข

ความสงบสุขที่พังทลาย

ทุกอย่างมาเปลี่ยนแปลงเมื่อ “ไฮนซ์ วิตต์เมอร์” (ดาเนียล บรูห์ล) และภรรยา “มาร์เกรต วิตต์เมอร์” (ซิดนีย์ สวีนีย์) พร้อมลูกชายมาเยือน เหตุการณ์เหล่านี้พัฒนาเป็นความตึงเครียด เมื่อ “เอโล อิส แวร์บอร์น เดอ วากเนอร์ บอสเกต์” (อนา เดอ อาร์มาส) เศรษฐีนีที่มีเป้าหมายจะเปลี่ยนเกาะแห่งนี้ให้กลายเป็นรีสอร์ทสุดหรูจนส่งผลให้เกิดการปะทะ และพัฒนาเป็นความขัดแย้งด้านอารมณ์ ความโหยหาอำนาจ และความลับที่ถูกกลบฝัง

Eden สวรรค์คนบาป ถ่ายทอดเรื่องราวของดร.ฟรีดริค ริตเตอร์ (จู๊ด ลอว์) และดอเร สเตราช์ (วาเนสซา เคอร์บี) ที่หลีกหนีสังคมมายังเกาะร้างอย่างสงบสุข แต่ด้วยมนุษย์ตัวร้าย สวรรค์กลายเป็นนรกในแวบตา ความสงบของพวกเขาแทบจะถูกทำลายโดยความเห็นแก่ตัวของผู้คน

  • การล่าความมืดที่ซ่อนอยู่ในจิตใจมนุษย์
  • บทสรุปของความรักและความหวังท่ามกลางความโหดร้าย
  • ภาพยนตร์ที่กระตุ้นความคิดเกี่ยวกับมนุษยธรรมและธรรมชาติ

สื่อต่างประเทศต่างเชิดชูความยอดเยี่ยมของภาพยนตร์ โดยยกย่องว่า “เขย่าขวัญเต็มสูบ” (The Wrap), “มหกรรมปั่นประสาทนองเลือด” (Entertainment Weekly), และ “รุนแรงจนไม่รู้ลืม” (Vanity Fair) แน่นอนว่า Eden สวรรค์คนบาป เป็นอีกหนึ่งผลงานที่ไม่ควรพลาดของวงการภาพยนตร์ปี 2025 นี้

เตรียมตัวให้ดี เพราะเมื่อสวรรค์กลายเป็น inferno ความสงบกลายเป็นความวุ่นวาย นรกคือความจริงที่ถูกเปิดเผย…

ชมภาพยนตร์ Eden สวรรค์คนบาป ได้แล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์ 21 สิงหาคมนี้

ที่มา – เมื่อเกาะสวรรค์กลายเป็นแดนต้องสาปจากน้ำมือคนบาป ลุ้นให้ตัวโก่งใน “Eden สวรรค์คนบาป”

ด่วน! สพฐ.ถอดเนื้อหา ‘พระอลงกต’ ออกจากตำราเรียนชั้นป.5

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ได้ออกมาเปิดเผยว่า ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้มีการตรวจสอบหนังสือเรียนที่มีการยกย่องอดีตพระอลงกต แห่งวัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี ซึ่งเคยถูกนำเสนอเป็นตัวอย่างของการมีจิตอาสาและจิตสาธารณะในหนังสือเรียนกลุ่มสาระภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5

ด่วน! สพฐ.ถอดเนื้อหา ‘พระอลงกต’ ออกจากตำราเรียนชั้นป.5

หลังจากมีการตรวจสอบพบว่า เนื้อหาที่กล่าวถึงพระอลงกต รายนี้มีคุณธรรมและจริยธรรมในการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อ HIV ในอดีต ซึ่งถือเป็นการกระทำที่นับว่าเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างยิ่ง แต่เมื่อปรากฏข้อมูลว่าพระอลงกต รายนี้ถูกจับกุมสอบสวนเกี่ยวกับการปิดบังประวัติและการทำผิดวินัยสงฆ์ และยังถูกกล่าวหาในข้อหาฟอกเงิน สพฐ. จึงตัดสินใจถอดเนื้อหาที่เกี่ยวข้องออกจากหนังสือเรียนโดยทันที

ผลกระทบต่อเนื้อหาการเรียนการสอน

เนื้อหาการเรียนการสอนในหนังสือเรียนวิชาภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลตัวอย่างด้านจิตสาธารณะ ถือเป็นบทเรียนสำคัญในการปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมให้แก่เยาวชน อย่างไรก็ตาม เมื่อบุคคลดังกล่าวถูกเปิดเผยว่ามีพฤติกรรมที่ขัดต่อคุณธรรม หรือเกี่ยวข้องกับคดีอาชญากรรม สิ่งนี้ย่อมส่งผลต่อการเป็นแบบอย่างที่ดีในตำราเรียน

  • สพฐ.ได้ดำเนินการถอดเนื้อหาออกจากตำราแล้ว
  • เนื้อหาจะไม่ปรากฏในหนังสือเรียนปีหน้า
  • จัดทำแนวทางใหม่ในการคัดเลือกตัวอย่างที่เหมาะสม

ทาง สพฐ. ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าในปีการศึกษาหน้า เนื้อหาเกี่ยวกับอดีตพระอลงกต จะไม่ปรากฏอีกต่อไปในหนังสือเรียนวิชาภาษาไทย โดยจะมีการทบทวนและปรับปรุงเนื้อหาที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีความเหมาะสมและเป็นไปตามคุณค่าทางจริยธรรมอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ การตัดสินใจของ สพฐ. สะท้อนให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อการปลูกฝังคุณธรรมในเด็กนักเรียนอย่างรอบด้าน เพราะการใช้บุคคลที่มีปมในอดีตเป็นตัวอย่าง อาจส่งผลเสียต่อการพัฒนาจิตใจของเยาวชนได้

การศึกษาไม่ใช่แค่การถ่ายทอดความรู้ แต่เป็นการปลูกฝังค่านิยมที่ดีให้กับเด็กจากใจเล็ก ถึงใจใหญ่ การเลือกเนื้อหาอย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ซึ่งจากกรณีนี้ มิหนำซ้ำเป็นบทเรียนสำคัญให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพิจารณาเลือกเนื้อหาอย่างรอบคอบ ก่อนที่จะนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน

ที่มา – ด่วน! สพฐ.ถอดเนื้อหา ‘พระอลงกต’ ตัวอย่างจิตสาธารณะ ออกจากตำราเรียนชั้นป.5

ตำรวจท่องเที่ยวจัดโครงการชุมชนท่องเที่ยวเข้มแข็ง

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ห้องประชุม ขรัวตาจู วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร จังหวัดสุพรรณบุรี กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวได้จัดโครงการ ชุมชนท่องเที่ยวเข้มแข็ง Strong Tourism Community (STC-ย่อย) ขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับการดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวอย่างรอบด้าน และยั่งยืน

ชุมชนท่องเที่ยวเข้มแข็ง Strong Tourism Community (STC-ย่อย)

ในการประชุมครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากพระครูโสภณวีรานุวัตร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดป่าเลไลยก์ เป็นประธานในการประชุม นอกจากนี้ ยังมีผู้เข้าร่วมประชุมจากหลายหน่วยงาน ได้แก่ พ.ต.อ.กรฤวิศวร์ ทองศรีวาณิช ผกก.1 บก.ทท.3, พ.ต.ท.กฤษฎา จันทร์อุทัย สวญ.ส.ทท.1 กก.1 บก.ทท.3, พ.ต.ท.อิชยา สิทธิธูรณ์ สว.ส.ทท.1 กก.1 บก.ทท.3 และตัวแทนจากเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี รวมถึงตัวแทนจากสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวชาวบ้าน และอาสาสมัครตำรวจท่องเที่ยวสุพรรณบุรี

เตรียมความพร้อมดูแลนักท่องเที่ยว

โครงการ ชุมชนท่องเที่ยวเข้มแข็ง Strong Tourism Community (STC-ย่อย) นี้ เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวที่มุ่งเน้นให้ชุมชนในพื้นที่มีบทบาทร่วมในการดูแลหมู่บ้าน แหล่งท่องเที่ยว และนักท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด เช่นเดียวกับ “วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร จังหวัดสุพรรณบุรี” ที่ถูกกำหนดให้เป็นชุมชนท่องเที่ยวเข้มแข็งภายใต้โครงการ STC-ย่อย

ในการดำเนินการขับเคลื่อนโครงการ ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะ รับฟังปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อวางมาตรการป้องกันการเกิดอาชญากรรมร่วมกัน โดยมีประเด็นสำคัญ เช่น การแก้ปัญหาคนเร่ร่อน โดยให้ สภ.เมืองสุพรรณบุรี เข้ามาตรวจสอบสถานการณ์ในช่วงที่วัดจัดงาน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานกล้องวงจรปิด และการร่วมประชาสัมพันธ์กิจกรรมทางศาสนาอย่าง “นาวาภิกขาจาร” พร้อมส่งเสริมกิจกรรมอนุรักษ์พันธุ์กล้วยพื้นเมืองของจังหวัดสุพรรณบุรี

ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวและ สภ.เมืองสุพรรณบุรียังได้ยืนยันว่าจะเพิ่มความถี่ในการตรวจลาดตระเวนภายในวัดและพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและผู้เข้าร่วมกิจกรรม

การสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วน

การประชุมเพื่อขับเคลื่อน ชุมชนท่องเที่ยวเข้มแข็ง Strong Tourism Community ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่มุ่งเน้นด้านความปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสในการรวมพลังของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่น เพื่อสร้างอีโคซิสเต็มการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

  • ส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวให้มีความปลอดภัย
  • สร้างความร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่น
  • ลดปัญหาสังคมในพื้นที่การท่องเที่ยว
  • เพิ่มการมีส่วนร่วมของอาสาสมัคร

จากผลการประชุมที่สรุปสาระสำคัญ แสดงให้เห็นถึงการเตรียมความพร้อมอย่างรอบคอบในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านความมั่นคง การท่องเที่ยว การคมนาคม และการสื่อสาร เพื่อให้เกิดประสบการณ์ที่ดีแก่นักท่องเที่ยว ที่เดินทางมาจังหวัดสุพรรณบุรี จึงเป็นกลางทางเลือกในการพักผ่อนหย่อนใจในอนาคตอันใกล้

หากคุณกำลังมองหาจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัย ล้ำค่าด้านวัฒนธรรม และสงบสุข วัดป่าเลไลยก์วรวิหารอาจเป็นคำตอบที่สมบูรณ์แบบ เพราะนอกจากจะได้สัมผัสธรรมะแล้ว ยังมีความมั่นใจได้ว่าเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนพร้อมที่จะดูแลให้คุณและครอบครัวได้สัมผัสกับช่วงเวลาอันแสนประทับใจ

ที่มา – ตำรวจ ทท.จัดโครงการชุมชนท่องเที่ยวเข้มแข็ง Strong Tourism Community (STC-ย่อย)

หมอชลน่าน เผย จังหวัดน่าน เฝ้าระวังน้ำป่า-ดินโคลนถล่ม

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส. จังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย และอดีตกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาเปิดเผยว่า จังหวัดน่านกำลังเตรียมความพร้อมอย่างเต็มรูปแบบเพื่อรับมือกับพายุโซนร้อน “คาจิกิ” ที่มีแนวโน้มจะเคลื่อนตัวผ่านภาคเหนือของประเทศไทย รวมถึงพื้นที่ใน จ.น่าน โดยทางจังหวัดได้จัดตั้ง วอร์รูม เพื่อวางแผนรับมือพายุในระดับสูงสุด

จังหวัดน่าน เฝ้าระวังน้ำป่า-ดินโคลนถล่มอย่างใกล้ชิด

ภายใต้การนำของนายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน จัดให้มีทีมบริหารฉุกเฉินที่มีหน่วยงานทุกระดับ ตั้งแต่ระดับอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนชุมชน ร่วมเป็นหน่วยตอบสนองฉุกเฉิน ทั้งการเตรียมสถานที่พักพิง น้ำ อาหาร และทรัพยากรอื่นๆ เพื่อรองรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากพายุ และใช้ประสบการณ์การรับมือ พายุวิภา มาช่วยในการวางแผนป้องกันภัยครั้งนี้

พื้นที่เสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง

นพ.ชลน่าน ระบุว่า พายุคาจิกิมีแรงมากกว่าพายุวิภา และสร้างผลกระทบที่กว้างขวาง โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอ นาหมื่น, นาน้อย, เวียงสา และ แม่จริม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อน้ำป่าไหลหลาก และ ดินโคลนถล่ม โดยทางจังหวัดจึงเน้นการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องเป็นพิเศษ

“ช่วงวันที่ 26 – 28 สิงหาคมนี้ ถือเป็นช่วงเวลาที่ต้องเฝ้าระวังอันตรายจากพายุอย่างเข้มงวด สิ่งสำคัญคือการเตรียมโรงพยาบาลและสถานพยาบาลให้พร้อม รวมถึงการป้องกันอาชญากรรมในพื้นที่ เช่น กลุ่มมิจฉาชีพที่แฝงตัวแอบโจรกรรมบ้านเรือนในช่วงที่ประชาชนต้องอพยพ จังหวัดจึงจัดตั้ง ชุดลาดตระเวน ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อรักษาความปลอดภัยพื้นที่”

  • เตรียมศูนย์พักพิงในหลายพื้นที่
  • จัดทีมเคลื่อนย้ายประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยง
  • จัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ เวชภัณฑ์ และอาหาร
  • ตรวจสอบและป้องกันอาชญากรรม

นพ.ชลน่าน เผยว่า แม้ว่าบริเวณที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจะยังมีเนื้อที่ป่าไม้บกมากมาย แต่ก็ต้องเตือนประชาชนในเขตพื้นที่เสี่ยงให้ระมัดระวัง อยู่ในที่ปลอดภัย และปฏิบัติตามคำแนะนำจากหน่วยงานท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด

การเตรียมความพร้อมครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่การ ป้องกันความเสียหายทั้งด้านชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงลดความสูญเสียต่อเศรษฐกิจหาชีพของชาวบ้านในพื้นที่ เพื่อให้สังคมจังหวัดน่านมีความเข้มแข็งและปลอดภัยในช่วงฤดูพายุ

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้อยู่อาศัยในพื้นที่เสี่ยง ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและเตรียมตัวล่วงหน้า อย่ารอให้เกิดเหตุแล้วค่อยลงมือเพราะจะอาจสายเกินไป

ที่มา – ‘หมอชลน่าน’ ชี้ จังหวัดน่าน‘ เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำป่า-ดินโคลนถล่ม

พิชัย รมว.คลัง เปิดห้องถก สส.สหรัฐ เรื่องแรงงานและชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เปิดห้องประชุมงาช้าง ชั้น 20 ภายในอาคาร 150 ปี กระทรวงการคลัง เพื่อร่วมหารือกับคณะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา โดยมี Beth Van Duyne เป็นคณะผู้แทนนำ ในการหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหลายประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

พิชัย รมว.คลัง เปิดห้องถก สส.สหรัฐ เรื่องนโยบายแรงงาน

ในการประชุมครั้งนี้ได้มีการพูดคุยถึงประเด็นที่สำคัญ เช่น การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทางสื่อดิจิทัล การฉ้อโกงทางการเงิน หรือที่เรียกว่า Financial Fraud และยังรวมถึงการสนทนาในเชิงลึกเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะในด้านแรงงาน การคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของแรงงานจึงกลายเป็นหัวข้อที่ไทยต้องให้ความสำคัญอย่างมาก

ฝ่ายไทยโดย นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ได้ชี้แจงอย่างชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการต่าง ๆ ที่รัฐบาลได้นำมาใช้เพื่อคุ้มครองแรงงาน ทั้งแรงงานไทยและแรงงานต่างด้าว รวมถึงข้อพัฒนาในเชิงกฎหมายเพื่อยกระดับคุณภาพการคุ้มครองสิทธิให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

การพูดคุยเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา

อีกหนึ่งประเด็นที่ได้รับความสนใจในระหว่างการหารือคือสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยฝ่ายไทยได้ยืนยันต่อคณะผู้แทนสหรัฐอเมริกาว่า เรื่องนี้อยู่ในการควบคุมและมีแนวทางในการแก้ไขอย่างสันติ ใช้การเจรจาและแนวทางความสงบเป็นหลัก อย่างไรก็ตามไทยยังยืนยันว่าต้องการหลีกเลี่ยงการให้สถานการณ์แย่ลง หรือทำลายความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาที่อาจส่งผลต่อภาพรวม

  • เรื่องทรัพย์สินทางปัญญาดิจิทัล
  • การต่อต้านการฉ้อโกงทางการเงิน
  • การคุ้มครองแรงงานทั้งในและต่างประเทศ
  • สถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชาอย่างสันติ

จากการหารือครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสดีในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างสองประเทศในหลายประเด็น ทั้งในเชิงนโยบาย การคุ้มครองแรงงาน และความร่วมมือในเชิงสากล ซึ่งนาง Beth Van Duyne และคณะผู้แทนสหรัฐฯ ให้ความสนใจกับแนวทางของไทยอย่างมาก และเห็นว่ามีการพัฒนาในเชิงบวก

การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิดในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในระดับสากล ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง และแรงงาน จึงต้องมีการรักษาความสัมพันธ์ให้เป็นมิตรและยั่งยืน

อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงการเปิดกว้างของรัฐบาลในการรับฟังและพัฒนานโยบายเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการทั้งของประชาชนและชุมชนนานาชาติ

หากคุณเป็นผู้ติดตามประเด็นการเมือง หรือนโยบายต่างประเทศ อย่าพลาดที่จะติดตามความเคลื่อนไหวในโอกาสสำคัญเช่นนี้ ซึ่งมองได้ว่าเป็นรากฐานในออกแบบความร่วมมือระหว่างประเทศในอนาคต

ที่มา – เปิดรายละเอียด พิชัย รมว.คลัง เปิดห้องถก สส.สหรัฐ

บีวายดีส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าผลิตจากโรงงานในไทย ไปสู่ยุโรปเป็นครั้งแรก

สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ว่าการส่งออกครั้งนี้ดำเนินการโดยเรือของบีวายดีชื่อ “บีวายดี เจิ้งโจว” ซึ่งออกเดินทางจากไทยไปยังยุโรปเป็นครั้งแรก ถือเป็นการยกระดับห่วงโซ่อุปทานระดับโลกของบีวายดีอีกขั้น และเน้นย้ำบทบาทของไทยในฐานะศูนย์การผลิตและช่องทางส่งออกยานยนต์ไฟฟ้าระดับภูมิภาค

บีวายดีส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าผลิตจากโรงงานในไทย ไปสู่ยุโรปเป็นครั้งแรก

คุณภนธร วงศ์พรหม ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาคที่ 4 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กล่าวว่า การตัดสินใจของบีวายดีที่จะส่งออกยานยนต์ไฟฟ้าจากไทยไปยุโรป สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งระหว่างไทยและตลาดต่างประเทศ รัฐบาลไทยจะเดินหน้าส่งเสริมและสนับสนุนการลงทุนดังกล่าวเพื่อเสริมสร้างห่วงโซ่มูลค่าภายในประเทศ เพิ่มขีดความสามารถทางเทคโนโลยี และเสริมแกร่งสถานะของไทยในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าระดับโลก

ไทยศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าระดับโลก

คุณยุพิน บุญศิริจันทร์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หมุดหมายนี้สะท้อนความเชื่อมั่นอันแรงกล้าของบีวายดีในไทย และตอกย้ำความสำคัญของไทยในห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไฟฟ้าระดับโลก อีกทั้งยังเน้นย้ำถึงขีดความสามารถของไทยในการกลายเป็นผู้เชื่อมโยงระดับโลกในด้านการผลิตและการส่งออกยานยนต์ไฟฟ้า

นายเคอ อวี้ปิน ผู้จัดการทั่วไปบีวายดี ไทยแลนด์ กล่าวว่า ความคืบหน้าครั้งนี้นับเป็นความสำเร็จสำคัญอีกครั้ง หลังจากมีการส่งมอบยานยนต์พลังงานใหม่คันที่ 90,000 เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา การส่งออกรถยนต์รุ่นดอลฟินที่ผลิตในไทยไปยังยุโรปเป็นครั้งแรก ไม่เพียงเป็นอีกก้าวหนึ่งของกลยุทธ์การขยายธุรกิจสู่ระดับโลกของบีวายดี แต่ยังตอกย้ำบทบาทสำคัญของไทยในห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไฟฟ้าระดับโลก

  • การส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าเป็นก้าวสำคัญของไทยในตลาดโลก
  • ไทยกลายเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรม EV ระดับภูมิภาค
  • บีวายดีเลือกไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยุโรป

ปัจจุบัน โรงงานของบีวายดีในไทย ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดระยอง ถือเป็นส่วนสำคัญของเครือข่ายการผลิตระดับโลกของบีวายดี ซึ่งผสานรวมห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศและแสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญด้านการผลิตขั้นสูงของบีวายดี โรงงานแห่งนี้ไม่เพียงรองรับความต้องการภายในประเทศ แต่ยังสนับสนุนการส่งออกไปยังยุโรปและตลาดโลกอื่น ๆ ซึ่งเสริมความแข็งแกร่งให้กับบทบาทของไทย ในฐานะศูนย์กลางเชิงยุทธศาสตร์ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก.

การส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าเป็นสัญญาณชัดเจนว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเติบโตอย่างยั่งยืนและมีศักยภาพสูงในตลาดโลก ซึ่งเราควรนำจุดแข็งนี้ไปสู่โอกาสทางการค้าและการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับที่สูงขึ้น

ที่มา – บีวายดีส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าผลิตจากโรงงานในไทย ไปสู่ยุโรปเป็นครั้งแรก

ด่วน! พายุ ‘คาจิกิ‘ ทำดินสไลด์ ทับชาวบ้านดับ 2 ศพ สูญหาย-เจ็บอื้อ

วันที่ 27 สิงหาคม เกิดเหตุอันน่าสะพรึงกลัวในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ จากอิทธิพลของพายุคาจิกิ ซึ่งพัดถล่มหลายพื้นที่ในประเทศไทย ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มี ดินสไลด์ ถล่มหมู่บ้านปางอุ๋ง ต.แม่ศึก อ.แม่แจ่ม อย่างรุนแรง

ด่วน! พายุ ‘คาจิกิ‘ ทำดินสไลด์ ทับชาวบ้านดับ 2 ศพ สูญหาย-เจ็บอื้อ

ตามรายงานจากนายแพทย์จักร์ชัย จิตตะบุตร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเทพรัตนเวชชานุกูล เฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา พบว่าเหตุเกิดขึ้นในช่วงค่ำของวันดังกล่าว ที่หมู่บ้านปางอุ๋ง ซึ่งเป็นพื้นที่ลาดชัน เมื่อดินเกิดความอิ่มตัวจากฝนตกหนัก ทำให้เกิดดินถล่มอย่างรุนแรง ทับถมบ้านเรือนของประชาชนทันที ทำลายบ้านพังเสียหายอย่างน้อย 7 แห่ง

จากเหตุการณ์ดังกล่าว มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และมีผู้สูญหาย 1 ราย ซึ่งเป็นเด็กหญิงวัย 12 ปี ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังคงดำเนินการค้นหาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และเชื่อว่าอีกหลายรายอาจได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้

เจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือ

หลังเกิดเหตุ อำเภอแม่แจ่ม ได้ประสานงานจนถึงระดับท้องถิ่น โดยกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต.แม่ศึกและมูลนิธิอาสาสมัคร อสม.ได้เดินทางไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว ทั้งยังมีรถกู้ชีพกู้ภัยจาก อบต.แม่นาจร และ อบต.แม่ศึก เข้าไปให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ และนำส่งโรงพยาบาลในพื้นที่อย่างทันท่วงที

โรงพยาบาลเทพรัตนเวชชานุกูล เฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา ได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่เพื่อรับผู้บาดเจ็บที่อาจเพิ่มมากขึ้น จากสถานการณ์ดินสไลด์ที่ยังอาจเกิดขึ้นในพื้นที่ใกล้เคียง โดยทีมแพทย์พยาบาลเตรียมเตียง ยาเวชภัณฑ์ และยังจัดตั้งทีม MCATT (Mobile Crisis Assistance and Support Team) ให้บริการช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตแก่ผู้ประสบภัย และครอบครัวผู้เสียชีวิต

สถานการณ์จากพายุคาจิกิที่ส่งผลต่อหลายพื้นที่

พายุคาจิกินับเป็นหนึ่งในพายุที่มีความรุนแรงและส่งผลกระทบอย่างมากต่อภาคเหนือของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีภูมิประเทศเป็นเขาและมีลักษณะดินที่ละเอียดอ่อน ซึ่งเมื่อได้รับอิทธิพลจากปริมาณฝนที่ตกลงมาอย่างหนักก็อาจทำให้เกิดดินถล่มได้ง่าย

ทั้งนี้ ประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียงควรระมัดระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยหากอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงควรเตรียมตัวอพยพเมื่อได้รับแจ้งเตือนจากเจ้าหน้าที่ รวมไปถึงเตรียมของจำเป็น เช่น อาหาร น้ำ และยาพารา

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยู่ห่างไกลจากพื้นที่เกิดเหตุ อาจให้ความช่วยเหลือผ่านการบริจาคหรือร่วมเป็นอาสาสมัครในหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือ ปกป้องชีวิตและคืนความหวังให้ผู้ประสบภัยจาก ภัยธรรมชาติ ในครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม ทุกคนควรตระหนักถึงภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น และไว้วางใจในระบบเตือนภัยจากเจ้าหน้าที่ เนื่องจากความพร้อมเฝ้าระวังสามารถช่วยลดอัตราความเสียหายของชีวิตได้อย่างมาก

ร่วมมือกันปกป้องเพื่อนมนุษย์ ให้กำลังใจและช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากพายุคาจิกิในช่วงเวลาแห่งความยากลำบากนี้

ที่มา – ด่วน! พายุ ‘คาจิกิ‘ แผลงฤทธิ์ทำดินสไลด์ ทับชาวบ้านดับแล้ว 2 ศพ สูญหาย-เจ็บอื้อ