ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

เดินหน้าเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง คุณภาพเพื่อแข่งขันในตลาดโลก

ประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนาภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งอย่างมหาศาล โดยในปี 2567 สามารถผลิตสัตว์น้ำชายฝั่งได้รวมกว่า 530,271 ตัน มูลค่าสูงถึง 73,311.89 ล้านบาท ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ที่ไม่เพียงแค่ช่วยให้เกิดความมั่นคงทางอาหาร แต่ยังส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เดินหน้าเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง

อย่างไรก็ตาม การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเสี่ยงจากโรคระบาดในสัตว์น้ำ รวมถึงการแข่งขันที่เพิ่มสูงในตลาดโลก ที่ซึ่งมาตรฐานสำหรับผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำมีความเข้มงวดมากขึ้น ทั้งจากนโยบายควบคุมสินค้านำเข้าของประเทศคู่ค้า และการพัฒนาภาคสัตว์น้ำของประเทศอื่นๆ ซึ่งเร่งพัฒนาและนำนวัตกรรมมาใช้ในการผลิต

ดังนั้น เพื่อให้ประเทศไทยสามารถคงความได้เปรียบทางการค้าในตลาดโลกต่อไป กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมง จึงได้กำหนดนโยบายและกลยุทธ์หลายด้านเพื่อยกระดับคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์ และสร้างศักยภาพให้กับเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยง โดยเฉพาะในด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาบุคลากรผ่านการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ

อัปเกรดบุคลากร “Smart Inspector for Coastal Aquaculture”

หนึ่งในโครงการสำคัญที่กรมประมงขับเคลื่อน คือ การจัดอบรม Smart Inspector 2025 ต่อเจ้าหน้าที่บุคลากรของกรมประมง ที่ทำหน้าที่เป็นด่านหน้าในการให้คำปรึกษาและบริการเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยง เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เกษตรกรเผชิญได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังถ่ายทอดนวัตกรรม การเฝ้าระวังโรค การตรวจสอบสารตกค้าง และระบบการติดตามย้อนกลับ เพื่อให้อุตสาหกรรมกุ้งทะเลและสัตว์น้ำชายฝั่งของไทยมีมาตรฐานในระดับโลก

การอบรมนี้เป็นการผสมผสานระหว่างการบรรยายเชิงวิชาการกับการลงมือปฏิบัติจริง ครอบคลุมหัวข้อหลักๆ ดังนี้:

  • แนวทางการขับเคลื่อน การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เพื่อก้าวสู่ตลาดโลก
  • ระบบตรวจสอบย้อนกลับในอุตสาหกรรมกุ้งทะเล
  • การเฝ้าระวังโรคและสารตกค้างอย่างมีระบบ
  • การจัดเก็บข้อมูลเชิงพื้นที่เพื่อตัดสินใจเชิงกลยุทธ์
  • การเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบคุณภาพสัตว์น้ำ

นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น วิเคราะห์ปัญหาจากแต่ละพื้นที่ และร่วมกันคิดแนวทางแก้ไขที่ตรงจุด เพื่อนำไปสู่การกำหนดแผนปฏิบัติงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่มีความชัดเจนและเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน

ผลลัพธ์ที่คาดหวัง

กรมประมงเชื่อมั่นว่า ผู้เข้ารับการอบรม “Smart Inspector” จะกลายเป็นแกนนำในการยกระดับมาตรฐานฟาร์มการเกษตรทางทะเล โดยเฉพาะในเรื่องการผลิตที่ปลอดภัย ได้มาตรฐาน และน่าเชื่อถือในสายตาของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อภาพลักษณ์ของสินค้าสัตว์น้ำไทยในตลาดโลก และลดปัญหาการส่งออกที่อาจติดข้อจำกัดด้านมาตรฐาน ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับเกษตรกรไทย และตอกย้ำความเชื่อมั่นด้านอาหารสุดปลอดภัยของ “ไทยแลนด์ คุณภาพระดับโลก”

ในระยะยาว การพัฒนาอย่างต่อเนื่องนี้จะช่วยขับเคลื่อน การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน สร้างรายได้แก่เกษตรกร และยกระดับเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

ร่วมส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำคุณภาพ เพื่อการแข่งขันในตลาดโลกอย่างยั่งยืน

ที่มา – เดินหน้าเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง คุณภาพเพื่อแข่งขันในตลาดโลก

เปิดเวทีสัมมนา “หญ้าแฝก” ระดมความคิดเพื่อการพัฒนา

สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ประกาศจัดสัมมนาวิชาการในหัวข้อ “โครงการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝกอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และแนวทางป้องกันกรณีเกิดภัยพิบัติดินถล่ม ประจำปี 2568” ระหว่างวันที่ 28 – 30 สิงหาคม 2568 ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร

เปิดเวทีสัมมนา “หญ้าแฝก” ระดมความคิดเพื่อการพัฒนา

สัมมนาดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา รวมถึงเครือข่ายประชาชน เพื่อยกระดับการใช้หญ้าแฝกอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยอิงจากแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการอนุรักษ์ดินและน้ำ และช่วยลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติดินถล่ม

เพราะเหตุใด “หญ้าแฝก” ถึงสำคัญ?

ปัจจุบันสถานการณ์ภัยพิบัติดินถล่มมีแนวโน้มเพิ่มความรุนแรงขึ้นทุกปี โดยเฉพาะในช่วงที่มีฝนตกหนักและน้ำท่วม ซึ่งแปลว่าดินไม่สามารถอุ้มน้ำได้ ส่งผลให้เกิดการพังถล่มและส่งผลกระทบต่อชีวิต ทรัพย์สิน สิ่งแวดล้อมในพื้นที่เสี่ยงมากมาย

เพื่อแก้ไขปัญหานี้ สำนักงาน กปร. จึงได้จัดงานสัมมนาฯ ประจำปีโดยเน้นย้ำถึงแนวทางป้องกันและการประยุกต์ใช้หญ้าแฝกในแง่ของวิชาการและนวัตกรรม เพื่อผลักดันให้เกิดการนำหญ้าแฝกไปใช้ในหลากหลายมิติ

วาระแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน

การประชุมครั้งนี้ยังเป็นโอกาสสำคัญในการรวบรวมข้อมูลสำหรับการประชุมหญ้าแฝกนานาชาติ ครั้งที่ 8 (The Eighth International Conference on Vetiver: ICV-8) ที่จะจัดขึ้นในสาธารณรัฐอินเดีย ในเดือนเมษายน 2570

  • “แนวพระราชดำริการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” โดย นายสุเมธ ตันติเวชกุล
  • “ความก้าวหน้าการดำเนินเงินโครงการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝกอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” โดยเลขาธิการ กปร.
  • “บทบาทหญ้าแฝกต่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ” โดยนายอาทิตย์ ศุชเกษม
  • “ความสำเร็จของการประกวดโครงการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝกอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” โดย ผู้ช่วยกรรมการใหญ่บริหารชื่อเสียงองค์กร ปตท.

นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอผลงานวิจัยที่หลากหลาย เช่น วิธีการอนุรักษ์ดิน-น้ำ, การฟื้นฟูทรัพยากรดิน, การป้องกันภัยพิบัติ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากหญ้าแฝก

เสวนาพิเศษ “หญ้าแฝก…จากพื้นฐานสู่การประยุกต์ใช้”

เป็นเวทีเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมอภิปรายในประเด็นต่าง ๆ ที่ครอบคลุมทั้งเชิงเกษตรกรรม สิ่งแวดล้อม วิศวกรรมชีวภาพ ไปจนถึงการป้องกันภัยพิบัติ

งานสัมมนา เปิดเวทีสัมมนา “หญ้าแฝก” ระดมความคิดเพื่อการพัฒนา ถือเป็นเวทีที่ตอกย้ำความสำคัญของพระราชดำริ และเป็นโอกาสสำคัญในการขับเคลื่อนงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนในประเทศไทยต่อไป

หากคุณสนใจเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติหรือการพัฒนาอย่างยั่งยืน อย่าลืมติดตามแนวทางและนวัตกรรมใหม่ๆ จากการใช้ “หญ้าแฝก” ซึ่งอาจเป็นคำตอบหนึ่งในปัญหาสิ่งแวดล้อมของโลกในอนาคต

ที่มา – เปิดเวทีสัมมนา “หญ้าแฝก” ระดมความคิดเพื่อการพัฒนา

‘ดร.ตฤณห์’ โพสต์ถึงใคร ปมด้อยระบบการศึกษา

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ได้มีข่าวเผยแพร่เกี่ยวกับ ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา นักอาชญาวิทยาเชิงจิตวิทยาและพฤติกรรมอาชญากร ที่ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “Aj. Trynh Phoraksa” พร้อมระบุข้อความว่า “ที่สองคนมีร่วมกัน คือ ปมด้อย เรื่องการศึกษา และการอยากมีตัวตน นักศึกษาเทอมนี้” ซึ่งทำเอาชาวเน็ตแห่เข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก

‘ดร.ตฤณห์’ โพสต์ถึงใคร ปมด้อยระบบการศึกษา

จากการโพสต์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงประเด็นลึกๆ ที่มักถูกมองข้ามในวงการการศึกษาไทย ซึ่งคือ “ปมด้อยเรื่องการศึกษา” และ “ความอยากมีตัวตน” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของนักเรียนนักศึกษาโดยเฉพาะในยุคที่สื่อสังคมเข้าถึงง่าย ยิ่งขยายอิทธิพลไปยังจิตใจของเยาวชนอย่างมาก

ทฤษฎีพื้นฐานจาก อ.ตฤณห์

นอกจากนี้ ดร.ตฤณห์ ยังได้กล่าวอีกว่า “เตรียมตัวเขียนสอบวิชาอาจารย์นะครับ Learning by doing กับ อ.ตฤณห์” ซึ่งอาจดูเป็นเพียงคำพูดธรรมดา แต่แฝงไปด้วยปรัชญาของการเรียนรู้ผ่านการทำจริง และการมองเห็นปัญหาภายในระบบการศึกษาไทยว่ามีความซับซ้อนมากเพียงใด

ประเด็นนี้ก่อให้เกิดการถกเถียงในโลกออนไลน์อย่างคึกคัก โดยมีชาวเน็ตบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า “ทำไมผิดแค่ 2 คน ทั้งที่มีทีมงานมากมาย, อาสาก็เยอะแยะ, คณะกรรมการก็มีอีกเพียบ” สื่อให้เห็นว่าการศึกษาในประเทศไทยคือระบบที่ซับซ้อนมาก และผลกระทบอาจเกิดขึ้นให้หลายคน ไม่ใช่แค่ 1-2 คนเท่านั้น

  • ความแตกต่างในระบบการศึกษา
  • คนที่แอบซ่อนตัวตนในกลุ่ม
  • คนที่ต้องการโชว์ความมีตัวตน
  • การสอนแบบ hands-on ของ อ.ตฤณห์

บทความนี้อาจไม่ได้บอกเราว่าใครผิดหรือถูก แต่เปิดประเด็นว่าเราควรจะมองเห็น “ปมด้อยเรื่องการศึกษา” และ “ความต้องการมีตัวตนของนักศึกษา” อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพราะต้นตอของพฤติกรรมหลายอย่างอาจเริ่มต้นจากจุดนี้ก็ได้

หากคุณเป็นนักศึกษาหรือผู้ที่ทำงานด้านการศึกษา ลองมองมุมนี้เพิ่มเติมดู แล้วคุณอาจจะเห็นมุมมองใหม่ๆ ที่ช่วยปรับปรุงระบบได้ดีกว่าเดิม

ที่มา – ‘ดร.ตฤณห์’ โพสต์ถึงใครกัน ปมด้อยระบบการศึกษา กับความอยากมีตัวตน

คุมส่งศาล ‘ทิดจอร์จ’ ยิ้มแย้มห่มผ้าสีส้ม ‘หมอบี’ นุ่งชุดเดิมหน้านิ่งปัดตอบสื่อ

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ที่ กองบังคับการกองปราบปราม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัว “ทิดจอร์จ” อดีตพระราชวิสุทธิประชานาถ และ “หมอบี” นายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล ออกจากห้องคุมขัง เพื่อนำตัวส่งศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เจ้าหน้าที่ใช้รถยนต์แยกกันขนผู้ต้องหาทั้งสองราย

คุมส่งศาล ‘ทิดจอร์จ’ ยิ้มแย้มห่มผ้าสีส้ม ‘หมอบี’ นุ่งชุดเดิมหน้านิ่งปัดตอบสื่อ

สำหรับ “ทิดจอร์จ” แต่งตัวด้วยเสื้อยืดสีน้ำตาล กางเกงขาสั้นสีน้ำตาลเข้ม พร้อมใช้ผ้าเช็ดตัวสีส้มห่มร่างกายขณะออกสื่อ ถูกประคองโดยศิษย์ยานุศิษย์ มีผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามหลายคำถาม ทั้งความรู้สึกหลังลาสิกขา หรือสิ่งที่ต้องการชี้แจง แต่ “ทิดจอร์จ” เพียงยิ้มแย้มและยกมือปฏิเสธการให้สัมภาษณ์

ทิดจอร์จตอบสั้นว่า “ไปศาล”

เมื่อถูกถามว่า “ไปศาลใช่หรือไม่” “ทิดจอร์จ” ตอบสั้นๆ ว่า “ไปศาล” แล้วเดินขึ้นรถไปโดยไม่มีการแสดงท่าทีกังวลใจ แม้จะเป็นกรณีที่มีความรุนแรงหรือต้องเผชิญกับข้อกล่าวหา serious ก็ตาม

ในขณะที่ “หมอบี” ยังคงสวมชุดเดิม คือเสื้อแขนสั้นสีครีมกับกางเกงขายาวสีน้ำตาล หน้าตาสงบ ไม่กล่าวอะไรกับสื่อมวลชน เพียงแต่ยิ้มเล็กน้อยก่อนเดินขึ้นรถยนต์คุมขังแยกต่างหาก

ทั้งสองคนถูกกล่าวหาในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่งคั่งและความผิดเกี่ยวกับทรัพย์สิน มีความยุ่งเหยิงเกี่ยวกับการเงินและการดำเนินชีวิตของทั้งสองที่สังคมให้ความสนใจมาก

  • ทิดจอร์จเคยลาสิกขาในข้อหา
  • หมอบีเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับคดีหลายประเด็น
  • สื่อมวลชนต่างจับตาดูพฤติกรรมของทั้งคู่อย่างใกล้ชิด

การเดินทางในวันนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของคดีที่ประชาชนติดตามอย่างใกล้ชิด เรื่องนี้อาจนำไปสู่ข้อมูลใหม่ๆ หรือการเปิดเผยข้อเท็จจริงที่ซ่อนเร้นมายาวนาน

หากคุณติดตามคดีนี้อยู่ ขอบอกไว้เลยว่าอย่าพลาดเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น เพราะทุกการเคลื่อนไหวของผู้ถูกกล่าวหาคือหัวใจของคดีที่กำลังเป็นประเด็นร้อน

คุณคิดว่า “ทิดจอร์จ” และ “หมอบี” จะมีการเปิดเผยสิ่งใดในศาลหรือไม่? ติดตามข่าวกับเราได้ที่นี่

ที่มา – คุมส่งศาล ‘ทิดจอร์จ’ ยิ้มแย้มห่มผ้าสีส้ม ‘หมอบี’ นุ่งชุดเดิมหน้านิ่งปัดตอบสื่อ

รัฐบาลเตือน! สแกนม่านตาแลกรับเงิน อันตรายได้ไม่คุ้มเสีย

ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวไกลอย่างรวดเร็ว รัฐบาลไทยออกมาเตือนประชาชนเกี่ยวกับความเสี่ยงอันตรายจากการ สแกนม่านตาแลกรับเงิน ซึ่งกำลังเป็นข่าวลือและแพร่หลายในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ด้วยข้อเสนอที่ดูน่าสนใจ เช่น ให้เงิน 500-1,000 บาทหากยินยอมให้สแกนม่านตา และอีก 500 บาทต่อคนที่แนะนำเพื่อนเข้าร่วม

รัฐบาลเตือน! สแกนม่านตาแลกรับเงิน อันตรายได้ไม่คุ้มเสีย

เมื่อเร็วๆ นี้ นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเผยว่า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมมีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมและธุรกิจในทุกด้าน โดยเฉพาะการยืนยันตัวตนด้วยข้อมูลชีวภาพ เช่น ลายนิ้วมือ สแกนหน้า และล่าสุดคือ “การสแกนม่านตา” ที่กำลังถูกนำมาใช้ในหลายแพลตฟอร์ม ทั้งในด้านความปลอดภัยและการให้บริการ

อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้โดยไม่มีระบบควบคุมหรือความเข้าใจที่เพียงพอ อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงอันตราย ล่าสุดมีรายงานจากสภาองค์กรของผู้บริโภค (สอบ.) ว่า มีกลุ่มบุคคลหรือองค์กรที่จงใจชักชวนให้ประชาชนยอมให้สแกนม่านตา โดยสัญญาว่าจะได้เงินตอบแทนภายใน 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งสิทธิพิเศษในการได้รับเหรียญสกุลเงินดิจิทัล (คริปโตเคอเรนซี)

ข้อมูลม่านตาน่าล้ำค่ากว่ารหัสผ่าน

สแกนม่านตาแลกรับเงิน” อาจดูแปลกใหม่และน่าสนใจ แต่สิ่งที่ประชาชนควรรู้คือ “ข้อมูลม่านตา” หรือ Iris Code เป็นข้อมูลชีวภาพขั้นสูงสุดที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือกู้คืนได้ หากถูกรั่วไหลก็จะมีความเสี่ยงสูงในการถูกขโมยตัวตน และนำไปใช้ในทางที่ผิดได้อย่างไร้ขีดจำกัด เช่น การใช้ข้อมูลไปเปิดบัญชีใหม่ หรือทำธุรกรรมทางการเงินโดยไม่ได้รับอนุญาต

นายอนุกูล ย้ำว่า “การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลทางชีวภาพต้องมีความเข้มงวดเป็นพิเศษ เพราะในหลายประเทศ ยังไม่อนุญาตให้เก็บหรือใช้งานข้อมูลจากม่านตาในลักษณะนี้เลย การที่ประชาชนยอมแลกข้อมูลสำคัญเพียงเพื่อรับเงินจำนวนน้อย ถือว่าได้ไม่คุ้มเสียอย่างมาก”

  • ข้อมูลม่านตา ไม่สามารถเปลี่ยนได้หากถูกโจมตี
  • เหมาะสำหรับการยืนยันตัวตนในระบบธนาคารและหน่วยงานสำคัญ
  • หากถูกแฮกจะมีความเสี่ยงสูงในการสวมรอยบุคคล

ดังนั้น ประชาชนควรระมัดระวังและมองให้ไกลว่าข้อมูลชีวภาพเหล่านี้คือ “กุญแจทอง” ที่หากหลุดไปในมือคนอื่น จะทำให้สูญเสียมากกว่าเงินรางวัลที่ได้รับแน่นอน

อย่าเสี่ยงสแกนม่านตาแลกรับเงิน เพราะอันตรายในอนาคตอาจล้นหลามกว่าที่คุณคาด

ที่มา – ‘รัฐบาล’ เตือนประชาชนสแกนม่านตาแลกรับเงินอันตราย ได้ไม่คุ้มเสีย

เลิกเชียร์!! ฟิวรีลั่น ดูแข่งม้า ยังสนุกกว่าดู “ผีแดง” ลงเตะ

ไทสัน ฟิวรี อดีตแชมป์มวยโลกรุ่นเฮฟวี่เวต ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อเกี่ยวกับทีม “ผีแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมที่เขาเคยให้ความสนใจและเป็นแฟนบอลอย่างลึกซึ้ง แต่ในช่วงที่ผ่านมาฟอร์มการเล่นของทีมช่างน่าผิดหวังอย่างมาก

เลิกเชียร์!! ฟิวรีลั่น ดูแข่งม้า ยังสนุกกว่าดู “ผีแดง” ลงเตะ

ฟิวรี กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “ถ้าให้สารภาพตามตรงเลย ผมไม่ได้เชียร์ฟุตบอลแล้วนะ เพราะผมเคยเชียร์ แมนฯ ยูไนเต็ด แต่ตอนนี้พวกเขาเล่นกันห่วยแตกสิ้นดี ผมเลยเลือกที่จะเลิกเชียร์ไปก่อนเพราะดูแล้วมันน่าเบื่อ”

ทั้งนี้ ไม่ใช่แค่ความผิดหวังจากผลงานของทีมในช่วงหลังเท่านั้นที่ทำให้เขาเลิกเชียร์ฟุตบอล แต่ยังมีความทรงจำในฤดูยูโร 2016 เมื่ออังกฤษแพ้ให้ไอซ์แลนด์ และตกรอบใน 16 ทีมสุดท้าย ซึ่งส่งผลให้เขาตัดสินใจห่างไกลจากวงการบอลไปเสียแล้ว

ปัจจุบันดูแข่งม้ายังน่าติดตามกว่า

เขาเผยว่า “ใช่ ผมติดใจกับการดูแข่งม้ามากกว่าเสียอีก เพราะถ้าดู แมนฯ ยูไนเต็ด เล่นตอนนี้ มันเหมือนดูหนังเรื่องซ้ำที่ไม่มีจุดเปลี่ยน” ซึ่งชัดเจนว่าเขามีความไม่พอใจอย่างมากกับทิศทางของทีมในช่วงที่ผ่านมา

ความล้มเหลวของ “ผีแดง” ไม่ใช่แค่เรื่องการวิจารณ์จากแฟนบอลทั่วไป แต่กลับกลายเป็นความคิดเห็นของนักกีฬาชื่อดังระดับโลกเช่น ไทสัน ฟิวรี ที่ให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่าทีมนี้ไม่มีความน่าสนใจอีกต่อไป

  • ฟอร์มการเล่นของทีมย่ำแย่
  • สื่อและแฟนบอลไม่พอใจ
  • นักกีฬาชื่อดังก็ยังแสดงความเห็น

สถานการณ์แบบนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญสำหรับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่ว่าจะในแง่ของการบริหารจัดการทีม ผู้เล่น รวมถึงการวางกลยุทธ์จากโค้ช ซึ่งหากพวกเขาไม่เร่งปรับปรุง จนกว่าผลงานจะได้รับการเปลี่ยนแปลง ก็คงต้องเจอเสียงวิจารณ์จากทั้งแฟนบอลภายในและต่างประเทศอีกยาวๆ

ทั้งนี้ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับ “ผีแดง” อาจเป็นบทเรียนสำคัญว่า การชนะและการคว้าแชมป์คือจุดเดียวที่จะทำให้ความภักดีของแฟนบอลกลับมาอย่างแท้จริง

ที่มา – เลิกเชียร์!! “ฟิวรี” ลั่น ดูแข่งม้า ยังสนุกกว่าดู “ผีแดง” ลงเตะ

หลวงพ่อเจริญ นำเครือข่ายรัฐ-ศาล-ชุมชน ลงนาม MOU ฟื้นฟูเยาวชนคืนคนดีสู่สังคม

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่วัดโนนสว่าง อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี ได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างเครือข่ายภาคีหลายหน่วยงาน เพื่อดำเนินโครงการบำบัดและฟื้นฟูเยาวชนที่เคยก้าวพลาด ให้กลับมาใช้ชีวิตในสังคมอย่างมีคุณภาพ หลวงพ่อเจริญ ฐานยุตโต เจ้าอาวาสวัดโนนสว่าง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์และหนึ่งในผู้ร่วมลงนามใน MOU นี้

หลวงพ่อเจริญ นำเครือข่ายรัฐ-ศาล-ชุมชน ลงนาม MOU ฟื้นฟูเยาวชนคืนคนดีสู่สังคม

ความร่วมมือในครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่างศาลเยาวชนและครอบครัว จ.เลย ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนขอนแก่น สถานพินิจฯ จ.เลย และอุดรธานี วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุดรธานี และวัดโนนสว่าง ต.หมากหญ้า อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี โดยมี พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน นายณฐพล วิถี รองผู้ว่าราชการ จ.อุดรธานี และนางนลินนาถ ไกรนรา รองอธิบดีฯ เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

เน้นการบูรณาการด้านกฎหมาย ศาสนา และการศึกษา

“ศูนย์ประสานงานการฝึกทักษะและการเรียนรู้” ถูกจัดตั้งขึ้นที่วัดโนนสว่าง โดยมี หลวงพ่อเจริญ ฐานยุตโต เป็นผู้นำในการพัฒนาเด็กและเยาวชนที่เคยมีพฤติกรรมเบี่ยงเบน ผ่านกิจกรรมด้านจริยธรรม ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน เช่น กลองกริ่ง กลองยาว และกิจกรรมสร้างสรรค์อื่น ๆ เพื่อช่วยเยียวยาจิตใจและเตรียมความพร้อมก่อนกลับสู่สังคม

โครงการนี้ใช้กรอบกฎหมายตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 132 เป็นแนวทางหลักในการดำเนินงาน ซึ่งกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ เด็กและเยาวชนที่อยู่ภายใต้การดูแลของสถานพินิจหรือได้รับคำสั่งจากศาลให้เข้าสู่กระบวนการบำบัดขัดเกลา

  • บูรณาการระหว่างศาสนา กฎหมาย การศึกษา และสังคม
  • เน้นการเรียนรู้จากศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน
  • ส่งเสริมการกลับคืนสู่สังคมอย่างยั่งยืน

ความสำเร็จของแนวทางนี้ไม่ได้อยู่แค่ที่การลงนาม MOU แต่อยู่ที่ความร่วมมืออย่างแท้จริงของภาครัฐ ศาล ชุมชน และศาสนา ที่ร่วมกันสร้างโอกาสใหม่ให้เยาวชนเหล่านี้ สำคัญที่สุดคือการส่งเสริมศักดิ์ศรีและความหวังใหม่ให้พวกเขาได้กลับมาเป็นพลเมืองดีของประเทศ

หากทุกฝ่ายยังคงร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง เราเชื่อว่าโครงการเชิงบูรณาการนี้จะสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตเยาวชนได้อย่างแท้จริง และเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาสังคมในระยะยาว

ที่มา – หลวงพ่อเจริญ นำเครือข่ายรัฐ-ศาล-ชุมชน ลงนาม MOU ฟื้นฟูเยาวชนคืนคนดีสู่สังคม

ค่าเงินบาทแตะระดับ 32.50 บาท เกาะติดวันนี้ ราคาทองคำในตลาดโลก

ในช่วงเช้าของวันนี้ (27 ส.ค.) ค่าเงินบาทแตะระดับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยได้รับอิทธิพลจากปัจจัยภายนอกหลายประการ ที่ส่งผลให้สกุลเงินไทยเคลื่อนไหวผันผวนเล็กน้อยในช่วงบ่ายวันนี้ อ่อนค่าเมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดเมื่อวานที่ 32.49 บาท

ค่าเงินบาทแตะระดับ 32.50 บาท เกาะติดวันนี้ ราคาทองคำในตลาดโลก

น.ส.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า เงินบาทอ่อนค่าเมื่อวันนี้ แม้จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบ แต่มีแนวโน้มในด้านของการอ่อนค่า เช่นเดียวกับสกุลเงินเยนและสกุลเงินในภูมิภาคเอเชียอื่น

ปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าเงินบาทแตะระดับ 32.50 บาท

อีกหนึ่งปัจจัยที่ควรให้ความสำคัญคือ การปรับตัวลดลงของราคาทองคำในตลาดโลก ซึ่งส่งผลต่อกระแสทุนเข้าออกของนักลงทุนต่างประเทศ และยังต้องติดตามสถานการณ์ด้านการเมืองภายในประเทศซึ่งเป็นปัจจัยไม่แน่นอนต่อมาก

  • ทิศทางฟันด์โฟลว์ของนักลงทุนต่างชาติ
  • สถานการณ์ตลาดทองคำโลก
  • ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (FED)
  • พฤติกรรมดอกเบี้ยสหรัฐฯ

กรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ในช่วง 32.30 ถึง 32.60 บาทต่อดอลลาร์ โดยหากมีรายงานเศรษฐกิจที่สำคัญออกมาในช่วงกลางเดือนกันยายนจะส่งผลให้เงินบาทเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงมากขึ้น

จากการติดตามข่าวสารในตลาด การปรับฐานิ่งของราคาทองคำในตลาดโลกในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ทำให้สกุลเงินในภูมิภาคเอเชียรวมถึงเงินบาทได้รับแรงกดดันในการแข็งค่า และผู้ถือครองสกุลเงินควรอยู่ในสถานการณ์เตรียมตัวให้พร้อมกับความผันผวน

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ให้เห็นว่า ค่าเงินบาทแตะระดับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ ถือเป็นจุดสำคัญที่ควรให้ความสนใจ เพราะหากเงินบาทอ่อนค่าชัดเจนจะกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจภายในประเทศและราคาสินค้าที่นำเข้าอย่างมาก

การติดตามข้อมูลในวันนี้จึงควรให้ความสำคัญกับการเคลื่อนไหวของราคาทองคำและทิศทางนโยบายเศรษฐกิจจากสหรัฐฯ ตลอดจนการปล่อยข้อมูลเศรษฐกิจภายในประเทศ เช่น ข้อมูลยอดผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และอัตราเงินเฟ้อ

หากคุณเป็นนักลงทุน หรือผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนเงินตรา ควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากความผันผ่วงของ ค่าเงินบาทแตะระดับ 32.50 บาท นี้อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้และต้นทุนของธุรกิจ

ความเคลื่อนไหวในวันนี้เป็นจุดเริ่มต้นของช่วงไตรมาสที่ 3 และเป็นโอกาสสำคัญในการประเมินทิศทางการลงทุนในสกุลเงินในปี 2024 อีกด้วย การเข้าใจแนวโน้มของตลาดเกี่ยวกับ ราคาทองคำในตลาดโลก และการเปลี่ยนแปลงของสกุลเงินหลักจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการวางแผนทางการเงินในระยะยาว

เมื่อพิจารณาภาพรวมแล้ว ประวัติศาสตร์การเงินของไทยมีบทเรียนมากมายจากการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินบาท และปัจจุบันการจัดการความเสี่ยงทางการเงินจึงมีความสำคัญมากกว่าที่เคย ทั้งนี้ การใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงค่าเงินเป็นทางเลือกที่ควรพิจารณา

หากคุณกำลังมองหาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการเงินและเศรษฐกิจในประเทศไทย การติดตามสถานการณ์ของ ค่าเงินบาทแตะระดับ 32.50 บาท เป็นสิ่งที่ไม่ควรปล่อยให้ล่าช้า เพราะข้อมูลเหล่านี้มีอิทธิพลโดยตรงต่อการตัดสินใจทางการเงินในอนาคต

สรุป: ปัจจัยภายนอกเช่น ราคาน้ำมัน ราคาทองคำ และตรรกะของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) เป็นแรงผลักดันหลักที่ทำให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในระดับ 32.50 บาทในขณะนี้ การติดตามปัจจัยเหล่านี้อย่างใกล้ชิดจะเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจทางการเงินไม่ว่าจะเป็นการลงทุน หรือการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน

ที่มา – ค่าเงินบาทแตะระดับ 32.50 บาท เกาะติดวันนี้ ราคาทองคำในตลาดโลก

เกษตรกรรุ่นใหม่อุทัยธานีปลูกส้มจุกผลักดันเป็นซิกเนเจอร์

ในยุคที่เกษตรกรรมกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว เกษตรกรรุ่นใหม่จากจังหวัดอุทัยธานีกำลังสร้างแรงบันดาลใจให้กับวงการเกษตรด้วยการนำสิ่งใหม่มาปรับใช้เพื่อขับเคลื่อนรายได้และคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น หนึ่งในนั้นคือ “ส้มจุก” ส้มหายากที่มีรสหวานเข้มข้น ไร้เมล็ด เปลือกบาง เยอะน้ำ กลายเป็นเป้าหมายในการพัฒนาของ น.ส.พิมธาดา จำรัส เกษตรกรรุ่นใหม่อุทัยธานี ผู้หวังผลักดันให้ “ส้มจุก” เป็นซิกเนเจอร์ของตำบลทุ่งนางาม

ส้มจุก อีกหนึ่งความหวังของเกษตรกรรุ่นใหม่อุทัยธานี

ที่บริเวณแปลงเกษตรบ้านเลขที่ 43 ม.5 บ้านการอดบ่วง ต.ทุ่งนางาม อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี น.ส.พิมธาดา จำรัส อายุ 43 ปี พยายามดูแลต้นส้มจุกที่เธอซื้อพันธุ์มาจากจังหวัดสงขลาเมื่อ 2 ปีก่อน โดยปลูกไว้ทั้งหมด 30 ต้น และขณะนี้กำลังเริ่มเติบโตและแตกยอดให้ผลผลิตรวงแล้ว เธอกล่าวว่า รู้สึกชื่นชมในความอร่อยของส้มจุกตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ลิ้มรส และมองเห็นศักยภาพของเขาเพื่อมาเป็นพืชที่มีความโดดเด่นในท้องถิ่น

เธอเล่าต่อว่า ส้มจุกเป็นไม้ผลหายากที่มีการบริโภคต่ำในตลาดทั่วไป แต่กลับมีศักยภาพสูง หากผลักดันให้เป็นผลไม้เฉพาะถิ่น ด้วยความหวานหอมและลักษณะไร้เมล็ด เปลือกบางง่ายต่อการกิน และกลิ่นหอมหวานที่ชวนให้หยุดไม่อยู่ ซึ่งนับเป็นจุดขายสำคัญในยุคที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความสะดวกและความพิเศษ

พัฒนาสู่เป้าหมาย 2,000 ต้น และบริหารตลาดอย่างยั่งยืน

สำหรับปัจจุบัน น.ส.พิมธาดาได้เริ่มขยายพันธุ์ส้มจุกจำนวน 2,000 ต้น โดยใช้วิธีการเสียบยอดกับต้นตอส้มโอที่เพาะจากเมล็ด ส่วนยอดที่นำมาเสียบก็เป็นต้นส้มจุกจากแปลงต้นแม่ที่ปลูกไว้ในแปลง ซึ่งทำให้มั่นใจได้ว่าได้สายพันธุ์แท้ ต้นที่เติบโตออกมาจะมีคุณภาพสูง และสามารถสืบทอดคุณภาพได้อย่างต่อเนื่อง ราคาจำหน่ายอยู่ที่ต้นละ 150 บาท ซึ่งได้รับความสนใจจากเกษตรกรท้องถิ่นและผู้ประกอบการรายย่อย

นอกจากนี้ เธอยังวางแผนจะสร้างเครือข่ายผู้กระจายผลผลิตในท้องถิ่น โดยเฉพาะจัดจำหน่ายในช่วงฤดูผลผลิต เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและลูกค้าออนไลน์ที่ชื่นชอบผลไม้พื้นถิ่น โดยหวังว่าผลไม้ชนิดนี้จะมีบทบาทมากขึ้นในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนของตำบล

น.ส.พิมธาดาทิ้งท้ายว่า “หวังว่า ‘ส้มจุก’ จะกลายเป็นสัญลักษณ์หรือซิกเนเจอร์ของตำบลทุ่งนางามได้จริง เพราะถ้าอยากได้รสชาติแบบนี้ ก็ต้องมาที่นี่ที่เดียวเท่านั้น” และเธอยังเชื่อด้วยว่า การขับเคลื่อนจากเกษตรกรรุ่นใหม่จะช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืนมากขึ้นในอนาคต

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบการลงทุนและพัฒนาผลไม้คุณภาพต่าง ๆ อย่ารอช้า มาติดตามและสนับสนุนแรงบันดาลใจจาก เกษตรกรรุ่นใหม่อุทัยธานี ผู้กำลังขับเคลื่อนการปลูก “ส้มจุก” ให้เป็นซิกเนเจอร์ของภูมิถิ่นอย่างแท้จริง

ที่มา – เกษตรกรรุ่นใหม่ อุทัยธานี ปลูก “ส้มจุก” ผลักดันเป็นซิกเนเจอร์

เอ็กซ์ตรีมไทย สร้างผลงาน ‘สเก็ตทัวร์อาเซียน’ ที่แดนเสือเหลือง

สมาคมกีฬาเอ็กซ์ตรีมแห่งประเทศไทย เดินหน้าสร้างผลงานโดดเด่นในเวทีอาเซียน ล่าสุดส่งนักกีฬาสเก็ตบอร์ดทีมชาติไทย เข้าร่วมการแข่งขัน สเก็ตทัวร์อาเซียน 2025 รายการ “มาเลเซีย โอเพ่น” ระหว่างวันที่ 21-24 ส.ค. 68 ที่รัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย การแข่งขันในครั้งนี้ถือเป็นโค้งสุดท้ายก่อนลุยศึกซีเกมส์ ครั้งที่ 33 อีกด้วย

ผลการแข่งขันจาก สเก็ตทัวร์อาเซียน ที่แดนเสือเหลือง ถือว่าเป็นความสำเร็จที่น่าภูมิใจอย่างยิ่ง เมื่อนักสเก็ตบอร์ดทีมชาติไทยสามารถคว้าเหรียญรางวัลกลับมาได้ถึง 7 เหรียญ ประกอบด้วย เหรียญทอง 2 เหรียญ เงิน 3 เหรียญ และทองแดง 2 เหรียญ

เอ็กซ์ตรีมไทย สร้างผลงาน ‘สเก็ตทัวร์อาเซียน’ ที่แดนเสือเหลือง

เหรียญทองในครั้งนี้มาจากสองนักกีฬาดาวรุ่งของบ้านเรา โดย “มินิ” จันทร์เก้า อุดมเพ็ญ คว้าทองในประเภทสตรีทหญิง และ “โค้ด” อัฐพล สำเภากลาง สควอชทองในประเภทสตรีทชาย ส่วนเหรียญเงินได้แก่ “เอสที” วารียา สุขเกษม, “ฟิราส” คิริน เพชรคิรี และ “โคโล” ธีราธวัชย์ ศิริสุวรรณ ส่วนเหรียญทองแดงไปตกเป็นของ “จอห์น” ชยากร วงศ์วัฒนโสภณ และ “ต้น” กรวิชญ์ เกตแก้ว

ความหวังสู่ซีเกมส์ 2025 และโอลิมปิก 2028

นักกีฬาที่เดินทางไปร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ ประกอบด้วยทั้งนักกีฬาชุดเตรียมซีเกมส์ 2025 และดาวรุ่งที่มีศักยภาพสู่โอลิมปิกในโครงการ Road To LA 2028 โดยทางทีมมีเป้าหมายชัดเจนว่าจะคว้าเหรียญทองจากประเภทสเก็ตบอร์ดในซีเกมส์ปลายปีนี้ให้ได้ 3 เหรียญ

ผลงานของทีมไทยในครั้งนี้ไม่เพียงแค่เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับซีเกมส์เท่านั้น แต่ยังเป็นการพิสูจน์ถึงศักยภาพและความสามารถของนักกีฬาไทยบนเวทีระดับนานาชาติ การันตีถึงความก้าวหน้าของวงการกีฬาเอ็กซ์ตรีมในประเทศไทยที่ไม่หยุดนิ่ง

อีกทั้งยังสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ที่มีใฝ่ฝันจะเข้ามาสานต่อความฝันบนเส้นทางแห่งความเป็นมืออาชีพทั้งในเวทีเอเชียนเกมส์ ซีเกมส์ และระดับโอลิมปิก

สเก็ตทัวร์อาเซียน ในครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การแข่งขันธรรมดา ๆ แต่ถือว่าเป็นบทพิสูจน์ความพร้อมและขวัญกำลังใจของทีมชาติไทยที่สำคัญที่สุดในปีนี้

หากคุณหลงใหลในกีฬาเอ็กซ์ตรีมหรือติดตามผลงานของนักกีฬาไทยในเวทีนานาชาติ ห้ามพลาดที่จะติดตามกิจกรรมต่อไปของทีมชาติไทย เพราะความมหัศจรรย์กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า!

ที่มา – เอ็กซ์ตรีมไทย สร้างผลงาน ‘สเก็ตทัวร์อาเซียน’ ที่แดนเสือเหลือง