ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ทนไม่ไหวแล้ว! น้องชายฟิวส์ขาด แทงพี่ดับคาบ้านหลังถูกด่าซ้ำๆ

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์เศร้าสะพรึงใจที่อำเภออำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ หลังจากเกิดโศกนาฏกรรมในครอบครัว เมื่อน้องชาย ฟิวส์ขาด จนถึงขั้น แทงพี่ชายเสียชีวิต เพราะทนความรุนแรงทางวาจาไม่ไหว

ทนไม่ไหวแล้ว! น้องชายฟิวส์ขาด แทงพี่ดับคาบ้าน

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อช่วงค่ำของวันที่ 17 สิงหาคม 2568 เวลาประมาณ 20.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองอำนาจเจริญ ได้รับแจ้งเหตุและรีบเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุในตำบลบุ่ง ที่บ้านหลังหนึ่ง

เมื่อไปถึงพบว่า นายธานินทร์ โสภะบุญ อายุ 33 ปี ผู้ก่อเหตุ ยังถือมีดในมืออยู่ กับกองเลือดขนาดใหญ่ที่อยู่ไม่ไกล ส่วนเหยื่อคือ นายอมรเทพ โสภะบุญ อายุ 47 ปี พี่ชายของนายธานินทร์ ซึ่งถูกแทงที่ไหปลาร้าและชายโครง 2 แผล

แม้เจ้าหน้าที่กู้ภัยจะรีบนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลทันที แต่นายอมรเทพก็เสียชีวิตในเวลาต่อมา เนื่องจากบาดแผลสาหัส

ฟิวส์ขาดที่ทนด่าซ้ำๆ นานนับเดือน

จากการสอบสวนเบื้องต้น นายธานินทร์ยอมรับว่าก่อเหตุจริง สาเหตุเกิดจากความรู้สึกอึดอัดที่ถูกด่าทอโดยพี่ชายเป็นประจำ ซึ่งแบกมานานหลายปี

ต้นเหตุเริ่มต้นจากตอนที่ทั้งสองยังนั่งกินข้าวรวมกับหลานชาย แต่นายอมรเทพเข้ามาด่าทอนายธานินทร์อย่างรุนแรง จนไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ จึงคว้ามีดที่อยู่ใกล้ตัว และลงมือทำร้ายจนถึงขั้นเสียชีวิต

  • เกิดจากการใช้ความรุนแรงทางวาจาอย่างต่อเนื่อง
  • ความคับแค้นใจที่สะสมมานาน
  • ไม่มีพยานหลักฐานว่ามีอาวุธอื่นนอกจากมีด

หลานชายที่อยู่ในเหตุการณ์เล่าให้เจ้าหน้าที่ฟังว่า ก่อนเกิดเหตุมีคนในบ้านหลายคนกำลังกินข้าว ทันใดนั้น น้าอมร เข้ามานั่งและเริ่มใช้ถ้อยคำดูแคลนใส่นายธานินทร์ จนเกิดการทะเลาะกัน เมื่อความรู้สึกถึงจุดหนึ่ง นายธานินทร์จึงเหมือน ฟิวส์ขาด และลงมือแทงพี่ชายตายทันที

เหตุการณ์นี้สะเทือนจิตใจครอบครัวและชุมชนอย่างมาก โดยเฉพาะสำหรับเด็กในบ้านที่ต้องเป็นพยานต่อเหตุการณ์รุนแรง

โทษที่ตามมาและบทเรียนจากความรุนแรงในครอบครัว

หลังเกิดเหตุ ตำรวจแจ้งข้อหา “ทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย” กับนายธานินทร์ และอยู่ระหว่างการสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหารุนแรงทางจิตใจในครอบครัว ซึ่งอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ผิดพลาดอย่างไม่อาจคาดคิดได้ การสื่อสารภายในครอบครัวจึงเป็นสิ่งสำคัญที่หลายคนไม่ควรละเลย

ในสังคมปัจจุบัน ความเข้าใจและการดูแลสุขภาพจิตกับคนในครอบครัวสำคัญยิ่ง หากคุณหรือคนรอบข้างมี signs ที่จะทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น ควรถามไถ่และหันไปหาผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอความช่วยเหลือทันท่วงที

อย่าให้ถ้อยคำทำลายคนที่คุณรักไว้จนสายเกินไป

ที่มา – ทนไม่ไหวแล้ว!” น้องชายฟิวส์ขาด แทงพี่ดับคาบ้าน หลังถูกด่าซ้ำๆ

คำขอสุดท้ายจากญี่ปุ่นเผยความเสียหายจากทุ่นระเบิด

เมื่อวันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2568 นายนิชิโอะกะ ทัตสึชิ รองหัวหน้าคณะผู้แทนทางการทูต และอัครราชทูตแห่งประเทศญี่ปุ่นประจำประเทศไทย พร้อมด้วยคณะผู้แทนทางการทูตได้เดินทางไปยังพื้นที่ใกล้เขตชายแดนกัมพูชาที่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อเข้าสังเกตการณ์สถานการณ์ความเสียหายจากเหตุ ทุ่นระเบิด และให้ความสำคัญต่อการช่วยเหลือผู้ประสบภัย

คำขอสุดท้ายจากแดนอาทิตย์อุทัยเกี่ยวกับทุ่นระเบิด

หลังจากการลงพื้นที่ นายนิชิโอะกะได้เปิดเผยถึงความเสียหายอย่างหนักที่เกิดขึ้นจากการบูรณะ ทุ่นระเบิด พร้อมทั้งส่ง คำขอสุดท้าย ให้ความร่วมมือต่อเนื่องกับองค์กรที่เกี่ยวข้องในการลดผลกระทบจาก ทุ่นระเบิด และปรารถนาอย่างยิ่งว่าจะไม่มีรายงานอีกครั้งเกี่ยวกับผู้ประสบอันตรายจากเหตุการณ์ลักษณะนี้

ความมุ่งมั่นระดับนานาชาติ

ญี่ปุ่นในฐานะประธานการประชุมรัฐภาคีตามอนุสัญญาออตตาวา ปี พ.ศ. 2568 ได้ตอกย้ำว่าจะส่งเสริมการเจรจาและหารืออย่างจริงจังกับประเทศสมาชิก เพื่อยืนยันการดำเนินการที่มีประสิทธิภาพในการกำจัด ทุ่นระเบิด ซึ่งยังคงเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน

ทั้งนี้จากการติดตามการปฏิบัติจริงในพื้นที่ยังพบว่า ยานพาหนะและอุปกรณ์ที่สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นได้มอบให้แก่หน่วยงานเก็บกู้ ทุ่นระเบิด มีการนำมาใช้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ โดยมีเจ้าหน้าที่รายงานว่าการสนับสนุนดังกล่าวช่วยเร่งกระบวนการทำงานในพื้นที่ได้ดีมาก

  • เยี่ยมชมสถานที่ที่ได้รับผลกระทบจาก ทุ่นระเบิด
  • แลกเปลี่ยนข้อมูลกับเจ้าหน้าที่เก็บกู้ ทุ่นระเบิด
  • ยืนยันความร่วมมือในการดำเนินงานด้านมนุษยธรรม
  • สนับสนุนยานพาหนะและอุปกรณ์แก่หน่วยเก็บกู้

นายนิชิโอะกะกล่าวในตอนท้ายว่า “เราทุกคนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะไม่มีเหตุการณ์อันตรายจากทุ่นระเบิดเกิดขึ้นอีก และเราหวังว่าการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างจริงจังจะช่วยให้สภาพแวดล้อมในพื้นที่กลับคืนสู่ความสงบและความปลอดภัยภายในเร็ววัน”

ก้าวสำคัญในการแก้ปัญหาของภัยคุกคามจากทุ่นระเบิดที่ยังคงมีอยู่ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนนั้นต้องการทั้งความร่วมมือและความรับผิดชอบจากทุกภาคส่วน เป็นบทพิสูจน์ถึงพลังของความเป็นมนุษยธรรมที่สามารถลดผลกระทบและทำให้สถานการณ์ดีขึ้นได้

ที่มา – คำขอสุดท้าย’ จากแดนอาทิตย์อุทัย ญี่ปุ่นเผยความเสียหาย ‘ทุ่นระเบิด’ วิงวอนให้ความสูญเสียสิ้นสุด

ชายกระโดดสะพานนนทบุรีเสียชีวิตหลังค้นหาร่างนานกว่า 2 ชม.

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา เหตุการณ์ความเศร้าโศกได้เกิดขึ้นที่สะพานเจษฎาบดินทร์ บริเวณโรงเรียนศรีบุณยานนท์ อ.เมือง จ.นนทบุรี เมื่อมีชายคนหนึ่งกระโดดลงจากสะพานและจมน้ำเสียชีวิต ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนนทบุรี ได้รับแจ้งเหตุจากพลเมืองดีที่พ witness เหตุการณ์ และได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ประดาน้ำชุดนทีร่วมกตัญญูเข้าตรวจสอบทันที

ชายกระโดดสะพานนนทบุรี เสียชีวิตในเหตุการณ์ที่น่าเศร้า

ที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ประดาน้ำจำนวน 5 นาย พร้อมอุปกรณ์จำเป็นได้ลงเรือท้องแบนเพื่อค้นหาร่างผู้สูญหายในบริเวณน้ำใต้สะพาน ใช้เวลาในการค้นหานานกว่า 2 ชั่วโมง ก่อนจะพบร่างของชายวัย 32 ปี ซึ่งทำงานเป็นพนักงานการท่องเที่ยว ขณะพบมีการสวมเสื้อยืดสีแดงและกางเกงยีนขายาว ไม่พบบาดแผลภายนอก แต่พบทรัพย์สินภายในตัวครบถ้วน เช่น กระเป๋าสตางค์ โทรศัพท์มือถือ นาฬิกา กำไล และไฟแช็ค

รถยนต์ถูกทิ้งไว้ใต้สะพาน

รถยนต์ของผู้เสียชีวิตเป็นรถจักรยานยนต์ Yamaha Nouvo สีดำ ทะเบียน วรม 446 กทม. ถูกทิ้งจอดอยู่บริเวณใต้สะพานจากข้อมูลการสอบถามพยาน ซึ่งระบุว่าชายคนดังกล่าวกระโดดลงมาจากสะพานโดยไม่ร้องขอความช่วยเหลือ และจมหายไปหลังลอยคออยู่สักครู่

จากคำให้การของญาติและเพื่อนฝูง ทราบว่าผู้เสียชีวิตมีนิสัยเงียบ ไม่ค่อยพูด และมีความเครียดจากปัญหาคดีความเรื่องหนี้สินที่อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของศาล

เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนนทบุรี ได้เริ่มดำเนินการตรวจสอบพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ เพื่อให้ทราบถึงสาเหตุการเสียชีวิตอย่างแท้จริง และจะได้นำข้อมูลไปใช้ในการป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต

ความเศร้าสลบของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นควรเป็นบทเรียนให้เรามองแล้วเห็นใจครอบครัวผู้เสียชีวิต และใคร่ครวญถึงปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามในสังคมปัจจุบัน

หากคุณรู้สึกเครียดหรือมีความทุกข์ใจ อย่าลังเลที่จะหาผู้ให้การสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ครอบครัว หรือผู้เชี่ยวชาญด้านจิตใจ เพราะการพูดคุยอาจเป็นสิ่งที่ช่วยคุณผ่านพ้นวันที่มืดมนเหล่านั้นได้

ที่มา – ชายกระโดดสะพานนนทบุรี เสียชีวิต เจ้าหน้าที่ค้นหาร่างใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมง

เป้ MVL ยันไม่ใช่คนเดิม ชีวิตเปลี่ยนเพราะลูกแฝด

เคยเป็นหนุ่มเจ้าชู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในวงการบันเทิงไทย สำหรับ เป้-บดินทร์ เจริญราษฎร์ หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ เป้ MVL แต่ตอนนี้เจ้าตัวยอมรับว่าตัวเองไม่ใช่เป้คนเดิมอีกแล้ว ทุกอย่างในชีวิตเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงหลังมีลูกแฝดสองคนเข้ามาเติมเต็มชีวิต จนทำให้สไตล์การทำงาน ลักษณะนิสัย และความรับผิดชอบเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เป้ MVL ยันตัวเองไม่ใช่คนเดิม ทุกสิ่งในชีวิตเปลี่ยนเพราะถูกลูกแฝดกำราบเสือ!

ล่าสุด เป้ MVL ได้มีโอกาสเปิดใจถึงการเปลี่ยนแปลงในชีวิตทั้งในด้านส่วนตัวและงานอาชีพ โดยเฉพาะบทบาทใหม่ในฐานะ Show Director และ Music Director ในคอนเสิร์ต “ลิเกออนแอร์ ตอน ซี๊ดแน่ แม่จ๋า” ซึ่งถือเป็นโปรเจกต์ระดับท็อปที่เขาไม่เคยทำมาก่อน “กับบทบาทใหม่ในครั้งนี้ก็ตื่นเต้นครับ เพราะส่วนใหญ่เวลาทำอยู่เบื้องหลังจะเป็นโปรดิวเซอร์อยู่ในสตูดิโอ แต่ว่าคราวนี้รู้สึกว่าเราได้มีโอกาสใช้ประสบการณ์ ได้ใช้ความสามารถในอีกเชิงหนึ่งที่เราไม่เคยได้ทำมาก่อน”

“จริงๆ แล้วผมมองว่ามันเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมเพราะว่าเราอยู่ในวงการนี้มาประมาณเกือบ 20 ปี การที่เราจะเอาประสบการณ์เหล่านี้มาช่วยมาผลักดันให้เกิดสิ่งใหม่ๆ กับวงการบ้านเราก็ถือว่าเป็นเรื่องดี” เป้ MVL เผยต่อ

การเป็นพ่อทำให้เขามองโลกอย่างมีลอจิก

ลูกแฝดวัย 4 ขวบสองคนของ “เป้” กลายเป็นแรงผลักสำคัญที่ทำให้เขาพัฒนาตัวเอง มีความละเอียดอ่อน และเข้าใจสิ่งต่างๆ อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น “เด็กๆ เขาเหมือนเป็นกระจกเงาสะท้อนตัวเรา ไม่ว่าเราจะเป็นแบบไหนเขาก็จะเป็นแบบนั้น เราอยากให้ลูกเป็นเด็กที่ใจเย็น เราต้องใจเย็น อยากให้ลูกเป็นคนมีเหตุผล เราก็ต้องมีเหตุผลกับลูกด้วย”

เขาเปรียบเสมือน “ถูกลูกแฝดกำราบเสือ” อย่างแท้จริง การใช้ชีวิตในวัยหนุ่มที่เคยเน้นความสนุกสนาน ไม่ต้องกังวลพรุ่งนี้จะเป็นยังไง ต้องเปลี่ยนเป็นคนที่ขับรถช้าลง ปลอดภัยมากขึ้น มีเหตุผลมากขึ้น และมีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น “ทุกๆ วันทำงานเสร็จก็รู้สึกอยากรีบกลับบ้านเพื่อไปชาร์จแบตให้ชีวิตตัวเอง กลับไปกอดลูก”

มุมมองใหม่แห่งการเป็นพ่อในยุคปัจจุบัน

“การเลี้ยงลูกในยุคนี้มันยากขึ้นเยอะครับ” เป้ ยอมรับ “เรื่องโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ออดๆ แอดๆ อยู่ตลอด เคยคิดว่าน่าจะป่วยเพราะไวรัสนี้มันใหม่เลย แต่ว่าพออยู่กับลูก ก็ทำให้เราเข้าใจโลกมากขึ้น มีความละเอียดอ่อนมากขึ้น”

สำหรับบทเรียนชีวิตที่ได้จากลูกนั้น เขาบอกว่า “ประสบการณ์ของลูกเป็นสิ่งที่ลูกต้องสร้างเอง เราไม่สามารถเอาเรื่องของเราไปสอนเขาได้ หน้าที่ของเราคือมีบ้านเป็นเซฟโซน และซัพพอร์ตเขาให้ไปในทางที่ถูกต้อง”

ในวัยของลูกที่เต็มไปด้วยความซน ท้าทายความปลอดภัยทุกสิ่ง มือพ่อต้องลองปรับโลกทั้งใบให้ปลอดภัยกว่าที่จะปรับตัวเด็ก “เปลี่ยนลูกเป็นสิ่งที่ยากที่สุด เปลี่ยนโลกน่าจะง่ายกว่า” เป้กล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

ดูเหมือน “เป้ MVL” จะไม่ได้เป็นแค่ศิลปินที่มีความเข้มแข็งต่อหน้าหมื่น แต่เป็นพ่อที่เต็มที่ เต็มร้อย สำหรับลูกสองคนในวัยซน ที่เปลี่ยนเขากลายเป็น “เป้คนใหม่” ของทุกวันนี้อย่างแท้จริง

การเป็นพ่อไม่เพียงแต่ทำให้เขามีทักษะชีวิตใหม่ แต่มันยังเป็นแรงผลักให้เขาเรียนรู้ ปรับตัว และเติบโตในทุกบทบาท ไม่ว่าจะเป็นศิลปิน หรือแม้แต่เป็นสายหลังในการนำทีมของคอนเสิร์ตครั้งยิ่งใหญ่นี้

ถ้าคุณมีลูก ไม่ใช่แค่ “เลี้ยงดู” แต่คุณต้อง “เป็นพ่อที่พร้อมเติบโตไปด้วย”

ที่มา – ‘เป้ MVL’ ยันตัวเองไม่ใช่คนเดิม ทุกสิ่งในชีวิตเปลี่ยนเพราะถูกลูกแฝดกำราบเสือ!

เจ้าป่า เปิดรังเด็ดปีกผึ้งน้อย วูด แข้งร้อนรัว 2 ตุง

น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ หรือ “เจ้าป่า” เปิดรัง ซิตี กราวด์ เอาชนะ เบรนท์ฟอร์ด หรือ “ผึ้งน้อย” อย่างสุดมันส์ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ รอบเปิดฤดูกาล 2025/26 ด้วยสกอร์ 3-1 ถือเป็นชัยชนะที่จัดเต็มและประเดิม 3 แต้มได้อย่างอลังการ

เจ้าป่า เปิดรังเด็ดปีกผึ้งน้อย วูด แข้งร้อนรัว 2 ตุง

ในเกมเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา “เจ้าป่า” ขึ้นแท่นเจ้าบ้านและทิ้งความคาดหวังไว้ข้างหลัง ด้วยการพัฒนาแนวรุกให้เฉียบคมสุดขีด พวกเขาสามารถแย่งประตูขึ้นนำไปก่อนถึง 3 ลูกในครึ่งแรกจากผลงานจ้าโจ๋ของ มาร์CUS วูด และ ดาน เอ็นดอย ส่วน มิดฟิลด์ “ปีกผึ้งน้อย” กลับทำได้ไม่ค่อยเป็นท่าเลย

ครึ่งแรกยังไม่ทันหายอาย เจ้าบ้านฟอร์มสุดแรงเมื่อ คริสวูด ยิงดังระเบิดไป 2 ครั้งในนาทีที่ 5 และ 45+2 ก่อนหน้านั้น 10 นาทีให้เหล่าปีกฟอร์มสวยล้ำหน้าป้องกันหนักเกาะแนวรับยืดเยื้อของ เบรนท์ฟอร์ด โดยในนาทีที่ 42 ปีกตัวใหม่อย่าง ดาน เอ็นดอย ก็มาช่ย้ำสกอร์ให้เป็น 3-0 อย่างจัดจ้าน

วูด รัวเข้าตา ฟอร์มแรงระดับพรีเมียร์ลีก

นับว่าเป็นการแสดงผลงานเกินคาดของ มาร์cus วูด นักเตะตัวเก่งของทีม ที่ช่วยบุกทำประตูถึง 2 ตุง และยังมีส่วนสำคัญในการแบกทีมให้ได้ชัยชนะนัดเปิดฤดูกาลอย่างยิ่งใหญ่ ฟอร์มของเขาในนัดนี้ถูกกล่าวถึงอย่างมาก ว่าเป็นตัวเต็งหนึ่งเดียวที่จะเป็นผู้ทำประตูสูงสุดของทีมในฤดูกาลนี้

แม้ว่าครึ่งหลังจะเป็นข่าวเศร้าบ้างสำหรับ “เจ้าป่า” เมื่อ เบรนท์ฟอร์ด ตีไข่แตกคืนโดย อิกอร์ ติอาโก ที่จบในนาทีที่ 78 จากลูกจุดโทษ ช่วยย่อสกอร์เหลือ 1-3 แต่ไม่สามารถพลิกเกมกลับมาได้ จบเกม “เจ้าป่า” ก็คว้า 3 แต้มสำคัญที่บ้านได้สำเร็จ และขยับขึ้นเป็นอันดับ 5 ของตารางคะแนนชั่วคราว

  • คริสวูด ทำประตู 2 ลูก (นาทีที่ 5 และ 45+2)
  • ดาน เอ็นดอย เสริมเกม 1 ลูก (นาทีที่ 42)
  • อิกอร์ ติอาโก เก็บตุงต่อ (ลูกจุดโทษ นาทีที่ 78)

ในขณะที่อีกคู่ที่น่าจับตามองของวันนั้นคือ เซลซี เสมอ คริสตัล พาเลซ 0-0 อย่างตื่นเต้น ทำให้ทุกทีมยังคงมีลุ้นในการเริ่มต้นฤดูกาลใหม่นี้

สรุปได้ว่า “เจ้าป่า” น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ รีสตาร์ทในฤดูกาลใหม่ได้อย่างพิเศษ และหากพวกเขาสามารถรักษารูปเกมนพ้นผู้เล่นที่มีประสบการณ์อย่าง วูด และเพิ่มความสามารถเชิงกลยุทธ์ให้กับทีมได้ จะเป็นโอกาสดีที่ทีมจะสามารถแซงหน้าทีมใหญ่ๆ ในลีกนี้ได้จริง

หากคุณกำลังมองหาแรงบันดาลใจจากวงการฟุตบอลอังกฤษ บอกเลยว่า “เจ้าป่า” คือทีมที่ต้องติดตามในฤดูกาลนี้

ที่มา – “เจ้าป่า” เปิดรังเด็ดปีกผึ้งน้อย “วูด” แข้งร้อนรัว 2 ตุง

แซ่บใจขาด! เอื้อย พรสวรรค์ เซ็กซี่ท้าแดดท้าลม

ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่ เอื้อย พรสวรรค์ จะกลายเป็น话题เด็ดของแฟนคลับทุกครั้งที่เธอเผยโฉมออกมา ล่าสุดสาวเอื้อยกลับมาอีกครั้งและสร้างความฮือฮาไม่น้อยเมื่อเธอโพสต์ภาพจากทริปไปทะเลที่เต็มไปด้วยความเซ็กซี่และความเป๊ะของเธอด้วยบิกินี่ตัวจิ๋วสีฟ้าสดใส

แซ่บใจขาด! เอื้อย พรสวรรค์ เซ็กซี่ท้าแดดท้าลม

ใครได้เห็นภาพ这次ก็อดใจละลายกันเลยเต็มที เพราะเอื้อยแต่งตัวดูดีจนต้องยอมรับว่า “โดน” ทั้งในแง่สไตล์และการเลือกเสื้อผ้าที่เข้ากับบรรยากาศทะเลสุดล้ำค่า ไม่ว่าจะเป็นภาพเธอที่กำลังนั่งจิบน้ำเปล่าพร้อมกางร่ม นอนพักบนผ้าเช็ดตัว หรือแม้กระทั่งยืนอยู่กลางหน้าผาสัมผัสลมทะเล ก็ยังดูเซ็กซี่พริ้งแบบจัดเต็ม

ท้าลมทะเลให้แฟนๆ ตาเบิกใหญ่

ในโพสต์ครั้งนี้ เอื้อยเลือกแต่งบิกินี่ที่เน้นรูปร่างที่เพรกเพรียว อีกทั้งยังเลือกเฉดสีฟ้าอ่อนที่ทำให้ผิวขาวใสของเธอโดดเด่นเป็นพิเศษ เมื่อรวมเข้ากับท่าโพสต่างๆ ไม่ว่าจะยืน สลัดผม เล่นน้ำทะเล หรือกำลังคลุมผ้ากางร่มก็ยังคงความแซ่บที่เปี่ยมพองามไว้อย่างลงตัว

  • บิกินี่ตัวจิ๋วทำให้เธอดูเพรียวบาง
  • แฟนๆ ต่างใจบรรเจิดต้องแชร์รัวๆ
  • ถ่ายทอดความมั่นใจได้อย่างเต็มเปอร์เซ็นต์
  • รูปร่างสมส่วนครบรส ไม่ต้องแต่งเพิ่ม

นอกจากเอื้อยจะมีดวงตาโตคมชัดแล้ว ยังมีใบหน้าที่ดูน่ารักและเร้าใจอีกด้วย ทั้งรอยยิ้มแฝงเสียงหัวเราะแห่งความสดใสและความมั่นใจที่แผ่ออกมาในแต่ละเฟรมทำให้หลายคนอดใจไหวยากขึ้นมาอีกระดับ และในโลกโซเชียลบ้างคอมเมนต์ก็แห่แหกไกลบอกว่า “อิจฉาหนุ่มอาร์”, “สวยเกินต้าน” หรือ “อยากอยู่ในตำแหน่งฉันบ้างสักครั้ง”

สัญชาตญาณความเซ็กซี่ของ เอื้อย พรสวรรค์ กลับมาอีกครั้งพร้อมพลังแห่งแรงบันดาลใจที่ทำเอาหลายคนรู้สึกหวิวใจสั่นเปล่าๆ ไม่แปลกเลยที่ภาพชุดนี้จะกลายเป็นกระแสที่หลุดพ้นจากโซเชียลและกลายเป็นแรงกระตุ้นให้สาวๆ ทั่วประเทศอยากเที่ยวทะเลไกลถึงขอบทะเลแล้วปรับลุคเหมือนเธอ

กับทริปทะเลสุดฮอตครั้งนี้ของ เอื้อย พรสวรรค์ เรียกได้ว่าท้าลม ท้าแดด และยิ่งท้าความสัมพันธ์ระหว่างใจแฟนๆ ไดวางตัวลงได้เลย เพราะเธอถ่ายทอดให้เห็นถึงพลังแห่งความมั่นใจและสไตล์ที่ไม่มีพลาดเลยสักภาพเดียว ใครได้ดูคงต้องยกนิ้วให้รัวๆ อย่างแน่นอน

ที่มา – แซ่บใจขาด หวิวใจสั่น! “เอื้อย พรสวรรค์” จัดหนักความเซ็กซี่ ท้าแดดท้าลมจนต้องยกนิ้วไลก์ให้รัวๆ

‘ดร.มหานิยม’ ยืนยัน ‘หลวงพ่ออลงกต’ ยังอยู่วัด

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ดร.นิยม เวชกามา หรือที่หลายคนรู้จักในนาม ดร.มหานิยม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาโพสต์ภาพผ่านเพจเฟซบุ๊ก นิยมเพื่อไทย เพื่อยืนยันว่า หลวงพ่ออลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรียังปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างปกติ โดยมีคณะเดินทางไปกราบให้กำลังใจท่านอย่างเป็นทางการ

‘ดร.มหานิยม’ ยืนยัน ‘หลวงพ่ออลงกต’ ยังอยู่วัด

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 17 สิงหาคม 2568 ที่วัดพระบาทน้ำพุ นาถะอคาเดมี่ ใจฟ้าฟาร์ม จังหวัดลพบุรี ดร.มหานิยม พร้อมคณะ ได้แก่ นายประพันธ์ กิตติฤดีกุล เลขาธิการองค์กรปกป้องพระพุทธศาสนาเพื่อสันติภาพ (อปพส.) และทนายธรรมราช สาระปัญญา ได้เดินทางไปกราบนมัสการและให้กำลังใจ หลวงพ่ออลงกต ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ที่อุปการะผู้ป่วยติดเชื้อเอดส์มายาวนาน พร้อมทั้งหารือแนวทางในการรับมือกับกระแสข่าวที่มีต่อท่าน

สถานการณ์ปัจจุบันของวัด

ปัจจุบันวัดพระบาทน้ำพุยังคงดำเนินกิจกรรมด้านพระธรรมและดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางกระแสข่าวในโซเชียลมีเดียที่ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินบริจาค อย่างไรก็ตาม ดร.มหานิยม ยืนยันว่าจากการตรวจสอบข้อมูลและบัญชีของวัดโดยตรง พบว่าไม่มีข้อผิดพลาดหรือการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ตามข่าวที่ระบุ

นายวีระ จำลอง ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลพบุรี ได้ชี้แจงว่า ข้อมูลทางการเงินมีความชัดเจนและสามารถตรวจสอบได้ รวมถึงปัญหาที่ดินที่มีชื่อโฉนดอยู่กับสมาชิกในมูลนิธิ ซึ่งจะมีการโอนกรรมสิทธิ์ให้กับมูลนิธิภายในสัปดาห์หน้า เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ

ความร่วมมือด้านศาสนาและชุมชน

ทั้งนี้ คณะผู้แทนยังได้เดินทางต่อไปยังโรงเรียนวินิตศึกษาในพระราชูปถัมภ์ เพื่อกราบนมัสการ พระธรรมวชิรสุนทร (ประเทือง อาภาธโร) เจ้าอาวาสวัดกวิศรารามราชวรวิหาร ซึ่งเป็นเจ้าคณะจังหวัดลพบุรี และประธานคณะกรรมการการรักษาศีลห้าแห่งประเทศไทย เพื่อแสดงความเคารพและเพิ่มความร่วมมือในด้านพระพุทธศาสนาอย่างใกล้ชิด

หลวงพ่ออลงกต นอกจากจะมีบทบาทสำคัญในด้านสาธารณสุข ยังเป็นผู้มีจิตศรัทธาให้ทุนการศึกษาและสนับสนุนโรงเรียนกว่า 33 แห่งทั่วทั้งจังหวัดลพบุรีอย่างต่อเนื่อง

กรณีนี้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคสงฆ์ ในการกำจัดกระแสข่าวที่ไม่เป็นความจริง และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนต่อบาດหลวงพ่ออลงกต และบทบาทของวัดในสังคม

หากคุณเป็นผู้ติดตามข่าวด้านศาสนา หรือสนใจในเรื่องนี้ อย่าลืมติดตามข่าวสารอัปเดตล่าสุดได้ในช่องทางต่าง ๆ เพื่อให้ได้รับข้อมูลอย่างถูกต้องและเท็จจริง

ที่มา – ‘ดร.มหานิยม’​ โพสต์ภาพยืนยัน ‘หลวงพ่ออลงกต’​ ยังอยู่วัด

นักเลงวัวชน ‘สอน หูโตน’ ชิงมอบตัวหลังจ่อยิงคู่อริดับ

เมื่อเร็ว ๆ นี้มีความเคลื่อนไหวของ 사건วัยรุ่นจ่อยิงเสียชีวิตอย่างน่าสะพรึงกลัว หลังจากที่ชายหนุ่มคู่อริกับผู้เสียชีวิตขี่รถจักรยานยนต์ออกจากสถานบันเทิง กลับถูกเปิดฉากยิงกลางถนนจนเสียชีวิตต่อหน้าแฟนสาว กระแสดราม่าของเหตุการณ์นี้ยังคงสร้างความฮือฮาอย่างมากในโซเชียล จนเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ความคืบหน้าของคดีมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย โดยมีรายงานข่าวว่า ผู้ต้องหาที่ก่อเหตุในครั้งนี้คือ “นักเลงวัวชน ‘สอน หูโตน’” ได้เข้ามอบตัวกับทีมตำรวจสืบสวน สภ.เมืองตรัง

นักเลงวัวชน ‘สอน หูโตน’ กลัวถูกวิสามัญฯ

หากย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่เกิดเหตุ นายธนพล แก้วเกือบ อายุ 22 ปี หรือที่รู้จักในชื่อว่า “สอน หูโตน” ซึ่งเป็นนักเลงวัวชนในพื้นที่ ต.นาข้าวเสีย อ.นาโยง จ.ตรัง ได้ลงมือรายงานยิงคู่อริของตนอย่างรุนแรง โดยใช้อาวุธปืนลูกโม่ .38 เป็นจำนวน 3 นัด ต่อหน้าแฟนสาวของผู้เสียชีวิต สร้างความโกลาหล และความสะพรึงขวัญให้กับผู้ที่อยู่ใกล้เหตุการณ์เป็นอย่างมาก

ความเคลื่อนไหวล่าสุดด้านความปลอดภัยของตน “สอน หูโตน” ได้แสดงความกังวลต่อความนิ่งงันของเจ้าหน้าที่วิสามัญฆาตกรรม เวลาหนึ่งเขาถูกจัดให้ว่าเป็นบุคคลอันตรายที่พกพาอาวุธปืนอยู่ตลอดเวลา จึงอาจต้องกลัวการถูกจับตัวในรูปแบบฉับพลัน พร้อมมีความเสี่ยงต่อการถูกล้างแค้นจากฝ่ายคู่กรณีในอนาคต จึงมีการวางแผนจิตวิทยาชิงเข้ามอบตัวกับตำรวจชุดสืบสวนอย่างรอบคอบ และปลอดภัยสูงสุด

คำสารภาพและหลักฐานที่ยังคลุมเครือ

ภายหลังการ_kelaiพบตัว ตำรวจได้ดำเนินการสอบสวนและขอรับคำให้การจาก “สอน หูโตน” ซึ่งเขายอมรับว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุจริง โดยไม่ปฏิเสธ แต่เมื่อถึงเรื่องสาเหตุสำคัญอย่างแท้จริง กลับยังปฏิเสธที่จะเปิดเผยใดๆ ออกมาเลย

ทั้งนี้ อาวุธปืนลูกโม่ที่ใช้ในการก่อเหตุเขาอ้างว่าได้นำไปทำการทิ้งลงในคลองนางน้อย หมู่ 7 ต.นาโยงใต้ อ.เมือง จ.ตรัง ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ทำการไปชี้จุดทิ้งอาวุธ แต่มิได้พบของกลางกลับมาเลย เพิ่มความเป็นไปได้ว่าอาจเป็นเพียงการบิดเบือนความจริงจากการพูดเท็จ หรืออาจหลอกลวงทางสืบสวน

นอกจากอาวุธปืนที่หายไป อีกหนึ่งหลักฐานสำคัญที่ตามหามาคือรถจักรยานยนต์ซึ่งเป็นเครื่องมือในการหลบหนี คือรถจยย.ฮอนด้า รุ่นเวฟ 125 ไอ ทะเบียน 1 กม 2920 ตรัง ได้ถูกซ่อนไว้ภายในห้องน้ำร้างกลางสวนในพื้นที่ต.ละมอ อ.นาโยง ซึ่งเพิ่งถูกทีมสืบสวนตามหาข้อมูลและกู้คืนมาได้ล่าสุด

เบื้องต้นนี้ ผู้ต้องหาได้รับข้อกล่าวหา ไม่น้อยกว่า 3 ข้อหา ได้แก่ “ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และพยายามฆ่าผู้อื่น”, “มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง”, และ “การพกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควรจำเป็นเร่งด่วน” เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการควบคุมตัว “สอน หูโตน” ไปดำเนินคดีอย่างเต็มรูปแบบตามกฏหมาย

สรุปประเด็นทางสังคม

เรื่องราวของนักเลงวัวชน ‘สอน หูโตน’ ไม่เพียงแค่เป็นประเด็นคดีอาชญากรรมที่น่าสะพรึงกลัว แต่ยังสะท้อนปัญหาความรุนแรงในกลุ่มวัยรุ่น การใช้ความรุนแรงอย่างโหดร้ายโดยไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน รวมถึงนโยบายฉายาวัฒนธรรมในบางพื้นที่ที่อาจบิดเบี้ยวไปสู่การใช้อาวุธและการชิงพื้นที่อย่างรุนแรง

สังคมควรตั้งคำถามว่าระบบป้องกันและดูแลเยาวชนมีบทบาทเพียงพอหรือไม่ และต้องมองอย่างจริงจังถึงความจำเป็นในการตรวจสอบและควบคุมอาวุธปืนในเครือของกลุ่มชนได้อย่างไร แม้ในกรณีที่ดูเหมือนยังอยู่ในกรอบทางวิสามัญ แต่จริง ๆ แล้วหลุดจากสายตาของสังคมไว้มาอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ การเผยแพร่ข่าวสารคดีช่วยกระตุ้นให้สังคมได้วิเคราะห์ ตั้งคำถาม และพัฒนานโยบายในทุกมิติ เช่น การสนับสนุนยาเสพติดในวัยรุ่น การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง การเยียวยาจิตใจในชุมชน และอาจรวมถึงการตรวจสอบยอมรับในการให้ฉายา หรือความรุ่งแรงในวัฒนธรรมท้องถิ่นเพื่อผลลัพธ์ในระยะยาวที่ดีขึ้นสำหรับสังคมไทย

หากคุณเป็นญาติหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์นี้ ขอให้กรุณาให้ความช่วยเหลือ ส่งต่อข้อมูล และเดินหน้าต่อต้านความรุนแรง คุณสามารถเริ่มได้หลากหลายวิธี เช่น อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีนี้ ติดตาม agency news มีความรอบคอบ ตระหนัก และกล้าตั้งคำถามอยู่เสมอ

ที่มา – นักเลงวัวชน ‘สอน หูโตน’ กลัวถูกวิสามัญฯ ชิงมอบตัวกับชุดสืบสวนสภ.เมืองตรัง

วิน เมธวิน ลงรูปครอบครัว ถูกแซวแม่เหมือนซีรีส์เกาหลี

พระเอกหนุ่มฮอตระดับประเทศอย่าง วิน เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร เป็นที่จับตามองของประชาชนอยู่เสมอ ล่าสุดในโอกาสวันแม่แห่งชาติ เมธวินได้อัปโหลดรูปครอบครัวออกมาแชร์ความอบอุ่นกับแฟนคลับ ซึ่งทันทีที่ลงภาพออกมา ก็มีกระแสตอบรับเป็นอย่างดีจากแฟนๆ ที่ชื่นชอบในความน่ารักของครอบครัวหนุ่มวิน

วิน เมธวิน ลงรูปครอบครัว

ภาพที่หนุ่มวินเผยให้เห็นเป็นช่วงเวลาในอดีต โดยแฟนๆ หลายคนชื่นชมว่าหน้าตาดีถึงเป็นกันทั้งครอบครัว ทั้งความอบอุ่นของความสัมพันธ์ในครอบครัว และบรรยากาศที่ดูสุขสันต์เป็นกันเอง งานนี้ทำเอาหนุ่มวินติดเทรนด์บนโซเชียลมีเดียได้อีกครั้ง

ถูกแซวแม่เหมือนแม่ผัวร้ายในซีรีส์เกาหลี

อย่างไรก็ตาม ในบรรดาคอมเมนต์ที่เข้ามา ปรากฏข้อความหนึ่งที่แซวคุณแม่ของหนุ่มวินว่า “หน้าคุณแม่ดูรวยมาก เหมือนแม่ผัวร้าย ๆ ในซีรีส์เกาหลี ที่จะให้เงินเรา 3 ล้านเพื่อเลิกกับลูกเค้า” ด้วยความที่ข้อความดังกล่าวสร้างเสียงฮือฮา จนเย็นวัน หนุ่มวินเองก็เข้ามาคอมเมนต์ตอบโต้กับแฟนคลับในเชิงมุกตลกว่า “แต่ถ้าไม่เลิกจะให้มากกว่านั้นครับ”

จากข้อความของหนุ่มวิน ทำเอาFanต้องรีทวีตและออกมาแซวกันอย่างกว้างขวาง หลายคนพูดมาแบบเอ็นๆ ว่าพี่วินขี้เล่นและตลกมาก ยังมีบางคนพูดว่าอยากจดทะเบียนสมรสกับเขาเลย หรือบางรายก็พูดขำว่าต้องระวังแม่จริงๆ

สิ่งที่น่าประทับใจคือ ความสัมพันธ์ของหนุ่มวินกับครอบครัวที่ดูอบอุ่นและเป็นธรรมชาติ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงหัวใจของบุคคลผ่านการใช้ชีวิตแบบเรียลๆ และไม่หลบซ่อนภาพครอบครัว แม้จะอยู่ในสังคมวงการบันเทิงที่มีคนจับตามองมากแค่ไหน

การที่หนุ่มวินตอบโต้แฟนๆ ด้วยความหัวเราะหรรษา เป็นสัญญาณดีที่บ่งบอกถึงบุคลิกของเขาว่าเป็นคนเปิดใจ ไม่เครียดกับความเห็นคนอื่น และมีความใกล้ชิดกับแฟนคลับ เพิ่มความรักและความผูกพันในตัวเขาอีกมากขึ้น

การได้เห็นภาพครอบครัวครั้งนี้ ช่วยเติมเต็มมิติความเป็นมนุษย์ให้กับหนุ่มวิน ไม่ใช่แค่พระเอกในละครเท่านั้น แต่ยังเป็นลูกชายที่ดี พี่ชายหรือญาติพี่น้องที่มีรอยยิ้มให้กับชีวิตเหมือนทุกคน

งานนี้ถือเป็นอีกหนึ่งมุมของ วิน เมธวิน ที่ทำเอาแฟนคลับเข้ามาชื่นชม ไม่ว่าจะในเรื่องหน้าตาที่พ่อรวย หรือแม่หวานจนโดนแซวไปแบบมุกตลก ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม สิ่งที่โลกออนไลน์มอบให้คือความสัมพันธ์ที่ถ่ายทอดผ่านภาพถ่ายและคำพูดอย่างดีเสมอ

หากคุณเป็นแฟนคลับคนหนึ่งของหนุ่มวิน นี่คือมุมที่คุณสามารถหัวเราะพร้อมกับเขา และสนุกกับมุกตลกอีกทั้งกล้าที่จะมีตัวตน และยอมเปิดใจแสดงความจริงกับคนรอบข้าง

ที่มา – “วิน เมธวิน” ลงรูปเปิดหน้าครอบครัว แต่คุณแม่ถูกแซวเหมือนแม่ผัวร้ายๆในซีรีส์เกาหลี เจ้าตัวไม่ทนตอกกลับ!

คณะสงฆ์สอบ ‘หลวงพ่ออลงกต’ วัดรับจ่ายปกติ วุฒิการศึกษาทางพระไม่ผิด

ล่าสุด คณะสงฆ์ ได้ชี้แจงกรณีข่าวลือที่เกี่ยวข้องกับ หลวงพ่ออลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ อำเภอเมืองลพบุรี หลังมีผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบัญชีของวัด รวมถึงวุฒิการศึกษาทางพระของหลวงพ่ออลงกต ซึ่งจากข้อมูลที่คณะสงฆ์ได้ตรวจสอบแล้ว สรุปได้ว่า บัญชีวัดรับจ่ายปกติ และ วุฒิการศึกษาทางพระ ไม่พบเหตุผิดปกติใด ๆ

คณะสงฆ์สอบ ‘หลวงพ่ออลงกต’ แนวทางดำเนินการ

จากข่าวที่มีการสืบสวนและตรวจสอบจากสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลพบุรี ภายใต้การนำของนายวีระ จำลอง ผู้อำนวยการฯ ได้ระบุว่า วัดพระบาทน้ำพุพร้อมให้ความร่วมมือเปิดเผยข้อมูลบัญชีทุกปีที่มีการรายงานอย่างเป็นระบบ โดยหน่วยงานมหาเถรสมาคมก็ได้รับข้อมูลวงเงินต่าง ๆ ตามระเบียบข้อบังคับอย่างครบถ้วน ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีรายงานใดที่บ่งชี้ว่ามีการเบิกจ่ายผิดประเภทหรือผิดวัตถุประสงค์

การดำเนินการเกี่ยวกับการบริจาคและการใช้จ่าย

ทั้งนี้ พระครูสุวัฒน์กิตติสาร เจ้าคณะตำบลเขาสามยอด ยืนยันว่า “การดำเนินการทุกอย่างของวัดมีความโปร่งใส มุ่งหวังจะใช้ทรัพยากรเพื่อประโยชน์ของพุทธศาสนิกชน และการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับ หลวงพ่ออลงกต เป็นไปในทางที่ถูกต้อง ทั้งในเรื่องบัญชี และวุฒิการศึกษาทางพระของท่าน”

นอกจากนี้ ทางวัดยังได้รับการสนับสนุนจากกองทุนและมูลนิธิที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการสงเคราะห์ ทำให้เงินบริจาคสามารถไปถึงผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือจริง ๆ “じゃないแค่ของวัดเอง แต่ยังกระจายมูลค่าความช่วยเหลือผ่านองค์กรต่าง ๆ ด้วย” พระครูสุวัฒน์กล่าว.

วุฒิการศึกษาทางพระไม่ขัดต่อหลักการ

ประเด็นเกี่ยวกับ วุฒิการศึกษาทางพระ ยังถูกกล่าวถึงอย่างมากในแง่ของความเหมาะสม อย่างไรก็ตาม พระครูสุวัฒน์ยืนยันว่า “การบวชไม่ได้มีเงื่อนไขความรู้ขั้นสูง” และการมี วุฒิการศึกษาทางพระ ของหลวงพ่ออลงกตนั้นไม่ได้ขัดกับหลักธรรมใด ๆ

  • ไม่มีกฎหมายกำหนดว่าต้องบวชตามวุฒิการศึกษา
  • วัดมอบความโปร่งใสกับผลการรายงานทางการเงิน
  • หน่วยงานพระธรรมมีการตรวจสอบสันติ
  • มีคำแนะนำให้สื่ออนุมานแต่ไม่สรุปให้ล่วงหน้า

คณะสงฆ์กล่าวอีกว่า ในบทบาทหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย พวกเขาต้องทำงานอย่างมีความรับผิดชอบ ไม่ให้มีความเข้าใจผิดที่กระทบต่อสังคม และย้ำว่า “เรารู้สึกว่าสิ่งที่สื่อเสนอบางครั้งอาจสร้างความเข้าใจผิด พวกเขาควรพิจารณาความสมดุลข่าวให้มากขึ้น”

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า บรรยากาศในวัดพระบาทน้ำพุในวันที่ผ่านมานั้นไม่คึกคักเหมือนเคย แต่ยังคงมีนักข่าวเดินทางไปรายงานข่าว และลุ้นการชี้แจงข้อเท็จจริงจากทางวัด โดยมีการเตรียมพร้อมของฝ่ายทนายความในการให้ข้อมูลต่อนักข่าวอย่างครบถ้วน

จากทั้งหมดนี้ ทำให้เห็นว่าการ有人说เกี่ยวกับ หลวงพ่ออลงกต และกลุ่มวัดพระบาทน้ำพุ ยังอยู่ในแนวทางการตรวจสอบตามขั้นตอน โดยไม่มีประเด็นใดบ่งบอกถึงความผิดปกติ ทั้งในด้านการเงินหรือวุฒิทางพระราชธรรม

หากท่านมีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นนี้ อย่าลังเลที่จะติดตามรายงานข่าวอย่างใกล้ชิดจากสำนักข่าวรายใหญ่ที่จะให้ข้อมูลถูกต้อง อัปเดตทันเหตุการณ์

ที่มา – คณะสงฆ์สอบ ‘หลวงพ่ออลงกต’ บัญชีวัดรับจ่ายปกติ วุฒิการศึกษาทางพระคงไม่ผิด