ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

กองทัพบกไล่ไทม์ไลน์ ฟ้องคณะทูตกัมพูชา ปมเปิดฉากยิงก่อน สร้างความตึงเครียดชายแดน

กองทัพบกไล่ไทม์ไลน์ ฟ้องคณะทูตกัมพูชา

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ที่มณฑลทหารบกที่ 22 ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ กองทัพบกไทย ได้ออกมาชี้แจงความคืบหน้าจากเหตุการณ์ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา โดยอ้างอิงหลักฐานไทม์ไลน์ที่ระบุว่า กัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดฉากก่อน พร้อมทั้งใช้อาวุธโจมตีเข้ามาในพื้นที่พลเรือนของไทยอย่างต่อเนื่อง

ไทม์ไลน์เหตุการณ์สำคัญ

ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดน ได้รับการวิเคราะห์จากกองทัพบกว่า เริ่มตั้งแต่การกระทำยั่วยุจากกัมพูชา โดยเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ เกิดเหตุการณ์นำนักท่องเที่ยวขึ้นปราสาทตาเมือนธมเพื่อร้องเพลงลักษณะปลุกระดม การแสดงลักษณะดังกล่าวเป็นการละเมิดจิตวิญญาณความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ซึ่งไทยยึดมั่นตามกฎหมายสากลตลอดเวลา

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ ทหารกัมพูชารื้อทำลายศาลาตรีมุข ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ความร่วมมือร่วมกับไทยและลาว โดยระหว่างเดือนมีนาคมถึงเมษายน กำลังฝ่ายกัมพูชาได้ปรับปรุงภูมิประเทศบริเวณแนวชายแดน และขุดขยายคูเลตเข้ามาในเขตแดนของไทยอย่างชัดเจน

การยุทธ์ของกัมพูชาที่ฝ่ายไทยชี้แจง

ในเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม 68 กัมพูชายังคงก่อการรุกรานโดยเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์เข้ามาประจำการใกล้ชายแดนไทยมากขึ้น จากการยืนยันของนักวิจัยออสเตรเลียที่ได้วิเคราะห์ภาพดาวเทียมในพื้นที่ วันที่ 28 พฤษภาคม กัมพูชาได้ทำการเปิดฉากยิงในพื้นที่ช่องบก ด้านไทยได้ตอบโต้เพื่อการป้องกันตนเอง ภายใต้กรอบแนวทางการเจรจาแบบสองฝ่าย

ความเสียหายที่ส่งผลถึงพลเรือน

ต่อมาในเดือนกรกฎาคม พบว่าทหารกัมพูชายังมีการลอบวางทุ่นระเบิด PMN-2 ในหลายจุด จนทหารไทยบาดเจ็บสาหัส 2 นาย ขาดขาทั้งสองข้าง และอีกหลายรายที่ได้รับผลกระทบ การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายละเมิดหลักมนุษยธรรมและข้อกำหนดของอนุสัญญาออตตาวาอย่างร้ายแรง

แม้ว่าจะมีความร่วมมือกับนานาชาติในการกำจัดทุ่นระเบิดในหลายพื้นที่ก่อนหน้านี้ แต่กัมพูชายังคงจงใจทำลายความไว้วางใจโดยมุ่งโจมตีกลุ่มคนไทย ทั้งนักท่องเที่ยว พลเรือน และทหารในชายแดน และที่ร้ายไปกว่านั้น ยังเผยแพร่ภาพที่ไม่เกี่ยวข้องกัน รวมถึงภาพการใช้อาวุธเคมีที่ไม่เป็นความจริง

กัมพูชา ทำสงครามข้อมูลเพื่อปลุกกระแส

กัมพูชาได้กระทำการละเมิดหยุดยิงหลายครั้ง โดยหลังวันที่ 30 กรกฎาคม เวลา 05:10 ยังมีการสังเกตเห็นกองกำลังยิงอีกครั้ง พร้อมกับการใช้โดรนบินสำรวจเหนือพื้นที่ของไทย ทำให้ไทยยืนยันว่า การยิงสนับสนุนจากปืนใหญ่และ BM-21 ของกัมพูชาที่โจมตีเข้าเป้าหมายในเขตแดนไทยนั้น ไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมายมนุษยธรรมสากล

ไทยได้ใช้เครื่องบิน F-16 และอาวุธสมัยใหม่เป็นการป้องกันชายแดนที่สอดคล้องกับสัดส่วนที่เหมาะสม ตรงบริเวณแนวรบเท่านั้น ไม่ใช่การทำลายล้างลึกเข้ามาในพื้นที่พลเรือนอย่างที่กัมพูชาชี้แจง โดยมีหลักฐานชัดเจนที่ว่า กัมพูชาพยายามใช้ชุมชนเป็นโล่มนุษย์เพื่อดิ้นรนในทางยุทธศาสตร์ ขณะเดียวกันยังเผยแพร่ภาพเก่า หรือภาพต่างประเทศ เช่น ภาพระเบิดเคมีในรัฐแคลิฟอร์เนีย ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสื่อต่างประเทศ

ความจริงที่ควรรับฟัง

ในประเด็นของระเบิด MK-84 ที่ทางกัมพูชาอ้างว่าเป็นของไทยที่ตกในพื้นที่ของตน แต่จากการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ พบว่าเป็นระเบิดเก่าจากสงครามเวียดนาม ซึ่งยืนยันได้ว่าไม่เกี่ยวข้องกับการใช้งานของกองทัพไทยอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นจึงถือเป็นการบิดเบือนที่ร้ายแรงจากกัมพูชา

การประชุมเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ที่กัมพูชาได้เชิญคณะทหารช่วยทูตจากหลายประเทศไปเยือนพื้นที่ซึ่งควรจะอยู่ห่างจากชายแดน 30 กม. แต่กลับเคลื่อนขบวนไปยังช่องอานม้าในพื้นที่ยังไม่ปลอดภัย ถือเป็นพฤติกรรมที่อาจส่งผลต่อความเข้าใจในระดับนานาชาติ

กองทัพบกย้ำว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่เคยเป็นไปด้วยดี กำลังถูกกัมพูชาทำลายผ่านการกระทำอันไม่เป็นธรรม หากต้องการให้สถานการณ์คลี่คลาย ไทยขอให้กลับมาร่วมมือกับนานาชาติ ใช้การเจรจาอย่างตรงไปตรงมา เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียเพิ่มเติม

ในฐานะประเทศที่เคารพข้อตกลงกฎหมายระหว่างประเทศ และสันติวิธี กองทัพไทยยืนยันว่าการกระทำของไทยในทุกกรณีล้วนแล้วแต่เป็นการป้องกันตัว อยู่ภายใต้กรอบสากล และไม่มุ่งทำลายล้างประชาชนของกัมพูชา

ด้วยความเป็นห่วงถึงชีวิตและทรัพย์สินของพลเมืองทั้งสองฝ่าย รวมถึงการรักษาความเป็นกลางในระดับนานาชาติ ขอเชิญอ่านบทความต้นฉบับได้จาก ที่มา – ‘กองทัพบก’ไล่ไทม์ไลน์ฟ้อง ‘คณะทูตฯ’เขมร’ เปิดฉากยิงก่อน จุดไฟชายแดน เพื่อศึกษาหลักฐานทางยุทธศาสตร์และข้อกฎหมายระหว่างประเทศที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

รวมพลังแผ่นดิน: แถลงการณ์ชุมนุมใหญ่ 2 สิงหาคม ยืนยันไม่ใช่เรียกร้องรัฐประหาร

รวมพลังแผ่นดินเตรียมจัดชุมนุมใหญ่ 2 ส.ค.

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ที่ผ่านมา กลุ่มคณะ รวมพลังแผ่นดิน ได้จัดแถลงข่าว ณ โรงแรมรัตนโกสินทร์ กรุงเทพฯ เพื่อประชาสัมพันธ์การชุมนุมใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 2 สิงหาคม 2568 ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยการชุมนุมนี้ยังคงยึดแนวทางสันติวิธี ปราศจากอาวุธ มีเป้าหมายหลักที่ชัดเจน และเป็นการแสดงพลังของประชาชนอย่างแท้จริง

เป้าหมายหลักของการชุมนุม

นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำของกลุ่ม ระบุว่า การชุมนุมในวันพรุ่งนี้ (2 ส.ค.) จะดำเนินไปตั้งแต่เวลา 10.00 น. ถึง 21.00 น. โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงเป้าหมายสำคัญ 3 ข้อ อย่างแน่นอน ได้แก่

  • ให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ลาออกทันที โดยไม่ต้องรอคำตัดสินจากศาลรัฐธรรมนูญ

  • พรรคร่วมรัฐบาลถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลด่วน

  • แสดงพลังและจุดยืนของพี่น้องประชาชนในการปกป้องอธิปไตย และเชิดชูพระเกียรติของทหารและผู้ปฏิบัติงานแนวหน้า

ภายในงานจะมีการรับบริจาคสิ่งของจำเป็น ทั้งข้าวสารอาหารแห้ง รวมถึง ตาข่ายป้องกันระเบิดวิถีโค้ง ซึ่งเป็นของสำคัญและต้องการอย่างเร่งด่วน โดยหลังจบกิจกรรม จะมีการส่งมอบสิ่งของบริจาคให้กับทีมงานแนวหน้าทันที

เน้นย้ำชัดเจน ไม่อยู่ในแนวทางรัฐประหาร

แกนนำกลุ่มย้ำว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการเรียกร้องให้เกิดการรัฐประหาร แต่เป็นการรวมพลังของคนทั่วไปในการเรียกร้องตามหลักการทางประชาธิปไตยเพื่อความสงบสุขของประเทศ และเพื่อให้รัฐบาลปัจจุบันแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ความเสียหายตามชายแดน

ด้าน นายแก้วสรร อติโพธิ อดีต ส.ว. ให้ความเห็นว่า การชุมนุมครั้งนี้มาจากความไม่พอใจที่รัฐบาลปล่อยให้ประเทศที่สามเข้ามาแทรกแซง ซึ่งเหตุการณ์ล่าสุดเช่นการเจรจาเมื่อวันที่ 28 ก.ค. ทำให้เชื่อว่ากัมพูชาและประเทศมหาอำนาจกำลังร่วมมือกันเพื่อเล่นงานไทย ในขณะที่กองทัพยังอยู่ในสภาวะที่เสียเปรียบ

นายจตุพร พรหมพันธุ์ กล่าวเสริมว่า รัฐบาลปัจจุบันกำลังทำให้ประเทศเสียดินแดนปราสาทตาควาย ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของไทย มาจากการตัดสินที่ผิดพลาดและการยอมรับข้อตกลงโดยปราศจากเงื่อนไขที่ชัดเจน

รวมพลังแผ่นดิน เพื่อชาติไทยและประชาธิปไตยที่ยั่งยืน

การเคลื่อนไหวของ รวมพลังแผ่นดิน ถือเป็นการแสดงออกอย่างเข้มแข็งของพลเมืองในนามความรักชาติ โดยเน้นว่าไม่มีความเกี่ยวพันใด ๆ กับการล้มล้างอำนาจในรูปแบบทหาร แต่เป็นความพยายามในการเปลี่ยนแปลงผ่านเสียงของประชาชน โดยเฉพาะการยืนหยัดในการเรียกร้องให้นายกฯ ลาออกเพื่อให้เกิดทางออกที่ยั่งยืน

ทั้งนี้ การชุมนุมนี้ยังเป็นการสร้างความสามัคคีของคนไทยในทุกพื้นที่ เป็นการส่งพลังใจไปถึงทหาร ตำรวจ แพทย์ และทีมงานแนวหน้า ที่เสียสละเพื่อปกป้องแผ่นดิน โดยไม่สร้างความวุ่นวายหรือแทรกแซงการปฏิบัติงานใด ๆ

การเรียกร้องของ รวมพลังแผ่นดิน ในครั้งนี้ สะท้อนความเปลี่ยนแปลงในกระแสสังคมที่ผู้คนไม่เพียงแต่สนใจเรื่องบันเทิงหรือเทคโนโลยี แต่ยังตั้งคำถามถึงหน้าที่ของผู้ปกครองและความมั่นคงของชาติในยุคปัจจุบันอย่างเข้มข้น

หากคุณมีข้อเสนอแนะหรือความคิดเห็น เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อแลกเปลี่ยนได้ที่เวทีออนไลน์ และติดตามความคืบหน้าการชุมนุมวันนี้ได้ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

ที่มา – “รวมพลังแผ่นดิน” แถลงชุมนุมใหญ่ 2 ส.ค. ที่อนุสาวรีย์ชัยฯ ย้ำ! ไม่ใช่เรียกร้องรัฐประหาร

ออกกำลังกายครั้งเดียวก็สู้มะเร็งได้?

หลายคนอาจจะสงสัยว่าการออกกำลังกายเพียงครั้งเดียว จะสามารถช่วยป้องกันหรือสู้กับโรคมะเร็งได้จริงหรือไม่ ล่าสุด งานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Edith Cowan ประเทศออสเตรเลีย ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจซึ่งบอกว่า การออกกำลังกายเพียงครั้งเดียว สามารถช่วยกระตุ้นกระบวนการที่มีศักยภาพในการต้านมะเร็งในร่างกายได้จริง โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่เคยรับการรักษาจากมะเร็งเต้านม

โดยการศึกษานี้มีนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอย่าง ฟรานเชสโก เบตตาริกา (Francesco Bettariga) ซึ่งเป็นนักศึกษาปริญญาเอก ได้ทำการทดลองกับผู้รอดชีวิตจากมะเร็งเต้านม โดยให้พวกเขามีส่วนร่วมในการออกกำลังกายเพียงครั้งเดียว ไม่ว่าจะเป็นการฝึกความต้านทานหรือการฝึกแบบ HIIT (High-Intensity Interval Training) ก็พบว่าส่งผลให้ร่างกายหลั่งโปรตีนที่เรียกว่า “ไมโอไคน์แฟกเตอร์” (Myokine Factor) ออกมา ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดการเติบโตของเซลล์มะเร็งลงได้มากถึง 20-30% ภายในระยะเวลาอันสั้น

ออกกำลังกายครั้งเดียวก็สู้มะเร็งได้จริงหรือ?

ฟรานเชสโก เบตตาริกา ได้กล่าวยืนยันถึงความสำคัญของการออกกำลังกาย โดยเฉพาะการผลิต ไมโอไคน์ ซึ่งเกิดขึ้นในกล้ามเนื้อภายหลังจากการเคลื่อนไหวร่างกายแม้เพียงครั้งเดียว แม้ว่าผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากมะเร็งบางรายจะมีสุขภาพที่ถดถอยจากการรักษา แต่การออกกำลังกายก็ยังมีผลให้ร่างกายผลิตสารต้านมะเร็งได้อย่างมีนัยสำคัญ

ระดับไมโอไคน์ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

จากการศึกษา พบว่าระดับของไมโอไคน์ยังคงเพิ่มสูงขึ้นทั้งในทันทีหลังจากการออกกำลังกาย และแม้แต่ 30 นาทีก็ยังมีผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งเป็นผลการศึกษาที่ส่งเสริมให้การออกกำลังกายสามารถใช้ควบคู่ไปกับการรักษาทางการแพทย์แบบดั้งเดิมเพื่อเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัวในระยะยาว

  • ออกกำลังกายเพียงครั้งเดียว ช่วยกระตุ้นการผลิตไมโอไคน์
  • ไมโอไคน์มีฤทธิ์ยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็ง
  • ออกกำลังกายช่วยลดอัตราการอักเสบในร่างกาย
  • ช่วยเพิ่มและรักษามวลกล้ามเนื้อที่สำคัญกับระบบภูมิคุ้มกัน

แม้ว่าการออกกำลังกายเพียงครั้งเดียวจะให้ประโยชน์ในเรื่องต้านมะเร็ง แต่ผลที่ยั่งยืนและเห็นได้จริงส่วนใหญ่เกิดจากความสม่ำเสมอในการออกกำลังกาย ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องช่วยลดไขมันในร่างกาย เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ และลดการอักเสบที่เป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมการเติบโตของเนื้องอก นอกจากนี้ ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งซ้ำ ตลอดจนลดอัตราการเสียชีวิตอีกด้วย

สิ่งสำคัญที่ผู้คนมักเข้าใจคลาดเคลื่อนคือ การลดน้ำหนักเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแทนการออกกำลังกายได้ การออกกำลังกายเพื่อสร้างและรักษามวลกล้ามเนื้อนั้นจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะกล้ามเนื้อเป็นแหล่งผลิตสารต้านมะเร็ง เช่น ไมโอไคน์แฟกเตอร์ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งถ้าหากเราแค่ลดน้ำหนักด้วยวิธีการอดอาหารหรือควบคุมแคลอรี่ อาจได้ผลชั่วคราว แต่ไม่สามารถเสริมภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงเหมือนการออกกำลังกาย

ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพในระยะยาว

งานวิจัยด้านสุขภาพล่าสุดยังชี้ให้เห็นว่า ไม่ว่าคุณจะอยู่ในวัยไหน หรืออยู่ในช่วงฟื้นฟูสุขภาพจากการรักษามะเร็ง การออกกำลังกายคือหนึ่งในเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการเพิ่มคุณภาพชีวิต ออกกำลังกายครั้งเดียวก็สู้มะเร็ง ได้ และถ้าออกบ่อยและต่อเนื่อง ยิ่งเพิ่มโอกาสให้ร่างกายมีประสิทธิภาพในการต่อสู้โรคภัยทั้งระยะก่อนและหลังการเกิดมะเร็ง

ดังนั้นแล้ว การออกกำลังกายจึงไม่เพียงแต่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง แต่ยังเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพ และอาจเป็นอาวุธลับในการต่อสู้กับมะเร็งได้อย่างน่าประหลาดใจ

ไม่ว่าคุณจะมีปัญหาสุขภาพหรือแค่ต้องการดูแลตัวเองให้แข็งแรง การออกกำลังกายแบบหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นคาร์ดิโอ เวทเทรนนิ่ง หรือโยคะ ก็สามารถช่วยให้คุณเริ่มต้นใหม่ได้ เริ่มวันนี้ด้วยพฤติกรรมเล็ก ๆ แต่ส่งผลยิ่งใหญ่ให้ชีวิตในอนาคต โดยไม่ต้องรอให้ถึงวันที่พบเจอกับมะเร็ง

ที่มา: scitechdaily, ภาพ gemini

ที่มา – ออกกำลังกายครั้งเดียวก็สู้มะเร็งได้?

ประกาศขออภัยอย่างเป็นทางการจากนายพิเชษฐ์ เอื้อการุญชัยกุล

ประกาศขออภัยและชี้แจงข้อเท็จจริง

จากกรณีที่เป็นข่าวครึกโครมในวงการบันเทิงและสาย Tech เมื่อไม่นานมานี้ ที่เกี่ยวข้องกับ ประกาศขออภัย อย่างเป็นทางการ โดยคุณพิเชษฐ์ เอื้อการุญชัยกุล ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ที่ดำเนินคดีกับนายธนกร พงษ์ผจญ ภายหลังจากที่ข้อมูลบางส่วนเกิดความคลาดเคลื่อน จนนำไปสู่การตีความผิดพลาด และความเข้าใจผิดตามมา

ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2565 คุณพิเชษฐ์ได้ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาในทางอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ855/2565 และหมายเลขแดงที่ อ178/2566 ซึ่งทางศาลจังหวัดสมุทรปราการเป็นผู้รับผิดชอบ อย่างไรก็ตาม ต่อมาคุณพิเชษฐ์ได้รับทราบข้อมูลบางอย่างที่ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง จึงได้ออกมาชี้แจงและอธิบายผ่าน ‘ประกาศขออภัย’ อย่างเป็นทางการ

เหตุผลที่ต้องขออภัย

การตัดสินใจของนายพิเชษฐ์ในการขออภัยนั้น เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและต่อผู้เกี่ยวข้อง โดยระบุว่ามีข้อมูลบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง จนทำให้เกิดความเข้าใจผิด โดยการประกาศขออภัยในครั้งนี้แสดงถึงความสุจริตและความตั้งใจในการปรับปรุงความสัมพันธ์ที่อาจเสียหายไปแล้ว

บทบาทของข่าวลือในยุคดิจิทัล

ประกาศขออภัย นี้กลายเป็นจุดสนใจของคอข่าว โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ติดตามวงการบันเทิงและเทคโนโลยี ซึ่งในยุคที่ข่าวสารสามารถเผยแพร่ได้อย่างรวดเร็ว การตรวจสอบข้อเท็จจริงจึงเป็นสิ่งสำคัญก่อนที่จะตัดสินใจกด share หรือคอมเมนต์ตามอารมณ์ชั่ววูบ

เหตุใดการขออภัยยังคงมีความหมาย

การออกมาประกาศขออภัยยังคงมีพลังช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นของสาธารณะ ไม่ว่าคนนั้นจะมีชื่อเสียง หรือเป็นบุคคลทั่วไป เมื่อรู้ว่าตัวเองทำเข้าใจผิด การแก้ไขด้วยการขออภัยอย่างสุจริตใจจะช่วยลดบทบาทของความขัดแย้ง และเปิดพื้นที่ให้สังคมได้ให้อภัยมากยิ่งขึ้น

เคล็ดลับก่อนเชื่อถือข้อมูลบนโลกออนไลน์:

  • ตรวจสอบแหล่งที่มาของข่าวเสมอ
  • เปรียบเทียบหลายแหล่งก่อนสรุปความเข้าใจ
  • ตั้งคำถามกับทุกคำพูดที่เกี่ยวข้องกับประเด็นสาธารณะ

การมีอยู่ของ ประกาศขออภัย อย่างเปิดเผยในยุคนี้จึงสะท้อนถึงจริยธรรมในการสื่อสาร ที่ไม่ว่าจะในวงการบันเทิงหรือสายธุรกิจเทคโนโลยี ก็ไม่ควรมองข้าม

ฮุนเซนโพสต์ภาพงีบหลับคาเก้าอี้ หลังลุ้นข้อตกลงภาษีสหรัฐจาก 49% เหลือ 19%

เรื่องราวที่กำลังเป็นไวรัลในโซเชียลมีเดียอย่างมากในตอนนี้คือการที่นายฮุนเซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ออกมาโพสต์ภาพน่าประหลาดใจบนเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของตนเอง ซึ่งเผยให้เห็นว่าเขาหลับอยู่บนเก้าอี้ระหว่างทำงาน ทั้งที่ควรรักษาภาพลักษณ์ผู้นำระดับประเทศ

ฮุนเซนโพสต์ภาพงีบหลับคาเก้าอี้ เป็นที่วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ได้มีการรายงานผ่านสื่อหลายสำนักว่านายฮุนเซนได้โพสต์เฟซบุ๊กเพจ Samdech Hun Sen of Cambodia โดยมีภาพขณะที่เขาหลับอยู่บนเก้าอี้อย่างไม่ได้ตั้งใจ พร้อมระบุว่าหลังจากประชุมกับกลุ่มผู้นำและผู้บัญชาการทหาร ก็เฝ้าติดตามรายการสดอย่าง Mr. Sam Vatana in USA ซึ่งพูดถึงประเด็นการลดภาษีของสหรัฐอเมริกาสำหรับกัมพูชา ที่เคยอยู่ที่ 49% แต่ได้ลดลงเหลือเพียง 19% เท่านั้น งานนี้นายฮุนเซนก็ถึงกับง่วงจนผล็อยหลับคาเก้าอี้ไปเลย

การลดภาษีส่งผลอย่างไรบ้าง?

เรื่องของภาษีถือเป็นประเด็นสำคัญมากสำหรับประเทศ โดยเฉพาะการเจรจาข้อตกลงระหว่างประเทศใหญ่ อย่างข้อตกลงของนายฮุนเซนกับทางสหรัฐฯ ที่สามารถลดภาษีจาก 49% เหลือเพียง 19% นับเป็นความสำเร็จในระดับหนึ่ง ช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศมีลมหายใจมากขึ้น โดยเฉพาะกับผู้ประกอบการท้องถิ่นที่ต้องพึ่งพาการส่งออก

ชาวเน็ตทั้งเขมรและไทยวิพากษ์วิจารณ์แตกต่างกันอย่างไร?

หลังจากโพสต์นี้เผยแพร่ออกมา ทำให้มีชาวเน็ตกัมพูชาเข้ามาตอบโต้อย่างคึกคัก โดยกว่า 2 แสนคนกดไลค์และเข้ามาคอมเมนต์สนับสนุนในเชิงให้กำลังใจ เช่น “ขอให้ท่านสบายใจและทำงานต่อไป” ส่วนชาวเน็ตไทยก็ไม่น้อยหน้า แต่กลับเขียนในมุมเสียดสี เช่น “อยากให้พักผ่อนให้ยาวเลย”, “ไม่ต้องกลับมาก็ได้” และยังมีการตั้งคำถามถึงการส่งทหารล้ำเส้นชายแดนไทยอีกด้วย

ฮุนเซนโพสต์ภาพงีบหลับคาเก้าอี้ สะท้อนถึงความเครียดและการต่อสู้ทางการเมือง

หากมองลึกเข้าไปกว่าข่าวการงีบหลับทั่วไป ข้อความประกอบในโพสต์นี้ยังมีการเชื่อมโยงกับสถานการณ์ทหารที่ชายแดนไทย ที่มีทหารกัมพูชาสองคนบาดเจ็บจากการยิงกัน และหลังการหยุดยิง 8 ชั่วโมงก็ได้มีการส่งตัวกลับ ทั้งนี้ในโพสต์ ฮุนเซนได้ขอให้ทหารทั้งสองรักษาตัวให้หายโดยเร็วที่สุด

การที่ฮุนเซนตัดสินใจแชร์ภาพและเรื่องราวส่วนตัวแบบนี้อาจเป็นความพยายามในการสร้างภาพลักษณ์ที่เป็นมิตรและมีมนุษย์ธรรมต่อสาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเผชิญกับการตัดสินใจที่ยากลำบากทางการเมืองและความกดดันระหว่างประเทศ

  • โพสต์แสดงความใกล้ชิดกับประชาชน
  • สะท้อนให้เห็นถึงความเครียดจากการเจรจา
  • ช่วยเพิ่มความสนใจทางการเมืองระหว่างประเทศ

ไม่ว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดในสถานการณ์ใดก็ตาม การโพสต์ภาพของ ฮุนเซน ถือเป็นการเปิดเผยชีวิตส่วนตัวของผู้นำที่มักจะถูกจับตามองอยู่ตลอดเวลา และด้วยความเป็นธรรมชาติและการกระทำที่แสดงออกอย่างจริงใจ ถือว่าสร้างการมีส่วนร่วมในโลกโซเชียลได้เป็นอย่างดี

ที่มา – ‘ฮุนเซน’ โพสต์ภาพงีบหลับคาเก้าอี้ หลังลุ้นข้อตกลงภาษีสหรัฐจาก 49% เหลือ 19%

‘เฉลิมชัย’ ไฟเขียวเจ้าหน้าที่กรม‘ธรณี-น้ำ-บาดาล’ร่วมเป็นพนักงานตามกฎหมายป่าไม้ 3 ฉบับ

‘เฉลิมชัย’ ไฟเขียวเจ้าหน้าที่กรม‘ธรณี-น้ำ-บาดาล’ร่วมเป็นพนักงานฯตามกฎหมายป่าไม้ 3 ฉบับ

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2567 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกมาประกาศแต่งตั้งเจ้าหน้าที่จาก 3 กรมหลัก ได้แก่ กรมทรัพยากรธรณี กรมทรัพยากรน้ำ และกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายป่าไม้ 3 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 และ พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507

ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ

การปรับโครงสร้างครั้งนี้เป็นไปเพื่อให้แต่ละหน่วยสามารถปฏิบัติงานในพื้นที่ป่า อนุรักษ์ และเขตพิทักษ์สัตว์ป่าต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่ต้องรอการอนุญาตจากกรมอุทยานแห่งชาติ์หรือกรมป่าไม้ เป็นกระบวนการปลดล็อคการทำงานให้สอดคล้องกับบทบาทของแต่ละกรม

  • กรมทรัพยากรธรณี: สามารถจัดการและดำเนินการด้านธรณีวิทยาและธรณีพิบัติภัยได้โดยตรง
  • กรมทรัพยากรน้ำ: มีบทบาทเพิ่มขึ้นในการบริหารจัดการน้ำและแก้ไขปัญหาที่เกิดจากทรัพยากรน้ำ
  • กรมทรัพยากรน้ำบาดาล: จะสามารถทำงานตรงตามความต้องการของประชาชนในเรื่องน้ำบาดาลได้สะดวกขึ้น

การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนในพื้นที่ป่าทั้งป่าสงวนและป่าอนุรักษ์ ให้สามารถเข้าถึงทรัพยากรพื้นฐาน และมีโอกาสในการพัฒนาอาชีพ สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับครอบครัว ตามนโยบายรัฐบาลอย่างแท้จริง

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

หลังจากที่ประกาศฉบับนี้ผ่านการประกาศในราชกิจจานุเบกษา จะส่งผลให้การทำงานในพื้นที่มีความคล่องตัวมากขึ้น การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติภายในพื้นที่ป่าสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วง่ายดาย เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบาย ทั้งด้านธรณีศาสตร์ การบริหารจัดการน้ำ และการอนุรักษ์ป่าไม้

นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อรองรับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติแบบองค์รวมและยั่งยืน เป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยให้ชุมชนอยู่ในพื้นที่ป่ามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยยังคงสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการพัฒนาอย่างเหมาะสม

หากคุณติดตามนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาชุมชน การเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลต่อวงการรัฐไทยในระยะยาว ถือเป็นการกระจายอำนาจและเพิ่มประสิทธิภาพให้การทำงานในภาพรวมของกระทรวงฯ สอดคล้องและทันต่อสถานการณ์มากยิ่งขึ้น

ที่มา – ‘เฉลิมชัย’ไฟเขียวเจ้าหน้าที่กรม‘ธรณี-น้ำ-บาดาล’ร่วมเป็นพนักงานฯตามกฎหมายป่าไม้ 3 ฉบับ

เทศบาลนครหัวหินคว้ารางวัลทีมผู้ก่อการดีระดับประเทศ ร่วมรณรงค์ป้องกันการจมน้ำ

เทศบาลนครหัวหิน ผงาดคว้ารางวัล MERIT MAKER ระดับประเทศ

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ที่ผ่านมา คุณนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีนครหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้เผยถึงความภาคภูมิใจของเทศบาลฯ หลังได้เข้าร่วมงานสัมมนาในโอกาส “วันรณรงค์ป้องกันการจมน้ำโลก” ซึ่งจัดขึ้นที่โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2567 ก่อนหน้านี้ โดยมีหัวข้อหลักภายใต้แนวคิดจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ว่า เรื่องราวของคุณสามารถช่วยชีวิตใครสักคน…การป้องกันการจมน้ำผ่านการแบ่งปันประสบการณ์

งานนี้มีการรวมเหล่าทีมผู้ก่อการดีจากทั่วประเทศกว่า 600 คน เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และรับชมผลงานที่โดดเด่นในการป้องกันการจมน้ำ รวมไปถึงประกาศมอบรางวัล ทีมผู้ก่อการดี ให้แก่หน่วยงานที่มีความทุ่มเทอย่างแท้จริง โดยปีนี้ เทศบาลนครหัวหินสามารถคว้ามาได้ถึงสองรางวัล คือ รางวัลชนะเลิศระดับทอง ในปี 2567 และรางวัลชนะเลิศระดับเพชร ในปี 2568

การมีส่วนร่วมของชุมชนกับการป้องกันการจมน้ำอย่างยั่งยืน

จากแนวทางการดำเนินงานของ เทศบาลนครหัวหิน การป้องกันการจมน้ำไม่ใช่งานที่สามารถทำได้โดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะ กลยุทธ์ทีมผู้ก่อการดี (MERIT MAKER) ที่ดึงเอากำลังใจและความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่ เพื่อจัดตั้งกลไกการเฝ้าระวัง การช่วยชีวิตเบื้องต้น และการสร้างการมีส่วนร่วมในระดับท้องถิ่น

ข้อมูลน่ารู้: สถิติการจมน้ำในประเทศไทย

สำหรับประเทศไทย พบว่าตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์จมน้ำสูงถึง 36,870 ราย หรือเฉลี่ยวันละกว่า 10 คน โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ที่มีสถิติน่าห่วงมากถึง 645 คนต่อปี คิดเป็นวันละเกือบ 2 ราย. ความรุนแรงของปัญหานี้จึงเป็นปัญหาสังคมที่สำคัญที่ทุกคนต้องร่วมมือกัน

การร่วมจัดกิจกรรมป้องกันการจมน้ำในปี 2567

ทั้งนี้ ปีนี้ประเทศไทยได้จัดกิจกรรมรณรงค์อย่างต่อเนื่องตลอดเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ภายใต้แนวคิด แบ่งปันเรื่องเล่าเพื่อป้องกันการจมน้ำ ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย เพื่อสร้างการตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง การสื่อสารผ่านเรื่องราวของผู้คนจึงกลายเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ประชาคมออนไลน์หนุนเสริมความปลอดภัยในชีวิตผู้คน

บทบาทของนโยบายและชุมชนสำคัญอย่างไรใน MERIT MAKER?

แผนแม่บทระดับชาติ 20 ปี ที่ผสานกับกลยุทธ์ระดับนโยบายตามมติสมัชชาอนามัยโลกและองค์กรสหประชาชาติ ถือเป็นหลักสำคัญในการขับเคลื่อนให้เห็นผลระยะยาว ขณะเดียวกัน เทศบาลนครหัวหิน ได้ริเริ่มการตั้งทีม MERIT MAKER ระดับชุมชน เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมตั้งแต่พื้นที่เล็ก ๆ และพลิกผันสิ่งเลวร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต ปัจจัยสำคัญคือ การเชื่อมโยงความรู้ ความคิด ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

การประชุมระดับประเทศนี้นอกจากจะเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนแนวทางแล้ว ยังเป็นการปูเส้นทางสู่การลดอัตราการเสียชีวิตจากการจมน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกมิติ เพราะการป้องกันจมน้ำยังต้องมีการวางแผนด้วยความสม่ำเสมอ, การมีชุมชนเป็นแนวหน้า และการนำเนื้อหาและฟีดแบ็กกลับมาพัฒนาแผนระยะกลางและยาวผ่านกลไกรัฐและชุมชนร่วมกัน

หากคุณเป็นชาวหัวหิน หรือผู้สนใจการทำงานเพื่อสังคมในรูปแบบสาธารณะสุข เราเชิญชวนให้ติดตามแนวทางการทำงานของเทศบาลนครหัวหิน และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ ทีมผู้ก่อการดี (MERIT MAKER) เพื่อสร้างความแตกต่างให้สังคมไทยปลอดภัยจากจมน้ำยิ่งขึ้น

ทุกเสียง ทุกแนวคิดสามารถช่วยชีวิตใครสักคน และทุกความร่วมมือจากภาคประชาชนนับว่าเป็นพลังสำคัญที่ดูแลความปลอดภัยของเด็ก เยาวชน และผู้สูงอายุที่อาจเสี่ยงต่อเหตุจมน้ำโดยไม่คาดคิด

ที่มา – เทศบาลนครหัวหิน คว้ารางวัลทีมผู้ก่อการดี (MERIT MAKER) ระดับประเทศ! ร่วมรณรงค์ป้องกันการจมน้ำ

สทนช. ลงพื้นที่นครพนม ติดตามสถานการณ์น้ำโขงเตรียมพร้อมรับมืออุทกภัย

สทนช. ลงพื้นที่นครพนม เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำโขงเตรียมพร้อมรับมืออุทกภัย

เมื่อไม่นานมานี้ ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้ลงพื้นที่จังหวัดนครพนม เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำโขงและพร้อมเตรียมรับมืออุทกภัยที่อาจเกิดขึ้น โดยมีนายวรวิทย์ พิมพนิตย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และทีมงานร่วมกันลงพื้นที่สำรวจอย่างใกล้ชิด

การเตรียมความพร้อมรับมือน้ำโขงที่เพิ่มสูงขึ้น

สถานการณ์น้ำโขงในจังหวัดนครพน presently ไม่ถึงจุดวิกฤต แต่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีสาเหตุหลักจากปริมาณฝนที่ตกลงมาในช่วงที่ผ่านมา และมวลน้ำที่ไหลลงมาจากตอนเหนือ ซึ่งอาจส่งผลกระทบเมื่อรวมกันกับฝนตกซ้ำในพื้นที่ สทนช. และจังหวัดนครพนมจึงได้วางแผนเตรียมความพร้อม เช่น การติดตั้งเครื่องสูบน้ำสำรองที่ถนนสวรรค์ชายโขงและพื้นที่สำคัญอื่น ๆ เพื่อเร่งการระบายน้ำในกรณีฉุกเฉิน

นอกจากนี้ จังหวัดนครพนมยังเผชิญกับน้ำเสี่ยงรบกวนจาก 3 ทิศทาง ได้แก่ น้ำจากจังหวัดสกลนครทางตอนบน น้ำฝนในพื้นที่ และน้ำโขงที่หนุนจากด้านเหนือ ดังนั้นการเตรียมตัวรับมือจึงต้องทำอย่างรอบด้าน เพื่อบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จุดเสี่ยงน้ำท่วมขึ้นเพียบ! สทนช. ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ในปัจจุบัน เกิดน้ำเอ่อท่วมขึ้นบริเวณพื้นถนนสวรรค์ชายโขงและพื้นที่ตลาดอินโดจีนใต้บริเวณพญาศรีสัตตนาคราช ซึ่งถือเป็นพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจของจังหวัด การรับมือกับสถานการณ์จึงต้องคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนในวงกว้าง โดยจังหวัดและเทศบาลร่วมกันใช้มาตรการหลายอย่าง เช่น การแจ้งเตือนล่วงหน้า การเคลื่อนย้ายสินค้าของร้านค้า และการเตรียมสถานที่ค้าขายสำรองเพื่อความมั่นคงทางรายได้

สถานการณ์น้ำโขงในนครพนม

จังหวัดนครพนมนั้นตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำโขงโดยตรง และเสี่ยงต่อการเผชิญน้ำหลาก รวมถึงได้รับผลกระทบจากปริมาณฝนที่ตกต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมิถุนายนจนถึงช่วงปลายฝน ในช่วง สทนช. ลงพื้นที่นครพนม ติดตามสถานการณ์น้ำโขงเตรียมพร้อมรับมืออุทกภัย จึงเน้นย้ำให้ท้องถิ่นเตรียมพร้อมและติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง แม้ว่าระดับน้ำขณะนี้จะยังไม่วิกฤต แต่ต้องระวังในช่วงที่อาจมีพายุหรือมวลน้ำจากด้านบนไหลลงมาในเดือนสิงหาคมและกันยายน

มาตรการร่วมมือเพื่อลดความเสียหาย

ในระหว่างการลงพื้นที่ สทนช. ได้ร่วมกับเทศบาลและหน่วยงานพัฒนาอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างระบบที่ตอบสนองได้รวดเร็วและเห็นผลจริง ตัวอย่างที่เห็นได้คือการตรวจสอบจุดสูบน้ำของเทศบาลเมืองนครพนม ที่ไม่เพียงช่วยในช่วงวิกฤต แต่ยังลดผลกระทบที่จะเกิดกับพื้นที่ชุมชน

นอกจากนี้ ยังมีแผนฟื้นฟูและพัฒนาระบบน้ำระยะยาว โดย สทนช. จะร่วมมือกับจังหวัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินและปรับแผนให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป และลดความเสี่ยงทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ผู้ที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดนครพนม หากติดตามข่าวผ่านช่องทางท้องถิ่นหรือสื่อสังคมออนไลน์ สามารถเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ได้ล่วงหน้า ซึ่งนับวันเป็นเรื่องสำคัญมากขึ้นท่ามกลางสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

สุดท้ายนี้ สทนช. ลงพื้นที่นครพนม ไม่เพียงติดตามสถานะน้ำ แต่ยังรับฟังเสียงความคิดเห็นของประชาชนท้องถิ่น ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ผ่านการคุยกับชุมชนริมโขง และร้านค้าในพื้นที่เสี่ยง เพื่วร่วมกันหาทางออกร่วม

สิ่งที่สำคัญไปกว่าการเตรียมมาตรการ คือการสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจและรับมือได้จริง สทนช. และจังหวัดจึงให้ความสำคัญกับการแจ้งเตือนและเตรียมความรู้ทางเทคนิคเพื่อใช้ในชีวิตประจำวันของคนในพื้นที่

ที่มา – สทนช. ลงพื้นที่นครพนม ติดตามสถานการณ์น้ำโขงเตรียมพร้อมรับมืออุทกภัย

ขอนแก่นส่งตาข่ายกันโดรน-ข้าวสาร ให้กับกำลังทหารที่สุรินทร์-ศรีษะเกษ

ขอนแก่นรวมพลังจิตอาสา ส่งมอบตาข่ายกันโดรนและข้าวสารให้ทหารชายแดน

เมื่อช่วงเช้าวันที่ 1 สิงหาคม เวลา 10.00 น. ที่วัดป่ารัตนมงคล ตำบลศิลา อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น มีพิธีส่งมอบสิ่งของจำเป็นให้กับกำลังทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะที่จังหวัดสุรินทร์และศรีษะเกษ ซึ่งในขณะนี้กำลังมีข้อพิพาทเขตแดนที่ต้องการการสนับสนุนอย่างเร่งด่วน

การสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อปกป้องอธิปไตย

ในพิธีครั้งนี้ พล.ต.กิตติพงษ์ เนื่องชมภู ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 23 ได้รับมอบข้าวสารจำนวน 2 ตัน, อาหารแห้ง, มะนาว, น้ำดื่ม, ยากันยุง, ถุงเท้า, พระเครื่อง และสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นจากพระครูประยุตสารธรรม เจ้าอาวาสวัดป่ารัตนมงคล พร้อมด้วยคณะอุบาสก อุบาสิกา ประชาชนจากชุมชนบ้านกา, บ้านดอนหญ้านาง, หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงนักเรียนสมาธิจากสถาบันพลังจิตานุภาพ สาขา 31 วัดศรีจันทร์ ห้องเรียนวัดป่ารัตมงคล

โดยประธานในพิธีได้กล่าวว่า สิ่งของทั้งหมดมีความหมายเกินกว่าการบริจาค แต่เป็นกำลังใจและพลังแห่งความสามัคคีจากพี่น้องจังหวัดขอนแก่น ที่จะส่งต่อไปถึงแนวหน้าชายแดนที่กำลังเผชิญกับความท้าทาย

สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือ ตาข่ายกันโดรน ที่มีการบริจาคจากกลุ่มผู้ผลิตในจังหวัดขอนแก่นรวมทั้งหมด 10 กระสอบ หรือประมาณ 60 ผืน โดยจะถูกนำไปใช้เพื่อป้องกันและสกัดกั้นวัตถุทางอากาศ เช่น โดรน ตามจุดที่กำหนดไว้ในพื้นที่ชายแดน ได้แก่ ปราสาทโดนตวล จังหวัดศรีษะเกษ และปราสาทตามเมือนธม จังหวัดสุรินทร์

ธารน้ำใจจากคนไทย ที่ส่งตรงถึงแนวหน้า

ด้านพระครูประยุตสารธรรม เจ้าอาวาสวัดป่ารัตนมงคล กล่าวว่า ข้าวสารและอาหารแห้งที่มอบให้วันนี้ เป็นการรวมพลังแบบเร่งด่วนจากประชาชนและญาติธรรมที่บริจาคตามศรัทธา

  • ข้าวสาร 2 ตัน
  • บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
  • แก๊สหุงต้ม
  • ยากันยุง
  • น้ำดื่มบรรจุขวด

การสนับสนุนในครั้งนี้นอกจากจะเน้นเรื่องการรับมือกับโดรนแล้ว ยังเป็นการช่วยให้ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่มีข้าวกิน มีกำลังใจในการป้องกันดินแดนไทยให้มั่นคงถาวร

นับเป็นความร่วมมือที่น่าประทับใจ ระหว่างพลเรือน หน่วยงานต่างๆ และเทคโนโลยี ที่ช่วยเสริมความเข้มแข็งให้กับแนวหน้าของชาติอย่างแท้จริง

หากใครอยากมีส่วนร่วมในการสนับสนุน ชายแดนไทย ทั้งโดรนตาข่าย หรือของจำเป็นอื่นๆ ยังสามารถติดต่อกับวัดหรือสำนักทหารในพื้นที่เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ที่มา – ขอนแก่นส่งตาข่ายกันโดรน-ข้าวสาร ให้กับกำลังทหารที่สุรินทร์-ศรีษะเกษ

‘แอ๊ด คาราบาว’ เตือน ‘ส.ส.’ พรรคดัง หลังโพสต์หยาบใส่ทหาร ถามกลับคิดได้หรือยังทหารมีไว้ทำไม?

ประเด็นที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ยังคงสร้างความวิพากษ์วิจารณ์ไม่หยุด หลังจากที่ นายสหัสวัต คุ้มคง ส.ส.จาก พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความที่วิจารณ์กองทัพด้วยภาษาที่ไม่ค่อยเหมาะสมจนเป็นที่โจษจันในวงกว้าง ถึงแม้เขาจะออกมาขอโทษแล้ว แต่กระแสดราม่ารอบนี้ยังคงไม่จางหายง่ายๆ

‘แอ๊ด คาราบาว’ แสดงจุดยืนอย่างชัดเจน

ในเวลาไม่นานมานี้ แอ๊ด คาราบาว ศิลปินเพื่อชีวิตชื่อดังซึ่งเป็นที่รักของประชาชนได้แสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา ผ่านการโพสต์ข้อความที่เต็มไปด้วยความห่วงใยต่อประเทศชาติ ความรักในประชาธิปไตย และความเคารพต่อกำลังพลทหารที่เสียสละเพื่อแผ่นดินไทย โดยเขาระบุว่า

“ผมคิดอยู่นานว่าจะโพสต์หรือไม่โพสต์ดี แต่ก็เลือกที่จะโพสต์ในที่สุด คำขอโทษก็เรื่องหนึ่ง แต่ทัศนคติที่คุณสหัสวัตยังคงมีอยู่ในใจ มันจะหมดไปหรือไม่ผมไม่รู้ แต่สิ่งที่บ่งบอกชัดเจนคือความคิดของพรรคปชน. ต่อกองทัพ ผมอยากเตือนในฐานะที่ผมเป็นผู้รักชาติและเชื่อมั่นในประชาธิปไตยว่า เราต้องยอมรับว่าทหารมีหน้าที่สำคัญในการปกป้องประเทศ คำพูดที่ว่า ‘ทหารมีไว้ทำไม?’ ที่เคยถูกพูดโดยอดีตผู้นำพรรค ทำให้ผมสะกิดใจมาตลอด ผมว่าทุกคนสามารถคิดใหม่ได้ ถ้าตั้งใจจริง

ทหารเสียสละ เพื่อแผ่นดินไทย

พรรคคุณมีคนเก่งๆ หลายคน ไม่ว่าจะเป็นคุณช่อ คุณธนาธร หรือคุณเท้ง ผมเชื่อว่าพวกเขาคงเข้าใจได้ เมื่อสถานการณ์ถึงขั้นสงคราม ขอให้ทุกฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างลูกผู้ชายเต็มที่ แล้วมาร่วมกันหาทางออกให้ชาติ ประเทศต้องการพลังรวมไม่ใช่การแบ่งแยก”

ชาวเน็ตออกมาแสดงความคิดเห็น

เมื่อ แอ๊ด คาราบาว ได้โพสต์ข้อความในกรณีนี้ ก็มียอดไลก์และแชร์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในโซเชียลมีเดีย ทำให้ชาวเน็ตหลายกลุ่มเริ่มหันมาให้ความสนใจ และตั้งคำถามเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นความเหมาะสมทางการเมืองเมื่อเจาะจงวิพากษ์ทหาร รวมถึงการจะจัดการกับคนที่มีทัศนคติเช่นนี้อย่างไรในบริบทของการเมืองไทย

  • เรายังต้องการคนที่มีความคิดแบบนี้มาช่วยบริหารประเทศอีกหรือครับ
  • สั้นๆครับ คนแบบนี้จะมารับใช้ชาติและประชาชนได้อย่างไร
  • ความเห็นของแอ๊ด คาราบาวมีน้ำหนักมากทีเดียว น่าจะเป็นสัญญาณเตือนใจทุกฝ่าย

ด้วยบทบาททางการเมืองและประวัติศาสตร์กับการเมืองไทย ทหารถือเป็นองค์กรที่มีบทบาทอย่างลึกซึ้งในหลายด้าน และแม้ว่าจะมีความคิดเห็นต่างกันไปในเรื่องของความเหมาะสม แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการพูดคุยอย่างเคารพ ไม่ใช่การวิจารณ์แบบดูหมิ่น ซึ่งอาจนำไปสู่ผลลัพธ์เชิงลบต่อความสามัคคีของสังคม

สำหรับประชาชนที่กำลังติดตามข่าวสารการเมืองอยู่ในขณะนี้ การใช้ภาษาที่เหมาะสมและการสื่อสารในรูปแบบรับผิดชอบยิ่งสำคัญ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดอาจสะท้อนความคิดของพรรคและแนวทางการนำประเทศของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการการพัฒนาทั้งทางด้านนโยบายและจิตสำนึกต่อรัฐชาติ

ที่มา – ‘แอ๊ด คาราบาว’เตือน ‘สส.’พรรคดัง หลังโพสต์หยาบใส่ทหาร ถามกลับคิดได้หรือยังทหารมีไว้ทำไม?