ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

อาชีวศึกษาเอกชน เรียกร้องรัฐบาลเพิ่มสัดส่วนเงินกู้ กยศ. ให้มากขึ้น

อาชีวศึกษาเอกชน วอนรัฐบาลปรับเพดานเงินกู้ กยศ.

เมื่อเร็วๆ นี้ นายวิเชียร เนียมน้อม นายกสมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย ได้ออกมาแสดงความเป็นห่วงเกี่ยวกับปัญหาการเข้าถึงเงินกู้เพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่ยังไม่เพียงพอสำหรับนักเรียนและนักศึกษาระดับอาชีวศึกษาเอกชน โดยปัจจุบันมีวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชนทั่วประเทศรวม 418 แห่ง กระจายอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพฯ ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้

ปัญหาหลักคือการเข้าถึงเงิน กยศ. ไม่เพียงพอ

จากข้อมูลที่สมาคมรายงาน พบว่ามีนักเรียน นักศึกษาในระดับอาชีวศึกษาเอกชน เช่น ปวช. และ ปวส. กว่า 340,000 คน และมีความต้องการในการกู้ยืมเพื่อการศึกษาเพิ่มขึ้นทุกปี แต่บางครั้งกองทุน กยศ. มีข้อจำกัดในด้านจำนวนเงิน ทำให้นักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ไม่สามารถสมัครกู้ได้ตามความต้องการ และส่งผลต่อการศึกษาต่อของผู้เรียนโดยตรง

โดยเฉพาะกลุ่มศิษย์ระดับอาชีวศึกษาที่จบออกมาแล้วพร้อมทำงานตามสาขาที่มีความต้องการในตลาดแรงงาน จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนเป็นพิเศษ เพื่อเพิ่มจำนวนแรงงานที่มีทักษะตรงตามความต้องการของประเทศ

ทำไมต้องให้ความสำคัญกับอาชีวศึกษาเอกชน?

  • อาชีวศึกษาเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจฐานราก
  • สถานศึกษาเอกชนเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมนักศึกษาเข้าสู่ตลาดแรงงาน
  • ความต้องการเงินกู้ต่อปีเพิ่มขึ้น แต่สัดส่วนของ กยศ. ไม่สามารถรองรับได้

ในมุมมองเศรษฐกิจ กลุ่มผู้สำเร็จการศึกษาอาชีวศึกษานั้นมีศักยภาพในการทำงานได้ทันที ไม่ต้องผ่านการฝึกอบรมเพิ่มเติมมากเหมือนสาขาอื่นๆ ดังนั้น การเพิ่มโอกาสให้เด็กกลุ่มนี้ได้มีสิทธิ์กู้ยืมกยศ. จึงเปรียบเสมือนการลงทุนให้กับทุนความรู้ ทักษะ และแรงงานของประเทศ เพราะเงินกยศ. หากจัดสรรได้อย่างเหมาะสม จะช่วยลดช่องว่างทางสังคม และเปิดโอกาสให้เยาวชนได้พัฒนาตนเอง

เสนอให้รัฐบาลเร่งปรับนโยบายเรื่องเงินกู้นักศึกษา

นายวิเชียร ยังกล่าวด้วยว่า สมาคมได้ประสานงานกับทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการคลัง เพื่อขอให้เร่งเพิ่มสัดส่วนการกู้ในกลุ่ม อาชีวศึกษาเอกชน ให้มากขึ้น รวมถึงพิจารณาความต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อให้ผู้เรียนสาขาที่จำเป็นได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม

การศึกษายังเป็นเรื่องสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม เพราะกลุ่มนักศึกษาอาชีวศึกษามักมีโอกาสในการทำงานสายเทคโนโลยี วิศวกรรม และการบริการวิชาชีพที่ตอบโจทย์ Thailand 4.0 หากปรับเรื่องงบประมาณและสัดส่วนการกู้ได้ ภารกิจเร่งการพัฒนาเศรษฐกิจก็มีโอกาสประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น

ทิศทางและบทบาทของรัฐในอนาคต

Association อยากให้รัฐบาลเห็นศักยภาพของ อาชีวศึกษาเอกชน เพราะนอกจากจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำแล้ว ยังสร้างช่องทางให้คนทุกระดับเข้าถึงการศึกษา และเข้าสู่การทำงานได้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นในระดับช่างอุตสาหกรรม เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือการบริการต่างๆ ที่กำลังขาดแคลนแรงงานทักษะเฉพาะทาง

เชื่อว่าหากมีการกระจายงบประมาณและเพิ่มปริมาณโควตาผู้กู้ในสาย อาชีวศึกษาเอกชน ได้มากขึ้น จะช่วยเสริมทัพภารกิจพัฒนาประเทศให้เป็นรูปธรรม ฝากความหวังไว้ว่านโยบายให้ความช่วยเหลือด้านการศึกษาควรคำนึงถึงผู้เรียนกลุ่มนี้อย่างยั่งยืน

หากคุณสนใจหรือนักศึกษาในสายอาชีวศึกษา ร่วมเป็นหนึ่งในเสียงสะท้อนเพื่อเรียกร้องสิทธิ์ให้กลุ่มที่ต้องการมากที่สุด สามารถติดตามและร่วมมือกับองค์กรที่ให้การสนับสนุนอาชีวศึกษาเอกชน รวมถึงติดตามการเปลี่ยนแปลงนโยบายจากรัฐอย่างใกล้ชิด

ที่มา – ‘อาชีวศึกษาเอกชน’ วอนรัฐบาลให้ความสำคัญ ขอเพิ่มสัดส่วนกู้ยืมกยศ.

กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยเปิดเกมรุนแรง เอาชนะวิชูทิศพร้อมคว้าชัยเดลินิวส์คัพ 2025

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ได้เกิดการแข่งขันฟุตบอลที่สร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนบอลทั่วไป โดยเป็นศึกระดับโรงเรียนในรุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี ประเภท ก. ที่จัดขึ้นภายใต้ชื่อรายการ ‘เดลินิวส์คัพ 2025’ ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘กรมพลศึกษา เดลินิวส์คัพ 2025’ ที่สนามของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

คู่การแข่งขันที่น่าจับตาในวันนี้ คือระหว่าง ‘กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย’ และ ‘วิชูทิศ’ ในกลุ่ม B ซึ่งเป็นเกมที่เต็มไปด้วยความมันส์และทั้งสองทีมต่างงัดฟอร์มที่ดีที่สุดออกมาเพื่อแสวงหาชัยชนะ

กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยครึ่งแรกดุดัน

ในช่วงครึ่งแรก กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยหรือที่รู้จักกันในฉายา ‘ชงโคสีม่วง’ เริ่มเกมได้เป็นอย่างดี โดยสามารถขึ้นนำได้ตั้งแต่นาทีที่ 17 จากจังหวะทำชิ่งหน้ากรอบเขตโทษก่อนที่ทาง กิตติภพ ชีพันคุง จะหลุดเข้าไปยิงลอดขาผู้รักษาประตู สกอร์ตอนนั้นเป็น 1-0

หลังจากได้เปรียบตั้งแต่ก้าวเข้าสู่เกม นักเตะกรุงเทพคริสเตียนยังคงบุกอย่างต่อเนื่อง แม้ทางวิชูทิศจะอาศัยเกมสวนกลับสร้างโอกาสได้หลายครั้ง แต่ก็ยังติดอยู่ที่แนวรับของคริสเตียนที่แน่นหนา สุดท้ายหมดครึ่งแรกด้วยสกอร์นำที่ 1-0 สำหรับกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย

ครึ่งหลังตื่นเต้นสุดกู่

ในครึ่งหลังเกมกลับมาสู่สถานการณ์สูสีเมื่อวิชูทิศสามารถยิงตีเสมอ 1-1 ได้สำเร็จในนาทีที่ 54 จากลูกฟรีคิกของ นฤเทพ ศรีโลเพี้ยน ที่ขึ้นโขกแบบไม่มีตัวประกบบอลเสียบเสาเข้าไปอย่างสวยงาม

ทว่า ‘กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย’ ยังคง สปิริตของทีมยอดเยี่ยม กลับมานำอีกครั้งเป็น 2-1 ในนาทีที่ 70 จากความสามารถของ จอมพล หอมบุญมา ที่รับบอลจากริมเส้นขวาก่อนตัดสินใจยิงเล่นทางเข้าประตูไป

เกมยังกลับมาให้แฟนบอลได้ลุ้นจนครบถ้วน 90 นาที และช่วงนาทีสุดท้าย กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ปิดกล่องทำคะแนนเพิ่มได้สำเร็จจากจังหวะสวนกลับของ กีรติสกุล จันทโลก ที่หลุดเดี่ยวก่อนจะยิงบอลเสียบมุมเข้าไป ในนาทีที่ 90 นำห่างสุดท้าย 3-1 ขณะที่ทั้งสองทีมสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมอย่างมาก

สรุปผลหลังเกมจบ

  • กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย เก็บชัยชนะไป 3-1 เล่นมาแล้ว 5 เกม มีคะแนนรวม 9 แต้ม รั้งที่ 3 ของกลุ่ม B
  • วิชูทิศ เก็บไป 0 คะแนน จากการเล่น 4 เกม ลงมาเป็นอันดับท้ายของตารางเดียวกัน

ความคิดเห็นหลังเกม

หลังเกมจบ สิ่งที่น่าสนใจคือการยืนหยัดของกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยที่แม้จะเสียประตูในช่วงครึ่งหลังแต่ก็ยังกลับมาลุยและคว้าชัยโดยตลอด ถือเป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นที่น่าชื่นชม จากฟอร์มเกมที่ผ่านมา คริสเตียนวิทยาลัยมีแนวโน้มเข้ารอบในศึกลูกหนังขาสั้น ‘เดลินิวส์ คัพ 2025’ ด้วยความพร้อมของทีมและความสมดุลในการบุกและรับที่ยอดเยี่ยม

หากคุณเป็นแฟนกีฬาโรงเรียน และติดตามสนามฟุตบอลระดับเยาวชน กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย น้อยครั้งที่คุณจะพบทีมที่ผสมผสานกลยุทธ์ด้วยศิลปะการเล่นและการจัดทีมได้อย่างลงตัวแบบนี้ เชื่อว่า ‘กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย’ จะโชว์ฟอร์มได้ดีกว่าในรอบถัดไป

ที่มา – “กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย” เก็บชัยเหนือ “วิชูทิศ” ศึกลูกหนังขาสั้น “เดลินิวส์ คัพ 2025”

อาจารย์สุดช้ำ เมียปันใจแอบกินกับ ‘รอง ผอ.’ เพื่อนรัก กอดจูบชัดๆ บอกแค่หยอกล้อ

เรื่องราวความรักสามเศร้าที่สะเทือนวงการศึกษาไทย

อาจารย์วิทยาลัยคนหนึ่งออกมาร้องเรียนผ่านมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม หลังจากที่เขาต้องเผชิญกับเหตุการณ์ปวดใจซ้ำซ้อน เมื่อภรรยาของเขามีความสัมพันธ์แอบแฝงกับ ‘รอง ผอ.’ วิทยาลัยที่ตนเองทำงานอยู่ และเป็นเพื่อนซี้ที่รู้ใจกันมากว่ากว่าสิบปี

จากความรักกลายเป็นความเจ็บช้ำ

นายเอ อาจารย์ประจำวิทยาลัยนามสมมุติ เล่าว่าจากเคยใช้ชีวิตครอบครัวอย่างมีความสุขหลังจดทะเบียนสมรสกับภรรยามานานหลายสิบปี จนมีลูกสาวด้วยกัน 3 คน แต่พฤติกรรมของภรรยาเริ่มเปลี่ยนไปในปี 65 โดยเฉพาะเมื่อร้านค้าของภรรยาอยู่ภายในสหกรณ์ของวิทยาลัย ที่มี ‘รอง ผอ.’ เข้าออกบ่อยครั้ง

อาจารย์สุดช้ำต้องค้นความจริงด้วยตัวเอง

เพื่อคลายข้อสงสัย จึงได้แอบติดตั้งกล้องวงจรปิดไว้ในร้าน และพบหลักฐานช็อกใจเมื่อวันที่ 16 ก.พ.ที่ผ่านมา ขณะที่ภรรยาและ ‘รอง ผอ.’ ได้แสดงพฤติกรรมใกล้ชิดเกินเลยโดยมีการกอดจูบ แถมภรรยายังถอดเสื้อให้เห็นหน้าอก สิ่งที่เห็นในคลิปเป็นการกระทำที่คนทั่วไปมองก็รู้ได้เลยว่าทั้งสองคนมีอะไรกันมากกว่าแค่ ‘หยอกล้อ’

‘อาจารย์สุดช้ำ’ รู้สึกสิ้นหวัง ไม่ได้รับการช่วยเหลือ

แม้จะร้องเรียนทั้งไปที่สำนักนายกรัฐมนตรีและสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา (สอศ.) แต่กลับไม่มีการรับเรื่องอย่างจริงจัง สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกช้ำซ้อน จนตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากทนายความ และมูลนิธิว่าความยุติธรรมในสังคม

กฎหมายช่วยได้มากกว่าที่คุณคิด

  • ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีผู้บังคับบัญชาเพิกเฉยไม่ดำเนินการ
  • กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 สามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายจากคู่ชู้ได้

ทนายรณณรงค์ยังชี้ว่า การกระทำลักษณะนี้เป็นการทำลายศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพครู และบ่อนทำลายความไว้วางใจของประชาชนต่อระบบการศึกษาไทยอีกด้วย มูลนิธิพร้อมเดินหน้าผลักดันให้มีการสอบวินัยอย่างรัดกุม และหากยืนยันความผิดจริง ควรให้ชู้คู่นี้ถูกไล่ออกจากราชการทันที

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้ในระบบราชการและองค์กรการศึกษา ก็ไม่เว้นวายจากปัญหาความสัมพันธ์นอกกฎหมาย เมื่อ ‘อาจารย์สุดช้ำ เมียปันใจแอบกินกับ ‘รอง ผอ.’ เพื่อนรักจนลุกลามบานปลายและเกือบจะส่งผลต่อชีวิตของผู้เสียหายในทางลบ’

บทสรุปและบทเรียนสำคัญ

เรื่องนี้ควรเป็นจุดเปลี่ยนที่กระทรวงศึกษาธิการและสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ต้องเร่งสอบและดำเนินการอย่างจริงจัง ศักดิ์ศรีของตัวบุคคลและองค์กรต้องได้รับการปกป้อง เพื่อเป็นการรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนในระบบนี้ให้กลับคืนมา

เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องเบา แต่ควรนำไปสู่การตั้งคำถามถึงจรรยาบรรณของครูสอนศิษย์ แต่กลับประพฤติตนไม่สำรวม การฟ้องร้องและการสอบวินัยจึงจำเป็นอย่างมากเพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นซ้ำ

หากคุณหรือคนรอบตัวมีปัญหาในลักษณะนี้ อย่าเก็บไว้ ควรรีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือมูลนิธิด้านกฎหมายทันที เพราะการแก้ไขตั้งแต่เนิ่นๆ อาจช่วยรักษาชีวิตคู่และอาชีพของคุณได้

ที่มา – อาจารย์สุดช้ำ! เมียปันใจแอบกินกับ “รอง ผอ.” เพื่อนรัก กอดจูบชัดๆ บอกแค่หยอกล้อ

มาสด้าจัดแคมเปญใหญ่แห่งปี “ซื้อรถลุ้นรถ” กับโชค 2 ต่อสูงสุด 1.8 ล้านบาท

มาสด้าได้จัดแคมเปญแห่งปีที่เรียกได้ว่าเป็นโอกาสทองสำหรับคนที่มองหารถยนต์คันใหม่ ภายใต้ MAZDA MID-YEAR SURPRISE ข้อเสนอมาสด้าแห่งปี “ซื้อรถลุ้นรถ” ลูกค้าที่จองและออกรถมาสด้าทุกรุ่นภายในช่วงกำหนดจะมีสิทธิ์ลุ้นโชคก้อนใหญ่ มูลค่ารวมกว่า 1.8 ล้านบาท พร้อมข้อเสนอพิเศษอื่น ๆ อีกมากมาย

มาสด้าจัดแคมเปญใหญ่แห่งปี “ซื้อรถลุ้นรถ” ช่วยเติมเต็มความสุข

แคมเปญ มาสด้าจัดแคมเปญใหญ่แห่งปี “ซื้อรถลุ้นรถ” เริ่มขึ้นระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม 2568 – 30 กันยายน 2568 เป็นช่วงเวลาสำคัญที่มาสด้าต้องการเชิญชวนลูกค้าใหม่ให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวมาสด้า และมอบประสบการณ์เหนือระดับที่สอดคล้องกับแนวทางของแบรนด์ “Joy Drives Live” หรือ “ความสุขขับเคลื่อนชีวิต” ทั้งในด้านการขับขี่และประสบการณ์อื่น ๆ ที่มาพร้อมกับการเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้า

กิจกรรมลุ้นโชค 2 ต่อ: ซื้อรถลุ้นรถ!

ภายในแคมเปญนี้ ลูกค้าที่ออกรถยนต์มาสด้าทุกรุ่นในช่วงเวลาที่กำหนด จะมีสิทธิ์ลุ้นของรางวัลใหญ่ 2 ต่อ ได้แก่:

  • รางวัลประจำเดือน: รวมถึง 260 รางวัล พร้อมแจกทุกวัน!
  • ของรางวัลใหญ่ประจำแคมเปญ: รถยนต์ NEW MAZDA2 ESSENTIAL รุ่น 1.3 PRIME ในจำนวน 1 รางวัล

เป็นโอกาสที่จะได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการใช้รถ ตลอดจนโอกาสลุ้นรับรถยนต์นวัตกรรมใหม่จากมาสด้า!

ความพิเศษเฉพาะ Mazda Family

สำหรับผู้ที่เคยเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้าหรือสมาชิกครอบครัวของพวกเขา แคมเปญนี้ไม่เพียงแค่เป็นข้อเสนอ “ซื้อรถลุ้นรถ” แต่ยังได้รับสิทธิ์เพิ่มเติมอย่าง บัตรน้ำมันมูลค่าสูงสุด 30,000 บาท ซึ่งถือเป็นการขอบคุณลูกค้าที่อยู่กับแบรนด์มาสด้าอย่างต่อเนื่อง

ทำไมต้องใช้โอกาสนี้ลุยออกรถ?

แคมเปญ ซื้อรถลุ้นรถ มาสด้า ไม่ใช่ของแถมครั้งเล็ก ๆ แต่ถือเป็นการมอบมูลค่าให้ลูกค้าในระดับที่น่าสนใจ ซึ่งรวมถึง:

  • ส่วนลดสูงสุด 150,000 บาท สำหรับรุ่นที่ร่วมรายการ
  • ลุ้นรถกับโอกาสทอง หนึ่งเดียวในรอบปีที่จะได้เป็นเจ้าของ Mazda2
  • คืนกำไรให้ลูกค้าอย่างเต็มที่ สะท้อนถึงจุดยืนของแบรนด์ที่พร้อมตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกด้าน

แคมเปญนี้มาพร้อมกับความคุ้มค่าและแรงยกตลาดรถยนต์ครึ่งปีหลัง ซึ่งมีอายุการจัดขึ้นจำกัด เพียงแค่สองเดือนเท่านั้น ลูกค้าที่สนใจควรรีบตัดสินใจ จัดการสอบถามจากที่ปรึกษาการขายตามโชว์รูมต่าง ๆ ทั่วประเทศ หรือศึกษาเพิ่มเติมผ่าน เว็บไซต์ทางการของมาสด้า

สรุป: คุ้มค่าจริงจัง ห้ามพลาดแคมเปญ “ซื้อรถลุ้นรถ” มาสด้า

ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ซื้อรถครั้งแรก หรือเป็นแฟนพันธุ์แท้มาสด้า มาตรฐานของแบรนด์และการจัดกิจกรรม “ซื้อรถลุ้นรถ” ในช่วงครึ่งปีหลังของ Mazda Sales (Thailand) สื่อถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับประสบการณ์ลูกค้า อย่าพลาดโอกาสก้อนใหญ่ที่เกิดขึ้นได้แค่ปีละครั้ง!

คุณก็สามารถเป็นเจ้าของรถใหม่และร่วมตื่นเต้นกับการลุ้นรถไปพร้อมกัน อย่าลืมเข้าไปสำรวจ www.mazda.co.th ตอนนี้ เพื่อดูว่ามาสด้ารุ่นที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์คุณคืออะไร

2 ทหารเขมร สาบานไม่รบกับไทย หลังได้รับความช่วยเหลือก่อนถูกส่งตัวกลับประเทศ

2 ทหารเขมร สาบานไม่รบกับไทย หลังได้รับความช่วยเหลืออย่างมนุษยธรรม

วันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์น่าประทับใจขึ้น ณ จุดผ่านแดนถาวรช่องจอม จังหวัดสุรินทร์ โดยทหารไทยได้นำทหารกัมพูชา 2 นาย ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุปะทะบริเวณชายแดน ส่งตัวกลับประเทศอย่างปลอดภัย พร้อมด้วยคำสาบานอันลึกซึ้งว่าจะไม่เข้าร่วมการสู้รบกับฝ่ายไทยอีก

สองทหารผู้โชคร้ายที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม

นายทหารคนแรกที่มีชื่อว่า สิบเอก มอม ริทธี มีอาการบาดเจ็บสาหัส โดยแขนหักและมีแผลเน่าที่บริเวณสะโพกด้านขวา หลังถูกพบในสภาพร้ายแรงและขอกำลังใจจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย สำหรับอีกหนึ่งรายคือ ว่าที่ร้อยตรีอาง เอือง พบว่ามีอาการผิดปกติทางจิตใจ จากความเครียดจากการรบ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า ควรให้ครอบครัวดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้อาการแย่ลง

การส่งตัวตามหลักมนุษยธรรมและความร่วมมือระหว่างสองประเทศ

การส่งตัวทหารทั้งสองรายกลับสู่ประเทศกัมพูชาในครั้งนี้ ดำเนินตาม อนุสัญญาเจนีวา รวมถึง พ.ร.บ. ป้องกันการทรมานและอุ้มหาย รวมถึง พ.ร.บ. คนเข้าเมือง อย่างเคร่งครัด โดยทั้งสองฝ่ายยึดหลักการปฏิบัติต่อกันด้วยความเคารพและความเป็นมนุษย์ แม้ว่าจะเคยเป็นฝ่ายตรงข้าม แต่ในช่วงเวลายากลำบาก ต่างก็ยื่นมือเข้าช่วยเหลืออย่างจริงใจ


บทบาทของความเมตตาในการช่วยเหลือคนจากอีกฝั่ง

เรื่องราวของ 2 ทหารเขมร สาบานไม่รบกับไทย ในครั้งนี้สะท้อนถึงการรับมือกันด้วยใจมนุษย์มากกว่าการปฏิบัติเหมือนศัตรูโดยทหารฝ่ายไทยให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์ ความเข้าใจทางจิตวิทยา และการปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ความขัดแย้งไม่จำเป็นต้องสิ้นสุดด้วยความเกลียดชัง แต่สามารถมีจุดจบด้วยความปรารถนาดีและความเข้าใจร่วมกัน

บทสรุปของความร่วมมือและความหวังแห่งสันติภาพ

เรื่องราวนี้กลายเป็นจุดประกายแห่งความหวังไม่เพียงแต่ในระดับการทูต แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงแนวทางที่ดีสำหรับการปฏิบัติต่อกันระหว่างประเทศ เหตุการณ์ที่จุดผ่านแดนถาวรช่องจอม ทำให้เรารู้ว่านอกจากกฎหมายแล้ว สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งในการสร้างสันติคือ ความเมตตาและความเข้าใจซึ่งกันและกัน


แม้ว่าความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาจะเคยเกิดขึ้นทั้งในอดีตและปัจจุบัน แต่กรณีของ 2 ทหารเขมร ที่ได้รับความเมตตาจากเจ้าหน้าที่ไทย เป็นตัวอย่างที่ดีของการhandlehuman + friendly oftensions ระหว่างประเทศได้อย่างสันติ

  • ความเห็นใจระหว่างทหารช่วยสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน
  • กฎหมายระหว่างประเทศอย่างอนุสัญญาเจนีวา มีบทบาทสำคัญในกรณีนี้
  • การส่งตัวกลับในครั้งนี้ส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของทั้งสองประเทศ

ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจ โดยคำสาบานของทหารทั้งสองว่าจะไม่เข้ารบกับฝ่ายไทยอีก ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่ามนุษย์สามารถเปลี่ยนจากการเป็น “ศัตรู” มาเป็น “ผู้เข้าใจกัน” ด้วยการกระทำที่เต็มไปด้วยเมตตา

ที่มา – 2 ทหารเขมร สาบานไม่รบกับไทย หลังได้รับความช่วยเหลือก่อนถูกส่งตัวกลับประเทศ

ซีพี แอ็กซ์ตร้า ใส่ใจสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่ SDG 12 – การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน

เมื่อพูดถึงการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนในประเทศไทย บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ถือเป็นหนึ่งในผู้นำที่มีบทบาทสำคัญอย่างมาก ด้วยการร่วมงาน GCNT Expo 2025 – Forward SDGs Faster Together ซึ่งเป็นเวทีแสดงวิสัยทัศน์และผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) โดยเฉพาะเป้าหมาย SDG 12 หรือ “การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน” อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม

ยุทธศาสตร์ซีพี แอ็กซ์ตร้า เสริมสร้าง SDG 12 – การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน

สำหรับแนวทางสำคัญในการมุ่งสู่ SDG 12 – การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน ซีพี แอ็กซ์ตร้า ได้กำหนดยุทธศาสตร์หลักที่ช่วยทั้งสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจในระยะยาว ดังนี้

1) สนับสนุนเกษตรกรและ SMEs ผ่านแพลตฟอร์มเชื่อมโยงโอกาส

หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการเชื่อมโยงเกษตรกรและธุรกิจขนาดเล็ก (SMEs) เข้ากับช่องทางการตลาดและตลาดโดยตรง เพื่อให้พวกเขามีโอกาสเติบโต โดยทางซีพี แอ็กซ์ตร้า จัดตั้ง “แพลตฟอร์มของโอกาส” ซึ่งไม่เพียงแค่ช่วยเพิ่มรายได้ แต่ยังสนับสนุนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งจัดอบรมเพื่อเสริมศักยภาพในการผลิตแบบยั่งยืน ในปัจจุบัน พื้นที่ดำเนินการของซีพี แอ็กซ์ตร้า สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรและ SMEs แล้วรวมกว่า 28,727 ล้านบาทต่อปี

2) ลดคาร์บอนตลอดห่วงโซ่อุปทาน

ซีพี แอ็กซ์ตร้ามุ่งเน้นการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยร่วมมือกับคู่ค้าเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเตรียมแผนสำหรับจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมกันนี้ ยังส่งเสริมสินค้าและบริการที่มาพร้อมกับความยั่งยืน เพื่อให้บริษัทเป็นส่วนหนึ่งของแรงผลักดันในการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน

3) การจัดการและลดขยะผ่านโครงการต่าง ๆ

อีกหนึ่งความมุ่งมั่นของบริษัทคือการจัดการขยะตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน โดยในสาขาแม็คโครและโลตัส มีการคัดแยกขยะอาหารและนำมารีไซเคิลให้เกิดประโยชน์ เช่น การเปลี่ยนขยะให้เป็นอาหารสัตว์และน้ำหมักชีวภาพ (EM) เพื่อใช้ในเกษตรกรรม รวมทั้งนำองค์ความรู้ด้านการใช้ขยะอาหารไปเลี้ยงแมลง BSF ซึ่งสามารถกลายเป็นแหล่งโปรตีนสำหรับสัตว์เศรษฐกิจ อาทิ ไก่ เมื่อจัดการแบบหมุนเวียนได้ อาชีพเกษตรกรก็จะมีต้นทุนลดลงและสร้างความยั่งยืนทางธุรกิจได้

นอกจากนี้ บริษัทยังได้เปิดตัวโครงการ AXTRA Green Together โดยตั้งจุดรับขวดพลาสติก PET จากลูกค้านำไปแปรรูปเป็นเสื้อผ้า ช่วยลดขยะพลาสติกที่เป็นปัญหาใหญ่ของโลก และสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน

สร้างแรงผลักให้ SDG 12 – การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน ร่วมกัน

ภายในงาน GCNT Expo 2025 ผู้บริหารของซีพี แอ็กซ์ตร้า ได้ร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์อย่างโดดเด่น โดย คุณศิริพร เดชสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กรได้ขึ้นพูดถึงการจัดการขยะตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำด้วยการรับซื้อสินค้าจากผู้ผลิตใกล้สาขาเพื่อลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์จากการขนส่ง รวมถึงกระตุ้นให้ลูกค้าบริโภคยั่งยืนด้วยกัน

พร้อมกับนี้ คุณวสันต์ สินพิทักษ์สกุล ได้พูดคุยเกี่ยวกับแนวทางการสร้างความยั่งยืนในการบริหารคนไว้สำหรับสังคมผู้สูงวัย และ ดร.อนันต์ วัชรพงษ์วินิจ ก็ร่วมเสนอแนวคิดในการลดคาร์บอนสู่เป้าหมาย Net Zero จึงแสดงถึงความร่วมมือหลากหลายมิติที่มุ่งสู่ SDG 12 – การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน

ซีพี แอ็กซ์ตร้า ได้ยึดมั่นหลักการดำเนินธุรกิจที่เติบโตเคียงข้างสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างคุณค่าร่วมกับทุกคนที่เกี่ยวข้อง ทั้งลูกค้า พาร์ทเนอร์ และชุมชน เมื่อเราทุกคนลุกขึ้นมาสร้างการบริโภคอย่างมีจิตสำนึก การพัฒนาที่ยั่งยืนก็ไม่ใช่สิ่งไกลตัวอีกต่อไป

หากคุณกำลังมองหาแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตที่มีความยั่งยืน เพื่อโลกที่น่าอยู่ขึ้น ลองเริ่มจากทางเลือกเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน เหมือนที่ซีพี แอ็กซ์ตร้ากำลังทำอยู่ ทุกกำลังเล็ก ๆ เมื่อรวมกันกลายเป็นพลังใหญ่ สู่ SDG 12 – การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน

ที่มา – ซีพี แอ็กซ์ตร้า ใส่ใจสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่ SDG 12 – การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน

อนุทิน ลงพื้นที่สุรินทร์ เยี่ยมศูนย์พักพิง ชื่นชมความเข้มแข็งของประชาชน

อนุทิน ลงพื้นที่สุรินทร์ เยี่ยมศูนย์พักพิง ชื่นชมกำลังใจที่เข้มแข็งจากพี่น้องประชาชน

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล ส.ส. บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เดินทางมาที่จังหวัดสุรินทร์ เพื่อเข้าเยี่ยมศูนย์พักพิงชั่วคราวที่เปิดเพื่อรับผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นายอนุทินได้ไปเยี่ยมหลายจุดสำคัญ ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ และ โรงเรียนโสตศึกษาสุรินทร์ พร้อมให้กำลังใจแก่ประชาชนที่ต้องอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยง

ความร่วมมือของประชาชนคือหัวใจสำคัญ

นายอนุทินได้กล่าวกับประชาชนว่า “การที่พี่น้องทุกท่านเลือกเข้ามาอยู่ในศูนย์พักพิงเป็นเรื่องที่ช่วยประเทศชาติอย่างมาก เพราะความร่วมมือของทุกคนไม่เพียงปกป้องชีวิตและครอบครัวของตัวเอง แต่ยังช่วยให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่เสี่ยง”

แม้ภายใต้สถานการณ์ที่ท้าทาย เช่น เหตุการณ์ความไม่สงบตามชายแดน แต่บรรยากาศภายในศูนย์พักพิงกลับอบอุ่นไปด้วยความห่วงใยระหว่างผู้ลี้ภัย เจ้าหน้าที่ และอาสาสมัคร จากการรายงานพบว่า ประชาชนยังคงมีความสามัคคี โดยร่วมกันจัดเตรียมอาหาร ดูแลเด็กและผู้สูงอายุได้อย่างดี ขณะเดียวกัน หลายภาคส่วนได้ร่วมกันสนับสนุนทั้ง น้ำดื่ม, อาหาร, การแพทย์ และกิจกรรมเพื่อบรรเทาความเครียด

แรงใจจากพี่น้องสุรินทร์ที่ไม่เคยย่อท้อ

หลังจากได้ดูสภาพพื้นที่และพูดคุยกับผู้คน นายอนุทินได้กล่าวอย่างชื่นชมว่า “สิ่งที่ผมเห็นวันนี้คือพลังใจของพี่น้องสุรินทร์ที่ไม่แพ้ใคร แม้จะอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่ลำบาก แต่ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุต่างยังคงยิ้มได้ และช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่” ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความเข้มแข็งท่ามกลางความกดดันได้เป็นอย่างดี

ภายหลังการเยี่ยมศูนย์พักพิง หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยได้ขอบคุณทีมงาน และอาสาสมัครทุกฝ่ายที่ร่วมกันทำงานอย่างหนักในช่วงเวลาวิกฤต ก่อนให้คำมั่นว่าจะนำไปสู่การผลักดันให้มีการช่วยเหลือที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นผ่านทางสภาฯ

บทสรุป: ความรัก ความสามัคคี และพลังของความเข้มแข็ง

การลงพื้นที่ของอนุทินครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการรับรู้ถึงปัญหาในพื้นที่ แต่ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นจากประชาชนว่ารัฐบาลและภาคสังคมยังคงอยู่เคียงข้าง แม้ในสถานการณ์ที่ยากลำบากที่สุดก็ตาม ชื่นชมกำลังใจที่เข้มแข็งของผู้คนในศูนย์พักพิง และขอเป็นกำลังใจให้ทุกภาคส่วนที่ทำงานอย่างหนักในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย สถานการณ์อาจคลี่คลายไม่ได้ทันที แต่หากทุกคนร่วมมือกัน วันที่ดีกว่าก็อาจจะใกล้เข้ามาเร็วๆ นี้

  • ติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาได้จากข่าวอัปเดตล่าสุด
  • อ่านเรื่องราวแรงบันดาลใจจากพื้นที่ประสบภัย
  • ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – ‘อนุทิน’ ลงพื้นที่สุรินทร์ เยี่ยมศูนย์พักพิง ชื่นชมกำลังใจที่เข้มแข็ง

นักเศรษฐศาสตร์ ชี้โอกาสของไทย ภาษีทรัมป์ 19% แข่งขันได้ เปิดข้อควรระวัง

วันที่ 1 สิงหาคม 2567 นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของไทย ภายหลังจากที่สหรัฐ ฯ ได้ประกาศปรับลดภาษีนำเข้าจากไทยลงเหลือ 19% โดยมีข้อควรระวังที่สำคัญที่ผู้ประกอบการและนักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

สำหรับไทยแล้ว ภาษีทรัมป์ที่จบที่ระดับ 19% ถือเป็นข่าวดีอย่างมาก เนื่องจากช่วยลดแรงกดดันที่อาจทำให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค ในขณะที่ยังคงต้องเผชิญกับความเสี่ยงต่างๆ โดยเฉพาะจากผลกระทบทางอ้อมจากสงครามการค้าสหรัฐ-จีน อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงการค้าที่ไทยบรรลุกับสหรัฐเมื่อวันที่ 1 ส.ค. ที่ผ่านมา ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยมีความยืดหยุ่นมากขึ้น

นักเศรษฐศาสตร์ ชี้โอกาสของไทย ภาษีทรัมป์ 19% แข่งขันได้ เปิดข้อควรระวัง

1. ภาคส่งออกไทยเติบโตน้อยกว่าคาด แต่ยังประคองตัวได้

แม้เศรษฐกิจสหรัฐจะเริ่มชะลอตัวจากอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น และการลดการนำเข้าในภาพรวม แต่โอกาสของไทยภายใต้ภาษีทรัมป์ 19% ยังคงมีอยู่ ภาคการผลิตอาจชะลอตัวลง ส่งผลให้การจ้างงานและเวลาการทำงานลดลง แต่ไทยยังสามารถประคองตัวให้ไม่เกิดภาวะถดถอยทางเทคนิคได้

2. ลดความเสี่ยงจากการถูก “ส่งออกสวมสิทธิ”

หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ การป้องกันการส่งออกที่ไม่โปร่งใส โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่สำคัญ เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการผลิตและพัฒนาเทคโนโลยีระดับสูงเพื่อให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

3. ความน่าจะเป็นของ FDI ที่เพิ่มขึ้น

นักเศรษฐศาสตร์ ชี้โอกาสของไทย ภายใต้การปรับลดภาษีนำเข้าจากสหรัฐ ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบในอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น กลุ่มเวชภัณฑ์ อาหาร หรือสินค้าเกษตร ลดลง ส่งสัญญาณบวกต่อการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนโดยตรง (FDI)

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยควรมองหาช่องทางเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน โดยเน้นที่การลดต้นทุนโครงสร้าง เช่น ค่าแรง ค่าไฟฟ้า และลดความซับซ้อนของกฎระเบียบทั้งในระดับรัฐบาลกลางและภูมิภาค

4. เตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงจากสหรัฐกีดกันจีนในห่วงโซ่อุปทาน

สงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีนยังไม่จบง่ายๆ และยังส่งผลกระทบทางอ้อมต่อไทย โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนที่อาจลดลงจากภาวะเศรษฐกิจจีนที่เปราะบาง ไทยเองต้องเร่งปรับตัว ด้วยการพัฒนาห่วงโซ่การผลิตภายในประเทศ และสนับสนุนแนวทาง ESG

บทสรุป: โอกาสของไทยภายใต้ภาษีทรัพย์นำเข้าจากสหรัฐ

แม้ภาษีจะลดลงเหลือ 19% แต่ นักเศรษฐศาสตร์ ชี้โอกาสของไทย ว่า ไทยยังไม่ควรวางอาวุธทางเศรษฐกิจ การติดตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกและการจัดการนโยบายการคลัง-การเงินอย่างแม่นยำจะช่วยให้ไทยรับมือกับความท้าทายทั้งจากในประเทศและต่างประเทศได้

แนวทางข้างหน้า – ประคองเศรษฐกิจและกระตุ้นการบริโภค

รัฐบาลควรมีมาตรการเยียวยาเฉพาะกลุ่ม เช่น อุตสาหกรรมเกษตร ที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนการนำเข้า พร้อมทั้งสนับสนุนนโยบายที่กระตุ้นให้เกิดการบริโภคภายในประเทศ เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจมีความสมดุลมากขึ้น

ทั้งหมดนี้จะช่วยให้โอกาสของไทยภายใต้ภาษีทรัมป์ 19% กลายเป็นความจริงที่ยั่งยืน ได้โดยไม่เพียงแค่รอด แต่เติบโตไปพร้อมกับเพื่อนบ้านในภูมิภาค

ที่มา – นักเศรษฐศาสตร์ ชี้โอกาสของไทย ภาษีทรัมป์ 19% แข่งขันได้ เปิดข้อควรระวัง

อนาถใจ ‘ทหารเขมร’ พลีชีพในสนามรบ แต่กลับถูกปฏิเสธรับร่างกลับ ปล่อยเน่าเกลื่อน ‘ภูมะเขือ’

อนาถใจ ‘ทหารเขมร’ พลีชีพในสนามรบ แต่กลับถูกปฏิเสธรับร่างกลับ

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา รายการ “โหนกระแส” ซึ่งดำเนินรายการโดย ‘หนุ่ม กรรชัย กำเหนิดพลอย’ ได้เชิญแขกรับเชิญพิเศษอย่าง พลตรี ‘วันชนะ สวัสดี’ หรือที่เรียกกันว่า ‘เสธ.เบิร์ด’ รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย และ รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มาพูดคุยเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนที่เกิดขึ้นระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยเฉพาะประเด็นที่ ‘ทหารเขมร’ หลายคนเสียชีวิตในสนามรบ แต่รัฐบาลของพวกเขาดันปฏิเสธที่จะรับร่างกลับไปทำพิธีกรรม ปล่อยให้ศพเน่าเปื่อยอยู่ในพื้นที่ปะทะ

ทำไมสถานการณ์นี้จึงสร้างความไม่พอใจให้สังคม?

จากคำชี้แจงของ ‘เสธ.เบิร์ด’ ระบุว่า หลังมีการยิงปะทะหนักระหว่างสองฝ่าย ฝ่ายไทยได้รับศพทหารกัมพูชาหลายรายจากจุดเกิดเหตุ และมีความมุ่งมั่นที่จะส่งคืนร่างให้ประเทศตรงข้าม เพื่อเป็นเกียรติให้กับผู้เสียชีวิต แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือการปฏิเสธจากรัฐบาลเขมร ที่ให้เหตุผลว่า ศพเหล่านั้นไม่ใช่ทหารของพวกเขา!

นี่ถือเป็นเรื่องที่สร้างความไม่เข้าใจอย่างมาก โดยเฉพาะจากมุมมองของมนุษยธรรม การที่ทหารจะเสียชีวิตเพื่อชาติบนแนวชายแดน แล้วกลับไม่ได้รับการยอมรับจากประเทศของตน สิ่งนี้มันเป็นการด้อยค่าต่อเกียรติและการเสียสละอย่างแท้จริง

ผลกระทบทางสังคมต่อครอบครัวทหารกัมพูชา

ลูกและภรรยาของทหารเหล่านั้น คงรู้สึกช็อกและเสียใจอย่างมาก เมื่อพวกเขาต้องสูญเสียหัวหน้าครอบครัวไป แต่ไม่ได้รับความเห็นใจหรือการรับรองจากประเทศของตน เหตุการณ์นี้อาจทำให้เกิดการเรียกร้องภายในประเทศกัมพูชาว่า ทหารที่เสียชีวิตนั้นควรได้รับความเคารพจากทางการ ทั้งขณะมีชีวิตและหลังจากเสียชีวิตแล้ว

การปฏิเสธร่างทหารเขมร หมายถึงอะไรในทางการเมือง?

เหตุการณ์แบบนี้ไม่เพียงแต่เป็นปัญหาเชิงมนุษยธรรมเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการจัดการของผู้นำในกัมพูชา โดยเฉพาะ ‘ตระกูลฮุน’ ซึ่งในช่วงก่อนหน้านี้มีแนวโน้มความนิยมชมชอบลดลงแล้ว เหตุการณ์ดังกล่าวอาจทำให้คะแนนนิยมของพวกเขาตกต่ำลงอีก

นอกจากนี้ ยังมีการร้องไห้ของบรรดา ‘ภรรยาทหารเขมร’ ที่ต้องการทราบชะตากรรมของคู่สมรสของตน แต่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างจริงจังจากรัฐบาลในขณะนี้

สิ่งที่เกิดขึ้น จึงไม่เพียงสะท้อนถึงความเสียหายในมนุษยธรรมเท่านั้น แต่ยังทำให้ภาพลักษณ์ทางการเมืองและการจัดการภายในประเทศของรัฐบาลเขมรแย่ลงอีกขั้น

ความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญ: ทหารคือพลีชีพเพื่อชาติ และควรได้รับความเคารพ

ทหารทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหน เข้าสู่สนามรบด้วยจิตสำนึกแห่งการเสียสละ และการเสียชีวิตในหน้าที่การงานของพวกเขาสมควรได้รับการยอมรับจากสังคมของตัวเอง เมื่อประเทศไม่แม้แต่จะรับร่างกลับไป มันเป็นเรื่องน่าอนาถใจอย่างมาก สังคมไทยและโลกอาจต้องตั้งคำถามใหม่ว่า ระบบทหารหรือระบอบรัฐบาลของกัมพูชาขาดอะไรไป และจะมีคนลุกขึ้นต่อต้านมากขึ้นหรือไม่หากสถานการณ์ยังไม่ได้รับการแก้ไข

หากสถานการณ์ระหว่างประเทศยังตึงเครียด และรัฐบาลไม่เห็นความสำคัญของการดูแลกำลังพล ทั้งขณะมีชีวิตและหลังมรณกรรม ก็ยากที่ประชาชนจะเดินตามผู้นำประเทศด้วยความศรัทธา

ที่มา – อนาถใจ ‘ทหารเขมร’ พลีชีพในสนามรบ แต่กลับถูกปฏิเสธรับร่างกลับ ปล่อยเน่าเกลื่อน ‘ภูมะเขือ’

‘หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ’ เผยความในใจ รับมีแนวโน้มค่อนข้างสูงว่าจะไป ‘ที่ชอบ’

‘หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ’ ออกมาเล่าความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา

‘หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ’ เผยความในใจ รับมีแนวโน้มค่อนข้างสูงว่าจะไป ‘ที่ชอบ’ ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 68 หมอบีได้เปิดใจผ่านช่องทางยูทูปชื่อ GhostAmbassador ถึงช่วงเวลาที่เขามีความรู้สึกว่ากำลังเผชิญกับความยากลำบากทางจิตใจอย่างหนัก หากวันใดเขารู้สึกว่าสู้ต่อไปไม่ไหว ก็อาจจะเลือก ‘ไปที่ชอบๆ’ จริงๆ ตามความที่เขารู้สึกภายใน

หมอบี อยากบอกตรงๆ ไม่อยากให้คนอื่นเดือดร้อน

ในระหว่างที่เขาเล่าอย่างตรงไปตรงมาบนคลิปวิดีโอว่า “คนก็ถามว่าไปไหนเนอะ ก็พูดคร่าวๆ แล้วกันเนอะ จะได้ไม่ต้องไปเดือดร้อนคนอื่น ก็มีแนวโน้มค่อนข้างสูงว่าจะไปที่ชอบๆ นั่นแหละ อาจจะเร็วๆ นี้หรืออย่างไรก็รอดู” ดูเหมือนหมอบีจะพยายามสื่อสารให้คนรอบตัวเข้าใจสถานการณ์ของเขา โดยที่เขาไม่ต้องการเป็นภาระแก่คนอื่น

  • เขาเรียกชีวิตว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่
  • ชีวิตเป็นสิ่งที่เล็กจิ๋ว
  • และแม้ปัญหาจะดูใหญ่โต แต่ก็ต้องการความเข้าใจลึกๆ

พยายามสู้ แต่ก็ไม่ปฏิเสธหากต้องเลือกทางนั้น

แม้ว่าหมอบีจะมีแนวโน้มว่าจะไป “ที่ชอบ” แต่เขายังไม่หมด hope อย่างทีเดียว เขายังพยายามสู้อย่างเต็มที่ เพราะเขามองว่า การอยู่อย่างไม่มีสันติ หรือการมีชีวิตที่ถูกกดทับอย่างไม่อิสระ เป็นเรื่องใหญ่กว่า ด้วยจิตใจที่เขามี เขาจึงตัดสินใจจะบอกเล่าเพื่อให้หลายคนได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งมากขึ้น จากมุมของเขาเอง

ชีวิตไม่ใช่แค่เรื่องเล่าของ ‘หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ’

แม้ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวที่เขาได้พูดถึง แต่หลายคนต่างรู้สึกสะเทือนใจ เมื่อได้ยินคำว่า “อาจจะไปที่ชอบๆ” จาก หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ บางคนมองว่าเป็นเพียงคำพูดทั่วไป แต่หลายคนกลับได้ยินและคิดว่า สิ่งที่เขาเผชิญอยู่อาจไม่ใช่แค่นั้น

หมอบีไม่ใช่เพียงแค่เนื้อหาวิดีโอลึกลับ หรือช่องที่ให้ความบันเทิงผ่านแนวคิดเรื่องเหนือธรรมชาติเท่านั้น แต่เขายังเป็นคนหนึ่งที่มีชีวิตจริง ผ่านมรสุม ความเหงา และความคาดหวังจากสังคม ซึ่งเขาได้ย้ำว่ามันไม่ใช่เรื่องปลอม แต่เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง บางครั้งอาจทำให้หลายคนฉุกคิดถึงตัวเองบ้างว่า แท้จริงแล้วเราเข้าใจผู้คนรอบตัวเราหรือยัง

ความหวังที่ยังมีอยู่

อย่างไรก็ตาม หมอบีได้บอกไว้มีความหวังอยู่เสมอหากว่าเขาจะสามารถสู้ผ่านจุดตรงนี้ได้ ด้วยประโยคที่ว่า “ถ้ารอดก็จะออกมาขอโทษทุกท่านที่ทำให้เป็นห่วง และจะบอกว่ารอดแล้วนะ” ดูได้ว่าความรู้สึกผูกพันต่ำผู้ชมและการเป็นห่วงของสาธารณชนนั้น เขามองอย่างสำคัญ

และสำหรับเรานั้น เราควรให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ยิ่งเมื่อใครสักคนมาบอกเรามากขนาดนี้ เราไม่ควรมองข้าม และควรแสดงความ关切 มากกว่าการคิดว่าเรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องตลกหรือเรื่องผีๆ

บทสรุปจาก ‘หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ’

‘หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ’ เผยความในใจอันเป็นเรื่องใหญ่ให้กับคนในสังคมได้รับฟังอย่างอ่อนโยน หลายประโยคของเขาทำให้เราเห็นว่าชีวิตที่ดูเป็นผู้ให้ความบันเทิงหรือความสนุก อาจมีเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ลึกๆ

หากคุณรู้สึกไม่สบายใจหรือเครียดจนสุดจะรับมือ ไม่ควรปล่อยไว้เด็ดขาด การพูดคุยกับผู้คนรอบข้างหรือผู้เชี่ยวชาญสามารถช่วยคุณได้ ไม่ต้องทนอยู่คนเดียว

คลิกเพื่อชมคลิปวิดีโอ

ที่มา – ‘หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ’ เผยความในใจ รับมีแนวโน้มค่อนข้างสูงว่าจะไป ‘ที่ชอบ’