ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

โทษปรับสูงสุด 100 ล้าน! ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาดเพื่อแก้ปัญหาฝุ่นละออง

โทษปรับสูงสุด 100 ล้าน! ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดเอาจริงแก้ฝุ่น

ล่าสุดกระทรวงพลังงานประกาศเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนเกี่ยวกับ ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้นให้กับประชาชนชาวไทย โดยประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นได้ตั้งแต่ วันนี้จนถึงวันที่ 8 สิงหาคม 2568 ผ่านทางเว็บไซต์ของกระทรวงฯ ร่างกฎหมายนี้ตั้งเป้าในการจัดการกับฝุ่นขนาดเล็ก PM 2.5 ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างมาก

ประชาชนมีสิทธิในการหายใจอากาศที่สะอาด

สาระสำคัญของ ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ไม่เพียงแค่ดูแลในแง่กฎหมาย แต่ยังย้ำถึงสิทธิพื้นฐานของพลเมืองที่จะได้หายใจอากาศที่สะอาดอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยเรื้อรัง จะได้รับการดูแลเป็นพิเศษ นอกจากนี้ ประชาชนจะมีสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลด้านคุณภาพอากาศ และสามารถเสนอความคิดเห็นร่วมกับภาครัฐเพื่อปรับปรุงนโยบายต่อไป

หนึ่งในประเด็นเด่นคือ สิทธิของประชาชนในการฟ้องร้อง เพื่อปกป้องตนเองและส่วนรวมจากการปล่อยมลพิษที่อาจเกิดขึ้นจากภาคส่วนต่าง ๆ โดยร่างกฎหมายนี้มีจุดมุ่งหมายให้ทุกคนมีบทบาทร่วมกันในกระบวนการสร้างอากาศที่บริสุทธิ์

รัฐและประชาชน มีหน้าที่ร่วมกันในการแก้ไขปัญหาฝุ่น

ในส่วนของ รัฐบาล มีหน้าที่สำคัญในการจัดทำนโยบายต่าง ๆ แจ้งเตือนประชาชน และรับเรื่องร้องเรียนอย่างเป็นทางการ ขณะเดียวกัน ประชาชนก็มีความรับผิดชอบในการร่วมมือ ลดปริมาณมลพิษที่อาจเกิดจากการดำรงชีวิต และส่งเสริมการดำเนินมาตรการที่รัฐกำหนด

  • จัดตั้งคณะกรรมการระดับประเทศและระดับท้องถิ่น
  • สำนักงานบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด และเจ้าพนักงานอากาศสะอาด
  • กองทุนอากาศสะอาดเพื่อช่วยเหลือในการลดมลพิษ รักษาผลกระทบ หรือฟ้องร้องดำเนินคดี
  • ใช้เทคโนโลยี Big Data Citizen Watchdog ในการเฝ้าระวังร่วมกัน

มาตรการควบคุมที่ชัดเจน และบทลงโทษที่เด็ดขาด

ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ครอบคลุมการจัดการปัญหามลพิษจากหลายภาคส่วน ได้แก่ อุตสาหกรรม การคมนาคม การเกษตร เมือง และมลพิษที่ข้ามเขตแดน โดยมีการนำระบบที่ใช้หลักเศรษฐศาสตร์มาช่วยจัดระเบียบ อย่างเช่นระบบ Cap and Trade หรือมาตรการหลักประกันความเสี่ยง

หากมีสถานการณ์ฝุ่นวิกฤต ระบบสามารถ ประกาศเขตเฝ้าระวังมลพิษ ได้ทันที พร้อมกับมาตรการทางการเงินหลายประเภท เช่น ภาษี ค่าธรรมเนียม รวมถึงเงินอุดหนุน และที่รุนแรงที่สุดคือ โทษปรับสูงสุดถึง 100 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการเอาจริงกับผู้สร้างมลพิษ โดยมีการขยายความรับผิดทางแพ่งไปถึงผู้ให้การสนับสนุนทางการเงินด้วย

ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด พ.ศ. …. เตรียมเข้าสู่การพิจารณาของสภา

หลังจากที่ คณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาเสร็จสิ้น ร่างมีทั้งหมด 10 หมวด โดยหลังจากเสร็จสิ้นการรับฟังความเห็นจากประชาชน คณะกรรมาธิการฯ จะนำผลสรุปมาทบทวนอีกครั้ง ก่อนเสนอต่อ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อต่อยอดเป็นกฎหมายอย่างเป็นทางการ และคาดว่าจะช่วยยกระดับคุณภาพอากาศในประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับประชาชนทั่วไปที่กังวลเกี่ยวกับปัญหาฝุ่นละออง ควรเริ่มมีส่วนร่วมตั้งแต่ระดับพื้นฐาน ทั้งการใช้การขนส่งสาธารณะหรือยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และลดการเผาวัสดุที่ก่อให้มลพิษ ด้วยการร่วมมือกันทั้งภาครัฐและเอกชน กฎหมาย พ.ร.บ.อากาศสะอาด จะสร้างผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาวอย่างแน่นอน

ที่มา – โทษปรับสูงสุด 100 ล้าน!พ.ร.บ.อากาศสะอาดเอาจริงแก้ฝุ่น

‘เก๋ากี้-โกจิเบอร์รี่’ กินอย่างไรให้ได้ประโยชน์

‘เก๋ากี้-โกจิเบอร์รี่’ ถือเป็นอีกหนึ่งสมุนไพรเล็ก ๆ ที่แฝงคุณค่าทางโภชนาการไว้อย่างมหาศาล เป็นผลไม้เม็ดเล็ก ๆ สีแดงอมส้ม ที่ได้รับความนิยมทั้งในอาหารไทยและอาหารจีน รวมถึงในวงการเสริมสุขภาพและบำรุงสายตาในปัจจุบัน หลายคนอาจเคยเห็น ‘เก๋ากี้’ อยู่ในอาหารแปรรูป หรือของหวานที่ให้ความน่าสนใจทั้งสีสันและรสชาติ การรับประทานอย่างไรให้ได้ประโยชน์จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

‘เก๋ากี้-โกจิเบอร์รี่’ คืออะไร?

‘เก๋ากี้-โกจิเบอร์รี่’ หรือที่รู้จักกันในชื่อ Goji berry, Wolfberry หรือ Lycium fruit จัดเป็นผลไม้กลุ่มเบอร์รี่ ที่มีขนาดเล็ก รสชาติเปรี้ยวอมหวาน โดยนิยมนำมาใช้ในทั้งอาหารและยา มีชื่อเสียงด้านคุณค่าทางโภชนาการและคุณสมบัติในการบำบัดสุขภาพแบบองค์รวม โดยได้รับการขนานนามว่าเป็น สุดยอดซูเปอร์ฟรุต ที่มากไปด้วยส่วนประกอบที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

คุณค่าทางโภชนาการของ ‘เก๋ากี้-โกจิเบอร์รี่’

  • เส้นใยอาหาร 20 เปอร์เซ็นต์ ช่วยเพิ่มสมรรถภาพของระบบย่อย
  • กรดอะมิโน 19 ชนิด ที่ช่วยซ่อมแซมและพัฒนาร่างกาย
  • แร่ธาตุ เช่น สังกะสี เหล็ก ทองแดง แคลเซียม ฟอสฟอรัส และซิลีเนียม ที่จำเป็นต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกาย
  • วิตามิน อย่างวิตามินบี 1, บี 2 และวิตามินซี ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน

สารสำคัญอื่น ๆ ใน ‘เก๋ากี้’ เช่น สารกลุ่มโพลีแซคคาไรด์ ช่วยยืดการย่อยอาหาร ลดการดูดซึมของน้ำตาลและไขมัน ดีสำหรับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและโรคเรื้อรังเกี่ยวกับหลอดเลือด รวมถึงสารกลุ่มแคโรทีนอยด์ เช่น ลูทีน ซีแซนทีน และเบต้าแคโรทีน ที่ช่วยถนอมดวงตาและป้องกันโรคทางจอประสาทตา

เก๋ากี้-โกจิเบอร์รี่

ประโยชน์ทางสุขภาพจากการรับประทาน ‘เก๋ากี้-โกจิเบอร์รี่’

‘เก๋ากี้-โกจิเบอร์รี่’ มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายด้าน เช่น ช่วยบำรุงสายตา, ลดระดับน้ำตาลในเลือด, กระตุ้นภูมิคุ้มกัน และยังมีส่วนช่วยลดไขมันในเลือด รวมถึงช่วยในการชะลอวัย ด้วยการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระภายในร่างกาย การป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร และลดความเครียดและความอ่อนล้า ยังเป็นจุดเด่นที่ทำให้เหล่าผลไม้ตัวจิ๋วนี้ไม่ธรรมดา

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

แม้ว่า ‘เก๋ากี้-โกจิเบอร์รี่’ จะมากด้วยคุณประโยชน์ แต่ก็ยังมี ผลข้างเคียง ที่ควรรับรู้ ถ้ารับประทานมากเกินไป เช่น อาการปวดท้อง อาเจียน ปวดหัว และอาการอื่น ๆ เช่น ตาพร่ามัว ท้องผูก หรือ ปากแห้ง จากสารที่มีอยู่อย่าง Tropane alkaloids (Atropine และ Scopolamine)

ประโยชน์จากเก๋ากี้-โกจิเบอร์รี่

ข้อควรระวังในการบริโภค ‘เก๋ากี้-โกจิเบอร์รี่’

สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือใช้ยาบางประเภท การบริโภค ‘เก๋ากี้-โกจิเบอร์รี่’ ในปริมาณที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาที่ควรระวัง เช่น ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตต่ำหรือสูง และผู้ที่รับประทานยาอย่าง วาร์ฟาริน ควรมีการคำนวณปริมาณอย่างรอบคอบ สตรีตั้งครรภ์และให้นมบุตรก็จำเป็นต้องงดรับประทาน เพื่อป้องกันการได้รับสารที่ออกฤทธิ์สูงโดยไม่ตั้งใจ

การรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญ โดยทุกคนควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อลดความเสี่ยงต่อสุขภาพที่อาจตามมา

ไม่ว่า ‘เก๋ากี้-โกจิเบอร์รี่’ อาจได้รับการกล่าวถึงในวงการอาหารสมุนไพรหรือเทรนด์สุขภาพ แต่ การรับประทานอย่างชาญฉลาดและมีข้อมูล เป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับตนเองอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ การเลือกบริโภคอาหารที่หลากหลายควบคู่กับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยส่งเสริมสุขภาพได้โดยไม่ต้องเสริมด้วยผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือสมุนไพรใด ๆ เพิ่มเติม

หากคุณลองนำ ‘เก๋ากี้-โกจิเบอร์รี่’ มาเป็นตัวเลือกในชีวิตประจำวัน อย่าลืมคิดว่าการกินนั้นไม่ใช่แค่เพียงเพราะเทรนด์ แต่ต้องมีวิจารณญาณที่ดีและเข้าใจตัวเอง มากที่สุด

ที่มา – ‘เก๋ากี้-โกจิเบอร์รี่’ กินอย่างไรให้ได้ประโยชน์

ธรรมาภิแบรนด์: ความจริงชนะความเฟค เสริมสร้างความยั่งยืนให้แบรนด์อย่างไร?

ทุกวันนี้ ESG หรือ Environmental, Social, Governance ได้กลายเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในวงการธุรกิจและแบรนด์ที่ต้องการเติบโตอย่างยั่งยืน สำหรับองค์กรต่าง ๆ การสร้างแบรนด์ให้แข็งแรงระยะยาวนั้น ต้องเริ่มจากภายใน คำว่า ธรรมาภิแบรนด์ นั้นไม่ใช่เพียงแนวคิดลอย ๆ แต่เป็นการประยุกต์ใช้หลักธรรมะในการบริหารและดำเนินการทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยกับลูกน้อง การประชุมกับลูกค้า หรือแม้กระทั่งการออกแบบโปรโมชันที่ใส่ใจจริยธรรมโดยแท้

ธรรมาภิแบรนด์ คืออะไร?

ธรรมาภิแบรนด์ ไม่ใช่แค่การเข้าวัดเข้าวา แต่ซ่อนอยู่ในชีวิตการทำงานและพฤติกรรมขององค์กรที่ให้ความสำคัญกับความสมดุลและเมตตา องค์กรที่ยึดมั่นในหลักนี้จะมีพลังในการแปรเปลี่ยน “ความจริง” เป็น “พลังการป้องกัน” จากความหลากหลายของความเฟคที่เกิดขึ้นรอบตัว โดยเฉพาะในตลาดที่ผู้บริโภคยุคใหม่ฉลาดและมองออกว่า “จริง” หรือ “หลอก”

ธรรมาภิแบรนด์ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ธุรกิจได้อย่างไร?

ธรรมาภิแบรนด์ ช่วยให้แบรนด์มีการบริหารที่ใส่ใจทุกกระบวนการ จึงสามารถผ่านวิกฤติและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ลองนึกถึงแบรนด์ที่ทำไม่เพียงแต่มองถึงตัวเลข แต่ยังใส่ใจทั้งลูกค้า พนักงาน และผลกระทบต่อสังคมที่อยู่รอบตัว มันคือการสร้างถ้วยรางวัลในหัวใจของผู้คน มากกว่าแค่โฆษณา

นอกจากนี้ ความยั่งยืนในองค์กรไม่ควรถูกมองเป็นเพียงประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ต้องมองถึง SDG 17 ข้อ ซึ่งเกี่ยวข้องกับสาธารณะ วัฒนธรรม และความรับผิดชอบองค์กร การทำแบรนด์เพื่อสังคมจึงจำเป็นต้องมีอินไซต์ที่ลึก จริง และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ไม่ใช่แค่พูดตามนโยบาย แต่ต้องพูดด้วยหัวใจและความรู้สึก

ตลาดแห่งความรู้สึก ธรรมาเกตติ้ง มาช่วยได้ไหม?

เมื่อพูดถึงการทำการตลาด นักการตลาดยุคใหม่ก็ต้องเข้าใจว่า การนำเสนอให้โดนใจไม่ใช่การโฆษณาคูณสาม แต่คือการทำธุรกิจเพื่อความสมดุลและความรู้สึกของลูกค้า แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จจะพร้อมรับฟัง อ่านอารมณ์ และเปลี่ยนความรู้สึกของผู้บริโภคให้กลายเป็นความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนข้ามปี เพราะในไทยลูกค้าไม่ใช่แค่ตัดสินใจจากเหตุผล แต่ตัดสินใจจากอารมณ์ (Emotional) ที่ขึ้นลงได้เร็วมาก

  • เข้าใจธรรมชาติของการบริโภคตามอิโมชันของคนไทย
  • ผสมผสานความจริงใจเข้ากับการสร้างภูมิคุ้มกันให้แบรนด์
  • ทลายความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการทำธุรกิจทัวร์บุญหรือเปลือกนอก

ธรรมาภิแบรนด์ สร้างความน่าเชื่อถืออย่างไร?

ต้องย้ำว่าการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนและจริงใจไม่ใช่สิ่งที่สามารถซื้อได้ด้วยเงิน แต่ต้องลงมือทำเอง ทำตัวเองให้แข็งแรง น่าสนใจ และมีคุณค่า ในวันที่โลกเต็มไปด้วยความปลอมปน คนและองค์กรที่ “จริง” เท่านั้นจะชนะใจผู้บริโภคยุคปัจจุบันได้

คนรุ่นใหม่เข้าใจเรื่องความรับผิดชอบ และต้องการการทำงานที่ร่วมมือกับชุมชนและความเป็นไปได้จริง การสร้าง Collaborative Innovation เหนือสิ่งอื่นใด จึงเป็นหนทางใหม่ที่ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับองค์กรและสังคม

ดังนั้นทุกองค์กร ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ควรทำความเข้าใจว่า ความยั่งยืนที่แท้จริงไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ แต่เป็นว่วงจรคุณค่าที่ทุกคนในองค์กรยึดมั่น ทั้งนโยบาย พฤติกรรม และนวฒัตกรรมของแบรนด์ เพื่อให้แบรนด์สามารถเติบโตด้วยการสร้าง “บารมี” ที่ผู้คนสามารถ “รู้สึกได้”

ที่มา – ‘ธรรมาภิแบรนด์’ สร้างภูมิคุ้มกันธุรกิจ‘ความจริง’ ชนะ ‘ความเฟค’ เสมอ

เดลินิวส์ 1 ส.ค.: วันสำคัญที่พาทูตนานาชาติดูกับตา ละเมิดข้อตกลง-เปิดสงคราม

วันที่ 1 สิงหาคม 2568 นับเป็นวันที่โลกต้องจับตามอง เมื่อ เดลินิวส์ 1 ส.ค. วันนี้พาทูตนานาชาติดูกับตา ละเมิดข้อตกลง-เปิดสงคราม กลายเป็นประเด็นสาธารณะที่ถูกนำเสนออย่างเข้มข้น โดยหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ที่เป็นที่รู้จักจากความละเอียดรอบด้านและความน่าเชื่อถือในการนำเสนอกิจการภายในประเทศและต่างประเทศ

การเมืองร้อนระอุ กรณีการยิงปะทะกับกัมพูชา

ประเด็นหลักที่โดดเด่นใน เดลินิวส์ 1 ส.ค. วันนี้พาทูตนานาชาติดูกับตา ละเมิดข้อตกลง-เปิดสงคราม คือความตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชาที่ถูกเปิดเผยผ่านเวทีระดับนานาชาติ โดยรัฐบาลไทยได้เชิญทูตจากนานาชาติเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงบริเวณชายแดนอย่างใกล้ชิด เพื่อชี้แจงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา หลังถูกกล่าวหาเกี่ยวกับการละเมิดข้อตกลงเดิม และเปิดฉากยิงกันระหว่างเจ้าหน้าที่สองประเทศ

ไทยจวกเขมรในยูเอ็น ยันยังยึดแนวปราสาทตาควาย

หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ได้พาทูตจากหลายประเทศเข้ามาดูเหตุการณ์บริเวณที่มีข้อพิพาท โดยเฉพาะปราสาทตาควาย ซึ่งเป็นจุดศักดิ์สิทธิ์และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของทั้งสองชาติ

เศรษฐกิจและการเมืองภายใน: ทุกประเด็นเดือดไม่แพ้กัน

ในส่วนกิจการภายในประเทศ เรื่องข้อถกเถียงเกี่ยวกับการตัดงบประมาณของ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ถูกหยิบยกขึ้นในการประชุมสภายกใหญ่ ท่ามกลางการโต้คารมกันระหว่างพรรคประชาธิปัตย์และเพื่อไทย ทั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์ มองว่าการจัดสรรงบประมาณในปีนี้ยังไม่ตรงจุด ขณะที่ฝ่ายเพื่อไทยก็โต้กลับพร้อมกับยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างโปร่งใส รวมถึงได้มีการเชื่อมต่อกับผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีเพื่อสอบถามสถานการณ์การจ่ายงบจริง

ข้อตกลงภาษีระหว่างสหรัฐฯ และไทยใกล้สมบูรณ์?

ทางด้านเศรษฐกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จากสหรัฐอเมริกาได้ออกมาระบุเองว่า ‘ข้อตกลงการค้าและภาษีระหว่างสองประเทศใกล้ได้ข้อสรุป’ พร้อมย้ำว่าต้องรอการประกาศอย่างเป็นทางการจากประธานาธิบดีทรัมป์ แต่ก็ไม่ลืมที่จะแสดงความสนใจในการท่องเที่ยวเมืองไทยและแผนการลงทุนในระยะยาว ที่จะมีศูนย์รับมือเหตุการณ์เพื่อสนับสนุนภาคเอกชน

ภัยธรรมชาติก็ไม่น่ากลัวเท่ามนุษย์

ในประเด็นภัยสังคม หนังสือพิมพ์ได้เผยเรื่องของชายคนหนึ่งที่สร้างเพจปลอม และหลอกลวงนักท่องเที่ยวให้จองที่พักในรีสอร์ตชื่อดัง ผ่านการสร้างหน้าเว็บปลอมและหลอกให้เงินมัดจำ ทำให้ชาวบ้านจำนวนหนึ่งเสียเงินไปแบบงง ๆ โดยผู้ถูกจับให้การว่าทำไปเพราะต้องการเงินหมุนเวียนในชีวิตประจำวันเท่านั้น และไม่มีเจตนาร้ายต่อสังคม

ฝนถล่มเหนือ-อีสาน ประชาชนรับมือทัน

สำหรับเหตุการณ์น้ำท่วม สถานการณ์ล่าสุดรายงานว่าพื้นที่ภาคเหนือและอีสาน 5-6 อำเภอจะต้องเผชิญกับฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงรับสั่งให้รัฐบาลเตรียมรับมืออย่างเข้มงวด เพื่อความปลอดภัยของประชาชน

เดลินิวส์ ยังคงเป็นสื่อคุณภาพที่นำเสนอทุกประเด็นอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง หรือแม้แต่เรื่องเศรษฐกิจ ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้สนใจทั่วไปบนโลกออนไลน์ หรือผู้ติดตามข่าวในพื้นที่ คุณสามารถติดตามทุกประเด็นได้ใน www.dailynews.co.th รวมถึงสามารถซื้อฉบับเต็มได้ตามแผงหนังสือทั่วประเทศ

  • ติดตามข่าวจริงจากแหล่งที่เชื่อถือได้
  • รับทราบข่าวแบบเรียลไทม์ ผ่านออนไลน์
  • รับหนังสือพิมพ์ฉบับเต็มได้ทันทีวันนี้

หากคุณสนใจในข่าวสารและประเด็นที่กำลังเป็นกระแสหรือเทรนด์ร้อนแรงในวงการโซเชียล ไม่ควรพลาด เดลินิวส์ 1 ส.ค. วันนี้พาทูตนานาชาติดูกับตา ละเมิดข้อตกลง-เปิดสงคราม ทั้งในรูปแบบออนไลน์ หรือฉบับตีพิมพ์ เพื่ออัปเดตทุกสถานการณ์อย่างใกล้ชิด อย่าลืมติดตามกันนะครับ!

ที่มา – เดลินิวส์ 1 ส.ค. วันนี้พาทูตนานาชาติดูกับตา ละเมิดข้อตกลง-เปิดสงคราม

ดราม่าร้อนทรวง! โค้ชเซิร์ฟบอร์ด ‘มือไว’ ช่วยบังหน้าอกสาวบิกินี่หลุด

ดราม่าร้อนทรวง! โค้ชเซิร์ฟบอร์ด ‘มือไว’ ช่วยบังหน้าอกสาวบิกินี่หลุด

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ปรากฏข่าวไวรัลที่สร้างกระแสดราม่าอย่างร้อนแรงบนโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะในประเทศจีน ตกเป็นประเด็นสุดอื้อฉาวกรณีโค้ชเซิร์ฟบอร์ดชายคนหนึ่งถูกจับภาพขณะแสดงความ “มือไว” ในสถานการณ์ไม่คาดฝันขณะพยายามช่วยนักเซิร์ฟสาวบิกินี่หลุด

เหตุการณ์ไวรัสที่ทำให้โซเชียลแตกเป็นสองฝ่าย

ตามรายงานจากเว็บไซต์ต่างประเทศอย่าง Mirror Media ระบุว่า ระหว่างนักโต้คลื่นสาวผิวขาวผมยาวกำลังฝึกเซิร์ฟบอร์ดอยู่ที่ริมหาดแห่งหนึ่ง เกิดเหตุการณ์บิกินี่หลุดจากแรงกระแทกของคลื่นใหญ่ ทันใดนั้นโค้ชหนุ่มที่อยู่ใกล้เคียงได้รีบเข้าไปช่วยเหลือทันที

ด้วยการใช้มือปิดบริเวณหน้าอกของเธอไว้ก่อนที่จะมีภาพหลุดออกมา พร้อมประคองร่างของเธอให้พ้นจากสถานการณ์เสี่ยง น่าประทับใจในความไวและความตั้งใจในการป้องกันไม่ให้ภาพเปลือยหลุดว่อนอินเทอร์เน็ต แต่กลับกลายเป็นกระแสดราม่าแทน

ชาวเน็ตวิพากษ์วิจารณ์แบ่งครึ่ง

หลังจากที่คลิปดังกล่าวถูกแชร์บนWeChat แพลตฟอร์มยอดนิยมในประเทศจีน ก็เกิดการโต้ตอบที่ร้อนแรงระหว่างสายตาของชาวโซเชียล โดยบางส่วนยกย่องการกระทำของโค้ชว่ามีความมือไวและตั้งใจช่วยปกป้องศักดิ์ศรีของหญิงสาวอย่างรวดเร็ว

คำพูดเช่น “โค้ชมือไวมาก ช่วยไว้ทันจริงๆ” จนถึง “ผู้หญิงได้รับการปกป้องแบบลืมตัว” ก็ผุดขึ้นจากชาวโซเชียลหลายรายที่มองว่าโค้ชตั้งใจช่วยในสถานการณ์ฉุกเฉิน

แต่ในมุมมองตรงข้าม มีผู้วิพากษ์ถึงความเหมาะสมของการกระทำ โดยระบุว่าอาจมีทางเลือกที่ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นสัมผัสร่างกาย เช่นการใช้ผ้า หรือ เสื้อคลุมบัง หรือแม้กระทั่งให้เธอหันหลังเอาไว้เพื่อรักษามารยาท

  • “โค้ชมือไวเกินไปหรือเปล่า?”
  • “ไม่มีภาพหลุดแต่เกิดดราม่าแทน”
  • “ช่วยเธอได้ทันแถมสร้างปัญหาตามมา”
  • “มีวิธีช่วยแบบไม่ต้องสัมผัสไหม”

การช่วงชิงความสงบ: ระหว่างฉุกเฉินกับการถูกจับตามอง

ดราม่าร้อนทรวง! โค้ชเซิร์ฟบอร์ด ‘มือไว’ ช่วยบังหน้าอกสาวบิกินี่หลุด อาจสะท้อนให้เห็นถึงบรรทัดฐานทางสังคมที่เปลี่ยนไป แสดงให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ต้องการทั้งความเร็วและสามัญสำนึก

ในโลกที่ทุกการกระทำอาจถูกตีความจากหลายมุมมอง การรับมือให้เหมาะสมอาจจำเป็นต้องมี กฎหรือคู่มือการช่วยเหลือแบบเฉพาะสำหรับสถานการณ์เปิดเผยร่างกาย ที่มีให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อลดการเข้าใจผิดหรือการตีปมของสาธารณะ

สุดท้ายแล้วไม่ว่ามุมมองจะแตกต่างกันแค่ไหน การถกเถียงครั้งนี้ก็สะท้อนความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เน้นการปกป้องความเป็นส่วนตัว โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในสถานที่สาธารณะหรือระหว่างการถ่ายทำกิจกรรมที่มีความเสี่ยงเช่นนี้

ที่มา – ดราม่าร้อนทรวง! โค้ชเซิร์ฟบอร์ด ‘มือไว’ ช่วยบังหน้าอกสาวบิกินี่หลุด

จะใช่ “อิซัค” จริงไหม? ชล็อตแย้มลิเวอร์พูลพร้อมเสริมทัพแข้งใหม่

ลิเวอร์พูลเตรียมเสริมทัพแทน “ดีอาซ” หากโอกาสเหมาะสม

อาร์เนอ ชล็อต กุนซือของลิเวอร์พูล ออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยันว่าเขาสนใจที่จะนำนักเตะคุณภาพใหม่เข้ามาทดแทน “หลุยส์ ดีอาซ” ที่ย้ายไปร่วมทีมบาเยิร์น มิวนิค เมื่อไม่นานมานี้ โดยระบุไว้อย่างชัดเจนว่าหากมีเป้าหมายที่ใช่ ลิเวอร์พูลจะไม่ลังเลที่จะคว้าตัวมาร่วมทีมอย่างแน่นอน

ดีอาซแยกทางลิเวอร์พูล – เปิดโอกาสให้นักเตะใหม่

ดีอาซ ย้ายไปบาเยิร์นด้วยค่าตัวประมาณ 65.5 ล้านปอนด์ ซึ่งคือการจากลาที่ทำให้แฟนหงส์แดงอดเสียใจไม่ได้ แต่กุนซือชาวดัตช์ ยืนยันว่าทีมมีตัวเลือกที่ดีมากพอ ไม่ว่าจะเป็น โคดี กัคโป และ ริโอ เอ็นกูโมอา ก็พร้อม filling บทบาทซัปพอร์ตเกมรุกอย่างแน่นอน

ทีมเน้นผู้เล่นที่ใช่ ไม่ใช่แค่ชื่อ

แม้จะมีข่าวให้ความสนใจกับ อเล็กซานเดอร์ อิซัค กองหน้าจากนิวคาสเซิล แต่ “ชล็อต” ได้ชี้แจงอย่างหนักแน่นว่าลิเวอร์พูลจะเซ็นสัญญาก็ต่อเมื่อเป็นนักเตะที่สามารถยกระดับทีมได้จริง ไม่ใช่แค่ชื่อหรือกระแสหน้าข่าวเท่านั้น “เราจะไม่คิดอะไรมากหากนักเตะคนนั้นมีคุณภาพ และเหมาะสมกับระบบของเรา.”

มีตัวเลือกมัลติฟังก์ชันอยู่แล้ว

โคดี กัคโป และริโอ เอ็นกูโมอา คือผู้เล่นที่สามารถเล่นได้หลายตำแหน่งในแนวรุก และแสดงศักยภาพออกมาได้ดีในช่วงที่ดีอาซบาดเจ็บ รวมถึงโฟลเรียน เวียร์ตซ์ ที่กุนซือออกมายอมรับด้วยว่าสามารถใช้งานบนปีกด้านซ้ายได้ด้วยเช่นกัน

ยังคงจ้องเป้า “อิซัค”?

อเล็กซานเดอร์ อิซัค เป็นชื่อที่ได้รับการพูดถึงอย่างต่อเนื่องในตลาดนักเตะ โดยเฉพาะแฟนลิเวอร์พูลที่กำลังลุ้นว่าเขาจะได้ย้ายตามลูโชมาเป็นตัวแทนที่แท้จริงหรือไม่ แม้ว่าโอกาสจริงจังยังไม่ชัดเจน แต่ท่าทีจากไอ้แดงแห่งเมอร์ซีย์ไซด์ก็ยังคงเปิดกว้างในตลาดนักเตะ

นโยบายการเซ็นสัญญาของลิเวอร์พูล

นโยบายของทีมในยุคของชล็อตนั้นชัดเจน เน้นคุณภาพที่ยกระดับทีมในทุกๆตำแหน่ง เห็นได้จากการซื้อขายที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการเสริมทัพคนสำคัญ หรือการปรับแผนทีมไม่แข่งขันใครในราคาและตัวเลือกที่ไม่ตรงกับเป้าหมาย🎯

วิเคราะห์จากลิเวอร์พูลเกมาก่อน:

ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เราก็ต้องไม่ลืมว่าลิเวอร์พูลไม่ใช่แค่ทีมที่มีวินัยสูงในด้านการเงิน แต่ยังเป็นทีมที่วางแผนระยะยาวอย่างลงตัว หากดีอาซออกไปสิ่งที่สำคัญคือการรักษาความแข็งแกร่งของทีมไว้ได้ในระยะเริ่มต้น ซึ่งกลายเป็นสิ่งสำคัญก่อนจะมองหานักเตะใหม่เข้ามาแทน 🌀

สุดท้ายแล้ว การเสริมทัพครั้งนี้ของลิเวอร์พูลชี้ให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและกลยุทธบางอย่างที่อาจนำเราไปสู่บทใหม่ของทีมในปีนี้ – ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวผ่าน Liverpool FC News Official เพื่ออัพเดทการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ และไม่พลาดการคว้า “อิซัค” หรือเป้าหมายอื่นในอีกไม่กี่สัปดาห์

มีอะไรใหม่ก็จะทยอยแจ้งล่วหน้าทุกช่วง ไม่ว่าจะไปที่นั่นสุดท้ายหรือเปลี่ยนใจกลางคัน

ที่มา – จะใช่ “อิซัค” หรือเปล่า? “ชล็อต” แย้มพร้อมเซ็นแข้งใหม่แทน “ดีอาซ”

ผู้ว่าฯ โคราช เปิดจวน-สละเงินเดือนเช่าโรงแรมช่วยผู้อพยพชายแดนเดือด ตัวอย่างของการเป็นผู้นำที่แท้จริง

ผู้ว่าฯ โคราช รับมือด้วยน้ำใจ สละเงินเดือนช่วยผู้อพยพ

จากสถานการณ์ตึงเครียดที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ได้สะท้อนถึงความสามัคคีและความมีน้ำใจของคนไทยอีกครั้ง โดย ‘ผู้ว่าฯ โคราช’ อย่างนายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุมได้แสดงให้เห็นความมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำที่ยื่นมือช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

นายชัยวัฒน์ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบความพร้อมของโรงแรม 5 แห่งในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา เพื่อสำรองห้องพักไว้ถึง 200 ห้อง เผื่อรองรับผู้อพยพที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคตหากศูนย์พักพิงหลักมีผู้ใช้บริการแน่นขนัด นอกจากนี้ ผู้ว่าฯ โคราช ยังได้เปิดจวนของตนเองเพื่อเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว โดยรับผู้อพยพได้ประมาณ 50 คน โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่มีญาติ หรือผู้ที่อยู่ในสภาวะเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ คนท้อง เด็ก และผู้ป่วย

จวนผู้ว่าฯ เปิดให้พักฟรี เป็นที่พึ่งในยามวิกฤต

ในคลิปประชาสัมพันธ์ที่โพสต์บน เพจเฟซบุ๊ก “ประชาสัมพันธ์จังหวัดนครราชสีมา” ผู้ว่าฯ โคราช กล่าวชี้แจงว่ามีผู้อพยพจากพื้นที่ชายแดนทั้งจากอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ เริ่มทยอยเข้ามา โดยท่านมีแนวคิดให้พักอาศัยในจวนของตนเอง หากไม่มีที่พักอาศัยทางญาติ ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยแบ่งเบาภาระของศูนย์พักพิงอย่างดียิ่ง

สละเงินเดือน 1 เดือน สนับสนุนค่าใช้จ่าย

สิ่งที่น่าทึ่งและได้รับการชื่นชมไปทั่วโซเชียลคือความเสียสละของ ‘ผู้ว่าฯ โคราช’ ที่สละเงินเดือน 1 เดือนของตนเอง ในการสนับสนุนค่าใช้จ่ายของผู้อพยพที่พักทั้งจวนผู้ว่าฯ และในโรงแรมที่ได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน โดยโรงแรมต่าง ๆ เสนอค่าเช่าห้องพักแบบราคาพิเศษเพื่อร่วมแบ่งเบาภาระให้แก่ผู้ประสบภัย

นี่ไม่เพียงเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความเป็นผู้นำที่มีหัวใจของ ผู้ว่าฯ โคราช ที่ยืนหยัดเป็นที่พึ่งของประชาชนแม้ในยามที่สถานการณ์ตึงเครียดที่สุด

ผู้ว่าฯ โคราช แสดงความเป็นที่พึ่งทางสังคมอย่างแท้จริง

ในสถานการณ์ที่อาจทำให้องค์กรหลายแห่งมองเพียงแค่โครงสร้างรัฐ การจัดลำดับความสำคัญของ ผู้ว่าฯ โคราช เปรียบเสมือนแสงสว่างท่ามกลางความมืด ทำให้เห็นว่า ผู้นำที่แท้จริงไม่ต้องมองแค่เพียงหลักการรัฐ แต่ควรเห็นหัวใจของมนุษย์ และความต้องการด้านสังคมอย่างลึกซึ้ง

หากคุณต้องการให้ความช่วยเหลือหรือกำลังมองหาที่พักในโคราช สามารถติดต่อผ่านเบอร์โทรศัพท์ที่ทางเพจได้ระบุไว้ ได้แก่ ป.อั้ม 063-904-1963 และ ป.ตาว 063-903-5787 เพื่อประสานความช่วยเหลือได้ทันที

น้ำใจของ ผู้ว่าฯ โคราช ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการให้ที่พักหรือเงินเดือน แต่เป็นการแสดงถึงแนวคิด “เมืองโคราชคือบ้านของทุกคน” และยืนยันว่าแม้ในยามวิกฤต ก็ยังมีแสงแห่งความหวังจากน้ำใจของมนุษย์

หากคุณรู้สึกประทับใจในความมีน้ำใจของผู้ว่าฯ โคราช ขอเชิญแชร์เรื่องราวนี้เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอื่น ๆ ด้วย! เรื่องเล็ก ๆ ของเราก็อาจเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ให้กับสังคม

ที่มา – ‘ผู้ว่าฯโคราช’ เปิดจวน-สละเงินเดือนเช่าโรงแรมช่วยผู้อพยพชายแดนเดือด

เตือนภัย! โจรสาวตีเนียนปลอมสลิปโอนเงิน ร้านอาหารทะเลดองสูญเงินนับพันบาท

เตือนภัย! โจรสาวตีเนียนปลอมสลิปโอนเงิน โดยเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ร้านอาหารทะเลดองแห่งหนึ่งในตลาดฤทธิสุข จ.นนทบุรี ถูกคนร้ายสองราย ทำทีซื้อของ แล้วใช้สลิปโอนเงินปลอม ทำให้ทางร้านสูญเงินกว่าพันบาท โดยเป็นหญิงวัยรุ่น รายละเอียดของเหตุการณ์นี้กำลังเป็นที่พูดถึงในสังคมออนไลน์มากในตอนนี้

เตือนภัย! โจรสาวใช้สลิปปลอม เหตุที่ร้านลูกตาลทะเลดอง

เหตุการณ์เกิดขึ้นที่ร้าน ลูกตาลทะเลดอง ในพื้นที่ ต.เสาธงหิน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี โดย น.ส.คณิตา รัตนาทร พนักงานร้าน ได้เล่าว่า เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม เวลาประมาณ 18.10 น. มีลูกค้าหญิงรูปร่างอ้วนเดินมาที่ร้าน และทำทีสั่งอาหารทะเลดองหลายรายการ รวมมูลค่าอยู่ที่ 1,100 บาท ก่อนจะปลอมสลิปการโอนเงิน เพื่อให้ทางร้านหลงเชื่อและให้สินค้าไปโดยไม่จ่ายเงินจริง

โดยผู้ก่อเหตุมาพร้อมกับเพื่อนที่รออยู่บนรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า เวฟ สีดำ หลังจากทำทีสแกนจ่ายเงินและแสดงสลิปที่ดูเหมือนจริง แต่พอตรวจสอบหลังจากนั้น ทางร้านกลับพบว่าไม่มีเงินเข้าระบบเลย ทำให้ต้องรีบแจ้งเจ้าของร้านและโพสต์ตามหาคนร้ายผ่านทางโซเชียลมีเดีย

พฤติกรรมคนร้ายปลอมสลิปจ่ายเงิน

  • มาที่ร้านและสั่งอาหารทะเลเผา กุ้งดอง แซลมอนดอง และสาหร่าย
  • ทำทีสแกนจ่ายเงินแต่ไม่โอนจริง
  • แสดงสลิปปลอมที่มียอดเงินและชื่อร้านตรง
  • หลบหนีหลังจากได้สินค้าไป โดยไม่มีการจ่ายเงินจริงๆ

ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Kanita RT ได้โพสต์ภาพจากกล้องวงจรปิดเพื่อตามหาหญิงสาวทั้งสอง ทั้งยังเป็นการเตือนภัยให้ร้านอื่นๆ ระวังพฤติกรรมลักษณะนี้ด้วย ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีเบาะแสชัดเจน เพราะรถจักรยานยนต์ที่ใช้ไม่ได้ติดป้ายทะเบียน และตัวของคนร้ายก็ยังไม่ทราบเบาะแสหรือที่อยู่

ร้านขอความร่วมมือจากประชาชน

เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม ร้านอาหารทะเลดองจึงร้องขอความช่วยเหลือจากประชาชนทั่วไป หากใครเห็นหรือรู้จักหญิงสาวทั้งสอง สามารถติดต่อร้านได้ทางเบอร์ 062-3618125 หรือ 064-0731928 เพื่อช่วยนำตัวผู้ก่อเหตุมาถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย และไม่ให้พฤติกรรมแบบนี้เกิดขึ้นต่อร้านค้าอื่นๆ

เตือนภัย! โจรสาวตีเนียนปลอมสลิปโอนเงิน ภัยในยุคดิจิทัลที่เพิ่มขึ้น

ในปัจจุบัน การทำธุรกรรมออนไลน์ได้รับความนิยมอย่างมาก การชำระเงินผ่านแอปเป็นเรื่องง่ายและรวดเร็ว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ โจรสาวตีเนียนปลอมสลิปโอนเงิน เพื่อก่อเหตุในลักษณะนี้ ร้านค้าทุกแห่งควรต้องเพิ่มความระมัดระวัง และตรวจสอบการโอนเงินของลูกค้าให้ชัดเจนก่อนส่งมอบสินค้า เพื่อลดความเสี่ยงของอาชญากรรมทางออนไลน์รูปแบบใหม่ที่กำลังเพิ่มขึ้น

หากลูกค้าทั้งสองยังคงไม่ติดต่อกลับ พนักงานร้านก็เตรียมเข้าแจ้งความที่ สภ.บางใหญ่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมฝากถึงผู้ก่อเหตุว่า อย่าใช้วิธีแบบนี้ อย่าทำให้ตัวเองเป็นภาระของสังคม เพราะยังสามารถกลับตัวกลับใจได้

สำหรับผู้อ่านที่กำลังเปิดร้านค้าออนไลน์หรือจัดบริการด้วยการรับเงินผ่านระบบดิจิทัล ก็ควรตรวจสอบสลิปหรือการชำระเงินให้ละเอียดก่อนส่งสินค้า เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อจาก โจรสาวตีเนียนปลอมสลิปโอนเงิน และกลุ่มมิจฉาชีพที่ใช้ความเสื่อมเชื่อถือของผู้ขายมาเป็นเครื่องมือในการหลอกลวง

ทุกการจ่ายเงินในปัจจุบันควรมีการยืนยันที่ชัดเจน และร้านค้าควรมีมาตรการตรวจสอบอย่างรอบคอบ หากคุณเป็นหนึ่งในร้านที่ยังไม่ได้ใช้ระบบตรวจสอบแบบสองขั้นตอน ถึงเวลาแล้วที่ควรเริ่ม เพราะความปลอดภัยของลูกค้าและร้านเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ซื้อหรือผู้ขาย มือถืออยู่ใกล้ตัว และการตรวจสอบก่อนรับหรือส่งของก็ควรต้องมีทุกครั้ง ร้านอาหารทะเลดองสูญเงินนับพันบาท อาจเป็นเพียงตัวเลขเล็กน้อย แต่ก็สร้างผลกระทบไม่น้อยให้กับร้านเล็กๆ ในตลาด

ที่มา – เตือนภัย! โจรสาวตีเนียนปลอมสลิปโอนเงิน ร้านอาหารทะเลดองสูญเงินนับพันบาท

‘ไทด์ เอกพันธ์ ยันภาพคู่ ‘ทับทิม’ แค่งานหาค่าขนม มีเขิน ลั่นซ้อมไว้ก่อน!

‘ไทด์ เอกพันธ์’ ยันภาพคู่ ‘ทับทิม’ แค่งานหาค่าขนม

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา โซเชียลมีเดียไทยถึงกับฮือฮา เมื่อจู่ๆ ก็มีภาพของคู่ดาราดัง ‘ไทด์ เอกพันธ์’ ยันภาพคู่ ‘ทับทิม’ ปรากฏขึ้นบนโลกออนไลน์ โดยทั้งคู่มาในชุดที่คล้ายชุดแต่งงาน โพสท่าคู่กันอย่างโรแมนติก ทำให้แฟนๆ พากันตั้งคำถามว่า เหรอจะเป็นพรีเวดดิ้งของจริง?

แต่ล่าสุด ไทด์ เอกพันธ์ ก็ได้ชี้แจงอย่างชัดเจนในงาน กรุงทองพลัสไซซ์ ไทยแลนด์ ดีไซเนอร์ อวอร์ด 2025 โดยเขาบอกว่าภาพดังกล่าวไม่ใช่การถ่ายพรีเวดดิ้งของคู่รักแต่อย่างใด แต่เป็นเพียงงานแสดงหนึ่งที่มีคนติดต่อเข้ามาให้ถ่ายทำ โดยเฉพาะงานแนวมุสลิมและชุดไทย ซึ่งเป็นธีมที่ได้รับความนิยมในกลุ่มวัยรุ่นและคู่บ่าวสาวสมัยใหม่

อธิบายแบบใจเย็น ไทด์ยันชัดไม่ใช่งานจีบ!

ไทด์เผยว่า หลายคนต่างก็เข้าใจผิดและโทรศัพท์เข้ามารัวๆ ด้วยคำถามเชิงลึก ถึงขั้นต่อว่าอย่างจริงจังเลยทีเดียว แต่ตนเองก็อธิบายว่า ภาพทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจกต์งานจ้าง ไม่มีอะไรเกินจริงไปกว่าการแสดงเท่านั้น และเป็นเรื่องที่ทั้งคู่ไม่ได้รู้สึกว่ามันเกินเส้นระหว่างเพื่อนและคู่ร่วมงานแต่อย่างใด

แม้จะมีความเขินอยู่บ้างตามประสา แต่ดูเหมือนทั้งคู่จะเข้ากันได้ดีบนจอรวมถึงในเซ็ตถ่ายจริงด้วย ผู้คนรอบข้างที่เห็นก็พากันลั่นว่า ‘เหมาะสมกันมาก’ แถมมีเสียงตอบจากไทด์อย่างเป็นมุกว่า หากใช้จริงตอนแต่งก็คงต้องถ่ายใหม่ พร้อมบอกว่า ‘ภาพนี้ ซ้อมไว้ก่อน’ งานนี้มีมุ้งมิ้งเบาๆ ให้แฟนคลับได้ลุ้นเล่น

ผลตอบรับจากแฟนๆ หลังไทด์เอาภาพมาเป็นคอนเทนต์พลางบอกความในใจ

หลังจากที่ภาพนี้ถูกเผยแพร่ ไม่เพียงแต่คนในวงการบันเทิงจะสนใจเท่านั้น แต่คนดูแล้วต่างก็รู้สึกถึงเคมีความสัมพันธ์ที่ดูเหมือนจะเข้ากันดีจนหลายคนอดคิดไปไม่ได้ว่าจะมีอะไรลึกๆ หรือไม่ ทว่า การออกมาชี้แจงของไทด์ก็ทำให้เฟิร์มชัดเจนว่า เป็นเพียงการถ่ายทำงานเท่านั้น

จากเรื่องราคง่ายๆ แต่กลายเป็นประเด็นหลักในวงสนทนาได้ เพราะยุคนี้คอนเทนต์ทุกอย่างล้วนมีผลต่อการรับรู้ งานพรีเวดดิ้งหรือการถ่ายภาพคู่บอกความรู้สึก ล้วนสร้างกระแสในตลาด โดยเฉพาะงานแนวบันเทิงหรือ fashion shoot ที่สามารถดึงดูดการมีส่วนร่วมจากกลุ่มผู้ชมได้มาก

สามรถมองการถ่ายภาพแนวเลิฟไลน์ว่าเป็นเทรนด์ของคนบันเทิง

ในยุคที่โลกออนไลน์มีบทบาทมากขึ้น คู่ดาราและศิลปินหลายคนก็นิยมถ่ายคู่ในธีมรักโรแมนติกเผื่อเปิดช่องทางการทำงาน หรือภารกิจที่ไม่จำเป็นต้องเป็นความรักจริงๆ เพียงเพื่อเป็นคอนเทนต์ที่คนอยากชม เพราะเข้าใจได้ว่าเป็นสิ่งง่ายๆ ที่เพิ่มความคึกคักให้กับแบรนด์หรือสินค้าที่ต้องการโปรโมต

‘ทับทิม’ และ ‘ไทด์’ ถือเป็นอีกคู่ที่ไม่เคยมีข่าวรักมาแรงเท่าไหร่นัก แต่แฟนๆ กลับเชียร์ให้เป็นคู่จิ้นข้ามจอทุกครั้ง และครั้งนี้ก็ไม่ต่างกัน แต่สำหรับทั้งคู่…ดูเหมือนจะเป็นการซ้อมละครแนวมีความรักมากกว่าความหมายอื่นใด

ถึงแม้จะเป็นแค่การถ่ายทำส่วนหนึ่งของหน้าที่การงาน แต่ความน่ารัก ธรรมชาติ และเคมีที่เข้ากันสุดๆ ก็ทำให้งานนี้กลายเป็นกระแสได้โดยง่าย ผสมกับการพูดแบบมีอารมณ์ขันของไทด์ว่า ‘ซ้อมไว้ก่อน’ ช่วยลดทอนประเด็นบางอย่างได้ดี และยังได้เปิดใจให้คนรู้จักบทบาทของเขาและทับทิมมากขึ้นอีกด้วย

ดูแล้วเทรนด์การใช้ศิลปินหรือนักแสดงที่มีคนติดตามในโซเชียลมาถ่ายภาพคู่ในแล้วเล่าความแบบเกือบจริง ยังคงเป็นไอเดียที่ชาญฉลาดทั้งในมุมการสื่อสารสินค้าและเกมการตลาดยุคใหม่ ดูแล้ว นอกจากจะได้ค่าขนมจากการถ่ายคู่แล้ว ยังฟินไปกับปฏิสัมพันธ์ได้อีกโดยไม่รู้ตัว!

ไทย-กัมพูชา: ฟังเสียงคนชายแดน ทั้งที่ยัง ‘กลับบ้านไม่ได้’ และ ‘ไม่เหลือบ้านให้กลับ’

ไทย-กัมพูชา: ฟังเสียงคนชายแดน ทั้งที่ยัง ‘กลับบ้านไม่ได้’ และ ‘ไม่เหลือบ้านให้กลับ’

ความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชาในพื้นที่ชายแดนยังคงส่งผลกระทบต่อชาวบ้านในพื้นที่จนถึงวันนี้ (31 ก.ค. 2567) แม้ว่าจะผ่านข้อตกลงหยุดยิงตามมติที่ประชุมเมื่อวันที่ 28 ก.ค. ณ มาเลเซีย โดยมีสหรัฐฯ และจีนเป็นผู้สังเกตการณ์ แต่สำหรับผู้ลี้ภัยชายแดนอย่างบ้านภูมิซรอล ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ที่อยู่ห่างจากชายแดนเพียง 1-2 กิโลเมตร เรื่อง ‘กลับบ้านไม่ได้’ หรือ ‘ไม่เหลือบ้านให้กลับ’ คือปัญหาที่ยังคงฝังลึกในใจพวกเขา

ชีวิตในศูนย์อพยพ: กลัวระเบิด กลัวไม่ปลอดภัย

ครอบครัวของนางศศิธร ใจตรง วัย 60 ปี และสามีวัย 71 ปีที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ใช้เวลาหลายวันในศูนย์อพยพหลังหลบรื่อนจากเหตุปะทะ 7 คืนที่ผ่านมา ศศิธรเล่าว่า ‘เคยเจอสงครามครั้งก่อนในปี 2554 แต่รอบนี้หนักกว่า เพราะจรวดตกใส่บ้านเรือนโดยตรง เสียงระเบิดดัง震颤หลุมหลบภัย’ เพราะไม่มีรถส่วนตัว จึงต้องรอนานกว่าเจ้าหน้าที่จะมาอพยพ

ภายในศูนย์อพยพ เตียงสำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วยก็มีจำกัด เมื่อเทียบกับผู้คนที่นั่งล้มตัวบนเสื่อโดยไม่รู้อนาคต บรรยากาศเต็มไปด้วยความอึดอัด ไม่มีใครต้องการความสงบกว่าผู้ที่ประสบภัยตรงหน้า! อย่างสุรีรัตน์ ทบสี ผู้ช่วยประสานงานในศูนย์ พบว่า ‘ผู้สูงอายุหัวเสียวไม่หลับนอน ลูก ๆ ก็ร้องไห้ทั้งวัน’ แม้จะประกาศหยุดยิง แต่คำสั่งให้กลับบ้านยังไม่มาก็ทำให้พวกเขาต้องรอนาน

อันตรายที่ก่อตัวแม้เป็นวูบวาบ: กระสุนปะทะ vs. สับปะรดเทียม

น.ส.สุรีรัตน์ยังคงเห็นเหตุการณ์สะเทือนใจ เช่น เสียงปิดประตูรถบริจาคที่ดังสนั่น ก่อให้เกิดความตระหนกไปทั้งศูนย์ ‘เพิ่งหนีปัญหาสงครามมา ก็เจอเรื่องร้อนอื่นแทน’ เธอกล่าว ขณะที่นายภิญโญ ศรีศุภร นายก อบต.ท่าเพราะเห็นว่า ‘บางครั้งเสียงระเบิดยังมีให้ได้ยิน’ แม้จะอยู่นอกพื้นที่แตกตื่น แต่ผู้ลี้ภัยจำนวนมากก็รู้สึกเหมือนกลับเข้าไปไว้กลางสงครามอีกครั้ง

เมื่อความหวังกลายเป็นความสูญเสีย: ‘ไม่เหลือบ้านให้กลับ’

สำหรับครอบครัวของนางคูม กันโท และนายนารี ผาแก้ว สองตายายที่สร้างร้านชำด้วยน้ำพักน้ำแรงตลอดชีวิต กลับต้องพบว่าทุกอย่างถูกทำลายจนเหลือแต่ซากไม้ ‘หมด ไม่เหลืออะไรเลย’ คูมเล่าขณะนั่งมองบ้านของตนเองจากฝั่งตรงข้าม ตู้เย็น รถมอเตอร์ไซค์ เสื้อผ้า เสียหายรวมกว่า 2 ล้านบาท ยิ่งไปกว่านั้น ระเบิดยังคงฝังใจกลางบ้านไว้รอการเก็บกวาด

อย่างไรก็ตาม ก็มีหลายครอบครัวที่เริ่มทยอยกลับ มุมมองของกมลวรรณ จันทร์สิน บอกว่า ‘แม้จะยังไม่ปลอดภัย ก็อยากกลับไปดูแลผู้สูงอายุและสัตว์ในบ้านให้ได้ก่อน’ แม้ผู้ใหญ่บ้านจะเตือนด้วยเสียงจริงว่า ‘พื้นที่ส่วนที่ยังไม่ได้รับการประเมินยังอันตราย’ ก็ตาม

ในตอนท้าย แม้จะผ่านเหตุการณ์รุนแรงหรือจากไปด้วยความหวังใด ๆ การฟังเสียงของคนชายแดนที่ยัง ‘กลับบ้านไม่ได้’ และ ‘ไม่เหลือบ้านให้กลับ’ เบignetเรื่องที่เราไม่ควรมองข้าม ไม่ว่าจะเป็นผู้ไม่เคยแตะเรื่องนี้จากมุมตึกสูง!

ที่มา – ไทย-กัมพูชา: ฟังเสียงคนชายแดน ทั้งที่ยัง “กลับบ้านไม่ได้” และ “ไม่เหลือบ้านให้กลับ”