ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ผู้ว่าฯ โคราช เปิดจวน-สละเงินเดือนเช่าโรงแรมช่วยผู้อพยพชายแดนเดือด ตัวอย่างของการเป็นผู้นำที่แท้จริง

ผู้ว่าฯ โคราช รับมือด้วยน้ำใจ สละเงินเดือนช่วยผู้อพยพ

จากสถานการณ์ตึงเครียดที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ได้สะท้อนถึงความสามัคคีและความมีน้ำใจของคนไทยอีกครั้ง โดย ‘ผู้ว่าฯ โคราช’ อย่างนายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุมได้แสดงให้เห็นความมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำที่ยื่นมือช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

นายชัยวัฒน์ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบความพร้อมของโรงแรม 5 แห่งในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา เพื่อสำรองห้องพักไว้ถึง 200 ห้อง เผื่อรองรับผู้อพยพที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคตหากศูนย์พักพิงหลักมีผู้ใช้บริการแน่นขนัด นอกจากนี้ ผู้ว่าฯ โคราช ยังได้เปิดจวนของตนเองเพื่อเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว โดยรับผู้อพยพได้ประมาณ 50 คน โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่มีญาติ หรือผู้ที่อยู่ในสภาวะเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ คนท้อง เด็ก และผู้ป่วย

จวนผู้ว่าฯ เปิดให้พักฟรี เป็นที่พึ่งในยามวิกฤต

ในคลิปประชาสัมพันธ์ที่โพสต์บน เพจเฟซบุ๊ก “ประชาสัมพันธ์จังหวัดนครราชสีมา” ผู้ว่าฯ โคราช กล่าวชี้แจงว่ามีผู้อพยพจากพื้นที่ชายแดนทั้งจากอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ เริ่มทยอยเข้ามา โดยท่านมีแนวคิดให้พักอาศัยในจวนของตนเอง หากไม่มีที่พักอาศัยทางญาติ ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยแบ่งเบาภาระของศูนย์พักพิงอย่างดียิ่ง

สละเงินเดือน 1 เดือน สนับสนุนค่าใช้จ่าย

สิ่งที่น่าทึ่งและได้รับการชื่นชมไปทั่วโซเชียลคือความเสียสละของ ‘ผู้ว่าฯ โคราช’ ที่สละเงินเดือน 1 เดือนของตนเอง ในการสนับสนุนค่าใช้จ่ายของผู้อพยพที่พักทั้งจวนผู้ว่าฯ และในโรงแรมที่ได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน โดยโรงแรมต่าง ๆ เสนอค่าเช่าห้องพักแบบราคาพิเศษเพื่อร่วมแบ่งเบาภาระให้แก่ผู้ประสบภัย

นี่ไม่เพียงเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความเป็นผู้นำที่มีหัวใจของ ผู้ว่าฯ โคราช ที่ยืนหยัดเป็นที่พึ่งของประชาชนแม้ในยามที่สถานการณ์ตึงเครียดที่สุด

ผู้ว่าฯ โคราช แสดงความเป็นที่พึ่งทางสังคมอย่างแท้จริง

ในสถานการณ์ที่อาจทำให้องค์กรหลายแห่งมองเพียงแค่โครงสร้างรัฐ การจัดลำดับความสำคัญของ ผู้ว่าฯ โคราช เปรียบเสมือนแสงสว่างท่ามกลางความมืด ทำให้เห็นว่า ผู้นำที่แท้จริงไม่ต้องมองแค่เพียงหลักการรัฐ แต่ควรเห็นหัวใจของมนุษย์ และความต้องการด้านสังคมอย่างลึกซึ้ง

หากคุณต้องการให้ความช่วยเหลือหรือกำลังมองหาที่พักในโคราช สามารถติดต่อผ่านเบอร์โทรศัพท์ที่ทางเพจได้ระบุไว้ ได้แก่ ป.อั้ม 063-904-1963 และ ป.ตาว 063-903-5787 เพื่อประสานความช่วยเหลือได้ทันที

น้ำใจของ ผู้ว่าฯ โคราช ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการให้ที่พักหรือเงินเดือน แต่เป็นการแสดงถึงแนวคิด “เมืองโคราชคือบ้านของทุกคน” และยืนยันว่าแม้ในยามวิกฤต ก็ยังมีแสงแห่งความหวังจากน้ำใจของมนุษย์

หากคุณรู้สึกประทับใจในความมีน้ำใจของผู้ว่าฯ โคราช ขอเชิญแชร์เรื่องราวนี้เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอื่น ๆ ด้วย! เรื่องเล็ก ๆ ของเราก็อาจเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ให้กับสังคม

ที่มา – ‘ผู้ว่าฯโคราช’ เปิดจวน-สละเงินเดือนเช่าโรงแรมช่วยผู้อพยพชายแดนเดือด

เตือนภัย! โจรสาวตีเนียนปลอมสลิปโอนเงิน ร้านอาหารทะเลดองสูญเงินนับพันบาท

เตือนภัย! โจรสาวตีเนียนปลอมสลิปโอนเงิน โดยเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ร้านอาหารทะเลดองแห่งหนึ่งในตลาดฤทธิสุข จ.นนทบุรี ถูกคนร้ายสองราย ทำทีซื้อของ แล้วใช้สลิปโอนเงินปลอม ทำให้ทางร้านสูญเงินกว่าพันบาท โดยเป็นหญิงวัยรุ่น รายละเอียดของเหตุการณ์นี้กำลังเป็นที่พูดถึงในสังคมออนไลน์มากในตอนนี้

เตือนภัย! โจรสาวใช้สลิปปลอม เหตุที่ร้านลูกตาลทะเลดอง

เหตุการณ์เกิดขึ้นที่ร้าน ลูกตาลทะเลดอง ในพื้นที่ ต.เสาธงหิน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี โดย น.ส.คณิตา รัตนาทร พนักงานร้าน ได้เล่าว่า เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม เวลาประมาณ 18.10 น. มีลูกค้าหญิงรูปร่างอ้วนเดินมาที่ร้าน และทำทีสั่งอาหารทะเลดองหลายรายการ รวมมูลค่าอยู่ที่ 1,100 บาท ก่อนจะปลอมสลิปการโอนเงิน เพื่อให้ทางร้านหลงเชื่อและให้สินค้าไปโดยไม่จ่ายเงินจริง

โดยผู้ก่อเหตุมาพร้อมกับเพื่อนที่รออยู่บนรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า เวฟ สีดำ หลังจากทำทีสแกนจ่ายเงินและแสดงสลิปที่ดูเหมือนจริง แต่พอตรวจสอบหลังจากนั้น ทางร้านกลับพบว่าไม่มีเงินเข้าระบบเลย ทำให้ต้องรีบแจ้งเจ้าของร้านและโพสต์ตามหาคนร้ายผ่านทางโซเชียลมีเดีย

พฤติกรรมคนร้ายปลอมสลิปจ่ายเงิน

  • มาที่ร้านและสั่งอาหารทะเลเผา กุ้งดอง แซลมอนดอง และสาหร่าย
  • ทำทีสแกนจ่ายเงินแต่ไม่โอนจริง
  • แสดงสลิปปลอมที่มียอดเงินและชื่อร้านตรง
  • หลบหนีหลังจากได้สินค้าไป โดยไม่มีการจ่ายเงินจริงๆ

ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Kanita RT ได้โพสต์ภาพจากกล้องวงจรปิดเพื่อตามหาหญิงสาวทั้งสอง ทั้งยังเป็นการเตือนภัยให้ร้านอื่นๆ ระวังพฤติกรรมลักษณะนี้ด้วย ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีเบาะแสชัดเจน เพราะรถจักรยานยนต์ที่ใช้ไม่ได้ติดป้ายทะเบียน และตัวของคนร้ายก็ยังไม่ทราบเบาะแสหรือที่อยู่

ร้านขอความร่วมมือจากประชาชน

เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม ร้านอาหารทะเลดองจึงร้องขอความช่วยเหลือจากประชาชนทั่วไป หากใครเห็นหรือรู้จักหญิงสาวทั้งสอง สามารถติดต่อร้านได้ทางเบอร์ 062-3618125 หรือ 064-0731928 เพื่อช่วยนำตัวผู้ก่อเหตุมาถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย และไม่ให้พฤติกรรมแบบนี้เกิดขึ้นต่อร้านค้าอื่นๆ

เตือนภัย! โจรสาวตีเนียนปลอมสลิปโอนเงิน ภัยในยุคดิจิทัลที่เพิ่มขึ้น

ในปัจจุบัน การทำธุรกรรมออนไลน์ได้รับความนิยมอย่างมาก การชำระเงินผ่านแอปเป็นเรื่องง่ายและรวดเร็ว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ โจรสาวตีเนียนปลอมสลิปโอนเงิน เพื่อก่อเหตุในลักษณะนี้ ร้านค้าทุกแห่งควรต้องเพิ่มความระมัดระวัง และตรวจสอบการโอนเงินของลูกค้าให้ชัดเจนก่อนส่งมอบสินค้า เพื่อลดความเสี่ยงของอาชญากรรมทางออนไลน์รูปแบบใหม่ที่กำลังเพิ่มขึ้น

หากลูกค้าทั้งสองยังคงไม่ติดต่อกลับ พนักงานร้านก็เตรียมเข้าแจ้งความที่ สภ.บางใหญ่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมฝากถึงผู้ก่อเหตุว่า อย่าใช้วิธีแบบนี้ อย่าทำให้ตัวเองเป็นภาระของสังคม เพราะยังสามารถกลับตัวกลับใจได้

สำหรับผู้อ่านที่กำลังเปิดร้านค้าออนไลน์หรือจัดบริการด้วยการรับเงินผ่านระบบดิจิทัล ก็ควรตรวจสอบสลิปหรือการชำระเงินให้ละเอียดก่อนส่งสินค้า เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อจาก โจรสาวตีเนียนปลอมสลิปโอนเงิน และกลุ่มมิจฉาชีพที่ใช้ความเสื่อมเชื่อถือของผู้ขายมาเป็นเครื่องมือในการหลอกลวง

ทุกการจ่ายเงินในปัจจุบันควรมีการยืนยันที่ชัดเจน และร้านค้าควรมีมาตรการตรวจสอบอย่างรอบคอบ หากคุณเป็นหนึ่งในร้านที่ยังไม่ได้ใช้ระบบตรวจสอบแบบสองขั้นตอน ถึงเวลาแล้วที่ควรเริ่ม เพราะความปลอดภัยของลูกค้าและร้านเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ซื้อหรือผู้ขาย มือถืออยู่ใกล้ตัว และการตรวจสอบก่อนรับหรือส่งของก็ควรต้องมีทุกครั้ง ร้านอาหารทะเลดองสูญเงินนับพันบาท อาจเป็นเพียงตัวเลขเล็กน้อย แต่ก็สร้างผลกระทบไม่น้อยให้กับร้านเล็กๆ ในตลาด

ที่มา – เตือนภัย! โจรสาวตีเนียนปลอมสลิปโอนเงิน ร้านอาหารทะเลดองสูญเงินนับพันบาท

‘ไทด์ เอกพันธ์ ยันภาพคู่ ‘ทับทิม’ แค่งานหาค่าขนม มีเขิน ลั่นซ้อมไว้ก่อน!

‘ไทด์ เอกพันธ์’ ยันภาพคู่ ‘ทับทิม’ แค่งานหาค่าขนม

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา โซเชียลมีเดียไทยถึงกับฮือฮา เมื่อจู่ๆ ก็มีภาพของคู่ดาราดัง ‘ไทด์ เอกพันธ์’ ยันภาพคู่ ‘ทับทิม’ ปรากฏขึ้นบนโลกออนไลน์ โดยทั้งคู่มาในชุดที่คล้ายชุดแต่งงาน โพสท่าคู่กันอย่างโรแมนติก ทำให้แฟนๆ พากันตั้งคำถามว่า เหรอจะเป็นพรีเวดดิ้งของจริง?

แต่ล่าสุด ไทด์ เอกพันธ์ ก็ได้ชี้แจงอย่างชัดเจนในงาน กรุงทองพลัสไซซ์ ไทยแลนด์ ดีไซเนอร์ อวอร์ด 2025 โดยเขาบอกว่าภาพดังกล่าวไม่ใช่การถ่ายพรีเวดดิ้งของคู่รักแต่อย่างใด แต่เป็นเพียงงานแสดงหนึ่งที่มีคนติดต่อเข้ามาให้ถ่ายทำ โดยเฉพาะงานแนวมุสลิมและชุดไทย ซึ่งเป็นธีมที่ได้รับความนิยมในกลุ่มวัยรุ่นและคู่บ่าวสาวสมัยใหม่

อธิบายแบบใจเย็น ไทด์ยันชัดไม่ใช่งานจีบ!

ไทด์เผยว่า หลายคนต่างก็เข้าใจผิดและโทรศัพท์เข้ามารัวๆ ด้วยคำถามเชิงลึก ถึงขั้นต่อว่าอย่างจริงจังเลยทีเดียว แต่ตนเองก็อธิบายว่า ภาพทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจกต์งานจ้าง ไม่มีอะไรเกินจริงไปกว่าการแสดงเท่านั้น และเป็นเรื่องที่ทั้งคู่ไม่ได้รู้สึกว่ามันเกินเส้นระหว่างเพื่อนและคู่ร่วมงานแต่อย่างใด

แม้จะมีความเขินอยู่บ้างตามประสา แต่ดูเหมือนทั้งคู่จะเข้ากันได้ดีบนจอรวมถึงในเซ็ตถ่ายจริงด้วย ผู้คนรอบข้างที่เห็นก็พากันลั่นว่า ‘เหมาะสมกันมาก’ แถมมีเสียงตอบจากไทด์อย่างเป็นมุกว่า หากใช้จริงตอนแต่งก็คงต้องถ่ายใหม่ พร้อมบอกว่า ‘ภาพนี้ ซ้อมไว้ก่อน’ งานนี้มีมุ้งมิ้งเบาๆ ให้แฟนคลับได้ลุ้นเล่น

ผลตอบรับจากแฟนๆ หลังไทด์เอาภาพมาเป็นคอนเทนต์พลางบอกความในใจ

หลังจากที่ภาพนี้ถูกเผยแพร่ ไม่เพียงแต่คนในวงการบันเทิงจะสนใจเท่านั้น แต่คนดูแล้วต่างก็รู้สึกถึงเคมีความสัมพันธ์ที่ดูเหมือนจะเข้ากันดีจนหลายคนอดคิดไปไม่ได้ว่าจะมีอะไรลึกๆ หรือไม่ ทว่า การออกมาชี้แจงของไทด์ก็ทำให้เฟิร์มชัดเจนว่า เป็นเพียงการถ่ายทำงานเท่านั้น

จากเรื่องราคง่ายๆ แต่กลายเป็นประเด็นหลักในวงสนทนาได้ เพราะยุคนี้คอนเทนต์ทุกอย่างล้วนมีผลต่อการรับรู้ งานพรีเวดดิ้งหรือการถ่ายภาพคู่บอกความรู้สึก ล้วนสร้างกระแสในตลาด โดยเฉพาะงานแนวบันเทิงหรือ fashion shoot ที่สามารถดึงดูดการมีส่วนร่วมจากกลุ่มผู้ชมได้มาก

สามรถมองการถ่ายภาพแนวเลิฟไลน์ว่าเป็นเทรนด์ของคนบันเทิง

ในยุคที่โลกออนไลน์มีบทบาทมากขึ้น คู่ดาราและศิลปินหลายคนก็นิยมถ่ายคู่ในธีมรักโรแมนติกเผื่อเปิดช่องทางการทำงาน หรือภารกิจที่ไม่จำเป็นต้องเป็นความรักจริงๆ เพียงเพื่อเป็นคอนเทนต์ที่คนอยากชม เพราะเข้าใจได้ว่าเป็นสิ่งง่ายๆ ที่เพิ่มความคึกคักให้กับแบรนด์หรือสินค้าที่ต้องการโปรโมต

‘ทับทิม’ และ ‘ไทด์’ ถือเป็นอีกคู่ที่ไม่เคยมีข่าวรักมาแรงเท่าไหร่นัก แต่แฟนๆ กลับเชียร์ให้เป็นคู่จิ้นข้ามจอทุกครั้ง และครั้งนี้ก็ไม่ต่างกัน แต่สำหรับทั้งคู่…ดูเหมือนจะเป็นการซ้อมละครแนวมีความรักมากกว่าความหมายอื่นใด

ถึงแม้จะเป็นแค่การถ่ายทำส่วนหนึ่งของหน้าที่การงาน แต่ความน่ารัก ธรรมชาติ และเคมีที่เข้ากันสุดๆ ก็ทำให้งานนี้กลายเป็นกระแสได้โดยง่าย ผสมกับการพูดแบบมีอารมณ์ขันของไทด์ว่า ‘ซ้อมไว้ก่อน’ ช่วยลดทอนประเด็นบางอย่างได้ดี และยังได้เปิดใจให้คนรู้จักบทบาทของเขาและทับทิมมากขึ้นอีกด้วย

ดูแล้วเทรนด์การใช้ศิลปินหรือนักแสดงที่มีคนติดตามในโซเชียลมาถ่ายภาพคู่ในแล้วเล่าความแบบเกือบจริง ยังคงเป็นไอเดียที่ชาญฉลาดทั้งในมุมการสื่อสารสินค้าและเกมการตลาดยุคใหม่ ดูแล้ว นอกจากจะได้ค่าขนมจากการถ่ายคู่แล้ว ยังฟินไปกับปฏิสัมพันธ์ได้อีกโดยไม่รู้ตัว!

ไทย-กัมพูชา: ฟังเสียงคนชายแดน ทั้งที่ยัง ‘กลับบ้านไม่ได้’ และ ‘ไม่เหลือบ้านให้กลับ’

ไทย-กัมพูชา: ฟังเสียงคนชายแดน ทั้งที่ยัง ‘กลับบ้านไม่ได้’ และ ‘ไม่เหลือบ้านให้กลับ’

ความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชาในพื้นที่ชายแดนยังคงส่งผลกระทบต่อชาวบ้านในพื้นที่จนถึงวันนี้ (31 ก.ค. 2567) แม้ว่าจะผ่านข้อตกลงหยุดยิงตามมติที่ประชุมเมื่อวันที่ 28 ก.ค. ณ มาเลเซีย โดยมีสหรัฐฯ และจีนเป็นผู้สังเกตการณ์ แต่สำหรับผู้ลี้ภัยชายแดนอย่างบ้านภูมิซรอล ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ที่อยู่ห่างจากชายแดนเพียง 1-2 กิโลเมตร เรื่อง ‘กลับบ้านไม่ได้’ หรือ ‘ไม่เหลือบ้านให้กลับ’ คือปัญหาที่ยังคงฝังลึกในใจพวกเขา

ชีวิตในศูนย์อพยพ: กลัวระเบิด กลัวไม่ปลอดภัย

ครอบครัวของนางศศิธร ใจตรง วัย 60 ปี และสามีวัย 71 ปีที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ใช้เวลาหลายวันในศูนย์อพยพหลังหลบรื่อนจากเหตุปะทะ 7 คืนที่ผ่านมา ศศิธรเล่าว่า ‘เคยเจอสงครามครั้งก่อนในปี 2554 แต่รอบนี้หนักกว่า เพราะจรวดตกใส่บ้านเรือนโดยตรง เสียงระเบิดดัง震颤หลุมหลบภัย’ เพราะไม่มีรถส่วนตัว จึงต้องรอนานกว่าเจ้าหน้าที่จะมาอพยพ

ภายในศูนย์อพยพ เตียงสำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วยก็มีจำกัด เมื่อเทียบกับผู้คนที่นั่งล้มตัวบนเสื่อโดยไม่รู้อนาคต บรรยากาศเต็มไปด้วยความอึดอัด ไม่มีใครต้องการความสงบกว่าผู้ที่ประสบภัยตรงหน้า! อย่างสุรีรัตน์ ทบสี ผู้ช่วยประสานงานในศูนย์ พบว่า ‘ผู้สูงอายุหัวเสียวไม่หลับนอน ลูก ๆ ก็ร้องไห้ทั้งวัน’ แม้จะประกาศหยุดยิง แต่คำสั่งให้กลับบ้านยังไม่มาก็ทำให้พวกเขาต้องรอนาน

อันตรายที่ก่อตัวแม้เป็นวูบวาบ: กระสุนปะทะ vs. สับปะรดเทียม

น.ส.สุรีรัตน์ยังคงเห็นเหตุการณ์สะเทือนใจ เช่น เสียงปิดประตูรถบริจาคที่ดังสนั่น ก่อให้เกิดความตระหนกไปทั้งศูนย์ ‘เพิ่งหนีปัญหาสงครามมา ก็เจอเรื่องร้อนอื่นแทน’ เธอกล่าว ขณะที่นายภิญโญ ศรีศุภร นายก อบต.ท่าเพราะเห็นว่า ‘บางครั้งเสียงระเบิดยังมีให้ได้ยิน’ แม้จะอยู่นอกพื้นที่แตกตื่น แต่ผู้ลี้ภัยจำนวนมากก็รู้สึกเหมือนกลับเข้าไปไว้กลางสงครามอีกครั้ง

เมื่อความหวังกลายเป็นความสูญเสีย: ‘ไม่เหลือบ้านให้กลับ’

สำหรับครอบครัวของนางคูม กันโท และนายนารี ผาแก้ว สองตายายที่สร้างร้านชำด้วยน้ำพักน้ำแรงตลอดชีวิต กลับต้องพบว่าทุกอย่างถูกทำลายจนเหลือแต่ซากไม้ ‘หมด ไม่เหลืออะไรเลย’ คูมเล่าขณะนั่งมองบ้านของตนเองจากฝั่งตรงข้าม ตู้เย็น รถมอเตอร์ไซค์ เสื้อผ้า เสียหายรวมกว่า 2 ล้านบาท ยิ่งไปกว่านั้น ระเบิดยังคงฝังใจกลางบ้านไว้รอการเก็บกวาด

อย่างไรก็ตาม ก็มีหลายครอบครัวที่เริ่มทยอยกลับ มุมมองของกมลวรรณ จันทร์สิน บอกว่า ‘แม้จะยังไม่ปลอดภัย ก็อยากกลับไปดูแลผู้สูงอายุและสัตว์ในบ้านให้ได้ก่อน’ แม้ผู้ใหญ่บ้านจะเตือนด้วยเสียงจริงว่า ‘พื้นที่ส่วนที่ยังไม่ได้รับการประเมินยังอันตราย’ ก็ตาม

ในตอนท้าย แม้จะผ่านเหตุการณ์รุนแรงหรือจากไปด้วยความหวังใด ๆ การฟังเสียงของคนชายแดนที่ยัง ‘กลับบ้านไม่ได้’ และ ‘ไม่เหลือบ้านให้กลับ’ เบignetเรื่องที่เราไม่ควรมองข้าม ไม่ว่าจะเป็นผู้ไม่เคยแตะเรื่องนี้จากมุมตึกสูง!

ที่มา – ไทย-กัมพูชา: ฟังเสียงคนชายแดน ทั้งที่ยัง “กลับบ้านไม่ได้” และ “ไม่เหลือบ้านให้กลับ”

ภูมะเขือ-ช่องบก-พื้นที่ปราสาทหิน สำคัญอย่างไร เหตุใดทหารสองฝ่ายพยายามยึด

ภูมะเขือ-ช่องบก-พื้นที่ปราสาทหิน สำคัญอย่างไร?

ภูมะเขือ-ช่องบก-พื้นที่ปราสาทหิน ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่จุดยุทธศาสตร์อย่างภูมะเขือและช่องบกยังคงเป็นประเด็นร้อนที่ต้องจับตา โดยทั้งสองฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์และให้เหตุผลแตกต่างกันเกี่ยวกับการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2568

การสู้รบในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ

แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงทันทีในขณะที่บริเวณพื้นที่ปราสาทหินถูกคู่กรณีใช้เป็นจุดเริ่มต้นการยิงโจมตีหลายครั้ง ทั้งโดรนและปืนครก แต่ความตึงเครียดยังคงไม่คลี่คลาย ภายหลังกองทัพภาคทั้งสองฝ่ายรายงานการปะทะต่อเนื่องในหลายพื้นที่ เช่น ปราสาทตาควาย พื้นที่ซำแต และผามออีแดง โดยเฉพาะภูมะเขือที่เคยถูกยึดคืนโดยไทยเมื่อ 28 ก.ค. ซึ่งถือเป็นพื้นที่สูงข่มทางทหาร

เหตุผลทางยุทธศาสตร์:

  • ภูมะเขือเป็นจุดสังเกตการณ์สำคัญที่มองเห็นการเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามได้รอบทิศ
  • ช่องบกอยู่ใกล้กับสามเหลี่ยมมรกต (Mombei) พื้นที่พิพาทที่ทั้งสองฝ่ายเตรียมยื่นศาลโลก

การวิเคราะห์จากสถาบัน ASPI ระบุว่ากิจกรรมทางทหารส่วนใหญ่เกิดขึ้นบริเวณที่อ้างสิทธิ์ร่วมกัน ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญอย่างพลโทพงศกร รอดชมภู ชี้ประเด็นสัญลักษณ์ โดยซูมเข้าประเด็นที่กัมพูชายึดมั่นว่าปราสาทหินทุกแห่งเป็นกรรมสิทธิ์ของตน

ผลกระทบต่อประชาชน

แม้การปะทะจะสั่นคลอนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ชาวบ้านในพื้นที่กลับไม่ให้ความสนใจเท่าที่ควร สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี ชี้ว่าภูมะเขือไม่ได้มอบผลประโยชน์เชิงเศรษฐกิจใดๆ ให้ชุมชนท้องถิ่น จึงไม่น่าแปลกใจที่ประชาชนจะไม่แสดงความเห็นต่อข้อพิพาท

อย่างไรก็ตาม การปะทะส่งผลให้พลเรือนต้องอพยพ และสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของไทย ทั้งที่พักอาศัยและโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โรงเรียนชั่วคราวบริเวณเขาพระวิหาร

แหล่งอ้างอิงทางข้อมูล:

  • รายงานจากศูนย์เฉพาะกิจชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.)
  • Heat map จาก ASPI และบทสัมภาษณ์บุคคลระดับสูง

หากติดตามพัฒนาการจะพบว่าการช่วงชิงพื้นที่เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องทรัพยากร แต่เกี่ยวกับความภูมิใจทางประวัติศาสตร์และเส้นทางความเมตตาแห่งผู้นำรัฐบาลกัมพูชาที่หวังสร้างอิทธิพลต่อเวทีระหว่างประเทศ

ท่ามกลางข้อสงสัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตาม MoU 2543 และไม่มีข้อยุติทางกฎหมายยังคงมีเส้นทางหนึ่งที่ชัดเจน: แต่ละฝ่ายพยายามควบคุมพื้นที่มรดกทางวัฒนธรรมเพื่อใช้เป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองระหว่างประเทศ

ที่มา – ภูมะเขือ-ช่องบก-พื้นที่ปราสาทหิน สำคัญอย่างไร เหตุใดทหารสองฝ่ายพยายามยึด