ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

‘ไทด์ เอกพันธ์ ยันภาพคู่ ‘ทับทิม’ แค่งานหาค่าขนม มีเขิน ลั่นซ้อมไว้ก่อน!

‘ไทด์ เอกพันธ์’ ยันภาพคู่ ‘ทับทิม’ แค่งานหาค่าขนม

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา โซเชียลมีเดียไทยถึงกับฮือฮา เมื่อจู่ๆ ก็มีภาพของคู่ดาราดัง ‘ไทด์ เอกพันธ์’ ยันภาพคู่ ‘ทับทิม’ ปรากฏขึ้นบนโลกออนไลน์ โดยทั้งคู่มาในชุดที่คล้ายชุดแต่งงาน โพสท่าคู่กันอย่างโรแมนติก ทำให้แฟนๆ พากันตั้งคำถามว่า เหรอจะเป็นพรีเวดดิ้งของจริง?

แต่ล่าสุด ไทด์ เอกพันธ์ ก็ได้ชี้แจงอย่างชัดเจนในงาน กรุงทองพลัสไซซ์ ไทยแลนด์ ดีไซเนอร์ อวอร์ด 2025 โดยเขาบอกว่าภาพดังกล่าวไม่ใช่การถ่ายพรีเวดดิ้งของคู่รักแต่อย่างใด แต่เป็นเพียงงานแสดงหนึ่งที่มีคนติดต่อเข้ามาให้ถ่ายทำ โดยเฉพาะงานแนวมุสลิมและชุดไทย ซึ่งเป็นธีมที่ได้รับความนิยมในกลุ่มวัยรุ่นและคู่บ่าวสาวสมัยใหม่

อธิบายแบบใจเย็น ไทด์ยันชัดไม่ใช่งานจีบ!

ไทด์เผยว่า หลายคนต่างก็เข้าใจผิดและโทรศัพท์เข้ามารัวๆ ด้วยคำถามเชิงลึก ถึงขั้นต่อว่าอย่างจริงจังเลยทีเดียว แต่ตนเองก็อธิบายว่า ภาพทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจกต์งานจ้าง ไม่มีอะไรเกินจริงไปกว่าการแสดงเท่านั้น และเป็นเรื่องที่ทั้งคู่ไม่ได้รู้สึกว่ามันเกินเส้นระหว่างเพื่อนและคู่ร่วมงานแต่อย่างใด

แม้จะมีความเขินอยู่บ้างตามประสา แต่ดูเหมือนทั้งคู่จะเข้ากันได้ดีบนจอรวมถึงในเซ็ตถ่ายจริงด้วย ผู้คนรอบข้างที่เห็นก็พากันลั่นว่า ‘เหมาะสมกันมาก’ แถมมีเสียงตอบจากไทด์อย่างเป็นมุกว่า หากใช้จริงตอนแต่งก็คงต้องถ่ายใหม่ พร้อมบอกว่า ‘ภาพนี้ ซ้อมไว้ก่อน’ งานนี้มีมุ้งมิ้งเบาๆ ให้แฟนคลับได้ลุ้นเล่น

ผลตอบรับจากแฟนๆ หลังไทด์เอาภาพมาเป็นคอนเทนต์พลางบอกความในใจ

หลังจากที่ภาพนี้ถูกเผยแพร่ ไม่เพียงแต่คนในวงการบันเทิงจะสนใจเท่านั้น แต่คนดูแล้วต่างก็รู้สึกถึงเคมีความสัมพันธ์ที่ดูเหมือนจะเข้ากันดีจนหลายคนอดคิดไปไม่ได้ว่าจะมีอะไรลึกๆ หรือไม่ ทว่า การออกมาชี้แจงของไทด์ก็ทำให้เฟิร์มชัดเจนว่า เป็นเพียงการถ่ายทำงานเท่านั้น

จากเรื่องราคง่ายๆ แต่กลายเป็นประเด็นหลักในวงสนทนาได้ เพราะยุคนี้คอนเทนต์ทุกอย่างล้วนมีผลต่อการรับรู้ งานพรีเวดดิ้งหรือการถ่ายภาพคู่บอกความรู้สึก ล้วนสร้างกระแสในตลาด โดยเฉพาะงานแนวบันเทิงหรือ fashion shoot ที่สามารถดึงดูดการมีส่วนร่วมจากกลุ่มผู้ชมได้มาก

สามรถมองการถ่ายภาพแนวเลิฟไลน์ว่าเป็นเทรนด์ของคนบันเทิง

ในยุคที่โลกออนไลน์มีบทบาทมากขึ้น คู่ดาราและศิลปินหลายคนก็นิยมถ่ายคู่ในธีมรักโรแมนติกเผื่อเปิดช่องทางการทำงาน หรือภารกิจที่ไม่จำเป็นต้องเป็นความรักจริงๆ เพียงเพื่อเป็นคอนเทนต์ที่คนอยากชม เพราะเข้าใจได้ว่าเป็นสิ่งง่ายๆ ที่เพิ่มความคึกคักให้กับแบรนด์หรือสินค้าที่ต้องการโปรโมต

‘ทับทิม’ และ ‘ไทด์’ ถือเป็นอีกคู่ที่ไม่เคยมีข่าวรักมาแรงเท่าไหร่นัก แต่แฟนๆ กลับเชียร์ให้เป็นคู่จิ้นข้ามจอทุกครั้ง และครั้งนี้ก็ไม่ต่างกัน แต่สำหรับทั้งคู่…ดูเหมือนจะเป็นการซ้อมละครแนวมีความรักมากกว่าความหมายอื่นใด

ถึงแม้จะเป็นแค่การถ่ายทำส่วนหนึ่งของหน้าที่การงาน แต่ความน่ารัก ธรรมชาติ และเคมีที่เข้ากันสุดๆ ก็ทำให้งานนี้กลายเป็นกระแสได้โดยง่าย ผสมกับการพูดแบบมีอารมณ์ขันของไทด์ว่า ‘ซ้อมไว้ก่อน’ ช่วยลดทอนประเด็นบางอย่างได้ดี และยังได้เปิดใจให้คนรู้จักบทบาทของเขาและทับทิมมากขึ้นอีกด้วย

ดูแล้วเทรนด์การใช้ศิลปินหรือนักแสดงที่มีคนติดตามในโซเชียลมาถ่ายภาพคู่ในแล้วเล่าความแบบเกือบจริง ยังคงเป็นไอเดียที่ชาญฉลาดทั้งในมุมการสื่อสารสินค้าและเกมการตลาดยุคใหม่ ดูแล้ว นอกจากจะได้ค่าขนมจากการถ่ายคู่แล้ว ยังฟินไปกับปฏิสัมพันธ์ได้อีกโดยไม่รู้ตัว!

ไทย-กัมพูชา: ฟังเสียงคนชายแดน ทั้งที่ยัง ‘กลับบ้านไม่ได้’ และ ‘ไม่เหลือบ้านให้กลับ’

ไทย-กัมพูชา: ฟังเสียงคนชายแดน ทั้งที่ยัง ‘กลับบ้านไม่ได้’ และ ‘ไม่เหลือบ้านให้กลับ’

ความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชาในพื้นที่ชายแดนยังคงส่งผลกระทบต่อชาวบ้านในพื้นที่จนถึงวันนี้ (31 ก.ค. 2567) แม้ว่าจะผ่านข้อตกลงหยุดยิงตามมติที่ประชุมเมื่อวันที่ 28 ก.ค. ณ มาเลเซีย โดยมีสหรัฐฯ และจีนเป็นผู้สังเกตการณ์ แต่สำหรับผู้ลี้ภัยชายแดนอย่างบ้านภูมิซรอล ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ที่อยู่ห่างจากชายแดนเพียง 1-2 กิโลเมตร เรื่อง ‘กลับบ้านไม่ได้’ หรือ ‘ไม่เหลือบ้านให้กลับ’ คือปัญหาที่ยังคงฝังลึกในใจพวกเขา

ชีวิตในศูนย์อพยพ: กลัวระเบิด กลัวไม่ปลอดภัย

ครอบครัวของนางศศิธร ใจตรง วัย 60 ปี และสามีวัย 71 ปีที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ใช้เวลาหลายวันในศูนย์อพยพหลังหลบรื่อนจากเหตุปะทะ 7 คืนที่ผ่านมา ศศิธรเล่าว่า ‘เคยเจอสงครามครั้งก่อนในปี 2554 แต่รอบนี้หนักกว่า เพราะจรวดตกใส่บ้านเรือนโดยตรง เสียงระเบิดดัง震颤หลุมหลบภัย’ เพราะไม่มีรถส่วนตัว จึงต้องรอนานกว่าเจ้าหน้าที่จะมาอพยพ

ภายในศูนย์อพยพ เตียงสำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วยก็มีจำกัด เมื่อเทียบกับผู้คนที่นั่งล้มตัวบนเสื่อโดยไม่รู้อนาคต บรรยากาศเต็มไปด้วยความอึดอัด ไม่มีใครต้องการความสงบกว่าผู้ที่ประสบภัยตรงหน้า! อย่างสุรีรัตน์ ทบสี ผู้ช่วยประสานงานในศูนย์ พบว่า ‘ผู้สูงอายุหัวเสียวไม่หลับนอน ลูก ๆ ก็ร้องไห้ทั้งวัน’ แม้จะประกาศหยุดยิง แต่คำสั่งให้กลับบ้านยังไม่มาก็ทำให้พวกเขาต้องรอนาน

อันตรายที่ก่อตัวแม้เป็นวูบวาบ: กระสุนปะทะ vs. สับปะรดเทียม

น.ส.สุรีรัตน์ยังคงเห็นเหตุการณ์สะเทือนใจ เช่น เสียงปิดประตูรถบริจาคที่ดังสนั่น ก่อให้เกิดความตระหนกไปทั้งศูนย์ ‘เพิ่งหนีปัญหาสงครามมา ก็เจอเรื่องร้อนอื่นแทน’ เธอกล่าว ขณะที่นายภิญโญ ศรีศุภร นายก อบต.ท่าเพราะเห็นว่า ‘บางครั้งเสียงระเบิดยังมีให้ได้ยิน’ แม้จะอยู่นอกพื้นที่แตกตื่น แต่ผู้ลี้ภัยจำนวนมากก็รู้สึกเหมือนกลับเข้าไปไว้กลางสงครามอีกครั้ง

เมื่อความหวังกลายเป็นความสูญเสีย: ‘ไม่เหลือบ้านให้กลับ’

สำหรับครอบครัวของนางคูม กันโท และนายนารี ผาแก้ว สองตายายที่สร้างร้านชำด้วยน้ำพักน้ำแรงตลอดชีวิต กลับต้องพบว่าทุกอย่างถูกทำลายจนเหลือแต่ซากไม้ ‘หมด ไม่เหลืออะไรเลย’ คูมเล่าขณะนั่งมองบ้านของตนเองจากฝั่งตรงข้าม ตู้เย็น รถมอเตอร์ไซค์ เสื้อผ้า เสียหายรวมกว่า 2 ล้านบาท ยิ่งไปกว่านั้น ระเบิดยังคงฝังใจกลางบ้านไว้รอการเก็บกวาด

อย่างไรก็ตาม ก็มีหลายครอบครัวที่เริ่มทยอยกลับ มุมมองของกมลวรรณ จันทร์สิน บอกว่า ‘แม้จะยังไม่ปลอดภัย ก็อยากกลับไปดูแลผู้สูงอายุและสัตว์ในบ้านให้ได้ก่อน’ แม้ผู้ใหญ่บ้านจะเตือนด้วยเสียงจริงว่า ‘พื้นที่ส่วนที่ยังไม่ได้รับการประเมินยังอันตราย’ ก็ตาม

ในตอนท้าย แม้จะผ่านเหตุการณ์รุนแรงหรือจากไปด้วยความหวังใด ๆ การฟังเสียงของคนชายแดนที่ยัง ‘กลับบ้านไม่ได้’ และ ‘ไม่เหลือบ้านให้กลับ’ เบignetเรื่องที่เราไม่ควรมองข้าม ไม่ว่าจะเป็นผู้ไม่เคยแตะเรื่องนี้จากมุมตึกสูง!

ที่มา – ไทย-กัมพูชา: ฟังเสียงคนชายแดน ทั้งที่ยัง “กลับบ้านไม่ได้” และ “ไม่เหลือบ้านให้กลับ”

ภูมะเขือ-ช่องบก-พื้นที่ปราสาทหิน สำคัญอย่างไร เหตุใดทหารสองฝ่ายพยายามยึด

ภูมะเขือ-ช่องบก-พื้นที่ปราสาทหิน สำคัญอย่างไร?

ภูมะเขือ-ช่องบก-พื้นที่ปราสาทหิน ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่จุดยุทธศาสตร์อย่างภูมะเขือและช่องบกยังคงเป็นประเด็นร้อนที่ต้องจับตา โดยทั้งสองฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์และให้เหตุผลแตกต่างกันเกี่ยวกับการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2568

การสู้รบในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ

แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงทันทีในขณะที่บริเวณพื้นที่ปราสาทหินถูกคู่กรณีใช้เป็นจุดเริ่มต้นการยิงโจมตีหลายครั้ง ทั้งโดรนและปืนครก แต่ความตึงเครียดยังคงไม่คลี่คลาย ภายหลังกองทัพภาคทั้งสองฝ่ายรายงานการปะทะต่อเนื่องในหลายพื้นที่ เช่น ปราสาทตาควาย พื้นที่ซำแต และผามออีแดง โดยเฉพาะภูมะเขือที่เคยถูกยึดคืนโดยไทยเมื่อ 28 ก.ค. ซึ่งถือเป็นพื้นที่สูงข่มทางทหาร

เหตุผลทางยุทธศาสตร์:

  • ภูมะเขือเป็นจุดสังเกตการณ์สำคัญที่มองเห็นการเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามได้รอบทิศ
  • ช่องบกอยู่ใกล้กับสามเหลี่ยมมรกต (Mombei) พื้นที่พิพาทที่ทั้งสองฝ่ายเตรียมยื่นศาลโลก

การวิเคราะห์จากสถาบัน ASPI ระบุว่ากิจกรรมทางทหารส่วนใหญ่เกิดขึ้นบริเวณที่อ้างสิทธิ์ร่วมกัน ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญอย่างพลโทพงศกร รอดชมภู ชี้ประเด็นสัญลักษณ์ โดยซูมเข้าประเด็นที่กัมพูชายึดมั่นว่าปราสาทหินทุกแห่งเป็นกรรมสิทธิ์ของตน

ผลกระทบต่อประชาชน

แม้การปะทะจะสั่นคลอนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ชาวบ้านในพื้นที่กลับไม่ให้ความสนใจเท่าที่ควร สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี ชี้ว่าภูมะเขือไม่ได้มอบผลประโยชน์เชิงเศรษฐกิจใดๆ ให้ชุมชนท้องถิ่น จึงไม่น่าแปลกใจที่ประชาชนจะไม่แสดงความเห็นต่อข้อพิพาท

อย่างไรก็ตาม การปะทะส่งผลให้พลเรือนต้องอพยพ และสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของไทย ทั้งที่พักอาศัยและโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โรงเรียนชั่วคราวบริเวณเขาพระวิหาร

แหล่งอ้างอิงทางข้อมูล:

  • รายงานจากศูนย์เฉพาะกิจชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.)
  • Heat map จาก ASPI และบทสัมภาษณ์บุคคลระดับสูง

หากติดตามพัฒนาการจะพบว่าการช่วงชิงพื้นที่เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องทรัพยากร แต่เกี่ยวกับความภูมิใจทางประวัติศาสตร์และเส้นทางความเมตตาแห่งผู้นำรัฐบาลกัมพูชาที่หวังสร้างอิทธิพลต่อเวทีระหว่างประเทศ

ท่ามกลางข้อสงสัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตาม MoU 2543 และไม่มีข้อยุติทางกฎหมายยังคงมีเส้นทางหนึ่งที่ชัดเจน: แต่ละฝ่ายพยายามควบคุมพื้นที่มรดกทางวัฒนธรรมเพื่อใช้เป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองระหว่างประเทศ

ที่มา – ภูมะเขือ-ช่องบก-พื้นที่ปราสาทหิน สำคัญอย่างไร เหตุใดทหารสองฝ่ายพยายามยึด