ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ประกาศขออภัยอย่างเป็นทางการจากนายพิเชษฐ์ เอื้อการุญชัยกุล

ประกาศขออภัยและชี้แจงข้อเท็จจริง

จากกรณีที่เป็นข่าวครึกโครมในวงการบันเทิงและสาย Tech เมื่อไม่นานมานี้ ที่เกี่ยวข้องกับ ประกาศขออภัย อย่างเป็นทางการ โดยคุณพิเชษฐ์ เอื้อการุญชัยกุล ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ที่ดำเนินคดีกับนายธนกร พงษ์ผจญ ภายหลังจากที่ข้อมูลบางส่วนเกิดความคลาดเคลื่อน จนนำไปสู่การตีความผิดพลาด และความเข้าใจผิดตามมา

ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2565 คุณพิเชษฐ์ได้ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาในทางอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ855/2565 และหมายเลขแดงที่ อ178/2566 ซึ่งทางศาลจังหวัดสมุทรปราการเป็นผู้รับผิดชอบ อย่างไรก็ตาม ต่อมาคุณพิเชษฐ์ได้รับทราบข้อมูลบางอย่างที่ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง จึงได้ออกมาชี้แจงและอธิบายผ่าน ‘ประกาศขออภัย’ อย่างเป็นทางการ

เหตุผลที่ต้องขออภัย

การตัดสินใจของนายพิเชษฐ์ในการขออภัยนั้น เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและต่อผู้เกี่ยวข้อง โดยระบุว่ามีข้อมูลบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง จนทำให้เกิดความเข้าใจผิด โดยการประกาศขออภัยในครั้งนี้แสดงถึงความสุจริตและความตั้งใจในการปรับปรุงความสัมพันธ์ที่อาจเสียหายไปแล้ว

บทบาทของข่าวลือในยุคดิจิทัล

ประกาศขออภัย นี้กลายเป็นจุดสนใจของคอข่าว โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ติดตามวงการบันเทิงและเทคโนโลยี ซึ่งในยุคที่ข่าวสารสามารถเผยแพร่ได้อย่างรวดเร็ว การตรวจสอบข้อเท็จจริงจึงเป็นสิ่งสำคัญก่อนที่จะตัดสินใจกด share หรือคอมเมนต์ตามอารมณ์ชั่ววูบ

เหตุใดการขออภัยยังคงมีความหมาย

การออกมาประกาศขออภัยยังคงมีพลังช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นของสาธารณะ ไม่ว่าคนนั้นจะมีชื่อเสียง หรือเป็นบุคคลทั่วไป เมื่อรู้ว่าตัวเองทำเข้าใจผิด การแก้ไขด้วยการขออภัยอย่างสุจริตใจจะช่วยลดบทบาทของความขัดแย้ง และเปิดพื้นที่ให้สังคมได้ให้อภัยมากยิ่งขึ้น

เคล็ดลับก่อนเชื่อถือข้อมูลบนโลกออนไลน์:

  • ตรวจสอบแหล่งที่มาของข่าวเสมอ
  • เปรียบเทียบหลายแหล่งก่อนสรุปความเข้าใจ
  • ตั้งคำถามกับทุกคำพูดที่เกี่ยวข้องกับประเด็นสาธารณะ

การมีอยู่ของ ประกาศขออภัย อย่างเปิดเผยในยุคนี้จึงสะท้อนถึงจริยธรรมในการสื่อสาร ที่ไม่ว่าจะในวงการบันเทิงหรือสายธุรกิจเทคโนโลยี ก็ไม่ควรมองข้าม

ฮุนเซนโพสต์ภาพงีบหลับคาเก้าอี้ หลังลุ้นข้อตกลงภาษีสหรัฐจาก 49% เหลือ 19%

เรื่องราวที่กำลังเป็นไวรัลในโซเชียลมีเดียอย่างมากในตอนนี้คือการที่นายฮุนเซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ออกมาโพสต์ภาพน่าประหลาดใจบนเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของตนเอง ซึ่งเผยให้เห็นว่าเขาหลับอยู่บนเก้าอี้ระหว่างทำงาน ทั้งที่ควรรักษาภาพลักษณ์ผู้นำระดับประเทศ

ฮุนเซนโพสต์ภาพงีบหลับคาเก้าอี้ เป็นที่วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ได้มีการรายงานผ่านสื่อหลายสำนักว่านายฮุนเซนได้โพสต์เฟซบุ๊กเพจ Samdech Hun Sen of Cambodia โดยมีภาพขณะที่เขาหลับอยู่บนเก้าอี้อย่างไม่ได้ตั้งใจ พร้อมระบุว่าหลังจากประชุมกับกลุ่มผู้นำและผู้บัญชาการทหาร ก็เฝ้าติดตามรายการสดอย่าง Mr. Sam Vatana in USA ซึ่งพูดถึงประเด็นการลดภาษีของสหรัฐอเมริกาสำหรับกัมพูชา ที่เคยอยู่ที่ 49% แต่ได้ลดลงเหลือเพียง 19% เท่านั้น งานนี้นายฮุนเซนก็ถึงกับง่วงจนผล็อยหลับคาเก้าอี้ไปเลย

การลดภาษีส่งผลอย่างไรบ้าง?

เรื่องของภาษีถือเป็นประเด็นสำคัญมากสำหรับประเทศ โดยเฉพาะการเจรจาข้อตกลงระหว่างประเทศใหญ่ อย่างข้อตกลงของนายฮุนเซนกับทางสหรัฐฯ ที่สามารถลดภาษีจาก 49% เหลือเพียง 19% นับเป็นความสำเร็จในระดับหนึ่ง ช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศมีลมหายใจมากขึ้น โดยเฉพาะกับผู้ประกอบการท้องถิ่นที่ต้องพึ่งพาการส่งออก

ชาวเน็ตทั้งเขมรและไทยวิพากษ์วิจารณ์แตกต่างกันอย่างไร?

หลังจากโพสต์นี้เผยแพร่ออกมา ทำให้มีชาวเน็ตกัมพูชาเข้ามาตอบโต้อย่างคึกคัก โดยกว่า 2 แสนคนกดไลค์และเข้ามาคอมเมนต์สนับสนุนในเชิงให้กำลังใจ เช่น “ขอให้ท่านสบายใจและทำงานต่อไป” ส่วนชาวเน็ตไทยก็ไม่น้อยหน้า แต่กลับเขียนในมุมเสียดสี เช่น “อยากให้พักผ่อนให้ยาวเลย”, “ไม่ต้องกลับมาก็ได้” และยังมีการตั้งคำถามถึงการส่งทหารล้ำเส้นชายแดนไทยอีกด้วย

ฮุนเซนโพสต์ภาพงีบหลับคาเก้าอี้ สะท้อนถึงความเครียดและการต่อสู้ทางการเมือง

หากมองลึกเข้าไปกว่าข่าวการงีบหลับทั่วไป ข้อความประกอบในโพสต์นี้ยังมีการเชื่อมโยงกับสถานการณ์ทหารที่ชายแดนไทย ที่มีทหารกัมพูชาสองคนบาดเจ็บจากการยิงกัน และหลังการหยุดยิง 8 ชั่วโมงก็ได้มีการส่งตัวกลับ ทั้งนี้ในโพสต์ ฮุนเซนได้ขอให้ทหารทั้งสองรักษาตัวให้หายโดยเร็วที่สุด

การที่ฮุนเซนตัดสินใจแชร์ภาพและเรื่องราวส่วนตัวแบบนี้อาจเป็นความพยายามในการสร้างภาพลักษณ์ที่เป็นมิตรและมีมนุษย์ธรรมต่อสาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเผชิญกับการตัดสินใจที่ยากลำบากทางการเมืองและความกดดันระหว่างประเทศ

  • โพสต์แสดงความใกล้ชิดกับประชาชน
  • สะท้อนให้เห็นถึงความเครียดจากการเจรจา
  • ช่วยเพิ่มความสนใจทางการเมืองระหว่างประเทศ

ไม่ว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดในสถานการณ์ใดก็ตาม การโพสต์ภาพของ ฮุนเซน ถือเป็นการเปิดเผยชีวิตส่วนตัวของผู้นำที่มักจะถูกจับตามองอยู่ตลอดเวลา และด้วยความเป็นธรรมชาติและการกระทำที่แสดงออกอย่างจริงใจ ถือว่าสร้างการมีส่วนร่วมในโลกโซเชียลได้เป็นอย่างดี

ที่มา – ‘ฮุนเซน’ โพสต์ภาพงีบหลับคาเก้าอี้ หลังลุ้นข้อตกลงภาษีสหรัฐจาก 49% เหลือ 19%

‘เฉลิมชัย’ ไฟเขียวเจ้าหน้าที่กรม‘ธรณี-น้ำ-บาดาล’ร่วมเป็นพนักงานตามกฎหมายป่าไม้ 3 ฉบับ

‘เฉลิมชัย’ ไฟเขียวเจ้าหน้าที่กรม‘ธรณี-น้ำ-บาดาล’ร่วมเป็นพนักงานฯตามกฎหมายป่าไม้ 3 ฉบับ

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2567 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกมาประกาศแต่งตั้งเจ้าหน้าที่จาก 3 กรมหลัก ได้แก่ กรมทรัพยากรธรณี กรมทรัพยากรน้ำ และกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายป่าไม้ 3 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 และ พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507

ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ

การปรับโครงสร้างครั้งนี้เป็นไปเพื่อให้แต่ละหน่วยสามารถปฏิบัติงานในพื้นที่ป่า อนุรักษ์ และเขตพิทักษ์สัตว์ป่าต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่ต้องรอการอนุญาตจากกรมอุทยานแห่งชาติ์หรือกรมป่าไม้ เป็นกระบวนการปลดล็อคการทำงานให้สอดคล้องกับบทบาทของแต่ละกรม

  • กรมทรัพยากรธรณี: สามารถจัดการและดำเนินการด้านธรณีวิทยาและธรณีพิบัติภัยได้โดยตรง
  • กรมทรัพยากรน้ำ: มีบทบาทเพิ่มขึ้นในการบริหารจัดการน้ำและแก้ไขปัญหาที่เกิดจากทรัพยากรน้ำ
  • กรมทรัพยากรน้ำบาดาล: จะสามารถทำงานตรงตามความต้องการของประชาชนในเรื่องน้ำบาดาลได้สะดวกขึ้น

การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนในพื้นที่ป่าทั้งป่าสงวนและป่าอนุรักษ์ ให้สามารถเข้าถึงทรัพยากรพื้นฐาน และมีโอกาสในการพัฒนาอาชีพ สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับครอบครัว ตามนโยบายรัฐบาลอย่างแท้จริง

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

หลังจากที่ประกาศฉบับนี้ผ่านการประกาศในราชกิจจานุเบกษา จะส่งผลให้การทำงานในพื้นที่มีความคล่องตัวมากขึ้น การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติภายในพื้นที่ป่าสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วง่ายดาย เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบาย ทั้งด้านธรณีศาสตร์ การบริหารจัดการน้ำ และการอนุรักษ์ป่าไม้

นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อรองรับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติแบบองค์รวมและยั่งยืน เป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยให้ชุมชนอยู่ในพื้นที่ป่ามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยยังคงสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการพัฒนาอย่างเหมาะสม

หากคุณติดตามนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาชุมชน การเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลต่อวงการรัฐไทยในระยะยาว ถือเป็นการกระจายอำนาจและเพิ่มประสิทธิภาพให้การทำงานในภาพรวมของกระทรวงฯ สอดคล้องและทันต่อสถานการณ์มากยิ่งขึ้น

ที่มา – ‘เฉลิมชัย’ไฟเขียวเจ้าหน้าที่กรม‘ธรณี-น้ำ-บาดาล’ร่วมเป็นพนักงานฯตามกฎหมายป่าไม้ 3 ฉบับ

เทศบาลนครหัวหินคว้ารางวัลทีมผู้ก่อการดีระดับประเทศ ร่วมรณรงค์ป้องกันการจมน้ำ

เทศบาลนครหัวหิน ผงาดคว้ารางวัล MERIT MAKER ระดับประเทศ

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ที่ผ่านมา คุณนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีนครหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้เผยถึงความภาคภูมิใจของเทศบาลฯ หลังได้เข้าร่วมงานสัมมนาในโอกาส “วันรณรงค์ป้องกันการจมน้ำโลก” ซึ่งจัดขึ้นที่โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2567 ก่อนหน้านี้ โดยมีหัวข้อหลักภายใต้แนวคิดจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ว่า เรื่องราวของคุณสามารถช่วยชีวิตใครสักคน…การป้องกันการจมน้ำผ่านการแบ่งปันประสบการณ์

งานนี้มีการรวมเหล่าทีมผู้ก่อการดีจากทั่วประเทศกว่า 600 คน เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และรับชมผลงานที่โดดเด่นในการป้องกันการจมน้ำ รวมไปถึงประกาศมอบรางวัล ทีมผู้ก่อการดี ให้แก่หน่วยงานที่มีความทุ่มเทอย่างแท้จริง โดยปีนี้ เทศบาลนครหัวหินสามารถคว้ามาได้ถึงสองรางวัล คือ รางวัลชนะเลิศระดับทอง ในปี 2567 และรางวัลชนะเลิศระดับเพชร ในปี 2568

การมีส่วนร่วมของชุมชนกับการป้องกันการจมน้ำอย่างยั่งยืน

จากแนวทางการดำเนินงานของ เทศบาลนครหัวหิน การป้องกันการจมน้ำไม่ใช่งานที่สามารถทำได้โดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะ กลยุทธ์ทีมผู้ก่อการดี (MERIT MAKER) ที่ดึงเอากำลังใจและความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่ เพื่อจัดตั้งกลไกการเฝ้าระวัง การช่วยชีวิตเบื้องต้น และการสร้างการมีส่วนร่วมในระดับท้องถิ่น

ข้อมูลน่ารู้: สถิติการจมน้ำในประเทศไทย

สำหรับประเทศไทย พบว่าตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์จมน้ำสูงถึง 36,870 ราย หรือเฉลี่ยวันละกว่า 10 คน โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ที่มีสถิติน่าห่วงมากถึง 645 คนต่อปี คิดเป็นวันละเกือบ 2 ราย. ความรุนแรงของปัญหานี้จึงเป็นปัญหาสังคมที่สำคัญที่ทุกคนต้องร่วมมือกัน

การร่วมจัดกิจกรรมป้องกันการจมน้ำในปี 2567

ทั้งนี้ ปีนี้ประเทศไทยได้จัดกิจกรรมรณรงค์อย่างต่อเนื่องตลอดเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ภายใต้แนวคิด แบ่งปันเรื่องเล่าเพื่อป้องกันการจมน้ำ ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย เพื่อสร้างการตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง การสื่อสารผ่านเรื่องราวของผู้คนจึงกลายเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ประชาคมออนไลน์หนุนเสริมความปลอดภัยในชีวิตผู้คน

บทบาทของนโยบายและชุมชนสำคัญอย่างไรใน MERIT MAKER?

แผนแม่บทระดับชาติ 20 ปี ที่ผสานกับกลยุทธ์ระดับนโยบายตามมติสมัชชาอนามัยโลกและองค์กรสหประชาชาติ ถือเป็นหลักสำคัญในการขับเคลื่อนให้เห็นผลระยะยาว ขณะเดียวกัน เทศบาลนครหัวหิน ได้ริเริ่มการตั้งทีม MERIT MAKER ระดับชุมชน เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมตั้งแต่พื้นที่เล็ก ๆ และพลิกผันสิ่งเลวร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต ปัจจัยสำคัญคือ การเชื่อมโยงความรู้ ความคิด ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

การประชุมระดับประเทศนี้นอกจากจะเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนแนวทางแล้ว ยังเป็นการปูเส้นทางสู่การลดอัตราการเสียชีวิตจากการจมน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกมิติ เพราะการป้องกันจมน้ำยังต้องมีการวางแผนด้วยความสม่ำเสมอ, การมีชุมชนเป็นแนวหน้า และการนำเนื้อหาและฟีดแบ็กกลับมาพัฒนาแผนระยะกลางและยาวผ่านกลไกรัฐและชุมชนร่วมกัน

หากคุณเป็นชาวหัวหิน หรือผู้สนใจการทำงานเพื่อสังคมในรูปแบบสาธารณะสุข เราเชิญชวนให้ติดตามแนวทางการทำงานของเทศบาลนครหัวหิน และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ ทีมผู้ก่อการดี (MERIT MAKER) เพื่อสร้างความแตกต่างให้สังคมไทยปลอดภัยจากจมน้ำยิ่งขึ้น

ทุกเสียง ทุกแนวคิดสามารถช่วยชีวิตใครสักคน และทุกความร่วมมือจากภาคประชาชนนับว่าเป็นพลังสำคัญที่ดูแลความปลอดภัยของเด็ก เยาวชน และผู้สูงอายุที่อาจเสี่ยงต่อเหตุจมน้ำโดยไม่คาดคิด

ที่มา – เทศบาลนครหัวหิน คว้ารางวัลทีมผู้ก่อการดี (MERIT MAKER) ระดับประเทศ! ร่วมรณรงค์ป้องกันการจมน้ำ

สทนช. ลงพื้นที่นครพนม ติดตามสถานการณ์น้ำโขงเตรียมพร้อมรับมืออุทกภัย

สทนช. ลงพื้นที่นครพนม เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำโขงเตรียมพร้อมรับมืออุทกภัย

เมื่อไม่นานมานี้ ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้ลงพื้นที่จังหวัดนครพนม เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำโขงและพร้อมเตรียมรับมืออุทกภัยที่อาจเกิดขึ้น โดยมีนายวรวิทย์ พิมพนิตย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และทีมงานร่วมกันลงพื้นที่สำรวจอย่างใกล้ชิด

การเตรียมความพร้อมรับมือน้ำโขงที่เพิ่มสูงขึ้น

สถานการณ์น้ำโขงในจังหวัดนครพน presently ไม่ถึงจุดวิกฤต แต่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีสาเหตุหลักจากปริมาณฝนที่ตกลงมาในช่วงที่ผ่านมา และมวลน้ำที่ไหลลงมาจากตอนเหนือ ซึ่งอาจส่งผลกระทบเมื่อรวมกันกับฝนตกซ้ำในพื้นที่ สทนช. และจังหวัดนครพนมจึงได้วางแผนเตรียมความพร้อม เช่น การติดตั้งเครื่องสูบน้ำสำรองที่ถนนสวรรค์ชายโขงและพื้นที่สำคัญอื่น ๆ เพื่อเร่งการระบายน้ำในกรณีฉุกเฉิน

นอกจากนี้ จังหวัดนครพนมยังเผชิญกับน้ำเสี่ยงรบกวนจาก 3 ทิศทาง ได้แก่ น้ำจากจังหวัดสกลนครทางตอนบน น้ำฝนในพื้นที่ และน้ำโขงที่หนุนจากด้านเหนือ ดังนั้นการเตรียมตัวรับมือจึงต้องทำอย่างรอบด้าน เพื่อบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จุดเสี่ยงน้ำท่วมขึ้นเพียบ! สทนช. ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ในปัจจุบัน เกิดน้ำเอ่อท่วมขึ้นบริเวณพื้นถนนสวรรค์ชายโขงและพื้นที่ตลาดอินโดจีนใต้บริเวณพญาศรีสัตตนาคราช ซึ่งถือเป็นพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจของจังหวัด การรับมือกับสถานการณ์จึงต้องคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนในวงกว้าง โดยจังหวัดและเทศบาลร่วมกันใช้มาตรการหลายอย่าง เช่น การแจ้งเตือนล่วงหน้า การเคลื่อนย้ายสินค้าของร้านค้า และการเตรียมสถานที่ค้าขายสำรองเพื่อความมั่นคงทางรายได้

สถานการณ์น้ำโขงในนครพนม

จังหวัดนครพนมนั้นตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำโขงโดยตรง และเสี่ยงต่อการเผชิญน้ำหลาก รวมถึงได้รับผลกระทบจากปริมาณฝนที่ตกต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมิถุนายนจนถึงช่วงปลายฝน ในช่วง สทนช. ลงพื้นที่นครพนม ติดตามสถานการณ์น้ำโขงเตรียมพร้อมรับมืออุทกภัย จึงเน้นย้ำให้ท้องถิ่นเตรียมพร้อมและติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง แม้ว่าระดับน้ำขณะนี้จะยังไม่วิกฤต แต่ต้องระวังในช่วงที่อาจมีพายุหรือมวลน้ำจากด้านบนไหลลงมาในเดือนสิงหาคมและกันยายน

มาตรการร่วมมือเพื่อลดความเสียหาย

ในระหว่างการลงพื้นที่ สทนช. ได้ร่วมกับเทศบาลและหน่วยงานพัฒนาอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างระบบที่ตอบสนองได้รวดเร็วและเห็นผลจริง ตัวอย่างที่เห็นได้คือการตรวจสอบจุดสูบน้ำของเทศบาลเมืองนครพนม ที่ไม่เพียงช่วยในช่วงวิกฤต แต่ยังลดผลกระทบที่จะเกิดกับพื้นที่ชุมชน

นอกจากนี้ ยังมีแผนฟื้นฟูและพัฒนาระบบน้ำระยะยาว โดย สทนช. จะร่วมมือกับจังหวัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินและปรับแผนให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป และลดความเสี่ยงทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ผู้ที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดนครพนม หากติดตามข่าวผ่านช่องทางท้องถิ่นหรือสื่อสังคมออนไลน์ สามารถเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ได้ล่วงหน้า ซึ่งนับวันเป็นเรื่องสำคัญมากขึ้นท่ามกลางสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

สุดท้ายนี้ สทนช. ลงพื้นที่นครพนม ไม่เพียงติดตามสถานะน้ำ แต่ยังรับฟังเสียงความคิดเห็นของประชาชนท้องถิ่น ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ผ่านการคุยกับชุมชนริมโขง และร้านค้าในพื้นที่เสี่ยง เพื่วร่วมกันหาทางออกร่วม

สิ่งที่สำคัญไปกว่าการเตรียมมาตรการ คือการสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจและรับมือได้จริง สทนช. และจังหวัดจึงให้ความสำคัญกับการแจ้งเตือนและเตรียมความรู้ทางเทคนิคเพื่อใช้ในชีวิตประจำวันของคนในพื้นที่

ที่มา – สทนช. ลงพื้นที่นครพนม ติดตามสถานการณ์น้ำโขงเตรียมพร้อมรับมืออุทกภัย

ขอนแก่นส่งตาข่ายกันโดรน-ข้าวสาร ให้กับกำลังทหารที่สุรินทร์-ศรีษะเกษ

ขอนแก่นรวมพลังจิตอาสา ส่งมอบตาข่ายกันโดรนและข้าวสารให้ทหารชายแดน

เมื่อช่วงเช้าวันที่ 1 สิงหาคม เวลา 10.00 น. ที่วัดป่ารัตนมงคล ตำบลศิลา อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น มีพิธีส่งมอบสิ่งของจำเป็นให้กับกำลังทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะที่จังหวัดสุรินทร์และศรีษะเกษ ซึ่งในขณะนี้กำลังมีข้อพิพาทเขตแดนที่ต้องการการสนับสนุนอย่างเร่งด่วน

การสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อปกป้องอธิปไตย

ในพิธีครั้งนี้ พล.ต.กิตติพงษ์ เนื่องชมภู ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 23 ได้รับมอบข้าวสารจำนวน 2 ตัน, อาหารแห้ง, มะนาว, น้ำดื่ม, ยากันยุง, ถุงเท้า, พระเครื่อง และสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นจากพระครูประยุตสารธรรม เจ้าอาวาสวัดป่ารัตนมงคล พร้อมด้วยคณะอุบาสก อุบาสิกา ประชาชนจากชุมชนบ้านกา, บ้านดอนหญ้านาง, หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงนักเรียนสมาธิจากสถาบันพลังจิตานุภาพ สาขา 31 วัดศรีจันทร์ ห้องเรียนวัดป่ารัตมงคล

โดยประธานในพิธีได้กล่าวว่า สิ่งของทั้งหมดมีความหมายเกินกว่าการบริจาค แต่เป็นกำลังใจและพลังแห่งความสามัคคีจากพี่น้องจังหวัดขอนแก่น ที่จะส่งต่อไปถึงแนวหน้าชายแดนที่กำลังเผชิญกับความท้าทาย

สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือ ตาข่ายกันโดรน ที่มีการบริจาคจากกลุ่มผู้ผลิตในจังหวัดขอนแก่นรวมทั้งหมด 10 กระสอบ หรือประมาณ 60 ผืน โดยจะถูกนำไปใช้เพื่อป้องกันและสกัดกั้นวัตถุทางอากาศ เช่น โดรน ตามจุดที่กำหนดไว้ในพื้นที่ชายแดน ได้แก่ ปราสาทโดนตวล จังหวัดศรีษะเกษ และปราสาทตามเมือนธม จังหวัดสุรินทร์

ธารน้ำใจจากคนไทย ที่ส่งตรงถึงแนวหน้า

ด้านพระครูประยุตสารธรรม เจ้าอาวาสวัดป่ารัตนมงคล กล่าวว่า ข้าวสารและอาหารแห้งที่มอบให้วันนี้ เป็นการรวมพลังแบบเร่งด่วนจากประชาชนและญาติธรรมที่บริจาคตามศรัทธา

  • ข้าวสาร 2 ตัน
  • บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
  • แก๊สหุงต้ม
  • ยากันยุง
  • น้ำดื่มบรรจุขวด

การสนับสนุนในครั้งนี้นอกจากจะเน้นเรื่องการรับมือกับโดรนแล้ว ยังเป็นการช่วยให้ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่มีข้าวกิน มีกำลังใจในการป้องกันดินแดนไทยให้มั่นคงถาวร

นับเป็นความร่วมมือที่น่าประทับใจ ระหว่างพลเรือน หน่วยงานต่างๆ และเทคโนโลยี ที่ช่วยเสริมความเข้มแข็งให้กับแนวหน้าของชาติอย่างแท้จริง

หากใครอยากมีส่วนร่วมในการสนับสนุน ชายแดนไทย ทั้งโดรนตาข่าย หรือของจำเป็นอื่นๆ ยังสามารถติดต่อกับวัดหรือสำนักทหารในพื้นที่เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ที่มา – ขอนแก่นส่งตาข่ายกันโดรน-ข้าวสาร ให้กับกำลังทหารที่สุรินทร์-ศรีษะเกษ

‘แอ๊ด คาราบาว’ เตือน ‘ส.ส.’ พรรคดัง หลังโพสต์หยาบใส่ทหาร ถามกลับคิดได้หรือยังทหารมีไว้ทำไม?

ประเด็นที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ยังคงสร้างความวิพากษ์วิจารณ์ไม่หยุด หลังจากที่ นายสหัสวัต คุ้มคง ส.ส.จาก พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความที่วิจารณ์กองทัพด้วยภาษาที่ไม่ค่อยเหมาะสมจนเป็นที่โจษจันในวงกว้าง ถึงแม้เขาจะออกมาขอโทษแล้ว แต่กระแสดราม่ารอบนี้ยังคงไม่จางหายง่ายๆ

‘แอ๊ด คาราบาว’ แสดงจุดยืนอย่างชัดเจน

ในเวลาไม่นานมานี้ แอ๊ด คาราบาว ศิลปินเพื่อชีวิตชื่อดังซึ่งเป็นที่รักของประชาชนได้แสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา ผ่านการโพสต์ข้อความที่เต็มไปด้วยความห่วงใยต่อประเทศชาติ ความรักในประชาธิปไตย และความเคารพต่อกำลังพลทหารที่เสียสละเพื่อแผ่นดินไทย โดยเขาระบุว่า

“ผมคิดอยู่นานว่าจะโพสต์หรือไม่โพสต์ดี แต่ก็เลือกที่จะโพสต์ในที่สุด คำขอโทษก็เรื่องหนึ่ง แต่ทัศนคติที่คุณสหัสวัตยังคงมีอยู่ในใจ มันจะหมดไปหรือไม่ผมไม่รู้ แต่สิ่งที่บ่งบอกชัดเจนคือความคิดของพรรคปชน. ต่อกองทัพ ผมอยากเตือนในฐานะที่ผมเป็นผู้รักชาติและเชื่อมั่นในประชาธิปไตยว่า เราต้องยอมรับว่าทหารมีหน้าที่สำคัญในการปกป้องประเทศ คำพูดที่ว่า ‘ทหารมีไว้ทำไม?’ ที่เคยถูกพูดโดยอดีตผู้นำพรรค ทำให้ผมสะกิดใจมาตลอด ผมว่าทุกคนสามารถคิดใหม่ได้ ถ้าตั้งใจจริง

ทหารเสียสละ เพื่อแผ่นดินไทย

พรรคคุณมีคนเก่งๆ หลายคน ไม่ว่าจะเป็นคุณช่อ คุณธนาธร หรือคุณเท้ง ผมเชื่อว่าพวกเขาคงเข้าใจได้ เมื่อสถานการณ์ถึงขั้นสงคราม ขอให้ทุกฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างลูกผู้ชายเต็มที่ แล้วมาร่วมกันหาทางออกให้ชาติ ประเทศต้องการพลังรวมไม่ใช่การแบ่งแยก”

ชาวเน็ตออกมาแสดงความคิดเห็น

เมื่อ แอ๊ด คาราบาว ได้โพสต์ข้อความในกรณีนี้ ก็มียอดไลก์และแชร์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในโซเชียลมีเดีย ทำให้ชาวเน็ตหลายกลุ่มเริ่มหันมาให้ความสนใจ และตั้งคำถามเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นความเหมาะสมทางการเมืองเมื่อเจาะจงวิพากษ์ทหาร รวมถึงการจะจัดการกับคนที่มีทัศนคติเช่นนี้อย่างไรในบริบทของการเมืองไทย

  • เรายังต้องการคนที่มีความคิดแบบนี้มาช่วยบริหารประเทศอีกหรือครับ
  • สั้นๆครับ คนแบบนี้จะมารับใช้ชาติและประชาชนได้อย่างไร
  • ความเห็นของแอ๊ด คาราบาวมีน้ำหนักมากทีเดียว น่าจะเป็นสัญญาณเตือนใจทุกฝ่าย

ด้วยบทบาททางการเมืองและประวัติศาสตร์กับการเมืองไทย ทหารถือเป็นองค์กรที่มีบทบาทอย่างลึกซึ้งในหลายด้าน และแม้ว่าจะมีความคิดเห็นต่างกันไปในเรื่องของความเหมาะสม แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการพูดคุยอย่างเคารพ ไม่ใช่การวิจารณ์แบบดูหมิ่น ซึ่งอาจนำไปสู่ผลลัพธ์เชิงลบต่อความสามัคคีของสังคม

สำหรับประชาชนที่กำลังติดตามข่าวสารการเมืองอยู่ในขณะนี้ การใช้ภาษาที่เหมาะสมและการสื่อสารในรูปแบบรับผิดชอบยิ่งสำคัญ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดอาจสะท้อนความคิดของพรรคและแนวทางการนำประเทศของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการการพัฒนาทั้งทางด้านนโยบายและจิตสำนึกต่อรัฐชาติ

ที่มา – ‘แอ๊ด คาราบาว’เตือน ‘สส.’พรรคดัง หลังโพสต์หยาบใส่ทหาร ถามกลับคิดได้หรือยังทหารมีไว้ทำไม?

‘นพ.พรหมินทร์’ รับนายกฯ ขอขยายส่งคำชี้แจงศาลคดีคลิปเสียง เหตุเสร็จไม่ทัน

‘นพ.พรหมินทร์’ รับนายกฯ ขอขยายส่งคำชี้แจงศาลคดีคลิปเสียง เหตุเสร็จไม่ทัน

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ในฐานะเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการส่งคำชี้แจงเพิ่มเติมให้ศาลรัฐธรรมนูญในคดีที่เกี่ยวข้องกับคลิปเสียงของนายกรัฐมนตรีที่สนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภา หลังจากที่รัฐบาลได้ขอขยายกรอบเวลาส่งเอกสารชี้แจงครั้งที่ 2 ออกไปจนถึงวันที่ 4 สิงหาคม ว่า เป็นไปตามกำหนดเวลาที่ได้รับการอนุญาต และยังคงอยู่ในกระบวนการทางกฎหมายอย่างสมบูรณ์

เหตุผลในการขอขยายเวลา

เมื่อสื่อสอบถามถึงสาเหตุที่การนำเสนอคำชี้แจงเพิ่มเติมนั้นต้องขอขยายเวลาอีกครั้ง นพ.พรหมินทร์ กล่าวว่า ยังไม่เสร็จเรียบร้อย จึงเป็นเหตุผลให้ต้องยื่นคำร้องขยายเวลา ซึ่งเป็นเรื่องปกติในกระบวนการกฎหมายที่อาจต้องใช้เวลารวบรวมข้อมูลอย่างละเอียดให้รอบคอบที่สุด

การตอบคำถามจากสาธารณะ

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับมีข้อกฎหมายหรือข้อมูลเฉพาะเจาะจงใดที่เกี่ยวข้อง นพ.พรหมินทร์ ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว โดยหลังจากสัมภาษณ์เสร็จก็รีบเดินขึ้นตึกบัญชาการ 1 ทันที ทำให้ไม่เกิดการชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมต่อสาธารณะในตอนนั้น

ประเด็นของ คดีคลิปเสียง นั้นกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดียที่มีการแชร์และวิเคราะห์เนื้อหาของคลิปจากทั้งประชาชนและนักวิชาการ ทั้งนี้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีกระแสการติดตามคดีความทางการเมืองเพิ่มมากขึ้น

ขั้นตอนต่อไปเป็นอย่างไร?

หลังจากที่กำหนดระยะเวลาส่งเอกสารชี้แจงในวันที่ 4 สิงหาคม ไปแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญอาจเรียกประชุมพิจารณาคดีเพิ่มเติมหากเห็นว่าจำเป็น โดยมีความเป็นไปได้ว่าการเปิดเผยผลลัพธ์ของคดีนี้อาจมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล

ในยุคสมัยที่ข้อมูลเดินทางได้รวดเร็วกว่ากฎหมาย หลายคนก็เริ่มตั้งคำถามว่า กระบวนการยุติธรรมสามารถรองรับความเร็วของข่าวสารและโซเชียลมีเดียได้หรือไม่ การตรวจสอบทางกฎหมายจึงไม่เพียงแต่จะต้องแม่นยำ แต่ยังต้องมีความโปร่งใสเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมทั้งในและต่างประเทศ

บทวิเคราะห์: การรับมือสื่อและกฎหมายในยุคดิจิทัล

ในปัจจุบัน เหตุการณ์ทางการเมืองที่มีคลิปเสียงหรือคลิปวีดิทัศน์เป็นตัวชี้วัดกลายเป็นเรื่องปกติของการตรวจสอบโดยแวดวงสาธารณะ การใช้เวลามากขึ้นในการชี้แจงศาลจึงมีความหมายไม่เพียงเพราะความเร่งรีบไม่ได้ แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่าข้อมูลบางส่วนอาจต้องได้รับการตรวจสอบอย่างรอบด้านโดยผู้เชี่ยวชาญ

สำหรับผู้อ่านที่ติดตามข่าวสารแบบเรียลไทม์ ขอแนะนำให้ติดตามการอัปเดตของคดีที่อาจเกิดขึ้นในวันที่ 4 สิงหาคม อย่างใกล้ชิด เพื่อให้เข้าใจทุกแง่มุมอย่างครบถ้วน การติดตามข่าวผ่านแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือยังช่วยให้เกิดการรับรู้ที่รอบด้าน ไม่เพียงแค่จากกระแสในออนไลน์เท่านั้น

ที่มา – ‘นพ.พรหมินทร์’รับนายกฯขอขยายส่งคำชี้แจงศาลคดีคลิปเสียง เหตุเสร็จไม่ทัน

‘ภูมิธรรม’ อุบผลประชุมสมช. ปัดตอบเตรียมถก ‘จีบีซี’ ไทย-กัมพูชา

‘ภูมิธรรม’ อุบผลประชุมสมช. ปัดตอบเตรียมถก ‘จีบีซี’ ไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการผู้เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ตอบคำถามเกี่ยวกับผลการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยหลังจากเสร็จสิ้นการประชุมที่ใช้เวลานานประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง เขาเลือกที่จะไม่ให้ข้อมูลใดๆ กับสื่อมวลชน

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ผู้สื่อข่าวได้ถามถึงความเป็นไปได้ที่ผลการประชุม สมช. จะถูกส่งต่อสู่การหารือที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งเป็นหัวข้อที่กำลังเป็นที่จับตามองมากในหมู่ประชาชนและสื่อ โดยนายภูมิธรรมกล่าวอย่างย่นย่อว่า เรื่องนี้ยังอยู่ในกระบวนการที่ต้องดำเนินการให้ครบถ้วนหลายขั้นตอน ก่อนที่จะมีการนำเสนอหรือเข้าสู่ขั้นตอนการหารืออย่างเป็นทางการ

แนวโน้มการตอบคำถามของผู้นำทางการเมือง

สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่า ‘ภูมิธรรม’ ใช้แนวทางการสื่อสารที่ระมัดระวัง โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ชายแดนและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและสามารถส่งผลกระทบได้ทั้งในด้านการเมืองภายในและนโยบายระหว่างประเทศ

  • ผลการประชุมสมช. ยังไม่ถูกเปิดเผยอย่างชัดเจน
  • ไม่มีความคืบหน้าในประเด็นจีบีซีไทย-กัมพูชา จากการสัมภาษณ์ครั้งนี้
  • การปิดบังข้อมูล อาจทำให้เกิดการแสดงความคิดเห็นทั้งสนับสนุนและต่อต้านในโซเชียลมีเดีย

ระหว่างที่พยายามเดินขึ้นไปยังตึกบัญชาการ 1 โดยไม่ตอบคำถามเพิ่มเติม นายภูมิธรรมได้กล่าวอย่างสั้นๆ ว่า ขั้นตอนยังไม่เสร็จสิ้นและต้องรอให้กระบวนการดำเนินไปอย่างครบถ้วนก่อน สิ่งนี้สะท้อนถึงการบริหารที่เน้นการปฏิบัติตามขั้นตอน หรืออาจเป็นกลยุทธ์เพื่อไม่ให้เกิดความตึงเครียดกับประเทศเพื่อนบ้านในโซเชียลและการเมืองระหว่างประเทศก็เป็นได้

การประชุมแชร์เรื่องภาษีหลังสมช.

ต่อจากนั้น นายภูมิธรรมได้เดินขึ้นไปเป็นประธานในการประชุมร่วมกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เรื่องมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ ที่ห้อง 301 ซึ่งดูเหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเชิงนโยบายที่รัฐบาลกำลังตั้งรับทั้งในและต่างประเทศในช่วงเวลาที่ซับซ้อนในปัจจุบัน

สำหรับประชาชนทั่วไปที่ติดตามข่าวสารและการเมือง โดยเฉพาะในหัวข้อเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ข้อความที่ถูกตัดออกจากการหารือในครั้งนี้อาจเป็นเพียงการเริ่มต้นของความเคลื่อนไหวในโครงสร้างการบริหารประเทศแบบลึกกว่าที่เห็นบนหน้าจอ

อย่างไรก็ตาม หากคุณเป็นแฟนข่าวการเมือง หรือสนใจเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบใกล้ตัว การติดตามประเด็น ‘ภูมิธรรม’ อุบผลประชุมสมช. ปัดตอบเตรียมถก ‘จีบีซี’ ไทย-กัมพูชา จะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของสถานการณ์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ห้ามลืมกดแชร์หรือติดตามข่าวสารเพื่อไม่พลาดประเด็นสำคัญอีกในอนาคต

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’ อุบผลประชุมสมช. ปัดตอบเตรียมถก ‘จีบีซี’ ไทย-กัมพูชา

อบจ.สุพรรณบุรีเปิดโครงการฝึกอบรมซ้อมแผนป้องกันและระงับอัคคีภัยให้เจ้าหน้าที่

อบจ.สุพรรณบุรีเปิดโครงการฝึกอบรมซ้อมแผนป้องกันและระงับอัคคีภัยให้เจ้าหน้าที่

เมื่อเร็วๆ นี้ อบจ.สุพรรณบุรีได้จัดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการป้องกันและระงับอัคคีภัย โดยมีการฝึกซ้อมแผนการดับเพลิงและอพยพหนีไฟ ซึ่งจัดขึ้นภายในห้องประชุมขององค์การบริหารส่วนจังหวัด โดยมี ดร.อุดม โปร่งฟ้า นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นประธานในพิธีเปิดงาน นอกจากนี้ยังมีแขกผู้มีเกียรติและเจ้าหน้าที่เข้าร่วมโครงการฯ อย่างพร้อมเพรียงกัน อาทิ นายเสน่ห์ บุญสุข รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด และ พล.ต.เทียมศักดิ์ สุขานุยุทธ ที่ปรึกษานายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของ อบจ.สุพรรณบุรีจำนวนมาก

สร้างความพร้อมตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุการณ์

โครงการ อบจ.สุพรรณบุรีเปิดโครงการฝึกอบรมซ้อมแผนป้องกันและระงับอัคคีภัยให้เจ้าหน้าที่ ในปีนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้เจ้าหน้าที่ในองค์การบริหารส่วนจังหวัดเข้าใจขั้นตอนการเตรียมความพร้อมก่อนเกิดเหตุอัคคีภัย ทั้งเรื่องของการตรวจสอบอุปกรณ์ดับเพลิงในที่ทำงาน การจัดการจุดเสี่ยง และการใช้ถังดับเพลิงอย่างถูกวิธี ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อลดความสูญเสียและป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้

ในช่วงเกิดเหตุจริงๆ การปฏิบัติอย่างรวดเร็วและมีระบบคือหัวใจสำคัญ โครงการนี้จึงไม่เพียงสอนทฤษฎี แต่ยังมีการฝึกภาคปฏิบัติอย่างเข้มข้น เช่น การใช้สายยางดับเพลิง การเคลื่อนย้ายเอกสารสำคัญ รวมถึงการใช้เส้นทางหนีไฟอย่างปลอดภัย เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทุกคนสามารถดับไฟและอพยพได้ทันในกรณีฉุกเฉิน

ยกระดับศักยภาพของเจ้าหน้าที่ในทุกด้าน

อีกจุดเด่นของ อบจ.สุพรรณบุรีเปิดโครงการฝึกอบรมซ้อมแผนป้องกันและระงับอัคคีภัยให้เจ้าหน้าที่ ไม่ใช่แค่ให้ฝึกการดับไฟหรือหนีไฟเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมให้เกิดการเตรียมตัวในภาวะวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นได้ไม่ว่าจะเป็นอัคคีภัยหรือเหตุการณ์ฉุกเฉินอื่นๆ ทั้งนี้ เพื่อเสริมศักยภาพให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีไหวพริบในการแก้ไขสถานการณ์แบบเรียลทาม

การฝึกอบรมยังได้มีการออกแบบมาให้ครอบคลุมทุกขั้นตอน ตั้งแต่การป้องกัน ระงับอัคคีภัย ไปจนถึงการอพยพหนีไฟ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของผู้บริหารในปีงบประมาณ 2568 ที่เน้นเรื่อง ความปลอดภัยในที่ทำงาน และ การเตรียมความพร้อมในทุกสถานการณ์

  • เข้าใจแนวทางการป้องกันไฟไหม้
  • ฝึกปฏิบัติการอพยพหนีไฟที่ปลอดภัย
  • รู้จักระบบเตือนภัยและอุปกรณ์ป้องกันเพลิง
  • สามารถดับเพลิงในขั้นต้นได้

ถือเป็นโครงการที่ไม่เพียงช่วยให้เจ้าหน้าที่รู้วิธีเอาตัวรอด แต่ยังเป็นต้นแบบในการจัดฝึกซ้อมฉุกเฉินขององค์กรอื่นๆ ทั้งสถาบันการศึกษา เอกชน หรือแม้แต่หน่วยงานรัฐอื่นๆ อีกมากมาย

ที่มา – อบจ.สุพรรณบุรีเปิดโครงการฝึกอบรมซ้อมแผนป้องกันและระงับอัคคีภัยให้เจ้าหน้าที่