ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

อธิบดีกรมราชทัณฑ์ลงนามจัดการศึกษาเปิดศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานที่ทัณฑสถานหญิงพิษณุโลก

เมื่อเร็วๆ นี้ นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้เดินทางมาตรวจติดตามนโยบายการบริหารเรือนจำ และเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงร่วม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ลงนามจัดการศึกษาเปิดศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานที่ทัณฑสถานหญิงพิษณุโลก กับหน่วยงานด้านการศึกษาจำนวน 6 แห่ง ได้แก่ วิทยาลัยอาชีวศึกษาพิษณุโลก, วิทยาลัยสารพัดช่างพิษณุโลก, วิทยาลัยพณิชยการบึงพระ, วิทยาลัยเทคนิคสองแคว, ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอวังทอง และสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 9 พิษณุโลก

กรมราชทัณฑ์ลงนามจัดการศึกษาเปิดศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน

ภายในงานมีการจัดนิทรรศการแนะนำหลักสูตรจากสถาบันการศึกษาต่างๆ ที่ร่วมมือกับ ทัณฑสถานหญิงพิษณุโลก เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังได้เข้าถึงระบบการศึกษา ภายใต้แนวคิด Anywhere Anytime ซึ่งหมายความว่าไม่ว่าจะมาสมัครเมื่อใด เราก็พร้อมให้การศึกษาแก่พวกเขาได้ทันที

“ผู้ต้องขังส่วนมากกว่า 76% ไม่มีการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนั้นการให้การศึกษาและพัฒนาทักษะอาชีพ จึงเป็นโอกาสในการเริ่มต้นใหม่ของชีวิต ไม่ว่าจะจบระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา หรือแม้แต่สายอาชีวะ เช่นระดับปวช. หรือปวส. การฝึกอาชีพเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งด้านช่าง หรือการทำอาหาร เพื่อให้พวกเขานำทักษะนี้ไปประกอบอาชีพเมื่อพ้นโทษ” คุณสหการณ์ระบุในการกล่าวเปิดงาน

มาตรฐานฝีมือแรงงานด้านนวดแผนไทยและการทำอาหาร

หนึ่งในความสำเร็จสำคัญของงานคือ ทัณฑสถานหญิงพิษณุโลก ได้รับการรับรองจากสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 9 พิษณุโลก ให้เป็นศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานในสาขาเฉพาะทาง เช่น นวดแผนไทย และการทำอาหาร ซึ่งจะเป็นการเพิ่มโอกาสในการทำงานเมื่อออกจากเรือนจำ

อธิบดีกรมราชทัณฑ์ยังกล่าวเสริมอีกว่า แม้จะมีความแออัดในพื้นที่เรือนจำ แต่กรมราชทัณฑ์ยังคงมองหาวิธีพัฒนาศักยภาพผู้ต้องขังทุกระดับ ทั้งเรื่องทักษะวิชาชีพ ความคิด และจิตใจ เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาหวนกลับไปสู่วงจรอาชญากรรม

เป้าหมายเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาต่อเนื่อง

โครงการนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในพื้นที่พิษณุโลก แต่มีเป้าหมายเพื่อขยายผลให้ทั่วประเทศ ทั้งการเปิดศูนย์ทดสอบทักษะต่างๆ และการสนับสนุนการเรียนรู้ให้ทั่วถึง

นอกจากนี้ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ยังได้เปิด ศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน อย่างเป็นทางการ และมอบป้ายและใบอนุญาตให้กับสามเรือนจำในพื้นที่ ได้แก่ เรือนจำกลางพิษณุโลก, และ ทัณฑสถานหญิงพิษณุโลก พร้อมทั้งมอบของสวัสดิการให้ผู้ต้องขังตั้งครรภ์ 2 ราย และผู้ต้องขังสูงอายุ 3 รายอันเป็นการเยียวยากลุ่มที่เปราะบางภายในเรือนจำ

สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงการลงนามระหว่างสองหน่วยงาน แต่เป็นการเปลี่ยนชีวิตคนกลุ่มหนึ่งให้กลับมาเป็นสมาชิกที่มีคุณภาพของสังคมอีกครั้ง หากคุณสนใจติดตามข่าวท้องถิ่นหรือเทคโนโลยีการศึกษาในเรือนจำ คอยติดตามบทบาทของกรมราชทัณฑ์ที่พัฒนาไปอีกขั้นได้เลย!

ทัณฑสถานหญิงพิษณุโลก ถือเป็นต้นแบบของการปรับแนวทางการพัฒนาพฤตินิสัยและทักษะให้ผู้ต้องขังในปีนี้ และยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาตัวบุคคลอย่างครบถ้วน ทั้งความรู้ ทักษะ และทัศนคติ

หากคุณอยากเป็นส่วนหนึ่งของนวัตกรรมในการพัฒนาสังคมผ่านการศึกษา เตรียมติดตามการขยายเครือข่าย อธิบดีกรมราชทัณฑ์ลงนามจัดการศึกษาเปิดศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน ทั่วประเทศ ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตอดีตผู้กระทำผิดให้ก้าวมาเป็นผู้มีศักยภาพทางการงาน

ที่มา – อธิบดีกรมราชทัณฑ์ลงนามจัดการศึกษาเปิดศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานที่ทัณฑสถานหญิงพิษณุโลก

กลุ่มคนรับจ้างฉีดพ่นยาข้าวยิ้มหลังโดรนการเกษตรถูกสั่งห้ามบินเพื่อความมั่นคงของชาติ

กลุ่มคนรับจ้างฉีดพ่นยารับผลดีจากนโยบายห้ามบินโดรน

จากประกาศใหม่ที่กำหนดห้ามบินโดรนทุกประเภททั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม จนถึง 15 สิงหาคม ปี 2568 หรือจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงคำสั่ง เพื่อลดความเสี่ยงด้านความมั่นคงตามสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาที่ไม่มั่นคงในช่วงนี้ ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการรับจ้างฉีดพ่นสารเคมีและฮอร์โมนบนข้าวนาด้วยโดรน แต่ในทางกลับกัน กลุ่มคนรับจ้างฉีดพ่นยาแบบดั้งเดิมกลับได้รับผลดีอย่างคาดไม่ถึง

กลุ่มรับจ้างฉีดพ่นยาได้รับความสนใจอีกครั้ง

เนื่องจากเกษตรกรหลายรายที่เคยหันไปใช้บริการโดรนการเกษตรเพื่อความสะดวกและรวดเร็ว กลับพบว่าในช่วงหน้าต้องหาวิธีอื่นในการฉีดพ่นยาอีกครั้ง เพราะไม่สามารถใช้โดรนได้ตามข้อกำหนดในระยะนี้ ทำให้นักฉีดพ่นยาแบบเดินเท้าหรือใช้อุปกรณ์สะพายหลังได้รับโอกาสกลับมาทำงานอีกครั้ง และเรียกได้ว่ากำลังได้ผลตอบแทนที่ดีจากนโยบายดังกล่าว

อาชีพ ‘ฉีดพ่นยาต้นข้าว’ ฟื้นตัวในช่วงห้ามใช้โดรน

หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ทีมงานผู้ใหญ่หนู ที่นำโดยนายสุทน โอชา ผู้ใหญ่บ้านตำบลบ้านเก่า อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี เล่าว่า ทีมเคยต้องหยุดงานมาราว 1 ปี เนื่องจากการแข่งขันจากโดรนที่เกษตรกรนิยมใช้บริการมากกว่า จากที่ไม่มีใครจ้างเลย ปัจจุบันกลับมีเกษตรกรโทรศัพท์ติดต่อเข้ามารัวๆ จนมีคิวรับงานล่วงหน้าเกิน 2 สัปดาห์

  • รับงานวันละ 100 ไร่ขึ้นไป
  • คิดค่าจ้างไร่ละประมาณ 60 บาทเท่ากับผู้ใช้โดรน
  • ทีมงานแบ่งออกเป็น 2 ชุด แต่ละชุดมีสมาชิก 10 คน
  • รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายประมาณวันละ 500–600 บาท

ผู้ใช้แรงกลับได้กลับมาแข่งขันได้เท่าเทียมในช่วงนี้

ในระยะที่ กลุ่มคนรับจ้างฉีดพ่นยา เริ่มถูกลืมจากเกษตรกร โดรนกลับเป็นคำตอบใหม่ของเทคโนโลยีที่ลดแรงงานและเพิ่มประสิทธิภาพ แต่เมื่อเกิดสถานการณ์ความไม่สงบแล้วมีมาตรการห้ามโดรนบินขึ้น กลุ่มรับจ้างแบบดั้งเดิมก็กลายเป็นทางเลือกที่ดีและน่าเชื่อถืออีกครั้ง

แม้จะต้องออกแรงมากกว่า แต่ระบบการทำงานแบบใช้คนก็ยืดหยุ่นและควบคุมพื้นที่ได้แม่นยำ โดยเฉพาะแปลงข้าวขนาดเล็กที่อาจไม่เหมาะกับโดรน หรือการกำจัดศัตรูพืชเฉพาะจุด กลุ่มคนรับจ้างยังคงมีบทบาทสำคัญที่ไม่ควรถูกมองข้าม

บทสรุป: เทคโนโลยีอาจเปลี่ยนแปลง แต่แรงงานความสามารถยังคงสำคัญ

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าผู้มีทักษะด้านการเกษตรแบบดั้งเดิมยังจำเป็น โดยเฉพาะช่วงที่เทคโนโลยีไม่สามารถนำมาใช้ได้ตามข้อจำกัดของสถานการณ์ ถึงแม้เราจะก้าวสู่ยุคเกษตร 4.0 มากขึ้น แต่การผสมผสานระหว่าง คน เทคโนโลยี และนโยบายของประเทศ คือกุญแจสำคัญของความยั่งยืนทางการเกษตร

อย่างที่เห็นในช่วงนี้ กลุ่มคนรับจ้างฉีดพ่นยาบนแปลงข้าว ไม่ได้เพียงฟื้นคืนงานเท่านั้น แต่พวกเขากลับมีงานล้นมือ และได้เรียนรู้บทบาทสำคัญของตนเองในระบบนิเวศเกษตรไทยอีกครั้ง หากคุณเป็นเกษตรกรที่ต้องการนำแรงงานท้องถิ่นมาใช้แทนเทคโนโลยีในช่วงห้ามใช้โดรนนี้ ลองมองหาทีมในพื้นที่ใกล้บ้านคุณ ทั้งเป็นการสนับสนุนชุมชน และลดต้นทุนด้านการขนส่ง

ที่มา – กลุ่มคนรับจ้างฉีดพ่นยาข้าวยิ้มหลังโดรนการเกษตรถูกสั่งห้ามบินเพื่อความมั่นคงของชาติ

ททท. ร่วมใจภาคการท่องเที่ยว ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมจังหวัดน่าน พร้อมเดินหน้าฟื้นฟูการท่องเที่ยว

ททท. ร่วมใจภาคการท่องเที่ยว ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมจังหวัดน่าน พร้อมเดินหน้าฟื้นฟูการท่องเที่ยว หลังจากที่จังหวัดน่านเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมครั้งรุนแรงในปีนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ร่วมมือกับเครือข่ายภาคการท่องเที่ยวต่างๆ ในการลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือและเร่งฟื้นฟูสภาพการท่องเที่ยวให้กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว

ททท. สนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนและภาคท่องเที่ยวจังหวัดน่าน

เมื่อเร็วๆ นี้ ททท. นำโดยนายสมชาย ชมภูน้อย ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคเหนือ ได้เดินทางไปยังจังหวัดน่าน เพื่อพบปะและให้กำลังใจแก่ประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ที่ประสบภัย จากสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันที่ส่งผลกระทบรุนแรงในหลายอำเภอ โดยมีนายโยธิน ทับทิมทอง ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานน่าน และเจ้าหน้าที่คอยให้การต้อนรับ พร้อมรายงานภาพรวมของสถานการณ์ในพื้นที่

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้นำเงินช่วยเหลือพร้อมสิ่งของจำเป็น เช่น น้ำดื่ม อาหาร และเครื่องใช้ประจำวัน เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างทั่วถึง โดยเครือข่ายภาคท่องเที่ยวได้ร่วมกันประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดน่าน เหล่ากาชาดจังหวัดน่าน และสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดน่าน เพื่อกระจายทุกสิ่งไปยังพี่น้องประชาชนและผู้ประกอบการตามจุดที่ได้รับผลกระทบทั่วทั้งจังหวัด

สำรวจพื้นที่ท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบ

ในช่วงเวลาเดียวกัน คณะได้ลงพื้นที่เข้าสำรวจความเสียหายในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ที่พักต่างๆ ร้านอาหาร และร้านค้า โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอปัว อำเภอท่าวังผา อำเภอเมืองน่าน อำเภอภูเพียง และอำเภอเวียงสา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ทำให้เกิดข้อมูลเชิงลึกที่ใช้ในการวางแผนฟื้นฟูและส่งเสริมการท่องเที่ยวในระยะยาว

  • สำรวจโครงสร้างพื้นฐานในแหล่งท่องเที่ยว
  • ประเมินความเสียหายของที่พักและร้านค้า
  • พบปะพูดคุยกับผู้ประกอบการเพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะ
  • จัดทำแผนเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูสภาพการท่องเที่ยว

การท่องเที่ยวน่านยังคงดำเนินการได้แม้ผ่านสถานการณ์น้ำท่วม

แม้ว่าจะเกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ แต่สิ่งอำนวยความสะดวกหลักๆ ยังคงเปิดให้บริการได้ตามปกติ ทั้งระบบขนส่ง เที่ยวบิน ที่พัก และร้านอาหาร ทาง ททท. จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้ร่วมสนับสนุนการท่องเที่ยวจังหวัดน่านภายใต้แคมเปญ #ท่วมก็เที่ยว เพื่อให้เกิดรายได้เข้าสู่ท้องถิ่น เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจของชุมชนอย่างยั่งยืน

การท่องเที่ยวจังหวัดน่านมีศักยภาพในการเติบโตอย่างมาก โดยเฉพาะในการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรมที่ยังคงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ททท. จะร่วมกับเครือข่ายภาคธุรกิจท่องเที่ยวเดินหน้าส่งเสริมเส้นทางท่องเที่ยวในจังหวัดน่านต่อเนื่อง เพื่อให้การท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการเยียวยาชุมชน

ไม่ว่าจะมีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นมาก่อน แต่ใจของคนน่านยังคงยิ้มแย้มและเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมเยียน และเพื่อเป็นการสนับสนุน ขอให้เราเข้าไปเยือนจังหวัดน่านด้วยความตั้งใจ เต็มไปด้วยความมั่นใจว่าแม้น้ำท่วมครั้งนี้จะสร้างความเสียหาย แต่การท่องเที่ยวน่านยังคงมีเสน่ห์และพร้อมจะต้อนรับทุกคนด้วยรอยยิ้มแบบที่ไม่มีวันจางหาย

ที่มา – ททท.ร่วมใจภาคการท่องเที่ยวช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมจังหวัดน่าน พร้อมเดินหน้าฟื้นฟูการท่องเที่ยว

ชาวสุราษฎร์ฯ ร่วมส่งขบวนคาราวานน้ำใจสู่ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วยของอุปโภค-บริโภคมูลค่ากว่า 4 ล้านบาท

ชาวสุราษฎร์ฯ ร่วมส่งขบวนคาราวานน้ำใจสู่ชายแดนไทย-กัมพูชา

วันนี้เราจะมาพูดถึงโครงการดีๆ ที่สะท้อนถึงน้ำใจอันยิ่งใหญ่ของชาวสุราษฎร์ธานี ซึ่งร่วมส่งมอบของอุปโภค-บริโภค มูลค่ากว่า 4 ล้านบาท ไปยังพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ภายใต้กิจกรรมที่มีชื่อว่า “ร่วมปันน้ำใจ คนไทยไม่ทิ้งกัน” ซึ่งเป็นการแสดงพลังแห่งความรักและสามัคคีที่ไม่ว่าใครก็ต้องรู้สึกประทับใจ

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ถึงวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ที่บริเวณหน้าจวนผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้มีการจัดกิจกรรมปล่อยขบวนคาราวานของบริจาคทั้งหมด 12 คัน เพื่อนำของจำเป็นไปมอบให้แก่ทหารและประชาชนบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน พร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติ และประชาชนทั่วไปร่วมในพิธีอย่างเนืองแน่น

พลังแห่งการช่วยเหลือที่ไม่มีวันหยุด

ภายในงานได้มีการประกอบพิธีประพรมน้ำพระพุทธมนต์จากพระวชิรปริยัติยาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัด เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยกิจกรรมนี้ได้รับความร่วมมือจากชุมชน องค์กรเอกชน และหน่วยงานทั้งภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นองค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี

นอกจากนี้ยังมีการแสดงของผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่แสดงความขอบคุณต่อพลเมืองดีที่ร่วมกันบริจาคของที่จำเป็น เช่น ข้าวสาร อาหารแห้ง ของใช้ประจำวัน ให้ไปช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดน ซึ่งถือเป็นจังหวัดแรกในประเทศไทยที่เริ่มต้นกิจกรรมแบบนี้

เป้าหมายในการส่งมอบความช่วยเหลือ

ขบวนการช่วยเหลือครั้งนี้ได้มีการกำหนดจุดหมายสำคัญไว้ 3 แห่ง ได้แก่

  • ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา
  • ค่ายวีรวัฒน์โยธิน จังหวัดสุรินทร์
  • ศูนย์ ปภ. จังหวัดอุบลราชธานี

ซึ่งขบวนรถทั้งหมดได้ออกเดินทางอย่างเป็นทางการ และกำลังนำสิ่งของไปมอบให้ถึงมือผู้ที่ต้องการที่สุด

กิจกรรม “ร่วมปันน้ำใจ คนไทยไม่ทิ้งกัน”ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับทั้งประเทศ โดยเป็นการรวมตัวที่แสดงให้เห็นถึงความห่วงใย ไม่ทอดทิ้งกันของพี่น้องชาวสุราษฎร์ธานี ที่พร้อมจะขับเคลื่อนพลังใจไปยังพื้นที่ที่ยังลำบาก

น้ำใจที่ไม่สิ้นสุดของคนสุราษฎร์

การร่วมกันบริจาคของในครั้งนี้เป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นว่าแม้เราจะอยู่ไกลเพียงไหนแต่น้ำใจของคนทั่วไปไม่เคยถูกกั้นด้วยระยะทาง หากคุณอยากติดตามกิจกรรมด้านมนุษยธรรมอื่นๆ อย่าลืมติดตามข่าวจากทีมของเรา เพราะเราจะอัปเดตทุกความเคลื่อนไหวให้คุณได้อ่านก่อนใคร!

ที่มา – ชาวสุราษฎร์ฯร่วมส่งขบวนคาราวานน้ำใจสู่ชายแดนไทย-กัมพูชา ของอุปโภค-บริโภคมูลค่ากว่า 4 ล้านบาท

ผู้ช่วยเลขาฯ สภากาชาดไทย ปรุงอาหารเลี้ยงผู้อพยพกันทรารมย์ สร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ประสบภัยชายแดน

เมื่อเร็วๆ นี้ คณะจากสภากาชาดไทยนำโดย นายกฤษฎา บุญราช ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายฝ่าย ได้ลงพื้นที่ อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อเยี่ยมเยียนและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ ผู้อพยพจากเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่พักพิงอยู่ในศูนย์อพยพพื้นที่ดังกล่าว

ผู้ช่วยเลขาฯ สภากาชาดไทย นำคณะลงพื้นที่อำเภอกันทรารมย์

โดยคณะของ ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย ได้มอบ เครื่องอุปโภคบริโภค รวมถึงอาหารมื้อเที่ยงให้กับผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดน ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 829 คน ที่อพยพจากตำบลบึงมะลู อำเภอกันทรลักษ์

ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ในจังหวัดศรีสะเกษ

ในขณะนี้ ทางจังหวัดศรีสะเกษในนามของ สภากาชาดไทย ได้ดำเนินความร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นองค์กรปกครองท้องถิ่น ภาคเอกชน และวัดต่างๆ เพื่อจัดหาที่พักพิง และสนับสนุนด้านอาหาร ยา และสิ่งจำเป็นอื่นๆ ให้แก่ผู้อพยพอย่างเพียงพอ และทั่วถึง

นอกจากนี้ สภากาชาดไทย โดย สำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ ยังให้การสนับสนุนทั้งทางด้านงบประมาณ รวมไปถึงการเปิดรับบริจาคจากประชาชนทั่วไป อีกด้วย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ รวมทั้งการแบ่งปันความรัก ความสามัคคีระหว่างพี่น้องประชาชนในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

ปรุงอาหารด้วยตัวเองเพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้ประสบภัย

ในโอกาสนี้ คณะผู้แทนของ สภากาชาดไทยได้ร่วมกันทำอาหารแจกจ่ายให้แก่ผู้อพยพด้วยมือของตัวเอง โดยเลือกทำเมนูอย่าง ข้าวหมูทอดกระเทียม และ ไข่ต้ม ซึ่งจัดว่าเป็นเมนูง่ายๆ ที่ไม่เพียงแต่เลี้ยงท้อง แต่ยังสื่อถึงความใส่ใจและการเป็นห่วงเป็นใยจากผู้ที่เกี่ยวข้อง

ให้ความช่วยเหลือและเรียกร้องให้ประชาชนมีสามัคคี

นายกฤษฎา กล่าวเสริมในระหว่างการเยี่ยมว่า สภากาชาดไทย ได้มอบหน้าที่ให้เขาและทีมงานมาติดตามสถานการณ์พร้อมทั้งช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ ให้กับพี่น้องประชาชนที่ต้องหลบหนีเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดน ซึ่งในขณะนี้สถานการณ์เริ่มคลี่คลายแล้ว ขอให้เกิดความอดทน และขอให้ประชาชนร่วมมือร่วมใจกันแก้ปัญหาอย่างเป็นเอกภาพ

การเยือนในครั้งนี้ยังได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจาก ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ พร้อมด้วยหน่วยงานท้องถิ่น ผู้บริหาร และแขกผู้มีเกียรติจากพื้นที่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการประสานงานแบบองค์รวมในการดูแลประชาชนที่ตกทุกข์ได้ยาก

บทบาทของสภากาชาดไทยในสถานการณ์ความไม่สงบชายแดน

กิจกรรมของ สภากาชาดไทย ในครั้งนี้เป็นการแสดงถึงบทบาทสำคัญในฐานะองค์กรที่ทำงานด้านมนุษยธรรม และการเยียวยาผู้ประสบภัย ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการนำสิ่งของมาให้เท่านั้น แต่ยังมีการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้คนผ่านการมาเยี่ยมเยียนและลงพื้นที่จริงๆ

สรุป: การเยี่ยมของ ผู้ช่วยเลขาฯ สภากาชาดไทย ที่อำเภอกันทรารมย์ เป็นตัวอย่างที่ดีในการทำงานร่วมกันของภาครัฐและภาคประชาชน เพื่อเล็งเห็นถึงปัญหาของ ผู้ประสบภัยชายแดน และส่งเสริมให้ทุกพื้นที่มีความรัก ความสามัคคี เพื่อให้ผ่านสถานการณ์นี้ไปด้วยกันด้วยพลังของมวลชน

ช่วยเหลือกันต่อไปเพื่อสังคมที่เข้มแข็ง

การนำเครื่องอุปโภคและปรุงอาหารเลี้ยงผู้อพยพถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการสร้างกำลังใจให้แก่กลุ่มผู้ประสบเหตุความไม่สงบ และเป็นการแสดงออกถึงความเห็นใจจากภาครัฐและองค์กรที่เกี่ยวข้อง ถ้าคุณอยากมีส่วนร่วมหรือติดตามข่าวสารเกี่ยวกับกิจกรรมของ สภากาชาดไทย คุณสามารถเข้าไปร่วมบริจาคหรือติดตามความเคลื่อนไหวต่อได้จากช่องทางอย่างเป็นทางการ

  • ติดตามข่าวสารและประกาศจากสภากาชาดไทย
  • ร่วมบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยชายแดน
  • สนับสนุนด้วยการเป็นอาสาสมัครหรือแรงกายแรงใจ

ที่มา – ผู้ช่วยเลขาฯ สภากาชาดไทย ปรุงอาหารเลี้ยงผู้อพยพกันทรารมย์ สร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ประสบภัยชายแดน

ช็อก! ตำรวจเผยฆาตกรแทงสองสามีภรรยาต่อหน้าลูกเป็นครูโรงเรียนประถม

เหตุการณ์สะเทือนขวัญ ช็อก! ตำรวจเผยฆาตกรแทงสองสามีภรรยาต่อหน้าลูกเป็นครูโรงเรียนประถม

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ตำรวจในรัฐอาร์คันซอ ได้จับกุมแอนดรูว์ เจมส์ แมคแกน อายุ 28 ปี ผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตกรรมสองสามีภรรยาที่อุทยานเดวิลส์ เดน โดยเหตุสลดใจนี้เกิดขึ้นขณะครอบครัวของเหยื่อออกไปเดินเล่นตามเส้นทางธรรมชาติด้วยกันกับลูกๆ สองคน เหตุการณ์ทำให้หลายฝ่ายต่างพากันช็อกและไม่คาดคิดว่าฆาตกรจะมีตำแหน่งในสังคมที่ดูน่าเชื่อถืออย่าง ‘ครูโรงเรียนประถม’.

เหตุสังหารสุดระทึกใจเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2568 โดยสองผู้ตาย คือคลินตัน เดวิด บริงค์ วัย 43 ปี และคริสเตน อแมนดา บริงค์ วัย 41 ปี ตกเป็นเหยื่อของการทำร้ายที่รุนแรงกลางป่า ซึ่งอยู่ห่างจากพื้นที่หลักของอุทยานประมาณ 800 เมตร ตำรวจระบุว่าเหยื่อทั้งสองเสียชีวิตจากบาดแผลถูกแทง และมีดหลายเล่มถูกพบในบ้านของผู้ต้องสงสัย แต่ยังไม่สามารถระบุเล่มไหนเป็นอาวุธก่อเหตุแน่ชัด.

ครอบครัวบริงค์ต่อสู้เพื่อลูก

ตามคำบอกเล่าของ พ.ต.ต. สเตซี โรดส์ เผยว่า เด็กสองคนซึ่งมีอายุ 7 และ 9 ปี ไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ เนื่องจากผู้เป็นแม่พยายามพาลูกไปยังที่ปลอดภัยก่อนแล้วกลับมาช่วยสามี แม้ว่าในท้ายที่สุดเหตุการณ์จะจบลงด้วยโศกนาฏกรรมที่ไม่มีใครคาดคิด.

หลักฐานที่สำคัญในการจับกุมคือการตรวจเช็กดีเอ็นเอจากเลือดที่พบในที่เกิดเหตุ ซึ่งตรงกับดีเอ็นเอของแมคแกนน์ ผู้ต้องสงสัย นอกจากนี้ ยังพบว่าเขามีบาดแผลที่มือจากการต่อสู้กับเหยื่อ รวมถึงพยานหลักฐานจากการค้นบ้านซึ่งมีสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมครั้งนี้ด้วย.

แมคแกนน์ ถูกจับใกล้บ้านทันทีหลังภาพสเกตช์ถูกเผย

หลังจากมีการเผยแพร่ภาพสเกตช์และภาพด้านหลังของผู้ต้องสงสัย ตำรวจได้รับเบาะแสมากกว่า 500 รายการ ซึ่งนำไปสู่การจับกุมที่รวดเร็วในเวลาไม่ถึงชั่วโมงหลังจากรู้ตัวคนร้าย แมคแกนน์ถูกตามจับได้ในร้านตัดผมในเมืองสปริงเดล โดยสันนิษฐานว่าเขาเข้าไปตัดผมเพื่อเตรียมตัวเข้าทำงานในโรงเรียนในสัปดาห์หน้า มิใช่เพื่อซ่อนเร้นรูปลักษณ์.

ประวัติอาชญากรผู้แฝงตัวในสังคม

ก่อนหน้านี้แมคแกนน์เคยทำงานเป็นครูประถมศึกษาในรัฐเท็กซัสและโอคลาโฮมา แต่ถูกพักงานและลาออกเนื่องจากข้อถกเถียงในเรื่องการจัดการห้องเรียน ความคิดในวิชาชีพ และถูกกล่าวหาเรื่องการเลือกปฏิบัติกับนักเรียน แม้ว่าผลสืบสวนจะยืนยันว่าเขาไม่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับนักเรียนโดยตรง แต่ก็ยังเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อว่ามือครูที่เคยใกล้ชิดเด็กนักเรียน จะกลายเป็นคนร้ายที่ก่อเหตุโหดขนาดนี้.

ด้านผู้กำกับการตำรวจ พ.ต.อ. ไมค์ ฮาการ์ เผยว่าแรงจูงใจของแมคแกนน์ยังอยู่ระหว่างสอบสวน แต่ไม่มีหลักฐานที่ชี้ว่ามีความใกล้ชิดหรือการรู้จักกันระหว่างเขาและเหยื่อ ทำให้สันนิษฐานได้ว่านี่อาจเป็นคดีฆาตกรรมแบบเลือดเย็นโดยไม่มีสาเหตุโดยตรง.

อัยการเตรียมใช้โทษสูงสุดกับฆาตกร

อัยการเขตวอชิงตันเคาน์ตีไม่มีความลังเลที่จะเสนอ ‘โทษประหารชีวิต’ กับแมคแกนน์ ซึ่งยังต้องรอกระบวนการตัดสินในศาล ในวันศุกร์ นี้ ในขณะเดียวกัน เส้นทางเดินป่าทั้งหมดในอุทยานแห่งรัฐเดวิลส์เดนยังคงปิดให้บริการเพื่อการสืบสวนและการรักษาความปลอดภัย.

เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนไปทั้งสังคม โดยเฉพาะการที่ฆาตกรมีสถานะอย่าง ‘ช็อก! ตำรวจเผยฆาตกรแทงสองสามีภรรยาต่อหน้าลูกเป็นครูโรงเรียนประถม’ สะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่น่ากลัวของบุคคลที่อยู่ในแวดวงการศึกษา ซึ่งควรมีความรับผิดชอบสูงสุด.

ไม่ว่าเราจะเชื่อหรือไม่ ก็ต้องไม่ลืมว่าอาชญากรรมสามารถเกิดขึ้นได้จากทุกๆ ที่ และจากทุกอาชีพ ขอให้สังคมพิจารณาและเฝ้าระมัดระวัง ท่ามกลางการใช้ชีวิตในป่าเขาหรือในเมือง alike.

ที่มา – ช็อก! ตำรวจเผยฆาตกรแทงสองสามีภรรยาต่อหน้าลูกเป็นครูโรงเรียนประถม

แม่ทัพภาคที่ 4 เปิดกิจกรรมทดสอบสมรรถภาพร่างกายผู้บังคับหน่วย รื้อฟื้นมาตรฐาน หากเป็นผู้นำต้องแข็งแรง-สง่า-พร้อมรบทุกสถานการณ์

แม่ทัพภาคที่ 4 ชี้นำ ผู้บังคับหน่วยต้องแข็งแรง-สง่า-พร้อมรบทุกสถานการณ์

เมื่อวันที่ผ่านมา สนามฟุตบอลของกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 15 ค่ายวชิราวุธ จังหวัดนครศรีธรรมราช กลายเป็นจุดศูนย์กลางของการเน้นย้ำมาตรฐานสำหรับผู้บังคับหน่วยในกองทัพภาคที่ 4 ภายใต้การนำของ พลโท ไพศาล หนูสังข์ ซึ่งลงพื้นที่เพื่อเปิดกิจกรรมทดสอบสมรรถภาพร่างกายประจำปี 2568 โดยมีจุดประสงค์หลักในการสร้างกองทัพที่มีประสิทธิภาพ พร้อมรบในทุกสถานการณ์ ด้วยมาตรฐานที่เริ่มจากระดับผู้บังคับบัญชา

กิจกรรมทดสอบสมรรถภาพร่างกายเป็นมากกว่าการวัด

มิใช่เพียงการประเมินความสามารถทางกายภาพเท่านั้น แต่กิจกรรมครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้นโยบายชัดเจนของกองทัพบก ที่มุ่งส่งเสริมให้ทุกหน่วยมีความพร้อมทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เพื่อตอบสนองการปฏิบัติงานในทุกสภาพแวดล้อม ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

พลโท ไพศาล ได้กล่าวเน้นย้ำว่า “ผู้นำที่ดีต้องเป็นแบบอย่าง ด้วยรูปร่างที่แข็งแรง สุภาพสง่า และมีบุคลิกที่น่าเชื่อถือ เพราะผู้ใต้บังคับบัญชาต่างจับตามอง หากผู้บังคับหน่วยแข็งแกร่งได้มาตรฐาน กองทัพของเราจะมีความมั่นคง และมีศักยภาพในการปฏิบัติภารกิจได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ”

ปรับนโยบายเพื่อสนับสนุนทั้งทหารที่แข็งแรงและมีข้อจำกัด

แม้ว่ากิจกรรมหลักจะเน้นที่การทดสอบผู้บังคับหน่วยให้มีความแข็งแรงรองรับการปฏิบัติการในทุกสถานการณ์ แต่ทางกองทัพยังมีแนวทางการสนับสนุนทหารที่มีข้อจำกัดทางสุขภาพ โดยการจัดกิจกรรมเพื่อประเมินมาตรฐานเชิงรุก รวมถึงติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อดูแลระดับความแข็งแกร่งและความพร้อมในระยะยาวด้วย

ผู้นำที่ชัดเจนคือต้นแบบในทุกการปฏิบัติ

หลังจากพิธีเปิดเสร็จสิ้น แม่ทัพภาคที่ 4 ยังได้ลงตรวจเยี่ยมสถานีต่าง ๆ อย่างใกล้ชิดเพื่อดูความคืบหน้าของกิจกรรม พร้อมทั้งให้กำลังใจทหารที่เข้ารับการทดสอบทุกคน

เหตุการณ์เช่นนี้สะท้อนภาพของผู้นำที่มุ่งมั่นสู่ความเป็นแบบอย่างจริง ๆ พร้อมเดินเคียงข้างกำลังพล และย้ำให้เห็นว่า การมีร่างกายแข็งแรงและจิตใจเข้มแข็ง ไม่ใช่แค่นโยบาย แต่เป็นพื้นฐานสำคัญของกองทัพในยุคใหม่

ทักษะความแข็งแกร่ง..ต้องพัฒนาไม่หยุดนิ่ง

สำหรับผู้ติดตามข่าวด้านความมั่นคงหรือข่าวบันเทิงที่เกี่ยวข้องกับวงการทหาร การที่ผู้บังคับหน่วยทุกระดับเข้มข้นกับการเสริมสร้างสมรรถภาพร่างกายนั้น ถือเป็นเทรนด์ที่แสดงถึงความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น ทั้งการเตรียมรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ต้องอาศัยร่างกายที่พร้อม หรือแม้กระทั่งการสร้างภาพลักษณ์ให้ประชาชนในพื้นที่มีความเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้น

จากนโยบายในปีนี้ ทางกองทัพได้รื้อฟื้นกรอบการทำงานให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากขึ้น มีการปรับให้สอดคล้องกับประเภทของกำลังพลที่มีความหลากหลาย เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่วัดค่าได้ชัดเจน พร้อมนำข้อมูลไปใช้ในการวางแผนพัฒนากองทัพไทยต่อไป

หากคุณคือผู้อ่านที่สนใจเทรนด์ใหม่ ๆ และติดตามการเปลี่ยนแปลงในแวดวงทหาร ความเคลื่อนไหวนี้เป็นข้อมูลสำคัญที่คุณไม่ควรพลาด เป็นตัวอย่างของการนำนโยบายเข้าสู่การปฏิบัติจริงได้อย่างชัดเจน

ที่มา – แม่ทัพภาคที่ 4 เปิดกิจกรรมทดสอบสมรรถภาพร่างกายผู้บังคับหน่วยย้ำทหารต้องแข็งแรง-สง่า-พร้อมรบทุกสถานการณ์

รองเลขาฯ ศอ.บต. ร่วมเสวนาสร้างโอกาสทางการศึกษาในพื้นที่ชายแดนใต้

รองเลขาฯ ศอ.บต. ร่วม 4 หน่วยงานเสวนามิติด้านการพัฒนาของการศึกษา จชต.

ในช่วงเช้าวันนี้ นายนันทพงศ์ สุวรรณรัตน์ รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือที่รู้จักกันในชื่อ รองเลขาฯ ศอ.บต. ได้เข้าร่วมกิจกรรมเสวนาที่จัดขึ้นโดย 4 หน่วยงานหลัก ภายใต้หัวข้อสำคัญ “การศึกษาเพื่อความมั่นคง : ทางรอด ทางเลือก และทางร่วม สร้างพื้นที่แห่งโอกาสและความเข้าใจ” การเสวนาครั้งนี้ได้สะท้อนมุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาด้านการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความซับซ้อนทางวัฒนธรรมและสถานการณ์ความมั่นคงอย่างมาก

ร่วมพูดคุยในครั้งนี้ ได้แก่ นายคเชนทร์ กรรณิกา รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์, พลตรี ชาติชาย เกื้อกิจ ผู้อำนวยการส่วนพัฒนายุทธศาสตร์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า และ นายนิกร เซ้งเถียร ผู้อำนวยการศูนย์ขับเคลื่อนการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยได้แบ่งปันแนวทางและความท้าทายในการสร้างสมดุลให้กับการศึกษาทั้งสองระบบ ได้แก่ ระบบตามหลักศาสนา และการศึกษาแบบของรัฐ เพื่อให้สามารถดำเนินไปควบคู่กันได้อย่างเป็นประโยชน์ต่ออนาคตของเยาวชน

การพัฒนามิติด้านการศึกษาเป็นงานสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือ

รองเลขาฯ ศอ.บต. กล่าวว่า ประเด็นการพัฒนามิติด้านการศึกษานั้นไม่ใช่เพียงการสร้างความรู้หรือทักษะ แต่ยังเป็นการวางพื้นฐานให้เกิดโอกาสและความเข้าใจที่ดีขึ้นในสังคม ซึ่งการศึกษาตามแบบแผนศาสนาเป็นเรื่องสำคัญที่มีศักดิภาพในการสร้างอัตลักษณ์ให้เยาวชนได้ชัดเจน ในขณะเดียวกัน สถาบันการศึกษาของรัฐก็มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ไทย ทั้งในระดับเด็กเล็กไปจนถึงวัยปริญญา

  • พัฒนาคนฐานราก ด้วยหลักสูตรที่เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น
  • สร้างเครือข่ายทางความรู้ระหว่างศาสนา, รัฐ และชุมชน
  • สนับสนุนการมีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจของพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน

สองระดับการพัฒนาที่ต้องเดินควบคู่กัน

ระดับเศรษฐกิจชุมชน หรือที่เรียกว่าฐานราก คือจุดเริ่มต้นเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับครอบครัวและชุมชน พื้นที่แห่งนี้ต้องการการออกแบบหลักสูตรที่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมถึงนโยบายความมั่นคงของประเทศ เพื่อลดปัญหาที่สะสมมาอย่างยาวนาน และเปิดโอกาสให้เยาวชนในพื้นที่ได้แสดงศักยภาพของตนเอง

ระดับอนุภูมิภาค เป็นการขยายผลจากฐานชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่อยู่ใกล้ภูมิประเทศทางบกและทะเล ตลอดจนบริเวณชายแดนที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ความพร้อมพัฒนาเชิงเศรษฐกิจยั่งยืนจากภายในเป็นเงื่อนไขสำคัญ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่ที่เผชิญกับสถานการณ์ความขัดแย้งในบางช่วง ทำให้กระบวนการผลิตและพัฒนาบางอย่างไม่ต่อเนื่อง

กลุ่มบัณฑิตอาสาสำคัญกับการเชื่อมโยงนโยบายกับประชาชน

ศอ.บต. รับประกันว่าการสร้างเครือข่าย บัณฑิตอาสาพัฒนามาตุภูมิ เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญเพื่อทำความเข้าใจและกระจายข้อมูลถึงนโยบายต่างๆ ของภาครัฐไปยังประชาชนในพื้นที่ กลุ่มบัณฑิตเหล่านี้ถือเป็นสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงระหว่างรัฐและชุมชน ช่วยวางรากฐานที่มั่นคงให้เยาวชนได้เรียนรู้ในบริบทที่เหมาะสมและปลอดภัย

เมื่อชุมชนสามารถพัฒนาและมีความเข้าใจที่ตรงกัน จะส่งผลให้เกิด การลดระดับความขัดแย้ง และเปิดโอกาสให้จังหวัดชายแดนใต้เติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งในแง่ของโอกาสทางเศรษฐกิจ ทักษะการคิด และการสร้างอนาคตของตนเองได้อย่างมั่นใจ

หากได้ร่วมกันผลักดันด้วยบทบาทและพลังของเยาวชน การพัฒนาด้านการศึกษา ก็จะเริ่มเห็นผลชัดเจน เกิดการยอมรับในความแตกต่าง และยกระดับไปสู่พื้นที่แห่งความเข้าใจ

ที่มา – รองเลขาฯ ศอ.บต. ร่วม 4 หน่วยงานเสวนามิติด้านการพัฒนาของการศึกษา จชต.

เปิด 10 ข้อแลกเปลี่ยน ภาษีทรัมป์ 19% ข้อเสนอเจรจาการค้าสหรัฐที่ไทยต้องแลก

เปิด 10 ข้อแลกเปลี่ยน ภาษีทรัมป์ 19%

หลังจากที่สหรัฐอเมริกาประกาศปรับลดภาษีนำเข้าจากไทยจากเดิมที่คาดการณ์ไว้สูงถึง 36% เหลือเพียง 19% เท่านั้น โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของทีมเจรจาการค้าของไทยที่ทำงานกันอย่างหนักมาตลอดช่วงเวลาที่ผ่าน

ประเด็นนี้มีชื่อที่โดดเด่นอย่าง เปิด 10 ข้อแลกเปลี่ยน ภาษีทรัมป์ 19% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการเจรจาไม่ใช่แค่การลดภาษีฝ่ายเดียว แต่เกี่ยวข้องกับเงื่อนไขหลายประการที่ประเทศไทยต้องตอบรับเพื่อสร้างสมดุลในการค้าระหว่างสองประเทศ ภายใต้การนำของรองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังอย่างนายพิชัย ชุณหวชิร ที่เปิดเผยว่า 19% ถือเป็นระดับที่ยังทำให้ไทยสามารถแข่งขันได้ในภูมิภาค แต่ทั้งนี้ไม่ใช่การเปิดเสรีสินค้าจากรัฐบาลสหรัฐทั้งหมด 100%

10 เงื่อนไขสำคัญที่เกี่ยวข้อง

ภายใต้ข้อตกลงภาษีทรัมป์ 19% ที่ออกมา

  • เก็บภาษีนำเข้าสหรัฐ 0%
  • ลดมาตรการทำลายการแข่งขันด้วย NTB
  • สนับสนุนการลงทุนเพื่อสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ
  • ขยายการซื้อพลังงานและเครื่องบินจากสหรัฐอเมริกา
  • ปรับสมดุลการค้าและลดปัญหาเกินดุล
  • แก้ไขปัญหาการนำเข้าสินค้าที่สวมทะเบียน
  • ลดภาษีบริการดิจิทัลที่มาจากสหรัฐโดยเฉพาะคลาวด์เซอร์วิส
  • เพิ่มการนำเข้าพืชผลทางการเกษตรจากสหรัฐ
  • ไทยไม่ยกเว้นภาษีให้ทั้งหมดแต่ต้องมีข้อยกเว้นบางอย่างที่ยังอยู่ภายใต้เงื่อนไข

  • หยุดยิงพิพาทยุติข้อขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

สิ่งที่น่าสนใจคือการเจรจาภาษีครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่ยังเชื่อมโยงกับนโยบายความมั่นคงและสังคมไทยในวงกว้างด้วย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพลังการเจรจาที่ซับซ้อนอย่างที่ไม่ใช่แค่ปรับเพดานภาษีแล้วจบ

สำหรับผู้ที่ติดตามเหตุการณ์โลกและการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไทยจะต้องเผชิญกับแรงกดดันและโอกาสใหม่ภายใต้กฎระเบียบเหล่านี้ การเตรียมตัวรับมือโดยภาครัฐและเอกชนถือเป็นจุดสำคัญของการเติบโตในยุคใหม่ ที่มีสหรัฐเป็นคู่ค้าหลักในระยะกลางและระยะยาวได้

หากคุณติดตามเทรนด์เทคโนโลยีและธุรกิจ ข้อนี้ก็สำคัญไม่น้อย เพราะการลดภาษีดิจิทัลจากสหรัฐจะส่งผลให้บริการคลาวด์ต้นทุนถูกลง ซึ่งอาจส่งผลดีต่อบริษัทไทยที่ต้องการใช้แพลตฟอร์มเทคโนโลยีระดับโลก

ในมุมมองส่วนตัวนั้น ในแง่ของการเจรจาการค้า 19% ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีกว่า 36% แน่นอน แต่ก็นับเป็นการเจรจาที่ต้องแลกมาด้วยต้นทุนทางนโยบายและเศรษฐกิจเชิงลึกที่ต้องพิจารณาระยะยาวอย่างรอบคอบ เอกชนควรตื่นตัวเตรียมกลยุทธ์รองรับให้พร้อมเพื่อไม่ให้เสียเปรียบในการแข่งขัน

ที่มา – เปิด 10 ข้อแลกเปลี่ยน ภาษีทรัมป์ 19% ข้อเสนอเจรจาการค้าสหรัฐที่ไทยต้องแลก

กองพลทหารราบที่ 9 ต้อนรับสมาชิกใหม่ ‘น้องณดา’ แห่งครอบครัวกองพลเสือดำอย่างอบอุ่น

กองพลทหารราบที่ 9 ต้อนรับการมาเกิดของ ‘น้องณดา’ ลูกสาวแห่งทหารเสือดำ

เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 เวลา 19:30 น. ได้มีเหตุการณ์ที่น่ายินดีเกิดขึ้นในครอบครัวทหารของ กองพลทหารราบที่ 9 เมื่อลูกสาวคนล่าสุดของ จ.ส.อ.อาคม สินแจ่ม หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อของ จ่าเอ็ม ได้ลืมตาดูโลกเป็นครั้งแรก ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดจากครอบครัวและเพื่อนร่วมหน่วย โดยมีชื่อว่า “ปุณณดา” ชื่อเล่นว่า น้องณดา ซึ่งหมายถึงผู้ที่สมบูรณ์ในคุณงามความดี

เรื่องราวแห่งความรัก ความเสียสละ ภายใต้หลังคา พล.ร.9

เรื่องราวของ ‘น้องณดา’ ไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่การตั้งชื่อที่มีความหมายงดงามเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความรัก ความห่วงใย และความสามัคคีของครอบครัวทหารเสือพระสุรสีห์ โดย พล.ต.อัษฎาวุธ ปันยารชุน ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 9 พร้อมด้วยสมาคมแม่บ้านทหารบกสาขา พล.ร.9 ได้ให้ความสำคัญกับครอบครัวกำลังพลอย่างเต็มที่ แม้ว่าจ่าเอ็มจะต้องปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์ก็ตาม

เรื่องของ น้องณดา แห่งครอบครัวกองพลเสือดำ เริ่มต้นเมื่อภรรยาของจ่าเอ็มเข้าสู่ช่วงใกล้คลอด โดยแม่บ้านทหารและพยาบาลจากโรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนาได้มีส่วนร่วมในการดูแลอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่วันที่เริ่มมีอาการจนกระทั่งคลอดลูกสาวได้อย่างปลอดภัยเมื่อวันที่ 30 ก.ค. 68 โดยลูกสาวของจ่าเอ็มได้รับการต้อนรับจากทุกคนในหน่วย และกลายเป็นหนึ่งในข่าวที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับสังคมภายในวงทหารแบบแท้จริง

ผู้บังคับบัญชาที่ใส่ใจทั้งเรื่องงานและครอบครัว

พล.ต.อัษฎาวุธ พร้อมคณะ ได้จัดเวลาในการไปเยี่ยม จ.ส.อ.อาคมและครอบครัว ในการแสดงความยินดี้กับสมาชิกใหม่ของครอบครัว โดยก่อนหน้านี้ เขาได้เน้นย้ำกับทุกหน่วยใน กองพลทหารราบที่ 9 ว่าการดูแลทั้งสามีและครอบครัวที่อยู่แนวหลังเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้ทุกคนสามารถปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีความกังวล และสร้างผลงานอันเปี่ยมด้วยความรับผิดชอบต่อประเทศชาติอย่างเต็มความสามารถ

ความหมายของ ‘น้องณดา’ สำหรับกองพลทหารราบที่ 9

  • สะท้อนถึงการดูแลอย่างอบอุ่นจากหน่วยทหาร
  • ยืนยันถึงจิตวิญญาณความเป็นครอบครัว เสือพระสุรสีห์
  • เป็นการเติมเต็มกำลังใจให้ทหารแนวหน้าได้มุ่งมั่นทำงาน

การตั้งชื่อว่า ปุณณดา และให้ชื่อเล่นว่า “น้องณดา” สื่อถึงความปรารถนาอันบริสุทธิ์ของครอบครัวจ่าเอ็มและหน่วยงาน ที่ต้องการให้ลูกสาวเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ที่มีคุณลักษณะตรงกับความหมายของชื่อ เต็มไปด้วยความดีและความสมบูรณ์ในทุกด้าน สำหรับ พล.ร.9 แล้ว น้องณดาไม่ใช่เพียงลูกของจ่าเอ็มเท่านั้น แต่เป็นลูกของหน่วย เป็นสมาชิกอีกคนหนึ่งที่ทุกคนร่วมกันปกป้องและอุ้มชูให้เติบโตอย่างปลอดภัย เพื่อสนับสนุนภารกิจอันยิ่งใหญ่ของบิดา ที่ยืนหยัดปกป้องอธิปไตยอยู่แนวหน้า

บทสรุป: กองพลทหารราบที่ 9 กับการเป็นครอบครัวที่สร้างความแข็งแกร่งให้ด้วยเงาแห่งความรัก

ความแข็งแกร่งของกองทัพไม่ได้เกิดเพียงแค่จากอาวุธหรือยุกต์กตกรรม แต่มาจากความเป็นหนึ่งเดียวในจิตใจของแต่ละคน ที่ทุกฝ่ายไม่ทิ้งกัน ไม่ว่าจะอยู่แนวหลังหรือแนวหน้า ลูกใหม่ของ พล.ร.9 คือเครื่องเตือนใจว่า แม้เมื่อหนึ่งในพวกเราต้องออกไปสู้ศัตรูนอกประเทศ แต่ความสุขอันเล็กๆ อย่างการต้อนรับลูกคนใหม่ในครอบครัว ก็สามารถกลายเป็นพลังใจอันยิ่งใหญ่ที่รออยู่เบื้องหลัง

น้องณดา จะเจริญเติบโตขึ้นในท่ามกลางรักจากทหารเสือพระสุรสีห์ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์หน่วยทหารที่รักษ์ชาติและห่วงใยครอบครัวอย่างแท้จริง กองพลทหารราบที่ 9 ยืนยันแล้วว่า พวกเขาไม่เพียงแต่ปกป้องแผ่นดิน แต่ยังปกป้องหัวใจของกำลังพลทุกคนด้วย

ความรู้สึกดีๆ จากเรื่องนี้ที่ทุกคนเรียนรู้

ความรัก ความเห็นใจ และความสามัคคี ไม่ใช่แค่คำพูด แต่คือการปฏิบัติจริงในวงการทหารไทย โดยเฉพาะใน กองพลทหารราบที่ 9 ที่ยังคงยึดมั่นในวิถีเสือดำที่ไม่เคยทอดทิ้งใครไว้เบื้องหลัง ทำให้เรื่องนี้ไม่เพียงสร้างแรงบันดาลใจให้กำลังพล แต่ยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ประชาชนทั่วไปเห็นว่า “ครอบครัวของทหารไม่เคยถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง”

สุดท้ายนี้ ขอแสดงความยินดีกับจ่าเอ็มและครอบครัวที่ได้ต้อนรับ ‘น้องณดา’ เป็นสมาชิกใหม่ และขอสนับสนุนให้กำลังพลทุกคนยังคงทำหน้าที่อย่างเต็มหัวใจด้วยแรงโอบอ้อมจากครอบครัวทหารเสือพระสุรสีห์ที่ไม่เคยเสื่อมคลาย

ขอขอบคุณ คุณอ่านเพิ่มเติมเรื่องราวของครอบครัวกิจทหารนี้ได้ที่ลิงก์ด้านล่าง

ที่มา – กองพลทหารราบที่ 9 ต้อนรับสมาชิกใหม่ ‘น้องณดา’ แห่งครอบครัวเสือดำ