ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ซีพี แอ็กซ์ตร้า ใส่ใจสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่ SDG 12 – การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน

เมื่อพูดถึงการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนในประเทศไทย บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ถือเป็นหนึ่งในผู้นำที่มีบทบาทสำคัญอย่างมาก ด้วยการร่วมงาน GCNT Expo 2025 – Forward SDGs Faster Together ซึ่งเป็นเวทีแสดงวิสัยทัศน์และผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) โดยเฉพาะเป้าหมาย SDG 12 หรือ “การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน” อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม

ยุทธศาสตร์ซีพี แอ็กซ์ตร้า เสริมสร้าง SDG 12 – การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน

สำหรับแนวทางสำคัญในการมุ่งสู่ SDG 12 – การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน ซีพี แอ็กซ์ตร้า ได้กำหนดยุทธศาสตร์หลักที่ช่วยทั้งสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจในระยะยาว ดังนี้

1) สนับสนุนเกษตรกรและ SMEs ผ่านแพลตฟอร์มเชื่อมโยงโอกาส

หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการเชื่อมโยงเกษตรกรและธุรกิจขนาดเล็ก (SMEs) เข้ากับช่องทางการตลาดและตลาดโดยตรง เพื่อให้พวกเขามีโอกาสเติบโต โดยทางซีพี แอ็กซ์ตร้า จัดตั้ง “แพลตฟอร์มของโอกาส” ซึ่งไม่เพียงแค่ช่วยเพิ่มรายได้ แต่ยังสนับสนุนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งจัดอบรมเพื่อเสริมศักยภาพในการผลิตแบบยั่งยืน ในปัจจุบัน พื้นที่ดำเนินการของซีพี แอ็กซ์ตร้า สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรและ SMEs แล้วรวมกว่า 28,727 ล้านบาทต่อปี

2) ลดคาร์บอนตลอดห่วงโซ่อุปทาน

ซีพี แอ็กซ์ตร้ามุ่งเน้นการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยร่วมมือกับคู่ค้าเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเตรียมแผนสำหรับจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมกันนี้ ยังส่งเสริมสินค้าและบริการที่มาพร้อมกับความยั่งยืน เพื่อให้บริษัทเป็นส่วนหนึ่งของแรงผลักดันในการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน

3) การจัดการและลดขยะผ่านโครงการต่าง ๆ

อีกหนึ่งความมุ่งมั่นของบริษัทคือการจัดการขยะตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน โดยในสาขาแม็คโครและโลตัส มีการคัดแยกขยะอาหารและนำมารีไซเคิลให้เกิดประโยชน์ เช่น การเปลี่ยนขยะให้เป็นอาหารสัตว์และน้ำหมักชีวภาพ (EM) เพื่อใช้ในเกษตรกรรม รวมทั้งนำองค์ความรู้ด้านการใช้ขยะอาหารไปเลี้ยงแมลง BSF ซึ่งสามารถกลายเป็นแหล่งโปรตีนสำหรับสัตว์เศรษฐกิจ อาทิ ไก่ เมื่อจัดการแบบหมุนเวียนได้ อาชีพเกษตรกรก็จะมีต้นทุนลดลงและสร้างความยั่งยืนทางธุรกิจได้

นอกจากนี้ บริษัทยังได้เปิดตัวโครงการ AXTRA Green Together โดยตั้งจุดรับขวดพลาสติก PET จากลูกค้านำไปแปรรูปเป็นเสื้อผ้า ช่วยลดขยะพลาสติกที่เป็นปัญหาใหญ่ของโลก และสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน

สร้างแรงผลักให้ SDG 12 – การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน ร่วมกัน

ภายในงาน GCNT Expo 2025 ผู้บริหารของซีพี แอ็กซ์ตร้า ได้ร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์อย่างโดดเด่น โดย คุณศิริพร เดชสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กรได้ขึ้นพูดถึงการจัดการขยะตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำด้วยการรับซื้อสินค้าจากผู้ผลิตใกล้สาขาเพื่อลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์จากการขนส่ง รวมถึงกระตุ้นให้ลูกค้าบริโภคยั่งยืนด้วยกัน

พร้อมกับนี้ คุณวสันต์ สินพิทักษ์สกุล ได้พูดคุยเกี่ยวกับแนวทางการสร้างความยั่งยืนในการบริหารคนไว้สำหรับสังคมผู้สูงวัย และ ดร.อนันต์ วัชรพงษ์วินิจ ก็ร่วมเสนอแนวคิดในการลดคาร์บอนสู่เป้าหมาย Net Zero จึงแสดงถึงความร่วมมือหลากหลายมิติที่มุ่งสู่ SDG 12 – การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน

ซีพี แอ็กซ์ตร้า ได้ยึดมั่นหลักการดำเนินธุรกิจที่เติบโตเคียงข้างสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างคุณค่าร่วมกับทุกคนที่เกี่ยวข้อง ทั้งลูกค้า พาร์ทเนอร์ และชุมชน เมื่อเราทุกคนลุกขึ้นมาสร้างการบริโภคอย่างมีจิตสำนึก การพัฒนาที่ยั่งยืนก็ไม่ใช่สิ่งไกลตัวอีกต่อไป

หากคุณกำลังมองหาแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตที่มีความยั่งยืน เพื่อโลกที่น่าอยู่ขึ้น ลองเริ่มจากทางเลือกเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน เหมือนที่ซีพี แอ็กซ์ตร้ากำลังทำอยู่ ทุกกำลังเล็ก ๆ เมื่อรวมกันกลายเป็นพลังใหญ่ สู่ SDG 12 – การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน

ที่มา – ซีพี แอ็กซ์ตร้า ใส่ใจสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่ SDG 12 – การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน

อนุทิน ลงพื้นที่สุรินทร์ เยี่ยมศูนย์พักพิง ชื่นชมความเข้มแข็งของประชาชน

อนุทิน ลงพื้นที่สุรินทร์ เยี่ยมศูนย์พักพิง ชื่นชมกำลังใจที่เข้มแข็งจากพี่น้องประชาชน

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล ส.ส. บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เดินทางมาที่จังหวัดสุรินทร์ เพื่อเข้าเยี่ยมศูนย์พักพิงชั่วคราวที่เปิดเพื่อรับผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นายอนุทินได้ไปเยี่ยมหลายจุดสำคัญ ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ และ โรงเรียนโสตศึกษาสุรินทร์ พร้อมให้กำลังใจแก่ประชาชนที่ต้องอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยง

ความร่วมมือของประชาชนคือหัวใจสำคัญ

นายอนุทินได้กล่าวกับประชาชนว่า “การที่พี่น้องทุกท่านเลือกเข้ามาอยู่ในศูนย์พักพิงเป็นเรื่องที่ช่วยประเทศชาติอย่างมาก เพราะความร่วมมือของทุกคนไม่เพียงปกป้องชีวิตและครอบครัวของตัวเอง แต่ยังช่วยให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่เสี่ยง”

แม้ภายใต้สถานการณ์ที่ท้าทาย เช่น เหตุการณ์ความไม่สงบตามชายแดน แต่บรรยากาศภายในศูนย์พักพิงกลับอบอุ่นไปด้วยความห่วงใยระหว่างผู้ลี้ภัย เจ้าหน้าที่ และอาสาสมัคร จากการรายงานพบว่า ประชาชนยังคงมีความสามัคคี โดยร่วมกันจัดเตรียมอาหาร ดูแลเด็กและผู้สูงอายุได้อย่างดี ขณะเดียวกัน หลายภาคส่วนได้ร่วมกันสนับสนุนทั้ง น้ำดื่ม, อาหาร, การแพทย์ และกิจกรรมเพื่อบรรเทาความเครียด

แรงใจจากพี่น้องสุรินทร์ที่ไม่เคยย่อท้อ

หลังจากได้ดูสภาพพื้นที่และพูดคุยกับผู้คน นายอนุทินได้กล่าวอย่างชื่นชมว่า “สิ่งที่ผมเห็นวันนี้คือพลังใจของพี่น้องสุรินทร์ที่ไม่แพ้ใคร แม้จะอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่ลำบาก แต่ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุต่างยังคงยิ้มได้ และช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่” ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความเข้มแข็งท่ามกลางความกดดันได้เป็นอย่างดี

ภายหลังการเยี่ยมศูนย์พักพิง หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยได้ขอบคุณทีมงาน และอาสาสมัครทุกฝ่ายที่ร่วมกันทำงานอย่างหนักในช่วงเวลาวิกฤต ก่อนให้คำมั่นว่าจะนำไปสู่การผลักดันให้มีการช่วยเหลือที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นผ่านทางสภาฯ

บทสรุป: ความรัก ความสามัคคี และพลังของความเข้มแข็ง

การลงพื้นที่ของอนุทินครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการรับรู้ถึงปัญหาในพื้นที่ แต่ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นจากประชาชนว่ารัฐบาลและภาคสังคมยังคงอยู่เคียงข้าง แม้ในสถานการณ์ที่ยากลำบากที่สุดก็ตาม ชื่นชมกำลังใจที่เข้มแข็งของผู้คนในศูนย์พักพิง และขอเป็นกำลังใจให้ทุกภาคส่วนที่ทำงานอย่างหนักในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย สถานการณ์อาจคลี่คลายไม่ได้ทันที แต่หากทุกคนร่วมมือกัน วันที่ดีกว่าก็อาจจะใกล้เข้ามาเร็วๆ นี้

  • ติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาได้จากข่าวอัปเดตล่าสุด
  • อ่านเรื่องราวแรงบันดาลใจจากพื้นที่ประสบภัย
  • ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – ‘อนุทิน’ ลงพื้นที่สุรินทร์ เยี่ยมศูนย์พักพิง ชื่นชมกำลังใจที่เข้มแข็ง

นักเศรษฐศาสตร์ ชี้โอกาสของไทย ภาษีทรัมป์ 19% แข่งขันได้ เปิดข้อควรระวัง

วันที่ 1 สิงหาคม 2567 นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของไทย ภายหลังจากที่สหรัฐ ฯ ได้ประกาศปรับลดภาษีนำเข้าจากไทยลงเหลือ 19% โดยมีข้อควรระวังที่สำคัญที่ผู้ประกอบการและนักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

สำหรับไทยแล้ว ภาษีทรัมป์ที่จบที่ระดับ 19% ถือเป็นข่าวดีอย่างมาก เนื่องจากช่วยลดแรงกดดันที่อาจทำให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค ในขณะที่ยังคงต้องเผชิญกับความเสี่ยงต่างๆ โดยเฉพาะจากผลกระทบทางอ้อมจากสงครามการค้าสหรัฐ-จีน อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงการค้าที่ไทยบรรลุกับสหรัฐเมื่อวันที่ 1 ส.ค. ที่ผ่านมา ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยมีความยืดหยุ่นมากขึ้น

นักเศรษฐศาสตร์ ชี้โอกาสของไทย ภาษีทรัมป์ 19% แข่งขันได้ เปิดข้อควรระวัง

1. ภาคส่งออกไทยเติบโตน้อยกว่าคาด แต่ยังประคองตัวได้

แม้เศรษฐกิจสหรัฐจะเริ่มชะลอตัวจากอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น และการลดการนำเข้าในภาพรวม แต่โอกาสของไทยภายใต้ภาษีทรัมป์ 19% ยังคงมีอยู่ ภาคการผลิตอาจชะลอตัวลง ส่งผลให้การจ้างงานและเวลาการทำงานลดลง แต่ไทยยังสามารถประคองตัวให้ไม่เกิดภาวะถดถอยทางเทคนิคได้

2. ลดความเสี่ยงจากการถูก “ส่งออกสวมสิทธิ”

หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ การป้องกันการส่งออกที่ไม่โปร่งใส โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่สำคัญ เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการผลิตและพัฒนาเทคโนโลยีระดับสูงเพื่อให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

3. ความน่าจะเป็นของ FDI ที่เพิ่มขึ้น

นักเศรษฐศาสตร์ ชี้โอกาสของไทย ภายใต้การปรับลดภาษีนำเข้าจากสหรัฐ ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบในอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น กลุ่มเวชภัณฑ์ อาหาร หรือสินค้าเกษตร ลดลง ส่งสัญญาณบวกต่อการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนโดยตรง (FDI)

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยควรมองหาช่องทางเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน โดยเน้นที่การลดต้นทุนโครงสร้าง เช่น ค่าแรง ค่าไฟฟ้า และลดความซับซ้อนของกฎระเบียบทั้งในระดับรัฐบาลกลางและภูมิภาค

4. เตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงจากสหรัฐกีดกันจีนในห่วงโซ่อุปทาน

สงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีนยังไม่จบง่ายๆ และยังส่งผลกระทบทางอ้อมต่อไทย โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนที่อาจลดลงจากภาวะเศรษฐกิจจีนที่เปราะบาง ไทยเองต้องเร่งปรับตัว ด้วยการพัฒนาห่วงโซ่การผลิตภายในประเทศ และสนับสนุนแนวทาง ESG

บทสรุป: โอกาสของไทยภายใต้ภาษีทรัพย์นำเข้าจากสหรัฐ

แม้ภาษีจะลดลงเหลือ 19% แต่ นักเศรษฐศาสตร์ ชี้โอกาสของไทย ว่า ไทยยังไม่ควรวางอาวุธทางเศรษฐกิจ การติดตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกและการจัดการนโยบายการคลัง-การเงินอย่างแม่นยำจะช่วยให้ไทยรับมือกับความท้าทายทั้งจากในประเทศและต่างประเทศได้

แนวทางข้างหน้า – ประคองเศรษฐกิจและกระตุ้นการบริโภค

รัฐบาลควรมีมาตรการเยียวยาเฉพาะกลุ่ม เช่น อุตสาหกรรมเกษตร ที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนการนำเข้า พร้อมทั้งสนับสนุนนโยบายที่กระตุ้นให้เกิดการบริโภคภายในประเทศ เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจมีความสมดุลมากขึ้น

ทั้งหมดนี้จะช่วยให้โอกาสของไทยภายใต้ภาษีทรัมป์ 19% กลายเป็นความจริงที่ยั่งยืน ได้โดยไม่เพียงแค่รอด แต่เติบโตไปพร้อมกับเพื่อนบ้านในภูมิภาค

ที่มา – นักเศรษฐศาสตร์ ชี้โอกาสของไทย ภาษีทรัมป์ 19% แข่งขันได้ เปิดข้อควรระวัง

อนาถใจ ‘ทหารเขมร’ พลีชีพในสนามรบ แต่กลับถูกปฏิเสธรับร่างกลับ ปล่อยเน่าเกลื่อน ‘ภูมะเขือ’

อนาถใจ ‘ทหารเขมร’ พลีชีพในสนามรบ แต่กลับถูกปฏิเสธรับร่างกลับ

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา รายการ “โหนกระแส” ซึ่งดำเนินรายการโดย ‘หนุ่ม กรรชัย กำเหนิดพลอย’ ได้เชิญแขกรับเชิญพิเศษอย่าง พลตรี ‘วันชนะ สวัสดี’ หรือที่เรียกกันว่า ‘เสธ.เบิร์ด’ รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย และ รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มาพูดคุยเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนที่เกิดขึ้นระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยเฉพาะประเด็นที่ ‘ทหารเขมร’ หลายคนเสียชีวิตในสนามรบ แต่รัฐบาลของพวกเขาดันปฏิเสธที่จะรับร่างกลับไปทำพิธีกรรม ปล่อยให้ศพเน่าเปื่อยอยู่ในพื้นที่ปะทะ

ทำไมสถานการณ์นี้จึงสร้างความไม่พอใจให้สังคม?

จากคำชี้แจงของ ‘เสธ.เบิร์ด’ ระบุว่า หลังมีการยิงปะทะหนักระหว่างสองฝ่าย ฝ่ายไทยได้รับศพทหารกัมพูชาหลายรายจากจุดเกิดเหตุ และมีความมุ่งมั่นที่จะส่งคืนร่างให้ประเทศตรงข้าม เพื่อเป็นเกียรติให้กับผู้เสียชีวิต แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือการปฏิเสธจากรัฐบาลเขมร ที่ให้เหตุผลว่า ศพเหล่านั้นไม่ใช่ทหารของพวกเขา!

นี่ถือเป็นเรื่องที่สร้างความไม่เข้าใจอย่างมาก โดยเฉพาะจากมุมมองของมนุษยธรรม การที่ทหารจะเสียชีวิตเพื่อชาติบนแนวชายแดน แล้วกลับไม่ได้รับการยอมรับจากประเทศของตน สิ่งนี้มันเป็นการด้อยค่าต่อเกียรติและการเสียสละอย่างแท้จริง

ผลกระทบทางสังคมต่อครอบครัวทหารกัมพูชา

ลูกและภรรยาของทหารเหล่านั้น คงรู้สึกช็อกและเสียใจอย่างมาก เมื่อพวกเขาต้องสูญเสียหัวหน้าครอบครัวไป แต่ไม่ได้รับความเห็นใจหรือการรับรองจากประเทศของตน เหตุการณ์นี้อาจทำให้เกิดการเรียกร้องภายในประเทศกัมพูชาว่า ทหารที่เสียชีวิตนั้นควรได้รับความเคารพจากทางการ ทั้งขณะมีชีวิตและหลังจากเสียชีวิตแล้ว

การปฏิเสธร่างทหารเขมร หมายถึงอะไรในทางการเมือง?

เหตุการณ์แบบนี้ไม่เพียงแต่เป็นปัญหาเชิงมนุษยธรรมเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการจัดการของผู้นำในกัมพูชา โดยเฉพาะ ‘ตระกูลฮุน’ ซึ่งในช่วงก่อนหน้านี้มีแนวโน้มความนิยมชมชอบลดลงแล้ว เหตุการณ์ดังกล่าวอาจทำให้คะแนนนิยมของพวกเขาตกต่ำลงอีก

นอกจากนี้ ยังมีการร้องไห้ของบรรดา ‘ภรรยาทหารเขมร’ ที่ต้องการทราบชะตากรรมของคู่สมรสของตน แต่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างจริงจังจากรัฐบาลในขณะนี้

สิ่งที่เกิดขึ้น จึงไม่เพียงสะท้อนถึงความเสียหายในมนุษยธรรมเท่านั้น แต่ยังทำให้ภาพลักษณ์ทางการเมืองและการจัดการภายในประเทศของรัฐบาลเขมรแย่ลงอีกขั้น

ความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญ: ทหารคือพลีชีพเพื่อชาติ และควรได้รับความเคารพ

ทหารทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหน เข้าสู่สนามรบด้วยจิตสำนึกแห่งการเสียสละ และการเสียชีวิตในหน้าที่การงานของพวกเขาสมควรได้รับการยอมรับจากสังคมของตัวเอง เมื่อประเทศไม่แม้แต่จะรับร่างกลับไป มันเป็นเรื่องน่าอนาถใจอย่างมาก สังคมไทยและโลกอาจต้องตั้งคำถามใหม่ว่า ระบบทหารหรือระบอบรัฐบาลของกัมพูชาขาดอะไรไป และจะมีคนลุกขึ้นต่อต้านมากขึ้นหรือไม่หากสถานการณ์ยังไม่ได้รับการแก้ไข

หากสถานการณ์ระหว่างประเทศยังตึงเครียด และรัฐบาลไม่เห็นความสำคัญของการดูแลกำลังพล ทั้งขณะมีชีวิตและหลังมรณกรรม ก็ยากที่ประชาชนจะเดินตามผู้นำประเทศด้วยความศรัทธา

ที่มา – อนาถใจ ‘ทหารเขมร’ พลีชีพในสนามรบ แต่กลับถูกปฏิเสธรับร่างกลับ ปล่อยเน่าเกลื่อน ‘ภูมะเขือ’

‘หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ’ เผยความในใจ รับมีแนวโน้มค่อนข้างสูงว่าจะไป ‘ที่ชอบ’

‘หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ’ ออกมาเล่าความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา

‘หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ’ เผยความในใจ รับมีแนวโน้มค่อนข้างสูงว่าจะไป ‘ที่ชอบ’ ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 68 หมอบีได้เปิดใจผ่านช่องทางยูทูปชื่อ GhostAmbassador ถึงช่วงเวลาที่เขามีความรู้สึกว่ากำลังเผชิญกับความยากลำบากทางจิตใจอย่างหนัก หากวันใดเขารู้สึกว่าสู้ต่อไปไม่ไหว ก็อาจจะเลือก ‘ไปที่ชอบๆ’ จริงๆ ตามความที่เขารู้สึกภายใน

หมอบี อยากบอกตรงๆ ไม่อยากให้คนอื่นเดือดร้อน

ในระหว่างที่เขาเล่าอย่างตรงไปตรงมาบนคลิปวิดีโอว่า “คนก็ถามว่าไปไหนเนอะ ก็พูดคร่าวๆ แล้วกันเนอะ จะได้ไม่ต้องไปเดือดร้อนคนอื่น ก็มีแนวโน้มค่อนข้างสูงว่าจะไปที่ชอบๆ นั่นแหละ อาจจะเร็วๆ นี้หรืออย่างไรก็รอดู” ดูเหมือนหมอบีจะพยายามสื่อสารให้คนรอบตัวเข้าใจสถานการณ์ของเขา โดยที่เขาไม่ต้องการเป็นภาระแก่คนอื่น

  • เขาเรียกชีวิตว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่
  • ชีวิตเป็นสิ่งที่เล็กจิ๋ว
  • และแม้ปัญหาจะดูใหญ่โต แต่ก็ต้องการความเข้าใจลึกๆ

พยายามสู้ แต่ก็ไม่ปฏิเสธหากต้องเลือกทางนั้น

แม้ว่าหมอบีจะมีแนวโน้มว่าจะไป “ที่ชอบ” แต่เขายังไม่หมด hope อย่างทีเดียว เขายังพยายามสู้อย่างเต็มที่ เพราะเขามองว่า การอยู่อย่างไม่มีสันติ หรือการมีชีวิตที่ถูกกดทับอย่างไม่อิสระ เป็นเรื่องใหญ่กว่า ด้วยจิตใจที่เขามี เขาจึงตัดสินใจจะบอกเล่าเพื่อให้หลายคนได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งมากขึ้น จากมุมของเขาเอง

ชีวิตไม่ใช่แค่เรื่องเล่าของ ‘หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ’

แม้ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวที่เขาได้พูดถึง แต่หลายคนต่างรู้สึกสะเทือนใจ เมื่อได้ยินคำว่า “อาจจะไปที่ชอบๆ” จาก หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ บางคนมองว่าเป็นเพียงคำพูดทั่วไป แต่หลายคนกลับได้ยินและคิดว่า สิ่งที่เขาเผชิญอยู่อาจไม่ใช่แค่นั้น

หมอบีไม่ใช่เพียงแค่เนื้อหาวิดีโอลึกลับ หรือช่องที่ให้ความบันเทิงผ่านแนวคิดเรื่องเหนือธรรมชาติเท่านั้น แต่เขายังเป็นคนหนึ่งที่มีชีวิตจริง ผ่านมรสุม ความเหงา และความคาดหวังจากสังคม ซึ่งเขาได้ย้ำว่ามันไม่ใช่เรื่องปลอม แต่เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง บางครั้งอาจทำให้หลายคนฉุกคิดถึงตัวเองบ้างว่า แท้จริงแล้วเราเข้าใจผู้คนรอบตัวเราหรือยัง

ความหวังที่ยังมีอยู่

อย่างไรก็ตาม หมอบีได้บอกไว้มีความหวังอยู่เสมอหากว่าเขาจะสามารถสู้ผ่านจุดตรงนี้ได้ ด้วยประโยคที่ว่า “ถ้ารอดก็จะออกมาขอโทษทุกท่านที่ทำให้เป็นห่วง และจะบอกว่ารอดแล้วนะ” ดูได้ว่าความรู้สึกผูกพันต่ำผู้ชมและการเป็นห่วงของสาธารณชนนั้น เขามองอย่างสำคัญ

และสำหรับเรานั้น เราควรให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ยิ่งเมื่อใครสักคนมาบอกเรามากขนาดนี้ เราไม่ควรมองข้าม และควรแสดงความ关切 มากกว่าการคิดว่าเรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องตลกหรือเรื่องผีๆ

บทสรุปจาก ‘หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ’

‘หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ’ เผยความในใจอันเป็นเรื่องใหญ่ให้กับคนในสังคมได้รับฟังอย่างอ่อนโยน หลายประโยคของเขาทำให้เราเห็นว่าชีวิตที่ดูเป็นผู้ให้ความบันเทิงหรือความสนุก อาจมีเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ลึกๆ

หากคุณรู้สึกไม่สบายใจหรือเครียดจนสุดจะรับมือ ไม่ควรปล่อยไว้เด็ดขาด การพูดคุยกับผู้คนรอบข้างหรือผู้เชี่ยวชาญสามารถช่วยคุณได้ ไม่ต้องทนอยู่คนเดียว

คลิกเพื่อชมคลิปวิดีโอ

ที่มา – ‘หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ’ เผยความในใจ รับมีแนวโน้มค่อนข้างสูงว่าจะไป ‘ที่ชอบ’

ไทยปิดดีลภาษีทรัมป์ 19% หนุนเศรษฐกิจไทยโตเกินคาดแตะ 1.9%

ไทยปิดดีลภาษีทรัมป์ 19% ดีลสำคัญในการรักษาความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยสามารถบรรลุข้อตกลงด้านภาษีนำเข้าตอบโต้กับสหรัฐฯ ที่อัตรา 19% ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ประกอบการชาวไทยที่ส่งสินค้าไปยังสหรัฐอเมริกา โดยอัตราภาษีที่ได้รับนี้ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ในเบื้องต้นที่อาจสูงถึง 36% ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลกยังอยู่ในระดับมีศักยภาพ

ไทยปิดดีลภาษีทรัมป์ 19% ถือเป็นสัญญาณที่ดีในเชิงเศรษฐกิจ โดยเฉพาะสำหรับภาคธุรกิจที่ต้องพึ่งพิงการส่งออก แม้ว่าภาษีดังกล่าวจะปรับขึ้นเกือบ 10 เท่าจากเดิมที่อยู่ที่ระดับ 2% แต่ก็ถือว่าใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และเวียดนาม ที่ได้อัตราภาษีคล้ายกันระหว่าง 19-20%

ผลตอบรับต่อภาษี 19% มีผลอย่างไรบ้าง

  • ธุรกิจไทยไม่ต้องเผชิญกับภาษีที่สูงเกินไป
  • ไทยยังสามารถแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ได้อย่างระมัดระวัง
  • ช่วยรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจและเพิ่มการคาดการณ์การเติบโตของ GDP

การเติบโตทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.9% ในปี 2568 และ 1.6% ในปี 2569 นั้น เป็นผลจากการเจรจาด้านภาษีครั้งสำคัญ โดยเฉพาะสถานการณ์ในไตรมาสที่ 2 ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นตามคาดการณ์

ไทยปิดดีลภาษีทรัมป์ 19% กระทบผู้ประกอบการอย่างไรบ้าง

แม้จะถือว่าเป็นดีลที่ใกล้เคียงกับผลที่คาดไว้ “กรณีที่ดีที่สุด (Best Case)” ของ TISCO ESU ที่ประเมินไว้ 20% แต่สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย ที่เคยเสียภาษีระดับต่ำเพียง 2% ภาษีใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาเกือบ 10% นั้น ย่อมส่งผลต่อต้นทุนการดำเนินงานและกำไร

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตาคือ ไทยปิดดีลภาษีทรัมป์ 19% พร้อมกับภาษีตอบโต้การส่งผ่านสินค้าจากจีน หรือ Transshipment Rate ที่สหรัฐฯ กำหนดอยู่ที่ 40% ซึ่งจะส่งผลต่อธุรกิจไทยที่มีการค้ากับจีน หากมีการตรวจสอบว่ามีความเสี่ยงในการถูกสวมรอยสินค้า

นโยบายดอกเบี้ยและการเงินในช่วงครึ่งปีหลัง

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังมีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.75% ในการประชุมเดือนสิงหาคมนี้ แต่นักวิเคราะห์ เช่น นายเมธัส รัตนซ้อน จาก TISCO ESU เชื่อว่า อาจมีการปรับลดลงอีกในช่วงปลายปีเพื่อช่วยลดผลกระทบจากค่าภาษีใหม่

การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมไปอยู่ที่ 1.25% อาจเกิดขึ้นในเดือนตุลาคมหรือธันวาคม โดยเฉพาะเมื่อผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่เข้ามารับตำแหน่ง ซึ่งอาจส่งผลดีต่อภาคธุรกิจขนาดกลางและเล็กที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มเติม

ในมุมมองของผู้เขียนแล้ว “ไทยปิดดีลภาษีทรัมป์ 19%” เป็นการปรับตัวได้อย่างชาญฉลาดของรัฐบาล ในขณะที่ผู้ประกอบการยังต้องเตรียมรับผลระยะยาวอย่างมีกลยุทธ์ หากต้องการรักษาการเติบโตให้อยู่ในระดับสูงในปี 2568 และ 2569

ที่มา – ไทยปิดดีลภาษีทรัมป์ 19% หนุนเศรษฐกิจไทยโตเกินคาดแตะ 1.9%

“อุตสาหกรรมทะเลสาบเกลือ” ในมณฑลชิงไห่ แหล่งรายได้มูลค่ามหาศาลของจีน

ทะเลสาบเกลือในชิงไห่กับการเติบโตอันน่าทึ่ง

หากคุณยังนึกไม่ออกว่าเกลือจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลได้อย่างไร จีนแสดงให้เห็นแล้วว่า “อุตสาหกรรมทะเลสาบเกลือ” สามารถเติบโตเป็นแหล่งรายได้และทรัพยากรสำคัญให้กับมณฑลชิงไห่ ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน ที่นี่ แร่ธาตุอย่างโพแทสเซียม แมกนีเซียม และลิเธียมถูกผลิตขึ้นผ่านกระบวนการที่ทันสมัย สร้างเม็ดเงินในมูลค่าระดับล้านล้านหยวนให้กับประเทศ

จากข้อมูลอย่างเป็นทางการ ทะเลสาบเกลือฉาเอ่อร์ฮั่นมีปริมาณเกลือโซเดียมสำรองประมาณ 60,000 ล้านตัน ซึ่งเพียงพอที่จะรองรับประชากรทั่วโลก 6 พันล้านคน เป็นเวลาถึง 1,000 ปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจมาก ทะเลสาบฉาเอ่อร์ฮั่นนอกจากจะมีเกลือแล้ว ยังเป็นแหล่งสะสมแร่โพแทชที่สำคัญที่สุดของจีน รวมไปถึงลิเธียมซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักในยุคสมัยของพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีทันสมัย

เรื่องราวของการค้นพบที่เปลี่ยนประเทศ

เมื่อเกือบ 70 ปีก่อนหน้านี้ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยาของจีนสามารถค้นพบแร่คาร์นัลไลต์ ณ แอ่งไฉต๋ามู่ ซึ่งเป็นแหล่งของแร่โพแทช โดยพวกเขาได้สกัดโพแทสเซียมคลอไรด์ออกมาได้มากกว่า 10 กิโลกรัม จากน้ำเกลือในทะเลสาบ และนี่คือจุดเริ่มต้นของ “อุตสาหกรรมทะเลสาบเกลือ” ที่ปัจจุบันเป็นอันดับ 4 ของโลก

ตลอดเวลา 60 ปี อุตสาหกรรมนี้ได้พัฒนาความเชี่ยวชาญในการผลิตปุ๋ยโพแทชด้วยทั้งหมด 5 รูปแบบ กระบวนการต่าง ๆ ที่ต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพทำให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้น ช่วยเสริมสร้าง ความมั่นคงทางอาหาร ของจีนทั้งประเทศ

  • แหล่งแร่โพแทชอันดับหนึ่งของจีน
  • เป็นส่วนสำคัญในการผลิตปุ๋ยเกษตรกรรม
  • ส่งเสริมการจ้างงานกว่าหมื่นตำแหน่ง

ความสำเร็จที่เหนือความคาดหมาย

แอ่งไฉต๋ามู่ ซึ่งตั้งอยู่รอบทะเลสาบเกลือฉาเอ่อร์ฮั่น นับเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ที่สำคัญอันดับหนึ่งของมณฑลชิงไห่ ด้วยทะเลสาบน้ำเค็มรวมมากถึง 33 แห่ง มณฑลชิงไห่ได้ออกนโยบายเพื่อสนับสนุนการเติบโตของ “อุตสาหกรรมทะเลสาบเกลือ” อย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน บริษัท ชิงไห่ ซอลท์เลค อินดัสทรี จำกัด เป็นผู้ดำเนินการผลิตปุ๋ยโพแทช โดยมีโรงงานทั้งหมด 4 แห่ง ซึ่งผลิตรวมกันแล้วมากถึง 5 ล้านตันต่อปี และยังมีโรงงานผลิตเกลือโซเดียมและผลิตลิเธียมที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงอีกด้วย

เทคโนโลยีกับการพัฒนาอุตสาหกรรม

เทคโนโลยีการผลิตแบบระบบอัตโนมัติได้เข้ามาเป็นพลังสำคัญในการเพิ่มคุณภาพของปุ๋ย โดยสามารถผลิตโพแทสเซียมในระดับความบริสุทธิ์สูงถึง 95% นับเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรม ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งภาคการเกษตรและการพัฒนาเทคโนโลยี

นายนายกัว ฉวนลี่ รองผู้อำนวยการของโรงงานระบุว่า “ที่นี่มีโครงข่ายการพัฒนาอย่างสมบูรณ์ เจาะจงทุกกระบวนการ ไม่เพียงแต่เกลือ แต่ยังรวมถึงแร่ธาตุล้ำค่าอื่น ๆ ที่เรานำมาแปรรูปใช้งาน ทั้งโพแทสเซียมและลิเธียมที่เป็นแหล่งสำคัญสำหรับตลาดโลก”

อนาคตของ “อุตสาหกรรมทะเลสาบเกลือ”

ในสถานการณ์ที่ความต้องการพลังงานสะอาดและทรัพยากรสำหรับการผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ชิงไห่ในฐานะที่มีฐานอุตสาหกรรมทะเลสาบเกลือที่ทรงพลัง จึงมีส่วนสำคัญอย่างมากที่จะนำพาจีนเข้าสู่ยุคใหม่ได้

หากคุณติดตามเทรนด์ด้านเทคโนโลยีและธุรกิจ ต้องจับตา “อุตสาหกรรมทะเลสาบเกลือ” ของชิงไห่กันให้ดี ยิ่งเข้าใจยิ่งรู้ว่าเป็นธุรกิจเชิงยุทธศาสตร์ที่ทั้งโลกต้องการ เราคิดว่าเป็นโอกาสที่จีนจะใช้อุตสาหกรรมนี้ขึ้นครองตำแหน่งผู้นำระดับโลกได้อย่างแท้จริง

ที่มา – อุตสาหกรรมทะเลสาบเกลือ

‘มุก วรนิษฐ์’ เผยถูกช่างภาพคนสนิทยืมเงินหลักแสน สุดช้ำกลายเป็นมิตรที่คิดไม่ซื่อจนได้!

เรื่องราวสุดช็อกที่สร้างความสนใจให้กับชาวโซเชียลอย่างมาก หลังนักร้องและนักแสดงสาวอย่าง ‘มุก-วรนิษฐ์ ถาวรวงศ์’ ออกมาเผยประสบการณ์สุดเจ็บปวดจากความใจดี เมื่อช่างภาพคนสนิทที่เธอไว้ใจ มาขอ ยืมเงินหลักแสน และหายเงียบไปเฉย ๆ กลายเป็นมิตรที่ไม่ซื่อสัตย์จนได้ ซึ่งเรื่องราวนี้มุกได้เปิดใจผ่านงาน ‘กรุงทองพลัสไซซ์ ไทยแลนด์ ดีไซเนอร์ อวอร์ด 2025’ ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา

มุกกล่าวว่า “ช่วงแรกที่เรารู้จักกันเขามาในฐานะช่างภาพที่ทำงานร่วมกันได้ดี ถ่ายภาพให้เรามาหลายครั้ง กระทั่งกลายเป็นคนใกล้ชิด เราเรียกเขาว่าพี่ เรารู้สึกไว้วางใจ เขาจึงเริ่มมาขอ ยืมเงินหลักแสน คุณอาจจะคิดว่า หนูใจดีเกินไป หรืออาจไว้ใจใครผิด แต่ก็เหมือนเป็นบทเรียนสำคัญในชีวิตว่าอย่าใจดีเกินไปกับทุกคน

‘มุก วรนิษฐ์’ เผยถูกช่างภาพคนสนิทยืมเงินหลักแสน

ก่อนหน้านี้มุกยอมรับว่า ให้เขายืมตามที่ขอเรื่อย ๆ เพราะคิดว่าก็เป็นมิตรแท้ แต่กลายเป็นว่าเขายืมไปจากหลายคนด้วยกัน โดยที่เราไม่รู้เลย พอเขาเริ่มหนี ไม่ตอบกลับ ก็เลยตัดสินใจโพสต์หา ให้คนช่วยกันตามตัว แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดส่วนตัวมาก เพื่อให้โอกาสเขาโผล่มาคุยด้วยตัวเอง

“เขากลับมาเริ่มทยอยคืนมาเดือนละพัน ตอนแรกเราดีใจนะที่คืน แต่เมื่อขาดการติดต่อไปอีกครั้ง มันก็เลยทำให้เรารู้สึกว่าบอกให้เขาคืนเท่าที่ได้แล้วกัน แต่คราวนี้เราจะให้ผ่อนทางคดีดีกว่า” มุกกล่าวเพิ่มเติม

มุกไม่มองหน้าข้าศึก แต่ย้ำว่าต้องได้เงินคืน

แม้ว่าช่วงหนึ่งมุกตั้งใจว่าจะไม่แจ้งความแล้ว แต่เพราะช่างภาพคนนี้ยังไปหลอกผู้อื่นอีกหลายราย และหนึ่งในนั้นเป็นพี่ ๆ คนรู้จักของมุกเอง ก็ decided ให้รวมตัวผู้เสียหายกันทั้งหมด 10 ราย!

บทเรียนสำคัญสำหรับทุกคน

  • อย่าไว้ใจใครง่าย ๆ แม้จะเป็นมิตรสนิท
  • ควรพิจารณาความพร้อมของตนเองก่อนให้ใครยืมเงิน
  • หัดถามรายละเอียดการใช้เงินของผู้ยืม
  • ควรกำชับเวลาการคืนให้ชัดเจน

ในท้ายที่สุด มุกได้วางคำขาดกับช่างภาพคนนี้ไว้ชัดเจนว่า หากยังไม่มาคืนเงินตามที่เคยให้โอกาส ต้องมีการดำเนินคดีตามกฎหมายแน่นอน เรื่องเหล่านี้ถือเป็นเครื่องเตือนใจสำหรับผู้ฟังว่าความใจดีอาจก่อให้เกิดความเสียหายระดับใหญ่ได้

จริง ๆ แล้ว มุกคือหนึ่งในคนบันเทิงที่ออกมาเตือนใจให้เราได้เข็ดหลาบ และหากใครเคยประสบเหตุการณ์เช่นนี้ แนะนำให้รีบติดต่อผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย เพื่อไม่ให้ต้องเสียทั้งคนใกล้ตัวและแบงค์เรียลลี่ มีเพื่อนดีก็คือคนที่เราไม่ต้องกลัวว่าจะหายไปพร้อมเงินของเรา

มุก วรนิษฐ์ ในงานอีเวนต์

มุก วรนิษฐ์ ถ่ายรูปเบื้องหลัง

ตอนนี้มุกกลับมาโฟกัสที่งานของตัวเอง บอกว่า “แม้จะเสียเงินไปเท่านั้น แต่หนูจะใช้มันต่อยอดเป็นพลังในการเติบโตใหม่” และสำหรับคนทั่วไป เรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งบทเรียนว่า ‘ความใกล้ชิดไม่การันตีความซื่อสัตย์’

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เคย ถูกช่างภาพคนสนิทยืมเงินหลักแสน แล้วต้องกุมขมับ เรื่องแบบนี้ไม่ควรเป็นเรื่องของคน ๆ เดียว การออกมาพูดความจริงของ มุก วรนิษฐ์ อาจช่วยให้คนอื่น ๆ กล้าที่จะฟ้องออกมา แทนที่จะยอมเก็บความเจ็บเอาไว้เงียบ ๆ

บทสรุปจากมุก วรนิษฐ์: ความใจดียังสำคัญ แต่ต้องเลือกให้

‘มุก วรนิษฐ์’ บอกว่า “หนูเจ็บแล้วจำเลยค่ะ” แต่ไม่ยอมทำลายความเป็นมิตรง่าย ๆ โดยเฉพาะกับมิตรดี ๆ ที่คู่ควรกับความเมตตา สำหรับเธอเรื่องการให้ยืมเงินกลายเป็นสิ่งที่ต้องคิดหนักทุกครั้ง แล้วคุณล่ะ เคยประสบเหตุแบบมุกหรือเปล่า? มาแบ่งปันประสบการณ์ในความคิดเห็นด้านล่างได้เลย!

ที่มา – ‘มุก วรนิษฐ์’ เผยถูกช่างภาพคนสนิทยืมเงินหลักแสน สุดช้ำกลายเป็นมิตรที่คิดไม่ซื่อจนได้!

กองทัพบกไล่ไทม์ไลน์ ฟ้องคณะทูตกัมพูชา ปมเปิดฉากยิงก่อน สร้างความตึงเครียดชายแดน

กองทัพบกไล่ไทม์ไลน์ ฟ้องคณะทูตกัมพูชา

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ที่มณฑลทหารบกที่ 22 ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ กองทัพบกไทย ได้ออกมาชี้แจงความคืบหน้าจากเหตุการณ์ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา โดยอ้างอิงหลักฐานไทม์ไลน์ที่ระบุว่า กัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดฉากก่อน พร้อมทั้งใช้อาวุธโจมตีเข้ามาในพื้นที่พลเรือนของไทยอย่างต่อเนื่อง

ไทม์ไลน์เหตุการณ์สำคัญ

ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดน ได้รับการวิเคราะห์จากกองทัพบกว่า เริ่มตั้งแต่การกระทำยั่วยุจากกัมพูชา โดยเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ เกิดเหตุการณ์นำนักท่องเที่ยวขึ้นปราสาทตาเมือนธมเพื่อร้องเพลงลักษณะปลุกระดม การแสดงลักษณะดังกล่าวเป็นการละเมิดจิตวิญญาณความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ซึ่งไทยยึดมั่นตามกฎหมายสากลตลอดเวลา

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ ทหารกัมพูชารื้อทำลายศาลาตรีมุข ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ความร่วมมือร่วมกับไทยและลาว โดยระหว่างเดือนมีนาคมถึงเมษายน กำลังฝ่ายกัมพูชาได้ปรับปรุงภูมิประเทศบริเวณแนวชายแดน และขุดขยายคูเลตเข้ามาในเขตแดนของไทยอย่างชัดเจน

การยุทธ์ของกัมพูชาที่ฝ่ายไทยชี้แจง

ในเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม 68 กัมพูชายังคงก่อการรุกรานโดยเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์เข้ามาประจำการใกล้ชายแดนไทยมากขึ้น จากการยืนยันของนักวิจัยออสเตรเลียที่ได้วิเคราะห์ภาพดาวเทียมในพื้นที่ วันที่ 28 พฤษภาคม กัมพูชาได้ทำการเปิดฉากยิงในพื้นที่ช่องบก ด้านไทยได้ตอบโต้เพื่อการป้องกันตนเอง ภายใต้กรอบแนวทางการเจรจาแบบสองฝ่าย

ความเสียหายที่ส่งผลถึงพลเรือน

ต่อมาในเดือนกรกฎาคม พบว่าทหารกัมพูชายังมีการลอบวางทุ่นระเบิด PMN-2 ในหลายจุด จนทหารไทยบาดเจ็บสาหัส 2 นาย ขาดขาทั้งสองข้าง และอีกหลายรายที่ได้รับผลกระทบ การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายละเมิดหลักมนุษยธรรมและข้อกำหนดของอนุสัญญาออตตาวาอย่างร้ายแรง

แม้ว่าจะมีความร่วมมือกับนานาชาติในการกำจัดทุ่นระเบิดในหลายพื้นที่ก่อนหน้านี้ แต่กัมพูชายังคงจงใจทำลายความไว้วางใจโดยมุ่งโจมตีกลุ่มคนไทย ทั้งนักท่องเที่ยว พลเรือน และทหารในชายแดน และที่ร้ายไปกว่านั้น ยังเผยแพร่ภาพที่ไม่เกี่ยวข้องกัน รวมถึงภาพการใช้อาวุธเคมีที่ไม่เป็นความจริง

กัมพูชา ทำสงครามข้อมูลเพื่อปลุกกระแส

กัมพูชาได้กระทำการละเมิดหยุดยิงหลายครั้ง โดยหลังวันที่ 30 กรกฎาคม เวลา 05:10 ยังมีการสังเกตเห็นกองกำลังยิงอีกครั้ง พร้อมกับการใช้โดรนบินสำรวจเหนือพื้นที่ของไทย ทำให้ไทยยืนยันว่า การยิงสนับสนุนจากปืนใหญ่และ BM-21 ของกัมพูชาที่โจมตีเข้าเป้าหมายในเขตแดนไทยนั้น ไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมายมนุษยธรรมสากล

ไทยได้ใช้เครื่องบิน F-16 และอาวุธสมัยใหม่เป็นการป้องกันชายแดนที่สอดคล้องกับสัดส่วนที่เหมาะสม ตรงบริเวณแนวรบเท่านั้น ไม่ใช่การทำลายล้างลึกเข้ามาในพื้นที่พลเรือนอย่างที่กัมพูชาชี้แจง โดยมีหลักฐานชัดเจนที่ว่า กัมพูชาพยายามใช้ชุมชนเป็นโล่มนุษย์เพื่อดิ้นรนในทางยุทธศาสตร์ ขณะเดียวกันยังเผยแพร่ภาพเก่า หรือภาพต่างประเทศ เช่น ภาพระเบิดเคมีในรัฐแคลิฟอร์เนีย ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสื่อต่างประเทศ

ความจริงที่ควรรับฟัง

ในประเด็นของระเบิด MK-84 ที่ทางกัมพูชาอ้างว่าเป็นของไทยที่ตกในพื้นที่ของตน แต่จากการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ พบว่าเป็นระเบิดเก่าจากสงครามเวียดนาม ซึ่งยืนยันได้ว่าไม่เกี่ยวข้องกับการใช้งานของกองทัพไทยอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นจึงถือเป็นการบิดเบือนที่ร้ายแรงจากกัมพูชา

การประชุมเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ที่กัมพูชาได้เชิญคณะทหารช่วยทูตจากหลายประเทศไปเยือนพื้นที่ซึ่งควรจะอยู่ห่างจากชายแดน 30 กม. แต่กลับเคลื่อนขบวนไปยังช่องอานม้าในพื้นที่ยังไม่ปลอดภัย ถือเป็นพฤติกรรมที่อาจส่งผลต่อความเข้าใจในระดับนานาชาติ

กองทัพบกย้ำว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่เคยเป็นไปด้วยดี กำลังถูกกัมพูชาทำลายผ่านการกระทำอันไม่เป็นธรรม หากต้องการให้สถานการณ์คลี่คลาย ไทยขอให้กลับมาร่วมมือกับนานาชาติ ใช้การเจรจาอย่างตรงไปตรงมา เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียเพิ่มเติม

ในฐานะประเทศที่เคารพข้อตกลงกฎหมายระหว่างประเทศ และสันติวิธี กองทัพไทยยืนยันว่าการกระทำของไทยในทุกกรณีล้วนแล้วแต่เป็นการป้องกันตัว อยู่ภายใต้กรอบสากล และไม่มุ่งทำลายล้างประชาชนของกัมพูชา

ด้วยความเป็นห่วงถึงชีวิตและทรัพย์สินของพลเมืองทั้งสองฝ่าย รวมถึงการรักษาความเป็นกลางในระดับนานาชาติ ขอเชิญอ่านบทความต้นฉบับได้จาก ที่มา – ‘กองทัพบก’ไล่ไทม์ไลน์ฟ้อง ‘คณะทูตฯ’เขมร’ เปิดฉากยิงก่อน จุดไฟชายแดน เพื่อศึกษาหลักฐานทางยุทธศาสตร์และข้อกฎหมายระหว่างประเทศที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

รวมพลังแผ่นดิน: แถลงการณ์ชุมนุมใหญ่ 2 สิงหาคม ยืนยันไม่ใช่เรียกร้องรัฐประหาร

รวมพลังแผ่นดินเตรียมจัดชุมนุมใหญ่ 2 ส.ค.

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ที่ผ่านมา กลุ่มคณะ รวมพลังแผ่นดิน ได้จัดแถลงข่าว ณ โรงแรมรัตนโกสินทร์ กรุงเทพฯ เพื่อประชาสัมพันธ์การชุมนุมใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 2 สิงหาคม 2568 ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยการชุมนุมนี้ยังคงยึดแนวทางสันติวิธี ปราศจากอาวุธ มีเป้าหมายหลักที่ชัดเจน และเป็นการแสดงพลังของประชาชนอย่างแท้จริง

เป้าหมายหลักของการชุมนุม

นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำของกลุ่ม ระบุว่า การชุมนุมในวันพรุ่งนี้ (2 ส.ค.) จะดำเนินไปตั้งแต่เวลา 10.00 น. ถึง 21.00 น. โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงเป้าหมายสำคัญ 3 ข้อ อย่างแน่นอน ได้แก่

  • ให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ลาออกทันที โดยไม่ต้องรอคำตัดสินจากศาลรัฐธรรมนูญ

  • พรรคร่วมรัฐบาลถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลด่วน

  • แสดงพลังและจุดยืนของพี่น้องประชาชนในการปกป้องอธิปไตย และเชิดชูพระเกียรติของทหารและผู้ปฏิบัติงานแนวหน้า

ภายในงานจะมีการรับบริจาคสิ่งของจำเป็น ทั้งข้าวสารอาหารแห้ง รวมถึง ตาข่ายป้องกันระเบิดวิถีโค้ง ซึ่งเป็นของสำคัญและต้องการอย่างเร่งด่วน โดยหลังจบกิจกรรม จะมีการส่งมอบสิ่งของบริจาคให้กับทีมงานแนวหน้าทันที

เน้นย้ำชัดเจน ไม่อยู่ในแนวทางรัฐประหาร

แกนนำกลุ่มย้ำว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการเรียกร้องให้เกิดการรัฐประหาร แต่เป็นการรวมพลังของคนทั่วไปในการเรียกร้องตามหลักการทางประชาธิปไตยเพื่อความสงบสุขของประเทศ และเพื่อให้รัฐบาลปัจจุบันแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ความเสียหายตามชายแดน

ด้าน นายแก้วสรร อติโพธิ อดีต ส.ว. ให้ความเห็นว่า การชุมนุมครั้งนี้มาจากความไม่พอใจที่รัฐบาลปล่อยให้ประเทศที่สามเข้ามาแทรกแซง ซึ่งเหตุการณ์ล่าสุดเช่นการเจรจาเมื่อวันที่ 28 ก.ค. ทำให้เชื่อว่ากัมพูชาและประเทศมหาอำนาจกำลังร่วมมือกันเพื่อเล่นงานไทย ในขณะที่กองทัพยังอยู่ในสภาวะที่เสียเปรียบ

นายจตุพร พรหมพันธุ์ กล่าวเสริมว่า รัฐบาลปัจจุบันกำลังทำให้ประเทศเสียดินแดนปราสาทตาควาย ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของไทย มาจากการตัดสินที่ผิดพลาดและการยอมรับข้อตกลงโดยปราศจากเงื่อนไขที่ชัดเจน

รวมพลังแผ่นดิน เพื่อชาติไทยและประชาธิปไตยที่ยั่งยืน

การเคลื่อนไหวของ รวมพลังแผ่นดิน ถือเป็นการแสดงออกอย่างเข้มแข็งของพลเมืองในนามความรักชาติ โดยเน้นว่าไม่มีความเกี่ยวพันใด ๆ กับการล้มล้างอำนาจในรูปแบบทหาร แต่เป็นความพยายามในการเปลี่ยนแปลงผ่านเสียงของประชาชน โดยเฉพาะการยืนหยัดในการเรียกร้องให้นายกฯ ลาออกเพื่อให้เกิดทางออกที่ยั่งยืน

ทั้งนี้ การชุมนุมนี้ยังเป็นการสร้างความสามัคคีของคนไทยในทุกพื้นที่ เป็นการส่งพลังใจไปถึงทหาร ตำรวจ แพทย์ และทีมงานแนวหน้า ที่เสียสละเพื่อปกป้องแผ่นดิน โดยไม่สร้างความวุ่นวายหรือแทรกแซงการปฏิบัติงานใด ๆ

การเรียกร้องของ รวมพลังแผ่นดิน ในครั้งนี้ สะท้อนความเปลี่ยนแปลงในกระแสสังคมที่ผู้คนไม่เพียงแต่สนใจเรื่องบันเทิงหรือเทคโนโลยี แต่ยังตั้งคำถามถึงหน้าที่ของผู้ปกครองและความมั่นคงของชาติในยุคปัจจุบันอย่างเข้มข้น

หากคุณมีข้อเสนอแนะหรือความคิดเห็น เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อแลกเปลี่ยนได้ที่เวทีออนไลน์ และติดตามความคืบหน้าการชุมนุมวันนี้ได้ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

ที่มา – “รวมพลังแผ่นดิน” แถลงชุมนุมใหญ่ 2 ส.ค. ที่อนุสาวรีย์ชัยฯ ย้ำ! ไม่ใช่เรียกร้องรัฐประหาร