ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

‘หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ’ เผยความในใจ รับมีแนวโน้มค่อนข้างสูงว่าจะไป ‘ที่ชอบ’

‘หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ’ ออกมาเล่าความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา

‘หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ’ เผยความในใจ รับมีแนวโน้มค่อนข้างสูงว่าจะไป ‘ที่ชอบ’ ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 68 หมอบีได้เปิดใจผ่านช่องทางยูทูปชื่อ GhostAmbassador ถึงช่วงเวลาที่เขามีความรู้สึกว่ากำลังเผชิญกับความยากลำบากทางจิตใจอย่างหนัก หากวันใดเขารู้สึกว่าสู้ต่อไปไม่ไหว ก็อาจจะเลือก ‘ไปที่ชอบๆ’ จริงๆ ตามความที่เขารู้สึกภายใน

หมอบี อยากบอกตรงๆ ไม่อยากให้คนอื่นเดือดร้อน

ในระหว่างที่เขาเล่าอย่างตรงไปตรงมาบนคลิปวิดีโอว่า “คนก็ถามว่าไปไหนเนอะ ก็พูดคร่าวๆ แล้วกันเนอะ จะได้ไม่ต้องไปเดือดร้อนคนอื่น ก็มีแนวโน้มค่อนข้างสูงว่าจะไปที่ชอบๆ นั่นแหละ อาจจะเร็วๆ นี้หรืออย่างไรก็รอดู” ดูเหมือนหมอบีจะพยายามสื่อสารให้คนรอบตัวเข้าใจสถานการณ์ของเขา โดยที่เขาไม่ต้องการเป็นภาระแก่คนอื่น

  • เขาเรียกชีวิตว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่
  • ชีวิตเป็นสิ่งที่เล็กจิ๋ว
  • และแม้ปัญหาจะดูใหญ่โต แต่ก็ต้องการความเข้าใจลึกๆ

พยายามสู้ แต่ก็ไม่ปฏิเสธหากต้องเลือกทางนั้น

แม้ว่าหมอบีจะมีแนวโน้มว่าจะไป “ที่ชอบ” แต่เขายังไม่หมด hope อย่างทีเดียว เขายังพยายามสู้อย่างเต็มที่ เพราะเขามองว่า การอยู่อย่างไม่มีสันติ หรือการมีชีวิตที่ถูกกดทับอย่างไม่อิสระ เป็นเรื่องใหญ่กว่า ด้วยจิตใจที่เขามี เขาจึงตัดสินใจจะบอกเล่าเพื่อให้หลายคนได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งมากขึ้น จากมุมของเขาเอง

ชีวิตไม่ใช่แค่เรื่องเล่าของ ‘หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ’

แม้ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวที่เขาได้พูดถึง แต่หลายคนต่างรู้สึกสะเทือนใจ เมื่อได้ยินคำว่า “อาจจะไปที่ชอบๆ” จาก หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ บางคนมองว่าเป็นเพียงคำพูดทั่วไป แต่หลายคนกลับได้ยินและคิดว่า สิ่งที่เขาเผชิญอยู่อาจไม่ใช่แค่นั้น

หมอบีไม่ใช่เพียงแค่เนื้อหาวิดีโอลึกลับ หรือช่องที่ให้ความบันเทิงผ่านแนวคิดเรื่องเหนือธรรมชาติเท่านั้น แต่เขายังเป็นคนหนึ่งที่มีชีวิตจริง ผ่านมรสุม ความเหงา และความคาดหวังจากสังคม ซึ่งเขาได้ย้ำว่ามันไม่ใช่เรื่องปลอม แต่เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง บางครั้งอาจทำให้หลายคนฉุกคิดถึงตัวเองบ้างว่า แท้จริงแล้วเราเข้าใจผู้คนรอบตัวเราหรือยัง

ความหวังที่ยังมีอยู่

อย่างไรก็ตาม หมอบีได้บอกไว้มีความหวังอยู่เสมอหากว่าเขาจะสามารถสู้ผ่านจุดตรงนี้ได้ ด้วยประโยคที่ว่า “ถ้ารอดก็จะออกมาขอโทษทุกท่านที่ทำให้เป็นห่วง และจะบอกว่ารอดแล้วนะ” ดูได้ว่าความรู้สึกผูกพันต่ำผู้ชมและการเป็นห่วงของสาธารณชนนั้น เขามองอย่างสำคัญ

และสำหรับเรานั้น เราควรให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ยิ่งเมื่อใครสักคนมาบอกเรามากขนาดนี้ เราไม่ควรมองข้าม และควรแสดงความ关切 มากกว่าการคิดว่าเรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องตลกหรือเรื่องผีๆ

บทสรุปจาก ‘หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ’

‘หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ’ เผยความในใจอันเป็นเรื่องใหญ่ให้กับคนในสังคมได้รับฟังอย่างอ่อนโยน หลายประโยคของเขาทำให้เราเห็นว่าชีวิตที่ดูเป็นผู้ให้ความบันเทิงหรือความสนุก อาจมีเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ลึกๆ

หากคุณรู้สึกไม่สบายใจหรือเครียดจนสุดจะรับมือ ไม่ควรปล่อยไว้เด็ดขาด การพูดคุยกับผู้คนรอบข้างหรือผู้เชี่ยวชาญสามารถช่วยคุณได้ ไม่ต้องทนอยู่คนเดียว

คลิกเพื่อชมคลิปวิดีโอ

ที่มา – ‘หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ’ เผยความในใจ รับมีแนวโน้มค่อนข้างสูงว่าจะไป ‘ที่ชอบ’

ไทยปิดดีลภาษีทรัมป์ 19% หนุนเศรษฐกิจไทยโตเกินคาดแตะ 1.9%

ไทยปิดดีลภาษีทรัมป์ 19% ดีลสำคัญในการรักษาความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยสามารถบรรลุข้อตกลงด้านภาษีนำเข้าตอบโต้กับสหรัฐฯ ที่อัตรา 19% ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ประกอบการชาวไทยที่ส่งสินค้าไปยังสหรัฐอเมริกา โดยอัตราภาษีที่ได้รับนี้ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ในเบื้องต้นที่อาจสูงถึง 36% ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลกยังอยู่ในระดับมีศักยภาพ

ไทยปิดดีลภาษีทรัมป์ 19% ถือเป็นสัญญาณที่ดีในเชิงเศรษฐกิจ โดยเฉพาะสำหรับภาคธุรกิจที่ต้องพึ่งพิงการส่งออก แม้ว่าภาษีดังกล่าวจะปรับขึ้นเกือบ 10 เท่าจากเดิมที่อยู่ที่ระดับ 2% แต่ก็ถือว่าใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และเวียดนาม ที่ได้อัตราภาษีคล้ายกันระหว่าง 19-20%

ผลตอบรับต่อภาษี 19% มีผลอย่างไรบ้าง

  • ธุรกิจไทยไม่ต้องเผชิญกับภาษีที่สูงเกินไป
  • ไทยยังสามารถแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ได้อย่างระมัดระวัง
  • ช่วยรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจและเพิ่มการคาดการณ์การเติบโตของ GDP

การเติบโตทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.9% ในปี 2568 และ 1.6% ในปี 2569 นั้น เป็นผลจากการเจรจาด้านภาษีครั้งสำคัญ โดยเฉพาะสถานการณ์ในไตรมาสที่ 2 ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นตามคาดการณ์

ไทยปิดดีลภาษีทรัมป์ 19% กระทบผู้ประกอบการอย่างไรบ้าง

แม้จะถือว่าเป็นดีลที่ใกล้เคียงกับผลที่คาดไว้ “กรณีที่ดีที่สุด (Best Case)” ของ TISCO ESU ที่ประเมินไว้ 20% แต่สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย ที่เคยเสียภาษีระดับต่ำเพียง 2% ภาษีใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาเกือบ 10% นั้น ย่อมส่งผลต่อต้นทุนการดำเนินงานและกำไร

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตาคือ ไทยปิดดีลภาษีทรัมป์ 19% พร้อมกับภาษีตอบโต้การส่งผ่านสินค้าจากจีน หรือ Transshipment Rate ที่สหรัฐฯ กำหนดอยู่ที่ 40% ซึ่งจะส่งผลต่อธุรกิจไทยที่มีการค้ากับจีน หากมีการตรวจสอบว่ามีความเสี่ยงในการถูกสวมรอยสินค้า

นโยบายดอกเบี้ยและการเงินในช่วงครึ่งปีหลัง

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังมีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.75% ในการประชุมเดือนสิงหาคมนี้ แต่นักวิเคราะห์ เช่น นายเมธัส รัตนซ้อน จาก TISCO ESU เชื่อว่า อาจมีการปรับลดลงอีกในช่วงปลายปีเพื่อช่วยลดผลกระทบจากค่าภาษีใหม่

การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมไปอยู่ที่ 1.25% อาจเกิดขึ้นในเดือนตุลาคมหรือธันวาคม โดยเฉพาะเมื่อผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่เข้ามารับตำแหน่ง ซึ่งอาจส่งผลดีต่อภาคธุรกิจขนาดกลางและเล็กที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มเติม

ในมุมมองของผู้เขียนแล้ว “ไทยปิดดีลภาษีทรัมป์ 19%” เป็นการปรับตัวได้อย่างชาญฉลาดของรัฐบาล ในขณะที่ผู้ประกอบการยังต้องเตรียมรับผลระยะยาวอย่างมีกลยุทธ์ หากต้องการรักษาการเติบโตให้อยู่ในระดับสูงในปี 2568 และ 2569

ที่มา – ไทยปิดดีลภาษีทรัมป์ 19% หนุนเศรษฐกิจไทยโตเกินคาดแตะ 1.9%

“อุตสาหกรรมทะเลสาบเกลือ” ในมณฑลชิงไห่ แหล่งรายได้มูลค่ามหาศาลของจีน

ทะเลสาบเกลือในชิงไห่กับการเติบโตอันน่าทึ่ง

หากคุณยังนึกไม่ออกว่าเกลือจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลได้อย่างไร จีนแสดงให้เห็นแล้วว่า “อุตสาหกรรมทะเลสาบเกลือ” สามารถเติบโตเป็นแหล่งรายได้และทรัพยากรสำคัญให้กับมณฑลชิงไห่ ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน ที่นี่ แร่ธาตุอย่างโพแทสเซียม แมกนีเซียม และลิเธียมถูกผลิตขึ้นผ่านกระบวนการที่ทันสมัย สร้างเม็ดเงินในมูลค่าระดับล้านล้านหยวนให้กับประเทศ

จากข้อมูลอย่างเป็นทางการ ทะเลสาบเกลือฉาเอ่อร์ฮั่นมีปริมาณเกลือโซเดียมสำรองประมาณ 60,000 ล้านตัน ซึ่งเพียงพอที่จะรองรับประชากรทั่วโลก 6 พันล้านคน เป็นเวลาถึง 1,000 ปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจมาก ทะเลสาบฉาเอ่อร์ฮั่นนอกจากจะมีเกลือแล้ว ยังเป็นแหล่งสะสมแร่โพแทชที่สำคัญที่สุดของจีน รวมไปถึงลิเธียมซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักในยุคสมัยของพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีทันสมัย

เรื่องราวของการค้นพบที่เปลี่ยนประเทศ

เมื่อเกือบ 70 ปีก่อนหน้านี้ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยาของจีนสามารถค้นพบแร่คาร์นัลไลต์ ณ แอ่งไฉต๋ามู่ ซึ่งเป็นแหล่งของแร่โพแทช โดยพวกเขาได้สกัดโพแทสเซียมคลอไรด์ออกมาได้มากกว่า 10 กิโลกรัม จากน้ำเกลือในทะเลสาบ และนี่คือจุดเริ่มต้นของ “อุตสาหกรรมทะเลสาบเกลือ” ที่ปัจจุบันเป็นอันดับ 4 ของโลก

ตลอดเวลา 60 ปี อุตสาหกรรมนี้ได้พัฒนาความเชี่ยวชาญในการผลิตปุ๋ยโพแทชด้วยทั้งหมด 5 รูปแบบ กระบวนการต่าง ๆ ที่ต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพทำให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้น ช่วยเสริมสร้าง ความมั่นคงทางอาหาร ของจีนทั้งประเทศ

  • แหล่งแร่โพแทชอันดับหนึ่งของจีน
  • เป็นส่วนสำคัญในการผลิตปุ๋ยเกษตรกรรม
  • ส่งเสริมการจ้างงานกว่าหมื่นตำแหน่ง

ความสำเร็จที่เหนือความคาดหมาย

แอ่งไฉต๋ามู่ ซึ่งตั้งอยู่รอบทะเลสาบเกลือฉาเอ่อร์ฮั่น นับเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ที่สำคัญอันดับหนึ่งของมณฑลชิงไห่ ด้วยทะเลสาบน้ำเค็มรวมมากถึง 33 แห่ง มณฑลชิงไห่ได้ออกนโยบายเพื่อสนับสนุนการเติบโตของ “อุตสาหกรรมทะเลสาบเกลือ” อย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน บริษัท ชิงไห่ ซอลท์เลค อินดัสทรี จำกัด เป็นผู้ดำเนินการผลิตปุ๋ยโพแทช โดยมีโรงงานทั้งหมด 4 แห่ง ซึ่งผลิตรวมกันแล้วมากถึง 5 ล้านตันต่อปี และยังมีโรงงานผลิตเกลือโซเดียมและผลิตลิเธียมที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงอีกด้วย

เทคโนโลยีกับการพัฒนาอุตสาหกรรม

เทคโนโลยีการผลิตแบบระบบอัตโนมัติได้เข้ามาเป็นพลังสำคัญในการเพิ่มคุณภาพของปุ๋ย โดยสามารถผลิตโพแทสเซียมในระดับความบริสุทธิ์สูงถึง 95% นับเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรม ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งภาคการเกษตรและการพัฒนาเทคโนโลยี

นายนายกัว ฉวนลี่ รองผู้อำนวยการของโรงงานระบุว่า “ที่นี่มีโครงข่ายการพัฒนาอย่างสมบูรณ์ เจาะจงทุกกระบวนการ ไม่เพียงแต่เกลือ แต่ยังรวมถึงแร่ธาตุล้ำค่าอื่น ๆ ที่เรานำมาแปรรูปใช้งาน ทั้งโพแทสเซียมและลิเธียมที่เป็นแหล่งสำคัญสำหรับตลาดโลก”

อนาคตของ “อุตสาหกรรมทะเลสาบเกลือ”

ในสถานการณ์ที่ความต้องการพลังงานสะอาดและทรัพยากรสำหรับการผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ชิงไห่ในฐานะที่มีฐานอุตสาหกรรมทะเลสาบเกลือที่ทรงพลัง จึงมีส่วนสำคัญอย่างมากที่จะนำพาจีนเข้าสู่ยุคใหม่ได้

หากคุณติดตามเทรนด์ด้านเทคโนโลยีและธุรกิจ ต้องจับตา “อุตสาหกรรมทะเลสาบเกลือ” ของชิงไห่กันให้ดี ยิ่งเข้าใจยิ่งรู้ว่าเป็นธุรกิจเชิงยุทธศาสตร์ที่ทั้งโลกต้องการ เราคิดว่าเป็นโอกาสที่จีนจะใช้อุตสาหกรรมนี้ขึ้นครองตำแหน่งผู้นำระดับโลกได้อย่างแท้จริง

ที่มา – อุตสาหกรรมทะเลสาบเกลือ

‘มุก วรนิษฐ์’ เผยถูกช่างภาพคนสนิทยืมเงินหลักแสน สุดช้ำกลายเป็นมิตรที่คิดไม่ซื่อจนได้!

เรื่องราวสุดช็อกที่สร้างความสนใจให้กับชาวโซเชียลอย่างมาก หลังนักร้องและนักแสดงสาวอย่าง ‘มุก-วรนิษฐ์ ถาวรวงศ์’ ออกมาเผยประสบการณ์สุดเจ็บปวดจากความใจดี เมื่อช่างภาพคนสนิทที่เธอไว้ใจ มาขอ ยืมเงินหลักแสน และหายเงียบไปเฉย ๆ กลายเป็นมิตรที่ไม่ซื่อสัตย์จนได้ ซึ่งเรื่องราวนี้มุกได้เปิดใจผ่านงาน ‘กรุงทองพลัสไซซ์ ไทยแลนด์ ดีไซเนอร์ อวอร์ด 2025’ ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา

มุกกล่าวว่า “ช่วงแรกที่เรารู้จักกันเขามาในฐานะช่างภาพที่ทำงานร่วมกันได้ดี ถ่ายภาพให้เรามาหลายครั้ง กระทั่งกลายเป็นคนใกล้ชิด เราเรียกเขาว่าพี่ เรารู้สึกไว้วางใจ เขาจึงเริ่มมาขอ ยืมเงินหลักแสน คุณอาจจะคิดว่า หนูใจดีเกินไป หรืออาจไว้ใจใครผิด แต่ก็เหมือนเป็นบทเรียนสำคัญในชีวิตว่าอย่าใจดีเกินไปกับทุกคน

‘มุก วรนิษฐ์’ เผยถูกช่างภาพคนสนิทยืมเงินหลักแสน

ก่อนหน้านี้มุกยอมรับว่า ให้เขายืมตามที่ขอเรื่อย ๆ เพราะคิดว่าก็เป็นมิตรแท้ แต่กลายเป็นว่าเขายืมไปจากหลายคนด้วยกัน โดยที่เราไม่รู้เลย พอเขาเริ่มหนี ไม่ตอบกลับ ก็เลยตัดสินใจโพสต์หา ให้คนช่วยกันตามตัว แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดส่วนตัวมาก เพื่อให้โอกาสเขาโผล่มาคุยด้วยตัวเอง

“เขากลับมาเริ่มทยอยคืนมาเดือนละพัน ตอนแรกเราดีใจนะที่คืน แต่เมื่อขาดการติดต่อไปอีกครั้ง มันก็เลยทำให้เรารู้สึกว่าบอกให้เขาคืนเท่าที่ได้แล้วกัน แต่คราวนี้เราจะให้ผ่อนทางคดีดีกว่า” มุกกล่าวเพิ่มเติม

มุกไม่มองหน้าข้าศึก แต่ย้ำว่าต้องได้เงินคืน

แม้ว่าช่วงหนึ่งมุกตั้งใจว่าจะไม่แจ้งความแล้ว แต่เพราะช่างภาพคนนี้ยังไปหลอกผู้อื่นอีกหลายราย และหนึ่งในนั้นเป็นพี่ ๆ คนรู้จักของมุกเอง ก็ decided ให้รวมตัวผู้เสียหายกันทั้งหมด 10 ราย!

บทเรียนสำคัญสำหรับทุกคน

  • อย่าไว้ใจใครง่าย ๆ แม้จะเป็นมิตรสนิท
  • ควรพิจารณาความพร้อมของตนเองก่อนให้ใครยืมเงิน
  • หัดถามรายละเอียดการใช้เงินของผู้ยืม
  • ควรกำชับเวลาการคืนให้ชัดเจน

ในท้ายที่สุด มุกได้วางคำขาดกับช่างภาพคนนี้ไว้ชัดเจนว่า หากยังไม่มาคืนเงินตามที่เคยให้โอกาส ต้องมีการดำเนินคดีตามกฎหมายแน่นอน เรื่องเหล่านี้ถือเป็นเครื่องเตือนใจสำหรับผู้ฟังว่าความใจดีอาจก่อให้เกิดความเสียหายระดับใหญ่ได้

จริง ๆ แล้ว มุกคือหนึ่งในคนบันเทิงที่ออกมาเตือนใจให้เราได้เข็ดหลาบ และหากใครเคยประสบเหตุการณ์เช่นนี้ แนะนำให้รีบติดต่อผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย เพื่อไม่ให้ต้องเสียทั้งคนใกล้ตัวและแบงค์เรียลลี่ มีเพื่อนดีก็คือคนที่เราไม่ต้องกลัวว่าจะหายไปพร้อมเงินของเรา

มุก วรนิษฐ์ ในงานอีเวนต์

มุก วรนิษฐ์ ถ่ายรูปเบื้องหลัง

ตอนนี้มุกกลับมาโฟกัสที่งานของตัวเอง บอกว่า “แม้จะเสียเงินไปเท่านั้น แต่หนูจะใช้มันต่อยอดเป็นพลังในการเติบโตใหม่” และสำหรับคนทั่วไป เรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งบทเรียนว่า ‘ความใกล้ชิดไม่การันตีความซื่อสัตย์’

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เคย ถูกช่างภาพคนสนิทยืมเงินหลักแสน แล้วต้องกุมขมับ เรื่องแบบนี้ไม่ควรเป็นเรื่องของคน ๆ เดียว การออกมาพูดความจริงของ มุก วรนิษฐ์ อาจช่วยให้คนอื่น ๆ กล้าที่จะฟ้องออกมา แทนที่จะยอมเก็บความเจ็บเอาไว้เงียบ ๆ

บทสรุปจากมุก วรนิษฐ์: ความใจดียังสำคัญ แต่ต้องเลือกให้

‘มุก วรนิษฐ์’ บอกว่า “หนูเจ็บแล้วจำเลยค่ะ” แต่ไม่ยอมทำลายความเป็นมิตรง่าย ๆ โดยเฉพาะกับมิตรดี ๆ ที่คู่ควรกับความเมตตา สำหรับเธอเรื่องการให้ยืมเงินกลายเป็นสิ่งที่ต้องคิดหนักทุกครั้ง แล้วคุณล่ะ เคยประสบเหตุแบบมุกหรือเปล่า? มาแบ่งปันประสบการณ์ในความคิดเห็นด้านล่างได้เลย!

ที่มา – ‘มุก วรนิษฐ์’ เผยถูกช่างภาพคนสนิทยืมเงินหลักแสน สุดช้ำกลายเป็นมิตรที่คิดไม่ซื่อจนได้!

กองทัพบกไล่ไทม์ไลน์ ฟ้องคณะทูตกัมพูชา ปมเปิดฉากยิงก่อน สร้างความตึงเครียดชายแดน

กองทัพบกไล่ไทม์ไลน์ ฟ้องคณะทูตกัมพูชา

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ที่มณฑลทหารบกที่ 22 ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ กองทัพบกไทย ได้ออกมาชี้แจงความคืบหน้าจากเหตุการณ์ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา โดยอ้างอิงหลักฐานไทม์ไลน์ที่ระบุว่า กัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดฉากก่อน พร้อมทั้งใช้อาวุธโจมตีเข้ามาในพื้นที่พลเรือนของไทยอย่างต่อเนื่อง

ไทม์ไลน์เหตุการณ์สำคัญ

ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดน ได้รับการวิเคราะห์จากกองทัพบกว่า เริ่มตั้งแต่การกระทำยั่วยุจากกัมพูชา โดยเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ เกิดเหตุการณ์นำนักท่องเที่ยวขึ้นปราสาทตาเมือนธมเพื่อร้องเพลงลักษณะปลุกระดม การแสดงลักษณะดังกล่าวเป็นการละเมิดจิตวิญญาณความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ซึ่งไทยยึดมั่นตามกฎหมายสากลตลอดเวลา

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ ทหารกัมพูชารื้อทำลายศาลาตรีมุข ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ความร่วมมือร่วมกับไทยและลาว โดยระหว่างเดือนมีนาคมถึงเมษายน กำลังฝ่ายกัมพูชาได้ปรับปรุงภูมิประเทศบริเวณแนวชายแดน และขุดขยายคูเลตเข้ามาในเขตแดนของไทยอย่างชัดเจน

การยุทธ์ของกัมพูชาที่ฝ่ายไทยชี้แจง

ในเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม 68 กัมพูชายังคงก่อการรุกรานโดยเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์เข้ามาประจำการใกล้ชายแดนไทยมากขึ้น จากการยืนยันของนักวิจัยออสเตรเลียที่ได้วิเคราะห์ภาพดาวเทียมในพื้นที่ วันที่ 28 พฤษภาคม กัมพูชาได้ทำการเปิดฉากยิงในพื้นที่ช่องบก ด้านไทยได้ตอบโต้เพื่อการป้องกันตนเอง ภายใต้กรอบแนวทางการเจรจาแบบสองฝ่าย

ความเสียหายที่ส่งผลถึงพลเรือน

ต่อมาในเดือนกรกฎาคม พบว่าทหารกัมพูชายังมีการลอบวางทุ่นระเบิด PMN-2 ในหลายจุด จนทหารไทยบาดเจ็บสาหัส 2 นาย ขาดขาทั้งสองข้าง และอีกหลายรายที่ได้รับผลกระทบ การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายละเมิดหลักมนุษยธรรมและข้อกำหนดของอนุสัญญาออตตาวาอย่างร้ายแรง

แม้ว่าจะมีความร่วมมือกับนานาชาติในการกำจัดทุ่นระเบิดในหลายพื้นที่ก่อนหน้านี้ แต่กัมพูชายังคงจงใจทำลายความไว้วางใจโดยมุ่งโจมตีกลุ่มคนไทย ทั้งนักท่องเที่ยว พลเรือน และทหารในชายแดน และที่ร้ายไปกว่านั้น ยังเผยแพร่ภาพที่ไม่เกี่ยวข้องกัน รวมถึงภาพการใช้อาวุธเคมีที่ไม่เป็นความจริง

กัมพูชา ทำสงครามข้อมูลเพื่อปลุกกระแส

กัมพูชาได้กระทำการละเมิดหยุดยิงหลายครั้ง โดยหลังวันที่ 30 กรกฎาคม เวลา 05:10 ยังมีการสังเกตเห็นกองกำลังยิงอีกครั้ง พร้อมกับการใช้โดรนบินสำรวจเหนือพื้นที่ของไทย ทำให้ไทยยืนยันว่า การยิงสนับสนุนจากปืนใหญ่และ BM-21 ของกัมพูชาที่โจมตีเข้าเป้าหมายในเขตแดนไทยนั้น ไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมายมนุษยธรรมสากล

ไทยได้ใช้เครื่องบิน F-16 และอาวุธสมัยใหม่เป็นการป้องกันชายแดนที่สอดคล้องกับสัดส่วนที่เหมาะสม ตรงบริเวณแนวรบเท่านั้น ไม่ใช่การทำลายล้างลึกเข้ามาในพื้นที่พลเรือนอย่างที่กัมพูชาชี้แจง โดยมีหลักฐานชัดเจนที่ว่า กัมพูชาพยายามใช้ชุมชนเป็นโล่มนุษย์เพื่อดิ้นรนในทางยุทธศาสตร์ ขณะเดียวกันยังเผยแพร่ภาพเก่า หรือภาพต่างประเทศ เช่น ภาพระเบิดเคมีในรัฐแคลิฟอร์เนีย ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสื่อต่างประเทศ

ความจริงที่ควรรับฟัง

ในประเด็นของระเบิด MK-84 ที่ทางกัมพูชาอ้างว่าเป็นของไทยที่ตกในพื้นที่ของตน แต่จากการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ พบว่าเป็นระเบิดเก่าจากสงครามเวียดนาม ซึ่งยืนยันได้ว่าไม่เกี่ยวข้องกับการใช้งานของกองทัพไทยอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นจึงถือเป็นการบิดเบือนที่ร้ายแรงจากกัมพูชา

การประชุมเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ที่กัมพูชาได้เชิญคณะทหารช่วยทูตจากหลายประเทศไปเยือนพื้นที่ซึ่งควรจะอยู่ห่างจากชายแดน 30 กม. แต่กลับเคลื่อนขบวนไปยังช่องอานม้าในพื้นที่ยังไม่ปลอดภัย ถือเป็นพฤติกรรมที่อาจส่งผลต่อความเข้าใจในระดับนานาชาติ

กองทัพบกย้ำว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่เคยเป็นไปด้วยดี กำลังถูกกัมพูชาทำลายผ่านการกระทำอันไม่เป็นธรรม หากต้องการให้สถานการณ์คลี่คลาย ไทยขอให้กลับมาร่วมมือกับนานาชาติ ใช้การเจรจาอย่างตรงไปตรงมา เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียเพิ่มเติม

ในฐานะประเทศที่เคารพข้อตกลงกฎหมายระหว่างประเทศ และสันติวิธี กองทัพไทยยืนยันว่าการกระทำของไทยในทุกกรณีล้วนแล้วแต่เป็นการป้องกันตัว อยู่ภายใต้กรอบสากล และไม่มุ่งทำลายล้างประชาชนของกัมพูชา

ด้วยความเป็นห่วงถึงชีวิตและทรัพย์สินของพลเมืองทั้งสองฝ่าย รวมถึงการรักษาความเป็นกลางในระดับนานาชาติ ขอเชิญอ่านบทความต้นฉบับได้จาก ที่มา – ‘กองทัพบก’ไล่ไทม์ไลน์ฟ้อง ‘คณะทูตฯ’เขมร’ เปิดฉากยิงก่อน จุดไฟชายแดน เพื่อศึกษาหลักฐานทางยุทธศาสตร์และข้อกฎหมายระหว่างประเทศที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

รวมพลังแผ่นดิน: แถลงการณ์ชุมนุมใหญ่ 2 สิงหาคม ยืนยันไม่ใช่เรียกร้องรัฐประหาร

รวมพลังแผ่นดินเตรียมจัดชุมนุมใหญ่ 2 ส.ค.

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ที่ผ่านมา กลุ่มคณะ รวมพลังแผ่นดิน ได้จัดแถลงข่าว ณ โรงแรมรัตนโกสินทร์ กรุงเทพฯ เพื่อประชาสัมพันธ์การชุมนุมใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 2 สิงหาคม 2568 ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยการชุมนุมนี้ยังคงยึดแนวทางสันติวิธี ปราศจากอาวุธ มีเป้าหมายหลักที่ชัดเจน และเป็นการแสดงพลังของประชาชนอย่างแท้จริง

เป้าหมายหลักของการชุมนุม

นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำของกลุ่ม ระบุว่า การชุมนุมในวันพรุ่งนี้ (2 ส.ค.) จะดำเนินไปตั้งแต่เวลา 10.00 น. ถึง 21.00 น. โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงเป้าหมายสำคัญ 3 ข้อ อย่างแน่นอน ได้แก่

  • ให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ลาออกทันที โดยไม่ต้องรอคำตัดสินจากศาลรัฐธรรมนูญ

  • พรรคร่วมรัฐบาลถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลด่วน

  • แสดงพลังและจุดยืนของพี่น้องประชาชนในการปกป้องอธิปไตย และเชิดชูพระเกียรติของทหารและผู้ปฏิบัติงานแนวหน้า

ภายในงานจะมีการรับบริจาคสิ่งของจำเป็น ทั้งข้าวสารอาหารแห้ง รวมถึง ตาข่ายป้องกันระเบิดวิถีโค้ง ซึ่งเป็นของสำคัญและต้องการอย่างเร่งด่วน โดยหลังจบกิจกรรม จะมีการส่งมอบสิ่งของบริจาคให้กับทีมงานแนวหน้าทันที

เน้นย้ำชัดเจน ไม่อยู่ในแนวทางรัฐประหาร

แกนนำกลุ่มย้ำว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการเรียกร้องให้เกิดการรัฐประหาร แต่เป็นการรวมพลังของคนทั่วไปในการเรียกร้องตามหลักการทางประชาธิปไตยเพื่อความสงบสุขของประเทศ และเพื่อให้รัฐบาลปัจจุบันแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ความเสียหายตามชายแดน

ด้าน นายแก้วสรร อติโพธิ อดีต ส.ว. ให้ความเห็นว่า การชุมนุมครั้งนี้มาจากความไม่พอใจที่รัฐบาลปล่อยให้ประเทศที่สามเข้ามาแทรกแซง ซึ่งเหตุการณ์ล่าสุดเช่นการเจรจาเมื่อวันที่ 28 ก.ค. ทำให้เชื่อว่ากัมพูชาและประเทศมหาอำนาจกำลังร่วมมือกันเพื่อเล่นงานไทย ในขณะที่กองทัพยังอยู่ในสภาวะที่เสียเปรียบ

นายจตุพร พรหมพันธุ์ กล่าวเสริมว่า รัฐบาลปัจจุบันกำลังทำให้ประเทศเสียดินแดนปราสาทตาควาย ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของไทย มาจากการตัดสินที่ผิดพลาดและการยอมรับข้อตกลงโดยปราศจากเงื่อนไขที่ชัดเจน

รวมพลังแผ่นดิน เพื่อชาติไทยและประชาธิปไตยที่ยั่งยืน

การเคลื่อนไหวของ รวมพลังแผ่นดิน ถือเป็นการแสดงออกอย่างเข้มแข็งของพลเมืองในนามความรักชาติ โดยเน้นว่าไม่มีความเกี่ยวพันใด ๆ กับการล้มล้างอำนาจในรูปแบบทหาร แต่เป็นความพยายามในการเปลี่ยนแปลงผ่านเสียงของประชาชน โดยเฉพาะการยืนหยัดในการเรียกร้องให้นายกฯ ลาออกเพื่อให้เกิดทางออกที่ยั่งยืน

ทั้งนี้ การชุมนุมนี้ยังเป็นการสร้างความสามัคคีของคนไทยในทุกพื้นที่ เป็นการส่งพลังใจไปถึงทหาร ตำรวจ แพทย์ และทีมงานแนวหน้า ที่เสียสละเพื่อปกป้องแผ่นดิน โดยไม่สร้างความวุ่นวายหรือแทรกแซงการปฏิบัติงานใด ๆ

การเรียกร้องของ รวมพลังแผ่นดิน ในครั้งนี้ สะท้อนความเปลี่ยนแปลงในกระแสสังคมที่ผู้คนไม่เพียงแต่สนใจเรื่องบันเทิงหรือเทคโนโลยี แต่ยังตั้งคำถามถึงหน้าที่ของผู้ปกครองและความมั่นคงของชาติในยุคปัจจุบันอย่างเข้มข้น

หากคุณมีข้อเสนอแนะหรือความคิดเห็น เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อแลกเปลี่ยนได้ที่เวทีออนไลน์ และติดตามความคืบหน้าการชุมนุมวันนี้ได้ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

ที่มา – “รวมพลังแผ่นดิน” แถลงชุมนุมใหญ่ 2 ส.ค. ที่อนุสาวรีย์ชัยฯ ย้ำ! ไม่ใช่เรียกร้องรัฐประหาร

ออกกำลังกายครั้งเดียวก็สู้มะเร็งได้?

หลายคนอาจจะสงสัยว่าการออกกำลังกายเพียงครั้งเดียว จะสามารถช่วยป้องกันหรือสู้กับโรคมะเร็งได้จริงหรือไม่ ล่าสุด งานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Edith Cowan ประเทศออสเตรเลีย ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจซึ่งบอกว่า การออกกำลังกายเพียงครั้งเดียว สามารถช่วยกระตุ้นกระบวนการที่มีศักยภาพในการต้านมะเร็งในร่างกายได้จริง โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่เคยรับการรักษาจากมะเร็งเต้านม

โดยการศึกษานี้มีนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอย่าง ฟรานเชสโก เบตตาริกา (Francesco Bettariga) ซึ่งเป็นนักศึกษาปริญญาเอก ได้ทำการทดลองกับผู้รอดชีวิตจากมะเร็งเต้านม โดยให้พวกเขามีส่วนร่วมในการออกกำลังกายเพียงครั้งเดียว ไม่ว่าจะเป็นการฝึกความต้านทานหรือการฝึกแบบ HIIT (High-Intensity Interval Training) ก็พบว่าส่งผลให้ร่างกายหลั่งโปรตีนที่เรียกว่า “ไมโอไคน์แฟกเตอร์” (Myokine Factor) ออกมา ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดการเติบโตของเซลล์มะเร็งลงได้มากถึง 20-30% ภายในระยะเวลาอันสั้น

ออกกำลังกายครั้งเดียวก็สู้มะเร็งได้จริงหรือ?

ฟรานเชสโก เบตตาริกา ได้กล่าวยืนยันถึงความสำคัญของการออกกำลังกาย โดยเฉพาะการผลิต ไมโอไคน์ ซึ่งเกิดขึ้นในกล้ามเนื้อภายหลังจากการเคลื่อนไหวร่างกายแม้เพียงครั้งเดียว แม้ว่าผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากมะเร็งบางรายจะมีสุขภาพที่ถดถอยจากการรักษา แต่การออกกำลังกายก็ยังมีผลให้ร่างกายผลิตสารต้านมะเร็งได้อย่างมีนัยสำคัญ

ระดับไมโอไคน์ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

จากการศึกษา พบว่าระดับของไมโอไคน์ยังคงเพิ่มสูงขึ้นทั้งในทันทีหลังจากการออกกำลังกาย และแม้แต่ 30 นาทีก็ยังมีผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งเป็นผลการศึกษาที่ส่งเสริมให้การออกกำลังกายสามารถใช้ควบคู่ไปกับการรักษาทางการแพทย์แบบดั้งเดิมเพื่อเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัวในระยะยาว

  • ออกกำลังกายเพียงครั้งเดียว ช่วยกระตุ้นการผลิตไมโอไคน์
  • ไมโอไคน์มีฤทธิ์ยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็ง
  • ออกกำลังกายช่วยลดอัตราการอักเสบในร่างกาย
  • ช่วยเพิ่มและรักษามวลกล้ามเนื้อที่สำคัญกับระบบภูมิคุ้มกัน

แม้ว่าการออกกำลังกายเพียงครั้งเดียวจะให้ประโยชน์ในเรื่องต้านมะเร็ง แต่ผลที่ยั่งยืนและเห็นได้จริงส่วนใหญ่เกิดจากความสม่ำเสมอในการออกกำลังกาย ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องช่วยลดไขมันในร่างกาย เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ และลดการอักเสบที่เป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมการเติบโตของเนื้องอก นอกจากนี้ ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งซ้ำ ตลอดจนลดอัตราการเสียชีวิตอีกด้วย

สิ่งสำคัญที่ผู้คนมักเข้าใจคลาดเคลื่อนคือ การลดน้ำหนักเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแทนการออกกำลังกายได้ การออกกำลังกายเพื่อสร้างและรักษามวลกล้ามเนื้อนั้นจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะกล้ามเนื้อเป็นแหล่งผลิตสารต้านมะเร็ง เช่น ไมโอไคน์แฟกเตอร์ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งถ้าหากเราแค่ลดน้ำหนักด้วยวิธีการอดอาหารหรือควบคุมแคลอรี่ อาจได้ผลชั่วคราว แต่ไม่สามารถเสริมภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงเหมือนการออกกำลังกาย

ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพในระยะยาว

งานวิจัยด้านสุขภาพล่าสุดยังชี้ให้เห็นว่า ไม่ว่าคุณจะอยู่ในวัยไหน หรืออยู่ในช่วงฟื้นฟูสุขภาพจากการรักษามะเร็ง การออกกำลังกายคือหนึ่งในเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการเพิ่มคุณภาพชีวิต ออกกำลังกายครั้งเดียวก็สู้มะเร็ง ได้ และถ้าออกบ่อยและต่อเนื่อง ยิ่งเพิ่มโอกาสให้ร่างกายมีประสิทธิภาพในการต่อสู้โรคภัยทั้งระยะก่อนและหลังการเกิดมะเร็ง

ดังนั้นแล้ว การออกกำลังกายจึงไม่เพียงแต่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง แต่ยังเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพ และอาจเป็นอาวุธลับในการต่อสู้กับมะเร็งได้อย่างน่าประหลาดใจ

ไม่ว่าคุณจะมีปัญหาสุขภาพหรือแค่ต้องการดูแลตัวเองให้แข็งแรง การออกกำลังกายแบบหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นคาร์ดิโอ เวทเทรนนิ่ง หรือโยคะ ก็สามารถช่วยให้คุณเริ่มต้นใหม่ได้ เริ่มวันนี้ด้วยพฤติกรรมเล็ก ๆ แต่ส่งผลยิ่งใหญ่ให้ชีวิตในอนาคต โดยไม่ต้องรอให้ถึงวันที่พบเจอกับมะเร็ง

ที่มา: scitechdaily, ภาพ gemini

ที่มา – ออกกำลังกายครั้งเดียวก็สู้มะเร็งได้?

ประกาศขออภัยอย่างเป็นทางการจากนายพิเชษฐ์ เอื้อการุญชัยกุล

ประกาศขออภัยและชี้แจงข้อเท็จจริง

จากกรณีที่เป็นข่าวครึกโครมในวงการบันเทิงและสาย Tech เมื่อไม่นานมานี้ ที่เกี่ยวข้องกับ ประกาศขออภัย อย่างเป็นทางการ โดยคุณพิเชษฐ์ เอื้อการุญชัยกุล ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ที่ดำเนินคดีกับนายธนกร พงษ์ผจญ ภายหลังจากที่ข้อมูลบางส่วนเกิดความคลาดเคลื่อน จนนำไปสู่การตีความผิดพลาด และความเข้าใจผิดตามมา

ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2565 คุณพิเชษฐ์ได้ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาในทางอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ855/2565 และหมายเลขแดงที่ อ178/2566 ซึ่งทางศาลจังหวัดสมุทรปราการเป็นผู้รับผิดชอบ อย่างไรก็ตาม ต่อมาคุณพิเชษฐ์ได้รับทราบข้อมูลบางอย่างที่ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง จึงได้ออกมาชี้แจงและอธิบายผ่าน ‘ประกาศขออภัย’ อย่างเป็นทางการ

เหตุผลที่ต้องขออภัย

การตัดสินใจของนายพิเชษฐ์ในการขออภัยนั้น เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและต่อผู้เกี่ยวข้อง โดยระบุว่ามีข้อมูลบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง จนทำให้เกิดความเข้าใจผิด โดยการประกาศขออภัยในครั้งนี้แสดงถึงความสุจริตและความตั้งใจในการปรับปรุงความสัมพันธ์ที่อาจเสียหายไปแล้ว

บทบาทของข่าวลือในยุคดิจิทัล

ประกาศขออภัย นี้กลายเป็นจุดสนใจของคอข่าว โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ติดตามวงการบันเทิงและเทคโนโลยี ซึ่งในยุคที่ข่าวสารสามารถเผยแพร่ได้อย่างรวดเร็ว การตรวจสอบข้อเท็จจริงจึงเป็นสิ่งสำคัญก่อนที่จะตัดสินใจกด share หรือคอมเมนต์ตามอารมณ์ชั่ววูบ

เหตุใดการขออภัยยังคงมีความหมาย

การออกมาประกาศขออภัยยังคงมีพลังช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นของสาธารณะ ไม่ว่าคนนั้นจะมีชื่อเสียง หรือเป็นบุคคลทั่วไป เมื่อรู้ว่าตัวเองทำเข้าใจผิด การแก้ไขด้วยการขออภัยอย่างสุจริตใจจะช่วยลดบทบาทของความขัดแย้ง และเปิดพื้นที่ให้สังคมได้ให้อภัยมากยิ่งขึ้น

เคล็ดลับก่อนเชื่อถือข้อมูลบนโลกออนไลน์:

  • ตรวจสอบแหล่งที่มาของข่าวเสมอ
  • เปรียบเทียบหลายแหล่งก่อนสรุปความเข้าใจ
  • ตั้งคำถามกับทุกคำพูดที่เกี่ยวข้องกับประเด็นสาธารณะ

การมีอยู่ของ ประกาศขออภัย อย่างเปิดเผยในยุคนี้จึงสะท้อนถึงจริยธรรมในการสื่อสาร ที่ไม่ว่าจะในวงการบันเทิงหรือสายธุรกิจเทคโนโลยี ก็ไม่ควรมองข้าม

ฮุนเซนโพสต์ภาพงีบหลับคาเก้าอี้ หลังลุ้นข้อตกลงภาษีสหรัฐจาก 49% เหลือ 19%

เรื่องราวที่กำลังเป็นไวรัลในโซเชียลมีเดียอย่างมากในตอนนี้คือการที่นายฮุนเซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ออกมาโพสต์ภาพน่าประหลาดใจบนเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของตนเอง ซึ่งเผยให้เห็นว่าเขาหลับอยู่บนเก้าอี้ระหว่างทำงาน ทั้งที่ควรรักษาภาพลักษณ์ผู้นำระดับประเทศ

ฮุนเซนโพสต์ภาพงีบหลับคาเก้าอี้ เป็นที่วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ได้มีการรายงานผ่านสื่อหลายสำนักว่านายฮุนเซนได้โพสต์เฟซบุ๊กเพจ Samdech Hun Sen of Cambodia โดยมีภาพขณะที่เขาหลับอยู่บนเก้าอี้อย่างไม่ได้ตั้งใจ พร้อมระบุว่าหลังจากประชุมกับกลุ่มผู้นำและผู้บัญชาการทหาร ก็เฝ้าติดตามรายการสดอย่าง Mr. Sam Vatana in USA ซึ่งพูดถึงประเด็นการลดภาษีของสหรัฐอเมริกาสำหรับกัมพูชา ที่เคยอยู่ที่ 49% แต่ได้ลดลงเหลือเพียง 19% เท่านั้น งานนี้นายฮุนเซนก็ถึงกับง่วงจนผล็อยหลับคาเก้าอี้ไปเลย

การลดภาษีส่งผลอย่างไรบ้าง?

เรื่องของภาษีถือเป็นประเด็นสำคัญมากสำหรับประเทศ โดยเฉพาะการเจรจาข้อตกลงระหว่างประเทศใหญ่ อย่างข้อตกลงของนายฮุนเซนกับทางสหรัฐฯ ที่สามารถลดภาษีจาก 49% เหลือเพียง 19% นับเป็นความสำเร็จในระดับหนึ่ง ช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศมีลมหายใจมากขึ้น โดยเฉพาะกับผู้ประกอบการท้องถิ่นที่ต้องพึ่งพาการส่งออก

ชาวเน็ตทั้งเขมรและไทยวิพากษ์วิจารณ์แตกต่างกันอย่างไร?

หลังจากโพสต์นี้เผยแพร่ออกมา ทำให้มีชาวเน็ตกัมพูชาเข้ามาตอบโต้อย่างคึกคัก โดยกว่า 2 แสนคนกดไลค์และเข้ามาคอมเมนต์สนับสนุนในเชิงให้กำลังใจ เช่น “ขอให้ท่านสบายใจและทำงานต่อไป” ส่วนชาวเน็ตไทยก็ไม่น้อยหน้า แต่กลับเขียนในมุมเสียดสี เช่น “อยากให้พักผ่อนให้ยาวเลย”, “ไม่ต้องกลับมาก็ได้” และยังมีการตั้งคำถามถึงการส่งทหารล้ำเส้นชายแดนไทยอีกด้วย

ฮุนเซนโพสต์ภาพงีบหลับคาเก้าอี้ สะท้อนถึงความเครียดและการต่อสู้ทางการเมือง

หากมองลึกเข้าไปกว่าข่าวการงีบหลับทั่วไป ข้อความประกอบในโพสต์นี้ยังมีการเชื่อมโยงกับสถานการณ์ทหารที่ชายแดนไทย ที่มีทหารกัมพูชาสองคนบาดเจ็บจากการยิงกัน และหลังการหยุดยิง 8 ชั่วโมงก็ได้มีการส่งตัวกลับ ทั้งนี้ในโพสต์ ฮุนเซนได้ขอให้ทหารทั้งสองรักษาตัวให้หายโดยเร็วที่สุด

การที่ฮุนเซนตัดสินใจแชร์ภาพและเรื่องราวส่วนตัวแบบนี้อาจเป็นความพยายามในการสร้างภาพลักษณ์ที่เป็นมิตรและมีมนุษย์ธรรมต่อสาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเผชิญกับการตัดสินใจที่ยากลำบากทางการเมืองและความกดดันระหว่างประเทศ

  • โพสต์แสดงความใกล้ชิดกับประชาชน
  • สะท้อนให้เห็นถึงความเครียดจากการเจรจา
  • ช่วยเพิ่มความสนใจทางการเมืองระหว่างประเทศ

ไม่ว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดในสถานการณ์ใดก็ตาม การโพสต์ภาพของ ฮุนเซน ถือเป็นการเปิดเผยชีวิตส่วนตัวของผู้นำที่มักจะถูกจับตามองอยู่ตลอดเวลา และด้วยความเป็นธรรมชาติและการกระทำที่แสดงออกอย่างจริงใจ ถือว่าสร้างการมีส่วนร่วมในโลกโซเชียลได้เป็นอย่างดี

ที่มา – ‘ฮุนเซน’ โพสต์ภาพงีบหลับคาเก้าอี้ หลังลุ้นข้อตกลงภาษีสหรัฐจาก 49% เหลือ 19%

‘เฉลิมชัย’ ไฟเขียวเจ้าหน้าที่กรม‘ธรณี-น้ำ-บาดาล’ร่วมเป็นพนักงานตามกฎหมายป่าไม้ 3 ฉบับ

‘เฉลิมชัย’ ไฟเขียวเจ้าหน้าที่กรม‘ธรณี-น้ำ-บาดาล’ร่วมเป็นพนักงานฯตามกฎหมายป่าไม้ 3 ฉบับ

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2567 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกมาประกาศแต่งตั้งเจ้าหน้าที่จาก 3 กรมหลัก ได้แก่ กรมทรัพยากรธรณี กรมทรัพยากรน้ำ และกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายป่าไม้ 3 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 และ พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507

ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ

การปรับโครงสร้างครั้งนี้เป็นไปเพื่อให้แต่ละหน่วยสามารถปฏิบัติงานในพื้นที่ป่า อนุรักษ์ และเขตพิทักษ์สัตว์ป่าต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่ต้องรอการอนุญาตจากกรมอุทยานแห่งชาติ์หรือกรมป่าไม้ เป็นกระบวนการปลดล็อคการทำงานให้สอดคล้องกับบทบาทของแต่ละกรม

  • กรมทรัพยากรธรณี: สามารถจัดการและดำเนินการด้านธรณีวิทยาและธรณีพิบัติภัยได้โดยตรง
  • กรมทรัพยากรน้ำ: มีบทบาทเพิ่มขึ้นในการบริหารจัดการน้ำและแก้ไขปัญหาที่เกิดจากทรัพยากรน้ำ
  • กรมทรัพยากรน้ำบาดาล: จะสามารถทำงานตรงตามความต้องการของประชาชนในเรื่องน้ำบาดาลได้สะดวกขึ้น

การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนในพื้นที่ป่าทั้งป่าสงวนและป่าอนุรักษ์ ให้สามารถเข้าถึงทรัพยากรพื้นฐาน และมีโอกาสในการพัฒนาอาชีพ สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับครอบครัว ตามนโยบายรัฐบาลอย่างแท้จริง

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

หลังจากที่ประกาศฉบับนี้ผ่านการประกาศในราชกิจจานุเบกษา จะส่งผลให้การทำงานในพื้นที่มีความคล่องตัวมากขึ้น การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติภายในพื้นที่ป่าสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วง่ายดาย เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบาย ทั้งด้านธรณีศาสตร์ การบริหารจัดการน้ำ และการอนุรักษ์ป่าไม้

นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อรองรับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติแบบองค์รวมและยั่งยืน เป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยให้ชุมชนอยู่ในพื้นที่ป่ามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยยังคงสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการพัฒนาอย่างเหมาะสม

หากคุณติดตามนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาชุมชน การเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลต่อวงการรัฐไทยในระยะยาว ถือเป็นการกระจายอำนาจและเพิ่มประสิทธิภาพให้การทำงานในภาพรวมของกระทรวงฯ สอดคล้องและทันต่อสถานการณ์มากยิ่งขึ้น

ที่มา – ‘เฉลิมชัย’ไฟเขียวเจ้าหน้าที่กรม‘ธรณี-น้ำ-บาดาล’ร่วมเป็นพนักงานฯตามกฎหมายป่าไม้ 3 ฉบับ