ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

เทศบาลนครหัวหินคว้ารางวัลทีมผู้ก่อการดีระดับประเทศ ร่วมรณรงค์ป้องกันการจมน้ำ

เทศบาลนครหัวหิน ผงาดคว้ารางวัล MERIT MAKER ระดับประเทศ

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ที่ผ่านมา คุณนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีนครหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้เผยถึงความภาคภูมิใจของเทศบาลฯ หลังได้เข้าร่วมงานสัมมนาในโอกาส “วันรณรงค์ป้องกันการจมน้ำโลก” ซึ่งจัดขึ้นที่โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2567 ก่อนหน้านี้ โดยมีหัวข้อหลักภายใต้แนวคิดจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ว่า เรื่องราวของคุณสามารถช่วยชีวิตใครสักคน…การป้องกันการจมน้ำผ่านการแบ่งปันประสบการณ์

งานนี้มีการรวมเหล่าทีมผู้ก่อการดีจากทั่วประเทศกว่า 600 คน เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และรับชมผลงานที่โดดเด่นในการป้องกันการจมน้ำ รวมไปถึงประกาศมอบรางวัล ทีมผู้ก่อการดี ให้แก่หน่วยงานที่มีความทุ่มเทอย่างแท้จริง โดยปีนี้ เทศบาลนครหัวหินสามารถคว้ามาได้ถึงสองรางวัล คือ รางวัลชนะเลิศระดับทอง ในปี 2567 และรางวัลชนะเลิศระดับเพชร ในปี 2568

การมีส่วนร่วมของชุมชนกับการป้องกันการจมน้ำอย่างยั่งยืน

จากแนวทางการดำเนินงานของ เทศบาลนครหัวหิน การป้องกันการจมน้ำไม่ใช่งานที่สามารถทำได้โดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะ กลยุทธ์ทีมผู้ก่อการดี (MERIT MAKER) ที่ดึงเอากำลังใจและความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่ เพื่อจัดตั้งกลไกการเฝ้าระวัง การช่วยชีวิตเบื้องต้น และการสร้างการมีส่วนร่วมในระดับท้องถิ่น

ข้อมูลน่ารู้: สถิติการจมน้ำในประเทศไทย

สำหรับประเทศไทย พบว่าตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์จมน้ำสูงถึง 36,870 ราย หรือเฉลี่ยวันละกว่า 10 คน โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ที่มีสถิติน่าห่วงมากถึง 645 คนต่อปี คิดเป็นวันละเกือบ 2 ราย. ความรุนแรงของปัญหานี้จึงเป็นปัญหาสังคมที่สำคัญที่ทุกคนต้องร่วมมือกัน

การร่วมจัดกิจกรรมป้องกันการจมน้ำในปี 2567

ทั้งนี้ ปีนี้ประเทศไทยได้จัดกิจกรรมรณรงค์อย่างต่อเนื่องตลอดเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ภายใต้แนวคิด แบ่งปันเรื่องเล่าเพื่อป้องกันการจมน้ำ ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย เพื่อสร้างการตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง การสื่อสารผ่านเรื่องราวของผู้คนจึงกลายเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ประชาคมออนไลน์หนุนเสริมความปลอดภัยในชีวิตผู้คน

บทบาทของนโยบายและชุมชนสำคัญอย่างไรใน MERIT MAKER?

แผนแม่บทระดับชาติ 20 ปี ที่ผสานกับกลยุทธ์ระดับนโยบายตามมติสมัชชาอนามัยโลกและองค์กรสหประชาชาติ ถือเป็นหลักสำคัญในการขับเคลื่อนให้เห็นผลระยะยาว ขณะเดียวกัน เทศบาลนครหัวหิน ได้ริเริ่มการตั้งทีม MERIT MAKER ระดับชุมชน เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมตั้งแต่พื้นที่เล็ก ๆ และพลิกผันสิ่งเลวร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต ปัจจัยสำคัญคือ การเชื่อมโยงความรู้ ความคิด ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

การประชุมระดับประเทศนี้นอกจากจะเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนแนวทางแล้ว ยังเป็นการปูเส้นทางสู่การลดอัตราการเสียชีวิตจากการจมน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกมิติ เพราะการป้องกันจมน้ำยังต้องมีการวางแผนด้วยความสม่ำเสมอ, การมีชุมชนเป็นแนวหน้า และการนำเนื้อหาและฟีดแบ็กกลับมาพัฒนาแผนระยะกลางและยาวผ่านกลไกรัฐและชุมชนร่วมกัน

หากคุณเป็นชาวหัวหิน หรือผู้สนใจการทำงานเพื่อสังคมในรูปแบบสาธารณะสุข เราเชิญชวนให้ติดตามแนวทางการทำงานของเทศบาลนครหัวหิน และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ ทีมผู้ก่อการดี (MERIT MAKER) เพื่อสร้างความแตกต่างให้สังคมไทยปลอดภัยจากจมน้ำยิ่งขึ้น

ทุกเสียง ทุกแนวคิดสามารถช่วยชีวิตใครสักคน และทุกความร่วมมือจากภาคประชาชนนับว่าเป็นพลังสำคัญที่ดูแลความปลอดภัยของเด็ก เยาวชน และผู้สูงอายุที่อาจเสี่ยงต่อเหตุจมน้ำโดยไม่คาดคิด

ที่มา – เทศบาลนครหัวหิน คว้ารางวัลทีมผู้ก่อการดี (MERIT MAKER) ระดับประเทศ! ร่วมรณรงค์ป้องกันการจมน้ำ

สทนช. ลงพื้นที่นครพนม ติดตามสถานการณ์น้ำโขงเตรียมพร้อมรับมืออุทกภัย

สทนช. ลงพื้นที่นครพนม เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำโขงเตรียมพร้อมรับมืออุทกภัย

เมื่อไม่นานมานี้ ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้ลงพื้นที่จังหวัดนครพนม เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำโขงและพร้อมเตรียมรับมืออุทกภัยที่อาจเกิดขึ้น โดยมีนายวรวิทย์ พิมพนิตย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และทีมงานร่วมกันลงพื้นที่สำรวจอย่างใกล้ชิด

การเตรียมความพร้อมรับมือน้ำโขงที่เพิ่มสูงขึ้น

สถานการณ์น้ำโขงในจังหวัดนครพน presently ไม่ถึงจุดวิกฤต แต่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีสาเหตุหลักจากปริมาณฝนที่ตกลงมาในช่วงที่ผ่านมา และมวลน้ำที่ไหลลงมาจากตอนเหนือ ซึ่งอาจส่งผลกระทบเมื่อรวมกันกับฝนตกซ้ำในพื้นที่ สทนช. และจังหวัดนครพนมจึงได้วางแผนเตรียมความพร้อม เช่น การติดตั้งเครื่องสูบน้ำสำรองที่ถนนสวรรค์ชายโขงและพื้นที่สำคัญอื่น ๆ เพื่อเร่งการระบายน้ำในกรณีฉุกเฉิน

นอกจากนี้ จังหวัดนครพนมยังเผชิญกับน้ำเสี่ยงรบกวนจาก 3 ทิศทาง ได้แก่ น้ำจากจังหวัดสกลนครทางตอนบน น้ำฝนในพื้นที่ และน้ำโขงที่หนุนจากด้านเหนือ ดังนั้นการเตรียมตัวรับมือจึงต้องทำอย่างรอบด้าน เพื่อบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จุดเสี่ยงน้ำท่วมขึ้นเพียบ! สทนช. ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ในปัจจุบัน เกิดน้ำเอ่อท่วมขึ้นบริเวณพื้นถนนสวรรค์ชายโขงและพื้นที่ตลาดอินโดจีนใต้บริเวณพญาศรีสัตตนาคราช ซึ่งถือเป็นพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจของจังหวัด การรับมือกับสถานการณ์จึงต้องคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนในวงกว้าง โดยจังหวัดและเทศบาลร่วมกันใช้มาตรการหลายอย่าง เช่น การแจ้งเตือนล่วงหน้า การเคลื่อนย้ายสินค้าของร้านค้า และการเตรียมสถานที่ค้าขายสำรองเพื่อความมั่นคงทางรายได้

สถานการณ์น้ำโขงในนครพนม

จังหวัดนครพนมนั้นตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำโขงโดยตรง และเสี่ยงต่อการเผชิญน้ำหลาก รวมถึงได้รับผลกระทบจากปริมาณฝนที่ตกต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมิถุนายนจนถึงช่วงปลายฝน ในช่วง สทนช. ลงพื้นที่นครพนม ติดตามสถานการณ์น้ำโขงเตรียมพร้อมรับมืออุทกภัย จึงเน้นย้ำให้ท้องถิ่นเตรียมพร้อมและติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง แม้ว่าระดับน้ำขณะนี้จะยังไม่วิกฤต แต่ต้องระวังในช่วงที่อาจมีพายุหรือมวลน้ำจากด้านบนไหลลงมาในเดือนสิงหาคมและกันยายน

มาตรการร่วมมือเพื่อลดความเสียหาย

ในระหว่างการลงพื้นที่ สทนช. ได้ร่วมกับเทศบาลและหน่วยงานพัฒนาอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างระบบที่ตอบสนองได้รวดเร็วและเห็นผลจริง ตัวอย่างที่เห็นได้คือการตรวจสอบจุดสูบน้ำของเทศบาลเมืองนครพนม ที่ไม่เพียงช่วยในช่วงวิกฤต แต่ยังลดผลกระทบที่จะเกิดกับพื้นที่ชุมชน

นอกจากนี้ ยังมีแผนฟื้นฟูและพัฒนาระบบน้ำระยะยาว โดย สทนช. จะร่วมมือกับจังหวัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินและปรับแผนให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป และลดความเสี่ยงทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ผู้ที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดนครพนม หากติดตามข่าวผ่านช่องทางท้องถิ่นหรือสื่อสังคมออนไลน์ สามารถเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ได้ล่วงหน้า ซึ่งนับวันเป็นเรื่องสำคัญมากขึ้นท่ามกลางสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

สุดท้ายนี้ สทนช. ลงพื้นที่นครพนม ไม่เพียงติดตามสถานะน้ำ แต่ยังรับฟังเสียงความคิดเห็นของประชาชนท้องถิ่น ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ผ่านการคุยกับชุมชนริมโขง และร้านค้าในพื้นที่เสี่ยง เพื่วร่วมกันหาทางออกร่วม

สิ่งที่สำคัญไปกว่าการเตรียมมาตรการ คือการสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจและรับมือได้จริง สทนช. และจังหวัดจึงให้ความสำคัญกับการแจ้งเตือนและเตรียมความรู้ทางเทคนิคเพื่อใช้ในชีวิตประจำวันของคนในพื้นที่

ที่มา – สทนช. ลงพื้นที่นครพนม ติดตามสถานการณ์น้ำโขงเตรียมพร้อมรับมืออุทกภัย

ขอนแก่นส่งตาข่ายกันโดรน-ข้าวสาร ให้กับกำลังทหารที่สุรินทร์-ศรีษะเกษ

ขอนแก่นรวมพลังจิตอาสา ส่งมอบตาข่ายกันโดรนและข้าวสารให้ทหารชายแดน

เมื่อช่วงเช้าวันที่ 1 สิงหาคม เวลา 10.00 น. ที่วัดป่ารัตนมงคล ตำบลศิลา อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น มีพิธีส่งมอบสิ่งของจำเป็นให้กับกำลังทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะที่จังหวัดสุรินทร์และศรีษะเกษ ซึ่งในขณะนี้กำลังมีข้อพิพาทเขตแดนที่ต้องการการสนับสนุนอย่างเร่งด่วน

การสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อปกป้องอธิปไตย

ในพิธีครั้งนี้ พล.ต.กิตติพงษ์ เนื่องชมภู ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 23 ได้รับมอบข้าวสารจำนวน 2 ตัน, อาหารแห้ง, มะนาว, น้ำดื่ม, ยากันยุง, ถุงเท้า, พระเครื่อง และสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นจากพระครูประยุตสารธรรม เจ้าอาวาสวัดป่ารัตนมงคล พร้อมด้วยคณะอุบาสก อุบาสิกา ประชาชนจากชุมชนบ้านกา, บ้านดอนหญ้านาง, หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงนักเรียนสมาธิจากสถาบันพลังจิตานุภาพ สาขา 31 วัดศรีจันทร์ ห้องเรียนวัดป่ารัตมงคล

โดยประธานในพิธีได้กล่าวว่า สิ่งของทั้งหมดมีความหมายเกินกว่าการบริจาค แต่เป็นกำลังใจและพลังแห่งความสามัคคีจากพี่น้องจังหวัดขอนแก่น ที่จะส่งต่อไปถึงแนวหน้าชายแดนที่กำลังเผชิญกับความท้าทาย

สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือ ตาข่ายกันโดรน ที่มีการบริจาคจากกลุ่มผู้ผลิตในจังหวัดขอนแก่นรวมทั้งหมด 10 กระสอบ หรือประมาณ 60 ผืน โดยจะถูกนำไปใช้เพื่อป้องกันและสกัดกั้นวัตถุทางอากาศ เช่น โดรน ตามจุดที่กำหนดไว้ในพื้นที่ชายแดน ได้แก่ ปราสาทโดนตวล จังหวัดศรีษะเกษ และปราสาทตามเมือนธม จังหวัดสุรินทร์

ธารน้ำใจจากคนไทย ที่ส่งตรงถึงแนวหน้า

ด้านพระครูประยุตสารธรรม เจ้าอาวาสวัดป่ารัตนมงคล กล่าวว่า ข้าวสารและอาหารแห้งที่มอบให้วันนี้ เป็นการรวมพลังแบบเร่งด่วนจากประชาชนและญาติธรรมที่บริจาคตามศรัทธา

  • ข้าวสาร 2 ตัน
  • บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
  • แก๊สหุงต้ม
  • ยากันยุง
  • น้ำดื่มบรรจุขวด

การสนับสนุนในครั้งนี้นอกจากจะเน้นเรื่องการรับมือกับโดรนแล้ว ยังเป็นการช่วยให้ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่มีข้าวกิน มีกำลังใจในการป้องกันดินแดนไทยให้มั่นคงถาวร

นับเป็นความร่วมมือที่น่าประทับใจ ระหว่างพลเรือน หน่วยงานต่างๆ และเทคโนโลยี ที่ช่วยเสริมความเข้มแข็งให้กับแนวหน้าของชาติอย่างแท้จริง

หากใครอยากมีส่วนร่วมในการสนับสนุน ชายแดนไทย ทั้งโดรนตาข่าย หรือของจำเป็นอื่นๆ ยังสามารถติดต่อกับวัดหรือสำนักทหารในพื้นที่เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ที่มา – ขอนแก่นส่งตาข่ายกันโดรน-ข้าวสาร ให้กับกำลังทหารที่สุรินทร์-ศรีษะเกษ

‘แอ๊ด คาราบาว’ เตือน ‘ส.ส.’ พรรคดัง หลังโพสต์หยาบใส่ทหาร ถามกลับคิดได้หรือยังทหารมีไว้ทำไม?

ประเด็นที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ยังคงสร้างความวิพากษ์วิจารณ์ไม่หยุด หลังจากที่ นายสหัสวัต คุ้มคง ส.ส.จาก พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความที่วิจารณ์กองทัพด้วยภาษาที่ไม่ค่อยเหมาะสมจนเป็นที่โจษจันในวงกว้าง ถึงแม้เขาจะออกมาขอโทษแล้ว แต่กระแสดราม่ารอบนี้ยังคงไม่จางหายง่ายๆ

‘แอ๊ด คาราบาว’ แสดงจุดยืนอย่างชัดเจน

ในเวลาไม่นานมานี้ แอ๊ด คาราบาว ศิลปินเพื่อชีวิตชื่อดังซึ่งเป็นที่รักของประชาชนได้แสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา ผ่านการโพสต์ข้อความที่เต็มไปด้วยความห่วงใยต่อประเทศชาติ ความรักในประชาธิปไตย และความเคารพต่อกำลังพลทหารที่เสียสละเพื่อแผ่นดินไทย โดยเขาระบุว่า

“ผมคิดอยู่นานว่าจะโพสต์หรือไม่โพสต์ดี แต่ก็เลือกที่จะโพสต์ในที่สุด คำขอโทษก็เรื่องหนึ่ง แต่ทัศนคติที่คุณสหัสวัตยังคงมีอยู่ในใจ มันจะหมดไปหรือไม่ผมไม่รู้ แต่สิ่งที่บ่งบอกชัดเจนคือความคิดของพรรคปชน. ต่อกองทัพ ผมอยากเตือนในฐานะที่ผมเป็นผู้รักชาติและเชื่อมั่นในประชาธิปไตยว่า เราต้องยอมรับว่าทหารมีหน้าที่สำคัญในการปกป้องประเทศ คำพูดที่ว่า ‘ทหารมีไว้ทำไม?’ ที่เคยถูกพูดโดยอดีตผู้นำพรรค ทำให้ผมสะกิดใจมาตลอด ผมว่าทุกคนสามารถคิดใหม่ได้ ถ้าตั้งใจจริง

ทหารเสียสละ เพื่อแผ่นดินไทย

พรรคคุณมีคนเก่งๆ หลายคน ไม่ว่าจะเป็นคุณช่อ คุณธนาธร หรือคุณเท้ง ผมเชื่อว่าพวกเขาคงเข้าใจได้ เมื่อสถานการณ์ถึงขั้นสงคราม ขอให้ทุกฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างลูกผู้ชายเต็มที่ แล้วมาร่วมกันหาทางออกให้ชาติ ประเทศต้องการพลังรวมไม่ใช่การแบ่งแยก”

ชาวเน็ตออกมาแสดงความคิดเห็น

เมื่อ แอ๊ด คาราบาว ได้โพสต์ข้อความในกรณีนี้ ก็มียอดไลก์และแชร์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในโซเชียลมีเดีย ทำให้ชาวเน็ตหลายกลุ่มเริ่มหันมาให้ความสนใจ และตั้งคำถามเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นความเหมาะสมทางการเมืองเมื่อเจาะจงวิพากษ์ทหาร รวมถึงการจะจัดการกับคนที่มีทัศนคติเช่นนี้อย่างไรในบริบทของการเมืองไทย

  • เรายังต้องการคนที่มีความคิดแบบนี้มาช่วยบริหารประเทศอีกหรือครับ
  • สั้นๆครับ คนแบบนี้จะมารับใช้ชาติและประชาชนได้อย่างไร
  • ความเห็นของแอ๊ด คาราบาวมีน้ำหนักมากทีเดียว น่าจะเป็นสัญญาณเตือนใจทุกฝ่าย

ด้วยบทบาททางการเมืองและประวัติศาสตร์กับการเมืองไทย ทหารถือเป็นองค์กรที่มีบทบาทอย่างลึกซึ้งในหลายด้าน และแม้ว่าจะมีความคิดเห็นต่างกันไปในเรื่องของความเหมาะสม แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการพูดคุยอย่างเคารพ ไม่ใช่การวิจารณ์แบบดูหมิ่น ซึ่งอาจนำไปสู่ผลลัพธ์เชิงลบต่อความสามัคคีของสังคม

สำหรับประชาชนที่กำลังติดตามข่าวสารการเมืองอยู่ในขณะนี้ การใช้ภาษาที่เหมาะสมและการสื่อสารในรูปแบบรับผิดชอบยิ่งสำคัญ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดอาจสะท้อนความคิดของพรรคและแนวทางการนำประเทศของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการการพัฒนาทั้งทางด้านนโยบายและจิตสำนึกต่อรัฐชาติ

ที่มา – ‘แอ๊ด คาราบาว’เตือน ‘สส.’พรรคดัง หลังโพสต์หยาบใส่ทหาร ถามกลับคิดได้หรือยังทหารมีไว้ทำไม?

‘นพ.พรหมินทร์’ รับนายกฯ ขอขยายส่งคำชี้แจงศาลคดีคลิปเสียง เหตุเสร็จไม่ทัน

‘นพ.พรหมินทร์’ รับนายกฯ ขอขยายส่งคำชี้แจงศาลคดีคลิปเสียง เหตุเสร็จไม่ทัน

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ในฐานะเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการส่งคำชี้แจงเพิ่มเติมให้ศาลรัฐธรรมนูญในคดีที่เกี่ยวข้องกับคลิปเสียงของนายกรัฐมนตรีที่สนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภา หลังจากที่รัฐบาลได้ขอขยายกรอบเวลาส่งเอกสารชี้แจงครั้งที่ 2 ออกไปจนถึงวันที่ 4 สิงหาคม ว่า เป็นไปตามกำหนดเวลาที่ได้รับการอนุญาต และยังคงอยู่ในกระบวนการทางกฎหมายอย่างสมบูรณ์

เหตุผลในการขอขยายเวลา

เมื่อสื่อสอบถามถึงสาเหตุที่การนำเสนอคำชี้แจงเพิ่มเติมนั้นต้องขอขยายเวลาอีกครั้ง นพ.พรหมินทร์ กล่าวว่า ยังไม่เสร็จเรียบร้อย จึงเป็นเหตุผลให้ต้องยื่นคำร้องขยายเวลา ซึ่งเป็นเรื่องปกติในกระบวนการกฎหมายที่อาจต้องใช้เวลารวบรวมข้อมูลอย่างละเอียดให้รอบคอบที่สุด

การตอบคำถามจากสาธารณะ

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับมีข้อกฎหมายหรือข้อมูลเฉพาะเจาะจงใดที่เกี่ยวข้อง นพ.พรหมินทร์ ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว โดยหลังจากสัมภาษณ์เสร็จก็รีบเดินขึ้นตึกบัญชาการ 1 ทันที ทำให้ไม่เกิดการชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมต่อสาธารณะในตอนนั้น

ประเด็นของ คดีคลิปเสียง นั้นกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดียที่มีการแชร์และวิเคราะห์เนื้อหาของคลิปจากทั้งประชาชนและนักวิชาการ ทั้งนี้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีกระแสการติดตามคดีความทางการเมืองเพิ่มมากขึ้น

ขั้นตอนต่อไปเป็นอย่างไร?

หลังจากที่กำหนดระยะเวลาส่งเอกสารชี้แจงในวันที่ 4 สิงหาคม ไปแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญอาจเรียกประชุมพิจารณาคดีเพิ่มเติมหากเห็นว่าจำเป็น โดยมีความเป็นไปได้ว่าการเปิดเผยผลลัพธ์ของคดีนี้อาจมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล

ในยุคสมัยที่ข้อมูลเดินทางได้รวดเร็วกว่ากฎหมาย หลายคนก็เริ่มตั้งคำถามว่า กระบวนการยุติธรรมสามารถรองรับความเร็วของข่าวสารและโซเชียลมีเดียได้หรือไม่ การตรวจสอบทางกฎหมายจึงไม่เพียงแต่จะต้องแม่นยำ แต่ยังต้องมีความโปร่งใสเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมทั้งในและต่างประเทศ

บทวิเคราะห์: การรับมือสื่อและกฎหมายในยุคดิจิทัล

ในปัจจุบัน เหตุการณ์ทางการเมืองที่มีคลิปเสียงหรือคลิปวีดิทัศน์เป็นตัวชี้วัดกลายเป็นเรื่องปกติของการตรวจสอบโดยแวดวงสาธารณะ การใช้เวลามากขึ้นในการชี้แจงศาลจึงมีความหมายไม่เพียงเพราะความเร่งรีบไม่ได้ แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่าข้อมูลบางส่วนอาจต้องได้รับการตรวจสอบอย่างรอบด้านโดยผู้เชี่ยวชาญ

สำหรับผู้อ่านที่ติดตามข่าวสารแบบเรียลไทม์ ขอแนะนำให้ติดตามการอัปเดตของคดีที่อาจเกิดขึ้นในวันที่ 4 สิงหาคม อย่างใกล้ชิด เพื่อให้เข้าใจทุกแง่มุมอย่างครบถ้วน การติดตามข่าวผ่านแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือยังช่วยให้เกิดการรับรู้ที่รอบด้าน ไม่เพียงแค่จากกระแสในออนไลน์เท่านั้น

ที่มา – ‘นพ.พรหมินทร์’รับนายกฯขอขยายส่งคำชี้แจงศาลคดีคลิปเสียง เหตุเสร็จไม่ทัน

‘ภูมิธรรม’ อุบผลประชุมสมช. ปัดตอบเตรียมถก ‘จีบีซี’ ไทย-กัมพูชา

‘ภูมิธรรม’ อุบผลประชุมสมช. ปัดตอบเตรียมถก ‘จีบีซี’ ไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการผู้เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ตอบคำถามเกี่ยวกับผลการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยหลังจากเสร็จสิ้นการประชุมที่ใช้เวลานานประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง เขาเลือกที่จะไม่ให้ข้อมูลใดๆ กับสื่อมวลชน

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ผู้สื่อข่าวได้ถามถึงความเป็นไปได้ที่ผลการประชุม สมช. จะถูกส่งต่อสู่การหารือที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งเป็นหัวข้อที่กำลังเป็นที่จับตามองมากในหมู่ประชาชนและสื่อ โดยนายภูมิธรรมกล่าวอย่างย่นย่อว่า เรื่องนี้ยังอยู่ในกระบวนการที่ต้องดำเนินการให้ครบถ้วนหลายขั้นตอน ก่อนที่จะมีการนำเสนอหรือเข้าสู่ขั้นตอนการหารืออย่างเป็นทางการ

แนวโน้มการตอบคำถามของผู้นำทางการเมือง

สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่า ‘ภูมิธรรม’ ใช้แนวทางการสื่อสารที่ระมัดระวัง โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ชายแดนและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและสามารถส่งผลกระทบได้ทั้งในด้านการเมืองภายในและนโยบายระหว่างประเทศ

  • ผลการประชุมสมช. ยังไม่ถูกเปิดเผยอย่างชัดเจน
  • ไม่มีความคืบหน้าในประเด็นจีบีซีไทย-กัมพูชา จากการสัมภาษณ์ครั้งนี้
  • การปิดบังข้อมูล อาจทำให้เกิดการแสดงความคิดเห็นทั้งสนับสนุนและต่อต้านในโซเชียลมีเดีย

ระหว่างที่พยายามเดินขึ้นไปยังตึกบัญชาการ 1 โดยไม่ตอบคำถามเพิ่มเติม นายภูมิธรรมได้กล่าวอย่างสั้นๆ ว่า ขั้นตอนยังไม่เสร็จสิ้นและต้องรอให้กระบวนการดำเนินไปอย่างครบถ้วนก่อน สิ่งนี้สะท้อนถึงการบริหารที่เน้นการปฏิบัติตามขั้นตอน หรืออาจเป็นกลยุทธ์เพื่อไม่ให้เกิดความตึงเครียดกับประเทศเพื่อนบ้านในโซเชียลและการเมืองระหว่างประเทศก็เป็นได้

การประชุมแชร์เรื่องภาษีหลังสมช.

ต่อจากนั้น นายภูมิธรรมได้เดินขึ้นไปเป็นประธานในการประชุมร่วมกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เรื่องมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ ที่ห้อง 301 ซึ่งดูเหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเชิงนโยบายที่รัฐบาลกำลังตั้งรับทั้งในและต่างประเทศในช่วงเวลาที่ซับซ้อนในปัจจุบัน

สำหรับประชาชนทั่วไปที่ติดตามข่าวสารและการเมือง โดยเฉพาะในหัวข้อเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ข้อความที่ถูกตัดออกจากการหารือในครั้งนี้อาจเป็นเพียงการเริ่มต้นของความเคลื่อนไหวในโครงสร้างการบริหารประเทศแบบลึกกว่าที่เห็นบนหน้าจอ

อย่างไรก็ตาม หากคุณเป็นแฟนข่าวการเมือง หรือสนใจเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบใกล้ตัว การติดตามประเด็น ‘ภูมิธรรม’ อุบผลประชุมสมช. ปัดตอบเตรียมถก ‘จีบีซี’ ไทย-กัมพูชา จะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของสถานการณ์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ห้ามลืมกดแชร์หรือติดตามข่าวสารเพื่อไม่พลาดประเด็นสำคัญอีกในอนาคต

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’ อุบผลประชุมสมช. ปัดตอบเตรียมถก ‘จีบีซี’ ไทย-กัมพูชา

อบจ.สุพรรณบุรีเปิดโครงการฝึกอบรมซ้อมแผนป้องกันและระงับอัคคีภัยให้เจ้าหน้าที่

อบจ.สุพรรณบุรีเปิดโครงการฝึกอบรมซ้อมแผนป้องกันและระงับอัคคีภัยให้เจ้าหน้าที่

เมื่อเร็วๆ นี้ อบจ.สุพรรณบุรีได้จัดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการป้องกันและระงับอัคคีภัย โดยมีการฝึกซ้อมแผนการดับเพลิงและอพยพหนีไฟ ซึ่งจัดขึ้นภายในห้องประชุมขององค์การบริหารส่วนจังหวัด โดยมี ดร.อุดม โปร่งฟ้า นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นประธานในพิธีเปิดงาน นอกจากนี้ยังมีแขกผู้มีเกียรติและเจ้าหน้าที่เข้าร่วมโครงการฯ อย่างพร้อมเพรียงกัน อาทิ นายเสน่ห์ บุญสุข รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด และ พล.ต.เทียมศักดิ์ สุขานุยุทธ ที่ปรึกษานายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของ อบจ.สุพรรณบุรีจำนวนมาก

สร้างความพร้อมตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุการณ์

โครงการ อบจ.สุพรรณบุรีเปิดโครงการฝึกอบรมซ้อมแผนป้องกันและระงับอัคคีภัยให้เจ้าหน้าที่ ในปีนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้เจ้าหน้าที่ในองค์การบริหารส่วนจังหวัดเข้าใจขั้นตอนการเตรียมความพร้อมก่อนเกิดเหตุอัคคีภัย ทั้งเรื่องของการตรวจสอบอุปกรณ์ดับเพลิงในที่ทำงาน การจัดการจุดเสี่ยง และการใช้ถังดับเพลิงอย่างถูกวิธี ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อลดความสูญเสียและป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้

ในช่วงเกิดเหตุจริงๆ การปฏิบัติอย่างรวดเร็วและมีระบบคือหัวใจสำคัญ โครงการนี้จึงไม่เพียงสอนทฤษฎี แต่ยังมีการฝึกภาคปฏิบัติอย่างเข้มข้น เช่น การใช้สายยางดับเพลิง การเคลื่อนย้ายเอกสารสำคัญ รวมถึงการใช้เส้นทางหนีไฟอย่างปลอดภัย เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทุกคนสามารถดับไฟและอพยพได้ทันในกรณีฉุกเฉิน

ยกระดับศักยภาพของเจ้าหน้าที่ในทุกด้าน

อีกจุดเด่นของ อบจ.สุพรรณบุรีเปิดโครงการฝึกอบรมซ้อมแผนป้องกันและระงับอัคคีภัยให้เจ้าหน้าที่ ไม่ใช่แค่ให้ฝึกการดับไฟหรือหนีไฟเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมให้เกิดการเตรียมตัวในภาวะวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นได้ไม่ว่าจะเป็นอัคคีภัยหรือเหตุการณ์ฉุกเฉินอื่นๆ ทั้งนี้ เพื่อเสริมศักยภาพให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีไหวพริบในการแก้ไขสถานการณ์แบบเรียลทาม

การฝึกอบรมยังได้มีการออกแบบมาให้ครอบคลุมทุกขั้นตอน ตั้งแต่การป้องกัน ระงับอัคคีภัย ไปจนถึงการอพยพหนีไฟ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของผู้บริหารในปีงบประมาณ 2568 ที่เน้นเรื่อง ความปลอดภัยในที่ทำงาน และ การเตรียมความพร้อมในทุกสถานการณ์

  • เข้าใจแนวทางการป้องกันไฟไหม้
  • ฝึกปฏิบัติการอพยพหนีไฟที่ปลอดภัย
  • รู้จักระบบเตือนภัยและอุปกรณ์ป้องกันเพลิง
  • สามารถดับเพลิงในขั้นต้นได้

ถือเป็นโครงการที่ไม่เพียงช่วยให้เจ้าหน้าที่รู้วิธีเอาตัวรอด แต่ยังเป็นต้นแบบในการจัดฝึกซ้อมฉุกเฉินขององค์กรอื่นๆ ทั้งสถาบันการศึกษา เอกชน หรือแม้แต่หน่วยงานรัฐอื่นๆ อีกมากมาย

ที่มา – อบจ.สุพรรณบุรีเปิดโครงการฝึกอบรมซ้อมแผนป้องกันและระงับอัคคีภัยให้เจ้าหน้าที่

อธิบดีกรมราชทัณฑ์ลงนามจัดการศึกษาเปิดศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานที่ทัณฑสถานหญิงพิษณุโลก

เมื่อเร็วๆ นี้ นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้เดินทางมาตรวจติดตามนโยบายการบริหารเรือนจำ และเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงร่วม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ลงนามจัดการศึกษาเปิดศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานที่ทัณฑสถานหญิงพิษณุโลก กับหน่วยงานด้านการศึกษาจำนวน 6 แห่ง ได้แก่ วิทยาลัยอาชีวศึกษาพิษณุโลก, วิทยาลัยสารพัดช่างพิษณุโลก, วิทยาลัยพณิชยการบึงพระ, วิทยาลัยเทคนิคสองแคว, ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอวังทอง และสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 9 พิษณุโลก

กรมราชทัณฑ์ลงนามจัดการศึกษาเปิดศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน

ภายในงานมีการจัดนิทรรศการแนะนำหลักสูตรจากสถาบันการศึกษาต่างๆ ที่ร่วมมือกับ ทัณฑสถานหญิงพิษณุโลก เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังได้เข้าถึงระบบการศึกษา ภายใต้แนวคิด Anywhere Anytime ซึ่งหมายความว่าไม่ว่าจะมาสมัครเมื่อใด เราก็พร้อมให้การศึกษาแก่พวกเขาได้ทันที

“ผู้ต้องขังส่วนมากกว่า 76% ไม่มีการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนั้นการให้การศึกษาและพัฒนาทักษะอาชีพ จึงเป็นโอกาสในการเริ่มต้นใหม่ของชีวิต ไม่ว่าจะจบระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา หรือแม้แต่สายอาชีวะ เช่นระดับปวช. หรือปวส. การฝึกอาชีพเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งด้านช่าง หรือการทำอาหาร เพื่อให้พวกเขานำทักษะนี้ไปประกอบอาชีพเมื่อพ้นโทษ” คุณสหการณ์ระบุในการกล่าวเปิดงาน

มาตรฐานฝีมือแรงงานด้านนวดแผนไทยและการทำอาหาร

หนึ่งในความสำเร็จสำคัญของงานคือ ทัณฑสถานหญิงพิษณุโลก ได้รับการรับรองจากสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 9 พิษณุโลก ให้เป็นศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานในสาขาเฉพาะทาง เช่น นวดแผนไทย และการทำอาหาร ซึ่งจะเป็นการเพิ่มโอกาสในการทำงานเมื่อออกจากเรือนจำ

อธิบดีกรมราชทัณฑ์ยังกล่าวเสริมอีกว่า แม้จะมีความแออัดในพื้นที่เรือนจำ แต่กรมราชทัณฑ์ยังคงมองหาวิธีพัฒนาศักยภาพผู้ต้องขังทุกระดับ ทั้งเรื่องทักษะวิชาชีพ ความคิด และจิตใจ เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาหวนกลับไปสู่วงจรอาชญากรรม

เป้าหมายเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาต่อเนื่อง

โครงการนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในพื้นที่พิษณุโลก แต่มีเป้าหมายเพื่อขยายผลให้ทั่วประเทศ ทั้งการเปิดศูนย์ทดสอบทักษะต่างๆ และการสนับสนุนการเรียนรู้ให้ทั่วถึง

นอกจากนี้ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ยังได้เปิด ศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน อย่างเป็นทางการ และมอบป้ายและใบอนุญาตให้กับสามเรือนจำในพื้นที่ ได้แก่ เรือนจำกลางพิษณุโลก, และ ทัณฑสถานหญิงพิษณุโลก พร้อมทั้งมอบของสวัสดิการให้ผู้ต้องขังตั้งครรภ์ 2 ราย และผู้ต้องขังสูงอายุ 3 รายอันเป็นการเยียวยากลุ่มที่เปราะบางภายในเรือนจำ

สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงการลงนามระหว่างสองหน่วยงาน แต่เป็นการเปลี่ยนชีวิตคนกลุ่มหนึ่งให้กลับมาเป็นสมาชิกที่มีคุณภาพของสังคมอีกครั้ง หากคุณสนใจติดตามข่าวท้องถิ่นหรือเทคโนโลยีการศึกษาในเรือนจำ คอยติดตามบทบาทของกรมราชทัณฑ์ที่พัฒนาไปอีกขั้นได้เลย!

ทัณฑสถานหญิงพิษณุโลก ถือเป็นต้นแบบของการปรับแนวทางการพัฒนาพฤตินิสัยและทักษะให้ผู้ต้องขังในปีนี้ และยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาตัวบุคคลอย่างครบถ้วน ทั้งความรู้ ทักษะ และทัศนคติ

หากคุณอยากเป็นส่วนหนึ่งของนวัตกรรมในการพัฒนาสังคมผ่านการศึกษา เตรียมติดตามการขยายเครือข่าย อธิบดีกรมราชทัณฑ์ลงนามจัดการศึกษาเปิดศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน ทั่วประเทศ ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตอดีตผู้กระทำผิดให้ก้าวมาเป็นผู้มีศักยภาพทางการงาน

ที่มา – อธิบดีกรมราชทัณฑ์ลงนามจัดการศึกษาเปิดศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานที่ทัณฑสถานหญิงพิษณุโลก

กลุ่มคนรับจ้างฉีดพ่นยาข้าวยิ้มหลังโดรนการเกษตรถูกสั่งห้ามบินเพื่อความมั่นคงของชาติ

กลุ่มคนรับจ้างฉีดพ่นยารับผลดีจากนโยบายห้ามบินโดรน

จากประกาศใหม่ที่กำหนดห้ามบินโดรนทุกประเภททั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม จนถึง 15 สิงหาคม ปี 2568 หรือจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงคำสั่ง เพื่อลดความเสี่ยงด้านความมั่นคงตามสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาที่ไม่มั่นคงในช่วงนี้ ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการรับจ้างฉีดพ่นสารเคมีและฮอร์โมนบนข้าวนาด้วยโดรน แต่ในทางกลับกัน กลุ่มคนรับจ้างฉีดพ่นยาแบบดั้งเดิมกลับได้รับผลดีอย่างคาดไม่ถึง

กลุ่มรับจ้างฉีดพ่นยาได้รับความสนใจอีกครั้ง

เนื่องจากเกษตรกรหลายรายที่เคยหันไปใช้บริการโดรนการเกษตรเพื่อความสะดวกและรวดเร็ว กลับพบว่าในช่วงหน้าต้องหาวิธีอื่นในการฉีดพ่นยาอีกครั้ง เพราะไม่สามารถใช้โดรนได้ตามข้อกำหนดในระยะนี้ ทำให้นักฉีดพ่นยาแบบเดินเท้าหรือใช้อุปกรณ์สะพายหลังได้รับโอกาสกลับมาทำงานอีกครั้ง และเรียกได้ว่ากำลังได้ผลตอบแทนที่ดีจากนโยบายดังกล่าว

อาชีพ ‘ฉีดพ่นยาต้นข้าว’ ฟื้นตัวในช่วงห้ามใช้โดรน

หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ทีมงานผู้ใหญ่หนู ที่นำโดยนายสุทน โอชา ผู้ใหญ่บ้านตำบลบ้านเก่า อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี เล่าว่า ทีมเคยต้องหยุดงานมาราว 1 ปี เนื่องจากการแข่งขันจากโดรนที่เกษตรกรนิยมใช้บริการมากกว่า จากที่ไม่มีใครจ้างเลย ปัจจุบันกลับมีเกษตรกรโทรศัพท์ติดต่อเข้ามารัวๆ จนมีคิวรับงานล่วงหน้าเกิน 2 สัปดาห์

  • รับงานวันละ 100 ไร่ขึ้นไป
  • คิดค่าจ้างไร่ละประมาณ 60 บาทเท่ากับผู้ใช้โดรน
  • ทีมงานแบ่งออกเป็น 2 ชุด แต่ละชุดมีสมาชิก 10 คน
  • รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายประมาณวันละ 500–600 บาท

ผู้ใช้แรงกลับได้กลับมาแข่งขันได้เท่าเทียมในช่วงนี้

ในระยะที่ กลุ่มคนรับจ้างฉีดพ่นยา เริ่มถูกลืมจากเกษตรกร โดรนกลับเป็นคำตอบใหม่ของเทคโนโลยีที่ลดแรงงานและเพิ่มประสิทธิภาพ แต่เมื่อเกิดสถานการณ์ความไม่สงบแล้วมีมาตรการห้ามโดรนบินขึ้น กลุ่มรับจ้างแบบดั้งเดิมก็กลายเป็นทางเลือกที่ดีและน่าเชื่อถืออีกครั้ง

แม้จะต้องออกแรงมากกว่า แต่ระบบการทำงานแบบใช้คนก็ยืดหยุ่นและควบคุมพื้นที่ได้แม่นยำ โดยเฉพาะแปลงข้าวขนาดเล็กที่อาจไม่เหมาะกับโดรน หรือการกำจัดศัตรูพืชเฉพาะจุด กลุ่มคนรับจ้างยังคงมีบทบาทสำคัญที่ไม่ควรถูกมองข้าม

บทสรุป: เทคโนโลยีอาจเปลี่ยนแปลง แต่แรงงานความสามารถยังคงสำคัญ

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าผู้มีทักษะด้านการเกษตรแบบดั้งเดิมยังจำเป็น โดยเฉพาะช่วงที่เทคโนโลยีไม่สามารถนำมาใช้ได้ตามข้อจำกัดของสถานการณ์ ถึงแม้เราจะก้าวสู่ยุคเกษตร 4.0 มากขึ้น แต่การผสมผสานระหว่าง คน เทคโนโลยี และนโยบายของประเทศ คือกุญแจสำคัญของความยั่งยืนทางการเกษตร

อย่างที่เห็นในช่วงนี้ กลุ่มคนรับจ้างฉีดพ่นยาบนแปลงข้าว ไม่ได้เพียงฟื้นคืนงานเท่านั้น แต่พวกเขากลับมีงานล้นมือ และได้เรียนรู้บทบาทสำคัญของตนเองในระบบนิเวศเกษตรไทยอีกครั้ง หากคุณเป็นเกษตรกรที่ต้องการนำแรงงานท้องถิ่นมาใช้แทนเทคโนโลยีในช่วงห้ามใช้โดรนนี้ ลองมองหาทีมในพื้นที่ใกล้บ้านคุณ ทั้งเป็นการสนับสนุนชุมชน และลดต้นทุนด้านการขนส่ง

ที่มา – กลุ่มคนรับจ้างฉีดพ่นยาข้าวยิ้มหลังโดรนการเกษตรถูกสั่งห้ามบินเพื่อความมั่นคงของชาติ

ททท. ร่วมใจภาคการท่องเที่ยว ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมจังหวัดน่าน พร้อมเดินหน้าฟื้นฟูการท่องเที่ยว

ททท. ร่วมใจภาคการท่องเที่ยว ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมจังหวัดน่าน พร้อมเดินหน้าฟื้นฟูการท่องเที่ยว หลังจากที่จังหวัดน่านเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมครั้งรุนแรงในปีนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ร่วมมือกับเครือข่ายภาคการท่องเที่ยวต่างๆ ในการลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือและเร่งฟื้นฟูสภาพการท่องเที่ยวให้กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว

ททท. สนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนและภาคท่องเที่ยวจังหวัดน่าน

เมื่อเร็วๆ นี้ ททท. นำโดยนายสมชาย ชมภูน้อย ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคเหนือ ได้เดินทางไปยังจังหวัดน่าน เพื่อพบปะและให้กำลังใจแก่ประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ที่ประสบภัย จากสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันที่ส่งผลกระทบรุนแรงในหลายอำเภอ โดยมีนายโยธิน ทับทิมทอง ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานน่าน และเจ้าหน้าที่คอยให้การต้อนรับ พร้อมรายงานภาพรวมของสถานการณ์ในพื้นที่

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้นำเงินช่วยเหลือพร้อมสิ่งของจำเป็น เช่น น้ำดื่ม อาหาร และเครื่องใช้ประจำวัน เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างทั่วถึง โดยเครือข่ายภาคท่องเที่ยวได้ร่วมกันประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดน่าน เหล่ากาชาดจังหวัดน่าน และสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดน่าน เพื่อกระจายทุกสิ่งไปยังพี่น้องประชาชนและผู้ประกอบการตามจุดที่ได้รับผลกระทบทั่วทั้งจังหวัด

สำรวจพื้นที่ท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบ

ในช่วงเวลาเดียวกัน คณะได้ลงพื้นที่เข้าสำรวจความเสียหายในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ที่พักต่างๆ ร้านอาหาร และร้านค้า โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอปัว อำเภอท่าวังผา อำเภอเมืองน่าน อำเภอภูเพียง และอำเภอเวียงสา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ทำให้เกิดข้อมูลเชิงลึกที่ใช้ในการวางแผนฟื้นฟูและส่งเสริมการท่องเที่ยวในระยะยาว

  • สำรวจโครงสร้างพื้นฐานในแหล่งท่องเที่ยว
  • ประเมินความเสียหายของที่พักและร้านค้า
  • พบปะพูดคุยกับผู้ประกอบการเพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะ
  • จัดทำแผนเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูสภาพการท่องเที่ยว

การท่องเที่ยวน่านยังคงดำเนินการได้แม้ผ่านสถานการณ์น้ำท่วม

แม้ว่าจะเกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ แต่สิ่งอำนวยความสะดวกหลักๆ ยังคงเปิดให้บริการได้ตามปกติ ทั้งระบบขนส่ง เที่ยวบิน ที่พัก และร้านอาหาร ทาง ททท. จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้ร่วมสนับสนุนการท่องเที่ยวจังหวัดน่านภายใต้แคมเปญ #ท่วมก็เที่ยว เพื่อให้เกิดรายได้เข้าสู่ท้องถิ่น เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจของชุมชนอย่างยั่งยืน

การท่องเที่ยวจังหวัดน่านมีศักยภาพในการเติบโตอย่างมาก โดยเฉพาะในการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรมที่ยังคงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ททท. จะร่วมกับเครือข่ายภาคธุรกิจท่องเที่ยวเดินหน้าส่งเสริมเส้นทางท่องเที่ยวในจังหวัดน่านต่อเนื่อง เพื่อให้การท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการเยียวยาชุมชน

ไม่ว่าจะมีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นมาก่อน แต่ใจของคนน่านยังคงยิ้มแย้มและเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมเยียน และเพื่อเป็นการสนับสนุน ขอให้เราเข้าไปเยือนจังหวัดน่านด้วยความตั้งใจ เต็มไปด้วยความมั่นใจว่าแม้น้ำท่วมครั้งนี้จะสร้างความเสียหาย แต่การท่องเที่ยวน่านยังคงมีเสน่ห์และพร้อมจะต้อนรับทุกคนด้วยรอยยิ้มแบบที่ไม่มีวันจางหาย

ที่มา – ททท.ร่วมใจภาคการท่องเที่ยวช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมจังหวัดน่าน พร้อมเดินหน้าฟื้นฟูการท่องเที่ยว