ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

บิ๊กเล็ก แจงเหตุย้ายประชุมจีบีซีไปมาเลเซีย หลังรัฐบาลกัมพูชาทำประชาชนเกลียดไทย

บิ๊กเล็ก ชี้แจงเหตุผลสำคัญที่ย้ายที่ประชุมจีบีซีไปมาเลเซีย

เมื่อช่วงเช้าวันที่ 1 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมอีกทั้งเป็นผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้ออกมาชี้แจงถึงการย้ายสถานที่ ประชุมจีบีซีหรือคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา จากกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ไปยังมาเลเซียระหว่างวันที่ 4-7 ส.ค. ที่จะถึงนี้ ว่าเป็นการตัดสินใจเพื่อความเรียบร้อยและความปลอดภัยของทีมงาน

สถานการณ์ชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชายังเปราะบาง

พล.อ.ณัฐพล ระบุว่า ได้รับรายงานจากผู้ช่วยทูตทหารประจำประเทศกัมพูชาว่าไทยเสนอความเป็นกลางในการประชุม โดยขอให้จัดขึ้นที่ประเทศที่สามอย่างมาเลเซีย เนื่องจากมีข่าวต่าง ๆ จากทางการกัมพูชาที่ปลุกปั่นให้ประชาชนกัมพูชามีทัศนคติเชิงลบต่อไทย ซึ่งอาจทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยต่อคณะผู้แทนหากต้องอยู่ในพื้นที่เป็นเวลานาน

ขยายเวลาการประชุม จีบีซี เพื่อหารือให้ละเอียด

ที่ประชุม ศบ.ทก. ยังได้หารือถึงความจำเป็นในการขยายระยะเวลา การประชุมจีบีซี จาก 1 วันเป็น 3 วัน เพื่อให้ครอบคลุมวาระการพูดคุยที่เตรียมไว้อย่างละเอียด ผู้อำนวยการ ศบ.ทก. กล่าวว่า หากร่างระยะเวลาประชุมไม่เพียงพอ ก็อาจต้องขยายหรือเลื่อนไปประชุมต่อในครั้งถัดไป โดยจะยึดผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ

ไม่ใช่ไม่ไว้ใจ แต่ไว้ใจสถานการณ์ไม่ได้

เมื่อถูกถามว่าการย้ายสถานที่นี้เพราะไทยไม่ไว้ใจฝ่ายกัมพูชาหรือไม่นั้น พล.อ.ณัฐพล กล่าวชัดเจนว่า “ไม่ใช่ไม่ไว้ใจกัมพูชา แต่ไว้ใจสถานการณ์ไม่ได้” โดยเฉพาะเมื่อมีการบิดเบือนข้อมูลที่ทำให้ประชาชนของกัมพูชาต่อต้านหรือเข้าใจผิดเกี่ยวกับท่าทีของไทยในช่วงเจรจาหยุดยิงที่ผ่านมา

ความสำคัญของความคิดเห็นประชาชนต่อการเจรจา

ไทยพยายามให้ประชาชนเข้าใจว่าความขัดแย้งเป็นเรื่องของรัฐบาล ไม่ใช่ความเกี่ยวข้องของประชาชนกัมพูชาที่อยู่ในไทย แต่การที่ฝ่ายกัมพูชาดำเนินการสร้างความเกลียดชังต่อคนไทยผ่านสื่อ จึงเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ไทยร้องขอให้จัดการประชุมจีบีซีที่มาเลเซีย เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับทีมงานของเราที่จะต้องอยู่ที่กัมพูชายาวนาน

ตั้งโต๊ะเจรจาปราสาทตาควายแยกไว้เป็นเรื่องที่ไว้ก่อน

เมื่อถูกสอบถามถึงประเด็นปราสาทตาควายและจุดร้อนชายแดน พล.อ.ณัฐพล ระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า เป็นเรื่องที่ตนขอสงวนคำตอบไว้ก่อน เนื่องจากหากตอบมากเกินไปอาจทำให้ไทยเสียเปรียบในการเจรจา แต่ยืนยันว่าทุกการตัดสินใจมีเป้าหมายเพื่อผลประโยชน์ของชาติ และประชาชนต้องรู้สึก满意ในผลลัพธ์สุดท้าย

ที่มา – บิ๊กเล็ก แจงเยี่ยงเรียบง่าย หลังย้ายประชุมจีบีซีไปมาเลเซีย เหตุรัฐบาลกัมพูชาปลุกปั่นให้เกลียดประเทศไทย

อิซัคกลับมาซ้อมที่รีล โซเซียดัด ท่ามกลางข่าวลือย้ายทีม

อิซัคกลับมาซ้อมที่รีล โซเซียดัด ท่ามกลางข่าวลือย้ายทีม

อิซัค หรือ อเล็กซานเดอร์ อิซัค นักเตะคนดังของนิวคาสเซิล ยังคงเป็นที่สนใจของแฟนบอลทั่วโลก ล่าสุดมีรายงานว่าเขาได้เดินทางกลับไปซ้อมที่ รีล โซเซียดัด ซึ่งเป็นอดีตต้นสังกัดเก่า ท่ามกลางข่าวลือเรื่องการย้ายทีมที่ยังไม่จบสิ้น

อิซัคไม่ร่วมทัวร์ปรีซีซั่นกับนิวคาสเซิล

ตลอดช่วงปรีซีซั่นที่ผ่านมา อิซัคไม่ได้ร่วมเดินทางไปทัวร์เอเชียกับทีม “สาลิกาดง” นิวคาสเซิล โดยอ้างว่ามีอาการบาดเจ็บเล็กน้อยบริเวณต้นขา แต่กระแสในวงการฟุตบอลเชื่อว่าสาเหตุที่แท้จริงคือความต้องการย้ายออกจากทีมของตัวนักเตะเอง โดยมีรายงานว่า ลิเวอร์พูล คือหนึ่งในสโมสรที่จับตามองสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

สิ่งที่ยิ่งเพิ่มข้อสงสัยคือการที่ อิซัค ได้กลับไปซ้อมคนเดียวที่สนามของ รีล โซเซียดัด ซึ่งสโมสรยินดีให้เขาใช้พื้นที่ฝึกซ้อมนอกเวลาระหว่างที่ทีมชุดหลักกำลังพัก เรื่องนี้ทำให้หลายคนมองว่าสถานการณ์อาจกำลังจบลงสำหรับเขาที่นิวคาสเซิล

ฟอร์มการเล่นของอิซัคส่งผลต่อความสนใจสโมสรคู่แข่ง

อิซัคทำสถิติได้สุดยอดเมื่อฤดูกาลก่อน ด้วยการทำไป 27 ประตูจาก 42 นัดรวมทุกรายการ ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้หลายสโมสรใหญ่ให้ความสนใจ โดยเฉพาะทีมอย่าง ลิเวอร์พูล และนิวคาสเซิลเองก็เริ่มมองหานักเตะใหม่เพื่อแทนที่เขาในกรณีที่ตัดสินใจขายในอนาคตอันใกล้

ถึงแม้นิวคาสเซิลจะไม่มีความเห็นอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ท่าทีของนักเตะและข่าวลือที่ถาโถมยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนในเส้นทางของเขากับทีมแห่งนี้ หลายคนเชื่อว่าเขาอาจเลือกกลับไปเล่นในสเปนอีกครั้ง หรือย้ายไปยังแดนผู้ดีกับลิเวอร์พูล

อิซัคกับการซ้อมที่ รีล โซเซียดัด อาจดูเหมือนเป็นเพียงการกลับมาเยี่ยมเยียน แต่ behind the scenes สิ่งต่างๆอาจจะไม่ได้ง่ายแบบนั้น เพราะอิซัคยังคงอยู่ในช่วงที่สามารถพัฒนาและเติบโตได้อีกไกล การย้ายทีมอาจเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับอาชีพของเขา ขึ้นอยู่กับว่านิวคาสเซิลและสโมสรรับข้อเสนอที่น่าสนใจได้หรือไม่

ไม่ว่าอย่างไร แฟนบอลทั่วไปคงต้องติดตามกันต่อไปว่าความชัดเจนของเรื่องนี้จะออกมาอย่างไร และใครจะได้เป็นบ้านใหม่ของ อิซัค กด่านต่อไป สถานการณ์แบบนี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนในการบริหารนักเตะแถวหน้าในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในตลาดซื้อขายระดับเวิลด์คลาส

หากคุณเป็นแฟนฟุตบอล ต้องไม่พลาดติดตามความเคลื่อนไหวของอิซัค หากเขาได้ย้ายทีมจริงๆ ก็อาจสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับลีกยุโรปไม่น้อย

ที่มา – “อิซัค” กลับไปซ้อมกับ “รีล โซเซียดัด”

เช็กผลงานดาวรุ่งไทย จบศึกวินด์เซิร์ฟเยาวชนโลก ‘โอโม่’ ทำได้ตามเป้า

เช็กผลงานดาวรุ่งไทย จบศึกวินด์เซิร์ฟเยาวชนโลก ‘โอโม่’ ทำได้ตามเป้า

ศึกการแข่งขันวินด์เซิร์ฟยุวชนและเยาวชนชิงแชมป์โลก ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-31 กรกฎาคม 2568 ที่เมืองแบรสต์ ประเทศฝรั่งเศส ถือเป็นเวทีสำคัญสำหรับนักกีฬาดาวรุ่งจากทั่วโลก โดยมีประเทศเข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 36 ประเทศ รวมนักกีฬาที่ลงแข่งขันกว่า 379 คน

สมาคมกีฬาวินด์เซิร์ฟแห่งประเทศไทย ได้ส่งนักกีฬาดาวรุ่งจากเมืองไทยเข้าร่วมแข่งขันในครั้งนี้จำนวนทั้งสิ้น 5 คน ซึ่งมีโควตาเข้าแข่งขันรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี และไม่เกิน 17 ปี โดยผลงานของทีมไทยในปีนี้ที่ทุกคนจับตามองเป็นพิเศษก็คือ “โอโม่” ภาสพงศ์ เลี้ยงหล่ำ นักวินด์เซิร์ฟรุ่นไม่เกิน 19 ปี ซึ่งสามารถทำผลงานได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ จบการแข่งขันด้วยอันดับที่ 67 โดยมีแต้มเสีย 180 คะแนน และสามารถติดกลุ่มโกลด์ ฟลีท ได้ตามที่หวังไว้ ซึ่งเป็นความสำเร็จที่น่าพอใจอย่างมากในเวทีระดับโลก

วชิรวิทย์ ทนอุป (เรือหมายเลข 25)

ผลงานของนักกีฬาไทยในรุ่นต่างๆ

ในรุ่นอายุไม่เกิน 17 ปีชาย วชิรวิทย์ หมั่นบำรุง ทำผลงานจบอันดับที่ 69 ด้วยแต้มเสีย 114 คะแนน ส่วน วชิรวิทย์ ทนอุป จบอันดับที่ 78 แต้มเสีย 124 คะแนน และเด็กอายุน้อยที่สุดของทีมอย่าง ด.ช.รัชชานนท์ ขุนเจ๋ง ทำได้อันดับที่ 103 แต้มเสีย 166 คะแนน

ด้านแชมป์ในรุ่นอายุไม่เกิน 17 ปีชายตกเป็นของ เมอร์ลิจน์ บอสวิจค์ จากเนเธอร์แลนด์ ที่มีแต้มเสียเพียง 40 คะแนนเท่านั้น ส่วนในรุ่นอายุไม่เกิน 17 ปีหญิง ด.ญ.ชนัฐกานต์ เจริญสุข ทำผลงานจบในอันดับที่ 44 มีแต้มเสีย 162 คะแนน โดยแชมป์หญิงในรุ่นนี้ตกเป็นของ เทอา เลอ บรอง ซิเบตตี จากฝรั่งเศส ที่มีแต้มเสียเพียง 44 คะแนน เช่นกัน

ด.ช.รัชชานนท์ ขุนเจ๋ง (เรือหมายเลข 99)

โค้ชและผู้จัดการทีมให้ความเห็นหลังการแข่งขัน

ด้านความเห็นจาก นายณัฐพงษ์ โพธิ์นพรัตน์ หรือที่รู้จักในชื่อโค้ชโอ๊ต ที่เป็นผู้ฝึกสอนของทีม ระบุว่า “เช็กผลงานดาวรุ่งไทย จบศึกวินด์เซิร์ฟเยาวชนโลก ‘โอโม่’ ทำได้ตามเป้า แม้จะมีสภาพลมที่ไม่เป็นมิตร

โดยเฉพาะในรุ่นไม่เกิน 17 ปีที่ลมเบาเป็นอย่างมาก และเป็นบททดสอบครั้งสำคัญต่อการเติบโตของนักกีฬา อย่างไรก็ตาม ภาสพงศ์ วัย 19 ปี ได้แสดงศักยภาพของตัวเองออกมาสะดวก เนื่องจากเขามีประสบการณ์จากเวทีระดับนานาชาติหลายครั้ง ทำให้เขาสามารถปรับตัวและแก้ไขสถานการณ์ระหว่างการแข่งขันได้ดีเยี่ยม น่าชื่นชมที่เขายังคงรักษาฟอร์มไว้ได้เหนือกว่าโครงการนักกีฬาอาเซียนบางประเทศ

สำหรับทีมไทยทั้งโค้ชและนักกีฬา ได้ร่วมเดินทางโดยรถยนต์จากเมืองแบรสต์มายังแฟรงเฟิร์ตในเยอรมนี ระยะทางราวๆ 2,000 กิโลเมตร ก่อนเดินทางกลับบ้านในช่วงเย็นวันที่ 2 สิงหาคม 2568 ตามเวลาท้องถิ่น

สรุปผลงานทีมไทย และ展望 สำหรับวงการวินด์เซิร์ฟไทย

แม้ว่าจะยังไม่ถึงเป้าหมายท็อปเท็น แต่เช็กผลงานดาวรุ่งไทย จบศึกวินด์เซิร์ฟเยาวชนโลก ‘โอโม่’ ทำได้ตามเป้า ซึ่งเป็นการก้าวหน้าที่สูงมากๆ สำหรับกลุ่มนักกีฬาไทยที่ต้องแข่งกับประเทศผู้นำด้านวินด์เซิร์ฟโลก

ดูเหมือนว่าทิศทางของวินด์เซิร์ฟไทยดีขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมในสภาพอากาศที่หลากหลาย โดยมีลมและความท้าทายที่ต่ำอย่างรายการนี้เป็นตัวพัฒนานักกีฬา ตรวจสอบผลงานได้ที่:

  • นักกีฬาแต่ละรุ่นของไทย
  • สรุปผลอันดับของต่างประเทศและคู่แข่งในอาเซียน
  • แผนพัฒนาจากโค้ชและสมาคมกีฬาวินด์เซิร์ฟแห่งประเทศไทย

หากคุณติดตามกีฬาอื่นที่พัฒนาในต่างแดน หรือติดเทรนด์การดันเยาวชนไทยในระดับโลก เช็กผลงานดาวรุ่งไทย จบศึกวินด์เซิร์ฟเยาวชนโลก ‘โอโม่’ ทำได้ตามเป้า ถือเป็นความสำเร็จที่ชวนให้มองถึงทิศทางใหม่ๆ ของกีฬาทางทะเลและเทคโนโลยีเพื่อการประสิทธิภาพในอนาคต อยากรู้ว่าจะมีดาวรุ่งไทยคนใดสร้างประวัติศาสตร์ได้ต่อไป

ที่มา – เช็กผลงานดาวรุ่งไทย จบศึกวินด์เซิร์ฟเยาวชนโลก ‘โอโม่’ ทำได้ตามเป้า

แบตเตอรี่พลังน้ำ ทางเลือกอนาคต เสริมความมั่นคงพลังงาน

ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาระดับโลก ที่ท้าทายทั้งเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม การมองหาแหล่งพลังงานที่สะอาด มีประสิทธิภาพ และรองรับการใช้งานในระยะยาวกลายเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง หนึ่งในเทคโนโลยีที่น่าจับตามองคือ โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ หรือที่หลายคนเรียกอย่างเข้าใจง่ายว่า “แบตเตอรี่พลังน้ำ

ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปรู้จักกับ แบตเตอรี่พลังน้ำ ว่ามันคืออะไร มีความสำคัญต่อระบบพลังงานของประเทศอย่างไร และทำไมจึงเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ได้รับความนิยมเพื่อรองรับพลังงานสะอาดในยุคใหม่

ทำไมต้องแบตเตอรี่พลังน้ำ

แบตเตอรี่พลังน้ำ เป็นการใช้หลักการของพลังงานศักย์ทางน้ำในการกักเก็บพลังงาน โดยมีการทำงานผ่านโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ (Pumped-Storage Hydropower Plant: PSH) ซึ่งเมื่อความต้องการไฟฟ้าในระบบต่ำ ก็จะใช้พลังงานส่วนเกินในการสูบน้ำจากอ่างล่างขึ้นไปเก็บยังอ่างเก็บน้ำด้านบน เมื่อความต้องการเพิ่มขึ้น น้ำจะถูกปล่อยลงมาเพื่อผลิตไฟฟ้าภายในไม่กี่นาที ช่วยเสริมความมั่นคงของระบบ

จุดเด่นของ แบตเตอรี่พลังน้ำ คือการไม่ใช้เชื้อเพลิง และการไม่ปล่อยมลภาวะ ช่วยให้สามารถผลิตพลังงานสะอาดได้ต้นทุนต่ำ และยังเป็นแหล่งกักเก็บพลังงานที่เชื่อถือได้

ระบบรักษาความมั่นคงพลังงานที่มีประสิทธิภาพ

  • เริ่มจากน้ำถูกสูบกลับขึ้นอ่างด้านบนในยามที่ระบบไฟฟ้าเหลือพลังงาน
  • เมื่ออุปสงค์เพิ่มสูงขึ้น น้ำจะถูกปล่อยผ่านกังหัน ผลิตไฟฟ้าเข้าระบบได้อย่างรวดเร็ว
  • ทำงานได้ภายใน 5 นาที จึงเป็นเทคโนโลยี ESS (Energy Storage System) ที่มีประสิทธิภาพ

แบตเตอรี่พลังน้ำ ในประเทศไทยมีพัฒนาการอย่างไร

ที่ผ่านมา การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ลงมือพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับหลายแห่งเพื่อส่งเสริมความมั่นคงทางพลังงาน โดยมีสถานที่ที่ตั้งไว้แล้ว ได้แก่:

  • เขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี 360 เมกะวัตต์
  • เขื่อนภูมิพล จ.ตาก 171 เมกะวัตต์
  • โรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา จ.นครราชสีมา 1,000 เมกะวัตต์

ขณะเดียวกัน กฟผ. ยังคงเดินหน้าขยายโครงการ อย่างเขื่อนจุฬาภรณ์ใน จังหวัดชัยภูมิ ที่คาดว่าจะให้บริษัทเริ่ม COD ในปี 2577 และเตรียมศึกษาโครงการเพิ่มเติมอีกสองแห่ง ได้แก่

  • เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี (COD 2579)
  • เขื่อนกะทูน จ.นครศรีธรรมราช (COD 2580)

ทั้งนี้ โครงการเหล่านี้ไม่เพียงเสริมโครงสร้างพลังงานให้มั่นคง แต่ยังรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนเพื่อนำพาประเทศก้าวสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนในอนาคต

ความสำคัญของแบตเตอรี่พลังน้ำในยุคพลังงานสะอาด

ปัจจุบัน โจทย์ท้าทายที่สำคัญของไทยคือการจัดการ ความไม่แน่นอนจากพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานลมและแสงอาทิตย์ ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ดังนั้น โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ หรือ แบตเตอรี่พลังน้ำ คือทางเลือกที่ช่วยเสริมให้ระบบสามารถรับพลังงานใหม่ๆ ได้อย่างมั่นคง และยั่งยืน

อนาคตความร่วมมือพลังงานสะอาด

การพัฒนา แบตเตอรี่พลังน้ำ ไม่ใช่เพียงการแก้ Pain Point ในระบบการผลิตไฟฟ้าแบบปัจจุบัน แต่ยังเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างสังคมที่มีการใช้พลังงานสะอาด และลดการปล่อยคาร์บอนในระยะยาว หากเราให้ความสำคัญกับพลังงานหมุนเวียนควบคู่ไปกับแหล่งเก็บพลังงานที่เสถียร เช่น โรงไฟฟ้า PSH ไทยมีโอกาสเป็นหนึ่งในประเทศที่นำหน้าด้านความเป็นกลางทางคาร์บอน ด้วยการวางรากฐานจากพลังงานน้ำ

แบตเตอรี่พลังน้ำ ไม่เพียงแต่วางโครงสร้างพลังงานสะอาดให้มั่นคง แต่ยังสร้างความมั่นใจว่่าเราจะสามารถใช้ไฟฟ้าได้ทุกเมื่อ ด้วยเทคโนโลยีที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วทั่วโลก

ค่าเงินบาทอ่อนค่า 32.83 บาทต่อดอลลาร์ ผลกระทบภาษีทรัมป์ผ่อนคลาย

ค่าเงินบาทอ่อนค่า 32.83 บาทต่อดอลลาร์ ผลกระทบภาษีทรัมป์ผ่อนคลาย

ในวันที่ 1 สิงหาคม น.ส. กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัยของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ปรับตัวอ่อนค่าลงแตะระดับ 32.83 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งนับว่าเป็นระดับที่อ่อนค่าที่สุดในรอบกว่า 1 เดือน เทียบกับระดับปิดตลาดเมื่อวานที่ 32.68 บาทต่อดอลลาร์ โดยเหตุการณ์อ่อนค่าดังกล่าวสอดคล้องกับแนวโน้มของสกุลเงินในภูมิภาคเอเชีย และแนวโน้มการลดลงของราคาทองคำในตลาดโลก

เหตุผลที่ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง

สำหรับปัจจัยหลักที่ผลักดันให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ ยังคงมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องในขณะนี้ มาจากการคาดการณ์ของนักลงทุนและตลาดโลกว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจยังไม่รีบปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในเร็ววันนี้ ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาแข็งแกร่งกว่าที่ตลาดคาดไว้ ได้แก่ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ที่เพิ่มน้อยกว่าการคาดการณ์ และการขยับขึ้นของ Core PCE Price Index ซึ่งเป็นตัวชี้วัดเงินเฟ้อหลักที่ใช้ในการพิจารณาการกำหนดนโยบายการเงิน

ความกังวลจากนโยบายภาษีของทรัมป์เริ่มเบาบางลง

นอกจากนี้ ยังพบว่าความกังวลต่อผลกระทบจาก นโยบายภาษีทรัมป์ ได้เริ่มผ่อนคลายลงบางส่วน หลังจากที่มีการประกาศอัตราภาษีใหม่ที่เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม ที่ผ่านมา การตัดสินใจด้านภาษีนำเข้าที่ชัดเจนขึ้นทำให้ตลาดคลายความกังวล และส่งผลให้สกุลเงินดอลลาร์ยังคงมีอำนาจในการซื้อขายสูงกว่าหลายสกุล

กรอบที่น่าจับตามองและความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินกรอบที่น่าจะเกิดการเคลื่อนไหวของ ค่าเงินบาท วันนี้ไว้ที่ระดับ 32.60-32.90 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งผู้ลงทุน นักวิเคราะห์ และผู้ติดตามเศรษฐกิจทั่วไปยังต้องเฝ้าจับตา

ปัจจัยสำคัญที่ควรติดตามในช่วงนี้ ประกอบด้วย:

  • ฟันด์โฟลว์ของนักลงทุนต่างชาติ
  • ทิศทางของ ค่าเงินบาทอ่อนค่า และแนวโน้มราคาทองคำในตลาดโลก
  • สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา
  • ดัชนี PMI ภาคการผลิตจากประเทศเศรษฐกิจหลักในเดือนกรกฎาคม
  • ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐ เช่น จำนวนการจ้างงานนอกภาคเกษตร อัตราการว่างงาน และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ประจำเดือนกรกฎาคม

จากปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมานี้ จะเห็นได้ว่าการเคลื่อนไหวของ ค่าเงินบาทอ่อนค่า 32.83 บาทต่อดอลลาร์ ไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังได้รับแรงอัดจากนโยบายและตัวเลขทางเศรษฐกิจระดับโลก และนี่คือสิ่งที่ผู้ลงทุนและประชาชนควรติดตามไม่แพ้กัน เพื่อปรับตัวให้เหมาะสมกับการลงทุนและการใช้ชีวิตในยุคที่เศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ก่อนจบบทความ อยากชวนให้ทุกท่านติดตาม ค่าเงินบาทอ่อนค่า และปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจในระยะสั้น เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับทุกความผันผวน โดยเฉพาะผู้ที่ติดตามเทคโนโลยีหรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ อาจพบว่าความเคลื่อนไหวทางการเงินของประเทศนี้มีผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายประการ

ที่มา – ค่าเงินบาทอ่อนค่า 32.83 บาทต่อดอลลาร์ ผลกระทบภาษีทรัมป์ผ่อนคลาย

หุ้นเช้านี้เปิดบวก 11.39 จุด เด้งรับอเมริกาเก็บภาษีไทย 19%

เช้านี้ตลาดหุ้นไทยเปิดมาในแดนบวก โดยดัชนีปรับเพิ่มขึ้นถึง 11.39 จุด ไปอยู่ที่ระดับ 1,253.74 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายรวม 2,670.24 ล้านบาท มีปัจจัยสำคัญมาจากความเคลื่อนไหวล่าสุดของสหรัฐฯ ที่ประกาศเก็บภาษีนำเข้ากับไทยในอัตรา 19% ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ตลาดให้ความสนใจไม่น้อย

หุ้นเช้านี้เปิดบวก 11.39 จุด เด้งรับอเมริกาเก็บภาษีไทย 19%

จากข้อมูลล่าสุด มีการคาดการณ์จาก บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุว่าตลาดหุ้นไทยอาจมีการแกว่งตัวและปรับตัวพักฐานในระยะสั้น หลังจากหุ้นเช้านี้เปิดบวก 11.39 จุด เด้งรับอเมริกาเก็บภาษีไทย 19% ซึ่งการปรับภาษีครั้งนี้ถือว่าไม่น่ากังวลมากนัก เพราะอัตราภาษีดังกล่าวอยู่ในระดับเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย และยังต่ำกว่าเวียดนามที่ 20%

แนวโน้มการเคลื่อนไหวของตลาดในระยะต่างๆ

สำหรับทิศทางในระยะกลางนั้น ไทยยังถือว่ามีศักยภาพในการแข่งขันที่ดี ซึ่งนักลงทุนสามารถจับตาได้ว่าจะยังคงได้รับแรงสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง จากความคาดหวังที่หุ้นไทยจะยังสามารถดึงดูดนักลงทุนต่างชาติได้ แม้มีแรงกดดันจากนโยบายภาษีใหม่ก็ตาม

ระดับวิเคราะห์ทางเทคนิค

ในแง่ของการเคลื่อนไหวในระยะสั้น แนวรับหลักอยู่ที่ 1,235 จุด และจุดพักตัวที่สำคัญคือ 1,228 จุด หากดัชนีไม่หลุดระดับนี้จะถือว่าตลาดยังมีความแข็งแกร่ง ส่วน แนวต้านเบื้องต้นคาดไว้ที่ 1,255 จุด และในล็อตถัดไปที่ 1,265 จุด แต่ผู้วิเคราะห์มองว่าระดับนี้อาจยังไม่สามารถทะลุผ่านได้ในเวลาอันใกล้นี้

มองภาพรวมตลาดหุ้นไทย

แม้การเปิดบวก 11.39 จุด จะสะท้อนถึงความมั่นใจของนักลงทุนในช่วงเช้า แต่ก็อาจมีแรงขายทำกำไรออกมาบ้างในระหว่างวัน เพราะตลาดมักจะไม่สามารถปรับตัวขึ้นได้ตลอดเวลา โดยปัจจัยต่างประเทศ เช่น การเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ยังคงมีผลต่อการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นทั่วโลก รวมทั้งหุ้นไทยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การที่ไทยถูกเก็บภาษีที่ 19% นั้น ยังถือว่ามีเสถียรภาพเมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียน ทำให้ไม่เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบอย่างชัดเจน แต่ก็ต้องจับตามองการตอบรับของผู้ประกอบการในตลาดว่าจะมีการปรับตัวกันอย่างไร เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน

แนะนำแนวทางสำหรับนักลงทุน

สำหรับนักลงทุนรายย่อย หรือนักลงทุนที่ติดตามเทรนด์ ควรติดตามภาวะตลาดอย่างใกล้ชิด โดยยังมองว่าการลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและได้ประโยชน์จากนโยบายรัฐ จะยังดึงดูดความสนใจของนักลงทุนสถาบันได้ดี ในกรณีนี้ หุ้นเช้านี้เปิดบวก 11.39 จุด เด้งรับอเมริกาเก็บภาษีไทย 19% สามารถนำมาเป็นพารามิเตอร์หลักในการวางแผนการลงทุนได้

หากคุณไม่อยากพลาดโอกาสการลงทุนหรือข่าวสารสำคัญที่เกี่ยวข้องกับตลาดหุ้นไทย อย่าลืมติดตามการวิเคราะห์แนวโน้มเพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้คุณเตรียมพร้อมสำหรับทุกการเคลื่อนไหวของตลาด ไม่ว่าจะเป็นการปรับตัวลงชั่วคราว หรือการฟื้นตัวครั้งสำคัญ

ที่มา – หุ้นเช้านี้เปิดบวก 11.39 จุด เด้งรับทรัมป์เก็บภาษีไทย19%

‘เรซซิ่ง สปิริต’ ส่งนักแข่งสุดแกร่งลุยศึกเซปัง เซอร์กิต ระดับนานาชาติ

‘เรซซิ่ง สปิริต’ เดินหน้าลุยศึก Motorsport ระดับนานาชาติที่เซปัง เซอร์กิต

บริษัท เรซซิ่ง สปิริต จำกัด เดินหน้าส่งนักแข่งเข้าร่วมการแข่งขัน TSS The Super Series By B-Quik ที่สนาม เซปัง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 8–10 สิงหาคม โดยในปีนี้มีการส่งนักแข่งเข้าร่วมแข่งขันในทั้งหมด 3 คลาสใหญ่ ได้แก่ TSS Supercar GT4, GTM และ GT3 โดยแต่ละรุ่นมีการจัดรถและผู้แข่งขันที่หลากหลาย มีตัวแทนจากหลายประเทศ เพื่อลุยศึกความเร็วระดับเอเชีย

TSS Supercar GT4: เรซที่ระทึกใจ 함께 2 นักแข่งดาวรุ่งแห่ง Wing Hin Motorsports

ในรุ่น TSS Supercar GT4 ได้เห็นสองนักแข่งจาก Wing Hin Motorsports อย่าง นาควิบ อัซลัน และ มิทเชล เชีย มินจาย ในรถแข่ง Toyota GR Supra GT4 EVO II นอกจากนี้ยังมีการจับคู่ระหว่าง เฮย์เดน ไฮคาล และ แดเนียล บิลสกี จากออสเตรเลีย ที่ขับ Mercedes Benz AMG GT4 เป็นการแสดงความสามารถเชิงลึกในการควบรถระดับโลก

สัมผัสเรซระดับทวีป – TSS GTM กับรถ Ferrari 296 Challenge คันใหม่ล่าสุด

ในคลาสรถต้นแบบอย่าง GTM ‘เรซซิ่ง สปิริต’ ส่งนักแข่งชาวมาเลย์อย่าง อาฟิค ยาซิด จับคู่กับนักแข่งไทยชื่อดังอย่าง สราวุธ เสรีธรณกุล จาก PSC MOTORSPORT โดยใช้ยานคู่ใจอย่าง Ferrari 296 Challenge ที่เพิ่งเปลี่ยนมาใช้ใหม่ในปีนี้ ความรวดเร็วและการพัฒนาของรถในรุ่นนี้ เป็นที่น่าจับตามองว่าจะทำผลงานได้อย่างไรในสนามที่ท้าทายอย่างเซปัง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต

การแข่งขันระดับ GT3 พร้อม Audi R8 GT3 EVO II และเมนูการชมหลากหลายช่องทาง

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ – ในรุ่น TSS Supercar GT3 ‘เรซซิ่ง สปิริต’ เตรียมนักแข่งดาวรุ่งและรถระดับเทพอย่าง Audi R8 GT3 EVO II โดยจับคู่ระหว่าง อี้ เติ้ง (นักแข่งจากจีน) และ อาคัช แนนดี (นักแข่งจากราชธานีมาเลเซีย) ที่พร้อมฟาดฟันความเร็ว โดยการแข่งขันครั้งนี้ ยังสามารถรับชมได้อย่างสะดวก ไม่ว่าจะเป็น

การถ่ายทอดสดนี้จะมีการบรรยายโดยละเอียดใน 4 ภาษา ได้แก่ ไทย อังกฤษ จีน และเยอรมัน เพื่อรองรับกลุ่มผู้ชมระดับนานาชาติที่สนใจการแข่งรถที่มาเลเซีย

ทิศทางของวงการ Motorsport ในเอเชียและต่อไป”

จากความร่วมมือครั้งสำคัญและกลยุทธ์การส่งคู่แข่งในหลายรุ่น สะท้อนได้ว่า ‘เรซซิ่ง สปิริต’ มีบทบาทที่เพิ่มขึ้นในวงการ racing ของเอเชียกับแพลตฟอร์มอย่าง TSS The Super Series By B-Quik ที่มาพร้อมมาตรฐานสากล การลงสนามที่เซปัง เซอร์กิต เป็นการเติบโตของแบรนด์ในระดับ regional ที่น่าจับตา และเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ชมที่ต้องการชมรถต้นแบบที่ผสานความแรงและความล้ำหน้าทางเทคโนโลยี

หากคุณเป็นคอ motorsport หรือผู้ชื่นชอบความเร็วและศิลปะการขับแบบสปอร์ตระดับสูง อย่าลืมติดตามการถ่ายทอดสดทุกการแข่งขันที่จะมีขึ้นในปลายเดือนนี้ และไม่พลาดการอัปเดตเรซล่าสุดจากทีม ‘เรซซิ่ง สปิริต’ ในปีนี้

ที่มา – ‘เรซซิ่ง สปิริต’ ส่งนักแข่งรถลุยศึกที่เซปัง เซอร์กิต

ทุ่มสุดชีวิตให้ผีต้องสยบ! “แพรวา ณิชาภัทร” กับบทบาทผีเข้าสุดสะพรึงในหนัง “ท่าแร่”

สำหรับวงการบันเทิงไทยแล้ว นักแสดงสาวอย่าง “แพรวา-ณิชาภัทร ฉัตรชัยพลรัตน์” ไม่ได้มีดีแค่เรื่องเสียงร้องและการแสดงบทปกติเท่านั้น ล่าสุดเธอกำลังก้าวเข้าสู่บทบาทที่แตกต่างและท้าทายขึ้น เมื่อต้องมาแสดงในภาพยนตร์สยองขวัญอย่าง “ท่าแร่” ที่หลายคนตั้งหน้าตั้งตารอ ทั้งเรื่องของพล็อตเรื่องและองค์ประกอบภาพ รวมถึงบทบาทการแสดงที่หนักหน่วงเป็นพิเศษ

“ท่าแร่” กับความท้าทายสุดขีดของ “แพรวา”

แม้ว่าในชีวิตจริงจะ “แพรวา ณิชาภัทร” กลัวผีและไม่เคยกล้าดูหนังแนวสยองขวัญ แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลว่าทำไมเธอไม่กล้าลองแสดงในภาพยนตร์แนวนั้น ถึงแม้แต่ก่อนหน้านี้จะมีโอกาสแสดงภาพยนตร์ผีอย่าง “เทอม 3 ตอนศาลล่องหน” ที่เป็นแนวหลอนขำๆ แต่กับ “ท่าแร่” เธอยืนยันว่าเป็นประสบการณ์ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง

ใน “ท่าแร่” แพรวาต้องแสดงเป็น “มาลี” ลูกสาวของบาทหลวงที่ต้องกลับมาที่บ้านเกิดเพื่อดูแลพ่อที่อาการผิดปกติ สิ่งลี้ลับได้เข้าสิงสู่เธอในหลายฉาก โดยมี “บาทหลวงเปาโล” (เจมส์ จิรายุ) และ “หมอเหยา” (มีน พีรวิชญ์) เป็นตัวละครสำคัญที่เข้ามาจัดการทำความสยดสยองนี้

กลัวจริง แต่ไม่ถอย

แม้จะรู้ว่าตัวเองเป็นคนกลัวผีมาก แพรวายังเลือกที่จะรับบทนี้ และเผยว่า “แม้หนูจะเล่น ‘เทอม 3’ มาก่อนแล้ว แต่รู้สึกว่ามันเป็นแนวทางสยองขบขัน ไม่ได้าดกลัวผีถึงขั้วหัวใจเหมือนกับเรื่อง “ท่าแร่” หนูรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นบทที่ดึงศักยภาพการแสดงออกมามากที่สุด เป็นบทที่เราไม่สามารถเป็นตัวละครเดียวได้ เพราะต้องสิง สลับคาแร็กเตอร์ภายในฉากเดียวอย่างรวดเร็ว”

นอกจากนี้เธอยังเล่าถึงความท้าทายของบทว่า “ในแต่ละฉากต้องหลอนจริง มีเลือด มีบทแอ็กชัน แม้แต่ของเซ่นไหว้ที่วางอยู่ตรงทางสามแพร่งก็ทำออกมาแบบเนียนจนแยกไม่ออกว่าเป็นของจริงหรือไม่ หนูกลัวมากจนบางทีไม่กล้าดูภาพที่ถ่ายในฉากเลย รอฟังทีเดียวจากผู้กำกับ”

การเข้าสิงที่ต้องใช้พลังอย่างมาก

“ท่าแร่” ไม่ได้มีเพียงแค่บรรยากาศน่ากลัวและการแต่งหน้าผีที่อลังการ แต่ยังมีความท้าทายในการสลับอารมณ์และบทบาทสองด้านในตัวละครเดียวกัน ระหว่าง “มาลี” คนดีที่ต้องเผชิญกับสิ่งเร้นลับ กับอีกบุคลิกที่แตกต่างออกไปโดยสมบูรณ์เมื่อสิ่งนั้นเข้าสิงร่างของเธอ แพรวาเผยว่า “มันคือการเล่นเป็นสองบุคลิกที่ต้องเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว การแสดงในบางซีนต้องเปลี่ยนไปมาหลายรอบภายในแค่ฉากเดียว โดยไม่ต้องตัดแล้วถ่ายใหม่ ต้องใช้ความเข้าใจบทเป็นอย่างลึกซึ้งเพื่อให้ออกมาสมจริงที่สุด”

เบื้องหลังที่ไม่ต่างจากการสยองหน้าจอ

ไม่ใช่แค่พลังการแสดงเท่านั้น แพรวาเองก็ต้องเผชิญกับความกลัวในตัวเองอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการให้ความเคารพต่อสถานที่ถ่ายทำ เพราะบางครั้งสถานที่มักเป็นจุดที่มีความเชื่อทางไสยศาสตร์ ทำให้เธอนำเรื่องศรัทธามาไว้ในชีวิตประจำวัน โดย “แพรวา ณิชาภัทร” บอกว่า “ทุกเช้าที่มากองจะต้องไหว้เจ้าที่เจ้าทางก่อนเข้าฉาก รู้สึกว่ามันช่วยให้ใจสงบ และรู้สึกปลอดภัยมากกว่าเดิม”

“ท่าแร่” เป็นการพลิกบทบาทครั้งสำคัญทั้งสำหรับ “แพรวา ณิชาภัทร” และวงการหนังผีไทย ที่ไม่ได้เพียงแค่สัมผัสความน่ากลัวของภาพและบท แต่นำเอาความเป็นจริงของความกลัวนั้นมาถ่ายทอดให้คนดูรู้สึกได้แบบถึงแก่น เหมาะสำหรับคนที่ชอบหนังผีที่โหดและสมจริง อย่าลืมเตรียมใจให้ดีก่อนเข้าฉาย 7 สิงหาคมนี้

แฟนๆสามารถติดตามข่าวสารรอบโลกได้แล้ววันนี้ที่ www.dailynews.co.th และทุกแพลตฟอร์มของ Dailynews

ผวาแผ่นดินไหวฉุดราคาคอนโดไตรมาส 2 ลดลงจากต้นปี ผู้ประกอบการปรับตัวด้วยการลดราคากระตุ้นยอดขาย

ถ้าคุณกำลังติดตามตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงนี้ อาจสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในวงการคอนโดมิเนียม! จากการรายงานโดยศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ภายใต้การสนับสนุนของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) พบว่าราคาคอนโดตั้งแต่ต้นปี 2568 ถึงไตรมาสที่ 2 มีทิศทางเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากหลายปัจจัยที่แรงกระทบทั้งภายในและภายนอก

ผวาแผ่นดินไหวฉุดความมั่นใจ ทำให้ราคาคอนโดไตรมาส 2 ปรับลดลง

แม้ตลอดทั้งปีจะเห็นแนวโน้มราคาคอนโดเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่องจากต้นทุนการก่อสร้างที่สูงขึ้นเป็นหลัก ทั้งราคาวัสดุก่อสร้าง เช่น เหล็กเส้น ปูนซีเมนต์ กระจกอลูมิเนียม รวมถึงค่าแรงที่เพิ่มขึ้นตามเศรษฐกิจและค่าครองชีพ แต่ในไตรมาสที่ 2 นี้ กลับพบว่ามีการลดลงเล็กน้อยราว -0.8%

สาเหตุหลักที่คาดว่าส่งผลกระทบจน ราคาคอนโดไตรมาส 2 ลดลงนี้มาจากการเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ในบางพื้นที่ ซึ่งสร้างความกังวลให้กับผู้บริโภคอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยของอาคารสูงและคอนโดมิเนียม ด้วยเหตุนี้จึงมีการชะลอการตัดสินใจซื้อชั่วคราว ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางรายต้องปรับกลยุทธ์เพื่อสร้างความมั่นใจและกระตุ้นการซื้อขายให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

กลยุทธ์ใหม่จากผู้ประกอบการตั้งแต่ไตรมาส 2 เพื่อกระตุ้นการขาย

กลยุทธ์ที่เห็นได้ชัดหลังจากเกิดการชะลอความต้องการจากเหตุการณ์ด้านต้นปีคือ การเพิ่มมาตรการกระตุ้นยอดขาย โดยเฉพาะโปรโมชั่นส่วนลดเงินสดที่เพิ่มขึ้นจาก 15.4% ในไตรมาสก่อนหน้า ไปเป็น 37.5% ในช่วงนี้ นอกจากนี้ ยังมีการออกประกันภัยให้แก่ผู้ซื้อคอนโด ใกล้เคียง โดยเบียดสัดส่วนขึ้นมาถึง 3.4% เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ซื้อว่าการลงทุนในคอนโดยังคงเป็นความเสี่ยงที่ควบคุมได้

หลายทำเลยังคงมีแนวโน้มปรับราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในทางกลับกัน ในพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง เช่น โครงการรอบระบบขนส่งมวลชนหลัก ทำเลยุทธศาสตร์อย่างศูนย์กลางธุรกิจหรือย่านที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ราคาที่ดินและราคาขายโครงการยังคงปรับตัวสูงขึ้น

  • ลงทุนในโครงสร้างตึกที่ทนแผ่นดินไหวมากขึ้น
  • เพิ่มงบปรับภูมิทัศน์หน้างานให้ปลอดภัยและเหมาะกับผู้อยู่อาศัย
  • ออกมาตรการรับประกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

แนวโน้มตลาดคอนโดหลังไตรมาสนี้

แม้ว่าปัจจัยแวดล้อมนี้จะเป็นเพียงอาการชั่วคราว แต่เชื่อว่าตลาดคอนโดในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑลจะค่อย ๆ ฟื้นตัวและกลับไปสู่ภาวะปกติในอีกไม่กี่ไตรมาสข้างหน้า โดยเฉพาะหากทิศทางเศรษฐกิจโดยรวมกลับมามั่นคง และประชาชนเริ่มไว้วางใจในการอยู่อาศัยในอาคารสูงอีกครั้ง

ราคาคอนโดไตรมาส 2 ที่ลดลงจากต้นปีนี้อาจถือเป็นโอกาสที่ดีของผู้ซื้อรายย่อยที่รออยู่แล้วว่าจะลงทุนแบบยั่งยืน การซื้อในช่วงที่มีมาตรการสนับสนุนจากรัฐและผู้ประกอบการนั้น นอกจากจะได้ราคาที่น่าสนใจแล้ว ยังได้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เช่น รับประกันโครงการและส่วนลดที่แปลงเป็นมูลค่าการถือครองคอนโดที่ต่ำลงในระยะเริ่มต้น

ผู้ซื้อควรติดตามข่าวสารใกล้ชิด วิเคราะห์ทางเลือกของตนเอง และตัดสินใจโดยอิงจากปัจจัยพื้นฐานของโครงการด้วย อย่าลืมว่า ผวาแผ่นดินไหวครั้งนี้ มีผลฉุดราคาคอนโด ไตรมาส 2 ออกมาในรูปแบบพิเศษที่อาจจะไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก

ที่มา – ผวาแผ่นดินไหว ฉุดราคาคอนโด ไตรมาส2 ลดลงจากต้นปี ผู้ประกอบการแห่หั่นราคา กระตุ้นยอดขาย

บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี เปิดตัว THB Programmable Payment อนาคตนวัตกรรมการเงินไทย

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา บริษัท บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี จำกัด ผู้นำด้านเทคโนโลยีบล็อกเชนของประเทศไทย ได้จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ THB Programmable Payment ซึ่งเป็นระบบที่ถูกพัฒนาภายใต้กรอบการทดสอบนวัตกรรมทางการเงินที่จำกัดและมีระยะเวลาชัดเจน โดยมุ่งเน้นการยกระดับระบบนิเวศน์การชำระเงินของไทยให้ก้าวสู่เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยในยุคดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ

ภายในงาน คุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและ CEO ของบริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ได้แบ่งปันมุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับการเติบโตของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย และอธิบถึงศักยภาพของ THBK ซึ่งเป็นหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่มีมูลค่าคงที่ 1 THBK = 1 THB ที่พัฒนาเพื่อใช้ทดสอบระบบ THB Programmable Payment จากการผนึกความร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำทั่งในและนอกประเทศ

THB Programmable Payment คืออะไร?

THB Programmable Payment เป็นโครงการที่ถูกพัฒนาบนกรอบ Enhanced Regulatory Sandbox โดยธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งยังอยู่ในกระบวนการทดสอบ และยังไม่สามารถนำออกใช้งานในวงกว้างได้ โดยระบบนี้ใช้สัญลักษณ์ THBK ซึ่งมีมูลค่าเทียบเท่ากับเงินบาทไทย (1 THBK = 1 THB) แต่ไม่นับว่าเป็นเงินตราตามกฎหมายขณะนี้

โครงการนี้มีจุดประสงค์เพื่อประเมินการใช้งานจริง การบริหารความเสี่ยง และประโยชน์ของนวัตกรรมการเงินที่เกิดขึ้นเมื่อเทียบกับระบบที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยมีคุณภาสกร ปานนอก ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของบิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี เป็นผู้นำเสนอความเป็นมา ทิศทางของโครงการ รวมถึงการใช้งานผ่านแพลตฟอร์ม Bitkub NEXT ซึ่งถือเป็นกระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัลที่ถูกพัฒนาโดยบิทคับเอง

การใช้งานจริงจากพันธมิตรธุรกิจ

  • JFIN นำเสนอระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านบล็อกเชนที่สนับสนุนภาคธุรกิจการเงิน โดยมีการทดสอบเชื่อมโยงระบบที่เกี่ยวข้องกับ THBK และการใช้งานในระบบการชำระเงินรูปแบบใหม่ที่สามารถกำหนดสัญญาเงื่อนไขอัตโนมัติได้
  • การทดสอบในรอบนี้ครอบคลุมผู้ใช้งานเบื้องต้นประมาณ 500 คน รวมถึงการกำหนดค่าธรรมเนียมในการถอนเงิน ค่าธรรมเนียมการ Bridge และค่าธุรกรรมต่างๆ ที่ถูกจำกัดให้เหมาะสม

ศักยภาพของระบบการเงินรูปแบบใหม่

ความสำคัญของ THB Programmable Payment อยู่ที่การใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเข้ามาช่วยในการทำให้เงินบาทไทยสามารถประมวลผลและชำระเงินได้แบบมีเงื่อนไข เช่น กำหนดเวลาทำธุรกรรม หรือระบุการใช้งานเฉพาะจุด ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าและประสิทธิภาพในระบบนิเวศทางการเงินไทยได้ในระยะยาว

การมีส่วนร่วมของเครือข่ายธุรกิจและการเงินอย่าง JFIN รวมถึงจำนวนผู้เข้าร่วมทดสอบที่จำกัดไว้ที่ 500 คน แสดงให้เห็นถึงการวางแผนร่วมกันอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการสร้างนวัตกรรมอย่างยั่งยืน

แม้ว่าปัจจุบัน THB ยังคงเป็นเงินตราตามกฎหมายของไทยเพียงอย่างเดียว แต่ด้วยนวัตกรรมนี้ ประเทศไทยก็อาจมีโอกาสอยู่ในอันดับแนวหน้าของโลกในด้าน Financial Innovation โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีบล็อกเชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในชีวิตประจำวันของเรา

ที่มา – บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี เปิดตัว THB Programmable Payment อนาคตนวัตกรรมการเงินไทย