ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

อิ๊งค์ สุดชิล นั่งจิบชาเชียวโชว์ เติมพลังวันหยุด ก่อนเข้าพรรคพรุ่งนี้

เมื่อวันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือที่ประชาชนคุ้นเคยในชื่อ อิ๊งค์ เกิดชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้แชร์ภาพผ่านสตอรี่อินสตาแกรมของตนเอง โดยเผยให้เห็นบรรยากาศสุดชิลในช่วงวันหยุด พักผ่อนท่ามกลางกาแฟหอมกรุ่น ณ ร้าน Found Cafe พร้อมข้อความระบุว่า “เติมพลังวันหยุด ก่อนเข้าพรรคพรุ่งนี้”

อิ๊งค์ สุดชิล นั่งจิบชาเชียวโชว์ เติมพลังวันหยุด ก่อนเข้าพรรคพรุ่งนี้

ภาพที่ถูกเผยแพร่นั้นถ่ายทอดให้เห็นความผ่อนคลายอย่างแท้จริงของคุณอิ๊งค์ เธอสวมชุดสบาย ๆ สีขาวเรียบง่าย พร้อมหัวใจที่ยังคงผูกพันการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ด้วยท่าทีของการโพสต์ที่เน้นความเป็นธรรมชาติ และข้อความที่เธอใช้กล่าวไว้ว่า “เติมพลังวันหยุด ก่อนเข้าพรรคพรุ่งนี้” กลับสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะกลับเข้าสู่บทบาทการเมืองในเร็ววัน

ร้าน Found Cafe จุดหมายแห่งความผ่อนคลาย

Found Cafe เป็นร้านกาแฟที่มีชื่อเสียงในกรุงเทพฯ ซึ่งทำเลตั้งอยู่ในย่านที่เหมาะสมกับการพักผ่อนในช่วงเวลาห่างไกลจากความวุ่นวายของเมือง ร้านมีบรรยากาศสบาย ๆ เหมาะกับการมานั่งจิบกาแฟอ่านหนังสือ หรือแค่พักใจเพียงอย่างเดียว ซึ่งก็อาจจะเป็นที่มาของแรงบันดาลใจในการเลือกสถานที่นี้เป็นจุดพักผ่อนของอิ๊งค์ สุดชิล นั่งจิบชาเชียวโชว์ เติมพลังวันหยุด ก่อนเข้าพรรคพรุ่งนี้ เพราะมันคือการเติมพลังให้ตัวเองก่อนที่จะกลับมาในเวทีการเมืองอีกครั้ง

นอกจากบรรยากาศที่ดีแล้ว ร้านกาแฟแห่งนี้ยังโดดเด่นด้วยเมนูเครื่องดื่มคุณภาพสูง ที่มีทั้งชา เชียวโชว์ และกาแฟหลากหลายชนิดให้เลือก จนทำให้กลายเป็นจุดหมายยอดนิยมของคนรักการดื่มเครื่องดื่มฟิน ๆ สิ่งที่น่าสนใจไม่น้อยคือ คุณอิ๊งค์เลือกที่จะจิบชาเชียวโชว์ ในวันที่เธอต้องการแรงบันดาลใจ สะท้อนถึงความใส่ใจในรายละเอียดเล็ก ๆ แม้จะอยู่ในวันหยุด

  • ร้าน Found Cafe เหมาะสำหรับพักผ่อน
  • บรรยากาศเอื้อต่อการพักผ่อนหย่อนใจ
  • เมนูเครื่องดื่มครบครัน ทั้งกาแฟและชา
  • เหมาะสำหรับการเติมพลังกายและใจ
  • สถานที่ที่คนรักความสงบเลือกแวะเวียน

เป็นที่น่าสังเกตว่า ความเคลื่อนไหวของคุณอิ๊งค์ในครั้งนี้ แม้จะเป็นแค่ภาพบนโซเชียลมีเดีย แต่มันกลับสร้างกระแสการพูดคุยในวงกว้าง เพราะหลายคนมองว่านี่คือสัญญาณที่บ่งบอกถึงการกลับสู่เวทีการเมืองในเร็ววัน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สังคมมีความต้องการความเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง การเลือกใช้เวลาส่วนตัวเพื่อเติมพลังนั้น จึงแสดงถึงความเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่บทบาทสำคัญอีกครั้ง

การใช้ชีวิตอย่างมีสติ การดูแลใจและกายผ่านกิจกรรมเล็ก ๆ ในวันหยุด อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่กลับเป็นรากฐานสำคัญของความอ่อนเยาว์และการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพ การเติมพลังวันหยุด ก่อนเข้าพรรครุ่งนี้ของคุณอิ๊งค์จึงเป็นแรงบันดาลใจที่ดีให้แก่ทุกคน ที่ชีวิตเรายังมีความสำคัญอยู่ท่ามกลางความวุ่นวาย

***

หากคุณเคยมีช่วงเวลาทำตัวเองในวันหยุดเพื่อเตรียมตัวก้าวเข้าสู่บทบาทใหม่ สิ่งที่คุณอิ๊งค์ทำอาจเป็นแรงบันดาลใจให้คุณได้ตัดสินใจในทิศทางที่ดีที่สุด ลองหยุดจะรู้ว่า บางครั้งเว้นวรรค เพื่อเจอกับตัวเองก่อนจะก้าวไปข้างหน้า อาจจะคือทางที่ดีที่สุดในช่วงเวลานั้น

ที่มา – ‘อิ๊งค์’ สุดชิล นั่งจิบชาเชียวโชว์ เติมพลังวันหยุด ก่อนเข้าพรรคพรุ่งนี้

อิชิบะเตรียมลาออกนายกฯ ญี่ปุ่น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 7 ก.ย. ว่าสื่อท้องถิ่นหลายแห่งของญี่ปุ่น นำโดยสถานีโทรทัศน์เอ็นเอชเค รายงานโดยอ้างเป็นข้อมูลจากแหล่งข่าวระดับสูง ภายในพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) ว่านายกรัฐมนตรีชิเงรุ อิชิบะ ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้ว ว่าจะลาออกจากตำแหน่งหน้าพรรคแอลดีพี เพื่อรักษาเสถียรภาพภายในพรรค ซึ่งกำลังมีการผลักดันให้มีการเลือกตั้งชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคคนใหม่ และจะเท่ากับเป็นการลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศด้วยโดยปริยาย

อิชิบะเตรียมลาออกนายกฯ ญี่ปุ่น

รายงานดังกล่าวได้รับการเผยแพร่เพียงไม่กี่วัน หลังนายฮิโรชิ โมริยามะ รองหัวหน้าพรรคแอลดีพี และสมาชิกระดับสูงอีกอย่างน้อย 4 คนของพรรคแอลดีพี ประกาศลาออกจากตำแหน่งภายในพรรค

สาเหตุการลาออกจากตำแหน่ง

ทั้งนี้ กระแสข่าวเกี่ยวกับการลาออกจากตำแหน่งของอิชิบะแพร่สะพัดออกมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ผ่านพ้นการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา เมื่อวันที่ 20 ก.ค. ที่ผ่านมา ที่พรรคแอลดีพีและพรรคโคเมอิโตะซึ่งเป็นพรรคร่วม ทำผลงานกันได้อย่างย่ำแย่ ส่งผลให้รัฐบาลญี่ปุ่นกลายเป็นเสียงข้างน้อยทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ท่ามกลางความไม่พอใจอย่างหนักของประชาชน ว่ารัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ แต่กลับยังมีกรณีอื้อฉาวภายในพรรคแอลดีพีออกมาอย่างต่อเนื่อง

  • พรรคแอลดีพีแพ้เสียงในวุฒิสภา
  • พรรคโคเมอิโตะไม่สามารถสนับสนุนพรรคหลักได้อย่างเต็มที่
  • ประชาชนแสดงความไม่พอใจกับนโยบายเศรษฐกิจ
  • มีข้อกล่าวหาอื้อฉาวภายในพรรค

อนึ่ง อิชิบะ วัย 68 ปี รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือน ต.ค. ปีที่แล้ว หลังชนะศึกเลือกตั้งภายในพรรคแอลดีพี เพื่อชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค เมื่อเดือน ก.ย. ปีเดียวกัน โดยเป็นความพยายามครั้งที่ 5 ของอิชิบะ ในการชิงตำแหน่งดังกล่าว และอิชิบะนับเป็นนายกรัฐมนตรีจากพรรคแอลดีพี คนที่ 10 ของญี่ปุ่น นับตั้งแต่ปี 2543

การลาออกของนายกฯอิชิบะ ถือเป็นเรื่องใหญ่ทางการเมืองญี่ปุ่น เนื่องจากพรรคแอลดีพี ครองอำนาจมานานหลายสิบปี และการเปลี่ยนผ่านของผู้นำพรรคจะส่งผลต่อทิศทางประเทศในระยะยาว

หากข่าวนี้เป็นจริง น่าจะมีการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคใหม่ภายในเร็วๆ นี้ และอาจมีผลกระทบต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมของญี่ปุ่นในอนาคตอันใกล้

ที่มา – สื่อญี่ปุ่นกระพือข่าว “อิชิบะ” เตรียมลาออกจากนายกรัฐมนตรี

สีหศักดิ์ เผย คุยนโยบายต่างประเทศกับนายกฯ หนู แล้ว

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เดินทางไปยังพรรคภูมิใจไทย เพื่อเข้าพบกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ร้านกาแฟจาริสต้า ซึ่งตั้งอยู่ภายในอาคารที่ทำการพรรค

สีหศักดิ์ เผย คุยนโยบายต่างประเทศกับนายกฯ หนู แล้ว

จากการพบปะสัมภาษณ์ในครั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงความคืบหน้าในการเตรียมนโยบายด้านการต่างประเทศ ซึ่งนายสีหศักดิ์เผยว่า ท่านได้มีโอกาสคุยกับนายกฯ บางประเด็นแล้ว และนายกฯ ก็ได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในบางเรื่อง แต่ในช่วงข้างหน้าจะต้องมีการพูดคุยเชิงลึกมากขึ้น เพื่อแลกเปลี่ยนไอเดียและตั้งกรอบการทำงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม

เตรียมประชุม กบจ.ไทย-กัมพูชา หาทางออกอย่างสันติ

เมื่อถามถึงกรณีที่ในวันดังกล่าวมีการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (จีบีซี) นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ท่านนายกฯ ได้ให้ความเห็นว่าควรแก้ไขปัญหาอย่างสันติ และยังคงยืนยันหลักการรักษาอธิปไตย์ของประเทศอย่างเต็มที่ ซึ่งถือเป็นแนวทางสำคัญของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม รายละเอียดในเชิงลึกยังไม่อาจเปิดเผยได้ในขณะนี้

สีหศักดิ์ เผย คุยนโยบายต่างประเทศกับนายกฯ หนู แล้ว และได้ข้อสรุปเบื้องต้นเกี่ยวกับกรอบการทำงานใหม่ ๆ ที่จะตอบโจทย์ทั้งในแง่ความสัมพันธ์ในภูมิภาคและการยกระดับความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน

  • การประชุม กบจ.ไทย-กัมพูชา เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ
  • การรักษาอธิปไตย์ต้องมาก่อนเสมอ
  • แนวทางนโยบายต่างประเทศต้องสอดคล้องกับแผนพัฒนาประเทศ

ทั้งนี้ รัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯ หนู ให้ความสำคัญกับการวางรากฐานนโยบายต่างประเทศที่ชัดเจน แม่นยำ และสอดคล้องกับผลประโยชน์ของประเทศ รวมถึงผลประโยชน์ของประชาชนชาวไทยโดยตรง

การเปิดฉากการร่วมงานระหว่างนายกฯ กับนายสีหศักดิ์ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อการวางนโยบายในระดับนานาชาติ ซึ่งเราจะได้เห็นรูปธรรมในเร็ว ๆ นี้ว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศในด้านต่าง ๆ อย่างไร

ท้ายที่สุด ขอให้ผู้อ่านติดตามพัฒนาการในแวดวงการทูตและการเมืองใกล้ชิด เพื่อจะได้เข้าใจและรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นอย่างไร้ที่สิ้นสุด

ที่มา – ‘สีหศักดิ์’ เผย มีคุยนโยบายต่างประเทศกับ ‘นายกฯหนู’ แล้ว ยืนยัน

หน่วยซีลสหรัฐล้มเหลวในภารกิจเกาหลีเหนือปี 2562

เมื่อไม่นานมานี้ มีรายงานจากสำนักข่าวเอเอฟพี ที่เปิดเผยข่าวเกี่ยวกับภารกิจลับของหน่วยซีลสหรัฐ (U.S. Navy SEALs) ที่ดำเนินการในประเทศเกาหลีเหนือเมื่อปี พ.ศ. 2562 โดยภารกิจนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อยู่ในวาระแรก และกำลังมีการเจรจาอย่างละเอียดอ่อนเกี่ยวกับประเด็นนิวเคลียร์กับผู้นำเกาหลีเหนืออย่างคิม จอง-อึน

หน่วยซีลสหรัฐล้มเหลวในภารกิจเกาหลีเหนือปี 2562

รายงานจากหนังสือพิมพ์ The New York Times ระบุว่า ปฏิบัติการลับครั้งนี้มีอัตราความเสี่ยงสูงอย่างมาก จนต้องได้รับการ อนุมัติโดยตรงจากประธานาธิบดีทรัมป์ เอง ทั้งที่หน่วยซีลฝึกซ้อมมานานหลายเดือน แต่ภารกิตก็ยังคง “ผิดพลาดอย่างร้ายแรง” ส่งผลให้เกิดเหตุการณ์เสียชีวิตของพลเรือนชาวเกาหลีเหนือ 2-3 ราย

รายละเอียดภารกิจ

ข้อมูลจากแหล่งข่าวภายในระบุว่า หน่วยซีลสหรัฐใช้เรือดำน้ำขนาดเล็กในการลอบเข้าใกล้ชายฝั่งเกาหลีเหนือ จากนั้นใช้ความสามารถในการว่ายน้ำลอบขึ้นฝั่ง อย่างไรก็ตาม ในเวลานั้นพวกเขากลับ มองไม่เห็นเรือเล็กลำหนึ่ง ที่อยู่ในพื้นที่

ต่อมา เรือลำดังกล่าวได้แล่นเข้ามาใกล้เรือดำน้ำของหน่วยซีล โดยมีลูกเรือถือไฟฉาย และมีคนหนึ่งกระโดดน้ำลงมา ทำให้เจ้าหน้าที่หน่วยซีลคนอื่นๆ คิดว่า “ภารกิจถูกขัดขวาง” และเริ่มเปิดฉากยิงใส่เรือทันที ผลคือ มีพลเรือนเกาหลีเหนือเสียชีวิต 2-3 ราย

ภายหลัง หน่วยซีลได้เข้าตรวจสอบเรือเล็กลำนั้น และพบว่าผู้เสียชีวิตไม่ได้สวมเครื่องแบบทหาร หรือมีอาวุธปืน มีเพียงพลเรือนที่ออกมา ดำน้ำหาหอยในบริเวณใกล้เคียง เท่านั้น

การสอบสวนและการให้ข้อมูลจากทรัมป์

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดการสอบสวนภายในกองทัพอเมริกาหลายชั้น ซึ่งสรุปว่าการยิงที่เกิดขึ้น “มีเหตุผลอันชอบธรรม” ภายใต้สถานการณ์ในเวลานั้น อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์กับสื่อเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา และยืนยันว่าเขาไม่เคยอนุมัติหรือรับรู้เกี่ยวกับภารกิจนี้มาก่อน และเพิ่งได้ยินข่าวเรื่องนี้ “เป็นครั้งแรก”

  • รายงานจาก The New York Times สัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้อง 24 คน
  • หน่วยซีลสหรัฐมีชื่อเสียงจากการสังหารโอซามา บิน ลาเดน
  • เหตุการณ์มีความละเอียดอ่อนทางการเมืองและทหาร
  • ไม่มีการเปิดเผยชื่อจริงของผู้ที่เกี่ยวข้อง

การเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้ทำให้เกิดคำถามใหม่เกี่ยวกับการควบคุมกฎระเบียบของหน่วยระดับซีลของสหรัฐ และหนทางในการปฏิบัติภารกิจลับภายใต้สถานการณ์การเมืองโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา. หากคุณติดตามข่าวระดับโลก อย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตเกี่ยวกับสถานการณ์เกาหลีเหนือ ซึ่งอาจส่งผลต่ออนาคตของความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออก

ที่มา – รายงานแฉ หน่วยซีลสหรัฐทำภารกิจในเกาหลีเหนือ เมื่อปี 2562 แต่ “ล้มเหลว”

อาจารย์ชื่อดังโต้ข่าวผู้วิเศษคนที่ 3 ยันบริจาคโปร่งใส

กรณีที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับผู้วิเศษคนที่ 3 ซึ่งมีดาราและบุคคลในวงการบันเทิงเป็นลูกศิษย์จำนวนมาก ทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับการรับบริจาคเงินจากผู้ติดตาม และกระบวนการโอนเงินไปยังวัดหรือสถานปฏิบัติธรรมที่กล่าวอ้างอยู่นั้น

อาจารย์ชื่อดังโต้ข่าวผู้วิเศษคนที่ 3 ยันบริจาคโปร่งใส

ล่าสุดอาจารย์ ช. ที่ถูกโยงเป็นผู้วิเศษคนที่ 3 ได้ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนในการให้สัมภาษณ์กับรายการ“ข่าวมันส์เขี้ยว” ทางช่อง 8 โดยระบุว่า “ถ้าเราอยู่ในพื้นฐานของความดี ก็ไม่รู้สึกตกใจอะไรกับข่าว แต่แค่ตกใจว่าทำไมเราไปเกี่ยวข้องตรงนั้นด้วย”

การบริจาคทุกบาทตรวจสอบได้

อ.เชียงกล่าวว่า การเปิดรับบริจาค เพื่อสร้างวัด โบสถ์ หรือกิจกรรมเกี่ยวกับศาสนา ทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบเพราะเงินบริจาคจะโอนเข้าบัญชีวัดโดยตรง ไม่ใช่บัญชีส่วนตัว และทุกการรับบริจาคมีหลักฐานเอกสารที่ตรวจสอบได้

นอกจากนี้ “เรื่องโอนเงินให้วัดไม่ตรงยอดบริจาค” ที่หลายคนตั้งข้อสงสัยนั้น อาจารย์ยืนยันว่าเป็นเรื่องไม่จริง เพราะเงินทุกบาทถูกโอนให้วัดอย่างถูกต้องตามขั้นตอนเสมอ

  • ไม่มีการเรียกรับเงินส่วนตัว
  • ไม่เคยมีการระดมทุนเพื่อประโยชน์ส่วนบุคคล
  • สถานปฏิบัติธรรมถูกสร้างด้วยความสมัครใจจากลูกศิษย์

สำหรับเรื่องการเสริมดวงหรือดูดวง อ.เชียงชี้แจงว่า ท่านไม่เคยอ้างว่าสามารถดูดวงได้แต่ให้คำแนะนำด้านธรรมะ และการปฏิบัติดีมีบุญ

รวมถึงข่าวลือเกี่ยวกับ รับบริจาคเพื่อสร้างสถานปฏิบัติธรรม แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นใช้สร้างบ้านอาศัย ท่านกล่าวว่า สถานที่ดังกล่าวเกิดจากความบริสุทธิ์ใจของลูกศิษย์ที่เห็นว่ามีความจำเป็นต้องมีพื้นที่รองรับการปฏิบัติธรรมอย่างเหมาะสม จึงร่วมกันช่วยเหลือก่อสร้างด้วยความตั้งใจดี

“ไม่สามารถทำให้ใครรักเราทั้งโลกได้ แม้แต่พระพุทธเจ้า” อ.เชียงระบุในท้ายสัมภาษณ์ พร้อมเผยว่า ตนเองไม่เคยเรียกร้องบริจาคใด ๆ เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ทุกอย่างเป็นความเชื่อใจและการช่วยเหลือจากผู้มีจิตศรัทธา

อย่างไรก็ตาม แม้เรื่องราวจะถูกตั้งข้อสงสัย แต่ยังไม่มีการเปิดเผยชื่อจริงของ “ผู้วิเศษคนที่ 3” ออกมาอย่างเป็นทางการ

หากคุณชื่นชอบเนื้อหาสาระดี ๆ เช่นนี้ ติดตามเราได้ที่เว็บไซต์ เพื่อรับข่าวสารและความรู้ใหม่ ๆ อยู่เสมอ

ที่มา – อาจารย์ชื่อดังโต้ข่าวผู้วิเศษคนที่ 3 ยันทุกการบริจาคโปร่งใส ไม่เคยเรียกรับเงิน

“โกเมธ” คว้าแชมป์ BMX นานาชาติ ลุยซีเกมส์หวังทอง

การแข่งขันจักรยานบีเอ็มเอ็กซ์ (BMX) ชิงแชมป์ประเทศไทย ประจำปี 2568 ณ สนามบีเอ็มเอ็กซ์ สวนกีฬากมล กรุงเทพฯ ได้กลายเป็นเวทีสำคัญในการคัดเลือกนักปั่นที่จะลุยรายการนานาชาติ รวมถึงเป็นกระบอกเสียงเตรียมความพร้อมสู่การแข่งขัน ซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ปลายปีนี้ โดยเฉพาะผลงานอันโดดเด่นของ “โกเมธ สุขประเสริฐ” ที่คว้าแชมป์ BMX นานาชาติรายการ ASEAN BMX Racing Cup ไปครองอย่างยิ่งใหญ่

“โกเมธ” คว้าแชมป์ BMX นานาชาติ พร้อมเก็บคะแนนโอลิมปิก

ในการแข่งขัน ASEAN BMX Racing Cup ที่จัดร่วมกับการชิงแชมป์ประเทศไทย สนามที่ 4 เมื่อวันที่ 6-7 กันยายนที่ผ่านมา มีนักกีฬาจาก 8 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เข้าร่วมแข่งขันมากกว่า 15 ทีม ทั้งรุ่นประชาชนชาย-หญิง รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี และรุ่นเยาวชน โดยการแข่งขันในครั้งนี้เป็นรายการระดับ Class 1 ภายใต้สหพันธ์จักรยานนานาชาติ (UCI) ซึ่งมีผลต่อการสะสมคะแนนเพื่อคัดเลือกโอลิมปิกเกมส์ 2028

สภาพสนามท้าทาย เกมพลังแห่งใจนักกีฬา

โกเมธ สุขประเสริฐ นักปั่นทีมชาติไทย กล่าวว่า ก่อนลงสนามสภาพสนามลื่นจากฝนตกหนักทั้งคืน แต่เขาเลือกประคองตัวอย่างระมัดระวัง และสามารถเก็บความเร็ว + ความมั่นคงไว้ตลอดเส้นทาง โดยเขาย้ำว่า ความปลอดภัยต้องมาก่อนความลุ้นชัยเสมอ

หลังคว้าแชมป์ได้สำเร็จ “โกเมธ” เผยว่า หลังจากนี้จะมุ่งเป้าสู่การเก็บแต้มในการแข่งขัน BMX ชิงแชมป์เอเชีย 2025 ที่ประเทศญี่ปุ่น และเตรียมความพร้อมสู้เต็มสูบใน ซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่มีกำหนดการแข่งขันในเดือนธันวาคม ซึ่งมีเป้าหมายคว้าทองให้ได้ 2 เหรียญ จาก 2 ประเภทการแข่งขันหลัก

นักกีฬาไทยรุ่นอื่นจี้ดีกับการเก็บคะแนน

นอกจากผลงานของ “โกเมธ” แล้วนักกีฬาทีมชาติไทยยังทำผลงานได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็น “ฟ้า” ส.ท.หญิง ชุติกาญจน์ กิจวานิชเสถียร ผู้ครองแชมป์ BMX รุ่นประชาชนหญิงของรายการ ASEAN BMX Racing Cup เช่นเดียวกับนักกีฬารุ่นเยาวชนที่แสดงศักยภาพทัดเทียมนานาชาติ

  • รุ่นประชาชนชาย อันดับ 1: โกเมธ สุขประเสริฐ (ไทย)
  • รุ่นประชาชนหญิง อันดับ 1: ชุติกาญจน์ กิจวานิชเสถียร (ไทย)
  • รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปีชาย อันดับ 2: ลิขสิทธิ์ พิมพา (ไทย)
  • รุ่นเยาวชนชาย อันดับ 1: พุทธภูมิ นาคแป้น (ไทย)
  • รุ่นเยาวชนหญิง อันดับ 1: ปภาดา ครองโปร่ง (ไทย)

การแข่งขันครั้งนี้ยังมีการถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์และยูทูบ Thailand Cycling Association ดึงดูดผู้ชมกว่า 12,000 วิวจากทั้งในและต่างประเทศ สะท้อนถึงความนิยมและความสนใจในกีฬาบีเอ็มเอ็กซ์ที่เพิ่มสูงขึ้นในภูมิภาคอาเซียน

เตรียมรับชมสนามสุดท้ายของการชิงแชมป์ไทย

สนามสุดท้ายของ ‘การแข่งขันจักรยานบีเอ็มเอ็กซ์ชิงแชมป์ประเทศไทย สนามที่ 5’ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-21 กันยายน 2568 ที่สนามบีเอ็มเอ็กซ์ สวนกีฬากมล เช่นเดียวกับสนามก่อนหน้า โดยนักกีฬาที่สนใจสามารถลงทะเบียนได้ทางเว็บไซต์ www.thaicycling.or.th ภายในวันที่ 17 กันยายน เวลา 12.00 น. หรือลงทะเบียนหน้างานในวันที่ 19 กันยายน เวลา 09.00-17.00 น.

กีฬา BMX เป็นกีฬาที่ต้องอาศัยทักษะ ความเร็ว และความกล้าอย่างลงตัว หากคุณเป็นแฟนกีฬาผาดโผนและชื่นชอบการลุ้นเร้าใจ หยุดมองการแข่งขัน BMX ทีมชาติไทยไว้ไม่ได้แล้ว เตรียมให้กำลังใจนักปั่นไทยให้สานฝันคว้าทองในเวทีซีเกมส์ปลายปีนี้ด้วยนะคะ

ที่มา – “โกเมธ” ผงาดแชมป์ BMX นานาชาติพร้อมวางเป้าหมายคว้าทองกีฬาซีเกมส์

‘อนุทิน’เปิดตัว‘วรภัค’อดีตที่ปรึกษา ‘พิชัย’นั่ง รัฐมนตรีช่วยคลัง

เมื่อเวลา 13.40 น. วันที่ 7 กันยายน ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เปิดตัวนายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย และเคยดำรงตำแหน่งประธานคณะที่ปรึกษาของนายพิชัย ชุณหวชิร อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยนายอนุทินเปิดเผยว่า นายวรภัคจะมารับตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยคลัง อย่างเป็นทางการ

‘อนุทิน’เปิดตัว‘วรภัค’อดีตที่ปรึกษา ‘พิชัย’นั่ง รัฐมนตรีช่วยคลัง

การแต่งตั้งนี้ถือเป็นการเปิดตัวรัฐมนตรีคนนอกเป็นรายที่ 4 ของพรรครวมทั้งหมดจากการเปิดตัวครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 6 กันยายน ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงนโยบายของพรรคภูมิใจไทยที่มองหาผู้มีความเชี่ยวชาญในด้านเศรษฐกิจมาสนับสนุนงานของกระทรวงการคลัง

ความน่าสนใจในตัวบุคคล

นายวรภัค ธันยาวงษ์ เป็นบุคลากรที่มีความน่าเชื่อถือในแวดวงเศรษฐกิจและธนาคาร มาจากประสบการณ์ที่เคยบริหารธนาคารชั้นนำของไทย คือ ธนาคารกรุงไทย และยังเคยใช้ความเชี่ยวชาญในการให้คำแนะนำด้านนโยบายการเงินแก่ผู้บริหารระดับสูงของประเทศอีกด้วย

  • ตำแหน่งก่อนหน้า: กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย
  • เคยเป็นที่ปรึกษา: นายพิชัย ชุณหวชิร อดีตรองนายกฯ และรมว.คลัง
  • บทบาทใหม่: รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

การได้ตัวผู้บริหารระดับประเทศมานั่ง รัฐมนตรีช่วยคลัง แสดงถึงความมุ่งมั่นของฝ่ายบริหารที่มีนโยบายทางเศรษฐกิจรอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศกำลังฟื้นตัวจากสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนจากหลายปัจจัยทั้งภายในและภายนอก

ในฐานะ รัฐมนตรีช่วยคลัง คาดว่านายวรภัคจะมีบทบาทสำคัญในการวางกลยุทธ์ทางการเงิน ป้องกันความเสี่ยง รวมถึงผลักดันแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน

การแต่งตั้งผู้มีความเชี่ยวชาญในภาคธุรกิจเข้ามาร่วมบริหารประเทศเป็นสัญญาณที่ดีของแนวโน้มการเมืองไทยในอนาคต เพราะแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการจัดการในแวดวงเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมและมีความชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาดูความเคลื่อนไหวในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าว่า นโยบายของ ‘วรภัค’ ในฐานะ รัฐมนตรีช่วยคลัง จะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาวอย่างไร ทั้งในเรื่องของความมั่นคงทางการเงิน การควบคุมเงินเฟ้อ และการกระตุ้นรายได้ของประชาชน

ที่มา – ‘อนุทิน’เปิดตัว‘วรภัค’อดีตที่ปรึกษา ‘พิชัย’นั่ง รัฐมนตรีช่วยคลัง

‘ไทยสร้างไทย’ แถลงข้อเสนอต่อ ‘อนุทิน’ นายกฯ ใหม่

เมื่อวันที่ 7 กันยายน พรรค ‘ไทยสร้างไทย’ ได้ออกมาแถลงการณ์ข้อเสนอสำคัญต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โดยเน้นถึงประเด็นเร่งด่วนที่รัฐบาลและรัฐสภาต้องให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก ทั้งปัญหาความมั่นคงชายแดนและเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน

‘ไทยสร้างไทย’ แถลงข้อเสนอต่อ ‘อนุทิน’ นายกฯ ใหม่

พรรคไทยสร้างไทยระบุว่า หากประเทศจะก้าวข้ามวิกฤติที่เผชิญอยู่ได้ จะต้องเริ่มจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า เพื่อลดข้อจำกัดทางโครงสร้างต่างๆ และเสริมบทบาทของภาคประชาชนให้เข้มแข็งขึ้นในการดูแลระบบเศรษฐกิจและการเมือง

องค์ประกอบสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

พรรค ‘ไทยสร้างไทย’ เห็นว่ารัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่จะดำเนินการโดย สภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ควรมาหลังจากการเลือกตั้งทั่วไป ตามข้อตกลงเดิมที่มีตั้งแต่การจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่

อย่างไรก็ตาม มีประเด็นสำคัญที่พรรค ‘ไทยสร้างไทย’ ยืนยันว่าห้ามแตะต้อง เช่น หมวด 1 และ 2 ที่เกี่ยวกับสถาบันหลักของประเทศ เพื่อปกป้องความมั่นคงของชาติ พร้อมกับรักษาแนวทางไม่ให้ต้องเข้าสู่ขั้นการทำประชามติ ตามบทบัญญัติเดิม

  • ที่มาของนายกรัฐมนตรีควรมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
  • การแก้ปัญหา ส.ส. งูเห่า ที่ขัดต่อจริยธรรม
  • วางหลักนโยบายแห่งรัฐ สิทธิเสรีภาพ และกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อประชาชน
  • เพิ่มบทบาทให้ภาคประชาชนสามารถตรวจสอบองค์กรอิสระได้

จากสถานการณ์ปัจจุบัน ทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายการเมือง ราชการประจำ ภาคธุรกิจ หรือภาคประชาชน จำเป็นต้องร่วมแรงร่วมใจอย่างจริงจัง เพื่อส่งเสริม “การเมืองสุจริต” และ “ระบบราชการสุจริต” ให้กลับคืนมา และหากไม่เป็นเช่นนั้น สิ่งที่เสี่ยงมากที่สุดคือความเสื่อมทรุดของประเทศและสถาบันหลักต่างๆ

นักการเมืองต้องยึดความเสียสละ จริยธรรม และสัญญาต่อประชาชน เพราะหน้าที่ของพวกเขาคือการสร้างความยุติธรรม ขจัดความเหลื่อมล้ำ และใช้วิสัยทัศน์ในการวางรากฐานอนาคตของประเทศอันยั่งยืน

ในที่สุด ข้อเสนอของพรรค ‘ไทยสร้างไทย’ เป็นแนวทางที่ชัดเจนว่าหากอยากให้บ้านเมืองเดินต่อได้ จำเป็นต้องเริ่มจาก “พื้นฐาน” : รัฐธรรมนูญ และ “หลักคุณธรรม” : คนในสภาผู้แทนฯ และการเมือง

ที่มา – ‘ไทยสร้างไทย’ แถลงการณ์ข้อเสนอต่อ ‘อนุทิน’ นายกรัฐมนตรีคนใหม่

‘อนุทิน’ ลั่นเป็น‘นายกฯ’ ไม่ติดหนี้บุญคุณใครนอกจาก‘ประชาชน’

เมื่อวันที่ 7 กันยายน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวแถลงการณ์หลังได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ ว่า นี่ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่หาที่สุดมิได้ และตนย้ำว่าเป็นตำแหน่งที่ได้รับจากประชาชน ไม่ใช่ใครคนใด

‘อนุทิน’ ลั่นเป็น‘นายกฯ’ ไม่ติดหนี้บุญคุณใครนอกจาก‘ประชาชน’

ในการกล่าวถึงบทบาทหน้าที่ นายอนุทินระบุว่า แม้จะมีข้อจำกัดในการบริหารราชการแผ่นดิน แต่ตนและคณะรัฐมนตรีจะทุ่มเททำงานอย่างเต็มความสามารถ เพื่อขับเคลื่อนประเทศให้พ้นจากวิกฤตทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง โดยเน้นย้ำว่า ปัจจุบันบุญคุณเพียงหนึ่งเดียวที่ตนต้องตอบแทนคือบุญคุณจากประชาชน ที่ผ่านผู้แทนราษฎรมาสละสิทธิสนับสนุนตน

เป้าหมายรัฐบาลภายใต้การนำของ ‘อนุทิน’

ขอบเขตเวลาที่เหลือเพียง 4 เดือน นายอนุทินย้ำว่าจะไม่มีวันหยุด และไม่ว่างสำหรับการพักผ่อนส่วนตัว ตนมั่นใจว่ารัฐบาลจะขับเคลื่อนภารกิจสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่:

  • 1. ด้านเศรษฐกิจ: เร่งลดต้นทุนการดำเนินชีวิตพร้อมเร่งแก้หนี้สินเกษตรกร และสร้างรายได้ให้กับคนในท้องถิ่น
  • 2. ด้านความมั่นคง: คลี่คลายปัญหาข้อพิพาทกับกัมพูชาอย่างสันติ โดยย้ำว่าจะไม่มีวันเสียดินแดนแม้แต่เซนติเมตรเดียว
  • 3. ด้านภัยธรรมชาติ: เร่งต่อยอดระบบเตือนภัย และบริหารจัดการช่วยเหลือประชาชนอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม
  • 4. ด้านภัยสังคม: ปราบปรามค้ายาเสพติด การพนันออนไลน์ และแสกมเมอร์อย่างจริงจัง โดยร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน

อุดหนุนความยุติธรรมบนพื้นฐานกฎหมาย

นอกจากนี้ ‘อนุทิน’ เผยว่า จะทำงานภายใต้กรอบกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม และพร้อมเปิดเผยกระบวนการเพื่อความโปร่งใสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตรวจสอบ

สุดท้าย ‘อนุทิน’ กล่าวตอกย้ำว่า “ผมจะไม่ทำให้เจตนารมณ์ของประชาชนที่มอบความไว้วางใจให้ต้องสูญเปล่า” พร้อมย้ำอีกครั้งว่า เขาไม่ได้เป็นนายกฯ เพราะบุญคุณของใคร ยกเว้นประชาชนชาวไทยเท่านั้น

หากคุณอยากรู้ต่อว่านโยบายของรัฐบาลชุดนี้จะส่งผลกระทบต่อชีวิตคุณอย่างไร ลองติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และมีส่วนร่วมในการสร้างอนาคตที่ดีของประเทศร่วมกันนะคะ

ที่มา – ‘อนุทิน’ ลั่นเป็น‘นายกฯ’ ไม่ติดหนี้บุญคุณใครนอกจาก‘ประชาชน’

“ส.ลูกยางโลก” มอบโทรฟี่อันทรงเกียรติ “FIVB Grand Cross Award” ให้ “บิ๊กสมพร-บิ๊กติ๋ม” สองคีย์แมนกีฬาไทย

ความสำเร็จที่โดดเด่นของศึกวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก 2025 (FIVB Women’s World Championship 2025) ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพนั้น ได้รับการยอมรับจากทั่วทั้งวงการกีฬาอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะการจัดการแข่งขันที่ถือว่า “ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา”

“ส.ลูกยางโลก” มอบโทรฟี่อันทรงเกียรติ “FIVB Grand Cross Award” ให้ “บิ๊กสมพร-บิ๊กติ๋ม” สองคีย์แมนกีฬาไทย

ล่าสุด นายฟาบิโอ อาเซเวโด ประธานสหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) ได้มอบรางวัล “FIVB Grand Cross Award” ให้กับ “บิ๊กสมพร” สมพร ใช้บางยาง นายกสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย และ “อาจารย์ติ๋ม” ร.ท.ชาญฤทธิ์ วงษ์ประเสริฐ รองประธานกิติมศักดิ์ตลอดชีพสหพันธ์วอลเลย์บอลแห่งเอเชีย (AVC) ที่ห้องรับรองพิเศษ อินดอร์ สเตเดียม หัวหมาก เมื่อช่วงเย็นวันเสาร์ที่ผ่านมา

ทำไมรางวัลนี้ถึงมีความสำคัญ?

รางวัล “FIVB Grand Cross Award” ถือเป็นเกียรติยศอันสูงสุดในวงการวอลเลย์บอล โดยปกติจะมอบให้กับบุคคลในตำแหน่งสูง เช่น ประธานสหพันธ์หรือผู้นำด้านกีฬาในระดับนานาชาติเท่านั้น การที่ “บิ๊กสมพร” และ “อาจารย์ติ๋ม” ได้รับรางวัลนี้ แสดงถึงการยอมรับอย่างเต็มที่จาก FIVB และ Volleyball World

นอกจากนี้ การจัดการแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก 2025 ด้วยความร่วมมือของ 2 คีย์แมนรายนี้ แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความสามารถของประเทศไทยในการรองรับกิจกรรมกีฬาระดับโลก และยังส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศในระดับนานาชาติได้อย่างยอดเยี่ยม

การได้รับรางวัลนี้ไม่เพียงแต่เป็นเกียรติของ “บิ๊กสมพร” และ “อาจารย์ติ๋ม” เท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความภาคภูมิใจของทั้งวงการกีฬาไทย โดยเฉพาะวงการวอลเลย์บอล ที่สามารถผลักดันให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของกีฬาชั้นนำระดับโลกได้อย่างประสบความสำเร็จ

นี่คือแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนและนักกีฬารุ่นใหม่ในการนำเกียรติยศของประเทศไปสู่เวทีนานาชาติ เพราะการมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และมุ่งมั่นอย่าง “บิ๊กสมพร” และ “บิ๊กติ๋ม” จึงทำให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายในระดับโลกได้

หากคุณเป็นแฟนกีฬาหรือชื่นชอบวอลเลย์บอล ต้องติดตามและภาคภูมิใจในความสำเร็จนี้ของทีมงานและนักกีฬาไทย เพราะความภูมิใจนี้เป็นของทุกคน

ที่มา – “ส.ลูกยางโลก” มอบโทรฟี่อันทรงเกียรติ “FIVB Grand Cross Award” ให้ “บิ๊กสมพร-บิ๊กติ๋ม” สองคีย์แมนกีฬาไทย