ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

พระสงฆ์ แม่ฮ่องสอน นำชาวบ้านฟื้นฟูวัด หลังพายุถล่ม

เมื่อเร็วๆ นี้ จังหวัดแม่ฮ่องสอนได้ประสบกับเหตุอุทกภัยครั้งรุนแรงจากพายุคาจิกิ ที่พัดถล่มหลายพื้นที่ในจังหวัด ทำให้หลายสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งวัดต่างๆ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก หนึ่งในสถานที่ที่ได้รับผลกระทบมากคือ วัดผาบ่องใต้ ซึ่งอยู่ใน ตำบลผาบ่อง อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน

พระสงฆ์ แม่ฮ่องสอน นำชาวบ้านฟื้นฟูวัด หลังพายุถล่ม

โดยมี พระครูอนุกูลศีลสังวร เจ้าอาวาสวัดผาบ่องใต้ เป็นผู้ประสานงานและนำคณะพระสงฆ์ สามเณร นักเรียนจากโรงเรียนวัดพระธาตุดอยกองมู วัดจองกลาง และวัดภูสมณาราม เข้ามาดำเนินการฟื้นฟูวัดร่วมกับชุมชนและหลายหน่วยงานท้องถิ่น ได้แก่ ตชด.336 (ปางหมู) อาสาสมัครจังหวัดแม่ฮ่องสอน และเจ้าหน้าที่จากเทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอน สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด ตลอดจนชาวบ้านจากบ้านห้วยเดื่อ

การทำงานร่วมกันในครั้งนี้มุ่งเน้นการทำความสะอาดพื้นที่ภายในวัด และเคลียร์เศษซากจากน้ำท่วมที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกระบวนการที่ช่วยให้ชุมชนสามารถกลับสู่ภาวะปกติได้อย่างรวดเร็ว

ความร่วมมือของทุกภาคส่วน

รัฐบาลจังหวัดฯ โดย นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้กำชับให้ทุกภาคส่วนเข้าร่วมสนับสนุนให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ มีการจัดตั้งศูนย์ประสานงานเพื่อให้การตอบสนองรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยตั้งเป้าให้การฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยทั้งหมดในจังหวัดแล้วเสร็จภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2568

  • พระสงฆ์นำการทำความสะอาดภายในวัด
  • อาสาสมัครและเจ้าหน้าที่ช่วยเคลียร์พื้นที่
  • ชาวบ้านร่วมกันฟื้นฟูชุมชนอย่างเข้มแข็ง

การฟื้นฟูวัดผาบ่องใต้ไม่เพียงแต่เป็นการซ่อมแซมสิ่งปลูกสร้างเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมให้ชุมชนมีพลังในการรับมือกับภัยธรรมชาติที่อาจมาเยือนอีกในอนาคต

หากทุกคนร่วมมือกันอย่างจริงจังและเป็นระบบ ย่อมสามารถก้าวผ่านวิกฤติได้ ซึ่งบทเรียนจาก พระสงฆ์ แม่ฮ่องสอน นำชาวบ้านฟื้นฟูวัด หลังพายุถล่ม นี้ก็ถือเป็นต้นแบบที่ดีสำหรับการจัดการความเสียหายจากภัยธรรมชาติในระดับท้องถิ่น

ด้วยความสามัคคีและการมีจิตอาสาของทุกภาคส่วน ทั้งชุมชน พระภิกษุ รวมไปถึงหน่วยงานราชการ แสดงให้เห็นว่า ไม่มีอะไรใหญ่เกินกว่าที่เราจะร่วมมือกันแก้ไข

ที่มา – พระสงฆ์ แม่ฮ่องสอน นำชาวบ้านฟื้นฟูวัด หลังพายุถล่มร่วมกันทำความสะอาด เคลียร์พื้นที่ประสบอุทกภัย

ราคาทองวันนี้ 30 ส.ค. ขึ้นรวดเดียว 350 บาท

ราคาทองวันนี้ 30 ส.ค. 68 เมื่อเวลา 09.06 น. พุ่งขึ้นแบบรวดเดียวถึง 350 บาท สู่ระดับประมาณ 52,600 บาท ซึ่งสูงกว่าการประกาศราคาซื้อขายครั้งล่าสุดของเมื่อวาน (ศุกร์ที่ผ่านมา) โดยในช่วงระหว่างวันมีการประกาศราคาทองรวมทั้งสิ้น 6 ครั้ง ซึ่งโดยรวมแล้วราคาได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแรง 250 บาท

จากการเคลื่อนไหวของราคาในเช้าวันนี้ ส่งผลให้ ราคาทองคำแท่งรับซื้ออยู่ที่บาทละ 52,500 บาท ส่วนราคาขายออกอยู่ที่บาทละ 52,600 บาท และสำหรับทองรูปพรรณนั้น ราคาซื้ออยู่ที่บาทละ 51,453.04 บาท ส่วนราคาขายออกอยู่ที่บาทละ 53,400 บาท

ราคาทองวันนี้ 30 ส.ค. ขึ้นรวดเดียว 350 บาท

นอกจากนี้ ราคาทองคำ Spot ในช่วงตลาดปิดเมื่อคืนที่ผ่านมาได้ปรับตัวขึ้นแตะที่ 3,448 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนตลาดทองคำ COMEX สหรัฐ ก็ปิดตลาดด้วยการปรับตัวขึ้นถึง 41.80 ดอลลาร์ ทำให้ราคาอยู่ที่ 3,516.10 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งถือเป็นการปรับตัวขึ้นรายเดือนที่มากที่สุดตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา

ปัจจัยหนุนราคาทอง

การปรับตัวขึ้นของราคาทองในรอบนี้ได้รับแรงหนุนหลักจากการเปิดเผยข้อมูลเงินเฟ้อที่สำคัญของสหรัฐอย่างดัชนี PCE ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ให้ความสำคัญในการติดตามแนวโน้มเงินเฟ้อ ซึ่งผลปรากฎว่าออกมาตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้

ดัชนี PCE ที่เป็นไปตามคาดช่วยให้ตลาดมีความมั่นใจมากขึ้นว่าธนาคารกลางสหรัฐอาจมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนนี้ ซึ่งถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนเริ่มกลับมาสนใจทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยอีกครั้ง

หากคุณเป็นผู้ลงทุนรายย่อยที่ติดตามราคาทองคำอยู่ วันนี้อาจถือเป็นจังหวะที่น่าสนใจในการตัดสินใจซื้อขาย โดยเฉพาะหากคุณมีแนวโน้มเชื่อมั่นในทิศทางการปรับลดดอกเบี้ยของ FED ที่อาจเกิดขึ้นในเร็ววัน

ทั้งนี้ ผู้สนใจควรติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลก รวมถึงประกาศนโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนอย่างมีข้อมูล

ที่มา – ราคาทองวันนี้ 30 ส.ค. ขึ้นรวดเดียว 350 บาท

ชู ‘บ้านรางน้ำใส’ เป็นต้นแบบ ‘หมู่บ้านรักษาศีล 5’ สมุทรสาคร

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่วัดอ้อมน้อย อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร คณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ โดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา “หมู่บ้านรักษาศีล 5” ระดับหน่วยกลาง ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยม ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ร่วมกับการบูรณาการหลักธรรมพระราชทาน ธรรมนาวา “วัง”

ชู ‘บ้านรางน้ำใส’ เป็นต้นแบบ ‘หมู่บ้านรักษาศีล 5’ สมุทรสาคร

ในการนี้มีพระพรหมเสนาบดี เจ้าอาวาสวัดปทุมคงคา ที่ปรึกษามหาเถรสมาคม (มส.) รองประธานอำนวยการโครงการฯ เป็นประธานพิธีเปิด พร้อมด้วยพระธรรมวชิรสุนทร รักษาการประธานกรรมการบริหารกลางโครงการฯ พระเทพสมุทรวัชราจารย์ ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการฯ หน่วยกลาง คณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการฯ นายนิยม เวชกามา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร เข้าร่วมงาน

การพัฒนาโดยน้อมนำหลักธรรม

นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร กล่าวว่า วัดอ้อมน้อยได้ดำเนินโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ที่บ้านรางน้ำใส ซึ่งเป็นชุมชนที่มีประชากร 2,564 ครัวเรือน โดยมีวัดอ้อมน้อยเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนในพื้นที่ชุมชนบ้านรางน้ำใส มีพฤติกรรมในการเข้าวัดทำบุญ ตักบาตร ปฏิบัติธรรม ฟังพระธรรมเทศนา รักษาศีล 5 และมีวิถีชีวิตแบบพอเพียง เรียบง่าย มีกิจกรรมจิตอาสา และกิจกรรมเพื่อสังคม เพื่อพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

การดำเนินชีวิตของประชาชนในพื้นที่บ้านรางน้ำใส ได้น้อมนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นแนวทางสำคัญ โดยบ้านรางน้ำใสกลายเป็นต้นแบบอีกหนึ่งความสำเร็จจากการขับเคลื่อนโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ของจังหวัดสมุทรสาคร โดยสามารถบูรณาการร่วมกับกระทรวงมหาดไทยในการขับเคลื่อนโครงการหมู่บ้านยั่งยืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • มีวัดเป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชน
  • ประชาชนรักษาศีล 5 และเข้าวัดเป็นประจำ
  • ปลูกจิตสำนึกจิตอาสาและทำประโยชน์ให้ชุมชน
  • ยึดหลักธรรมเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต

การพัฒนาของชุมชนบ้านรางน้ำใส แสดงให้เห็นว่า การนำหลักธรรมมาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต ทำให้เกิดความสงบสุข มีความสามัคคี และความร่วมมือของคนในชุมชนที่ดีเยี่ยม การเป็นต้นแบบของโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร จึงเป็นแรงบันดาลใจให้หมู่บ้านอื่น ๆ เลียนแบบไปสู่สังคมที่มีคุณธรรมและมีความยั่งยืน

โครงการนี้ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่มีคุณค่าทางจิตวิญญาณในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างแท้จริง หากคุณสนใจที่จะนำแนวทางนี้มาใช้ในชุมชนของคุณ ลองเริ่มจากการร่วมมือกับวัดหรือองค์กรในท้องถิ่น เพื่อพัฒนาคุณธรรมพร้อมสร้างสรรค์สังคมด้วยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา

ที่มา – ชู ‘บ้านรางน้ำใส’ เป็นต้นแบบ ‘หมู่บ้านรักษาศีล 5’ สมุทรสาคร

อัสซาดูลาห์ ก้านคอน็อก พันธ์พยัคฆ์ คว้าสัญญา ONE

ศึก ONE ลุมพินี 122 ได้สร้างความตื่นเต้นและเร้าใจส่งไปยังแฟนมวยทั่วโลกกว่า 195 ประเทศ ด้วยคู่ชกคุณภาพมากมายเตรียมลอแจกฟอร์มฝีมืออย่างเต็มที่ในค่ำคืนวันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม ณ เวทีมวยลุมพินี (รามอินทรา)

อัสซาดูลาห์ ก้านคอน็อก พันธ์พยัคฆ์ คว้าสัญญา ONE

ในคู่เอกของรายการ “พันธ์พยัคฆ์ จิตรเมืองนนท์” มวยวัย 29 ปี จากสมุทรปราการ ได้พบกับ “อัสซาดูลาห์ อิมานกาซาลิเอฟ” นักชกรัสเซียวัย 22 ปี ในกติกามวยไทยรุ่นฟลายเวต สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดเกิดขึ้นเมื่อ อัสซาดูลาห์ เตะก้านคอเข้าเต็มแรง น็อก “พันธ์พยัคฆ์” ล้มลงคาเชือกภายในเวลาเพียง 2 นาที 7 วินาทีของยกแรก

ชัยชนะดังกล่าวทำให้ อัสซาดูลาห์ เก็บชัยมาแล้ว 6 ไฟต์ติด และได้รับโบนัสสูงถึง 350,000 บาท ก้อนที่ 5 พร้อมกับคว้า สัญญา ONE มาเป็นรายที่ 31 จากเวที ONE ลุมพินี ถือเป็นหนึ่งในนักสู้ดาวรุ่งที่โดดเด่นที่สุดในรายการ

คู่ชกคุณภาพจากทั่วทุกมุมโลก

นอกจากคู่เอกแล้ว ยังมีนักสู้อีกมากมายที่โชว์ฝีมืออย่างน่าประทับใจ อาทิ “หนุ่มสุรินทร์ ช.เกตุวีณา” ที่เอาชนะ “ทรงชัยน้อย เกียรติทรงฤทธิ์” ด้วยคะแนนเสียงข้างมากในกติกามวยไทย 117 ป. นอกจากนี้ยังมีการจัดเวทีด้วยกติกาคิกบ็อกซิ่งและ MMA ที่สไตล์การต่อสู้แตกต่างกันอย่างชัดเจน

  • “ก้องไกล ส.สมหมาย” น็อก “เฟอร์รารี แฟร์เท็กซ์” ในยกที่ 3
  • “นาดากะ” จากญี่ปุ่นทีเคโอ “ฮามาดา อัซมานี” จากโมร็อกโก
  • “โมฮัมหมัด เซียซารานี” ชนะคะแนนเอกฉันท์จากอิหร่าน

การต่อสู้ชุดนี้ยังทำให้บิ๊กบอส “ชาตรี ศิษย์ยอดธง” ตัดสินใจมอบโบนัสพิเศษให้กับนักสู้ที่มีผลงานโดดเด่นรวมกันถึง 1,400,000 บาท โดย อัสซาดูลาห์ ก็เป็นหนึ่งในผู้โชคดีที่ได้รับจากผลงานที่ดีเยี่ยม

การคว้า สัญญา ONE ของ อัสซาดูลาห์ ไม่ใช่แค่ความสำเร็จส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวอย่างของนักกีฬาที่มีความมุ่งมั่นและฝึกฝนอย่างหนักเพื่อก้าวขึ้นเวทีระดับโลก

หากคุณอยากเห็นนักชกดาวรุ่งแบบ อัสซาดูลาห์ แสดงฝีมือต่อในอนาคต เตรียมติดตามได้ในรายการ ONE Championship ที่จะพาคุณสัมผัสกับความตื่นเต้นแบบไร้ขีดจำกัด

ที่มา – “อัสซาดูลาห์” ก้านคอน็อก “พันธ์พยัคฆ์” คว้าสัญญา ONE ในศึก ONE ลุมพินี 122

เด็กไทยคว้าเหรียญทอง ‘ปีนผาจำลอง’ ชิงแชมป์เอเชียที่กุ้ยหยาง

สำนักข่าวซินหัวรายงานจากเมืองกุ้ยหยาง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ว่านายชัยรัตน์ เอื้ออารีย์จิต บิดาและผู้ฝึกสอน กล่าวว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ทีมไทยคว้าเหรียญทองจากการแข่งขัน ปีนผาจำลอง เยาวชนชิงแชมป์เอเชีย ซึ่งถือเป็นความสำเร็จเกินคาดของการเป็น “อัศวินแห่งผา” อย่างแท้จริง โดยก่อนหน้านี้ รายการที่ไม่ใช้เชือกมักเป็นแนวทางของประเทศอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่คว้าชัยมาตลอด

การฝึกฝนอย่างเต็มที่เพื่อคว้าชัย

เส้นทางความเป็นนักกีฬาในรายการ ปีนผาจำลอง ของนักกีฬาวัยเยาว์อย่างอัศวิน เอื้ออารีย์จิต เริ่มต้นตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่หนึ่ง ด้วยความชอบศึกษาและฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ทำให้เขาได้เป็นที่รู้จักจากผลงานในรายการต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ โดยบิดาได้นำลูกชายไปซ้อมและเข้าร่วมการแข่งขันในประเทศต่าง ๆ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย และญี่ปุ่น เพื่อแปลงความรู้และทักษะให้เป็นของตนเอง

เส้นทางสู่แชมป์เอเชีย

อัศวินเริ่มเข้าร่วมการแข่งขันระดับนานาชาติอย่างจริงจังตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 จนประสบความสำเร็จหลากหลาย เช่น เหรียญทองแดงจากการแข่งขันประเภทลีด (Lead) รุ่นยู16 ในรายการเยาวชนชิงแชมป์โลก ที่กรุงโซล ปี 2566 และอันดับที่ 4 และ 5 ในรายการเยาวชนชิงแชมป์โลก ที่เมืองกุ้ยหยาง ปีที่แล้ว

สำหรับการแข่งขัน ปีนผาจำลองเยาวชนชิงแชมป์เอเชีย ปี 2568 นี้ ถือเป็นการขึ้นแท่นแชมป์ระดับภูมิภาคอย่างเป็นทางการของทีมไทยครั้งแรก ซึ่งในรอบสุดท้ายอัศวินสามารถเอาชนะคู่แข่งจากหลายชาติ จนกลายเป็นนักกีฬาไทยคนแรกที่คว้าเหรียญทองในการแข่งขันประเภทโบลเดอริง (Bouldering) รุ่นยู19 ชาย โดยการคว้าชัยในครั้งนี้ถือว่าเป็นแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนไทยที่สนใจกีฬานี้อย่างมาก

ในการแข่งขันครั้งนี้ ประเทศญี่ปุ่นมีผลงานโดดเด่นคว้าเหรียญทองรวม 6 เหรียญ ส่วนจีนได้ 3 เหรียญ ส่วนอินโดนีเซีย เกาหลีใต้ และไทยได้รับเหรียญทองคนละหนึ่งเหรียญ ทำให้ความภาคภูมิใจแก่ทีมงานและผู้ฝึกสอนในประเทศไทยเพิ่มขึ้นในระดับทวีคูณ

การคว้าเหรียญทองในครั้งนี้นอกจากจะเป็นความสำเร็จส่วนบุคคลของนักกีฬารุ่นใหม่แล้ว ยังสะท้อนถึงศักยภาพของกีฬา ปีนผาจำลองในประเทศไทย ที่ก้าวขึ้นสู่เวทีเอเชีย และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของนักปีนหน้าผาคนต่อไปที่มีความมุ่งมั่นและความสำเร็จไม่แพ้กัน

ยินดีกับอัศวิน เอื้ออารีย์จิต และขอเชียร์ให้มีศักยภาพก้าวไปไกลยิ่งขึ้นในระดับโลก!

ที่มา – เด็กไทยคว้าเหรียญทอง “ปีนผาจำลอง” ชิงแชมป์เอเชียที่กุ้ยหยาง

นิด้า จัดประชุมวิชาการ ขนทัพ Keynote Speakers และผู้เชี่ยวชาญ ร่วมออกแบบอนาคต ‘สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน’

สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ได้จัดงานประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติประจำปี 2568 หรือ 4th NIC – NIDA Conference, 2025 ภายใต้หัวข้อ “Collaboration for Sustainable Development in the Intelligent Age: Paving the Way for Solutions to New Global Challenges” ซึ่งจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 28-29 สิงหาคม 2568 ณ หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ ถนนเสรีไทย กรุงเทพฯ นี้เป็นงานประชุมที่รวบรวม Keynote Speakers และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้สู่เป้าหมาย “สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” อย่างแท้จริง.

นิด้า จัดประชุมวิชาการ ขนทัพ Keynote Speakers และผู้เชี่ยวชาญ ร่วมออกแบบอนาคต ‘สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน’

งานในวันแรกเปิดฉากด้วยการให้เกียรติจากกองเกียรติคุณ โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.จุรี วิจิตรวาทการ นายกสภาสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และ ศาสตราจารย์ ดร.ทิพวรรณ หล่อสุวรรณรัตน์ อธิการบดี NIDA ให้การต้อนรับผู้เข้าร่วมทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งพิธีเปิดได้เน้นย้ำถึงเป้าหมายร่วมของทุกภาคส่วนในการพัฒนาที่ยังยืนในยุคอัจฉริยะ

Keynote Speakers จากนานาชาติแชร์องค์ความรู้

ไฮไลท์สำคัญของงานประชุมวิชาการทั้ง .ระดับชาติและนานาชาติในวันแรก คือ การบรรยายพิเศษจากวิทยากรชื่อดังระดับโลก ได้แก่ Michaela Friberg-Storey (UN Resident Coordinator in Thailand) และ Mr. Zhao Mengtao (Counselor at the Embassy of the People’s Republic of China in the Kingdom of Thailand) ซึ่งนำเสนอวิสัยทัศน์ใหม่ในการขับเคลื่อน พัฒนาที่ยั่งยืน ผ่านการร่วมมือแบบ Cross Sector และนวัตกรรมในยุค Digital Transformation

นอกจากนี้ยังมีการแสดงวัฒนธรรมไทยแบบแปลกตา “หนุมานจับนางสุพรรณมัจฉา” จากกรมพลศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ซึ่งเพิ่มความโดดเด่นเฉพาะตัวให้กับงานประชุมวิชาการนี้อย่างมาก ปิดท้ายช่วงเช้าด้วย Panel Discussion ในหัวข้อ “Smart Infrastructure and Inclusive Industrialization: Pathways to Sustainability” ที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศมาเสวนาถึงแนวทางเชิงนโยบายและความท้าทายในการขับเคลื่อน สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

เสวนาเชิงลึกและผลงานวิจัยระดับนานาชาติ

ในช่วงบ่ายของวันแรกได้มี Special Panel Discussion หัวข้อ “Advancing Research Excellence: Strategies for High Impact Publications” ซึ่งเป็นเวทีสำคัญที่กระตุ้นความร่วมมือทางวิชาการระดับนานาชาติ เพื่อให้ได้ผลงานที่มีคุณภาพและอิทธิพลสูงออกสู่เวทีโลก พร้อมกับการนำเสนอผลงานวิจัยที่สอดคล้องกับเป้าหมาย สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ของสังคมในหลากหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และการใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรม

มาถึงวันสุดท้ายของงานในวันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม 4th NIC – NIDA Conference, 2025 ได้มีการปาฐกถาพิเศษจาก personalities สำคัญ ได้แก่ Kobsak Pootrakool, Ph.D. ผู้บริหารอาวุโสของธนาคารกรุงเทพ และ Assoc. Prof. Juree Vichit-Vadakan ผู้ทรงคุณวุฒิที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศ พร้อมพิเศษ คุณท็อป – จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ก็ได้มาร่วมเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับ Economic Resilience through Digital Sustainability ที่น่าสนใจยิ่ง

ไม่น้อยไปกว่านั้น ยังมีกิจกรรมมอบรางวัล Top Paper Awards ระดับชาติและนานาชาติ ปี 2025 รวมถึงเวทีเสวนาวิชาการในหัวข้อ “Social Innovation and Cross Sector Collaboration for Inclusive Growth” ที่นำเอาภาคส่วนต่างๆ มาจับมือกันอย่างแท้จริง การเสวนาหัวข้อ “Inclusive Innovation: Case-Based Approaches to Bridging Social Gaps” ก็ถือเป็นจุดจบของเป้าหมายเดียวกันที่ทุกคนมุ่งไป

ด้วยขนาดงานที่ยิ่งใหญ่ น่าติดตาม และตอบโจทย์ระดับนานาชาติ4th NIC – NIDA Conference 2025 ถือเป็นโอกาสอันดีในการเชื่อมโยงองค์ความรู้และสร้างความร่วมมือที่จำเป็นในการ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังแสดงให้เห็นศักยภาพของ NIDA ในการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่การเป็น “สถาบันสรรค์สร้างปัญญาของสังคม” ที่มีวัฒนธรรมแห่งความคิดสร้างสรรค์และการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

งานประชุมวิชาการนี้ได้รับความสนใจจากทั้งชุมชนนักวิชาการ นักวิจัย คณาจารย์ นักศึกษา และสาธารณชนทั่วไปผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างล้นหลาม ทำให้ NIDA สามารถขยายผลกระทบของการจัดงานได้อย่างทรงพลัง

หากคุณเป็นผู้ที่สนใจในแนวทางการพัฒนาอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน งานเช่นนี้ถือเป็นโอกาสที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากมันไม่ได้เป็นเพียงการแลกเปลี่ยนข้อมูลเท่านั้น แต่ยังมีอิทธิพลที่จะเปลี่ยนแปลงนโยบาย และรูปแบบการบริหารในอนาคต อย่างแน่นอน

ที่มา – นิด้า จัดประชุมวิชาการ ขนทัพ Keynote Speakers และผู้เชี่ยวชาญ ร่วมออกแบบอนาคต ‘สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน’

เมืองโฮจิมินห์เพิ่มเงินสนับสนุนกระตุ้นการมีบุตร

เมืองโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม เริ่มดำเนินการเพิ่มเงินสนับสนุนให้กับมารดาและทารกจากครัวเรือนที่มีสถานะยากจนและใกล้ยากจน เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนวางแผนมีบุตรมากขึ้น ตามรายงานจากสำนักข่าวซินหัว เมื่อวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา

ข้อเสนอที่สภาประชาชนเมืองโฮจิมินห์ได้รับรองนี้ จะให้เงินช่วยเหลือในจำนวน 2 ล้านดอง (ประมาณ 2,460 บาท) ให้กับมารดาที่กำลังตั้งครรภ์ในครอบครัวยากจนและใกล้ยากจน รวมถึงค่าใช้จ่ายสำหรับการตรวจสุขภาพระหว่างตั้งครรภ์ และการตรวจคัดกรองทารกแรกเกิด ซึ่งถือเป็นการสนับสนุนที่เหมาะสมให้กับผู้ที่มีรายได้น้อยแต่ต้องการมีลูก

เมืองโฮจิมินห์เพิ่มเงินสนับสนุนกระตุ้นการมีบุตร

ย้อนกลับไปในช่วงที่ผ่านมา เมืองโฮจิมินห์ประสบปัญหาอัตราการเจริญพันธุ์ที่ต่ำที่สุดของประเทศ โดยมีเพียง 1.43 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน ซึ่งน้อยกว่าอัตราระดับทดแทนทางประชากรที่ควรจะอยู่ที่ 2.1 คน ความเป็นเช่นนี้อาจส่งผลต่อเสถียรภาพประชากรในอนาคต

มาตรการกระตุ้นการมีลูกในครัวเรือน

คำประกาศของสภาประชาชนระบุว่า ครอบครัวที่มีฐานะใกล้ยากจนจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการให้เงินสนับสนุนสุขภาพ ทั้งมารดาและทารก พร้อมกับการสนับสนุนการเข้าถึงบริการสุขภาพพื้นฐานตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์จนหลังคลอด ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ผู้หญิงในครอบครัวด้อยโอกาสเกิดกล้าที่จะมีลูกมากขึ้น

  • สนับสนุนการดูแลสุขภาพระหว่างตั้งครรภ์
  • จ่ายเงินช่วยเหลือทารกแรกเกิดกับครอบครัวยากจน
  • สร้างแรงจูงใจเพื่อเพิ่มอัตราการมีบุตรในเมือง
  • ลดความเหลื่อมล้ำด้านสวัสดิการแม่และเด็ก

การเพิ่มเงินอุดหนุนทางสังคมในรูปแบบนี้เป็นการตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายที่มีรายได้ต่ำ โดยเฉพาะในเขตเมืองที่ค่าใช้จ่ายสูงและแรงกดดันทางเศรษฐกิจสูง จึงทำให้การสนับสนุนด้านการดูแลสุขภาพแม่และเด็กกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเพิ่มจำนวนประชากรในระยะยาว

นอกจากนี้ สิ่งที่เมืองโฮจิมินห์กำลังดำเนินการนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาประชากรที่เกี่ยวข้องกับการสร้างความมั่นคงในระดับชาติ เพราะหากอัตราการมีบุตรยังคงอยู่ในระดับต่ำ อาจส่งผลให้เกิดการขาดแคลนแรงงานในอนาคต ซึ่งจะกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม

บทสรุป

อยากให้ทุกคนให้ความสำคัญกับกระแสด้านประชากรที่เกิดขึ้นในเมืองโฮจิมินห์ เพราะการตัดสินใจเลือกมีลูกในระดับบุคคล ก็สนใจอยู่ในบริบทของชาติ เช่นเดียวกับการสนับสนุนจากภาครัฐที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงเวลานี้

ที่มา – เมืองโฮจิมินห์เล็งเพิ่มเงินสนับสนุน หวังกระตุ้นประชาชนมีบุตร

‘ทักษิโฉ’ จะชักกระบี่หรือไม่? นิพิฏฐ์เปรียบถูกหักหลังอาจยุบสภา

ล่าสุด เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม นาย นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านโซเชียลมีเดีย โดยระบุว่า หากเปรียบการเมืองไทยกับเรื่องราวในวรรณกรรม ‘สามก๊ก’ แล้ว คุณทักษิณ ชินวัตร หรือที่ถูกเรียกกันว่า “ทักษิโฉ” นั้น อาจกำลังเผชิญหน้ากับการถูกหักหลังจากคนในขบวนการเดิม

‘ทักษิโฉ’ จะชักกระบี่หรือไม่?

นิพิฏฐ์เปรียบ ‘ทักษิณ’ ได้รับการเปรียบเทียบว่าเป็น ‘โจโฉ’ รับใช้ทุกคนแต่ไม่ยอมให้ใครหักหลัง แต่กลับถูกทรยศจากพวกพ้อง จนอาจจำต้องชักกระบี่อีกครั้ง โดยยกตัวอย่างจากคำพูดของยาขอบที่ว่า “ผู้ยอมทรยศคนทั้งโลก ดีกว่าให้คนทั้งโลกทรยศ” เพื่อแสดงให้เห็นภารกิจและความมุ่งมั่นในการใช้อานุภาพสุดท้ายที่มี

ขณะที่หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่า ‘ทักษิโฉ’ จะยังยืนหยัดแสดงอำนาจในฐานะผู้นำรัฐบาลเดิม หรือจะเลือกลายพังยอมแพ้ด้วยการยอมรับกรรมการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง อย่างไรก็ตามนิพิฏฐ์ระบุว่า หาก ‘ทักษิโฉ’ ไม่ยอมถูกหักหลัง ก็อาจแสดงอานุภาพแห่งกระบี่ดาบสุดท้าย คือ “ยุบสภา” เพื่อสลายสถานการณ์ที่ฝืดเคืองนี้

เปลี่ยนพรรคแยก จริงหรือทรยศ?

นอกจากนี้ นิพิฏฐ์ยังเปรียบกรณี ส.ส. หลายคนที่แยกย้ายจากพรรคร่วมรัฐบาลเดิม เข้าร่วมกับพรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของ พล.อ.อนุทิน ว่าเปรียบเสมือน โจโฉ ที่เปลี่ยนใจยอมสังหารคนเก่าเพื่อวางแผนลอบสังหาร “ตั๋งโต๊ะ”

  • การแยกพรรค ไม่ใช่เพียงการย้ายตำแหน่ง แต่เป็นการแปลงใจจนอาจถูกมองว่าเป็นการ ‘การทรยศ’
  • ความซับซ้อนทางการเมือง จะส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลในระยะยาวอย่างไร
  • ข้อคิดเชิงลึก การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยตัวละครในตานาค คล้ายเรื่อง ‘สามก๊ก’ ที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานและแผนการพรางเร้น

ข้อคิดจาก ‘ทักษิโฉ’ ที่อาจต้องชักกระบี่หรือไม่ในวันข้างหน้า สะท้อนให้เห็นถึงการเมืองที่ยังเต็มไปด้วยทางแยกและฉากหลังคดเคี้ยว ซึ่งล้วนมีผลต่ออนาคตของประเทศ หาก ‘เขา’ ไม่ยอมแพ้ ก็อาจมีวันที่สภาต้องถูกยุบตามภูมิคดของ ‘ทักษิโฉ’ ด้วยสโลแกนล้างความแค้น

ที่มา – ‘ทักษิโฉ’ จะชักกระบี่หรือไม่? นิพิฏฐ์เปรียบ ‘ทักษิณ’ ถูกหักหลัง อาจต้องยุบสภาล้างแค้น!

เปียกแล้วจ้าแม่ JRBUBBLEGUM ปล่อยซิงเกิล ฝน (Hot Rain)

บอกเลยว่าความฮอตพุ่งเกินต้าน “JRBUBBLEGUM” (เจอาร์บับเบิ้ลกัม) ศิลปิน LGBTQ+ แรปเปอร์ตัวแสบ ปล่อยซิงเกิลใหม่ “ฝน (Hot Rain)” ที่ทั้งร้องเอง แรปเอง เล่นเอง จนทำคนฟังใจสั่นเปียกไปหมด

เปียกแล้วจ้าแม่ JRBUBBLEGUM ปล่อยซิงเกิล ฝน (Hot Rain)

เบื้องหลังความแซ่บนี้ได้ Brownzerr ที่ลงมือโปรดิวซ์บีตสุดเปียก จัดเต็มด้วยบีต Afrobeat ที่โยกได้ทุกองศา ผสมกับกลิ่นอาย ดนตรีพื้นบ้านไทย กลายเป็นรสชาติใหม่ที่ทั้ง Exotic และ International แบบไม่ซ้ำใคร จังหวะคือชวนให้ร่างกายขยับเหมือนกำลังเต้นใต้สายฝนจริง ๆ

ไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาดของซิงเกิล ฝน (Hot Rain)

ไฮไลต์อยู่ที่เสียงร้องของ JR ที่พาอารมณ์ไปสุด ทั้งเย้ายวน ขี้เล่น เต็มไปด้วยความปรารถนาที่พร้อมละลายใจแฟนเพลง และด้วยท่อนแรปที่เด็ดไม่แพ้กัน “Stop it there, stop with class, เข้ามา เข้ามาชิด เข้ามา grab my ass, Heart rate สั่นเหมือน beat จะ crash, ยิ่งใกล้ ยิ่งร้อน ไม่อยาก stop this flash”

แต่ที่ทำเอาแฟน ๆ ฮือฮาหนักมากคือ MV “ฝน (Hot Rain)” ที่ JRBUBBLEGUM เล่นเป็นนางเอกเอง ด้วยการกำกับผ่าน Jedino ผู้กำกับที่คุมภาพให้แรงทะลุจอ บวกกับ Mystreet Studio ที่ออกแบบท่าเต้นยั่ว ๆ สับ ๆ จนโซเชียลลุกเป็นไฟ

JR ลุคคือสวย สับ เซ็กซี่ ยั่ว ๆ แบบตัวแม่ลงสนามเอง ทำเอาคนดูแทบหายใจไม่ทั่วท้อง

  • ซิงเกิลที่สะท้อนความเป็นตัวเองของศิลปิน LGBTQ+
  • บีตสุดแซ่บจาก Brownzerr ที่ผสานดนตรีไทยและ Afrobeats
  • MV ที่ได้ JRBUBBLEGUM เล่นเป็นนางเอกและมีท่าเต้นโดดเด่น

ซิงเกิลนี้ไม่ใช่แค่การเปิดตัวเพลงใหม่ แต่ยังเป็นการเผยตัวตนของศิลปินที่ไม่กลัวจะแตกต่าง และกล้าแสดงออกในแบบของตัวเอง

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบดนตรีที่มีมิติ หรือติดตามกระแส LGBTQ+ ในวงการเพลง บอกเลยว่าเพลงนี้คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบ

ที่มา – เปียกแล้วจ้าแม่ “JRBUBBLEGUM” ปล่อยซิงเกิล “ฝน (Hot Rain)” ร้อนแรงจนโซเชียลเดือด

พบร้านอาหารแอบขายกระท่อมสี่คูณร้อย นายอำเภอลงพื้นที่จับกุม

เมื่อเวลา 05.06 น. วันที่ 30 สิงหาคม นายพัชรพัชร์ ศรีธัญญนนท์ นายอำเภอบางละมุง ได้สั่งการให้นายวันชาติ วรรณพราหม ปลัดอาวุโสอำเภอบางละมุง นำกำลังฝ่ายปกครองเข้าตรวจสอบร้านอาหารคล้ายสถานบันเทิงแห่งหนึ่งในซอยพัทยาใต้ ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เนื่องจากได้รับการร้องเรียนจากศูนย์ดำรงธรรมว่าร้านดังกล่าวเปิดบริการยาวถึงเช้า ส่งเสียงดังรบกวนชาวบ้าน และมีข่าวว่าแอบจำหน่าย น้ำกระท่อมสี่คูณร้อย อย่างลับๆ

พบร้านอาหารแอบขายกระท่อมสี่คูณร้อย

เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่าร้านตั้งอยู่ด้านหลังห้องพักหลายห้อง มีลักษณะคล้ายร้านอาหารหมูกระทะแต่จัดรูปแบบให้เป็นสถานบันเทิง มีดนตรีสด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเปิดเพลงคลอเบาๆ ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการปิดเพลง ตรวจบัตรประชาชน และเก็บปัสสาวะเพื่อหาสารเสพติด

ผลตรวจปัสสาวะสีม่วง พบนักท่องเที่ยวและพนักงาน

ผลการตรวจปัสสาวะเบื้องต้นของทั้งพนักงานและลูกค้ารวม 5 คน พบสารเสพติดในร่างกาย เรียกว่า ‘ปัสสาวะสีม่วง’ ซึ่งเป็นหนึ่งในผลลัพธ์ที่บ่งชี้ถึงการใช้สารเสพติดประเภท กระท่อมสี่คูณร้อย นอกจากนี้ยังพบหลักฐานว่ามีการจำหน่าย น้ำกระท่อมสี่คูณร้อย อย่างลับๆ ภายในร้านด้วย

เจ้าหน้าที่ได้เชิญผู้ที่มีผลปัสสาวะสีม่วงไปทำประวัติที่อำเภอบางละมุงเพื่อเข้ากระบวนการบำบัด ส่วนผู้ดูแลร้านถูกแจ้งข้อกล่าวหา 3 ข้อ ได้แก่ เปิดสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต, จำหน่ายสุราเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด และลักลอบขายน้ำกระท่อมต้ม จากนั้นได้ส่งตัวไปยังพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

การลงพื้นที่ของนายอำเภอบางละมุงแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปราบปรามยาเสพติดและสถานบริการที่ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นภัยต่อความปลอดภัยและสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนและนักท่องเที่ยวที่อาจได้รับผลกระทบ

หากคุณหรือคนรอบข้างต้องเผชิญกับปัญหาสารเสพติด อย่าลังเลที่จะติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอคำปรึกษาหรือความช่วยเหลือ เพราะการช่วยเหลือตัวเองและผู้อื่นคือก้าวแรกสู่ชีวิตที่ดีขึ้น

ที่มา – นายอำเภอบางละมุงนำกำลังบุกจับร้านอาหาร แอบขายกระท่อมสี่คูณร้อย พบทัวริสต์ฉี่ม่วงเพียบ