ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

สุดารัตน์ เผย จุดยืนไทยสร้างไทย การเมืองสุจริต

ล่าสุด คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ได้ออกมาเปิดเผยถึงจุดยืนของพรรคภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเธอระบุว่า คำตัดสินครั้งนี้เป็นสัญญาณชัดเจนถึงการสิ้นสุดความชอบธรรมของพรรคเพื่อไทยในการบริหารประเทศ เพราะมีผู้ดำรงตำแหน่งแล้วสองคนที่ขาดคุณธรรมและจริยธรรม

สุดารัตน์ เผย จุดยืนไทยสร้างไทย การเมืองสุจริต

ในการแถลงข่าวภายหลังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คุณหญิงสุดารัตน์ได้ชี้ให้เห็นว่า การตัดสินของศาลไม่ใช่เพียงเรื่องของบุคคล แต่สะท้อนถึงความล้มเหลวของระบบที่ยังขาดความโปร่งใสและความยุติธรรม

เธอเน้นย้ำว่า จุดยืนหลักของพรรคไทยสร้างไทยคือ การยึดมั่นในการเมืองสุจริต และการรักษาคุณธรรมเป็นแก่นสำคัญในการบริหารประเทศ ไม่ว่าจะอยู่ในระดับนโยบาย หรือการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์

3 เหตุผลสำคัญที่ Thai Create Thai ไม่รับแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทย

1. หมดความชอบธรรมด้านจริยธรรม – คำวินิจฉัยของศาลระบุอย่างชัดเจนว่า นายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยขาดความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของผู้นำ

2. ไร้ศักยภาพในการรักษาความมั่นคง – ไม่สามารถรักษาผลประโยชน์ของชาติได้อย่างรอบคอบ เปิดโอกาสให้เกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองและความกังวลด้านความมั่นคง

3. ล้มเหลวด้านเศรษฐกิจและนโยบายประชานิยม – ระบบการบริหารช่วงที่ผ่านมาเน้นนโยบายระยะสั้น กระทบต่อภาวะเศรษฐกิจและสร้างความเสี่ยงในระยะยาว

คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวอีกว่า การเมืองที่ดีควรสร้างความเที่ยงธรรมให้กับทุกกลุ่มในสังคม ไม่แบ่งฝักฝ่าย และไม่ใช้ประโยชน์เพื่อผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม

“เราต้องการประเทศที่มีความยั่งยืนทั้งเชิงเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ซึ่งมันต้องเริ่มจากการทำให้ระบบการเมืองบริสุทธิ์ก่อน” เธอกล่าวสรุป

โดยพรรคมีนโยบายตั้งใจจะร่วมมือกับทุกฝ่ายที่เห็นพ้องในเรื่องการเมืองสุจริต เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวไปในทิศทางที่ถูกต้องและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ในที่สุด การเมืองของไทยจะก้าวไปข้างหน้าได้ดีเพียงใด ขึ้นอยู่กับการยอมรับการเปลี่ยนแปลงของทุกภาคส่วน และความพร้อมในการเดินบนเส้นทางแห่งความซื่อสัตย์

ที่มา – ‘สุดารัตน์’ เผย จุดยืนไทยสร้างไทย การเมืองสุจริต – ไม่รับแคนดิเดตนายกฯเพื่อไทย

อโมริมยอมรับบางครั้งอยากลาออกจากผีแดง

รูเบน อโมริม ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ออกมาเปิดใจภายหลังเกมที่ทีมของเขาพ่ายให้กับ กริมสบี ทาวน์ ในศึก คาราบาว คัพ รอบที่ 2 เมื่อวันพุธที่ผ่านมา พร้อมเผยว่าตอนนี้มีช่วงเวลาที่รู้สึกท้อแท้จนอยากลาออกจากตำแหน่งกุนซือของสโมสร

อโมริมยอมรับบางครั้งอยากลาออกจากผีแดง

แม้จะเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งได้ไม่นาน แต่ อโมริม ยอมรับว่าบางครั้งเขารู้สึกท้อจนอยากลาออกจากตำแหน่งกุนซือของ “ผีแดง” ทิ้ง หลังจากที่มีความคาดหวังสูงทั้งจากสโมสร แฟนบอล และตัวเขาเอง

“บางครั้งผมก็อยากจะลาออก บางครั้งผมก็อยากจะอยู่ที่นี่ต่อไปอีก 20 ปี บางครั้งผมก็อยากจะอยู่กับลูกทีม บางครั้งผมก็ไม่อยากจะอยู่กับพวกเขา ผมจำเป็นต้องปรับปรุงเรื่องนั้น มันคงยากมาก ๆ” เขากล่าวในระหว่างสัมภาษณ์

เกมพ่ายกับกริมสบี ทาวน์ เปิดรอยร้าวจิตใจ

หลังจากที่แมนฯ ยูไนเต็ดพ่ายให้กับทีมจากดิวิชัน 4 แบบน่าผิดหวังจนตกรอบศึก คาราบาว คัพ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร ทำให้บรรยากาศในห้องแต่งตัวค่อนข้างตึงเครียดตามมา อโมริมได้แสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจนต่อลูกทีมผ่านคำพูดหลังเกม

เขาบอกว่า “ลูกทีมของเขาพูดออกมาเสียงดังมาก ๆ” และ “ต้องมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้น” เพื่อจะทำให้ทีมกลับมาอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้องอีกครั้ง

  • ใจอ่อนง่ายเมื่อแพ้
  • ปล่อยอารมณ์ออกมาแบบตรงไปตรงมา
  • ยอมรับตัวเองต้องปรับปรุง

แต่เขาก็ยอมรับว่าOwn an Emotional Battle กับตัวเองมากในช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะในเรื่องของการควบคุมอารมณ์หลังเกม “เมื่อผมพูดว่าผมเกลียดหรือรักลูกทีม มันก็เป็นความจริงในวินาทีนั้น ต่อไปผมก็อาจจะมองต่างออกไปอีก และมันคงยากจริง ๆ ที่จะควบคุมทุกอย่างในช่วงเวลานี้”

ผู้จัดการทีมชาวโปรตุกีสกล่าวด้วยอารมณ์ผสมผสานระหว่างความผิดหวังและความพยายามที่จะปรับปรุงสถานการณ์ แม้จะมีช่วงเวลาที่ล้มเหลวและเหนื่อยล้า แต่เขายังพร้อมจะสู้ต่อไปเพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าสามารถพา “ผีแดง” กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งได้

ในภาพรวม ความซื่อสัตย์และตรงไปตรงมาของเขานั้นกลับกลายเป็นที่จับตามอง เพราะหลายคนเริ่มถามถึงอนาคตของเขาในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดอย่างเห็นได้ชัด ถึงขนาดมีคำถามว่าเขาจะอยู่ต่อหรือไม่ในอีกไม่กี่เกมข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากผลงานโดยรวมแล้ว สิ่งสำคัญในตอนนี้คือเขารู้สึกท้อแท้แต่ไม่ยอมแพ้ ซึ่งอาจกลับกลายเป็นพลังในการปรับปรุงรูปแบบการบริหารทีมที่จริงจังและมีประสิทธิภาพมากขึ้นก็ได้

มันอาจเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับ อโมริม แต่มันก็อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่แสดงถึงความสามารถในการรับมือกับความกดดันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวงการฟุตบอล โดยเฉพาะการคุมทีมระดับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ติดตามข่าวสารวงการฟุตบอลอย่างใกล้ชิดและทันท่วงทีกับเรา ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน!

ที่มา – “อโมริม” รับบางครั้งก็ท้อจนอยากไขก๊อกลา “ผีแดง”

สลด! รถบัสนักกีฬาชนเทรลเลอร์น้ำมัน พิษณุโลก เสียชีวิต 1 เจ็บระนาว

เมื่อค่ำคืนวันที่ 29 สิงหาคม เวลาประมาณ 20.00 น. เกิดเหตุอุบัติเหตุร้ายแรงบนถนนสายพิษณุโลก-บางระกำ บริเวณสี่แยกป่าสัก หมู่ 3 ตำบลนิคมพัฒนา อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงอันตรายที่มักเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง โดยเฉพาะในเวลากลางคืน

สลด! รถบัสนักกีฬาชนเทรลเลอร์น้ำมัน พิษณุโลก เสียชีวิต 1 เจ็บระนาว

เหตุการณ์เริ่มขึ้นเมื่อรถบัส 6 ล้อ ของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตศรีสะเกษ โดยมีนักกีฬาหลายรายกำลังเดินทางไปแข่งขัน “พลศึกษาเกมครั้งที่ 48” ที่จังหวัดสุโขทัย ได้พุ่งชนกับรถเทรลเลอร์บรรทุกน้ำมัน ทะเบียน 70-2342 พิษณุโลก ที่เสียหลักและพุ่งตกคลองข้างทาง ส่งผลให้รถบัสพลิกคว่ำ ทำให้มีผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจำนวนมาก

ผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า มีผู้เสียชีวิต 1 ราย คือ นายภูมนิ์ สมนึก อายุ 18 ปี เป็นนักกีฬาตะกร้อจากมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตศรีสะเกษ ซึ่งนั่งด้านหน้าของรถ ส่วนผู้บาดเจ็บมีทั้งหมด 9 คน แบ่งเป็น บาดเจ็บสาหัส 2 ราย, บาดเจ็บปานกลาง 3 ราย และบาดเจ็บเล็กน้อย 4 ราย โดยรวมทั้งนักกีฬาและคนขับรถ

เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นิคมสร้างตนเอง นำโดย พ.ต.ท.ประเจิด พุ่มโพธิ์ สารวัตรสอบสวน ได้รับแจ้งเหตุอย่างด่วนและรีบประสานกับหน่วยกู้ภัยมูลนิธิประสาทบุญสถาน เข้าที่เกิดเหตุเพื่อดำเนินการตัดถ่างนำร่างผู้เสียชีวิตและช่วยเหลือผู้บาดเจ็บอย่างเร่งด่วน

เส้นทางอันตรายและการสอบสวน

รายงานระบุว่า รถบัสคณะนักกีฬาออกเดินทางจากจังหวัดศรีสะเกษ มุ่งหน้าไปยังสุโขทัย โดยมีกำหนดเข้าร่วมการแข่งขันระหว่างวันที่ 1–10 กันยายน 2568 อย่างไรก็ตาม เนื่องจากไม่คุ้นเส้นทาง จึงต้องพึ่ง GPS นำทาง จนมาถึงบริเวณสี่แยกมืดและเสี่ยงอันตรายในค่ำคืนนั้น ก่อนจะเกิดอุบัติเหตุ

ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังคงดำเนินการสอบสวนสาเหตุอย่างละเอียด เพื่อหาข้อเท็จจริงประกอบหลักฐาน และดำเนินการตามกฎหมาย ชาวบ้านในพื้นที่มองว่าพื้นที่ดังกล่าวมีปัญหาด้านความปลอดภัยบนท้องถนน จำเป็นต้องมีการปรับปรุงป้ายจราจรหรือติดไฟสว่างเพิ่มเติม เพื่อป้องกันเหตุซ้ำแล้วซ้ำเล่าในอนาคต

อุบัติเหตุครั้งนี้เป็นบทพิสูจน์ถึงความสำคัญของการวางแผนเดินทางอย่างรอบคอบ รวมถึงการตระหนักถึงอันตรายบนท้องถนน โดยเฉพาะในเวลากลางคืนหรือในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง หากคุณเป็นนักกีฬาหรือวางแผนเดินทางระยะไกล อย่าลืมตรวจสอบเส้นทางล่วงหน้า และปรับสภาพร่างกาย-จิตใจให้พร้อมเสมอ

ที่มา – “สลด! รถบัสนักกีฬาชนเทรลเลอร์น้ำมัน พิษณุโลก เสียชีวิต 1 เจ็บระนาว”

สู้เต็มที่! ตบสาวไทย พ่าย ญี่ปุ่น 0-3 เซต จอดที่ 16 ทีมสุดท้าย

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568 การแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก 2025 รอบ 16 ทีมสุดท้าย ได้รับความสนใจจากแฟนบอลทั่วประเทศ เมื่อ ตบสาวไทย อันดับ 18 ของโลก ต้องมาพบกับ ทีมชาติญี่ปุ่น อันดับ 4 ของโลก ณ สนามอินดอร์ สเตเดียม หัวหมาก กรุงเทพมหานคร

สู้เต็มที่! ตบสาวไทย พ่าย ญี่ปุ่น 0-3 เซต จอดที่ 16 ทีมสุดท้าย

ภายใต้การคุมทีมของ “โค้ชอ๊อต” เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร ทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ได้จัดผู้เล่นชุดแรกที่มีคุณภาพและประสบการณ์ มาสู้ในเกมนี้ โดยมีรายชื่อผู้เล่นสำคัญ ได้แก่ ทัดดาว นึกแจ้ง, ชัชชุอร โมกศรี, ศศิภาพร จันทรวิสูตร, วิมลรัตน์ ทะนะพันธุ์, พรพรรณ เกิดปราชญ์, พิมพิชยา ก๊กรัมย์ และยังมี ปิยะนุช แป้นน้อย เป็นตัวเล่นอิสระ พร้อมทั้งความหวังที่จะสร้างความประหลาดใจต่อแฟนบอล

ผลการแข่งขัน สู้เต็มที่แต่ไม่เพียงพอ

อย่างไรก็ตาม ความพยายามที่ ตบสาวไทย ทุ่มสุดตัวตลอดทั้งเกมก็ไม่สามารถพลิกสถานการณ์ได้ ผลการแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย พ่ายให้กับทีมชาติญี่ปุ่น 0-3 เซต ด้วย比分 20-25, 23-25, 23-25 โดยทีมญี่ปุ่นสามารถผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายในอันดับที่ 2 ได้อย่างสบายๆ

แม้ผลการแข่งขันจะไม่เป็นไปตามที่แฟนบอลไทยหวังไว้ แต่การที่ ตบสาวไทย สามารถสู้ได้อย่างเต็มที่ทั้งทางด้านเทคนิคและจิตใจ ถือเป็นภาพที่สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมที่ติดตามเกมนี้อย่างมาก โดยการเข้าร่วมการแข่งขันระดับโลกในครั้งนี้ มีความหมายอย่างมากสำหรับนักกีฬาไทย การได้ลงสนามต่อหน้าเพื่อน ๆ และแฟนสโมสร แสดงให้เห็นถึงความเติบโตด้านประสบการณ์และการพัฒนาศักยภาพในระดับประเทศ

  • ทีมชาติญี่ปุ่น เอาชนะ ทีมชาติไทย 3-0 เซต
  • ทีมชาติไทย บ้านเกิดปราชญ์ อาร์มกันให้ร้อน
  • ผลคู่อื่น: เนเธอร์แลนด์ เอาชนะ เซอร์เบีย แชมป์เก่า 3-2 เซต

ท่ามกลางผลการแข่งขันที่พลิกแพ้ในครั้งนี้ แฟนบอลไทยยังคงให้กำลังใจและเชียร์ทีมอย่างเต็มที่ สำหรับแฟนบอลทั้งหลายฟุตบอลจะจดจำความพยายามของสาว ๆ ทีม สู้เต็มที่! ตบสาวไทย พ่าย ญี่ปุ่น 0-3 เซต จอดที่ 16 ทีมสุดท้าย เป็นบทพิสูจน์ถึงศักยภาพของนักกีฬาชาวไทยในเวทีนานาชาติ และเป็นแรงบันดาลใจให้คนในบ้านเราต่อสู้ในทุกเส้นทางของชีวิต

แม้ว่าเส้นทางในครั้งนี้จะจบลงแล้ว แต่นั่นไม่ใช่จุดสิ้นสุดของความฝัน ตบสาวไทยได้แสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณแห่งการมุ่งสู่เป้าหมายอย่างต่อเนื่อง 㮾ังให้เกียรติพวกเขาในฐานะผู้แทนชาติไทยในครั้งนี้มากที่สุด

ทุกเส็ตหรือแม้แต่แค่ทุกแต้มที่ได้มา ล้วนแล้วแต่มีค่ามากกว่าคำพูดใด ๆ ด้วย เพราะมันเกิดจากหัวใจของนักกีฬาผู้เล่นและแรงเชียร์จากคนไทยทั่วประเทศ

ที่มา – สู้เต็มที่! ตบสาวไทย พ่าย ญี่ปุ่น 0-3 เซต จอดที่ 16 ทีมสุดท้าย ศึกวอลเลย์บอลชิงแชมป์โลก 2025

ชบาแก้วแพ้ออสเตรเลีย คว้ารองแชมป์ฟุตบอลหญิงอายุไม่เกิน 16 ปีอาเซียน 2025

ทีมชาติไทยชุดอายุไม่เกิน 16 ปี ‘ชบาแก้ว’ ประสบความสำเร็จอย่างน่าประทับใจในการแข่งขัน ฟุตบอลหญิงอายุไม่เกิน 16 ปี ชิงแชมป์อาเซียน 2025 หลังจากคว้าตำแหน่งรองแชมป์ได้สำเร็จ โดยพวกเขาพ่ายแพ้ให้กับทีมออสเตรเลียไปเพียง 0-1 ในเกมชิงชนะเลิศที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ที่สนามมานาฮัน สเตเดียม ประเทศอินโดนีเซีย

ชบาแก้วแพ้ออสเตรเลีย 0-1 ในการชิงแชมป์

การพบกันในรอบสุดท้ายของทัวร์นาเมนต์นี้เป็นการพบกันครั้งที่สองระหว่าง ชบาแก้ว กับออสเตรเลีย โดยในนัดแรก ออสเตรเลีย เป็นฝ่ายชนะไป 2-1 ทำให้ความคาดหวังของแฟนบอลไทยทั้งประเทศนั้นสูงมาก

ในครึ่งแรกของเกมชิงชนะเลิศ ไม่มีประตูใดเกิดขึ้น ทำให้จบ 45 นาทีแรกแบบเสมอ 0-0 ส่งผลให้ความตื่นเต้นของเกมแข่งขันเพิ่มสูงขึ้นในช่วงครึ่งหลัง เมื่อบาดคัดมาถึงนาทีที่ 50 ลูกฟรีคิกฝั่งขวาของ ออสเตรเลีย ถูกเปิดเข้าเขตโทษ หลังจากผ่านกองเชือกและผู้เล่นหลายคน ลูกบอลมาถึง ธีโอโดรา จอย เอ็กเฮาเซีย ที่ได้พยายามยิงบอลเข้าประตู ซึ่งบอลพุ่งตรงเข้าไปอย่างแม่นยำ ส่งผลให้ออสเตรเลียขึ้นนำไป 1-0 และสามารถรักษาสกอร์นี้ได้จนจบเกม

ชบาแก้วพ่ายไปอย่างพลิกผัน

แม้ว่า ชบาแก้ว จะทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์ แต่ในเกมชิงชนะเลิศ สิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้คือการพัฒนการเล่นเป็นทีม และสร้างเกมรุกที่เปี่ยมไปด้วยพลัง อย่างไรก็ตาม ประตูของออสเตรเลียที่เกิดขึ้นอย่างพลิกผันทำให้ความหวังในการคว้าแชมป์ครั้งที่สี่ของทีมไทยล้มเหลว

อย่างไรก็ตาม การได้ รองแชมป์ ถือเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่สำหรับเหล่านักเตะสาวสายฟ้าขาว โดยถือเป็นการคลายกระแสด้านลบจากการตกชั้นของทีมในศึกเอเชียนเกมส์ที่ผ่านมา และยังถือว่าเป็นการ เบรกสถิติ 3 สมัยติดเป็นแชมป์ ของ ชบาแก้ว อีกด้วย

  • ครึ่งแรก 0-0 เสมอกันอย่างเข้มข้น
  • นาทีที่ 50 ออสเตรเลียขึ้นนำ 1-0 จากลูกฟรีคิก
  • ชบาแก้วมีโอกาสได้ประตูแต่ไม่สามารถแปลงเป็นสกอร์ได้
  • จบเกม ออสเตรเลียคว้าแชมป์ ชบาแก้วรองแชมป์

สำหรับ ออสเตรเลีย ที่เคยคว้าแชมป์ครั้งแรกในการจัดการแข่งขันก่อนหน้านี้ ครั้งนี้เป็นการกลับมาครองแชมป์อีกครั้งหลังจากพลาดตำแหน่งที่หนึ่งไปในฤดูกาลก่อนหน้า การพิสูจน์บทบาทของพวกเขาในฐานะทีมเต็งแชมป์ในครั้งนี้ก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจโต้แย้งได้อีกแล้ว

การเสนอผลงานที่โดดเด่นของ ชบาแก้ว มีความหมายต่อวงการฟุตบอลหญิงไทยอย่างยิ่ง แม้จะพลาดแชมป์ไปในที่สุด แต่ผลการแข่งขันในครั้งนี้ก็ช่วยสร้างแรงบันดาลใจใหม่ให้แก่เด็กสาวรุ่นใหม่ที่มีเป้าหมายจะก้าวสู่เวทีระดับเอเชียและระดับโลก

หากคุณติดตามฟุตบอลหญิงหรือสนใจทีมชาติไทยแล้วละก็ การคว้า รองแชมป์ ในครั้งนี้คือบทพิสูจน์ถึงความสามารถของนักเตะรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพสูงและมีความรักในถ้วยรางวัลอย่างแท้จริง

ที่มา – ‘ชบาแก้ว’ แพ้ ‘ออสเตรเลีย’ หวุดหวิด ได้รองแชมป์ 16 ปีอาเซียน

‘อนุทิน’ โว เสียงโหวตนายกฯ พอแล้ว ไม่ต้องพึ่งงูเห่า

ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์หลังจากการประชุมหารือกับพรรคกล้าธรรม โดยยืนยันว่าเสียงในการเลือกนายกฯ ในครั้งนี้ ‘อนุทิน’ โว เสียงโหวตนายกฯ พอแล้ว ไม่ต้องพึ่งงูเห่า กล่าวว่าขณะนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ระบบงูเห่าในการตัดสินผล

‘อนุทิน’ โว เสียงโหวตนายกฯ พอแล้ว ไม่ต้องพึ่งงูเห่า

ในการประชุมเมื่อเวลา 19.30 น. วันที่ 29 สิงหาคม ที่ผ่านมา นายอนุทิน ได้นำทีมแกนนำพรรคภูมิใจไทย ไปหารือร่วมกับพรรคกล้าธรรม โดยมีนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม และพรรคเพื่อนร่วมแนวทางอื่นๆ ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ภายหลังการประชุม นายอนุทิน เปิดเผยว่า เขาไม่ได้มาขอเสียง แต่มาเพื่อผูกมิตรและให้ข้อมูลเกี่ยวกับเป้าหมายร่วมของประเทศ.

เสียงเพียงพอแล้ว ไม่ต้องใช้งูเห่า

เมื่อถูกถามว่าตอนนี้มีเสียงเพียงพอในการเลือกนายกฯ หรือยัง นายอนุทิน กล่าวว่า “ก็พรรค กธ.นี่ไงครับ” ยืนยันว่าตอนนี้มีเสียงจำนวนที่จะผ่านจนได้ และเน้นว่า ‘อนุทิน’ โว เสียงโหวตนายกฯ พอแล้ว ไม่ต้องพึ่งงูเห่า เพราะเราต้องการสร้างความมั่นคงทางการเมืองโดยไม่ใช้วิธีโบราณ

เขายังกล่าวอีกว่า ตอนนี้ทุกพรรคมีความเข้าใจตรงกัน และมีภารกิจร่วมกันในการยุบสภาและคืนอำนาจให้ประชาชนโดยเร็ว พร้อมชี้แจงว่าหากพรรคประชาชน (ปชน.) ไม่เห็นด้วยในการเลือกตน ก็ได้มีการหารือกับพรรคกล้าธรรมอย่างลึกซึ้งแล้ว ยืนยันว่าไม่ต้องเสพติดเรื่องจำนวนเสียง

  • ไม่ต้องใช้ระบบงูเห่า
  • มีความมั่นใจในเสียงที่เชื่อมั่น
  • สามารถทำงานร่วมกับพรรคต่างๆ ได้อย่างราบรื่น

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม กล่าวเสริมว่า ตอนนี้มีความเห็นตรงกันในการข้ามทางตันทางการเมือง และพรรคกล้าธรรมจะนำข้อเสนอของพรรคภูมิใจไทยไปขอมติกรรมการบริหารพรรค เพื่อกำหนดแนวทางร่วมกันอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ การที่ ‘อนุทิน’ โว เสียงโหวตนายกฯ พอแล้ว ไม่ต้องพึ่งงูเห่า สะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจในวิสัยที่จะบริหารประเทศในช่วงเวลาที่อ่อนไหว และคำนึงถึงความต้องการของประชาชนที่ต้องการความมั่นคงและการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง การยุบสภาเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจเลือกสมาชิกใหม่ จะเป็นก้าวสำคัญในการราษฎรนิยมที่แท้จริง

ในมุมมองของผู้สังเกตการณ์ อาจเห็นว่าการบริหารประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เป็นการทดสอบว่าพรรคต่างๆ จะสามารถทำงานร่วมกันเพื่อผลประโยชน์ของประเทศได้โดยไม่แบ่งขั้ว ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญต่อการเมืองในอนาคต

ที่มา – ‘อนุทิน’ โว เสียงโหวตนายกฯ พอแล้ว ไม่ต้องพึ่งงูเห่า

‘ภูมิธรรม’ ยืนยันยังเป็นรัฐบาล แม้ ‘ภูมิใจไทย’ อ้างรวมเสียงได้ 280 เสียง

แม้พรรคภูมิใจไทยจะอ้างว่าสามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนได้ถึง 280 เสียง แต่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี ยืนยันอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันยังคงมีเสถียรภาพ และพรรคร่วมรัฐบาลยังจับมือกันเหนียวแน่น เดินหน้าทำงานเพื่อประชาชนอย่างเต็มที่

‘ภูมิธรรม’ ยืนยันยังเป็นรัฐบาล แม้ ‘ภูมิใจไทย’ อ้างรวมเสียงได้ 280 เสียง

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม เวลา 19.50 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย ได้เผยภายหลังการประชุมแกนนำพรรคเพื่อไทยว่า พรรคร่วมรัฐบาลยังคงยืน在一起อย่างเข้มแข็ง และเสียงสนับสนุนของรัฐบาลยังเป็นไปเหมือนเดิม พร้อมเปิดรับความร่วมมือจากทุกพรรคการเมือง เพื่อให้รัฐบาลมีเสถียรภาพและสามารถแก้ปัญหาให้กับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่คำพูด

นายภูมิธรรม กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือ ข้อเสนอของทุกพรรคจะต้องเป็นไปในแนวทางประชาธิปไตยและสอดคล้องกับเป้าหมายของพรรคเพื่อไทย ซึ่งในตอนนี้ยังไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการคุยกับพรรคร่วม รวมถึงพรรคประชาชน ที่เสนอแนวทางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยก็ได้ตอบรับแล้ว

อย่างไรก็ตาม ความคืบหน้าในเรื่องนี้ยังต้องดูจากความจริงบนพื้นฐานว่า แต่ละพรรคจะสามารถตกลงกันได้จริงแค่ไหน ทั้งนี้ นายภูมิธรรม เผยว่า ขณะนี้พรรคร่วมรัฐบาลยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงแนวทางในการดำเนินการ และยังถือว่าพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลต่อไป

  • พรรคร่วมรัฐบาลยังจับมือกันแน่นหนา
  • พร้อมเปิดรับความร่วมมือจากทุกพรรค
  • ยืนยันเสียงสนับสนุนของรัฐบาลยังไม่เปลี่ยนแปลง

อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์ คือ กระแสข่าวเรื่อง “งูเห่า” หรือ ส.ส. ที่อาจเปลี่ยนตำแหน่งพรรค การย้ายจากพรรคหนึ่งไปอีกพรรคหนึ่ง ทางพรรคเพื่อไทยมองว่าทุกฝ่ายต้องแสดงความจริงจังในวันที่เลือกนายกฯ

พรรคเพื่อไทยยังยืนยันแคนดิเดตเดิม

ในการเป็นรัฐบาลในวันที่ 30 ส.ค. จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ เพื่อเลือกรักษาการนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยในตอนนี้พรรคเพื่อไทยยังยืนยันว่า แคนดิเดตนายกฯ ยังคงเป็นนายชัยเกษม นิติสิริ เหมือนเดิม

แม้จะมีหลายกระแสข่าวและข้ออ้างต่างๆ แต่ความชัดเจนของรัฐบาลชุดนี้คือ การทำงานให้เกิดเสถียรภาพทางการเมืองและการพัฒนาประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์และความท้าทายที่เพิ่มมากขึ้น

หากคุณเป็นผู้ติดตามสถานการณ์การเมืองไทย อย่าลืมติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะสถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้ทุกเวลา

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’ ลั่นยังเป็นรัฐบาล แม้ ‘ภูมิใจไทย’ อ้างรวมเสียงได้ 280 เสียง พร้อมเดินหน้าคุย ‘พรรคประชาชน’

ทะลุ 280 เสียงหนุน ‘อนุทิน’ นั่งนายกฯ ลือหึ่ง 15 สส.อีสาน ‘เพื่อไทย’ มาด้วย

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม เกิดความเคลื่อนไหวในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งได้รับการยืนยันว่าสามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนได้ ทะลุ 280 เสียง แล้ว โดยตัวเลขดังกล่าวนับรวมจากพรรคร่วมหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นพรรคภูมิใจไทย 69 เสียง พรรคประชาชน 143 เสียง พรรคกล้าธรรม 25 เสียง พรรคพลังประชารัฐ 20 เสียง พรรคประชาธิปัตย์ 4 เสียง และพรรครวมไทยสร้างชาติ ของนายสุชาติ ชมกลิ่นอีก 16 เสียง รวมถึงพรรคเล็ก ๆ ที่ให้ความร่วมมืออีกจำนวนหนึ่ง

ทะลุ 280 เสียงหนุน ‘อนุทิน’ นั่งนายกฯ ลือหึ่ง 15 สส.อีสาน ‘เพื่อไทย’ มาด้วย

ประเด็นที่สร้างความสนใจคือรายงานข่าวที่ระบุว่า ส.ส. พรรคเพื่อไทยจากภาคอีสานจำนวน 15 คน เตรียมย้ายแนวร่วม ออกมา หนุน ‘อนุทิน’ เช่นกัน แม้ว่าพรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของนายธนกร จะมีฐานเสียงแข็งแกร่งในหลายพื้นที่ แต่มีความไม่เชื่อมั่นเกี่ยวกับเสถียรภาพของรัฐบาลภายใต้พรรค รวมถึงปัญหาการบริหารและดูแลส.ส. ที่ไม่ทั่วถึง ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางเลือกของหลายพื้นที่

เสียง 15 ส.ส. จากอีสานจะเปลี่ยนแปลงเกมการเมืองอย่างไร?

ปัจจุบัน สภาผู้แทนราษฎรยังมีส.ส. รวม 492 เสียง โดยเกณฑ์ที่กำหนดไว้ว่าต้องได้เสียงไม่น้อยกว่า 247 เสียง เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีได้ ดังนั้น การได้รับ 15 เสียงพิเศษ จากพรรคเพื่อไทยในอีสาน ถือเป็นการเสริมความมั่นคงให้กับรัฐบาลในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ

ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้ไม่เพียงแค่ส่งสัญญาณว่าพรรคภูมิใจไทยมีพลังทางการเมืองมากพอที่จะก้าวขึ้นนำประเทศ แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความผันผวนของความจงรักภักดีในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งอาจทำให้การบริหารประเทศภายใต้รัฐบาลชุดใหม่ต้องเผชิญกับการต่อรองความเห็นต่อเนื่อง

  • พรรคภูมิใจไทย: 69 เสียง
  • พรรคประชาชน: 143 เสียง
  • พรรคกล้าธรรม: 25 เสียง
  • พรรคพลังประชารัฐ: 20 เสียง
  • พรรคประชาธิปัตย์: 4 เสียง
  • พรรครวมไทยสร้างชาติ: 16 เสียง
  • พรรคเล็ก ๆ และพรรคเป็นธรรม: อีก 7 เสียง

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จะเห็นได้ว่าพรรคภูมิใจไทยมีความมุ่งมั่นที่จะยึดตำแหน่งสำคัญในรัฐสภา ขณะที่พรรคเพื่อไทยเริ่มเผชิญกับความท้าทายภายในและภายนอก ทั้งในมุมความเชื่อมั่นและความจงรักภักดีของส.ส. ในพื้นที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะภาคอีสาน ที่มีความซับซ้อนทางการเมืองและสังคม

การที่ส.ส. 15 คนจากอีสานออกมาสนับสนุน ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นั้นอาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างอำนาจในอนาคต โดยเฉพาะหากเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมในขบวนการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี

จะไปไกลแค่ไหนนั้น คงต้องจับตาดูในช่วงเวลาอันใกล้ การเมืองไทยยังคงเปี่ยมไปด้วยบทใหม่ ๆ และการเลือกตั้งครั้งนี้อาจก่อให้เกิดแผนที่พลังการเมืองที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

ที่มา – ทะลุ 280 เสียงหนุน ‘อนุทิน’ นั่งนายกฯ ลือหึ่ง 15 สส.อีสาน ‘เพื่อไทย’ มาด้วย

‘พ่อลูกชินวัตร’ งดจ้อสื่อหลังศาลวินิจฉัยพ้นนายกฯ

เมื่อเวลา 20.14 น. วันที่ 29 สิงหาคม 2567 ที่ทำการพรรคเพื่อไทย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางออกจากพรรค เพื่อไทย หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีมติวินิจฉัยให้เธอพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อการเมืองไทยในระยะสั้นและยาว

‘พ่อลูกชินวัตร’ งดจ้อสื่อ

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ‘พ่อลูกชินวัตร’ หรือนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาให้กำลังใจลูกสาวที่เป็นแกนนำพรรคเพื่อไทย ทั้งในและนอกสถานที่ทำการพรรค อย่างไรก็ตาม หลังจากมีคำตัดสินจากศาลรัฐธรรมนูญ ปรากฏว่านายทักษิณได้แสดงท่าทีอย่างสงบและไม่กล่าวถึงประเด็นที่เกิดขึ้นกับสื่อมวลชน

โดยข้อมูลระบุว่า เมื่อเวลา 19.46 น. นายทักษิณได้ออกจากที่ทำการพรรคเพื่อไทยโดยไม่มีการหยุดพูดคุยหรือให้สัมภาษณ์ใด ๆ แม้จะมีผู้สื่อข่าวพยายามเข้าไปถามถึงสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ รวมถึงความเคลื่อนไหวของพรรคภูมิใจไทยที่กำลังดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลร่วม แต่นายทักษิณไม่ได้ให้ข้อมูลใด ๆ เพิ่มเติม กลับเลือกที่จะขึ้นรถและเดินทางกลับโดยทันที

ลูกสาวแพทองธารยังไร้คำพูด

ไม่น้อยไปกว่านั้น น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ก็เลือกที่จะไม่ให้สัมภาษณ์กับสื่อหลังจากออกจากที่ทำการพรรคเช่นกัน เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงการพูดคุยกับ ‘พ่อลูกชินวัตร’ หรือมุมมองต่อคำตัดสินจากศาล เธอเพียงยิ้มและเดินขึ้นรถอย่างรวดเร็ว โดยไม่มีการแสดงออกหรือคำพูดใด ๆ ที่สื่อถึงความรู้สึกส่วนตัว

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้หลายคนจับตาดูความเคลื่อนไหวในวงการการเมืองไทยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะบทบาทของพรรคเพื่อไทยที่อาจต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการเมืองเมื่อสูญเสียตำแหน่งนายกฯ ที่เคยครองตำแหน่งมาไม่นานอย่างน.ส.แพทองธาร

อนาคตทางการเมืองภายหลังคำวินิจฉัย

คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้พรรคเพื่อไทยต้องเร่งปรับแผนในการจัดตั้งรัฐบาล โดยมีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำในการเจรจาเพื่อรวมพรรคการเมืองต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ท่ามกลางความคาดการณ์ว่า ‘พ่อลูกชินวัตร’ อาจยังคงมีบทบาทที่สำคัญในเบื้องหลัง แม้จะไม่ขึ้นแท่นเป็นผู้นำโดยตรง

ทั้งนี้ การยอมรับผลการวินิจฉัยของศาลอย่างสงบและสุขุมจากทั้ง ‘พ่อลูกชินวัตร’ และน.ส.แพทองธาร สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในระบบประชาธิปไตยของทั้งสองบุคคล ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อความมั่นคงทางการเมืองในระยะต่อไป

ในขณะนี้ พรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยสามารถแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าพร้อมทำงานร่วมกันเพื่อยกระดับประเทศ หากสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้จริง ก็จะเป็นหน้าใหม่ของการเมืองไทยภายใต้สภาวะเศรษฐกิจและการเมืองที่ยังมีหลากหลายความท้าทายที่ต้องแก้ไข

หากคุณให้ความสำคัญกับสถานการณ์การเมืองไทย ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดผ่านแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ จะช่วยให้คุณเข้าใจวิวัฒนาการทางการเมืองของไทยได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

ที่มา – ‘พ่อลูกชินวัตร’ งดจ้อสื่อหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยพ้นนายกฯ

ตร.ภาค 2 รวบแก๊งบัญชีม้า ถอนเงินส่งคอลเซ็นเตอร์

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ตำรวจสืบสวนภูธรภาค 2 โดยมี พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ ผบก.สส.ภ.2 เป็นผู้นำ ร่วมกับตำรวจสืบสวนภาค 1 และตำรวจสืบสวนภูธรจังหวัดสระบุรี เข้าจับกุมกลุ่มผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องกับ ตร.ภาค 2 รวบแก๊งบัญชีม้า ถอนเงินส่งคอลเซ็นเตอร์ ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา

ตร.ภาค 2 รวบแก๊งบัญชีม้า ถอนเงินส่งคอลเซ็นเตอร์

จากการสืบสวนพบว่ากลุ่มนี้มีการแบ่งหน้าที่ชัดเจน มีทั้งทีมสั่งการ ทีมจัดหาบัญชีม้า และทีมควบคุมผู้ที่ไปถอนเงิน โดยใช้คนไทยเป็นผู้ถอนเงินสดจากบัญชีม้าผ่านหน้าเคาน์เตอร์ธนาคาร ซึ่งมีการเคลื่อนไหวในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา

ยึดของกลางรวมกว่า 8 แสนบาท

ในการจับกุมครั้งนี้ ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้รวม 6 คน แบ่งเป็นเจ้าของบัญชีม้า 2 ราย และผู้ควบคุมการถอนเงินอีก 4 ราย พร้อมของกลางเป็นเงินสดจำนวน 770,000 บาท และพบว่ามีเงินอีก 790,000 บาท ที่โอนเข้าบัญชีม้า แต่ยังไม่ได้ถูกถอนออกมาเพราะเจ้าของบัญชีม้าถูกจับกุมเสียก่อน

จากการตรวจสอบข้อมูลแจ้งความออนไลน์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่าก่อนหน้านี้มีผู้เสียหายแจ้งความว่าถูกกลุ่มคอลเซ็นเตอร์โทรหลอก โดยอ้างว่าเป็นพนักงานบริษัท AIS และขู่ว่าเบอร์โทรของผู้เสียหายนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติดและคดีฟอกเงิน จนผู้เสียหายเกิดความกลัวและโอนเงินรวม 1,000,000 บาท เข้าบัญชีม้าของนางสาวพนิดา และนายประวิทย์

จากการซักถามผู้ต้องหา ทราบว่าเงินที่ได้จากการถอน จะแบ่งผลประโยชน์กัน โดยเจ้าของบัญชีม้าได้ส่วนละ 3,500 บาท ส่วนทีมควบคุมการถอนเงินได้ส่วนแบ่ง 2.2% จากยอดที่ถอนได้ ทั้งหมดจะส่งให้กลุ่มคนไทยในต่างประเทศผ่านแอปพลิเคชันเทเลแกรม ซึ่งแต่ละครั้งไม่ซ้ำหน้ากันและก่อเหตุมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ครั้ง

ข้อหาที่ใช้กับผู้ต้องหา

เบื้องต้นผู้ต้องหาถูกกล่าวหาว่า ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ข้อหา นำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ รวมถึงเป็น ธุระจัดหาบัญชีม้า เปิดหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีเงินฝาก และร่วมกันเป็นอั้งยี่ซ่องโจร รวมถึงร่วมกันฟอกเงิน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ยืนยันว่าจะขยายผลดำเนินคดีกับผู้ร่วมขบวนการรายอื่นต่อไป และพร้อมส่งคืนเงินของกลางให้ผู้เสียหายภายหลังจากคดีสิ้นสุดลง

เตือนประชาชนอย่าเสี่ยง

หน่วยงานตำรวจเตือนประชาชนอย่างจริงจังว่าการเป็น บัญชีม้า หรือการให้บัญชีธนาคารถูกนำมาใช้ในกิจกรรมผิดกฎหมาย เช่น การถอนเงินให้กับกลุ่มคอลเซ็นเตอร์นั้น ถือเป็นความผิดทางอาญาอย่างหนัก ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 5 ปี และปรับสูงถึง 500,000 บาท

  • หาก เป็นผู้ให้เช่าบัญชีม้า ต้องรับโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท
  • หาก เปิดบัญชีให้กับผู้อื่น ต้องรับโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท
  • หากมีความผิดร่วมด้วยในข้อหา ฉ้อโกง ฟอกเงิน หรือคอมพิวเตอร์ฯ จะได้รับโทษเพิ่มเติมตามกฎหมาย

ดังนั้นขอให้ทุกคนระมัดระวังในการใช้บัญชีของตนเอง และอย่าไว้ใจกลุ่มคนแปลกหน้าในการขอใช้บัญชีไม่ว่าจะเพื่อผลประโยชน์ใดก็ตาม เพราะอาจนำไปสู่ความผิดกฎหมายได้

ความรู้และการพึงระวังคือด่านป้องกันระดับหนึ่งที่ทุกคนควรมี อย่าให้ความกลับกลายเป็นเครื่องมือของอาชญากรในโลกออนไลน์

ที่มา – ตร.ภาค 2 รวบแก๊งบัญชีม้า ถอนเงินส่งคอลเซ็นเตอร์ ยึดของกลาง 8 แสน