ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

อัยการตีกลับคดีหมอแอร์ค้ายาเสพติด สั่งตร.รวบหลักฐานเพิ่ม

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม เวลา 16.00 น. นายศักดิ์เกษม นิไทรโยค ผู้ตรวจการอัยการและโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า ได้รับสำนวนคดียาเสพติดจากกองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด โดยเป็นคดีที่มีผู้ต้องหา 24 คน ซึ่งรวมถึง พ.ต.ท.หญิง ลัดดาวัลย์ ฉินประสิทธิชัย และ พ.ต.ท.หญิง อัญชุลี ธีระวงศ์ไพศาล ในการ สมคบกันจำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์อย่างผิดกฎหมาย เพื่อจุดประสงค์ในการค้า และเป็นข้าราชการที่เข้าไปมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด

อัยการตีกลับคดีหมอแอร์ค้ายาเสพติด สั่งตร.รวบหลักฐานเพิ่ม

สำนักงานคดียาเสพติดของอัยการสูงสุดได้ดำเนินการตรวจสอบสำนวนคดีซึ่งมีความซับซ้อนและเป็นกรณีที่ประชาชนให้ความสนใจสูง ทั้งในแง่ของผู้กระทำผิดที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและผลกระทบต่อสังคม อย่างไรก็ตาม จากการพิจารณาเบื้องต้น พบว่าการสอบสวนยังมีช่องว่าง เนื่องจากการรวบรวมพยานหลักฐานยังไม่ครบถ้วนเพียงพอ ทำให้ตามระเบียบแล้วยังไม่สามารถปิดคดีได้ตาม มาตรา 140 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ทำไมอัยการถึงส่งคืนคดี

พนักงานอัยการสำนักงานพิเศษฝ่ายคดียาเสพติด 9 ได้มีมติส่งคืนสำนวนคดีให้พนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการสอบสวนอย่างละเอียดและรวดเร็ว โดยต้องรวบรวมสาระสำคัญของพยานหลักฐานให้สมบูรณ์ ก่อนวันที่ 1 กันยายน 2568 เวลา 13.00 น. ก่อนครบกำหนดฝากขังสุดท้ายของผู้ต้องหาที่หนึ่ง

อธิบดีอัยการสำนักงานคดียาเสพติด นายพงศ์พิเชษฐ์ จันทรพรกิจ ได้สั่งการจัดตั้งทีมเฉพาะเพื่อดูแลการทำงานของคดีนี้อย่างใกล้ชิด เป็นกรณีสำคัญที่ต้องให้ความโปร่งใสอย่างสูงสุด และสอดคล้องกับหลักนิติธรรม

  • การดำเนินคดีในรูปแบบนี้ช่วยยืนยันความเป็นธรรมต่อประชาชน
  • ข้าราชการที่มีส่วนร่วมในคดียาเสพติดจะได้รับการสอบสวนอย่างเข้มงวด
  • การส่งคืนคดีคือการรักษาขั้นตอนทางกฎหมายอย่างถูกต้อง ไม่ใช่การเคลียร์ผู้ต้องหา

สำนักงานอัยการสูงสุดจะติดตามความคืบหน้าและการสอบสวนของคดีนี้อย่างใกล้ชิด และจะรายงานความคืบหน้าเพิ่มเติมหากมีความชัดเจนในขั้นตอนต่อไป

กรณีนี้แสดงให้เห็นว่า แม้ผู้ต้องหาจะเป็นข้าราชการระดับผู้นำหรือสถานะใดก็ตาม หากมีพฤติกรรมผิดกฎหมาย ระบบยุติธรรมย่อมสามารถดำเนินการตามกฎหมายได้อย่างไม่เห็นอิทธิพล ซึ่งถือเป็นการยืนยันให้เห็นว่า ความยุติธรรมยังคงเป็นสิ่งที่ล้ำค่าและปกป้องสังคมได้เสมอ

ที่มา – อัยการตีกลับสำนวน ‘หมอแอร์ค้ายาเสียสาว’ สั่งตร.รวบหลักฐานเพิ่ม ส่งคืนด่วนก่อนบ่าย 1 ก.ย.

อนุทินเจรจาพรรคประชาชน เห็นพ้องทุกข้อเสนอ

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่ทำการพรรคประชาชน เป็นวันสำคัญของการเจรจาทางการเมืองของ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมทั้งนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย และนายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีการมาเจรจาหารือกับพรรคประชาชนกว่าหนึ่งชั่วโมง

อนุทินเจรจาพรรคประชาชน เห็นพ้องทุกข้อเสนอ

ผลของการเจรจาครั้งนี้ออกมาในเชิงบวก โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล เปิดเผยว่าทุกข้อเสนอของพรรคประชาชนได้รับการยอมรับอย่างเต็มที่ และไม่มีข้อสงสัยใด ๆ กล่าวคือมีการเห็นพ้องตรงกันทั้งในประเด็นการยุบสภา และคืนอำนาจให้ประชาชน ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องหลักของกลุ่มผู้บริจาคพรรคประชาชน

สิ่งที่เห็นพ้องระหว่าง อนุทิน เท้ง และพรรคประชาชน

ด้านเลขาธิการพรรคประชาชนอย่างนายศรายุทธิ์ ใจหลัก ยืนยันว่าผลการพูดคุยเป็นไปในทางบวก เนื่องจากทุกข้อเสนอที่พรรคประชาชนได้นำเสนอไปนั้น อนุทิน ยอมรับครบถ้วน และไม่มีเงื่อนไขใดที่ขัดแย้งกัน

ทั้งนี้ก่อนการพูดคุย จะเป็นการสื่อสารผ่านตัวแทนของพรรคประชาชน ได้แก่ นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ กรรมการบริหารพรรคประชาชน ซึ่งประเด็นหลัก ๆ ที่ อนุทินเจรจาพรรคมหาชน เห็นพ้องก็คือเหตุการณ์การยุบสภา การคืนอำนาจ และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเป็นแนวทางเชิงนโยบายสำคัญอย่างหนึ่งที่ประชาชนเรียกร้อง

ที่น่าสังเกตคือกลุ่มผู้เห็นด้วยกับการยุบสภา และคืนอำนาจ ก็มารวมตัวกันหน้าที่ทำการพรรคประชาชน โดยแสดงจุดยืนผ่านการชูป้ายและรณรงค์ที่เน้นว่า “ยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชน ร่างรัฐธรรมนูญใหม่” สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนมีเสียงร่วมในการกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับรายละเอียดสำคัญจากการเจรจา หากย้อนกลับไปดูข้อเสนอหลักจากพรรคประชาชน มีอยู่ 3 ประเด็นหลัก คือ การยุบสภา, คืนอำนาจให้ประชาชน, และ จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งทั้งสามข้อนี้ถูก อนุทิน ยอมรับจนเกิดการเห็นพ้องอย่างเต็มที่ แม้จะมีข้อเสนออื่น ๆ ที่อาจระบุเงื่อนไขเพิ่มเติม แต่ยังอยู่ในขอบเขตที่สามารถเจรจาต่อได้

ผลที่ตามมาของการเข้าใจตรงกันนี้ ทำให้พรรคภูมิใจไทยเตรียมเดินหน้าต่อยอดความร่วมมือกับพรรคประชาชน โดยรวมถึงพรรคกล้าธรรมอื่น ๆ ที่มีแนวร่วมเดียวกันotoxic

การเจรจาครั้งนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อแนวทางการเมืองในระยะสั้น แต่ยังเป็นจุดเปลี่ยนของระบบที่ประเทศต้องการ คือ ประชาชนมีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้กำหนดอนาคตของระบอบประชาธิปไตย

ทั้งนี้ ต้องจับตาดูว่า ผลของการเจรจาจะไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลในรูปแบบใด และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยจะตอบสนองต่อแรงกดดันจากประชาชนที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงอย่างไรในอนาคต

ที่มา – ‘อนุทิน’พบ‘เท้ง‘ชื่นมื่นเผยเห็นพ้องทุกข้อเสนอ‘พรรคประชาชน’

ธีรรัตน์ เผย กำลังใจยังดี คุย กล้าธรรม ทำงานร่วมกันต่อ

เมื่อเวลา 18.55 น. วันที่ 29 สิงหาคม ที่พรรคเพื่อไทย นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รักษาการรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย ได้ให้ข้อมูลภายหลังเดินทางเข้าร่วมกิจกรรมของพรรคเพื่อไทย โดยระบุว่า ขณะนี้กำลังใจของท่านยังคงดี และยังคงทำงานอย่างต่อเนื่อง

ธีรรัตน์ เผย กำลังใจยังดี คุย กล้าธรรม ทำงานร่วมกันต่อ

เมื่อถูกถามถึงข่าวการที่พรรคกล้าธรรมแสดงจุดยืนในการเปิดรับฟังข้อเสนอจากพรรคภูมิใจไทย นางสาวธีรรัตน์ได้กล่าวว่า จำเป็นต้องรอดูรายละเอียดการพูดคุยอย่างเป็นทางการก่อน อย่างไรก็ตาม ก็ถือเป็นเรื่องที่สามารถพูดคุย และเจรจาได้ เนื่องจากทุกฝ่ายล้วนมีเหตุผลของตนเอง

ยืนยันคุย กล้าธรรม ร่วมงานได้หากมีช่องทาง

ในส่วนของคำถามที่ว่า ได้มีการพูดคุยกับพรรคกล้าธรรมไปแล้วหรือยัง นางสาวธีรรัตน์ให้คำตอบว่า ช่วงที่ยังอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล ได้มีโอกาสพูดคุยกับกลุ่มพรรคกล้าธรรมแล้วว่าจะสามารถทำงานร่วมกันต่อไปได้ แต่ก็ต้องรอก่อนว่าทางพรรคกล้าธรรมจะมีการแถลงอย่างเป็นทางการหรือไม่

สำหรับเรื่องกระแสข่าวลือที่ว่า ส.ส. พรรคเพื่อไทยบางส่วนเป็นงูเห่า นางสาวธีรรัตน์ได้แสดงความเห็นว่า มีภาพข่าวและข้อมูลที่หลุดออกมา ดังนั้นสิ่งที่สำคัญคือการพูดคุยกับทุกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมา และสิ่งสำคัญคือ จะต้องใช้เวลาในการให้ข้อมูลมากกว่านี้เพื่อให้เกิดความชัดเจน

  • ผลกระทบต่ออนาคตของการเมืองไทย ถือเป็นประเด็นที่สำคัญ เพราะสื่อสารกับพรรคภูมิใจไทย และพรรคกล้าธรรมอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระบบที่กว้างขึ้น
  • ความมั่นคงของรัฐบาล หากมีความร่วมมือกันอย่างเป็นรูปธรรม จะช่วยลดโอกาสการโยกย้ายรัฐบาลในระยะสั้น
  • บทบาทของประชาชน สามารถเป็นผู้สังเกตการณ์และติดตามสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างรอบด้าน

จากข้อมูลที่ได้รับ ยังไม่สามารถสรุปได้อย่างแน่ชัดว่าจะมีความร่วมมืออย่างเป็นทางการเกิดขึ้นจริงในระยะใกล้ แต่ความคืบหน้าของสถานการณ์นี้ย่อมมีผลต่ออนาคตทางการเมืองของประเทศอย่างมาก

สรุป นางสาวธีรรัตน์ ยังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำงาน และความพร้อมในการร่วมมือกับพรรคต่างๆ ในกรณีที่มีพื้นที่ร่วมกัน โดยเฉพาะกับพรรคกล้าธรรม ซึ่งมีแนวโน้มจะเป็นพันธมิตรที่น่าจับตามองในระยะต่อไป

หากคุณเป็นผู้ติดตามการเมืองไทย การติดตามความเคลื่อนไหวของกรณีนี้อย่างใกล้ชิดถือเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากอาจส่งผลต่อความมั่นคงทางการเมืองในระยะสั้นและกลาง

ที่มา – ‘ธีรรัตน์’ เผย กำลังใจยังดี คุย ‘กล้าธรรม’ ทำงานร่วมกันต่อ

‘ภูมิธรรม’คุย ‘พรรคร่วมรัฐบาล’ไร้‘กล้าธรรม’ร่วมด้วย

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา เวลา 17.00 น. ที่โรงแรมปริ๊นเซส หลานหลวง มีการประชุมกันของแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ พร้อมด้วยบรรดาผู้บริหารพรรคเพื่อไทย รวมถึงพรรคพันธมิตรที่อยู่ในฝักแห่งรัฐบาลชุดใหม่ ทั้งในตำแหน่งรักษาการรองนายกฯ และรักษาการรัฐมนตรี ซึ่งต่างมาร่วมกัน논หารือเกี่ยวกับแนวทางในการสร้างรัฐบาลที่มั่นคงและมีประสิทธิภาพ.

‘ภูมิธรรม’คุย ‘พรรคร่วมรัฐบาล’ไร้‘กล้าธรรม’ร่วมด้วย

ที่ประชุมในครั้งนี้มีผู้นำพรรคสำคัญเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ได้แก่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกฯ ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลหลัก และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รักษาการรองนายกฯ โดยทั้งสองมีบทบาทสำคัญในการประสานนโยบายร่วมระหว่างพรรคต่างๆ. ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยก็ได้ส่งตัวแทนสำคัญเข้าร่วมประชุมเช่นกัน แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความจริงใจในการทำงานร่วมกัน.

การขาดความมั่นคงในพรรคร่วมรัฐบาล

หนึ่งในประเด็นที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ครั้งนี้คือ การขาดตัวแทนพรรคกล้าธรรมในการประชุมร่วมกันโดยตรง. สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาบางประการเกี่ยวกับความสามารถในการเจรจาและการสร้างความมั่นคงภายในพรรคร่วมรัฐบาล บางพรรคอาจยังไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มความสามารถในช่วงแรกของการเข้าร่วม หากไม่มีผู้แทนของพรรคกล้าธรรมเองเข้ามาสนับสนุนอย่างเป็นทางการ อาจส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลในระยะยาว.

  • นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รักษาการรมช.ศึกษาธิการ (ชพ.)
  • นายวราวุธ ศิลปอาชา รักษาการรมว.พัฒนาสังคม (ชทพ.)
  • นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รักษาการรมว.ทรัพยากรธรรมชาติ (ปชป.)
  • นายพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค (รทสช.)
  • นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ (รทสช.)

นอกจากนี้ยังมีการตั้งข้อสังเกตว่าในวงพูดคุยครั้งนี้ ไม่มีกลุ่มพรรคที่มีภาพลักษณ์เชิงกล้าธรรมมาร่วมมากนัก. สื่อหลายสำนักรายงานว่า พรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคอาจยังไม่มั่นใจในแนวทางการทำงานที่โปร่งใสของพรรครัฐบาลใหม่. ขณะที่พรรคเพื่อไทยและอีกหลายพรรคมีบทบาทสำคัญในการถ่วงดุลอำนาจภายในภาครัฐ แต่ก็ยังมีสาระสำคัญบางอย่างที่ต้องปรับปรุงเพิ่มเติมเรื่อยๆ.

แม้ว่าการประชุมในครั้งนี้จะเป็นเพียงขั้นตอนเบื้องต้นในการจัดตั้งรัฐบาล แต่ก็มีความคาดหวังว่าจะนำไปสู่ทางออกร่วมที่มั่นคงและยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่‘พรรคร่วมรัฐบาล’ไร้‘กล้าธรรม’ร่วมด้วย. ซึ่งหมายความว่า ความต้องการฉับพลันในการหาผลประโยชน์ร่วมและสานสัมพันธ์ระหว่างพรรคอาจยังไม่เพียงพอ เพราะเหลือเพียงแรงผลักดันเชิงพาณิชย์และกลุ่มผลประโยชน์เฉพาะบางกลุ่มเท่านั้น.

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินการเพื่อสร้างกรอบการทำงานร่วมกัน. ทั้งนี้ ประเทศประเทศไทยยังจำเป็นต้องได้รับรัฐบาลที่มีความโปร่งใส สามารถต่อสู้กับการทุจริต และสามารถปฏิรูปโครงสร้างทางการเมืองให้แก่สังคมอย่างแท้จริง.

หากบรรดาพรรคร่วมรัฐบาลในวันข้างหน้า สามารถเรียนรู้และพัฒนาแนวทางการทำงานเพื่อสร้างสรรค์ตัวตนที่ชัดเจนในเชิงกล้าธรรมมากขึ้น นั่นก็จะส่งผลดีต่อความมั่นคงในระยะยาวของรัฐบาลเท่านั้น.

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’คุย ‘พรรคร่วมรัฐบาล’ไร้‘กล้าธรรม’ร่วมด้วย

‘กล้าธรรม’แถลงจุดยืน ยึดประโยชน์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

เมื่อเวลา 18.30 น. วันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568 พรรคกล้าธรรม นำโดย นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรค ได้แถลงข่าวจุดยืนของพรรครายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติวินิจฉัยให้คณะรัฐมนตรีชุดเดิมสิ้นสุดลงทันที เนื่องจากนายกรัฐมนตรีขาดคุณสมบัติและฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

‘กล้าธรรม’แถลงจุดยืน ยึดประโยชน์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

นางนฤมล กล่าวว่า “จุดยืนของพรรคกล้าธรรม คือ การแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน รวมถึงกฎหมายรัฐธรรมนูญเราก็พร้อมที่จะร่วมมือกันแก้ไข และกฎหมายอื่น ๆ ที่จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาของประชาชนและประเทศชาติผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปให้ได้” ซึ่งแสดงถึงความตั้งใจของพรรคในการให้ความสำคัญกับประชาชนเป็นหลักสำคัญในการทำงาน

แนวทางในการตัดสินใจของพรรคกล้าธรรม

.party กล้าธรรม เน้นย้ำว่า พรรคจะต้องมีความชัดเจนในแนวทางการทำงาน โดยจะดูว่าทิศทางการบริหารประเทศของฝ่ายใดมีความสอดคล้องกับแนวทางของพรรคหรือไม่ และยังต้องฟังความเห็นจากสมาชิกพรรคทุกคนก่อนจะตัดสินใจร่วมมือกับใคร เพราะ “เราเป็นพรรคการเมือง เราต้องทำงานร่วมกันเป็นทีม และต้องมีมติจากสมาชิกทุกคน”

ยิ่งไปกว่านั้น ประเด็นที่พรรคกล้าธรรมไม่ได้เลือกก้าวไปร่วมกับอดีตพรรคร่วมฯ ทันทีก็เกิดจากความต้องการที่จะรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกพรรคให้มากที่สุด “ตอนที่ศาลท่านอ่านคำวินิจฉัย ตนอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลกับคณะรัฐมนตรี กับท่านนายก หลังจากท่านนายกแถลงเสร็จ เราจะเดินหน้าต่ออย่างไร ตนเองตัดสินใจเป็นตัวคนเดียวไม่ได้ เพราะเราเป็นพรรคการเมือง เราต้องมารับฟังความเห็นของสมาชิกพรรคทุกคน และต้องขอมติของทุกคนในพรรคว่าเราจะเดินไปในทิศทางใด”

  • ยึดหลักประโยชน์ของชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
  • พร้อมร่วมมือแก้ไขกฎหมายและปัญหาของประเทศ
  • ตัดสินใจร่วมมือหลังมีมติของสมาชิกพรรค

ความเคลื่อนไหวของพรรคกล้าธรรมในครั้งนี้ เปิดโอกาสให้ประชาชนมองเห็นถึงแนวทางการทำงานที่เน้นประโยชน์สาธารณะเป็นหัวใจหลัก ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการเมืองที่เข้มแข็งและโปร่งใสในระยะยาว

ความคิดเห็นส่วนตัว: พรรคกล้าธรรมมีแนวทางชัดเจนในการทำงานที่เริ่มต้นจากการฟังเสียงประชาชนและสมาชิกในพรรค ซึ่งหากทำได้อย่างจริงจัง จะสามารถเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศผ่านวิกฤติการเมืองในช่วงนี้ได้

ที่มา – ‘กล้าธรรม’แถลงจุดยืน ยึดประโยชน์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

เวียดนามสร้างโอกาสจากราคากาแฟที่พุ่งในตลาดโลก

ราคากาแฟทั่วโลกเพิ่มขึ้นราว 40% ในปี 2567 ตามรายงานจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) โดยสาเหตุหลักเกิดจากสภาพอากาศที่ผันผวน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการผลิตในประเทศผู้นำอย่างบราซิล โคลอมเบีย และอินโดนีเซีย ขณะที่ความต้องการในตลาดใหญ่ๆ เช่น ยุโรป สหรัฐอเมริกา และเอเชีย มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น สิ่งนี้เปิดโอกาสใหม่ให้กับประเทศผู้ส่งออกรายอื่นๆ โดยเฉพาะ “เวียดนาม” ที่มีศักยภาพในการเติบโตเป็นอย่างมาก

เวียดนามสร้างโอกาสจากราคากาแฟที่พุ่งในตลาดโลก

ตามรายงานจากกระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมเวียดนาม ในเดือนกรกฎาคมเพียงเดือนเดียว มูลค่าการส่งออกกาแฟของเวียดนามมีมูลค่าสูงถึง 560 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 18,130 ล้านบาท ทำให้มูลค่าการส่งออกรวมในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้แตะที่ 3,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 116,528 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 20% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า การเติบโตนี้สะท้อนถึงศักยภาพของเวียดนามในฐานะผู้ส่งออกกาแฟรายใหญ่ของโลก

โอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์กาแฟ

อย่างไรก็ตาม กาแฟที่เวียดนามส่งออกยังคงเป็นกาแฟชนิดไม่แปรรูปในสัดส่วนถึง 85% ในขณะที่สัดส่วนกาแฟแปรรูปเชิงลึก เช่น กาแฟคั่ว กาแฟสำเร็จรูป และกาแฟพิเศษ อยู่ที่เพียงแค่ 12-15% เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างบราซิลและโคลอมเบียที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 30-40%

บริษัทใหญ่ของเวียดนาม เช่น วินาคาเฟ (เวียดนาม คอฟฟี คอร์ปอเรชัน) เจิ่น เหวียน และเนสท์เล่ ได้เริ่มลงทุนในเทคโนโลยีการแปรรูปกาแฟเพื่อผลิตกาแฟสำเร็จรูปและกาแฟพิเศษ แต่แบรนด์จากเวียดนามยังไม่สามารถแข่งขันกับแบรนด์ระดับโลกอย่างสตาร์บัคส์ ลาวาซซา หรือเนสท์เล่ ได้อย่างเต็มตัว ซึ่งนี่คือจุดที่รัฐบาลและภาคเอกชนควรมาร่วมมือกันเพิ่ม

  • ข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญ: เวียดนามควรเพิ่มการลงทุนในเทคโนโลยีการแปรรูปกาแฟ
  • สนับสนุนธุรกิจด้วยนโยบายจากรัฐ: เช่น สินเชื่อพิเศษ และมาตรการส่งเสริมแบรนด์
  • เรียนรู้จากความสำเร็จ: เหมือนกับ “ข้าวหอมมะลิไทย” หรือ “กาแฟอาราบิก้าโคลอมเบีย”
  • ขยายตลาดใหม่: ควรมุ่งเป้าไปที่ตลาดเกิดใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง และยุโรปใต้

กล่าวโดยสรุป เวียดนามมีโอกาสในการยกระดับภาวะเศรษฐกิจจากการพุ่งสูงของราคากาแฟโลก หากสามารถเปลี่ยนกลยุทธ์ในการผลิตและตลาดให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคที่มีความหลากหลายมากขึ้น ด้วยการสร้างแบรนด์ของตัวเองและเพิ่ม附加值ในห่วงโซ่价值链ของกาแฟ

ที่มา – ‘เวียดนาม’ อาจสร้างโอกาสจากราคา ‘กาแฟ’ ที่พุ่งสูงขึ้นในตลาดโลก

ด่วน! ‘ธรรมนัส’ ชู ‘อนุทิน’ นั่งนายกฯ พรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาล

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม เวลา 18.20 น. พรรคกล้าธรรม นำโดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรค และนางนฤมลภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรค พร้อมด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของพรรค ได้จัดแถลงการณ์ถึงจุดยืนในการร่วมรัฐบาลภายใต้ความเป็นผู้นำของพรรคภูมิใจไทย

ในเหตุการณ์ดังกล่าวได้มีรายงานว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะเดินทางมายังพรรคกล้าธรรมหลังจากจบกิจกรรมที่พรรคประชาชน ซึ่งทำให้กระแสในการจัดรัฐบาลชุดใหม่เริ่มเข้มข้นมากขึ้น

ด่วน! ‘ธรรมนัส’ ชู ‘อนุทิน’ นั่งนายกฯ พรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาล

พรรคกล้าธรรม ประกาศอย่างชัดเจนว่า จะเสนอ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดใหม่ เนื่องจากเห็นว่ามีประสบการณ์ทางการเมืองและความสามารถในการบริหารงานของประเทศ

แนวทางการเมืองของพรรคกล้าธรรม

  • เสนอ นายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี
  • สนับสนุนความร่วมมือกับพรรคภูมิใจไทย
  • เน้นความโปร่งใสในการทำงานร่วมกัน
  • ส่งเสริมนโยบายด้านเศรษฐกิจและสวัสดิการ

จากแถลงการณ์ดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า พรรคกล้าธรรมมีแนวโน้มชัดเจนในการเลือกแนวทางการเมือง โดยมองเห็นศักยภาพของพรรคภูมิใจไทยและการทำงานร่วมกันในรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ นับเป็นข่าวสำคัญต่อการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่หลังจากการเลือกตั้ง

นอกจากนี้ยังมีสมาชิกพรรคกล้าธรรมออกมายืนยันว่า หากพรรคกล้าธรรมได้เข้าร่วมรัฐบาลจริง จะมุ่งเน้นการ เร่งรัดนโยบายด้านเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมากในช่วงนี้

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของร.อ.ธรรมนัส พร้อมกับพรรคกล้าธรรม ถือเป็นการส่งสัญญาณสำคัญแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการจัดเตรียมรัฐบาลชุดใหม่ ว่าพร้อมให้ความร่วมมือแก่พรรคที่เห็นพ้องกับแนวทางพัฒนาประเทศ

หากข่าวดังกล่าวเป็นจริง จะเปิดโอกาสให้ พรรคภูมิใจไทย มีบทบาทสำคัญในการบริหารประเทศ และอาจทำให้เกิดระบบพรรคการเมืองใหม่ที่เข้มแข็งมากขึ้น ซึ่งต่างจากอดีตที่ผ่านมาอย่างเด่นชัด

ทั้งนี้ผลการรวมพลังแนวร่วมจะสามารถบรรลุจุดประสงค์ในการทำงานร่วมกันได้หรือไม่ ยังคงต้องติดตามการเจรจาอย่างใกล้ชิดจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า

และนี่คือหนึ่งใน ด่วน! ‘ธรรมนัส’ ชู ‘อนุทิน’ นั่งนายกฯ พรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาลที่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิทัศน์การเมืองไทยในระยะต่อไป

น่าสนใจว่าจะนำไปสู่รัฐบาลชุดใหม่หรือเปล่า โปรดติดตาม developments อย่างใกล้ชิด และติดตามวิเคราะห์เพิ่มเติมจากเรา

อัปเดตข่าวการเมืองล่าสุดได้ที่นี่ก่อนใคร!

ที่มา – ด่วน ! ‘ธรรมนัส’ ประกาศ ‘กล้าธรรม’ ชู ‘อนุทิน’ นั่งนายกรัฐมนตรี

เลขาธิการพรรคประชาชาติ ยืนยันจับมือเพื่อไทยตั้งรัฐบาล

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา นายซูการ์โน มะทา ส.ส.จังหวัดยะลา และเลขาธิการพรรคประชาชาติ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และมีคำสั่งให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้งหมดพ้นจากตำแหน่งทันที โดยนายซูการ์โนได้ชี้แจงว่า พรรคประชาชาติจะยังคงให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทยอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่

เลขาธิการพรรคประชาชาติ ยืนยันจับมือเพื่อไทยตั้งรัฐบาล

ทั้งนี้ ทางพรรคประชาชาติมองว่าพรรคเพื่อไทยมีหน้าที่ในการดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลอย่างเร่งด่วน เพื่อเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ของตนให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา รวมถึงควรแจ้งแกนนำของพรรคร่วมรัฐบาลให้เข้ามาร่วมหารืออย่างเต็มขั้น เพื่อที่จะได้ไม่เกิดช่องว่างในหน้าที่ และยังคงสามารถบริการประชาชนหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่อง

การตั้งรัฐบาลชุดใหม่คือหน้าที่ต่อเนื่อง

เมื่อมีผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคเล็กอาจไม่เชื่อมั่นพรรคร่วมรัฐบาล จึงอาจไม่สนับสนุนอย่างเต็มที่ นายซูการ์โน กล่าวว่า เขามีความมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เพราะเมื่อเทียบกับรัฐบาลชุดก่อนหน้า จะเห็นได้ว่าพรรคเพื่อไทยมีเสียงสนับสนุนจากพรรคเล็กเป็นจำนวนมาก และปัจจุบันสถานการณ์ในประเทศต้องการให้มีการตรวจสอบและขับเคลื่อนนโยบายอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ส.ส.ต้องรับผิดชอบมากยิ่งขึ้น ทั้งยังต้องมีนโยบายเชิงรุกเพื่อประชาชน ซึ่งในเรื่องนี้พรรคประชาชาติจึงมั่นใจว่าสามารถก้าวข้ามวิกฤตและทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • พรรคประชาชาติยืนยันสนับสนุนพรรคเพื่อไทยอย่างเต็มที่
  • การจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ควรดำเนินอย่างเร่งด่วน
  • เน้นความรับผิดชอบของ ส.ส. ในสภา
  • เน้นนโยบายเพื่อประชาชนเป็นหลัก

“การตั้งรัฐบาลชุดใหม่ พรรคประชาชาติพร้อมจะร่วมมือกับพรรคเพื่อไทยอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่สมัยนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน หรือ นางสาวแพทองธาร พรรคประชาชาติยังคงยื่นมือร่วมกันทำงานเพื่อประเทศอย่างเต็มตัว” นายซูการ์โน เสริม

เรียกได้ว่า ตอนนี้ยังไม่มีภาพชัดเจนของการจัดตั้งครม.ใหม่ มีเพียงประเด็นที่ว่าพรรคต่าง ๆ ควรเร่งเคลื่อนไหวโดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

พรรคประชาชาติและพรรคเพื่อไทยต้องร่วมมือกันให้ดี เพื่อให้ได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพและมีความน่าเชื่อถือจากประชาชน

ที่มา – ‘เลขาธิการพรรคประชาชาติ’ ยันจับมือเพื่อไทยตั้งรัฐบาล

‘เอกณัฐ’ไม่ตอบยืนยัน ‘รทสช.’ หนุน ‘ชัยเกษม’ จริงหรือไม่

เมื่อเวลา 16.40 น. วันที่ 29 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้ออกมาให้ข้อมูลกรณีที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและรองโฆษกพรรคร่วมรัฐบาล ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้พ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ประเด็นนี้ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และกระทั่งส่งผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พรรคเพื่อไทย ซึ่งได้ประกาศเสนอชื่อนายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี คนใหม่ของพรรคร่วมรัฐบาลตามระบบโหวตในสภาผู้แทนราษฎร

‘เอกณัฐ’ไม่ตอบยืนยัน ‘รทสช.’ หนุน ‘ชัยเกษม’ จริงหรือไม่

จากการสอบถามถึงแนวทางพรรคพรรคร่วมรัฐบาล ว่าจะสนับสนุน ‘เอกณัฐ’ไม่ตอบ ‘รทสช.’ โหวตหนุน ‘ชัยเกษม’หรือไม่ นั้น นายเอกนัฏกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า “เดี๋ยวค่อยคุยกัน” และยืนยันว่ายังไม่มีกำหนดการประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับการประสานทางเลือกใหม่ของพรรคร่วมรัฐบาลในช่วงเย็นวันนี้ ทั้งนี้ บรรยากาศในคลังจิตของบรรดานักการเมืองยังคงสับสนและลุ้นสถานการณ์อยู่

พรรคเพื่อไทยปรับแผนเสนอผู้นำหน้าใหม่หลัง แพทองธาร พ้นตำแหน่ง

พรรคเพื่อไทย ซึ่งเคยวางผู้นำหน้าของพรรคไว้กับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ได้ปรับแผนกลยุทธ์ภายในโดยเร็ว และมีมติชี้ขาดเสนอชื่อนายชัยเกษม เป็นบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับในแวดวงการเมือง ซึ่งถือว่าเป็นมุมมองใหม่ของพรรคที่ตั้งใจแสดงออกถึงความพร้อมร่วมสร้างสรรค์ระบบการเมืองต่อไป

แม้จะยังไม่ได้รับการยืนยันชัดเจนจากทุกพรรคร่วมรัฐบาล แต่การดำเนินการอย่างมีระเบียบของพรรคเพื่อไทยถือว่าเป็นสัญญาณชัดเจนว่า พรรคฝ่ายรัฐบาลอยู่ในกระบวนการหาแนวทางให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและสามารถผลักดันเป้าหมายร่วมต่อได้

  • น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
  • พรรคเพื่อไทยเสนอชื่อนายชัยเกษม นิติสิริ เสนอชื่อเพื่อชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
  • นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ยังไม่ยืนยันว่า ‘รทสช.’ จะโหวตหนุน ‘ชัยเกษม’ หรือไม่

อย่างไรก็ตาม สังคมต่างจับตาดูสถานการณ์ครั้งนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของฝ่ายรัฐบาลในการบริหารประเทศภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญที่มีผลบังคับใช้ มีความไม่แน่นอนหลายประการ ซึ่งอาจกระทบต่อภาพรวมเสถียรภาพและการบริหารราชการแผ่นดินในระยะยาว

การเคลื่อนไหวล่าสุดของพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย ที่ออกมารับสถานการณ์เป็นโอกาสใหม่ แปลว่ารัฐบาลมีเป้าหมายร่วมในการจัดระเบียบโครงสร้างการเมืองให้สามารถเดินหน้าประเทศไปสู่เสถียรภาพได้อย่างมั่นคง อาจเป็นการริเริ่มแรกสู่การขับเคลื่อนภูมิทัศน์การเมืองไทยในรูปแบบใหม่

ทั้งนี้ มุมมองของผู้แทนราษฎรแต่ละพรรคจะเป็นกุญแจสำคัญ ภายในสัปดาห์นี้ หากการประสานความเห็นบรรลุผลจะทำให้สามารถเสนอชื่อผู้เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามกำหนดเวลาโดยสภาผู้แทนราษฎร อย่างไรก็ตาม หากเกิดความล่าช้าอาจส่งผลให้เกิดวุฒิภาวะเป็นระยะเวลานาน

เรื่องนี้น่าจับตามองต่อไปว่า ส.ส.ของพรรคร่วมรัฐบาลจะมีมุมมองร่วมหรือไม่ และว่า ‘เอกณัฐ’ไม่ตอบ ‘รทสช.’ โหวตหนุน ‘ชัยเกษม’หรือไม่ ซึ่งท่าทีในขณะนี้ยังเป็นเครื่องหมายคำถามที่รอการไขข้อข้องใจจากผู้เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ต้องติดตามพัฒนาการของพรรคการเมืองต่างๆ อย่างใกล้ชิด เนื่องจากสถานการณ์นี้สามารถผลักดันให้เกิดแผนการต่างๆ ที่ออกมาประชุมกันในระดับสูงขึ้น ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการมีบทบาทของแต่ละภาคส่วนเพื่อประเมินแนวทางในการเดินหน้าภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ

ที่มา – ‘เอกณัฐ’ไม่ตอบ ‘รทสช.’ โหวตหนุน ‘ชัยเกษม’หรือไม่

คังแดเนียล เผยเป้าหมายในฐานะโปรดิวเซอร์ ส่งเพลงใหม่ก่อนทัวร์อเมริกา

“คังแดเนียล” (KANGDANIEL) ศิลปินเกาหลีที่มากความสามารถ กลับมาอีกครั้งด้วยผลงานใหม่ที่สะท้อนถึงการเติบโตในบทบาทโปรดิวเซอร์อย่างเต็มตัว โดยล่าสุดได้ร่วมงาน “2025 K-WORLD DREAM AWARDS” และคว้ารางวัล “K-WORLD DREAM BEST ALL-ROUNDER MUSICIAN” มาครอบครองอย่างน่าภาคภูมิใจ

ในการให้สัมภาษณ์กับสื่อ คังแดเนียล ได้กล่าวว่า “เพิ่งจบคอนเสิร์ตไปไม่นาน แต่ได้กลับมาแสดงที่เกาหลีอีกครั้งก็รู้สึกมีความสุขมาก” แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจและพลังงานที่เขามีต่อเส้นทางศิลปินอย่างต่อเนื่อง

คังแดเนียล ก้าวไกลในฐานะโปรดิวเซอร์

จากรายการ PRODUCE101 SEASON2 และการเดบิวต์ในวง Wanna One คังแดเนียล ได้กลายเป็นหนึ่งในศิลปินที่แฟน ๆ ทั่วโลกให้การตอบรับอย่างล้นหลาม

ภายหลังจากเปิดตัวอัลบั้ม “Glow to Haze” ที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยม คังแดเนียล ได้เผยให้เห็นแนวคิดที่เขาตั้งใจใส่ลงไปในอัลบั้มว่า “เป็นผลงานที่รวมความคิด ประสบการณ์ และไอเดียที่ผมอยากสื่อผ่านเพลงที่ทำเอง ซึ่งถือเป็นก้าวพัฒนาที่สำคัญมากสำหรับผม”

เป้าหมายต่อไปของคังแดเนียล

ก่อนลุยทัวร์อเมริกาในเดือนกันยายนนี้ คังแดเนียล จะปล่อยซิงเกิลใหม่ในวันที่ 3 กันยายน ซึ่งเขาบอกว่าจะใช้เพลงนี้พูดสวัสดีกับแฟน ๆ ที่เดินทางไปชมโชว์ในอเมริกา โดยกล่าวว่า “เป็นครั้งแรกที่จะไปอเมริกาใต้ ผมตื่นเต้นมาก ๆ และอยากนำเสนอโชว์ที่หลากหลายให้ทุกคนได้สนุกจริง ๆ”

แม้จะมีความสำเร็จต่อเนื่องในระดับสากล คังแดเนียล ก็ยังคงเป้าหมายง่าย ๆ ไว้เพียง “ต้องการทำเพลงที่ดีให้เยอะ ๆ และมีสุขภาพที่แข็งแรง” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงนิสัยของคนธรรมดาที่ซ่อนความสำเร็จไว้ในรอยยิ้ม

นอกจากนี้ เขายังกำหนดแผนเพื่อพบแฟนคลับชาวไทยอีกครั้งในงาน “2025 KANGDANIEL FANMEETING IN BANGKOK” ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 12 ตุลาคม 2568 ณ TRUE ICON HALL ชั้น 7 ICONSIAM

ไม่ว่าจะในฐานะศิลปินเดี่ยวหรือโปรดิวเซอร์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง คังแดเนียล ยังคงสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วโลก โดยเฉพาะแฟน ๆ ที่คอยให้การสนับสนุนอย่างรวดต่อเนื่อง นี่คือช่วงเวลาแห่งการเติบโตของหนุ่มคนหนึ่งที่พยายามทำสิ่งดี ๆ อย่างไม่มีวันหยุดนิ่ง

อย่าลืมติดตามซิงเกิลใหม่ของคังแดเนียลในวันที่ 3 กันยายน และเตรียมขนลุกไปกับทัวร์อเมริกา และแฟนมีตติ้งในไทยกันอีกครั้ง!

ที่มา – ‘คังแดเนียล’ เผยเป้าหมายต่อไปในฐานะโปรดิวเซอร์ ส่งเพลงใหม่ 3 ก.ย.นี้ก่อนลุยทัวร์อเมริกา