ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

สืบจังหวัดพังงา จับอส.สำรองตะกั่วป่า ค้ายาบ้าให้นักท่องเที่ยว

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ที่ผ่านมา พังงาเกิดเหตุการณ์สำคัญเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมกับสำนักงานกองปราบปราบ สืบจังหวัดพังงา โดยมี นายไพรัตน์ เพชรยวน ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา และ พล.ต.ต.สมชาย ซื่อต่อตระกูล ผู้บัญชาการตำรวจภูธรจังหวัดพังงา พร้อมด้วยคณะกรรมการตำรวจเชี่ยวชาญหลายหน่วยงาน เข้าจัดกิจกรรมล่าผู้จำหน่ายยาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่ชุมชนเมืองพังงา

สืบจังหวัดพังงาตามจับอส.สำรองค้ายาบ้า

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้สืบสวนและติดตามข่าวสารจากรอยล่าติดตามมาว่านาย “ฟิวส์” ที่มีบัตรประจำตัวเป็น อส.สำรอง อำเภอตะกั่วป่า มีพฤติกรรมผิดปกติอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการพกพาอาวุธปืนหรือที่เรียกกันว่า “ไม้เท้า” และยังลักลอบจำหน่าย “ยาบ้า” ซึ่งเป็นยาเสพติดประเภท 1 ให้กับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะในเขต อ.ท้ายเหมือง และ อ.ตะกั่วป่า

แผนการจับกุมอย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อมูลและการวางแผนของเจ้าหน้าที่เป็นอะไรที่ละเอียดรอบคอบ เพราะมีการแอบซื้อยาบ้าจากการซื้อขายของผู้ต้องหาครั้งนี้ถึง 2 มัด หรือประมาณ 4,000 เม็ด มูลค่าสูงถึง 40,000 บาท ในบริเวณริมถนนเพชรเกษม ม.7 ต.ทุ่งมะพร้าว อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา เจ้าหน้าที่วางแผนล่อซื้ออย่างรอบคอบเพื่อให้ได้หลักฐานชัดเจน

เมื่อถึงเวลานัดหมาย นายฟิวส์ได้แขวนยาบ้ามอบให้กับสายลับแล้วหลบหนีโดยขับรถกระบะออกจากพื้นที่ทันที แต่เจ้าหน้าที่ไม่พลาดโอกาส พวกเขาเร่งติดตามรถยนต์ทันที และสามารถบีบพวงมาลัยเขาแบบไม่ให้หลุดหนี เพื่อสกัดจับบนถนนหน้าที่พักสายตรวจ สภ.เขาหลัก ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่า ได้สำเร็จอย่างสะอาดและปลอดภัย

แรงกระตุ้นจากความมุ่งมั่นปราบปราม

หลังจากดำเนินการจับกุมเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่สอบสวนนำตัวผู้ต้องหาไปยังบ้านพักประจำ เพื่อค้นหาและตรวจสอบแนบทรัพย์ ที่ซ่อนไว้ในบ้าน ปรากฏว่ามีอาวุธปืนสมัยใหม่อยู่หลายกระบอกพร้อมเข็มขัดพกปืน และอุปกรณ์อื่น ๆ อีกหลายชิ้น ทำให้เกิดความตื่นตระหนกกับองค์ประกอบของบ้านหลังนี้อย่างมาก

ทั้งหมดนี้จะส่งผลให้หน่วยงานตำรวจสามารถกระตุ้นให้ประชาชนตื่นตัว และสร้างความหวาดกลัวว่า ผู้ที่มีหน้าที่ปกป้องความปลอดภัยของประชาชน จะกลายเป็นคนขายและเสพยาเสพติดได้เช่นไร และสามารถไปถึงขั้นพกปืนเพื่ออาชีพเสพติดได้ถึงขนาดนี้

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงได้ประกาศเตรียมดำเนินคดีกับผู้ต้องหาในข้อหาฝ่าฝืนพระราชบัญญัติยาเสพติด พ.ศ.2564 และพระราชบัญญัติอาวุธปืน พ.ศ.2557 อย่างหนักหน่วง โดยจังหวัดพังงา ซึ่งเคยถูกมองข้ามในเรื่องยาเสพติดในอดีต ตอนนี้กลายเป็นศูนย์กลางในการสร้างนวัตกรรมในการป้องกัน และปราบปรามผู้ฝ่าฝืนกฎหมาย

ความมุ่งมั่นในการรวมกำลังระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ในการต่อสู้กับภัยยาเสพติดอย่างคลุมเครือ และการประสานงานอย่างไร้วันหยุดสุดสัปดาห์ของเจ้าหน้าที่มืออาชีพ จึงเปรียบเสมือนแสงสว่างที่จะคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน

เรื่องราวยังเป็นปฏิทินชัดเจนถึงความเสี่ยงของความเสื่อมสิ้นและความผันผวนทางอาชญากรรมในทุกมุมของจังหวัดทั่วประเทศ หากเยาวชนไม่ได้รับการดูแลและชี้แนะที่เหมาะสม จะกลายเป็นเครื่องมือที่ว่างเปล่าในมือของผู้แสวงเครือธุรกิจมืดได้อย่างง่ายดาย

สืบจังหวัดพังงา ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของตำรวจ แต่ถือเป็นบทเรียนล้ำค่าแก่สังคม คุ้มครองอนาคตคนรุ่นใหม่จากความลับลวงโลภ และอันตราย歅ที่ไร้ขีดจำกัด

นี่คือการตั้งหัวใจไม่ยอมแพ้ ของเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่น ที่ยังทำงานหนักตลอดเวลาเพื่อสร้างเนื้อที่ปลอดภัยให้กับเด็กและเยาวชน ในสังคมแห่งความรักและความสาขากรรענה

ที่มา – ‘สืบจังหวัดพังงา’ ตามจับ ‘อส.สำรอง-ตะกั่วป่า’ ค้ายาบ้าให้นักท่องเที่ยว ค้นบ้านเจอปืนเพียบ

ขสมก. แสดงความเสียใจ รถเมล์สาย 556 ชนมอเตอร์ไซค์เสียชีวิต

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568 สำนักงานขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ เกี่ยวกับเหตุการณ์อุบัติเหตุของ รถเมล์สาย 556 หมายเลข 6 – 55043 ที่เกิดขึ้นบนถนนไร่ขิง-ดอนหวาย อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางที่มีความเคลื่อนไหวอยู่เสมอ

ขสมก. แสดงความเสียใจ รถเมล์สาย 556 ชนมอเตอร์ไซค์เสียชีวิต

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 09.30 น. โดยในขณะนั้น รถเมล์สาย 556 (4-64) มุ่งหน้าจากอู่วัดไร่ขิง ไปยังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ได้เกิดอุบัติเหตุ โดยชนกับรถจักรยานยนต์ ซึ่งส่งผลให้รถเมล์เสียหลักและพุ่งเข้าชนตู้พักเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของเอกชน จนได้รับความเสียหาย น่าเสียดายที่ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

การตอบสนองของ ขสมก.

ทันทีหลังเกิดเหตุ ขสมก. ได้แสดงความเสียใจอย่างสูงต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต และขออภัยในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งจัดส่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไปตรวจสอบจุดเกิดเหตุอย่างละเอียด เพื่อหาข้อเท็จจริงและดำเนินการตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง

นอกจากนี้ ขสมก. ยังได้ประสานงานกับบริษัทประกันภัยที่เกี่ยวข้อง เช่น บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เพื่อดำเนินการเยียวยา ชดเชยความเสียหายทั้งในส่วนของผู้ประสบภัยจาก

รถเมล์สาย 556 และสิ่งของของเอกชนที่ได้รับความเสียหายอีกด้วย

แผนการป้องกันและเยียวยาในอนาคต

เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ขสมก. ได้มีแผนที่จะร่วมเป็นเจ้าภาพในการพิธีสวดอภิธรรมศพของผู้เสียชีวิต พร้อมทั้งยืนยันว่าจะดำเนินการเรื่องการเยียวยาและการชดเชยให้กับครอบครัวของผู้เสียชีวิตอย่างครบถ้วนตามกฎหมาย

  • ดำเนินการเยียวยา ช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิต
  • สวดอภิธรรมศพร่วมกับครอบครัว
  • ประสานบริษัทประกันเพื่อการชดเชย
  • ตรวจสอบและปรับปรุงมาตรการความปลอดภัย
  • เพิ่มความระวังให้กับพนักงานขับรถ

เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้อีก ขสมก. ได้ประกาศแผนปรับปรุงมาตรการภายในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มทักษะด้านความปลอดภัยแก่พนักงาน หรือการตรวจสอบสภาพยานพาหนะอย่างสม่ำเสมอ

อุบัติเหตุครั้งนี้ถือว่าเป็นบทสรุปสำคัญที่ถือว่าเราไม่ควรละเลยปัญหาด้านความปลอดภัยบนท้องถนน โดยเฉพาะในระบบขนส่งสาธารณะที่ให้บริการประชาชนอย่างต่อเนื่อง การทำงานในทุกภาคส่วนจึงต้องคำนึงถึงความปลอดภัยมากเป็นอันดับแรกเสมอ

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ใช้บริการรถเมล์ คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น? คุณมั่นใจในความปลอดภัยของการเดินทางด้วยรถเมล์ในขณะนี้หรือไม่?

ที่มา – “ขสมก.” ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจ รถเมล์สาย 556 (4-64) ชนมอเตอร์ไซค์เสียชีวิต

สร้างกำแพงถาวรชายแดน อรัญประเทศ ระยะทาง 10 กม.

ล่าสุดมีการประกาศอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับแผนการ สร้างกำแพงถาวรชายแดน อรัญประเทศ ระยะทาง 10 กิโลเมตร ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากการสำรวจโดย พล.อ.มนัส จันดี เสนาธิการทหารกองบัญชาการกองทัพไทย พร้อมคณะ ที่มีขึ้นเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ที่ผ่านมา

สร้างกำแพงถาวรชายแดน อรัญประเทศ ระยะทาง 10 กม.

ในการสำรวจบริเวณพื้นที่ตั้งแต่หลักเขตที่ 48 ไปจนถึงหลักเขตที่ 51 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่หมู่บ้านต่าง ๆ ได้แก่ บ้านป่าไร่ และบ้านท่าข้าม ในเขตอำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว มีการสรุปเห็นพ้องร่วมกันระหว่างไทยและกัมพูชาว่าจะดำเนินการสร้างรั้วถาวรบริเวณจุดพรมแดนที่ชัดเจน ซึ่งมีระยะทางโดยประมาณ 10 กิโลเมตร

ความคืบหน้าโครงการ

พล.อ.มนัส กล่าวว่า สำหรับบริเวณอื่น ๆ ที่ยังมีสถานะพรมแดนที่ยังไม่ชัดเจน จะดำเนินการสร้างรั้วชั่วคราวก่อน โดยใช้วิธีตัดถนนเลียบแนวชายแดน และวางรั้วลวดหนามหีบเพลงสามชั้น พร้อมทั้งติดตั้งกล้องวงจรปิดซึ่งจะช่วยในการควบคุมและป้องกันการลักลอบผ่านแดน

การดำเนินงานนี้คาดว่าจะเริ่มต้นได้ภายในปีนี้ หลังจากที่ได้รับอนุมัติจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ และไม่มีปัญหาเรื่องงบประมาณ การเปิดเผยในครั้งนี้ได้รับการยืนยันว่าประชาชนในพื้นที่มีความพร้อมในการให้ความร่วมมือ และเสียสละเพื่อให้เกิดความมั่นคงโดยรวมให้กับประเทศชาติ

  • สำรวจชายแดนจากหลักเขตที่ 48 ถึง 51
  • วางแผนสร้างรั้วถาวรความยาวประมาณ 10 กิโลเมตร
  • บริเวณที่ขัดแย้งยังไม่ชัดเจนจะสร้างรั้วชั่วคราว
  • มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดร่วมกับระบบป้องกันอื่น ๆ

โครงการ สร้างกำแพงถาวรชายแดน อรัญประเทศ ระยะทาง 10 กิโลเมตร เป็นหนึ่งในแผนงานที่มีความสำคัญและได้รับความร่วมมือจากประชาชนและเจ้าหน้าที่ ถือเป็นแนวทางที่ยั่งยืนในการรักษาความมั่นคงของชายแดนและลดปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ

สรุปแล้ว ความคืบหน้าในการดำเนินงานถือว่ามีความพร้อมสูง และประชาชนในพื้นที่ก็ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ จนเป็นการวางรากฐานให้กับระบบความมั่นคงที่แข็งแกร่งในระยะยาว

หากคุณสนใจติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสร้างและพัฒนาระบบรักษาความมั่นคงของประเทศ อย่าลืมเข้ามาติดตามเว็บไซต์ของเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างต่อเนื่อง และเราจะนำข่าวสารสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของพรมแดนมาอัปเดตกันอย่างสม่ำเสมอ

ที่มา – เคาะแล้ว! สร้างกำแพงถาวรชายแดน อรัญประเทศ ระยะทาง 10 กิโลเมตร

กลุ่มสิทธิห่วง ‘สตรี-เด็ก’ ในบังกลาเทศถูกล่วงละเมิดทางเพศเพิ่มขึ้นในปี 2568

สถานการณ์ความรุนแรงทางเพศต่อกลุ่มสิทธิสตรีและเด็กในบังกลาเทศเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจในช่วงปลายปี 2568 โดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนแรก ซึ่งรายงานจากกลุ่มสิทธิมนุษยชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระบุว่า คดีล่วงละเมิดทางเพศเกือบเท่ากับปีทั้งปีของปี 2567 ซึ่งเป็นปีที่ความไม่สงบทางสังคมมีความรุนแรงสูงสุด

กลุ่มสิทธิห่วง ‘สตรี-เด็ก’ ในบังกลาเทศถูกล่วงละเมิดทางเพศเพิ่มขึ้นในปี 2568

นางฟาวเซีย โมสเลม ประธานกลุ่มโมฮีลา ปาริชาด แห่งบังกลาเทศ เปิดเผยว่าในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 มีการบันทึกคดีล่วงละเมิดทางเพศถึง 354 คดี ซึ่งใกล้เคียงกับจำนวน 364 คดีที่เกิดขึ้นตลอดทั้งปี 2567 ตัวเลขอันเป็นทางการอาจยังไม่สะท้อนความจริงทั้งหมด เนื่องจากมีหลายกรณีที่ไม่ถูกรายงานหรือไม่ถูกบันทึกอย่างเป็นทางการ

แนวโน้มความรุนแรงต่อสตรีและเด็กเพิ่มขึ้น

ข้อมูลจากสำนักงานตำรวจบังกลาเทศเผยให้เห็นว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 มีผู้หญิงและเด็กมากกว่า 11,000 คนเผชิญกับการคุกคามทางเพศต่างๆ ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นจากกว่า 9,000 คนในช่วงเดียวกันของปี 2567

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ได้ออกมาให้คำอธิบายอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับสาเหตุของการเพิ่มขึ้นนี้ แต่มีการแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ด้านความมั่นคงที่ทวีความรุนแรงขึ้น และenez กล่าวว่าพวกเขากำลังใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ในการควบคุมสถานการณ์

นางฟาวเซีย ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้หญิงกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากหลายด้าน ทั้งจากโครงสร้างสังคมที่ยังไม่ก้าวหน้า การแสดงอำนาจของกลุ่มอิสลามหัวรุนแรง และความเกลียดชังต่อผู้หญิง ซึ่งส่งผลให้พวกเขาตกอยู่ในความเสี่ยงสูงต่อการถูกล่วงละเมิด

  • การบันทึกคดีล่วงละเมิดทางเพศช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 มีถึง 354 คดี
  • เปรียบเทียบกับปี 2567 ทั้งปี ซึ่งมี 364 คดี
  • ผู้หญิงและเด็กกว่า 11,000 คนถูกคุกคามในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้
  • ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 9,000 คนในช่วงเดียวกันของปี 2567

นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิของผู้หญิงในบังกลาเทศยังได้ระบุว่า การเพิ่มขึ้นของกลุ่มอิสลามหัวรุนแรงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของผู้หญิง โดยเฉพาะหลังจากการล้มบาลของรัฐบาลภายใต้การนำของอดีตนายกรัฐมนตรี ชีค ฮาสินา ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นผู้นำที่มีบทบาทในเรื่องการสนับสนุนสิทธิผู้หญิง

สถานการณ์นี้เป็นอีกหนึ่งข้อเตือนภัยและบทเรียนสำคัญถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและความไม่เสถียรของสังคม ที่อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มประชากรที่เปราะบางในสังคมอย่างสตรีและเด็ก

หากคุณเป็นผู้ที่สนใจติดตามสถานการณ์การป้องกันและปกป้องสิทธิของผู้หญิงและเด็กในต่างประเทศ เราควรมีส่วนร่วมในการสนับสนุนองค์กรที่ทำงานในด้านนี้ เพื่อทำให้เสียงของพวกเขาได้ยินและช่วยลดความรุนแรงในทุกรูปแบบ

ที่มา – กลุ่มสิทธิห่วง ‘สตรี-เด็ก’ ในบังกลาเทศถูกล่วงละเมิดทางเพศเพิ่มขึ้นในปี 2568

พล.อ.ณัฐพล ขอมวลชนออกจากบ้านหนองจาน

ล่าสุดสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่บ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว ถือเป็นจุดร้อนที่ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนทั้งสองฝ่ายที่เข้ามายังพื้นที่ริมน้ำ ทำให้เกิดความวิตกกังวลว่าจะนำไปสู่การปะทะ และกระทบต่อความมั่นคงของชาติ

พล.อ.ณัฐพล ขอมวลชนออกจากบ้านหนองจาน

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่วิทยาลัยเสนาธิการทหาร พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รองรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ในฐานะรักษาราชการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า ได้มีการสั่งการให้กองทัพภาคที่ 1 เร่งประสานกับกลุ่มประชาชนที่เข้าไปในพื้นที่ เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน เนื่องจากเจ้าหน้าที่ห่วงใยความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ พล.อ.ณัฐพล ยังกล่าวว่า ขอความร่วมมือจากประชาชนทุกฝ่ายให้ออกจากพื้นที่ในช่วงเวลานี้ เพื่อความปลอดภัย เพราะหากเกิดการปะทะภายในชุมชน จะทำให้สถานการณ์ควบคุมได้ยาก แม้เชื่อว่าปัจจุบันยังไม่ส่งผลกระทบต่อการเจรจาผ่านคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (GBC) แต่อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์บานปลาย อาจกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระยะยาว

แคมเปญทางโซเชียลมีเดียและการรักษาความสงบ

เมื่อถามถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่ม “กันจอมพลัง” ที่โพสต์ผ่านโซเชียลมีเดีย และมีการอ้างว่านำรถขนปฏิกูลเข้าไปในพื้นที่ ทางพล.อ.ณัฐพล ย้ำว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่สื่อมวลชนอาจตีความได้หลากหลาย แต่สิ่งสำคัญคือรัฐจะไม่ปล่อยให้ชีวิตประชาชนตกอยู่ในอันตราย

อย่างไรก็ตาม การเชิญชวนให้ประชาชนอพยพออกไปจากพื้นที่ ถือเป็นมาตรการป้องกัน ไม่ใช่การยอมแพ้ แต่เพื่อให้มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจรจาภายใต้กลไกของ GBC ให้สอดคล้องกับมาตรการทางการทูตที่ถูกต้องและยั่งยืน

แนวทางการแก้ไขปัญหาเชิงรุก

ในการขับเคลื่อนประเด็นต่าง ๆ ในพื้นที่บ้านหนองจานนั้น พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า มีแนวทางการปฏิบัติตามโรดแมปที่จัดทำไว้อย่างรอบคอบ ซึ่งอยู่ในช่วงการปรับปรุงและเตรียมเสนอในสภาความมั่นคงแห่งชาติ

  • หยุดยิงก่อนเจรจา: ต้องมีข้อตกลงหยุดยิงอย่างสมบูรณ์ก่อนทำการเจรจา
  • ทำงานร่วมกับ GBC: ใช้กลไกที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
  • แก้ไขปัญหาทุ่นระเบิด: สแกมเมอร์ และปัญหาชายแดนอย่างมีขั้นตอน

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นใหม่ที่ได้รับความร่วมมือจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งกังวลเกี่ยวกับความไม่มั่นคงที่ส่งผลต่อการขนส่งสินค้าของผู้ประกอบการชาวญี่ปุ่นที่ใช้เส้นทางผ่านพื้นที่ในเชิงเศรษฐกิจ การรักษาความปลอดภัยจึงเป็นเรื่องของการแก้ปัญหาร่วมกัน โดยมีประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการ

มองการสร้างรั้วถาวรบริเวณบ้านหนองจาน

สำหรับประเด็นการสร้างรั้วถาวรตามแนวชายแดน พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เป็นหนึ่งในแผนระยะยาวที่ต้องมีขั้นตอนชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดในการเจรจา และสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งมั่นให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในด้านความมั่นคงและสังคม

จากสถานการณ์ปัจจุบัน แม้ความตึงเครียดจะยังไม่ลดลงอย่างสมบูรณ์ แต่ความพร้อมและการจัดการของฝ่ายไทยถือว่ายังสามารถควบคุมไปได้อย่างเหมาะสม เราเชื่อว่าการทำงานอย่างมีระบบของทุกภาคส่วน จะสามารถช่วยลดความตึงเครียดให้กับพื้นที่ในอนาคตได้

หากคุณเป็นผู้ที่สนใจในเรื่องความมั่นคงชายแดนและประเด็นระหว่างประเทศ การติดตามสถานการณ์นี้จะช่วยให้เข้าใจว่า ความร่วมมือทางการทูตมีบทบาทสำคัญเพียงใดต่อการรักษาความสงบสุขของประชาชน

ที่มา – ‘พล.อ.ณัฐพล’ขอมวลชน ออกจากบ้านหนองจาน หวั่นเกิดปะทะ

GULF มอบ 5.3 ล้านบาท ช่วยทหาร 6 นายจากกองทุน 100 ล้าน

ในภารกิจการรักษาความมั่นคง ทหารคือกลุ่มคนที่เสี่ยงสูงต่อการบาดเจ็บ บริษัท GULF หรือ กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ได้จัดตั้ง กองทุน 100 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือทหารที่บาดเจ็บหรือเสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

GULF มอบ 5.3 ล้านบาท ช่วยทหาร 6 นายจากกองทุน 100 ล้าน

ล่าสุด GULF ได้มอบเงินช่วยเหลือรวม 5.3 ล้านบาท ให้กับทหาร 6 นาย ที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมี นายสิตมน รัตนาวะดี ผู้ช่วยรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GULF เป็นตัวแทนมอบความช่วยเหลือที่ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

รายชื่อทหารที่ได้รับความช่วยเหลือ

  • จ.ส.อ. ธานี พาหา บาดเจ็บข้อเท้าซ้ายขาดจากเหยียบทุ่นระเบิดระหว่างลาดตระเวน
  • ส.อ. ธีรพล เพียขันที ขาขาดจากการเหยียบทุ่นระเบิด
  • ส.อ. สุทธิชัย เรื่อเรือง โดรนสำรวจ ได้รับบาดเจ็บที่ดวงตา
  • ส.อ. ธนศักดิ์ มาลา บาดเจ็บที่หลอดลม
  • พลทหาร รัชชานนท์ ไกยะฝ่าย ถูกสะเก็ดระเบิดจากการปะทะที่ภูมะเขือ
  • พลทหาร วีรทัศน์ สุขประเสริฐ นิ้วมือขวาขาดจากแรงระเบิด

นายสิตมน รัตนาวะดี กล่าวว่า “การมาพบกับทหารวันนี้ทำให้ผมได้สัมผัสความกล้าหาญอย่างแท้จริง เราเชื่อว่าสิ่งสำคัญไม่แพ้เงินช่วยเหลือคือการได้เห็นความห่วงใยจากทุกคน”

การตั้งใจพัฒนาคุณภาพชีวิตทหาร

ส.อ. สุทธิชัย เรื่อเรือง เปิดใจว่า “ตอนนี้รักษาตาจนมองเห็นได้ดีขึ้นมาก ร่างกายกำลังฟื้นตัวดีขึ้น ขอขอบคุณบริษัทกัลฟ์ที่เข้ามาช่วยเหลือ และทีมแพทย์ที่ดูแลอย่างตั้งใจ”

นอกจากนี้ GULF ยังเดินหน้าพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคมด้วยการมอบ ถุงยังชีพ GULF Care มากกว่า 2,000 ชุด ให้แก่ทหารและประชาชนในพื้นที่ชายแดน รวมถึงสนับสนุนงบประมาณและเทคโนโลยีให้เจ้าหน้าที่สามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ความมุ่งมั่นของ GULF ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและการสนับสนุนต่อผู้ที่เสียสละเพื่อความสงบสุขของประเทศชาติอย่างแท้จริง

ที่มา – GULF มอบ 5.3 ล้านบาท จากกองทุน 100 ล้าน ช่วย 6 ทหารกล้าชายแดน

ศาลสั่งจำคุกหนุ่มโรคจิตอ้าง “คลายเครียด” แอบเข้าบ้านไปเจาะเลือดหญิงสาว

กรณีที่ชายหนุ่มชาวจีนชื่อ “หลี่” ถูกตัดสินโทษจำคุก 2 ปี หลังบุกรุกบ้านหญิงสาวโดยอ้างว่าไปเพื่อ “คลายเครียด” ได้สร้างความตกใจให้กับคนทั่วโลก ทั้งความบ้าคลั่งและอันตรายที่เขามอบให้กับเหยื่อ

ศาลสั่งจำคุกหนุ่มโรคจิตอ้าง “คลายเครียด” แอบเข้าบ้านไปเจาะเลือดหญิงสาว

เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 1 มกราคม 2567 ที่เมืองหยางโจว ประเทศจีน โดยชายหนุ่มรายนี้ได้บุกเข้าไปในบ้านของผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่อว่า “อวี้” ขณะที่สามีของผู้หญิงไม่อยู่บ้าน เขากลายเป็นผู้ร้ายที่สามารถเข้าไปในบ้านได้ง่ายๆ เพียงแค่ผลักประตู

มีแผนล่วงหน้าและใช้ยาสลบ

เมื่อเข้าไปในบ้านแล้ว “หลี่” ได้ใช้ผ้าสีดำคลุมหน้า “อวี้” และวางยาสลบเพื่อให้เธอหมดสติ จากนั้นจึงเจาะเลือดจากแขนของเธอ อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ถูกขัดจังหวะเมื่อสามีของเหยื่อกลับบ้านก่อนเวลา ทำให้เขาต้องหนีทันที

หลังเหยื่อฟื้นตัว สิ่งที่เธอพบคือสายรัดบนเตียงและบาดแผลจากเข็มเจาะเลือด การตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ยืนยันว่ามียาสลบอยู่บนผ้าที่ผู้กระทำทิ้งไว้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเตรียมการล่วงหน้าของ “หลี่”

เพื่อนบ้านของเหยื่อระบุว่า หลังจากเหตุการณ์เกิดขึ้น ชาวบ้านในพื้นที่ต่างตื่นตระหนกกันใหญ่ และเริ่มติดตั้งกล้องวงจรปิดในบ้านเพื่อความปลอดภัย

อ้างว่าไป “เพื่อคลายเครียด”

เมื่อถูกนำตัวขึ้นศาล “หลี่” อ้างว่าการกระทำของเขามีจุดประสงค์เพียง “คลายเครียด” และรู้สึกตื่นเต้นจากการแอบเข้าไปในบ้านของผู้อื่น ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่โรคจิตอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตามข้อมูลทางนิติวิทยาศาสตร์ระบุว่า เขามีประวัติอาชญากรรมหลายครั้ง ได้แก่ ข่มขืน ลักทรัพย์ และบุกรุก พฤติกรรมในครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องใหม่

  • เขาเคยถูกควบคุมตัวในข้อหาละเมิดความเป็นส่วนตัวมาก่อน
  • มีประวัติการก่ออาชญากรรมซ้ำหลายครั้ง
  • การตัดสินชั้นนี้อาจเปิดโอกาสให้เขาก่อเหตุซ้ำได้ในอนาคต

สังคมออนไลน์ในจีนต่างแห่แสดงความคิดเห็นอย่างโกลาหลต่อคดีนี้ มีหลายคนตั้งคำถามว่า ชายคนนี้ได้รับโทษที่เหมาะสมหรือยัง โดยเฉพาะเมื่อพฤติกรรมของเขาต้องใช้ความคิดวางแผนล่วงหน้า รวมถึงก่อความเสียหายทั้งทางร่างกายและจิตใจให้กับเหยื่อ

คดีนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่อันตรายของความผิดที่เกี่ยวข้องกับการบุกรุกความเป็นส่วนตัว และการใช้ความรุนแรงอย่างนิ่งเงียบในที่พักอาศัย ทุกคนควรมีความตื่นตัวและเตรียมพร้อมในการป้องกันตัวเองจากภัยเหล่านี้ หากคุณกำลังมองหาเทคนิคในการรักษาความปลอดภัยภายในบ้าน ลองเริ่มจากการติดตั้งกล้องวงจรปิด หรือระบบแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์

ที่มา – ศาลสั่งจำคุกหนุ่มโรคจิตอ้าง “คลายเครียด” แอบเข้าบ้านไปเจาะเลือดหญิงสาว

นับคาร์บ เห็นผลลดผู้ป่วย NCDs ช่วยประหยัดงบ787ล.

ในช่วงที่ผ่านมา โครงการนับคาร์บ ที่ดำเนินการร่วมกันระหว่างกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และกระทรวงสาธารณสุข ได้รับผลตอบรับที่น่าพอใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการลดจำนวนผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อ (NCDs) และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลถึง 787.94 ล้านบาทต่อปี ซึ่งผลลัพธ์นี้เกิดจากการสร้างความตระหนักและการเปลี่ยนพฤติกรรมในเรื่องการบริโภคคาร์โบไฮเดรตและการดูแลสุขภาพโดยรวมในประชาชนทั่วประเทศ

นับคาร์บ เห็นผลลดผู้ป่วย NCDs

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดย นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ในฐานะรองประธานกรรมการกองทุน สสส. คนที่ 1 ได้ระบุว่า โครงการ นับคาร์บ มีการพัฒนาเว็บไซต์ www.นับคาร์บ.com ซึ่งรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ อาหารที่ดี และแนะนำการออกกำลังกายในแต่ละช่วงวัย พร้อมนวัตกรรมโปรแกรมคำนวณคาร์บเพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถเลือกรับประทานคาร์โบไฮเดรตได้อย่างเหมาะสม

ข้อมูลที่ได้จากการดำเนินงานตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงสิงหาคม 2568 ระบุว่า มีประชาชนเข้าใช้งานและเรียนรู้การนับคาร์บแล้วกว่า 42 ล้านคน และมีผู้ป่วย NCDs เข้าสู่ขั้นตอนการรักษา 267,847 คน ซึ่งในจำนวนนี้มีผู้ป่วยจำนวนมากที่โรคสงบลง ลดการใช้ยา และบางรายสามารถหยุดยาได้เลย โดยค่าใช้จ่ายที่ลดลงจากการรักษาพยาบาลนั้นสามารถประหยัดได้ถึง 787.94 ล้านบาทต่อปี

ผลลัพธ์จากการทำโครงการนับคาร์บ

ผู้ที่ได้รับผลกระทบเชิงบวกจากการนับคาร์บมิได้มีแค่ด้านสุขภาพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงด้านเศรษฐกิจด้วย กล่าวง่าย ๆ ว่า โปรเจคนี้ไม่เพียงแค่ช่วยสร้างสุขภาพที่ดีขึ้นให้ประชาชน แต่ยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของภาครัฐและภาระในโรงพยาบาลในระยะยาวอีกด้วย

รัฐมนตรีสมศักดิ์ กล่าวว่า “หากโครงการนี้ดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องในปีหน้า เราเชื่อว่าจะสามารถลดอัตราค่าใช้จ่ายได้เพิ่มขึ้นถึง 10,000 ล้านบาทต่อปี และยังสามารถลดความแออัดในโรงพยาบาลในการรักษาโรค NCDs ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

  • ลดจำนวนผู้ป่วย NCDs ได้ 14.9%
  • ลดการใช้ยาได้ 15.6%
  • หยุดยาได้ 14.9%
  • ประหยัดค่าใช้จ่ายทางการแพทย์กว่า 787 ล้านบาทต่อปี

สิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าคือ การที่ประชาชนเริ่มตระหนักเองว่า “การนับคาร์บ” เป็นเรื่องสำคัญที่มีผลต่อสุขภาพในระยะยาว และได้เปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคไปในทางที่ดีขึ้นเอง นี่จึงคือ “พลังของการตระหนัก” ที่จะนำไปสู่สุขภาพของชาติในระยะยาว

หากคุณยังไม่ได้เริ่ม นับคาร์บ ลองเริ่มวันนี้เพราะสุขภาพที่ดีจะทำให้ชีวิตคุณมีคุณภาพมากขึ้นในทุก ๆ วัน

ที่มา – “นับคาร์บ” เห็นผลป่วย NCDs ลดช่วยประหยัดงบ787ล.

แม่ทัพภาคที่ 2 ลั่น! หากพบทหารกัมพูชาแอบเข้ามาวางระเบิด ยิงได้ทันที

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 ที่สโมสรร่วมเริงไชย ค่ายสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 อ.เมือง จ.นครราชสีมา พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้รับมอบสิ่งของสนับสนุนให้กับทหารปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป ซึ่งเป็นกำลังใจสำคัญแก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างต่อเนื่อง

แม่ทัพภาคที่ 2 ลั่น! หากพบทหารกัมพูชาแอบเข้ามาวางระเบิด ยิงได้ทันที

ภายหลังการรับมอบสิ่งของ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ได้กล่าวขอบคุณต่อหน่วยงานที่ให้การสนับสนุน และเปิดเผยว่าสถานการณ์แนวชายแดนยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยทั้งสองฝ่ายยังคงตรึงกำลังอยู่ ซึ่งแม้สถานการณ์จะตึงเครียดแต่การปฏิบัติหน้าที่ของทหารไทยยังคงเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ

แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวว่าการที่ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดเป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดหวัง แต่ถือเป็นความเสียสละของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ ซึ่งกองทัพของเรากำลังเตรียมความพร้อมรับมือทั้งในเชิงป้องกันและตอบโต้ หากจำเป็น

ภาพสถานการณ์หลังการวางระเบิด

เหตุการณ์ทหารเหยียบทุ่นระเบิดบริเวณปราสาทตาควายเมื่อวันที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา ถูกยืนยันว่าเป็นทุ่นระเบิดที่ฝ่ายกัมพูชาลักลอบนำเข้ามากำหนดและวางไว้ใหม่ ซึ่งจากการตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่ามีทุ่นระเบิดวางเพิ่มเติมอีก 3 ลูกอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง โดยอยู่ในโซนแนวรั้วลวดหนามฝั่งไทย ซึ่งถือว่าเป็นการละเมิดอธิปไตยอย่างชัดเจน

แม่ทัพภาคที่ 2 เผยว่าได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนไปยังฝ่ายกัมพูชาถึงพฤติกรรมดังกล่าว ซึ่งถือว่าผิดข้อตกลงตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสัญญาออตตาวา อย่างไรก็ตามกับดักกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทางทหารไทยได้ออกคำสั่งชัดเจน:

  • หากพบว่าทหารกัมพูชากำลังลักลอบเข้ามาวางระเบิดในพื้นที่ของไทย ทหารไทยมีสิทธิ์ยิงได้ทันที เพราะถือเป็นการรุกล้ำอธิปไตย
  • มีแผนรบและรักษาความมั่นคงในพื้นที่อย่างรอบคอบ
  • เตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมระดับสูงระหว่างประเทศในคณะกรรมการชายแดนเขตแดนทั้ง GBC และ RBC เพื่อหาทางออกของปัญหา

แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวปิดท้ายว่า ทหารไทยจะไม่ประมาท และจะต้องทำหน้าที่รักษาอธิปไตยของประเทศให้ได้อย่างเต็มที่

ที่มา – แม่ทัพภาคที่ 2 ลั่น! ยิงได้ทันที หากพบทหารกัมพูชาแอบเข้ามาวางระเบิด

แม่เล่าลูกชายทำชายผ้าถุงหายก่อนถูกกับระเบิดเขมรสาหัส

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ที่โรงพยาบาลสุรินทร์ เกิดเหตุการณ์สะเทือนใจเมื่อครอบครัวและญาติของ พลทหารอดิศร ป้อมกลาง จำนวนกว่า 30 คน เดินทางมายังโรงพยาบาลเพื่อมาเยี่ยมลูกชาย หลังทราบข่าวว่าพลทหารรายนี้ได้รับบาดเจ็บสาหัสจนขาขาดจากการเหยียบกับระเบิดของทหารกัมพูชาขณะปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนในพื้นที่ชายแดนไทย

แม่เล่าลางสังหรณ์ก่อนเกิดเหตุ

นางเสาวลักษณ์ ป้อมกลาง อายุ 46 ปี ซึ่งเป็นแม่ของพลทหารอดิศร ได้เปิดเผยทั้งน้ำตาถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เธอเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนที่ลูกชายจะเดินทางไปประจำการในพื้นที่ชายแดน ได้มอบชายผ้าถุงให้ลูกชายพกติดตัวไว้ตลอดเวลา เป็นของขวัญจากใจแม่ ที่มาด้วยความหวังว่าจะเป็นสิ่งที่ปกป้องลูกในยามอันตราย

ก่อนเกิดเหตุไม่นาน พลทหารอดิศรได้โทรศัพท์มาบอกแม่ว่า ชายผ้าถุง ที่แม่ให้ไปนั้นหายไป แม่ทำได้แค่ส่งกำลังใจและขอให้ลูกปลอดภัย แต่กลับไม่มีใครคาดคิดเลยว่า นี่อาจเป็นลางบอกเหตุก่อนหน้าที่จะเกิดอุบัติเหตุหนักครั้งนี้

พ่อภูมิใจในหน้าที่ของลูกชาย

สอนย้ำยานภาพความเศร้า คือ นายไหล ป้อมกลาง อายุ 56 ปี พ่อของพลทหารอดิศร ได้เปิดใจว่า แม้เวลาผ่านมาจนถึงตอนนี้ยังคงรู้สึกหัวใจสั่นคลอน แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกภูมิใจในตัวลูกชายอย่างมาก เพราะลูกชายได้ทำหน้าที่ของทหารอย่างเต็มศักยภาพ โดยเป็นการรักษาความมั่นคงของประเทศด้วยการลาดตระเวนในแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อเหตุเกิดขึ้นทั้งครอบครัวไม่อาจปิดบังความเสียใจได้ ต้องรีบเดินทางมาเยี่ยม พลทหารอดิศร ที่โรงพยาบาลสุรินทร์ทันที และเมื่อได้เห็นสภาพลูกที่นอนอยู่บนเตียงรักษาตัว ก็ดูดกลืนน้ำตาไว้ไม่อยู่ หลังจากนั้นก็มีการนำด้ายสายสิญจน์ผูกที่ข้อมือเพื่อขอพรและอธิษฐานให้ลูกชายฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ขอให้อาการบาดเจ็บไม่เป็นอุปสรรคกับการเดินชีวิตของลูกในอนาคต

นพ.นาวิน ขันธรักษา ศัลยแพทย์โรงพยาบาลสุรินทร์ ผู้เป็นแพทย์ที่ทำการผ่าตัดรักษา เล่าให้ฟังว่า การผ่าตัดครั้งนี้ใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง โดยพบว่าบริเวณข้อเท้าขวาของผู้ป่วยมีบาดแผลรุนแรงจนไม่สามารถรักษาให้คงไว้ได้ จึงต้องตัดส่วนขาหนีบข้อเท้า และทำการผ่าตัดเอาสะเก็ดระเบิดออกจากบริเวณข้อมือขวา ใบหน้า รวมถึงอวัยวะต่าง ๆ ซึ่งผู้ป่วยโชคดีที่มีเพื่อนร่วมหน่วยบริจาคเลือดให้ไว้ ทำให้สามารถผ่าตัดได้อย่างคล่องตัว และปลอดภัย ปัจจุบันไม่มีเลือดออกแล้ว แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังเชื้อแผลอย่างใกล้ชิด และจะต้องพักรักษาตัวอย่างต่อเนื่องอีก 2-3 สัปดาห์ที่โรงพยาบาล

แพทย์หญิงกฤษณา ร้อยศรี รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุรินทร์ ยังได้เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางโรงพยาบาลได้รับความกรุณาจากประชาชนจำนวนมากที่อยากมาร่วมบริจาคเลือด อย่างไรก็ตาม ทางโรงพยาบาลขอแจ้งว่าตอนนี้เลือดทุกกรุ๊ปมีเพียงพอ จึงขอความร่วมมือให้ยังระงับการบริจาคไว้ชั่วคราว จนกว่าจะมีการประกาศเปิดให้บริจาคอีกครั้งในโอกาสข้างหน้า

ประสบการณ์ของพลทหารอดิศรเป็นการเตือนใจพวกเราทุกคนว่า ความมั่นคงของประเทศต้องแลกด้วยความเสียสละของผู้รักษาชายแดน ผู้ที่เสี่ยงอันตรายทุกวันเพื่อรักษาความสงบให้แก่สังคม ขอให้ทุกคนในสังคมได้ให้ความเคารพ ยำเกรง และสนับสนุนบุคลากรเหล่านี้อย่างเต็มที่ เพราะพวกเขาคือฮีโร่บนขอบฟ้าของชาติ

ที่มา – ‘แม่’ เล่าทั้งน้ำตา ‘ลูกชาย’ ทำชายผ้าถุงหาย ลางสังหรณ์ก่อนถูกกับระเบิด ‘เขมร’ สาหัส