ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

มอส เบอร์เกอร์ เปิดตัว “MOS Rize Don” ข้าวหน้าญี่ปุ่นสไตล์ต้นตำรับ อิ่มคุ้ม ตอบโจทย์ทุกมื้ออร่อย

มอส เบอร์เกอร์ แบรนด์เบอร์เกอร์ชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น ภายใต้การนำของคุณกัณพงศ์ บุญปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มอส เบอร์เกอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เปิดตัวเมนูใหม่ล่าสุดในชื่อว่า “MOS Rize Don” ข้าวหน้าญี่ปุ่นสไตล์ต้นตำรับ ที่มีทั้งความอร่อยและการคุ้มค่าในทุกคำ ผสมผสานวัตถุดิบคุณภาพแบบญี่ปุ่นแท้ เพื่อตอบโจทย์ทุกมื้อของวันในไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ที่เร่งรีบแต่ยังต้องการความอร่อย

มอส เบอร์เกอร์ เปิดตัว “MOS Rize Don” ข้าวหน้าญี่ปุ่นสไตล์ต้นตำรับ อิ่มคุ้ม ตอบโจทย์ทุกมื้ออร่อย

การเปิดตัวเมนูใหม่ในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ “More Occasions” ภายใต้แนวคิด “MOS Burger and More” ซึ่งมีเป้าหมายในการขยายขอบเขตการบริโภคให้มากกว่าแค่กินเบอร์เกอร์ในมื้อหลัก โดยเรียบเรียงทุกเมนูให้ลงตัวทั้งเรื่องรสชาติ ความเหมาะสม และความสะดวกที่สามารถรับประทานได้ทุกเวลา ไม่ว่าจะเป็นมื้อกลางวัน ช่วงบ่าย หรือก่อนนอน ให้มูสเบอร์เกอร์เป็นทั้งทางเลือกและเพื่อนคู่ใจในทุกมื้อของคุณ

“MOS Rize Don” ความอร่อยแบบญี่ปุ่น แต่สัมผัสได้ใกล้ตัว

คุณกัณพงศ์ บุญปาน กล่าวว่า “เราขอตอกย้ำว่า มอส เบอร์เกอร์ ในวันนี้ไม่ได้เป็นแค่ร้านเบอร์เกอร์อีกต่อไป แต่ขยับขึ้นเป็น Lifestyle Brand ที่รู้ใจลูกค้าแบบพร้อมเพรียง คือกำลังใจ บวกกับรสชาติความอร่อยแบบสายตรงจากญี่ปุ่น ที่พกพาความสะดวกและความคุ้มค่ามาเต็มในเมนู มอส เบอร์เกอร์ เปิดตัว “MOS Rize Don” ข้าวหน้าญี่ปุ่นสไตล์ต้นตำรับ เรากำลังสร้างฐานสำหรับทั้งคนที่ช่างเวลาและธุรกิจหลายอุปโภคบริโภค ในมื้อที่ชัดเจนและอร่อยได้อย่างลงตัว”

ถ้าพูดถึง “MOS Rize Don” ข้าวหน้าญี่ปุ่นสไตล์ต้นตำรับ ขอขอบอกเลยว่าไม่ธรรมดา เพราะทีมเชฟของมอสเบอร์เกอร์ต่อยอดสูตรดั้งเดิมของอาหารญี่ปุ่นโดยนำเข้าวัตถุดิบเกรดพรีเมียม เช่น เนื้อหมูคุชิโกะ และไม้กระทะชิชิมิอาเกะผ่านกรรมวิธีเฉพาะตัว ให้ได้รสชาติกำลังดี ผสมกับข้าวสวยหอมเกลือสไตล์โฮมเมดที่มีกลิ่นหอมจัดจ้านเพื่อใช้เป็นแพลตฟอร์มของความอร่อยหลายรสชาติ

  • ข้าวหน้าหมูคุชิโกะ: หมูแดดเดียวหั่นชิ้นหนาพิถีพิถันทอดจนกรอบนอกนุ่มใน
  • ข้าวหน้าไก่เทอริยากิ: ซอสเทอริยากิสูตรพิเศษเจือด้วยความหอมหวาน
  • ข้าวหน้าปลาแซลม่อนย่างโชยุ: เนื้อปลาแซลม่อนมันเนื้อหวานหอมเกรดพรีเมี่ยม
  • ข้าวหน้าไข่ข้นโจ้ด้ง (โอโคโนมิ): ไข่แน่นกึ่งย่างผสานกับถั่วแดงแท้

ที่สำคัญ “MOS Rize Don” ข้าวหน้าญี่ปุ่นสไตล์ต้นตำรับ พัฒนามาอย่างลงตัวทั้งในเรื่องเนื้อสัมผัสที่นุ่มฟู การใช้เครื่องจานหินอุ่นที่ช่วยคงอุณหภูมิของอาหาร และยังจัดเต็มกับเบฟเวอเรจชุดพิเศษอย่างเครื่องดื่มเป๊ปซี่ ซึ่งเป็นคอมโบที่เข้ากันได้ดีเยี่ยมกับการกินแนวโดนแบบญี่ปุ่นเพราะเพิ่มความแดงควันให้กับการแสดงออกทางอาหาร

ด้วยคำตอบของคำว่าอร่อยที่ผ่านการปรับสมดุลระหว่างความสะดวก ความคาดหวัง และ睽ื่นหนาขอฉันอิ่มแบบเต็มข้อ_iface ที่ มอส เบอร์เกอร์ ด้วยคุณภาพสมกับชื่อ คุ้มค่าคุ้มใจ การันตีด้วยประสบการณ์ของแบรนด์นับร้อยปีจากญี่ปุ่นและกลายเป็น BRAND Icon ที่เรียกกันอย่างติดปากว่ากับดักความอร่อยของคนเดินทางดิจิทัลในยุคใหม่

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมของ มอส เบอร์เกอร์ ได้ทาง Facebook: https://www.facebook.com/MOSBURGERThai , TikTok: https://www.tiktok.com/@mosburgerthailand และ LINE Official: @mosthai

สัมผัสกับประสบการณ์ความอร่อยของ “MOS Rize Don” ข้าวหน้าญี่ปุ่นสไตล์ต้นตำรับ ที่ใกล้ตัวที่สุดในทุกมื้อของคุณ แล้วเจอกันใหม่ที่ มอสเบอร์เกอร์ทุกสาขาทั่วประเทศ!

ที่มา – มอส เบอร์เกอร์ เปิดตัว “MOS Rize Don” ข้าวหน้าญี่ปุ่นสไตล์ต้นตำรับ อิ่มคุ้ม ตอบโจทย์ทุกมื้ออร่อย

‘ภูมิธรรม’ ประสานผู้ว่าฯ-ตำรวจ-พม.สุรินทร์ หาช่องทางช่วยเด็กชาวกัมพูชาหลังถูกควบคุมตัว

กรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการจับกุมเด็กชายวัย 13 ปี ซึ่งเป็นชาวกัมพูชา ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดสุรินทร์ หลังจากควบคุมตัวมารดาในข้อหาลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย ได้สร้างความเสื่อมใจให้กับคุณครูและชุมชนโรงเรียนอย่างมาก การดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 14.15 น. วันที่ 28 สิงหาคม 2567 ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรักษาการรัฐมนตรีมหาดไทย ได้กล่าวถึงแนวทางการแก้ไขได้อย่างเป็นกลางและใส่ใจมนุษยธรรม

‘ภูมิธรรม’ ประสานผู้ว่าฯ-ตำรวจ-พม.สุรินทร์ หาช่องทางช่วยเด็กชาวกัมพูชาหลังถูกควบคุมตัว

ท่านรองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เห็นคลิปจากสื่อมวลชนเกี่ยวกับเด็กที่เติบโตขึ้นในประเทศไทยและศึกษาอยู่ในระบบโรงเรียนของไทย ซึ่งไม่ได้มีเจตนาสร้างปัญหาในสังคม ความผิดเพียงอยู่ที่การลักลอบเข้าเมืองเท่านั้น แต่กรณีนี้เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ เนื่องจากกระทบต่อเด็กที่เติบโตมาในระบบนี้อย่างแท้จริง

แนวทางการแก้ปัญหาจากภาครัฐ

ท่านภูมิธรรมได้สั่งการให้ทีมรัฐมนตรีมหาดไทย ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ และเจ้าหน้าที่พัฒนาสังคมจังหวัด ร่วมกันหาทางออกอย่างเป็นระบบและเป็นธรรม โดยระบุชัดเจนว่ากรณีนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม และเด็กไม่ได้มีส่วนรู้เห็นใด ๆ ดังนั้นกฎหมายก็ต้องคำนึงถึงหลักมนุษยธรรมด้วย

  • เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปียังได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายไทย
  • หากแม่ถูกผลักดันให้ออกจากประเทศไทย เด็กจะต้องมีการวางแผนดูแลทางสังคม
  • ไม่มีเจตนาละเมิดสิทธิของเด็ก แต่ต้องดำเนินตามขั้นตอนที่ถูกต้องตามกฎหมาย

ท่านกล่าวอีกว่า เรื่องนี้ยังอยู่ระหว่างพิจารณา โดยให้ความสำคัญกับสิทธิของเด็กอย่างเต็มที่ พร้อมเชื่อมโยงดูแลทั้งฝ่ายกฎหมาย มนุษยธรรม และระบบการศึกษา และหากมีโอกาสในการกลับเข้ามาศึกษาข้อมูลตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง 2522 ก็考慮เป็นทางเลือกหนึ่ง

ขณะนี้เด็กได้คลายความกังวลแล้ว และอาจได้กลับเข้าสู่ระบบโรงเรียนได้อีกครั้ง หลังจากมีความชัดเจนจากขั้นตอนทางกฎหมาย รัฐบาลเผยว่าจะดูแลในทุกมิติ เพื่อให้เด็กได้รับสิทธิอย่างแท้จริง และสอดคล้องกับักษาลบัญญัติ

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’ ประสานผู้ว่าฯ-ตำรวจ-พม.สุรินทร์ หาช่องทางช่วยเด็กชาวกัมพูชาหลังถูกควบคุมตัว

กสทช. ไฟเขียวเพิ่มอีก 5 โครงการ ขอทุน กทปส. กว่า 28 ล้านบาท

คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ได้ให้ไฟเขียวอนุมัติโครงการที่ขอรับเงินสนับสนุนจากกองทุน กทปส. เพิ่มเติมอีก 5 โครงการ รวมวงเงินกว่า 27.8 ล้านบาท ถือเป็นการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องต่อโครงการที่มีคุณค่าทางวิชาการ เทคโนโลยี และประโยชน์แก่สังคม

กสทช. ไฟเขียวเพิ่มอีก 5 โครงการ ขอทุน กทปส. กว่า 28 ล้านบาท

นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ด กสทช. ได้พิจารณาโครงการที่ขอรับเงินสนับสนุนจาก กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กองทุน กทปส.) ประจำปี 2567 ซึ่งเป็นโครงการที่เหลือจากการประชุมก่อนหน้า โดยในรอบนี้ได้เพิ่มเติมอีก 5 โครงการ รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 27,872,865 บาท

โครงการที่ได้รับการสนับสนุน

รายละเอียดของโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจาก กสทช. มีดังนี้

  • โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ทางด้านโทรคมนาคมในโรงเรียนทั่วประเทศ โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งจะใช้งบประมาณ 10,606,910 บาท ดำเนินโครงการเป็นเวลา 365 วัน เพื่อติดตั้งสถานีรับสัญญาณดาวเทียมขนาดเล็กในโรงเรียน เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนไทยเข้าถึงเทคโนโลยีระดับโลก
  • โครงการฝึกอบรมเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์เพื่อพัฒนานวัตกรรมสำหรับผู้พิการ โดยมหาวิทยาลัยมหิดล งบประมาณ 4,058,403 บาท ดำเนินการ 365 วัน เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีเฉพาะทางเพื่อช่วยเหลือผู้มีความต้องการพิเศษ
  • โครงการพัฒนาองค์ความรู้สื่อมวลชนด้านกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ โดยมูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย งบประมาณ 5,086,352 บาท ดำเนินการ 420 วัน เพื่อสร้างเนื้อหาความรู้ที่มีคุณภาพให้กับวงการสื่อในประเทศไทย
  • โครงการสถาบันการเขียนบท ประเทศไทย (Script Writing Academy Thailand) โดยสมาคมศิลปินแห่งประเทศไทย งบประมาณ 5,289,500 บาท ดำเนินการ 180 วัน เพื่อผลิตผู้เขียนบทที่มีคุณภาพสำหรับอุตสาหกรรมบันเทิงไทย
  • โครงการส่งเสริมความพร้อมเยาวชนสู่สายอาชีพด้านสื่อสารมวลชน โดยองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ใช้งบประมาณ 2,831,700 บาท ดำเนินการ 365 วัน เพื่อเตรียมความพร้อมให้เยาวชนเข้าสู่อาชีพที่เกี่ยวข้องกับสื่อมวลชนได้อย่างมั่นใจ

การอนุมัติข้อเสนอโครงการทั้งหมดจาก กสทช. ถือเป็นการสนับสนุนอนุสาสน์อย่างยั่งยืนต่อคุณภาพของการศึกษา นวัตกรรม และวิชาชีพด้านโทรคมนาคมและสื่อของประเทศ การให้ทุนสนับสนุนในครั้งนี้ว่าที่จะกลายเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาบุคลากรและเทคโนโลยีไทยให้ก้าวไกลไปในระดับสากล

หากคุณกำลังมีไอเดียดี ๆ ที่ต้องการการสนับสนุน อย่าลืมศึกษาและยื่นขอรับทุนจากกองทุน กทปส. ซึ่งเปิดโอกาสให้ทุกคนร่วมพัฒนาประเทศไทยผ่านสายงานโทรคมนาคม

ที่มา – “กสทช.”ไฟเขียวเพิ่มอีก 5 โครงการ ขอทุน “กทปส.”กว่า 28 ล้านบาท

ยืมเงินไม่คืน มีความผิดไหม หลักฐานฟ้องร้อง ต้องทำอย่างไร

เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการ ยืมเงินไม่คืน กลายเป็นประเด็นสังคมที่ได้รับความสนใจในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีของอดีตพระมหาสมปอง ที่ถูกกล่าวถึงในประเด็นการกู้ยืมเงินจำนวนมาก ซึ่งในภายหลังได้ออกมาชี้แจงว่า “ยืมนะครับยืม คืนไปแล้วเกือบครึ่ง”. ทั้งนี้ หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า การยืมเงินโดยไม่คืนนั้น มีความผิดตามกฎหมายหรือไม่ และหากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ผู้ให้กู้ควรดำเนินการอย่างไรบ้าง

ยืมเงินไม่คืน มีความผิดไหม

จากข้อมูลทางกฎหมาย เมื่อมีการกู้ยืมเงินกันระหว่างบุคคล ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ญาติ หรือผู้มีอิทธิพลในสังคม การยืมเงินที่มีมูลค่าตั้งแต่ 2,000 บาทขึ้นไป จะต้องมีสัญญากู้ยืมเงินเป็นลายลักษณ์อักษร และระบุเงื่อนไขต่าง ๆ เช่น อัตราดอกเบี้ย (ไม่เกิน 15% ต่อปี) พร้อมทั้งลายมือชื่อของผู้กู้ เพื่อให้สามารถบังคับคดีได้ในภายหลัง หากไม่มีหลักฐานเหล่านี้ก็อาจส่งผลให้ไม่สามารถเรียกร้องคืนได้

ความผิดตามกฎหมายของการยืมเงินไม่คืน

การยืมเงินที่ไม่มีเจตนาจะคืน หรือมีพฤติกรรมหลบเลี่ยงการชำระหนี้ อาจเข้าข่ายความผิดทางแพ่ง และในกรณีที่มีการฉ้อโกงโดยใช้ถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือการหลอกลวง ก็อาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 342 หรือ 343 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งมีโทษทั้งจำคุกและปรับ

อย่างไรก็ตาม หากผู้กู้ยืมเงินโดยมีเจตนาจะคืนจริง แต่เกิดเหตุสุดวิสัยหรือปัญหาทางเศรษฐกิจทำให้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ อาจไม่ถือว่าผิดกฎหมายโดยตรง แต่ก็ยังสามารถตกเป็นจำเลยในคดีแพ่งได้ โดยศาลสามารถพิจารณาคำขอกู้คืนหนี้ของผู้ให้กู้ได้ตามขั้นตอนกฎหมาย

หลักฐานฟ้องร้องที่จำเป็นต้องมี

หากคุณต้องการฟ้องร้องเพื่อเรียกร้องเงินคืนจากการที่มีผู้ยืมเงินไม่คืน มีสิ่งที่คุณต้องเตรียมไว้คือ

  • สัญญากู้ยืมเงิน ที่ระบุจำนวนเงิน อัตราดอกเบี้ย วันครบกำหนด และลายมือชื่อของผู้กู้
  • หลักฐานการโอนเงิน เช่น สลิปธนาคาร ใบเซ็นรับเงินสด หรือภาพหน้าจอแชทยืนยันยืมเงิน
  • การสื่อสารต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อความแชท หรืออีเมล ที่สามารถพิสูจน์ความตกลงในการยืมได้

สิ่งที่ต้องทำหากถูกยืมเงินไม่คืน

เมื่อพบว่าผู้กู้ยืมเงินไม่คืน คุณสามารถดำเนินการได้ตามขั้นตอนต่อไปนี้

  1. รวบรวมหลักฐาน ให้ครบถ้วนก่อนดำเนินการทางกฎหมาย
  2. ปรึกษาทนายความ เพื่อรับคำแนะนำและตรวจสอบประวัติคดีของผู้ยืม หากจำเป็น
  3. ยื่นฟ้องต่อศาล ในเขตที่ผู้ยืมมีภูมิลำเนา เพื่อให้ศาลพิจารณาสั่งบังคับชำระหนี้

ความตั้งใจในการยืมเงินและการมีหลักฐานที่ยืนยันความสัมพันธ์ทั้งสองฝ่ายถือเป็นประเด็นสำคัญในการพิสูจน์ต่อศาล ดังนั้น การลงลายมือชื่อบนสัญญา หรือการใช้การสื่อสารออนไลน์เป็นหลักฐาน จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ในทุกกรณี การบริหารจัดการหนี้สินอย่างมีความรับผิดชอบคือสิ่งที่ทั้งผู้กู้และผู้ให้กู้ควรให้ความสำคัญ เพื่อป้องกันความขัดแย้งในอนาคต

ที่มา – ยืมเงินไม่คืน มีความผิดไหม หลักฐานฟ้องร้อง สิ่งที่ต้องทำมีอะไรบ้าง

7 สัญญาณเตือนอันตรายของโรคมะเร็ง รู้ก่อน รีบป้องกัน

สุขภาพของคุณมีค่ามากกว่าทุกสิ่ง และการรู้เท่าทันสัญญาณเตือนอันตรายของโรคมะเร็งถือเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญที่สุด หลายคนอาจคิดว่าการทำประกันมะเร็งเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอแล้ว แต่ความจริงแล้วการรู้จักสังเกตความผิดปกติในร่างกายนั้นมีค่ายิ่งกว่า เพราะการตรวจพบโรคในระยะเริ่มแรกจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาดได้มากขึ้น

7 สัญญาณเตือนอันตรายของโรคมะเร็ง รู้ก่อน รีบป้องกัน

สัญญาณเตือนอันตรายของโรคมะเร็งเหล่านี้อาจดูเหมือนอาการธรรมดา แต่หากเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องหรือรุนแรงผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที เพื่อให้ได้รับการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้อง

อาการไอเรื้อรังเสียงแหบ

อาการไอที่ไม่หายไปนานเกิน 8 สัปดาห์ หรือเสียงแหบแห้งที่เกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน อาจเป็นสัญญาณของมะเร็งปอด มะเร็งต่อมไทรอยด์ หรือมะเร็งต่อมน้ำเหลือง หากคุณสูบบุหรี่หรือเสี่ยงต่อมลพิษทางอากาศ ควรให้ความสำคัญกับอาการเหล่านี้เป็นพิเศษ

ก้อนเนื้อแปลกปลอม

การคลำพบก้อนเนื้อแปลกปลอมในร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณเต้านม รักแร้ หรือคอ ถือเป็นสัญญาณเตือนอันตรายของโรคมะเร็งที่สำคัญ ก้อนเนื้อเหล่านี้อาจแข็ง ไม่เคลื่อนไหว และไม่ปวดในระยะแรก ผู้หญิงควรตรวจเต้านมด้วยตนเองเป็นประจำทุกเดือน และทุกเพศทุกวัยควรสังเกตการเปลี่ยนแปลงของร่างกายอย่างสม่ำเสมอ

ปวดเรื้อรังผิดปกติ

อาการปวดเรื้อรังที่เกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะปวดกระดูก ปวดหลัง หรือปวดช่องท้อง อาจเป็นสัญญาณของมะเร็งกระดูก มะเร็งรังไข่ หรือมะเร็งตับอ่อน ความปวดจากมะเร็งมักจะค่อย ๆ รุนแรงขึ้นและไม่ตอบสนองต่อยาแก้ปวดทั่วไป

ระบบย่อยอาหารผิดปกติ

ระบบย่อยอาหารที่เกิดความผิดปกติ เช่น ท้องผูกรุนแรง ท้องเสียติดต่อกัน หรือรู้สึกอืดอาหาร อาจบ่งบอกถึงมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะอาหาร หรือมะเร็งตับอ่อน หากมีอาการเหล่านี้ร่วมกับการสูญเสียน้ำหนักโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรรีบไปพบแพทย์

ปัสสาวะผิดปกติ

กระเพาะปัสสาวะที่ทำงานผิดปกติ เช่น ปัสสาวะเจ็บ ปัสสาวะปนเลือด หรือปัสสาวะบ่อยผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณของมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งไต หรือมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้ชาย อาการเหล่านี้ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุเกิน 50 ปี

เจ็บคอเรื้อรัง

เจ็บคอที่ไม่หายไปนานเกิน 2-3 สัปดาห์ โดยไม่มีอาการหวัดหรือไข้ร่วมด้วย อาจเป็นสัญญาณของมะเร็งกล่องเสียงหรือมะเร็งในลำคอ หลายคนมักคิดว่าเป็นอาการธรรมดาและไม่ใส่ใจ แต่ความชะล่าใจนี้อาจทำให้พลาดโอกาสในการรักษาที่มีประสิทธิภาพ

เลือดออกผิดปกติ

เลือดออกผิดปกติจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ไอเป็นเลือด อุจจาระปนเลือด ปัสสาวะปนเลือด หรือเลือดออกจากช่องคลอดนอกช่วงประจำเดือน ล้วนเป็นสัญญาณเตือนอันตรายของโรคมะเร็งที่ร้ายแรง อาการเหล่านี้อาจบ่งบอกถึงมะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ หรือมะเร็งปากมดลูกตามลำดับ

การรู้เท่าทัน7 สัญญาณเตือนอันตรายของโรคมะเร็งทั้ง 7 ข้อนี้ ถือเป็นการป้องกันตัวเองที่มีประสิทธิภาพที่สุด แม้ว่าการมีประกันสุขภาพจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการตรวจพบโรคในระยะเริ่มแรก เมื่อพบอาการผิดปกติใด ๆ ควรปรึกษาแพทย์ทันที เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้องรวดเร็ว

ที่มา – 7 สัญญาณเตือนอันตรายของโรคมะเร็ง รู้ก่อน รีบป้องกัน

รอง ผบช.ก. ยื่นหนังสือร้อง กมธ.ตำรวจ จี้ ปฏิรูปแต่งตั้ง-โยกย้ายตำรวจ

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ที่ผ่านมา พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) ได้เดินทางมายังรัฐสภาเพื่อยื่นหนังสือถึง น.ส.สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ ส.ส.จังหวัดตรัง เขต 3 พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ (กมธ.) การตำรวจ เรื่องการขอความเป็นธรรมในการพิจารณาแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งและการโยกย้ายเปลี่ยนตำแหน่งของข้าราชการตำรวจ

รอง ผบช.ก. ยื่นหนังสือร้อง กมธ.ตำรวจ จี้ ปฏิรูปแต่งตั้ง-โยกย้ายตำรวจ

ภายหลังการยื่นหนังสือ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ได้เปิดเผยว่า เขามายื่นหนังสือในครั้งนี้เพื่อขอความเป็นธรรมต่อกระบวนการแต่งตั้งและการโยกย้ายภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) โดยยืนยันอย่างชัดเจนว่าไม่ได้มีเจตนาจะสร้างความแตกแยกในองค์กร แต่เป็นการสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นจริงเพื่อแทนข้าราชการตำรวจจำนวนมากที่ถูกละเมิดสิทธิ

ภายหลังที่ได้เคยยื่นเรื่องไปยังนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาการแทนนายกฯ แล้ว แต่ยังไม่มีการแก้ไขใดๆ เลย ทำให้เขาหวังว่าการเข้าพบ กมธ.ตำรวจ ในครั้งนี้จะช่วยผลักดันให้กระบวนการแต่งตั้งเดินหน้าไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น

อดีตแต่งตั้งขึ้นอยู่กับดุลพินิจ ส่งผลอุปถัมภ์

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวเสริมว่าในอดีต การแต่งตั้งใน สตช.มักขึ้นอยู่กับดุลพินิจส่วนบุคคลและการอุปถัมภ์จากผู้มีอำนาจ เมื่อเปรียบเทียบกับข้าราชการที่ทำงานจริง แต่กลับไม่ได้รับความเป็นธรรม แม้ว่าปัจจุบันจะมีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ตำรวจ พ.ศ. 2565 ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์ให้พิจารณาความก้าวหน้าของตำรวจครึ่งหนึ่งมาจากอาวุโส และอีกครึ่งหนึ่งมาจากผลงานและความสามารถ แต่กระบวนการบังคับใช้กลับถูกชะลอ ทำให้เจ้าหน้าที่หลายคนขาดขวัญกำลังใจ

พล.ต.ต. กล่าวเพิ่มเติมว่า “มีตำรวจที่มีความสามารถจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการแต่งตั้ง แม้มีผลงานโดดเด่น ขณะที่บางรายกลับได้เลื่อนตำแหน่งเพราะใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจ ซึ่งเป็นปัญหาที่ไม่เป็นธรรม”

ความต้องการในการปฏิรูปการจัดการบุคลากร

ทั้งนี้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ย้ำว่า การปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.ตำรวจ เพื่อสร้างมาตรฐานที่ชัดเจนและเป็นธรรม จะเป็นแรงจูงใจให้ตำรวจทุกระดับมีแรงกระตุ้นในการทำงานอย่างเต็มที่เพื่อประชาชน พร้อมยืนยันว่าแม้ตนเองจะไม่ได้รับตำแหน่งก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะสิ่งที่ทำในครั้งนี้คือการทำหน้าที่แทนเพื่อนตำรวจและผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิ

“ผมเองยอมเปรียบตัวเป็นหนังหน้าไฟเพราะเชื่อมั่นในความถูกต้อง และย้ำว่าการร้องเรียนครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว แต่เป็นการเรียกร้องแทนตำรวจและประชาชนที่ควรได้รับความยุติธรรมในกระบวนการแต่งตั้งโยกย้าย” พล.ต.ต. จรูญเกียรติ กล่าว

สำหรับการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ที่มีขึ้นในวันนี้ ตนมองว่าควรมีทิศทางที่ถูกต้องและโปร่งใส โดยก่อนหน้านี้ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนไปแล้ว และเชื่อว่าตำรวจจำนวนมากรู้สึกเห็นด้วยในข้อเรียกร้องดังกล่าว เพราะต่างตระหนักถึงความยุติธรรมในระบบปัจจุบัน

และเพื่อให้ข้อเท็จจริงชัดเจนยิ่งขึ้น ขณะนี้มีมติให้เชิญ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือจเรตำรวจแห่งชาติ และผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล เข้าชี้แจงในวันที่ 4 กันยายน 2568 เรื่องนี้เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

เบื้องต้นหากยังไม่ได้รับผลตอบสนองตามที่คาดหวัง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่ายังไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ในการฟ้องศาลปกครอง โดยเฉพาะหากพบว่าการดำเนินการเข้าข่ายมาตรา 157 เกี่ยวกับการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ แต่ขณะนี้จะต้องติดตามผลสัมฤทธิ์ของการพิจารณาและรายชื่อแต่งตั้งที่ออกมาว่าสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่

เรื่องนี้สื่อและสังคมชาวเน็ตต่างจับตามองเป็นอย่างดี โดยให้ความสนใจต่อการประชุมกับ กมธ.ตำรวจ ว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงระบบบุคลากรของ สตช. ให้เป็นธรรมมากขึ้นได้อย่างไร

หากคุณเป็นผู้ที่สนใจเรื่องการปฏิรูปองค์กรการเมืองและบุคลากรตำรวจ การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความยุติธรรมในระบบราชการที่คุณปรารถนา

ที่มา – รองผบช.ก. ยื่นหนังสือร้อง กมธ.ตำรวจ จี้ ปฏิรูปแต่งตั้ง-โยกย้ายตำรวจ

อิเคดะ ไปตามคาด โค้ชญี่ปุ่นเหลือ อิชิอิ

เมื่อเร็วๆ นี้มีข่าวดราม่าในวงการฟุตบอลไทย เมื่อ ฟูโตชิ อิเคดะ หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย ชุดหญิง ถูกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย (ฟฟท.) ตัดออกจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการ หลังผลงานที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

อิเคดะ ไปตามคาด

สมาคมฟุตบอลฯ ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 ว่าได้ยุติความร่วมมือกับ อิเคดะ และทีมงานของเขา เนื่องจากผลงานหลังคุมทีมในช่วงต้นปีไม่เป็นไปตามเป้า โดยมีประเด็นสำคัญจากการพลาดคัดบอลโลกหญิง 2027 และทำผลงานได้แค่อันดับ 4 จากศึกชิงแชมป์อาเซียน 2025

เส้นทางโค้ชญี่ปุ่นในบ้านเรา

ฟูโตชิ อิเคดะ เข้ามารับตำแหน่งในช่วงต้นปี ซึ่งมีเป้าหมายสูงว่าจะพาทีมไปแข่งฟุตบอลโลก แต่กลับทำผลงานได้น้อยเกินคาด จนถูกปลดอย่างเป็นทางการหลังจบเอเชียนคัพหญิง รอบคัดเลือก อย่างรวดเร็ว ที่ผ่านมาในปี 2025 นี้ ก็มีโค้ชชาวญี่ปุ่น 2 คนที่ได้รับโอกาสคุมบอลไทย แต่ไม่สามารถยืนยาวได้เลย

ปีก่อน ทาคายูกิ นิชิกายะ หัวหน้าโค้ชทีมชาติชาย ก็เป็นอีกคนที่หลุดจากตำแหน่งไปแล้ว ทำให้ในตอนนี้ เหลือแค่ มาซาทาดะ อิชิอิ ซึ่งคุมทีมชายชุดใหญ่เพียงคนเดียวเท่านั้น

เจ้ายอมอยู่ที่ผลงาน

สถานะของ อิชิอิ ในขณะนี้ไม่ได้มั่นคง โดยเริ่มมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับทั้งผลการแข่งขันของทีมในรอบคัดเลือกเอเชียนคัพ และการจัดทีมในคิงส์คัพ รอบที่ 51 ที่จะแข่งในวันที่ 4 และ 7 กันยายนนี้ ที่ จ.กาญจนบุรี

เพื่อความน่าจะเป็นของการถูกปลด หากผลงานในคิงส์คัพครั้งนี้ไม่ดี อาจกระทบต่อตำแหน่งของ อิชิอิ โดยตรง เพราะหัวหน้าโค้ชต้องพิสูจน์ว่าตัวเองยังทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เสียดายเพื่อนร่วมชาติ

ล่าสุด มีการเปิดเผยถึงความเห็นของ อิชิอิ เมื่อถูกถามว่ากังวลกับผลงานในคิงส์คัพหรือไม่ เขายอมรับว่า อาชีพเฮดโค้ชมีความเสี่ยงเสมอ แต่ยืนยันว่าตนเองจะทำงานอย่างเต็มที่เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

“อย่างเฮดโค้ช ยู 23 และโค้ชบอลหญิง ก็ทำงานเพื่อพัฒนาทีม ก็เสียดายที่ไม่ได้ทำงานต่อ” อิชิอิ กล่าวอย่างเห็นใจ คาดว่าเขายังมีความสัมพันธ์ทางวิชาชีพที่แน่นแฟ้นกับ อิเคดะ ซึ่งเป็นอดีตหัวหน้าโค้ชทีม女足 ที่เพิ่งหลุดจากตำแหน่งไป

  • ฟูโตชิ อิเคดะ ถูกปลดจากตำแหน่งหลังทำผลงานไม่ถึงเป้า
  • มาซาทาดะ อิชิอิ เป็นโค้ชชาวญี่ปุ่นคนเดียวที่ยังคุมทีมอยู่ แต่ก็มีกระแสต่อต้าน
  • การแข่งขันในคิงส์คัพ มีนัยสำคัญต่ออนาคตของ อิชิอิ อย่างมาก

ในยุคที่โค้ชต่างชาติจากญี่ปุ่นอย่าง อิเคดะ และนิชิกายะ พยายามแสดงฝีมือในการพัฒนาทีมไทย แต่ยังประสบกับความล้มเหลวทางผลการแข่งขัน ส่งผลให้ความคาดหวังของแฟนบอลเริ่มแหกคอกว้าง อย่าลืมเชียร์ทีมในคิงส์คัพ ครั้งที่ 51 กันว่าผลงานจะเป็นอย่างไร และอิชิอิ จะสามารถใช้โอกาสสุดท้ายนี้เพื่อรักษาตำแหน่งได้หรือไม่?

ที่มา – ‘อิเคดะ’ ไปตามคาด! โค้ชญี่ปุ่นเหลือ ‘อิชิอิ’ เจ้ายอมอยู่ที่ผลงาน เสียดายเพื่อนร่วมชาติ

เปิดตัวโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ปทุมธานี อย่างเป็นทางการ

นายเฉลิม หาญพาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดให้บริการ โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ปทุมธานี อย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด “Celebrating the Beginning of Our First Year” หลังทำการรีแบรนด์จาก โรงพยาบาลการุญเวช ปทุมธานี ที่ให้บริการมาแล้วกว่า 10 ปี เพื่อปรับโฉมให้ทันสมัยยิ่งขึ้น และรองรับความต้องการในการรักษาพยาบาลที่หลากหลายมากขึ้น

เปิดตัวโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ปทุมธานี สู่มาตรฐานใหม่

การรีแบรนด์นี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงภายนอก เช่น ชื่อใหม่ โลโก้ใหม่ แต่เป็นการลงทุนที่มีกลยุทธ์ชัดเจน โดยโรงพยาบาลแห่งนี้ได้ทำการปรับปรุงโครงสร้าง ต่อยอดบริการ และเพิ่มความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ เพื่อก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการแพทย์สำหรับจังหวัดปทุมธานีและพื้นที่ใกล้เคียง

ยกระดับบริการเพื่อรองรับประชากรสูงวัย

ตลอดช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา BCH ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มงบประมาณในการขยายพื้นที่ การจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ทันสมัย และการเสริมทีมแพทย์เฉพาะทาง ทำให้ โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ปทุมธานี สามารถยกระดับมาตรฐานได้ทัดเทียมกับโรงพยาบาลในเครือเกษมราษฎร์อื่นๆ

อีกทั้ง ตลาดบริการสุขภาพในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและการให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Healthcare) ทำให้โรงพยาบาลแห่งนี้เตรียมพร้อมรองรับทั้งผู้ป่วยเงินสดและผู้ใช้สิทธิประกันสุขภาพ

การรีแบรนด์นี้สอดคล้องกับกลยุทธ์ระดับเครือข่าย

การเปิดตัว โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ปทุมธานี สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาในการบริหารของ BCH ที่ต้องการขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ CLMV และจีนที่มีความต้องการใช้บริการทางการแพทย์สูง

  • ทีมแพทย์เฉพาะทางระดับประเทศ
  • อุปกรณ์การแพทย์ที่ทันสมัย
  • ศูนย์โรคเฉพาะทาง เช่น กุมารเวช จักษุ ศัลยกรรม
  • ศูนย์ตรวจสุขภาพและห้องฉุกเฉินให้บริการ 24 ชม.

นอกจากนี้ กลยุทธ์ Synergy เครือข่าย ยังช่วยให้ โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ปทุมธานี เชื่อมโยงกับโรงพยาบาลอื่นๆ ในเครือ เช่น World Medical และ Kasemrad International ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งทั้งด้านภูมิศาสตร์และด้านความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง

“เราเชื่อว่า การดูแลที่ดีคือการใกล้ชิดและใส่ใจเหมือนญาติ ซึ่ง โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ปทุมธานี จะนำความเชื่อนี้ไปใช้ในการให้บริการ ผู้ป่วยทุกท่านจะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด เอาใจใส่ และมีคุณภาพ ตอบรับความต้องการด้านสุขภาพของผู้คนในพื้นที่อย่างแท้จริง” ประธาน BCHP กล่าว

การเปิดตัวครั้งนี้ถือว่าเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ BCH เปิดโอกาสใหม่ๆ ทั้งในตลาดภายในและภายนานาชาติ เราเชื่อว่า ด้วยการบริการที่คุณภาพและได้มาตรฐาน หากมีโอกาสไปใช้บริการ คุณจะต้องประทับใจแน่นอน

ที่มา – BCH เปิดตัว ‘รพ.เกษมราษฎร์ ปทุมธานี’ หลังรีแบรนด์เต็มรูปแบบ

บัตรเครดิต ttb Global House ฉลอง 2 ปี โปรโมชันพิเศษ

ธนาคารทีทีบี (TMBThanachart Bank) ฉลองความสำเร็จและขอบคุณลูกค้าในโอกาสบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด ttb Global House ครบรอบ 2 ปี พร้อมมอบโปรโมชันพิเศษแก่ลูกค้าที่ใช้บริการในทุกสาขาของ Global House ด้วยสิทธิประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นคูปองส่วนลด ของขวัญฟรี หรือสินค้ามูลค่าสูง ตอบโจทย์กลุ่มคนที่ต้องการแต่งบ้าน ซ่อมบ้าน หรือสร้างชีวิตใหม่ให้ดีขึ้น ด้วยการใช้จ่ายอย่างคุ้มค่าและสะดวกสบาย

บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด ttb Global House

ทั้งบัตรเครดิต ttb Global House และบัตรกดเงินสด ttb Global House ถูกออกแบบมาเฉพาะสำหรับคนรักบ้าน ที่ต้องการใช้จ่ายในหมวดผลิตภัณฑ์บ้านและวัสดุก่อสร้างอย่างคุ้มค่า โดยผ่านการสะสมยอดใช้จ่ายที่ร้าน Global House เพื่อรับสิทธิพิเศษต่างๆ ตั้งแต่ลำโพงไร้สาย EVISION พร้อมไมโครโฟน เครื่องดูดฝุ่นดูดน้ำ INOVAC เตาแม่เหล็กไฟฟ้า BENKA ไปจนถึงเตาอบไฟฟ้า CLOSE

โปรโมชันพิเศษฉลองครบรอบ 2 ปี

เพื่อขอบคุณลูกค้าที่สนใจและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทีทีบีจัดโปรโมชันพิเศษที่น่าสนใจสุดในรอบปี ทั้งสำหรับลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ โดยลูกค้าเดิมบัตรเครดิต ttb Global House ที่ใช้จ่ายครบ 5,000 บาท ต่อเซลล์สลิปละหนึ่งใบ จะได้รับคูปองส่วนลด Global House มูลค่า 200 บาท

สำหรับลูกค้าใหม่ที่สมัครบัตร พร้อมใช้บริการแอป ttb touch และสมัครรับ e-Statement ในช่วงโปรโมชัน จะได้รับของขวัญสุดพิเศษ อย่างกระเป๋าเดินทาง BSC Luxury 20 นิ้ว ฟรี! ตลอดระยะเวลาโปรโมชันตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 ถึง 31 ตุลาคม 2568

  • คูปองส่วนลด 200 บาท เมื่อใช้จ่ายครบ 5,000 บาท
  • ลำโพงไร้สาย EVISION พร้อมไมโครโฟน
  • เครื่องดูดฝุ่นดูดน้ำ INOVAC
  • เตาแม่เหล็กไฟฟ้า BENKA และเตาอบ CLOSE
  • กระเป๋าเดินทาง BSC Luxury 20 นิ้ว (สำหรับลูกค้าใหม่)

ทั้งนี้ การเติบโตของบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด ttb Global House สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการและพฤติกรรมผู้บริโภคในการจัดสรรงบประมาณใช้จ่ายเพื่อพัฒนาบ้านและคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน โดยปัจจุบันมีผู้ถือบัตรเกิน 180,000 ใบ และยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในกลุ่มลูกค้าต่างจังหวัด

ความร่วมมือระหว่างทีทีบีกับ Global House เป็นการผนึกกำลังเพื่อสร้างมูลค่าให้กับลูกค้าผ่านสิทธิประโยชน์หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นส่วนลด เครดิตเงินคืน หรือการแบ่งจ่ายแบบ 0% ที่ช่วย减轻ภาระค่าใช้จ่ายและสนับสนุนให้ลูกค้าจัดการการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขอเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ช่วยให้คุณเปลี่ยนบ้าน ให้ชีวิต และให้การเงินของคุณดีขึ้นทุกวัน รีบสมัครบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด ttb Global House ได้แล้ววันนี้ที่ทุกสาขาของ Global House หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ทีทีบี

ทั้งนี้ ธนาคารยังเน้นย้ำให้ลูกค้าใช้บัตรอย่างมีความรับผิดชอบ จ่ายเท่าที่จำเป็นและชำระเงินให้ครบถ้วนตามกำหนด เพื่อหลีกเลี่ยงดอกเบี้ยที่อาจเกิดขึ้น อย่างดอกเบี้ย 16% ต่อปีสำหรับบัตรเครดิต และ 25% ต่อปีสำหรับบัตรกดเงินสด

บัตร ttb Global House ไม่ใช่แค่บัตรเครดิตธรรมดา แต่เป็นเครื่องมือช่วยให้คุณจัดการชีวิตได้ดีขึ้นทั้งในวันนี้และอนาคต

ที่มา – บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด ttb Global House ฉลองครบรอบ 2 ปี มอบของขวัญสุดพิเศษ

บิ๊กป้อม โชว์บทเชฟทำข้าวหน้าไก่เลี้ยงเสี่ยหนู สุดชื่นมื่น

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 28 ส.ค. 68 ที่มูลนิธิป่ารอยต่อฯ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วย นายนสันติ พร้อมพัฒน์ และนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ โดยพล.อ.ประวิตร ได้亲自ลงมือทำ ‘ข้าวหน้าไก่’ สูตรรสเลิศเพื่อเลี้ยงแขกผู้มาเยือน

บิ๊กป้อม โชว์บทเชฟทำข้าวหน้าไก่เลี้ยงเสี่ยหนู สุดชื่นมื่น

บรรยากาศในครั้งนี้เต็มไปด้วยความอบอุ่นเป็นกันเอง ทุกคนได้พูดคุยกันอย่างเปิดใจ ทั้งเรื่องทั่วไปรวมถึงประเด็นสำคัญอย่าง MOU 43-44 และสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน ท่ามกลางมื้ออาหารอร่อยๆ

เสี่ยหนู พูดชมข้าวหน้าไก่สูตรลุงป้อม

นายอนุทิน ชาญวีรกูล เปิดเผยว่า ข้าวหน้าไก่ที่ ‘บิ๊กป้อม’ ได้亲自ปรุงนั้น รสชาติเยี่ยมมาก ทั้งเรื่องเนื้อสัมผัสและกลิ่นหอม จนทุกคนต้องชื่นชมในฝีมือของ พล.อ.ประวิตร อย่างล้นหลาม อีกทั้ง พล.อ.ประวิตร ยังมีน้ำใจให้ข้าวหน้าไก่เย็นกลับบ้านกับ นายอนุทิน อีกด้วย

เรื่องราวเช่นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของอาหาร แต่ยังสะท้อนถึงมิตรภาพที่ดีในแวดวงการเมือง การรับประทานอาหารด้วยกันเป็นโอกาสที่ดีในการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเป็นกันเอง ช่วยลดความตึงเครียดและเพิ่มความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้นำพรรคต่างๆ

เหตุการณ์ครั้งนี้ยังเป็นภาพที่น่าประทับใจ เพราะไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าพรรคที่มีตำแหน่งสูง พอควันธูปอยู่ท่ามกลางเตาไฟ ก็กลายเป็นพ่อบ้านอารมณ์ดีที่พร้อมเสิร์ฟความอร่อยให้กับคนที่เคารพนับถือ

  • พิเศษสุดๆ คือบรรยากาศเป็นกันเองทั้งหมด
  • มื้ออาหารที่ไม่ใช่แค่เรื่องอาหาร แต่ยังเสริมสัมพันธ์ไมตรี
  • ‘บิ๊กป้อม’ รับหน้าที่เชฟด้วยตัวเอง จนกลายเป็นประเด็นฮือฮากันในสังคมออนไลน์

ข่าวที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ทำให้ประชาชนได้มองเห็นภาพลักษณ์ดีๆ ของนักการเมือง ที่ไม่ได้แต่ประชุม-เจรจากันอย่างเย็นชา แต่ยังสามารถทำกิจกรรมร่วมกันอย่างน่าปลื้ม เป็นรอยต่อที่ดีของความร่วมมือ ท่ามกลางข้าวหน้าไก่สูตรอร่อยของเขา

หากคุณยังไม่ได้ลองทำข้าวหน้าไก่ตามสูตรของ ‘บิ๊กป้อม’ เอง ลองจัดเตาไฟแลกเปลี่ยนกับครอบครัวหรือเพื่อนฝูงสักครั้ง ความอบอุ่นจากอาหารที่ปรุงด้วยใจนั้น มีคุณค่ามากมายเลยทีเดียว

ที่มา – ‘บิ๊กป้อม’ โชว์บทเชฟทำข้าวหน้าไก่เลี้ยง ‘เสี่ยหนู’ทานกลางวัน สุดชื่นมื่น