ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

‘ไผ่ ลิกค์’ เรียกร้องซีเกมส์ 2025 ต้องใช้ชื่อ Muaythai

นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร พรรคกล้าธรรม และดำรงตำแหน่งนายกสมาคมกีฬาคิกบ็อกซิ่งแห่งประเทศไทย ได้ออกมาชี้แจงและเรียกร้องอย่างชัดเจนเกี่ยวกับการใช้ชื่อในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในปี 2025 ว่าจะต้องใช้ชื่อ “Muaythai” อย่างเดียวไม่ต้องเกรงใจเขมร

‘ไผ่ ลิกค์’ เรียกร้องซีเกมส์ 2025 ต้องใช้ชื่อ Muaythai

กรณีที่มีข่าวลือว่าอาจมีการใช้คำว่า “Muay” แทนคำว่า “Muaythai” ในการจัดการแข่งขันกีฬามวยไทยในซีเกมส์ 2025 ถือเป็นประเด็นที่ทำให้หลายคนตื่นตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นเจ้าภาพของซีเกมส์ปี 2023 ได้เสนอใช้คำว่า “กุน ขแมร์” ในการแข่งขันกีฬามวย และอ้างว่าเป็นกีฬาที่มีต้นกำเนิดจากเขมร

“เราไม่จำเป็นต้องเกรงใจเขมร เพราะมวยไทย คือ อัตลักษณ์ชาติไทย” นายนไผ่ ลิกค์ เผยว่า ในหลายครั้งที่ผ่านมา ถูกเขมรยืม หรือบิดเบือนศิลปะการต่อสู้ไทยไปใช้ในรูปแบบของตน หากครั้งนี้เป็นโอกาสของไทยในการจัดซีเกมส์ ก็ควรยืนยันการใช้ “Muaythai” อย่างเดียว และไม่ยอมให้มีการแอบอ้างวัฒนธรรมต้นตอของเราโดยเด็ดขาด

เหตุผลที่ต้องยืนยันใช้ชื่อ “Muaythai” ในซีเกมส์ 2025

นายไผ่ กล่าวเพิ่มเติมว่า IFMA หรือ สหพันธ์มวยไทยนานาชาติ ซึ่งเป็นองค์กรที่รับผิดชอบในการกำกับดูแลกีฬามวยในเวทีนานาชาติ ได้มีมติอย่างชัดเจนในการใช้คำว่า “Muaythai” มายาวนานหลายทศวรรษ มวยไทย ไม่ได้มีเพียงแค่คุณค่าทางด้านกีฬา แต่ยังสะท้อนเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ไทยที่มีความลึกซึ้งมาก

  • Muaythai คือศิลปะการต่อสู้แบบดั้งเดิมของไทย
  • ถูกรับรองจากองค์กรกีฬาระดับโลกทั้ง IFMA และ IOC
  • มีความสำคัญในแง่วัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของชาติไทย
  • แต่ถูกบางประเทศพยายามแย่งชิงหรือบิดเบือนการใช้

ดังนั้นการจัดซีเกมส์ในประเทศไทยในปี 2025 ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะเป็นเวทีกลางโลกและสามารถนำเสนอ “มวยไทย” ในทุกด้านทั้งกีฬา ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และจิตวิญญาณอย่างถูกต้องและแท้จริงได้

นอกจากนี้ มวยไทยยังถูกยกให้เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของนโยบาย Soft Power ที่รัฐบาลพยายามส่งไปยังสากลโลก การใช้ชื่อ “Muaythai” อย่างชัดเจนจึงเป็นการยืนยันเอกลักษณ์ของชาติอย่างเป็นทางการ และเป็นการแสดงความเคารพในมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมายาวนาน

ไม่ว่าจะเรียกกันว่า “มวยไทย” หรือ “Muaythai” จะเห็นได้ว่า มวยไทยคือกีฬาที่คนไทยและชาวโลกต่างรู้จักดีว่าเป็นของไทยอย่างแท้จริง มาพร้อมกับศิลปะ ดนตรี และจิตวิญญาณที่ลึกซึ้ง การตั้งชื่อในเวทีซีเกมส์ 2025 อย่างถูกต้อง จึงเป็นการปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมของไทยอย่างเต็มที่

เพราะฉะนั้นขอให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยร่วมกันยืนยันชื่อ “Muaythai” อย่างเดียว ไม่มีคำว่า “Muay” อย่างเดียวให้เกิดขึ้นอีก ให้โลกได้รู้ว่า มาจากไทยได้อย่างชัดเจน ถูกต้อง และไม่ยอมให้ผู้ใดแอบอ้างได้อีกต่อไป

ที่มา – ‘ไผ่ ลิกค์’ลั่น ซีเกมส์ 2025 ต้องใช้ชื่อ Muaythai ไม่จำเป็นต้องเกรงใจเขมรให้แอบอ้างอัตลักษณ์ชาติไทยได้อีก

เดนมาร์กยกเลิกภาษีช็อกโกแลต-กาแฟ ลดค่าครองชีพประชาชน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ รัฐบาลประเทศเดนมาร์กได้มีประกาศที่สร้างความปลด relief ให้แก่ประชาชน โดย เดนมาร์กยกเลิกภาษีช็อกโกแลต-กาแฟ ซึ่งถือเป็นมาตรการหนึ่งที่มีจุดประสงค์เพื่อลดภาระค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงปัจจุบัน โดยเฉพาะในสิ่งของจำเป็นอย่างอาหารและเครื่องดื่ม

เดนมาร์กยกเลิกภาษีช็อกโกแลต-กาแฟ

ข่าวดีนี้ถูกประกาศโดย นายโทรลส์ ลุนด์ พอลเซน รองนายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก ว่ารัฐบาลได้ตัดสินใจยกเลิกภาษีของสินค้ากลุ่มนี้ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากต้นทุนการดำเนินชีวิตที่เพิ่มขึ้นในรอบหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสินค้าอุปโภคบริโภคที่ถูกใช้ประจำวันทั้งในครัวเรือนและสังคมโดยทั่วไป

ผลจากการยกเลิกภาษีดังกล่าว คาดว่าราคา กาแฟ 1 ห่อ จะลดลงโดยเฉลี่ยประมาณ 5 โครนเดนมาร์ก หรือคิดเป็นเงินไทยราว 25.38 บาท ในขณะที่ภาครัฐจะสูญเสียรายได้จากการเก็บภาษีราว 2,400 ล้านโครนเดนมาร์ก หรือประมาณ 12,181.26 ล้านบาท

ภาษีช็อกโกแลตหนึ่งในภาษีเก่าแก่ของประเทศ

ภาษีช็อกโกแลตเป็นหนึ่งในภาษีที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศเดนมาร์ก ซึ่งครอบคลุมสินค้าทุกประเภทที่มีส่วนผสมของโกโก้ เช่น ลูกกวาด ผลไม้เชื่อม หรือแม้แต่หมากฝรั่ง ซึ่งการเรียกเก็บจะแตกต่างกันตามปริมาณน้ำตาลที่มีในแต่ละสินค้า

ทั้งนี้ รายงานจากสำนักข่าวระบุว่า ราคาสินค้ากลุ่มนี้ในหลายหมวดหมู่มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ที่ราคาช็อกโกแลตสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 25.3% และราคากาแฟเพิ่มขึ้นถึง 35.5% ส่งผลให้โดยรวมราคาอาหารในประเทศเพิ่มขึ้นถึง 6.5% เมื่อเทียบรายปี

  • กาแฟ 1 ห่อ ลดลงเฉลี่ย 5 โครนเดนมาร์ก
  • ภาษีที่ยกเลิกคือหนึ่งในภาษีเก่าแก่ที่สุดในประเทศ
  • ราคาน้ำตาลและโกโก้ส่งผลต่อค่าอาหารทั้งประเทศ
  • รัฐบาลลดภาระประชาชนจากวิกฤติราคาอาหาร

นับเป็นการตัดสินใจที่ประเทศไทยอาจจะสามารถศึกษาแนวทางในการลดภาระค่าครองชีพในอนาคตได้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรามองวิกฤติราคาสินค้าเกษตรและพลังงานที่กระทบกับเศรษฐกิจในประเทศของเรา

ด้วยสถานการณ์โลกที่แปรปรวน ความยืดหยุ่นของนโยบายภาครัฐถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้ประชาชนสามารถผ่านพ้นวิกฤติได้อย่างมั่นคง หากเรียนรู้จากประสบการณ์ของประเทศชาวยุโรปอย่างเดนมาร์ก อาจช่วยให้เกิดการวางนโยบายที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ที่มา – เดนมาร์กยกเลิกภาษีช็อกโกแลต-กาแฟ ลดค่าครองชีพประชาชน

สุดช็อก! ด.ช.13 ขวบ สาดน้ำมันราดเผาเด็ก 11 ขวบกลางทุ่งนา

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ที่ทำเอาคนในพื้นที่แห่งหนึ่งต้องตกใจไม่น้อย ที่หมู่บ้านอาม็อง ตำบลบ้านท่าสว่าง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ มีรายงานว่า เด็กชายวัย 11 ปี ถูก เด็กชายวัย 13 ปี ขี่รถจักรยานยนต์มาสาดน้ำมันราดและจุดไฟเผาที่ใบหน้ากลางทุ่งนา จนได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะนี้มีการนำตัวเด็กชายไปรักษาที่โรงพยาบาลสุรินทร์อย่างเร่งด่วน

สุดช็อก! ด.ช.13 ขวบ สาดน้ำมันราดเผาเด็ก 11 ขวบกลางทุ่งนา

ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปยังที่เกิดเหตุ และได้พูดคุยกับผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ นายนัฐพล มาลัย ซึ่งเป็นหนึ่งในคนที่เข้าไปสอบถามข้อมูลจาก เด็กผู้บาดเจ็บ ว่าตนเองและเพื่อน ๆ กำลังอยู่ที่ทุ่งนาอยู่ดี ๆ ก็มี เด็กชายวัยรุ่น คนหนึ่งขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาสาดน้ำมันราดใบหน้า แล้วจุดไฟเผาในทันที จากนั้นก็ขับรถหนีหายไปอย่างรวดเร็ว

ความเคลื่อนไหวของเหตุการณ์

ในส่วนของผู้รายงานเหตุการณ์ระบุว่า ผู้กระทำ มีชื่อเล่นว่า “โด้” อายุ 13 ปี ซึ่งเป็นลูกหลานของคนในหมู่บ้านเดียวกัน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เดินทางไปสอบปากคำจำเลยในทันที

ทว่าเมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงบ้านของ “โด้” ก็ได้รับข้อมูลจากญาติซึ่งให้ความเห็นว่า เด็ก ๆ กำลังย่างปลากินกันอยู่ แล้วเกิดเหตุการณ์ลวกน้ำมันเบนซินโดยไม่ได้ตั้งใจ จึงเกิดความขัดแย้งในข้อมูลระหว่างสองฝ่าย

เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสุรินทร์ ได้เข้าไปสอบปากคำทั้งพยานและผู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เพื่อให้ได้ข้อมูลจริงและชัดเจน จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งยังมีการสอบสวนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับเด็กผู้ใช้ความรุนแรง ในฐานะเด็กใต้ 15 ปี ที่ยังไม่มีความผิดทางอาญา

ประเด็นสังคมจากเหตุการณ์นี้

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเข้าใจผิด หรือการใช้ความรุนแรงในวัยเยาว์ หากมองลึกเข้าไป คนในสังคมควรตั้งคำถามว่าเราได้สร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับเด็กอย่างไร และมีการดูแลเยาวชนวันนี้อย่างไร

อีกทั้งยังเปิดประเด็นเรื่อง “การเข้าใจผิด” ระหว่างเด็กในวัยเรียน ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องไร้สาระ แต่ก็สามารถลุกลามกลายเป็นเหตุการณ์รุนแรงได้ในพริบตา

ทั้งสองฝ่ายมีประเด็นที่ควรจะได้รับการศึกษาและเยี่ยวยาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะ “โด้” และเด็กผู้บาดเจ็บที่ต้องใช้ชีวิตต่อไปอย่างขวัญขวาง

ขอให้สังคมเราเรียนรู้บทเรียนจากเหตุการณ์นี้ว่าการเยาะเย้ย ความขัดแย้งในวัยเรียน หากไม่มีผู้ดูแลและคำปรึกษาที่เหมาะสม อาจกลายเป็นความรุนแรงที่ไม่อาจย้อนกลับมาได้

อย่าให้ความรุนแรงในวัยเยาว์เป็นบทเรียนให้กับคนในอนาคต แต่ให้มันเป็นบทสรุปให้กับสิ่งที่เราล้มเหลวในวันนี้

ที่มา – สุดช็อก!ด.ช.13 ขวบ สาดน้ำมันราดเผาเด็ก 11 ขวบกลางทุ่งนา บาดเจ็บสาหัส!

ฟิลิปปินส์-ออสเตรเลีย เตรียมเซ็นข้อตกลงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร

เมื่อเร็วๆ นี้ ข่าวดีจากภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกเกิดขึ้นเมื่อสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ประเทศฟิลิปปินส์และออสเตรเลียได้เตรียมความพร้อมในการลงนามข้อตกลงที่สำคัญ เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของฟิลิปปินส์ โดยข้อตกลงนี้คาดว่าจะเป็นรูปธรรมในปี 2569

ฟิลิปปินส์-ออสเตรเลีย เตรียมเซ็นข้อตกลงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร

ภายหลังการประชุมระหว่างนายริชาร์ด มาร์ลส์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมของออสเตรเลีย กับนายกิลแบร์โต ทีโอโดโร จูเนียร์ รมว.กลาโหมของฟิลิปปินส์ ที่กรุงมะนิลา เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา มีการระบุว่าทั้งสองฝ่ายมีมุมมองร่วมกันเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในภูมิภาค โดยเฉพาะแรงกดดันด้านความมั่นคงที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งข้อตกลงดังกล่าว มีจุดประสงค์เพื่อสนับสนุนการเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการป้องกันของฟิลิปปินส์ และการประสานงานซ้อมรบร่วมกันระหว่างทั้งสองประเทศให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ความร่วมมือที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

รองนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียได้กล่าวว่า การลงนามในข้อตกลงฉบับนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในความสัมพันธ์ทางด้านกลาโหมระหว่างฟิลิปปินส์กับออสเตรเลีย เป็นการยกระดับความร่วมมือที่จะช่วยให้ประเทศในภูมิภาคมีความมั่นคงเป็นร่วมกัน ฟิลิปปินส์เองก็กำลังเดินหน้าปูทางให้กับความร่วมมือทางทหารกับพันธมิตรที่มีแนวคิดใกล้เคียงกัน เพื่อแก้ไขปัญหาการรุกรานที่เพิ่มมากขึ้นของจีนในทะเลจีนใต้

รัฐบาลฟิลิปปินส์ในปีนี้ยังได้ลงนามข้อตกลงเกี่ยวกับการเยือนของกองกำลังทหาร (Visiting Forces Agreement: VFA) กับประเทศนิวซีแลนด์ พร้อมทั้งอยู่ระหว่างดำเนินการตามข้อตกลงที่คล้ายกันกับประเทศอย่างฝรั่งเศสและแคนาดา เพราะมองว่าความร่วมมือด้านการทหารกับชาติพันธมิตรต่างประเทศมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศในด้านความมั่นคง

นอกจากนี้ ฟิลิปปินส์ยังได้ร่วมมือกับอินเดียในการลาดตระเวนทะเลจีนใต้เป็นครั้งแรกเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลมะนิลาในการรับมือกับสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์และทะเลที่มีความซับซ้อน

นายกิลแบร์โต ทีโอโดโร จูเนียร์ รมว.กลาโหมฟิลิปปินส์ กล่าวว่า ท่าทีของจีนที่มีกิจกรรมฝ่ายเดียวอย่างต่อเนื่องในทะเลจีนใต้ ทำให้ประเทศที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้อง “ยับยั้ง” โดยส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ชุมชนนานาชาติจะไม่ยอมรับการกระทำดังกล่าวอย่างแน่นอน

การร่วมมือด้านกลาโหมระหว่างฟิลิปปินส์กับออสเตรเลียจึงกลายเป็นบทใหม่ของความสัมพันธ์ที่เน้นความมั่นคงและความร่วมมือแบบพันธมิตร

หากคุณติดตามข่าวเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก การติดตาม ข้อตกลงระหว่างฟิลิปปินส์กับออสเตรเลีย ถือเป็นหัวข้อที่น่าจับตา เพราะอาจเปลี่ยนแผงภูมิศาสตร์ทางทหารของภูมิภาคในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ที่มา – ‘ฟิลิปปินส์-ออสเตรเลีย’ เตรียมเซ็นข้อตกลง พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร

โดม ปกรณ์ ลัม เล่นมุกกินปูผัดผงกะหรี่ 2,500 บาท จนต้องชี้แจง

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาโลกโซเชียลพูดถึงเรื่องราวดราม่าเกี่ยวกับเมนูไข่เจียวปูของร้านเจ๊ไฝที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเน็ตอย่างมาก จนหลายคนถกเถียงกันเรื่องราคาและคุณค่าในการบริโภค ซึ่งล่าสุดนักร้องหนุ่มหน้าใสอย่างโดม ปกรณ์ ลัมก็ดันกลายเป็นประเด็นที่โดนวิพากษ์วิจารณ์ตามทัวร์ด้วย

โดม ปกรณ์ ลัม หนุ่มนักแสดงที่หลายคนรู้จักดีจากผลงานละครและเพลง ได้เข้ามาร่วมวงในกระแสปูผัดผง Curry ที่กำลังร้อนแรงอยู่ในขณะนี้ โดยได้โพสต์ภาพเมนูปูผัดผงกะหรี่พร้อมกับข้อความชวนขำว่า:

“ผมจะเล่าให้ฟัง ผมเคยกินปูผัดผงกะหรี่จานละ 2,500 บาท ยังไม่บ่นสักคำ ค่าปู 500”

หลังจากนั้นก็ยังทิ้งมุกจ้าวล้อกับแฟนคลับว่า:

“แนะนำให้ตัดปูออก ก็จะเซฟไป 500 ครับ”

โดม ปกรณ์ ลัม เล่นมุกกินปูผัดผงกะหรี่ 2,500 บาท

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากโพสต์ดังกล่าวไม่ใช่แค่การแซวหรือlolแบบที่คาดเอาไว้ กลับกลายเป็นความเข้าใจผิด ทำให้หลายคนตีความว่านักร้องหนุ่มกำลังบ่นหรือวิจารณ์ราคานั้นแพงเกินจริง ส่งผลให้เกิดการแชร์ต่อในทางลบ

เผื่อปัญหาไม่บานปลาย โดมปกรณ์ลัมจึงรีบออกมาชี้แจงผ่านเพจเฟซบุ๊กส่วนตัวอีกครั้งว่า โพสต์ดังกล่าวเป็นเพียงการเล่นมุกตลกตามกระแสเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาเชิงลบใดๆ และขอให้เพจที่นำข่าวไปลงช่วย”ตบมุกแก้ให้” เพราะความสับสนนี้ก่อให้เกิดปัญหาขึ้น

นาทีเดือดของโดม

เป็นที่น่าสังเกตว่าไม่ว่าจะเป็นข้อความหรือภาพประกอบที่ถูกเผยแพร่ในโพสต์ของโดม ล้วนมีการใช้ถ้อยคำในการเล่นคำอย่างอ่อนโยนและมีอารมณ์ขัน โดยมีเจตนาล้อเลียนเหตุการณ์ที่กำลังได้รับความสนใจอย่างแพร่หลายในโลกออนไลน์เท่านั้น

  • โดมปกรณ์ลัมชี้แจงว่ามีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างเสียงหัวเราะ
  • เนื้อความการโพสต์สะท้อนให้เห็นถึงสไตล์การนำประเด็นสังคมมาใช้อย่างมีจังหวะ
  • การตั้งใจแต่งเนื้อหาโดยคำนึงถึงเทรนด์ช่วยให้โดดเด่นและเป็นที่กล่าวถึง

แม้บางครั้งการเล่นมุกเพื่อเก๋าอาจพลาดเป้าหรือโดนอ่านผิดทาง แต่ก็เป็นบทเรียนที่ดีในการเลือกใช้ถ้อยคำในการสื่อสารบนโลกโซเชียลอย่างชาญฉลาด ยิ่งกับคนมีชื่อเสียงแล้ว การทำท่าทางว่าหนักแน่นกับทุกสิ่งเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม โดม ปกรณ์ ลัม เองก็เริ่มมีประสบการณ์มากขึ้นในโลกดิจิทัล และดูเหมือนจะยังรักษาความเป็นกันเองของตัวเองไว้ได้อย่างน่าประทับใจ

ใครจะไปคิดว่าแค่การโพสต์ตัวอย่างมื้ออาหารหนึ่งจาน จะสร้างกระแสระทึกต่อนักเสพโซเชียลอยู่เสมอ การเดินสายตามกระแสอาจเป็นบ่อแหล่งวัสดุที่ดี แต่ก็ต้องระมัดระวังไม่ให้พลาดท่าในแบบของโดม ปกรณ์ ลัมเช่นกัน

ที่มา – ‘โดม ปกรณ์ ลัม’ เล่นมุกกินปูผัดผงกะหรี่ 2,500 ดันเจอทัวร์ลงจนต้องรีบแจง

หลวงพ่ออลงกตเผยมีกำลังใจดี! เตรียมแจงทุกประเด็นเร็วๆ นี้

จากกรณีที่สื่อมวลชนได้ตรวจสอบพบว่า ชื่อของ หลวงพ่ออลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ไปซ้ำกับ นายอลงกต พลมุข ซึ่งเป็นข้าราชการที่เสียชีวิตไปแล้ว ทำให้เกิดกระแสข่าวและความสนใจอย่างกว้างขวางจากสังคมออนไลน์และสื่อมวลชนทั่วไป

ล่าสุด เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าวเดลินิวส์ ได้รับอนุญาตให้เข้าพบหลวงพ่ออลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ โดยในโอกาสนั้น หลวงพ่อเผยว่า ตนเองมีกำลังใจที่ดีมาก จากการสนับสนุนของลูกศิษย์ ลูกหา และผู้ที่มีศรัทธาในธรรมะ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้หลวงพ่อได้ประสานงานกับทีมทางด้านกฎหมายเพื่อรวบรวมข้อมูลและหลักฐานต่างๆ ที่จำเป็น เพื่อเตรียมชี้แจงประเด็นทั้งหมดอย่างชัดเจนและจริงจังต่อสาธารณะในเร็วๆ นี้

หลวงพ่ออลงกตเผยมีกำลังใจดี! เตรียมแจงทุกประเด็นเร็วๆ นี้

เบื้องต้น ข้อมูลที่เผยแพร่ออกมาเผยให้เห็นว่า หลวงพ่ออลงกต ยังคงมีความพร้อมทางจิตใจ และมุ่งมั่นในการเดินทางทำหน้าที่ทางศาสนาอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการสนับสนุนจากผู้คนรอบข้างมาก ทั้งนี้ การเตรียมรวบรวมหลักฐานเพื่อชี้แจงต่อสาธารณชน ถือเป็นก้าวสำคัญที่สำคัญในการขจัดข้อสงสัยและความเข้าใจผิดจากสังคม

หลักฐานและการกระทำที่กำลังดำเนินอยู่

ประเด็นดังกล่าวได้รับความสนใจจากหลายคน ไม่ว่าจะทั้งในแง่ของความเป็นจริงและกฎหมาย ซึ่งทางด้านวัดพระบาทน้ำพุและทีมกฎหมายได้ร่วมกันประชุมวางแผนเพื่อดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน โดยเน้นที่ความโปร่งใสและถูกต้องตามกฎหมาย

  • รวบรวมหลักฐานจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง
  • ประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง
  • เตรียมการชี้แจงต่อสื่อมวลชนและสาธารณชน
  • ตรวจสอบข้อมูลทางประวัติศาสตร์และความเป็นมา

การดำเนินการครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อสังคมของ หลวงพ่ออลงกต อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งในฐานะผู้นำทางศาสนาและผู้ที่ได้รับความเคารพนับถือจากร้อยภิยศิษย์ในวงกว้าง

จากสถานการณ์ในปัจจุบัน นับว่ามีทั้งความท้าทายและความหวัง ซึ่งหากข้อมูลชี้แจงได้รับการเผยแพร่อย่างชัดเจน ก็จะสามารถช่วยให้สาธารณชนเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างถูกต้องมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ เป็นเรื่องที่น่าติดตามในอนาคต เพราะหากข้อมูลถูกชี้แจงอย่างครบถ้วน ก็จะช่วยรักษาศรัทธาและความนับถือของผู้คนต่อวัดพระบาทน้ำพุและหลวงพ่ออลงกต ไว้ได้อย่างมั่นคง

ที่มา – ‘หลวงพ่ออลงกต’เผยมีกำลังใจดี! เตรียมรวบรวมหลักฐานแจงทุกประเด็นเร็วๆนี้

ประธานมูลนิธิธรรมรักษ์เปิดใจล้มล้างศาสนาเป้าหลวงพ่ออลงกต

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ที่วัดพระบาทน้ำพุ ตำบลเขาสามยอด อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี เกิดความเงียบเหงา เนื่องจากการพิธีฌาปนกิจศพของร่างผู้เสียชีวิต 20 ราย ถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด เหล่าสื่อมวลชนมารอติดตามสถานการณ์ ขณะที่ประชาชนที่ตั้งใจเดินทางมาร่วมพิธีบางส่วนต้องผิดหวัง หลังทราบข่าวการเลื่อนดังกล่าวจนกว่ากระบวนการตรวจสอบจะแล้วเสร็จ

ประธานมูลนิธิธรรมรักษ์เปิดใจ! ชี้มีขบวนการล้มล้างศาสนา หวั่น “หลวงพ่ออลงกต” เป็นเป้าโจมตี

นายเฉลิมพล พลมุข ประธานมูลนิธิธรรมรักษ์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะกรณีที่ชื่อเดิมของหลวงพ่ออลงกต หรือพระราชวิสุทธิประชานาถ คือ “นายอลงกต พลมุข” ซึ่งตรงกับชื่อข้าราชการที่เสียชีวิตไปแล้ว โดยนายเฉลิมพลกล่าวว่า ตนเองไม่ทราบถึงความเกี่ยวข้อง และเพิ่งได้เห็นภาพเก่าของหลวงพ่อที่เคยใช้ชื่อว่า “เกรียงไกร” เป็นครั้งแรกจากสื่อมวลชน

ผลกระทบจากกระแสข่าว

ผลกระทบที่ตามมาคือมีผู้บริจาคลดลงอย่างเห็นได้ชัด ผู้คนที่เดินทางมายังวัดเพื่อทำบุญก็ลดลง บางร้านถึงกับฉีกรูปหลวงพ่อออกไป ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่ากังวล ทั้งที่วัดและมูลนิธิยังต้องดำเนินโครงการช่วยเหลือผู้ป่วยและผู้ติดเชื้อ HIV จำนวนมาก

ทั้งนี้ นายเฉลิมพลได้ตั้งข้อสังเกตว่า อาจมี “ขบวนการล้มล้างศาสนาบางอย่าง” ที่กำลังใช้หลวงพ่ออลงกตเป็น “เป้าโจมตี” หากสามารถจัดการกับท่านได้ ก็จะส่งผลกระทบต่อวงการศาสนาพุทธโดยรวม

ชี้แจงเรื่องทรัพย์สินและการนำเสนอบางข่าว

อีกทั้งยังเน้นย้ำว่าเรื่องของวัดกับมูลนิธิ ต้องถูกแยกออกจากกัน ปัจจุบันมีทั้งหมด 5 มูลนิธิ และที่ดินที่ถูกนำมาเป็นประเด็นข่าวอยู่ในความครอบครองของมูลนิธิที่อดีตไวยาวัจกรเคยดูแล ซึ่งญาติของท่านกำลังดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ให้กับมูลนิธิอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการนำเสนอข่าวที่เรียกว่าละเมิดสิทธิส่วนบุคคล สิทธิของผู้ป่วย และสิทธิขององค์กร จึงจำเป็นต้องใช้กฎหมายควบคู่กับจริยธรรมสื่อในการเข้าสู่สถานการณ์

หากคุณมีข้อมูลเพิ่มเติม หรือมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของขบวนการล้มล้างศาสนาในยุคปัจจุบัน ร่วมกันเฝ้าระวังและปกป้องคุณค่าทางศาสนา อย่าปล่อยให้หมากตัวหนึ่งล้ม ส่งผลลัพธ์ที่ไม่อาจกู้คืนได้

ที่มา – ประธานมูลนิธิธรรมรักษ์เปิดใจ! ชี้มีขบวนการล้มล้างศาสนา หวั่น “หลวงพ่ออลงกต” เป็นเป้าโจมตี

หนุ่มรอแฟนหน้าโอเกะเที่ยงคืนยันเช้า ตร.พาค้นไม่เจอ!

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 เหตุการณ์ที่น่าอึ้งเกิดขึ้นที่อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อ หนุ่มรอแฟนหน้าโอเกะเที่ยงคืนยันเช้า จนตำรวจเข้ามาเกี่ยวข้อง! เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อพลเมืองดีในพื้นที่แจ้งตำรวจว่าพบชายต้องสงสัยที่จอดรถจักรยานยนต์อยู่หน้าร้านคาราโอเกะชื่อดังในพื้นที่

หนุ่มรอแฟนหน้าโอเกะเที่ยงคืนยันเช้า

ชายคนดังกล่าวคือ นายอัครเดช เกตุโชติ อายุ 21 ปี ซึ่งบอกกับเจ้าหน้าที่ว่า เขาเดินทางมายังร้าน นัดพบคาราโอเกะ เพื่อรอรับแฟนสาวที่ทำงานอยู่ในร้านตั้งแต่เวลาเที่ยงคืน เพราะเข้าใจว่าร้านจะปิดในช่วงเวลานั้น แต่เมื่อถึงเวลาที่ตกลงกันไว้ แฟนสาวก็ไม่ปรากฏตัว

เนื่องจากมีข้อตกลงกันก่อนหน้านี้ว่าเมื่อตอนเขาทำงานไม่ให้เข้าไปยุ่ง หนุ่มจึงนั่งรออยู่หน้าร้านโดยไม่เข้าไปถามไถ่ใคร จนกระทั่งเวลาผ่านไปนาน แม้จะพยายามโทรศัพท์ติดต่อหลายครั้งก็ไม่สามารถติดต่อได้เลย เขาก็ไม่ยอมออกจากที่นั่ง ตัดสินใจยืนยันรอจนถึงเช้าวันใหม่ เมื่อเวลาผ่านไปถึง 9 โมงเช้า คาดว่าหากตำรวจไม่เข้ามาช่วยคงต้องรอจนถึงเที่ยงวัน

ตำรวจพาค้นหาแฟน กลับเจอเหตุแปลกในร้าน

เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึง พวกเขานำหนุ่มวัย 21 ปีเข้าไปในร้านเพื่อติดตามหาแฟนสาว แต่กลับพบว่าในร้านไม่มีแฟนสาวอยู่เลย กลับพบร้านปิดตั้งแต่เวลาเที่ยงคืน และแขกบางส่วนยังคงนั่งอยู่บนโต๊ะอาหาร 2 โต๊ะ มีเจ้าของร้านนั่งเฝ้าอยู่ด้วย

เจ้าของร้านเปิดเผยว่าแขกสองโต๊ะไม่มีเงินจ่ายค่าบริการ ราคารวมเกือบ 13,000 บาท โดยโต๊ะหนึ่งค่าใช้จ่ายกว่า 7,000 บาท อีกโต๊ะเกิน 6,000 บาท ถึงจุดนี้ เจ้าของร้านยอมให้แขกนั่งรอจนเช้า เพราะมีข้อตกลงว่าจะไปถอนเงินจากธนาคารมาใช้จ่ายในตอนเช้า ด้วยความกังวลว่าแขกจะหนีไป จึงปิดร้านไว้ทั้งคืน

เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจปัสสาวะทุกคนในร้าน แต่ไม่พบสิ่งผิดปกติ ขณะที่หนุ่มที่มา รอแฟนหน้าโอเกะ กลับต้องเผชิญกับความเสียใจ เพราะไม่เห็นแฟนสาวในร้านเลย และไม่รู้ว่าเธอไปไหน

  • หนุ่มรอนานเกินกว่าที่ควรจะรอ
  • สถานการณ์ในร้านเกินคาดจริงๆ
  • บรรยากาศแปลกในค่ำคืนที่มีเพียงรถจักรยานยนต์นั่งเดียว

เหตุการณ์นี้น่าสนใจเพราะไม่มีเพียงคำถามว่าแฟนสาวไปไหน แต่รวมทั้งความทุ่มเทของแขกในร้าน ที่ยอมนั่งจนเช้า รอเพียงจะได้จ่ายค่าเหล้าที่สั่งไว้

ในความเป็นจริง เรื่องแบบนี้สะท้อนถึงความรักและความรับผิดชอบ หากแต่ทุกอย่างต้องมีขอบเขต ไม่ว่าจะเป็นการรอนานในที่ที่ไม่เหมาะสม หรือการใช้ชีวิตในร้านโอเกะค่ำคืนจนเกินหนัก หากเกิดขึ้นหลายครั้งอาจกลายเป็นปัญหาเรื่องสุขภาพจิตหรือการใช้จ่ายได้

หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่หลงใหลในการรอคนรัก อย่าลืมระวังเรื่องของตนเองด้วยนะครับ เพราะในบางครั้ง หนุ่มรอแฟนหน้าโอเกะเที่ยงคืนยันเช้า อาจไม่ใช่เรื่องธรรมดาอย่างที่คิด

ที่มา – หนุ่มรอแฟนหน้าโอเกะเที่ยงคืนยันเช้า ตร.พาค้นไม่เจอ! อึ้งกว่าแขกโดนขังรอจ่ายค่าเหล้า

ยูเอ็นเรียกร้องยุติความทุกข์ยากของชาวโรฮีนจา

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 23 ส.ค. ว่านายเจเรมี ลอว์เรนซ์ โฆษกสำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กล่าวว่า เรากำลังจะผ่านพ้นอีกหนึ่งปีที่ปราศจากความยุติธรรม จากความรุนแรงซึ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2560 ในรัฐยะไข่ของเมียนมา รวมถึงถูกทิ้งให้ตั้งคำถามว่า ความทุกข์ยาก อันยาวนานจากอาชญากรรมเหล่านี้ และอาชญากรรมที่ยังคงดำเนินอยู่จะสิ้นสุดลงเมื่อใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับชุมชนชาวโรฮีนจา

ลอว์เรนซ์กล่าวว่า การยุติการลอยนวลพ้นผิด และการรับรองสิทธิในความมั่นคงปลอดภัย ความเป็นพลเมือง และความเท่าเทียมของชาวโรฮีนจา เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการยุติวงจรแห่งความรุนแรง

ความทุกข์ยากที่ไม่มีที่สิ้นสุดของชาวโรฮีนจา

สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนและมนุษยธรรมในรัฐยะไข่ เลวร้ายลงอย่างมากนับตั้งแต่เดือนพ.ย. 2566 ส่งผลให้สภาพความเป็นอยู่ของชาวโรฮีนจาที่อาศัยอยู่ที่นั่นยิ่งเลวร้ายลง โดยรัฐที่ยากจนแห่งนี้ได้เผชิญกับความทุกข์ทรมานอย่างหนัก ในสงครามกลางเมืองของเมียนมา ซึ่งเกิดจากการรัฐประหารเมื่อปี 2564

ความช่วยเหลือที่ขาดหายไป

เขาระบุว่า ทั้งทหารและนักรบชาติพันธุ์ท้องถิ่นจากกองทัพอาระกัน ได้ก่ออาชญากรรมร้ายแรงต่อชาวโรฮีนจาโดยไม่ต้องรับโทษ และยังคงอาชญากรรมที่โหดร้ายต่อพวกเขาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างโจ่งแจ้ง

นอกจากนี้ ลอเรนซ์เสริมว่า นายโฟลเคอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ได้เรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศเพิ่มการสนับสนุนชาวโรฮีนจา ขณะที่การตัดความช่วยเหลือได้ก่อให้เกิดความยากลำบากอย่างรุนแรง

จากสถานการณ์ดังกล่าว ทุกฝ่ายควรเร่งหาทางออกเพื่อยุติ ความทุกข์ยาก ที่ชาวโรฮีนจาต้องเผชิญมานานหลายปี เพื่อก้าวไปสู่สังคมที่มีความยุติธรรมและความสงบสุข

ที่มา – ยูเอ็นเรียกร้องประชาคมโลก ร่วมกันยุติ ‘ความทุกข์ยาก’ ของชาวโรฮีนจา

พลอย เฌอมาลย์ โปรโมตเพลง โต้ง ทูพี ตอกย้ำมิตรภาพกลับมาสวยงาม

หากคุณเป็นแฟนตัวยงของวงการบันเทิงไทย ล่าสุดเรื่องราวที่กำลังสร้างความฮือฮาไม่แพ้ละครเรื่องไหนก็คือเรื่องของ พลอย เฌอมาลย์ ที่กลับมาให้ความสนใจในผลงานของ โต้ง ทูพี อีกครั้งอย่างเป็นทางการผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งถือเป็นการยืนยันถึงมิตรภาพที่กลับมาสวยงามของทั้งคู่อย่างน่าประทับใจ

พลอย เฌอมาลย์ โปรโมตเพลง โต้ง ทูพี

เมื่อไม่นานมานี้แฟนๆ ต่างแห่คอมเมนต์เป็นจำนวนมากหลังจาก คุณมัม พลอย ได้โพสต์ในสตอรี่ Instagram ไปว่าเธอได้ฟังเพลงใหม่ของโต้ง ทูพีอย่างจงรักภักดี และยังรีบแชร์ให้แฟนๆ ติดตามอีกด้วย แฟนเพลงต่างพากันจับตามองเพราะไม่ค่อยได้เห็นการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างคู่นี้ในช่วงที่ผ่านมา

สัญญาณบ่งบอกว่าความสัมพันธ์กลับมาเป็นมิตร

การที่ พลอย เฌอมาลย์ เลือกที่จะนำเพลงของโต้ง ทูพี มาโปรโมตบนแพลตฟอร์มของตัวเอง ถือเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความอบอุ่นและความเข้าใจในใจของทั้งคู่อีกครั้ง มีหลายความเห็นว่า ทั้งคู่สามารถผ่านวิกฤติความสัมพันธ์ในอดีตและกลับมาอยู่ในมุมของเพื่อนที่ดีต่อกันได้จริงๆ

สิ่งนี้ยังสะท้อนถึงมุมมองของคนในวงการบันเทิงที่มีต่อ “มิตรภาพหลังความรัก” ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องยาก แต่หากทำได้อาจกลายเป็นภาพที่น่าประทับใจมากยิ่ง เพราะนอกจากจะเป็นการให้เกียรติในฝีมือของแต่ละคนแล้ว ยังกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับแฟนๆ ด้วยเช่นกัน

  • การโปรโมตเพลงของโต้ง ทูพี จาก พลอย เฌอมาลย์ ดึงดูดความสนใจได้มาก
  • มิตรภาพที่กลับมาคืนดีระหว่างศิลปินสองคน สะท้อนความเติบโตทางจิตใจ
  • แฟนๆ ต่างชื่นชมในความสุขที่คุณมัมกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

การที่ โต้ง ทูพี ได้เปิดตัวเพลงใหม่ในช่วงนี้ก็ยิ่งสร้างกระแสตอบรับดีจากผู้ฟัง และเมื่อได้รับการโปรโมตจาก พลอย เฌอมาลย์ จึงกลายเป็นการเติมพลังบวกไม่น้อยให้ทั้งศิลปินและแฟนเพลง

สิ่งสำคัญคือ เราในฐานะแฟนบันเทิงก็ควรจะให้ความรักและแรงใจแก่ศิลปินในรูปแบบที่ดีเสมอ เพราะการให้กำลังใจไม่จำเป็นต้องมีเรื่องราวลึกซึ้งเสมอไป การกลับมาเป็นมิตรของ พลอย เฌอมาลย์ กับ โต้ง ทูพี ก็คือตัวอย่างหนึ่งของความเข้าใจและการให้เกียรติกันแบบผู้ใหญ่

ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของศิลปินไทยคนอื่นๆ และโอกาสใหม่ๆ ในวงการบันเทิงเฉพาะที่นี่ที่ Daily News

ที่มา – ‘พลอย เฌอมาลย์’ โปรโมตเพลง ‘โต้ง ทูพี’ ตอกย้ำมิตรภาพกลับมาสวยงาม