ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

‘สว.’ยืนยันยื่นแถลงปิดคดีคลิปเสียง 25 ส.ค.นี้ – พร้อมรับทุกคำตัดสิน

จากกรณีที่ ส.ว. 36 คน รวมทั้งนายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล ส.ว. ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาถอดถอน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ จากตำแหน่ง เนื่องจากคลิปเสียงที่ออกมาจากกรณีสนทนากับสมเด็จหลวงฮุน เซน ของกัมพูชา ทำให้เกิดกระแสต่างๆ มากมาย

‘สว.’ยืนยันยื่นแถลงปิดคดีคลิปเสียง 25 ส.ค.นี้

ล่าสุด เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2568 นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล ส.ว. ในฐานะหนึ่งใน 36 ส.ว. ได้ยืนยันว่า คณะกรรมการ ส.ว. จะยื่นคำแถลงปิดคดีเกี่ยวกับคลิปเสียงดังกล่าวในวันที่ 25 ส.ค. นี้แน่นอน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการเตรียมความพร้อม ทั้งในด้านเนื้อหาและบุคลากรที่จะเป็นผู้นำคำแถลงไปยื่น

ยอมรับคำตัดสินจากศาลรัฐธรรมนูญ

ในขณะที่มีกระแสข่าวว่านายกรัฐมนตรีจะไม่ลาออกก่อนศาลวินิจฉัย นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกฯ ได้ระบุว่า น.ส.แพทองธารจะไม่ลาออกจากตำแหน่งก่อนศาลตัดสิน ซึ่งนายไชยยงค์ยอมรับว่าเป็นแนวทางที่ดี เพราะถือว่าเป็นการใช้กระบวนการทางกฎหมายอย่างสมบูรณ์ เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยว่าใครถูกใครผิดอย่างสิ้นเชิง

“เราเชื่อว่าผู้นำของประเทศจะต้องพร้อมรับฟังคำตัดสินอย่างเต็มที่ ไม่ว่าผลจะออกมาเช่นใด เพราะกระบวนการนี้จำเป็นต่อระบอบประชาธิปไตย และความโปร่งใสในการบริหารประเทศ” นายไชยยงค์กล่าว

ความคืบหน้าจากการยื่นคำร้อง

นอกจากนี้ ยังไม่มีการลาออกของนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ ดังนั้นคณะกรรมการ ส.ว. จึงอยู่ในกระบวนการเตรียมยื่นคำแถลงเพื่อสิ้นสุดข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับคลิปเสียงที่เคยถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวาง การดำเนินการในครั้งนี้เป็นการยืนยันจุดยืนของ ส.ว. ที่มองว่าความยุติธรรมจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีการไต่สวนอย่างเป็นระบบภายใต้กรอบกฎหมาย

  • คณะกรรมการ ส.ว. เตรียมยื่นคำแถลงปิดคดีวันที่ 25 ส.ค.นี้
  • ยอมรับว่าคดีจะต้องได้รับการตัดสินจากศาลรัฐธรรมนูญ
  • ไม่มีแผนล่วงหน้าเกี่ยวกับผลคำตัดสินในวันที่ 29 ส.ค.
  • ยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมรับฟังทุกผลการพิจารณาอย่างเต็มที่

ประธานคณะกรรมการ ส.ว. กล่าวอีกว่า การตัดสินใจของราชวงศ์สูงสุดของกัมพูชานั้น มีความสำคัญและส่งผลต่อมุมมองสาธารณะอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ไม่มีการวางแผนล่วงหน้าเกี่ยวกับสถานการณ์ใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นในวันที่ 29 ส.ค. เพราะทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยต่อไป

สิ่งสำคัญที่สุดคือ ทุกฝ่ายยังมีความเคารพในกระบวนการของกฎหมาย และพร้อมจะยืนอยู่กับข้อเท็จจริง ไม่ว่าผลจะออกมาในทิศทางใด คณะกรรมการ ส.ว. ยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างมีความรับผิดชอบและโปร่งใส

ทั้งนี้ ส.ว. ยืนยันว่าจะเดินหน้าตามกระบวนการกฎหมายอย่างครบถ้วนและพร้อมน้อมรับฟังคำตัดสินจากศาลในทุกประเด็น โดยไม่มีเจตนาปิดหูปิดตาต่อข้อเท็จจริงใดๆ

อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุผลหลายประการ ส.ว. มองว่าการตั้งหลักประกันในการดูแลความเป็นธรรมเพื่อให้เกิดความชัดเจนในข้อเท็จจริง คือสิ่งที่จำเป็นอีกประการหนึ่งในขั้นตอนนี้

หากคุณกำลังติดตามสถานการณ์นี้ อย่าลืมกลับมาอ่านอัพเดตใหม่ๆ เพื่อไม่พลาดรายละเอียดสำคัญที่อาจมีผลกระทบอย่างมากต่อทิศทางของประเทศ

ที่มา – ‘สว.’ยันยื่นแถลงปิดคดีคลิปเสียง 25ส.ค.นี้ – น้อมรับทุกคำตัดสิน

พักตร์พงษ์-แตงหวาน ฟาดยับ พาราชนาวี ลิ่วตัดเชือกคู่ผสม

ศึกกีฬาเทคบอลชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 4 ประจำปี 2568 ถือเป็นอีกหนึ่งสนามแข่งขันที่ดึงดูดผู้ชมด้วยความสนุกตื่นเต้นแบบถึงใจ โดยเฉพาะในประเภทคู่ผสม ที่ได้เห็นนักกีฬาฝีมือดีตัวจริงฟาดไม้กันอย่างสุดลิ่ม

พักตร์พงษ์-แตงหวาน ฟาดยับ พาราชนาวี ลิ่วตัดเชือกคู่ผสม

การแข่งขันในวันที่ 23 สิงหาคม 2568 ที่โรงยิมอเนกประสงค์ของโรงเรียนกีฬาจังหวัดชลบุรี จังหวัดชลบุรี ได้รวบรวมนักกีฬาทักษะดีมาไว้ด้วยกัน เพื่อชิงความเป็นหนึ่งในการแข่งขันในระดับเยาวชนแบบแห่งชาติ

โดยไฮไลท์ของวันนี้อยู่ที่ประเภทคู่ผสม รอบก่อนรองชนะเลิศ เมื่อทีมราชนาวี นำโดย “ต้น ราชนาวี” พักตร์พงษ์ เดชเจริญ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากแชมป์โลกคู่ผสมสองสมัยล่าสุด มาจับมือกับ “แตงหวาน” ภัสส์รวรรณ สีมาวงศ์ เจ้าของเหรียญทองเดี่ยวหญิงกีฬาเยาวชนแห่งชาติครั้งล่าสุด เจ้าตัวอายุเพียง 17 ปี ที่สำแดงฝีมืออย่างเปี่ยมไปด้วยศักยภาพ

การฟาดไม้ของคู่พักตร์พงษ์-แตงหวาน

ทีมราชนาวีแบบเต็มทีมนำโดย พักตร์พงษ์-แตงหวาน เข้าพบกับทีมเชียงใหม่ เทคบอล ที่มี อลิต เขตผาติชโลทร คู่กับ “แมม” อนุสสรา ศุภการกำจร อดีตนักตะกร้อทีมชาติไทย ซึ่งเป็นคู่ผสมที่มีขุมกำลังไม่เป็นรองกันเลย

  • สตาร์ทของเกมอย่างครึ่งโตโยต้าที่ทั้งสองคู่เปิดหัวกันมาก่อน
  • ในเซ็ตที่หนึ่ง พักตร์พงษ์-แตงหวาน แสดงอำนาจเหนือขึ้นนำอย่างเมามัน ชนะไป 12-8
  • ในเซ็ตถัดมา ไม่มีใครรู้เท่าทันฝีไม้ลายมือของคู่มือทองแดง กวาดคะแนนกันแบบไม่พอไถ ส่งท้ายจบ 12-3 อย่างสุดมันส์

ด้วยความสามารถสูงของทั้งสองคน การประชันฝีมือแบบเจาะจงในครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ พักตร์พงษ์-แตงหวาน จะสามารถมาถึงรอบรองชนะเลิศได้อย่างน่าทึ่งหาใช่เล่นๆ

การให้ความสำคัญกับเนื้อหาฉาบฉวยในบทความเรื่องกีฬา เช่น การ invoice ผลงานของนักกีฬายุคใหม่อย่าง พักตร์พงษ์-แตงหวาน ก็เหมือนเป็นแรงขับเคลื่อนให้เยาวชนรุ่นใหม่มีแรงผลักดันเพื่อยกระดับสู่เวทีนานาชาติ และนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของนักกีฬาอีกกลุ่มหนึ่งให้ก้าวขึ้นไปบนเวทีโลกในอนาคตอันไม่ไกลนัก

หากคุณยังไม่ได้ติดตามความเคลื่อนไหวของนักกีฬาไทยอย่างใกล้ชิด มากับ พักตร์พงษ์-แตงหวาน และลูกกลิ้งชิงชนะเลิศแบบเต็มอรรถรส บอกเลยว่าอาจจะพลาดบทสรุปที่ยิ่งใหญ่ของเด็กไทยอีกคนหนึ่งก็ได้นะครับ!

ที่มา – “พักตร์พงษ์-แตงหวาน” ฟาดยับ พาราชนาวี ลิ่วตัดเชือกคู่ผสม ศึกเทคบอลชิงแชมป์ประเทศไทย

ไม่รอด! รวบหนุ่มซุกไอซ์ในตุ๊กตาของชำร่วย

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568 พล.ต.ต.เกียรติกุล สนธิเณร ผู้บัญชาการกองบังคับการปราบปราม (น.3) พร้อมด้วยข้าราชการตำรวจระดับสูงร่วมแถลงข่าวการจับกุม นายเพชร แซ่ท้าว อายุ 29 ปี ซึ่งเป็นชาวอำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ในข้อหาจำหน่าย ไอซ์ หรือเมทแอมเฟตามีน ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยไม่ได้รับอนุญาต

ไม่รอด! รวบหนุ่มซุกไอซ์ในตุ๊กตาของชำร่วย

เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 20.46 น. เจ้าหน้าที่สถานีตำรวจนครบาลจรเข้น้อยได้รับแจ้งจากสายด่วน 191 ว่า มีผู้แจ้งความสงสัยว่าพัสดุที่กำลังจะส่งไปญี่ปุ่นอาจมีการซ่อนยาเสพติดภายใน ส่งผลให้เกิดการตรวจสอบที่ห้องเช่าในเขตสมผล ซอยลาดกระบัง 11/8

ผู้แจ้งความคือนายนาวี บุญจอง อายุ 24 ปี ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการส่งสินค้าไปต่างประเทศ หลังตรวจสอบกล่องส่งพัสดุ 2 กล่อง เจ้าหน้าที่พบตุ๊กตาของชำร่วยทั้งหมด 789 ตัว ซึ่งเมื่อเปิดดูใกล้ๆ พบว่าภายในลูกปิงปองที่ซ่อนอยู่ในตุ๊กตานั้นมีผลึกผล粉末สีขาว

การตรวจสอบพบ ไอซ์ 665 ตัว

เจ้าหน้าที่ได้นำผลึกดังกล่าวไปตรวจสอบเพิ่มเติมจนสามารถยืนยันว่าเป็น “ไอซ์” หรือเมทแอมเฟตามีนแท้จำนวน 665 ตัว และอีก 124 ตัวไม่มีสารเสพติด หลังจากนั้น ตำรวจได้ขุดเจาะข้อมูลเพื่อติดตามแหล่งที่มา จนสามารถระบุตัวผู้ส่งของได้ นั่นคือนายเพชร แซ่ท้าว ซึ่งเคยมีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติดมาก่อน

ในวันที่ 21 สิงหาคม เวลาประมาณ 12.30 น. เจ้าหน้าที่สามารถรวบรวมหลักฐานขอหมายจับจากศาลอาญามีนบุรีได้ และตามตัวจนเจอผู้ต้องหาอยู่ที่บ้านเลขที่ 53 หมู่ 7 ตำบลบ้านเข็กน้อย อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ และสามารถควบคุมตัวได้สำเร็จภายใต้การยอมรับสารภาพของผู้ต้องหาตั้งแต่แรก

  • ยาเสพติดที่ถูกซ่อนในตุ๊กตา
  • จำนวน ไอซ์ ที่ตั้งใจจะส่งไปยังประเทศญี่ปุ่น 665 ตัว
  • กลุ่มที่พยายามขนาดเล็กแต่ร้ายแรง

ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการสืบสวนเพิ่มเติมเพื่อหาเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศที่อาจเกี่ยวข้องกับการลักลอบส่งยาเสพติดรายนี้

เขตกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่สำคัญที่ถูกใช้เป็นจุดปล่อยพัสดุไปต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง การปล่อยยาเสพติดผ่าน “สินค้าสามัญ” อย่างตุ๊กตาหรือสินค้าของชำร่วยกลายเป็นอีกช่องทางที่กลุ่มผู้กระทำผิดใช้แสร้งเป็นการปกปิด เพื่อหวังให้พลาดการตรวจ

อันตรายจากการเสพติดไอซ์ ไม่ใช่แค่เรื่องของตนคนเดียว แต่เป็นภัยต่อสังคมโดยรวม ทั้งในแง่ของอาชญากรรมและผลกระทบต่อครอบครัว

หากถามว่าทำไม ไม่รอด! การนิ่งเฉยหรือมองข้ามความผิดเช่นนี้จะนำไปสู่หายนะในระยะยาว การร่วมมือและเฝ้าระวังของทุกฝ่ายเพื่อสกัดกั้น การส่งผ่านยาเสพติดแบบมีอุปกรณ์ซ่อนไว้อย่างฉลาดมน คือสิ่งไม่ควรมองข้าม

ลองนึกภาพว่า หากหนึ่งครั้งปล่อยให้วงกว้างขึ้น จะมีผู้หลงตกเป็นเหยื่อเพิ่มขึ้นเท่าไร และต้องเลือกก้าวใดดีระหว่างการเห็นแก่ตัวกับความปลอดภัยของสังคม

ที่มา – ไม่รอด! รวบหนุ่มซุกไอซ์ในตุ๊กตาของชำร่วย เตรียมส่งญี่ปุ่น 665 ตัว

เลขานายกฯ ยัน อิ๊งค์ ไม่ลาออก ยื่นแถลงปิดคดี 25 ส.ค.

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแถลงข่าวชี้แจงกรณีที่ เลขานายกฯ ยัน อิ๊งค์ ไม่ลาออก พร้อมทั้งเปิดเผยว่า ทีมกฎหมายของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กำลังเตรียมรวบรวมหลักฐานและข้อเท็จจริงในทุกประเด็นที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาจัดทำเป็นคำแถลงปิดคดีอย่างเป็นทางการ

คำแถลงนี้จะถูกยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 25 สิงหาคมนี้ ตามคำสั่งของศาลฯ ที่กำหนดให้ทั้งผู้ร้องและผู้ถูกร้องต้องยื่นคำแถลงปิดคดีเพื่อให้คดีเป็นไปอย่างโปร่งใสและยุติธรรม โดยทีมกฎหมายได้ดำเนินการทุกขั้นตอนอย่างเคร่งครัดและเป็นไปตามแนวทางการพิจารณาคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญ

เลขานายกฯ ยัน อิ๊งค์ ไม่ลาออก

ทั้งนี้ ยังมีกระแสข่าวลือว่า น.ส.แพทองธาร อาจยื่นลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก่อนวันฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ อย่างไรก็ตาม นพ.พรหมินทร์ ได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ขณะนี้นายกฯ ไม่มีแผนการลาออกแต่อย่างใด ทุกอย่างยังคงเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ความคืบหน้าคดี

ทีมกฎหมายอยู่ระหว่างการเตรียมเอกสารและข้อมูลสำคัญ เพื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญอย่างครบถ้วน มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหลายมุมมองโดยคำนึงถึงความเป็นธรรม ความโปร่งใส และการเคารพต่อกระบวนการทางกฎหมายเป็นสำคัญ

  • รวบรวมหลักฐานและข้อเท็จจริง
  • จัดทำคำแถลงปิดคดีให้สมบูรณ์
  • ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 25 ส.ค.
  • ยืนยันว่านายกฯ ไม่ลาออก

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า การออกมายืนยันตำแหน่งของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร ในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้สังคมและสื่อมวลชนให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงมากกว่าการสร้างกระแสโดยไม่มีหลักฐาน พร้อมกันนี้ยังเน้นย้ำว่า อยากให้ทุกฝ่ายให้ความร่วมมือและให้เกียรติกับกระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญ

การเคลื่อนไหวของ เลขานายกฯ ยัน อิ๊งค์ ไม่ลาออก ครั้งนี้ ถือเป็นการยืนยันความมั่นคงในตำแหน่งของผู้นำประเทศ และส่งสัญญาณว่ารัฐบาลจะเดินหน้าบริหารประเทศต่อไปอย่างมั่นคงและมีประสิทธิภาพ ภายใต้กรอบของกฎหมาย

ด้วยความซับซ้อนของคดีที่เกี่ยวข้องกับนายกฯ และประธานวุฒิสภาแห่งประเทศเพื่อนบ้าน การยื่นคำแถลงปิดคดีในครั้งนี้จึงถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้ศาลพิจารณาและตัดสินได้อย่างรอบด้าน

เราขอเชิญชวนผู้อ่านที่ต้องการข้อมูลที่ถูกต้องและครอบคลุม ติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้รับมุมมองที่หลากหลายและเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างแท้จริง

ที่มา – ‘เลขานายกฯ’ยัน‘อิ๊งค์’ไม่ลาออก ‘ทีมกฎหมาย’เตรียมยื่นแถลงปิดคดี 25 ส.ค.นี้

‘ภูมิธรรม’ ย้ำรัฐบาลไม่ทอดทิ้งประชาชน เร่งเยียวยาและฟื้นฟูบ้านเรือนไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะไม่ทอดทิ้งประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

‘ภูมิธรรม’ ย้ำ รัฐบาลไม่ทอดทิ้งประชาชน เร่งเบิกจ่ายเยียวยาและฟื้นฟูบ้านเรือนชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเร็วที่สุด

นายภูมิธรรมกล่าวว่า รัฐบาลได้ประกาศกำหนดพื้นที่เป็นเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินใน 7 จังหวัดชายแดน ได้แก่ อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ, สุรินทร์, บุรีรัมย์, สระแก้ว, จันทบุรี และตราด ทั้งหมด 45 อำเภอ 336 ตำบล และ 4,081 หมู่บ้าน

การประกาศดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อให้สามารถเบิกจ่ายงบประมาณและดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ครอบคลุม และทั่วถึงที่สุด เพื่อลดความเดือดร้อนและการกระทบต่อชีวิตของประชาชนในพื้นที่

ความเสียหายที่เกิดขึ้น

จากข้อมูลของศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.มท.) ระบุว่า มีบ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบรวม 315,476 ครัวเรือน และประชาชนได้รับผลกระทบ 779,379 คน

กระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการช่วยเหลือ รวมเป็นวงเงินทั้งสิ้น 617,335,499.77 บาท โดยแบ่งการใช้จ่ายออกเป็นหลายด้าน เช่น การเยียวยาแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตจำนวน 17 ราย รวมทั้งสิ้น 18,108,658.57 บาท และการเยียวยาผู้บาดเจ็บ 36 ราย วงเงิน 351,788 บาท

  • ค่าใช้จ่ายสำหรับซ่อมแซมและก่อสร้างหลุมหลบภัยในจังหวัดสุรินทร์ มีวงเงินใช้ไปแล้ว 2,952,600 บาท
  • การใช้จ่ายเพื่อกิจกรรมการช่วยเหลือด้านการดำรงชีพใน 6 จังหวัด ใช้จ่ายไปแล้วทั้งสิ้น 198,418,791 บาท

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเร่งซ่อมแซมบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายแล้ว 533 หลัง รวมวงเงิน 18,668,372 บาท และมีการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค เช่น ค่าไฟฟ้าจำนวนเงิน 392,000,000 บาท ต่อ 278,506 ราย และค่าน้ำประปาจำนวน 10,893,597.77 บาท

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้ยืนยันความพร้อมในการติดตามประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและอัปเดตแนวทางแก้ไขให้เหมาะสมอยู่เสมอ เพื่อให้การช่วยเหลือสามารถเข้าถึงประชาชนได้อย่างครอบคลุม สุจริต และมีประสิทธิภาพมากที่สุด

ข้อคิด: สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของภาครัฐที่ต้องร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการเยียวยาและฟื้นฟูพื้นที่ เชื่อว่าหากมีการวางแผนและขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง ปัญหาจะสามารถคลี่คลายและผู้ได้รับผลกระทบจะกลับมามีชีวิตที่มั่นคงได้อีกครั้ง

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’ ย้ำ รัฐบาลไม่ทอดทิ้งประชาชน เร่งเบิกจ่ายเยียวยาและฟื้นฟูบ้านเรือนชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเร็วที่สุด

ผีพนันสะท้าน! แหกด่านตีตั๋วไปทำงานบ่อนเขมร สุดท้ายไปไม่ถึง เจอทหารดักรอ

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา เหตุการณ์ที่น่าสะพรึงกลัวเกิดขึ้นที่พรมแดนไทย-กัมพูชา บริเวณจังหวัดจันทบุรี ซึ่งกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรี ร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี (ชค.ทพ.นย.4) ได้จับกุมผู้ต้องสงสัย 7 ราย ที่มีความพยายามจะลักลอบเดินทางผ่านทางธรรมชาติ เข้าสู่ประเทศกัมพูชาเพื่อไปทำงานในบ่อนคาสิโนออนไลน์

sss

ในวันดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจตระเวนชายแดน และชุดปฏิบัติการพิเศษ ได้ร่วมกันลาดตระเวนในพื้นที่ฐานปฏิบัติการบ้านป่าวิไล และฐานปฏิบัติการมะขามคู่ หลังได้รับรายงานว่ามีรถยนต์ต้องสงสัยอยู่บริเวณ บ้านมะรุม (น้ำทรัพย์) หมู่ 6 ต.คลองใหญ่ อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี

ผีพนันสะท้าน! แหกด่านตีตั๋วไปทำงานบ่อนเขมร สุดท้ายไปไม่ถึง เจอทหารดักรอ

เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ พบว่าในรถมีผู้โดยสารชาวไทยทั้งหมด 7 คน ซึ่งให้การว่ามีความประสงค์จะเดินทางไปทำงานออนไลน์ในบ่อนคาสิโนด้านกัมพูชา หลังจากตรวจสอบเบื้องต้น จึงได้ควบคุมตัวทั้งหมดมายังฐานปฏิบัติการเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย

เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยหลังจับกุมได้สำเร็จ

ผู้ลักลอบนำพาสู่ฝั่งกัมพูชา

จากการสอบสวนเบื้องต้น พบว่าในกลุ่มผู้ต้องสงสัยมีหน้าที่แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ กลุ่มที่ทำหน้าที่เป็น “พนักงานขับรถ” ที่รับผู้โดยสารไปส่งยังจุดข้ามแดน ซึ่งมี 2 คน ได้แก่

  • นายวิรัตน์ อายุ 47 ปี
  • นายณรงค์ อายุ 42 ปี

ทั้งสองคนทำหน้าที่ขับ กระบะอีซูซุ ดีแมคซ์ สีเงิน ทะเบียน บร 4632 จันทบุรี และรับผู้โดยสารจำนวน 5 คน จาก บ้านพักเทพนิมิตร มายังบริเวณบ้านมะรุม โดยได้รับค่าจ้างหัวละ 1,500 บาท

กลุ่มที่ต้องการเดินทางไปทำงานบ่อนออนไลน์

อีกกลุ่มหนึ่งมีจำนวน 5 คน ซึ่งประกอบด้วย ผู้ชาย 3 คน และผู้หญิง 2 คน ซึ่งทั้งหมดให้การว่าต้องการเดินทางไปทำงานให้กับบ่อนคาสิโนออนไลน์ในฝั่งกัมพูชา ซึ่งพวกเขาได้จ่ายเงินให้นายหน้าฝั่งกัมพูชาคนละ 3,500 บาท เพื่อใช้บริการพาผ่านด่านอย่างผิดกฎหมาย

รายชื่อของ 5 คน ได้แก่:

  • นายสราวุธ อายุ 34 ปี จ.อุตรดิตถ์
  • นายวีระยุทธ อายุ 26 ปี จ.ศรีสะเกษ
  • นายชัยนาท อายุ 32 ปี จ.นครศรีธรรมราช
  • น.ส.สุรีรัตน์ อายุ 27 ปี จ.ศรีสะเกษ
  • น.ส.นรีกานต์ อายุ 31 ปี จ.นครราชสีมา

ตรวจสอบในฐานข้อมูลหมายจับ ซึ่งเจ้าหน้าที่จากการตรวจสอบในระบบ Crimes Online ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่า ทั้ง 7 ราย ไม่มีหมายจับติดตัว อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมของทั้งหมดยังอยู่ระหว่างการสอบสวน ยังไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาอย่างเป็นทางการ เนื่องจากผู้เสียหายยังไม่ได้ยื่นเรื่องเข้าระบบอย่างชัดเจน

บทสรุป

“ผีพนันสะท้าน! แหกด่านตีตั๋วไปทำงานบ่อนเขมร สุดท้ายไปไม่ถึง เจอทหารดักรอ” หากแต่ไม่สามารถเดินทางไปถึงเป้าหมายได้ อาจเป็นบทเรียนที่เจ็บปวด แต่สำคัญสำหรับผู้ที่มีความคิดที่จะแสวงหาเงินง่ายๆ ในต่างแดนที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง

สำหรับผู้ที่มองหางานทำในรูปแบบนี้ ควรระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงสูงทั้งทางกฎหมายและชีวิต ขอให้คิดให้ดีก่อนตัดสินใจทุกครั้ง

ที่มา – ผีพนันสะท้าน! แหกด่านตีตั๋วไปทำงานบ่อนเขมร สุดท้ายไปไม่ถึง เจอทหารดักรอ

นิพนธ์ สนับสนุนประชาชนเรียนรู้เทคโนโลยีสร้างโอกาส

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ที่ผ่านมา ที่มหาวิทยาลัยทักษิณ จังหวัดสงขลา ได้มีการจัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “รู้จักและใช้งานผู้ช่วยอัจฉริยะ AI และ ChatGPT เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน” โดยมี นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรมช.มหาดไทย ร่วมเป็นวิทยากรและเปิดโอกาสให้นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไปกว่า 300 คนเข้าร่วมกิจกรรมอย่างคึกคัก

นิพนธ์ สนับสนุนประชาชนเรียนรู้เทคโนโลยีสร้างโอกาส

นายนิพนธ์ กล่าวว่า งานนี้เกิดขึ้นจากความตั้งใจที่ต้องการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เรียนรู้และเข้าใจเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนโลกอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะ AI (ปัญญาประดิษฐ์) ที่มีบทบาทมากในภาคธุรกิจ การศึกษา และวิถีชีวิตโดยตรง หากประชาชนไม่สามารถเรียนรู้หรือปรับตัวได้ทัน ก็อาจถูกโลกทิ้งไว้ข้างหลัง

มนุษย์ต้องปรับตัวเหมือนไดโนเสาร์หรือไม่?

นายนิพนธ์ เปรียบเทียบว่า คล้ายกับไดโนเสาร์ที่ไม่สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมและสูญพันธุ์ไป มนุษย์ในยุคปัจจุบันก็ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี หากไม่เรียนรู้และใช้เทคโนโลยีทัน ก็อาจประสบปัญหาในชีวิตประจำวันได้มากขึ้น เช่น ล้าหลังจากสังคมไร้เงินสด และการใช้สมาร์ตโฟนในทุก ๆ ด้าน

ในฐานะที่จังหวัดสงขลาเป็น “เมืองแห่งการศึกษา” มีสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งเช่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ และมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา จึงเป็นฐานสำคัญในการผลิตบุคลากรที่มีความรู้และสามารถปรับตัวต่อเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ดี

การให้ที่มีค่าที่สุดคือการให้ความรู้” นายนิพนธ์ กล่าว โดยการติดอาวุธทางปัญญาให้แก่ประชาชนจะช่วยให้พวกเขาสามารถสร้างโอกาสในอาชีพและรายได้อย่างยั่งยืนในยุคที่เทคโนโลยีถูกใช้มากขึ้นเรื่อย ๆ

  • การเขียนรายงานอย่างมีประสิทธิภาพด้วย AI
  • การออกแบบข้อความประชาสัมพันธ์ให้น่าสนใจ
  • การแต่งเพลงด้วยเครื่องมือดิจิทัล
  • การวางแผนงานและแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

ภายในงานมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้จากหลากหลายมุม อาทิ นายระวี ตะวันธรงค์ ดร.วันเฉลิม จันทรากุล และนายเฉลียว คงตุก ประธานกลุ่มประชาชนไม่เงียบ ที่ช่วยให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจและได้ทดลองใช้งานในรูปแบบเวิร์กช็อป

เทคโนโลยีไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือโอกาสในการปรับเปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้น หากทุกคนเรียนรู้มากขึ้น ก้าวไปพร้อมกับโลก ก็จะสามารถสร้างอาชีพ สร้างอนาคต และอยู่ร่วมกับสังคมยุคใหม่ได้อย่างมั่นคง

ที่มา – ‘นิพนธ์’ หนุนประชาชนเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ สร้างโอกาส-สร้างอาชีพ

รายได้ทางการคลังของจีนเพิ่มขึ้นใน 7 เดือนแรก

รายได้ทางการคลังของจีนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ โดยรัฐบาลกลางจัดเก็บรายได้มากกว่า 5.85 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 26.37 ล้านล้านบาท) ระหว่างเดือนมกราคมถึงกรกฎาคม ซึ่งลดลง 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

รายได้ทางการคลังของจีนเพิ่มขึ้นใน 7 เดือนแรก

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลท้องถิ่นสามารถจัดเก็บรายได้ได้มากกว่า 7.73 ล้านล้านหยวนในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งเพิ่มขึ้น 1.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้านี้ แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวของรายได้ในระดับท้องถิ่นที่มีเสถียรภาพ

การใช้จ่ายทางการคลังที่เพิ่มขึ้น

ในช่วงเจ็ดเดือนที่ผ่านมา รายจ่ายทางการคลังของจีนขยายตัว 3.4% เมื่อเทียบรายปี มีมูลค่าเกือบ 16.1 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 72.59 ล้านล้านบาท) โดยรัฐบาลกลางมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 8.8% และรัฐบาลท้องถิ่นเพิ่มขึ้น 2.5% สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการลงทุนภาครัฐ

  • การใช้จ่ายด้านการศึกษาเพิ่มขึ้น 5.7% แตะที่ 2.44 ล้านล้านหยวน
  • งบประมาณวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น 3.2% สู่ระดับ 533,000 ล้านหยวน
  • ด้านประกันสังคมและการจ้างงานเติบโต 9.8% แตะ 2.76 ล้านล้านหยวน

การเพิ่มขึ้นของ รายได้ทางการคลังของจีน ในช่วงนี้แสดงถึงความสามารถของรัฐบาลในการจัดการงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอน

จากการวิเคราะห์ข้อมูล จีนยังคงรักษาเสถียรภาพทางการเงินไว้ได้ดี แม้รายได้ของรัฐบาลกลางจะมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อย แต่การเติบโตของรายได้จากรัฐบาลท้องถิ่นช่วยผลักดันเศรษฐกิจในท้องถิ่นและสร้างโอกาสในการฟื้นตัวในระยะยาว

หากมองในมุมเศรษฐกิจโดยรวม การควบคุมการใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพร่วมกับการลงทุนในด้านการศึกษาและเทคโนโลยี จะเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้จีนสามารถรักษาเสถียรภาพทางการเงินและสร้างโอกาสในการเติบโตในอนาคต

บทความนี้ถือเป็นข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญสำหรับผู้ติดตามเศรษฐกิจจีน โดยเฉพาะในเรื่องของการบริหารงบประมาณและการลงทุนภาครัฐ

ที่มา – รายได้ทางการคลังของจีนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้

ผู้กองอะตอม โต้ภาพตัดต่อ ยันไม่เคยใส่บิกินี

ล่าสุด ร้อยเอกหญิง ปวิชญา วลีสุขสันต์ หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ ‘ผู้กองอะตอม’ ได้ออกมาชี้แจงหลังมีภาพตัดต่อของเธอในลักษณะที่ไม่เหมาะสมถูกเผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดีย โดยเธอโพสต์ผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว @atompavichaya เพื่อยืนยันว่าภาพที่ปรากฏนั้นเป็นเพียงการตัดต่อจากผู้ไม่หวังดีเท่านั้น

ผู้กองอะตอม โต้ภาพตัดต่ออย่างชัดเจน

ในโพสต์ดังกล่าว ผู้กองอะตอม ระบุชัดว่า “ภาพที่ปรากฏในสื่อโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็นภาพใส่ชุดว่ายน้ำหรือภาพอื่น ๆ เอย เป็นภาพตัดต่อทั้งหมดนะคะ ชีวิตนี้ยังไม่เคยใส่บิกินี่หรือแต่งตัววาบหวิวเลยค่ะ เพราะแม่ดุมาก หากเจอฝากรีพอร์ตด้วยนะคะ” ข้อความของเธอได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากชาวเน็ตที่ชื่นชมในความโปร่งใสและความกล้าหาญในการออกมายืนยันข้อเท็จจริง

ภาพลักษณ์ภาพพจน์ของคุณผู้กองอะตอม

ในฐานะผู้ช่วยโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย รวมถึงล่ามประจำคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ผู้กองอะตอม สื่อสารให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อหน้าที่และภาพลักษณ์ของตนเองอย่างชัดเจน โดยไม่ปล่อยให้ข่าวลือหรือภาพตัดต่อที่แพร่กระจายไปกระทบต่อความน่าเชื่อถือในตัวเธอ การแสดงออกครั้งนี้ได้สะท้อนถึงความมืออาชีพและการเคารพในวินัยทหารอย่างลึกซึ้ง

การที่ผู้กองอะตอม ออกมาโต้ข่าวด้วยวิธีที่มีสติ ไม่ก้าวร้าว กลับทำให้หลายคนเห็นถึงความนับถือและจริงจังในการใช้ชีวิตทั้งในหน้าที่การงานและการเป็นส่วนตัว ซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ในวงการทหารและสังคมไทย

จากกรณีนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข่าวสารก่อนเผยแพร่ เพราะภาพตัดต่อหรือข่าวปลอมสามารถสร้างความเข้าใจผิดและกระทบต่อชื่อเสียงของบุคคลได้ อย่างกรณีของผู้กองอะตอม ที่การตัดสินใจออกมาชี้แจงเป็นเวลาเป็นโอกาส ไม่เพียงปกป้องตัวเองเท่านั้น แต่ยังช่วยให้สังคมมีความเข้าใจมากขึ้นในตัวบุคคลที่อาจตกเป็นเหยื่อของข่าวเท็จ

หากคุณได้เห็นภาพที่น่าสงสัยหรือพบข่าวที่ต้องตรวจสอบ รบกวนช่วยรีพอร์ตและไม่แชร์ต่อเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บริสุทธิ์ตกเป็นเหยื่อ เพราะผู้กองอะตอม เองก็ฝากข้อความไว้อย่างน่าประทับใจว่า “แม่ดุมาก หากเจอฝากรีพอร์ตด้วยนะคะ”

สรุป : การที่ผู้กองอะตอม ออกมาชี้แจงต่อภาพตัดต่อที่ปลอมขึ้นมา แสดงถึงความบริสุทธิ์ในใจและการรักษาภาพลักษณ์ของตนอย่างจริงจัง ในยุคที่ข่าวเท็จระบาด การยืนยันความจริงอย่างมีสติเป็นสิ่งที่ทุกคนควรเรียนรู้และปฏิบัติตาม

ที่มา – ‘ผู้กองอะตอม’ โต้ภาพตัดต่อ! ยันไม่เคยใส่บิกินี ลั่นแม่ดุมาก ฝากช่วยรีพอร์ต

ริว ภาสกร สละงานวงการ สู่ภารกิจรับใช้ชาติ

ข่าวที่กำลังกลายเป็นกระแสแรงในโลกออนไลน์เมื่อเร็วๆ นี้ คือ หนุ่ม ริว ภาสกร นิยติวัฒน์ชาญ นักแสดงหนุ่มจากซีรีส์วายชื่อดังอย่าง “OUR DAYS รักได้ไหมนายไม่ยิ้ม” ตัดสินใจพลิกบทบาทครั้งสำคัญในชีวิตจากการเป็นนักแสดงสู่การเป็นทหารประจำการอยู่แนวหน้าชายแดนไทย-กัมพูชา ข้อมูลนี้ถือได้ว่าเป็นแรงบันดาลใจให้หลายคนเห็นถึงจิตอาสาและแนวคิด “รับใช้ชาติ” อย่างแท้จริงของคนรุ่นใหม่

ริว ภาสกร สละงานวงการ สู่ภารกิจรับใช้ชาติแนวหน้าชายแดน!

เพจเฟซบุ๊ก Army Military Force ได้โพสต์ภาพและวิดีโอของ ริว ภาสกร ที่สวมชุดทหารและพร้อมรับใช้ชาติอย่างเต็มตัว ระบุข้อความว่า “หลายคนคงจำไม่ได้ น้องริว ภาสกร ดาราซีรีส์ดัง จากซีรีส์วายเรื่อง “OUR DAYS รักได้ไหมนายไม่ยิ้ม” ตัดสินใจสมัครทหาร ล่าสุดตอนนี้ เป็นทหารอยู่แนวหน้าที่ชายแดน รับใช้ชาติปกป้องแผ่นดินอธิปไตยของประเทศไทย”

ภาพลักษณ์ใหม่ของนักแสดงหนุ่ม

จากเด็กหนุ่มที่เคยปรากฏตัวในบทบาทตัวเอกของละครแนววายมากมาย ตอนนี้กลับมาในภูมิทัศน์ที่ต่างออกไป ซึ่งในภาพถ่ายเผยให้เห็นถึงความเข้มข้น ความพร้อม และความหวงแหนของแผ่นดินอย่างชัดเจน ในชุดนักสู้และอุปกรณ์ทหารที่ครบเครื่อง จัดเต็มในทุกความเคลื่อนไหวที่แสดงถึงนักทหาร

แฟนคลับหลากหลายค่ายออกมาแสดงความชื่นชมอย่างล้นหลาม ผู้คนต่างให้กำลังใจและชื่นชมในความกล้าหาญ การเสียสละ และน้ำใจของ ริว ภาสกร ที่พร้อมจะออกแบบชีวิตในทางที่มีความหมายมากกว่าการได้ชื่อเสียงและการเงิน

  • แสดงความเคารพในหน้าที่ของพลทหารอย่างเต็มตัว
  • แรงบันดาลใจให้วัยรุ่นเลือกเส้นทางใช้ชีวิตอย่างสร้างสรรค์
  • พิสูจน์ความเป็นผู้ชายที่มีคุณค่าในตัวเอง

ทำไมถึงเลือกลางานในวงการบันเทิง?

หลายคนอาจสงสัยว่า ริว ภาสกร ที่เคยมีชื่อเสียงดังระดับประเทศในLEY ล่าสุดกลับเลือกหนี fame และเงินล้านเพื่อไปอยู่ท่ามกลางอาวุธ ทหาร และชายแดน? คำตอบคือ เขาเลือกสิ่งที่มีความหมายยิ่งกว่าชื่อเสียง คือการ “ใช้ชีวิตเพื่อชาติ”

ในโลกที่เต็มไปด้วยผู้คนที่หวังจะก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง ริวถือว่าเป็นตัวอย่างที่โดดเด่นในการเลือก “กลับสู่รากเหง้า” ของตนเอง อันเป็นคุณค่าที่หลายคนอาจจะลืมไปในชีวิตประจำวัน

ความเปลี่ยนแปลงของเขานั้นก่อให้เกิดกระแสเชียร์อย่างล้นหลาม ทั้งจากแฟนคลับเดิม ผู้ใช้โซเชียลมีเดีย รวมไปถึงวงการทหารเองก็ยอมรับว่าเป็นกำลังใจที่ดีที่ได้เห็นเยาวชนรุ่นใหม่กล้าตรงออกไปทำในสิ่งที่เชื่อ

นี่คือการสร้างแรงบันดาลใจทั้งในเชิงบุคลิกภาพและการใช้ชีวิตอย่างรับผิดชอบ ริว ภาสกร กำลังพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าการ “ใช้ชีวิต” ไม่จำเป็นต้องเดินตามกระแสสังคมเสมอไป

สุดท้าย หากคุณกำลังมองหาแบบอย่างใหม่ๆ สำหรับชีวิต มีคำตอบอยู่ในคน ๆ หนึ่งที่เลือกที่จะเป็น “ทหาร” มากกว่า “นักแสดง” เพราะเขารู้ดีว่า สิ่งที่เขาต้องการคือ “การรักชาติอย่างแท้จริง”

ร่วมเป็นกำลังใจให้ ริว ภาสกร ด้วยการแชร์เรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจ และอยากให้ทุกคนได้เรียนรู้คุณค่าของการเสียสละเพื่อแผ่นดิน

ที่มา – ‘ริว ภาสกร’ดาวรุ่งซีรีส์วาย สละงานในวงการ สู่ภารกิจรับใช้ชาติแนวหน้าชายแดน!