ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ทรัมป์ประเมินสถานการณ์ หลังแนวโน้มซัมมิตปูติน-เซเลนสกี “เลือนราง”

จากเหตุการณ์ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการการเมืองโลก ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ดอนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาประเมินสถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการจัดซัมมิตระหว่างประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน และประธานาธิบดียูเครน โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี โดยระบุว่าท่าทีของทั้งสองฝ่ายยังคง “เลือนราง” อยู่มาก

ทรัมป์กล่าวว่า ภายในอีกประมาณ 2 สัปดาห์ข้างหน้า จะมีการตัดสินใจครั้งสำคัญเกี่ยวกับความพยายามในการเจรจาสันติภาพครั้งใหม่กับยูเครน และเตือนว่า “เรื่องแบบนี้ตบมือข้างเดียวไม่ดัง” หากอีกฝ่ายไม่ให้ความร่วมมือจริงจัง อาจมีมาตรการด้านเศรษฐกิจหนักๆ เช่น การคว่ำบาตรหรือปรับเพิ่มภาษีต่อรัสเซีย ซึ่งอาจทำให้ “ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย”

ทรัมป์ประเมินสถานการณ์ หลังแนวโน้มซัมมิตปูติน-เซเลนสกี “เลือนราง”

ในภาพรวม ทรัมป์ยังเน้นย้ำว่าการเจรจาครั้งนี้ “นี่คือการต่อสู้ของพวกคุณสองคน” และกล่าวว่า ปูตินกับเซเลนสกี “เหมือนน้ำมันกับน้ำส้มสายชู” ซึ่งยืนยันถึงความไม่เข้ากันของทั้งสองฝ่าย การสื่อสารระดับประธานาธิบดียังไม่มีการกลับมาเกิดขึ้นนับตั้งแต่ช่วงการประชุมสุดยอดที่ทำเนียบขาว เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

ท่าทีของรัสเซียต่อล่าสุด

ทางฝั่งรัสเซีย เซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ปูตินจะพร้อมพบกับเซเลนสกี หากมีการจัดเตรียม “วาระการประชุมที่เหมาะสม” อย่างไรก็ตาม ลาฟรอฟย้ำว่า ณ ตอนนี้ยังไม่มีความพร้อมเช่นนั้น นอกจากนี้ รัสเซียยังตั้งคำถามในตำเหน่งของเซเลนสกีว่า “ยังเสแสร้งทำตัวเป็นผู้นำ” และย้ำข้อเรียกร้องสำคัญของประเทศ ได้แก่ ยูเครนต้องไม่เข้าร่วมนาโต และการต้องเจรจาเกี่ยวกับ “ดินแดน” โดยเซเลนสกียืนยันว่า “ปฏิเสธทุกอย่าง”

  • อาจมีการตัดสินใจสำคัญภายใน 2 สัปดาห์ข้างหน้า
  • ทรัมป์แนะแนวทางคว่ำบาตรหากเจรจาไม่ก้าวหน้า
  • ปูตินกับเซเลนสกี “เหมือนน้ำมันกับน้ำส้มสายชู”
  • รัสเซียจับประเด็นวาระการเป็นผู้นำของเซเลนสกี
  • ยูเครนต้องไม่เข้าร่วมนาโต เป็นข้อเสนอของรัสเซีย

ผลงานอดีตของทรัมป์ในบทบาทผู้กลางระหว่างประเทศทำให้ทุกสายตาจับจ้องไปที่เขาว่าจะสามารถ “กระตุ้น” ให้เกิดการพูดคุยจริงจังระหว่างคู่ปรับคนสำคัญได้หรือไม่ โดยล่าสุดยังไม่ปรากฏสัญญาณที่ชัดเจนว่าการเจรจาก้าวหน้าไปถึงไหน

สถานการณ์ในยูเครนไม่ใช่แค่เรื่องของสองประเทศ แต่เป็นปัญหาระดับโลกที่มีผลหลังห้อง ทุกขั้นตอนของการเจรจาโดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ประสาน เป็นพลวัตที่ส่งผลไปทั่วโลก ไม่ว่าจะในด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง หรือแม้กระทั่งการเมืองระหว่างประเทศ ยิ่งเวลาล่วงเลยไปโดยไม่มีบทสรุปที่ชัดเจน ความตึงเครียดก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นตามลำดับ

หากคุณติดตามข่าวต่างประเทศ ข่าวความเคลื่อนไหวในเวทีระดับโลกนี้ก็คือภาพสะท้อนของอนาคตโลกในช่วงข้างหน้า การเข้าใจภาพรวมจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง

ที่มา – ทรัมป์ประเมินสถานการณ์ หลังแนวโน้มซัมมิตปูติน-เซเลนสกี “เลือนราง

รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 เป็นประธานการประชุมใหญ่สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ที่ผ่านมา ดร.ฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ได้เดินทางมายังห้องประชุมทานตะวัน ชั้น 22 ของโรงแรม Cross Vibe Bangkok Srinakarin (โรงแรมคิงปาร์ค อเวนิว) ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนศรีนครินทร์ เพื่อเป็นประธานในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 ของ สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย พร้อมทั้งร่วมแสดงความยินดีในโอกาสครบรอบ 60 ปีของสมาคมอันทรงคุณค่า

รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 เป็นประธานการประชุมใหญ่สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย

กิจกรรมในวันนี้ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากคณะกรรมการสมาคมฯ และสมาชิกที่เป็นสื่อมวลชนในสังกัด ซึ่งมีนายอนันต์ นิลมานนท์ นายกสมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย เป็นผู้นำการพูดต้อนรับ รวมทั้งมีนายณพล บริบูรณ์ นายกสมาคมสื่อมวลชนและนักประชาสัมพันธ์ภาคตะวันออก ที่เข้าร่วมงานด้วยเช่นกัน

มอบโล่และเข็มเกียรติคุณแก่ผู้ที่มีคุณูปการ

ไม่เพียงเท่านี้ ดร.ฉลาดยังได้มอบโล่รางวัลและเข็มเกียรติคุณให้แก่บุคคลสำคัญในสามประเด็นหลัก ได้แก่ ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ดีเด่น, ส่งเสริมกิจกรรมเพื่อสังคมดีเด่น และสื่อออนไลน์สร้างสรรค์สังคม อีกทั้งยังมีนายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ เข้าร่วมกล่าวแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปีของ สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย อีกด้วย

ความพิเศษของงานครั้งนี้ยังได้รับความสนใจจากวงการบันเทิง โดยมีศิลปินมากความสามารถ เช่น สัญญา พรมารายณ์, หนู มิเตอร์, อร อรดี และมิสเอิร์ธ ไทยแลนด์ ร่วมเดินบนเวทีสร้างความสุขและสร้างสีสันให้กับผู้เข้าร่วมงานในวันสำคัญนี้

ประวัติความเป็นมาและความสำคัญของสมาคม

นายอนันต์ นิลมานนท์ กล่าวว่า สมาคมฯ ได้รับการจดทะเบียนเมื่อปี 2508 ที่จังหวัดพิษณุโลก โดยมีนายประเสริฐ รัตนาคม อดีตนายกสมาคมฯ เป็นผู้ริเริ่มและก่อตั้งขึ้นมา โดยมุ่งเน้นเป้าหมายเพื่อเป็นสมาคมแห่งแรกของหนังสือพิมพ์ในส่วนภูมิภาค ปัจจุบันมีอายุครบ 60 ปี และมีสมาชิกสูงถึง 3,000 คนจากทั่วประเทศ

  • การประชุมใหญ่ประจำปีจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนสิงหาคมของทุกปี
  • ให้ทุนการศึกษาแก่สมาชิกที่เหมาะสม
  • วางแผนสวัสดิการและจัดเลี้ยงต้อนรับสมาชิกจากทั่วทุกภูมิภาค

ดร.ฉลาด ขามช่วง ในฐานะ รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ได้นำเสนอข้อคิดเห็นและแนวทางสำคัญในการพัฒนาสื่อมวลชน อย่างยั่งยืนและก้าวไกลตามวิถีโลก ทำให้การประชุมในปีนี้มีความหมายและทรงพลังมากยิ่งขึ้น ถือเป็นก้าวสำคัญของ สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย ในการปรับตัวให้ทันยุคสมัยในยุคดิจิทัล

ทั้งนี้ สมาคมฯ ยังคงขยายขอบเขตจากแค่หนังสือพิมพ์ไปสู่การทำงานร่วมกับสื่อชุมชน ระบบวิทยุ โทรทัศน์ออนไลน์ และแพลตฟอร์มดิจิทัลต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของแหล่งข่าวและพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคใหม่

การลงพื้นที่ร่วมกับพันธมิตรและการสื่อสารในรูปแบบที่เป็นมิตรกับทุกกลุ่มเป้าหมาย ถือเป็นบทพิสูจน์ความพร้อมของสมาคมฯ ที่จะก้าวไกลไปสู่อนาคต สื่อมวลชนในท้องถิ่นต้องมีบทบาทสำคัญในการกระจายข้อมูลและข่าวสารอย่างถูกต้อง โปร่งใส และสร้างสังคมที่ดีขึ้น

หากคุณเป็นผู้ทำงานด้านสื่อหรือสนใจชมรมสื่อในระดับชุมชน การเข้าร่วมเป็นสมาชิกของสมาคมฯ ถือเป็นโอกาสในการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยน และพัฒนาองค์กรสื่อของคุณให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ที่มา – รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 เป็นประธานการประชุมใหญ่สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย

SME D Bank จับมือ ธ.ก.ส. ยกระดับหน่วยงาน สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อความร่วมมือทางธุรกิจ (MOU) ภายใต้ “โครงการคู่ความร่วมมือของรัฐวิสาหกิจ ด้านการมุ่งเน้นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” เพื่อขับเคลื่อนให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

SME D Bank จับมือ ธ.ก.ส. ยกระดับหน่วยงาน สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

ตามแนวทางของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ที่กำหนดหลักเกณฑ์การประเมินกระบวนการและการจัดการ (Core Business Enablers) ซึ่งมีตัวชี้วัด 8 ด้าน ได้แก่ การกำกับดูแลที่ดี การวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ การบริหารความเสี่ยง การมุ่งเน้นลูกค้า การพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล การบริหารทุนมนุษย์ การจัดการความรู้ และการตรวจสอบภายใน

ความร่วมมือทางธุรกิจแบบ G to G ที่มีคุณภาพ

ความร่วมมือระหว่าง SME D Bank และ ธ.ก.ส. เป็นหนึ่งในตัวอย่างความร่วมมือที่ดีของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่จะส่งผลต่อการพัฒนาแผนธุรกิจที่ยั่งยืน ผ่านการยกระดับตัวชี้วัดที่สอดคล้องกับ Core Business Enablers โดยเฉพาะในด้านการบริการลูกค้า การเข้าถึงแหล่งทุนของกลุ่มเกษตรกร และผู้ประกอบการเอสเอ็มอี

  • ยกระดับมาตรฐานหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ
  • สนับสนุนกระบวนการพัฒนาธุรกิจเอสเอ็มอี
  • ส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุนอย่างเท่าเทียม
  • สร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็ง

นายเดชา จาตุธนานันท์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานกรรมการ SME D Bank เปิดเผยว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยยกระดับกระบวนการทำงานภายในองค์กร ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้ และสร้างคุณค่ายั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้ง 6 กลุ่ม ทั้งผู้ถือหุ้น ลูกค้า พนักงาน คู่ค้า และชุมชน

การดำเนินการภายใต้ “โครงการคู่ความร่วมมือของรัฐวิสาหกิจ ด้านการมุ่งเน้นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” จะขยายผลให้ SME D Bank มีความเข้มแข็งในด้านการบริการและสนับสนุนทางการเงิน ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการเติบโตของเกษตรกรและเอสเอ็มอีไทย

ในระยะต่อไป SME D Bank จะร่วมมือกับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจอื่นๆ เช่น การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และยกระดับประสิทธิภาพการทำงานร่วมกัน

หากคุณเป็นเกษตรกรหรือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี การมีพันธมิตรที่เชื่อถือได้อย่าง SME D Bank และ ธ.ก.ส. จะช่วยให้คุณสามารถก้าวข้ามวิกฤตทางธุรกิจได้อย่างมั่นคง พร้อมสร้างโอกาสในการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

ที่มา – SME D Bank จับมือ ธ.ก.ส. ยกระดับหน่วยงาน สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

ธี่หยด 3 สุดเดือด เมื่อผีร้ายพรากน้องสาว “ยี่”

หลังจากเหตุการณ์ร้ายแรงที่ครอบครัวตัว “ย.” ต้องเผชิญ ชีวิตกลับสู่ความปกติอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม “ยักษ์” ณเดชน์ คูกิมิยะ กลับเผชิญกับความกลัวครั้งใหม่ เมื่อ “ยี่” (นีน่า-ณัฐชา เจสสิก้า พาโดวัน) น้องสาวคนเล็กของครอบครัว ถูกพวกผีโผลกขึ้นมาลักพาตัวไปกลางดึกดื่นในป่าที่มีชื่อว่า “บ่องสะโหนดเบียง” ซึ่งขึ้นชื่อว่าผีชุมยิ่งกว่าที่เคย

ธี่หยด 3 สุดเดือด เมื่อผีร้ายพรากน้องสาว “ยี่”

เพื่อนฝูงทั้ง “จ่าปพันธ์” แฉะ-องอาจ เจียมเจริญพรกุล “ยศ” จูเนียร์-กาจบัณฑิต ใจดี และ “ยอด” เฟรนด์-พีระกฤตย์ พชรบุณยเกียรติ ต่างต้องรวมตัวกัน รีบออกตาม “ยี่” ที่หายตัวไป แต่ครั้งนี้พวกเขากลับเผชิญหน้ากับความลึกลับที่ใครก็คาดไม่ถึง เมื่อพวกเขาต้องเจอ “ยะขิ่น” แพรว-เฌอมาวีร์ สุวรรณภาณุโชค และ “กองมู” แก๊ป-จักริน ภูริพัฒน์ ที่สนิทกับโลกข้างนี้มากกว่าใคร

พร้อมเขย่าโลกหยุดไม่อยู่ 1 ตุลาคมนี้

ภาพยนตร์ “ธี่หยด 3 สุดเดือด เมื่อผีร้ายพรากน้องสาว “ยี่” บอกเล่าเรื่องราวที่เกินความคาดหมาย ผ่านการกำกับของแป๊ป ณฤทธิ์ ยุวบูรณ์ และ ต้อม ธนเดช ประดิษฐ์ ที่นำทีมสร้างความระทึกขวัญระดับโลกให้กลับมาอีกครั้ง ด้วยเนื้อเรื่องที่บีบคั้นและฉากแอคชั่นเต็มพิกัด เปิดประสบการณ์ทางสายตาอันสุดล้ำ ทั้งในระบบ IMAX และ DOLBY ATMOS ให้คุณได้สัมผัสกับความหวาดเสียวที่หนักแน่นกว่าที่เคย

  • เปิดโรงภาพยนตร์ 1 ตุลาคม 2025
  • ฉายในระบบ IMAX พร้อมภาพสัดส่วนพิเศษ 1.9:1
  • เสียง DOLBY ATMOS 12-Channel เพื่อความสมจริง

ใครที่เคยติดตามภาคก่อน หรือเป็นแฟนหนังสยองขวัญระดับโลก อย่าพลาดภาพยนตร์เรื่องนี้เด็ดขาด เพราะทุกฉากคือความเชื่อ ทุกเสียงคือความตาย และทุกตัวละครต้องเผชิญกับความกลัวที่ไม่มีวันจบ

แฟนๆ สามารถติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวได้ที่เว็บไซต์ www.dailynews.co.th หรือแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของ Dailynews อย่างใกล้ชิด

อย่าลืมเข้าโรงหนังในวันเปิดตัว 1 ตุลาคมนี้ เพื่อรับประสบการณ์ความหวาดเสียวระดับ IMAX สุดพิเศษ ที่คุณต้อง “ห้ามหลับตาเด็ดขาด”

ที่มา – “ธี่หยด 3” สุดเดือด เมื่อผีร้ายพรากน้องสาวคนเล็ก “ยี่” ไปจากครอบครัวตัว “ย.”แฟนๆพากันเดาหนักมาก

จีนเผย “อีคอมเมิร์ซชนบท” เติบโตต่อเนื่องใน 7 เดือนแรกของปี 2568

สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 23 ส.ค. ว่ายอดจำหน่ายสินค้าเกษตรทางออนไลน์ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 เพิ่มขึ้น 7.4% เมื่อเทียบแบบปีต่อปี และรายได้ที่ใช้จ่ายได้จริงต่อหัวของประชาชนในชนบทในช่วงครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้น 6.2% เมื่อเทียบแบบปีต่อปี

อีคอมเมิร์ซชนบทเริ่มมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในระบบเศรษฐกิจของจีน โดยเฉพาะการเติบโตของแพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์ที่ให้โอกาสเกษตรกรและคนในชนบทได้เข้าถึงผู้บริโภคในเมืองได้โดยตรง ทำให้แนวโน้มของ อีคอมเมิร์ซชนบท มีชื่อเสียงเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามความสนใจของผู้บริโภคในคุณภาพของผลิตภัณฑ์จากแหล่งธรรมชาติที่ไร้สารเคมี

อีคอมเมิร์ซชนบท สร้างรายได้ให้เกษตรกร

ซึ่งในรายงานระบุว่า ภาคธุรกิจอีคอมเมิร์ซได้กระตุ้นอุปทานสินค้าและบริการที่หลากหลายมากขึ้น ช่วยให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงในราคาที่เหมาะสม และยังสามารถนำผลิตภัณฑ์ของตนเองไปจำหน่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังสามารถสร้างรายได้อย่างยั่งยืนในระยะยาวอีกด้วย

ยอดจำหน่ายสินค้าปลีกทางออนไลน์ในชนบทในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมาของปีนี้ หรือระหว่างเดือนม.ค.-ก.ค. ที่ผ่านมา ขยายตัว 6.4% เมื่อเทียบแบบปีต่อปี แสดงให้เห็นถึงการเติบโตที่ต่อเนื่องของ อีคอมเมิร์ซชนบท ที่กำลังกลายเป็นหนึ่งในกลไกของการฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับรากหญ้าในจีน

โอกาสทางธุรกิจที่เพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ในพื้นที่ชนบท เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นของการขนส่งสินค้าทางอีคอมเมิร์ซ ซึ่งช่วยให้เกษตรกรสามารถส่งสินค้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

  • ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร
  • เปิดโอกาสให้สินค้าพื้นบ้านมีตลาดที่กว้างขึ้น
  • สร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่กลับไปพัฒนาชุมชนชนบท

จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นได้ว่า อีคอมเมิร์ซชนบท มีแนวโน้มเป็นหนึ่งในกระแสที่น่าจับตามองในอีกหลายปีข้างหน้า โดยเฉพาะหากภาครัฐและเอกชนสามารถร่วมมือกันพัฒนาจนเกิดเป็นระบบที่ยั่งยืน

จึงไม่แปลกเลยที่ อีคอมเมิร์ซชนบท ถูกมองว่าเป็นโอกาสทางธุรกิจที่มีศักยภาพสูงและเป็นโมเดลที่สามารถถ่ายทอดไปยังประเทศอื่นในเอเชียได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากคุณเป็นผู้ประกอบการ หรือผู้สนใจด้านการตลาดแบบใหม่ ๆ การติดตามเทรนด์ของอีคอมเมิร์ซชนบทจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเลย

ที่มา – จีนเผย “อีคอมเมิร์ซชนบท” เติบโตต่อเนื่องในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568

“แม้ว” พ้นบ่วงคดี “ม.112” ศาลยกฟ้องขาด

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม เวลา 10.00 น. ที่ศาลอาญา เกิดเหตุการณ์สำคัญเมื่อศาลได้อ่านคำพิพากษาในคดีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ตกเป็นจำเลยในคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 (ม.112) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศเมื่อช่วงปี 2021

“แม้ว” พ้นบ่วงคดี “ม.112” อย่างไร

ศาลได้พิจารณาพยานหลักฐานจากทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลย แล้วมีมติว่าคลิปวิดีโอที่เป็นประเด็นนั้นเป็นของจริง และจำเลยก็รับว่าเสียงและบุคคลในคลิปคือตนเองอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาเนื้อหาในคลิปอย่างละเอียด ศาลเห็นว่าถ้อยคำในข่าวให้สัมภาษณ์ไม่ได้มีการกล่าวถึง “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9” โดยตรง

การใช้คำว่า “เขา” หรือ “องคมนตรี” “ทหาร” “Palace Circle” และ “คนในวัง” ถือเป็นคำใช้เรียกขานบุคคลที่สามทั่ว ๆ ไป ไม่ได้สื่อถึงการพาดพิงผู้ใดโดยเฉพาะ และไม่สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานหนึ่งเดียวในการตัดสินว่ามีเจตนา หมิ่นประมาท หรือดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ตามข้อหาที่ฟ้องไว้

พยานของโจทก์ไม่มีน้ำหนัก

ศาลยังระบุว่า พยานที่โจทก์นำมายืนยันนั้น มีอคติต่อโจทก์อย่างชัดเจน เพราะหลายคนเป็นผู้ร่วมชุมนุมทางการเมืองที่ต่อต้านนายทักษิณอยู่แล้ว จึงไม่อาจเชื่อถือได้ว่าวิญญูชนทั่วไปจะตีความข้อความตามแบบที่พยานระบุ

ทั้งนี้ คลิปวิดีโอที่ใช้เป็นพยานไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นต้นฉบับและไม่มีการตัดต่อ บุคคลที่เผยแพร่ก็อ้างว่าได้ฟังจากผู้อื่น จึงยากต่อการติดตามแหล่งที่มา

  • เนื้อหาไม่ใช่การพาดพิงโดยตรงถึงพระองค์
  • พยานโจทก์มีอคติ ไม่มีน้ำหนักในการพิจารณา
  • หลักฐานไม่เพียงพอในการฟ้องร้องตามกฎหมาย

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ศาลจึงตัดสินว่าจำเลยไม่มีความผิดตาม ม.112 รวมถึงไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยคอมพิวเตอร์ด้วย ทำให้ข้อหา“แม้ว” พ้นบ่วงคดี “ม.112” อย่างสมบูรณ์

ทนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายทักษิณ เปิดเผยว่า คดีนี้ศาลยกฟ้องแล้ว ทีมทนายความจะเตรียมยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำสั่งห้ามออกนอกประเทศของนายทักษิณในเร็ว ๆ นี้ อย่างไรก็ตาม ท่านไม่มีแผนจะเดินทางกลับในเร็ววัน

หลังได้ยินคำพิพากษา นายทักษิณก็ยิ้มและกล่าวขอบคุณทีมทนายความ พร้อมยืนยันว่าจะยังคงทำคุณประโยชน์ให้บ้านเมืองต่อไป โดยจะเข้าร่วมฟังคำพิพากษาในคดีชั้น 14 วันที่ 9 กันยายนนี้อีกครั้ง แสดงให้เห็นถึงเจตจำนงที่จะ “อยู่สู้คดี” อย่างเต็มตัว

ในทางการเมือง คุณ“สส.เดียร์” ขัตติยา สวัสดิผล รองโฆษกพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความชี้แจงกรณีที่มีการเปิดเผยบรรยากาศการไต่สวนของนายกฯ อิ๊งค์ แพทองธาร ว่าการเผยแพร่ข้อมูลในลักษณะดังกล่าวอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดและผิดต่อกฎหมายเช่นกัน

มุมหนึ่งของประเด็นนี้คือในสภาฯ ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งมาตรา 3 ยังคงมีบัญชี “ยกเว้นการนิรโทษกรรม” ไว้ 3 กลุ่ม คือคดีทุจริตคอร์รัปชัน, คดี มาตรา 112 และคดีผิดร้ายแรงอื่น ๆ ซึ่งยังไม่มีการตัดออกอย่างชัดเจน

จากกรณีนี้ สังคมอาจมองเห็นช่องว่างในประเด็นด้านสิทธิเสรีภาพและความยุติธรรมทางกฎหมาย ที่ยังคงต้องมีการพูดคุยและหาข้อสรุปเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เท่าเทียมยิ่งขึ้นในอนาคต

หากคุณเป็นผู้ติดตามคดีนี้ และอยากรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในระยะยาว ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดบนเว็บไซต์ข่าวของเราเพื่อรับข้อมูลแบบทันสถานการณ์ได้เลย

ที่มา – “แม้ว” พ้นบ่วงคดี “ม.112”

ทรัมป์ขู่เก็บภาษีนำเข้าเฟอร์นิเจอร์ เพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมในสหรัฐ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตลาดเฟอร์นิเจอร์ของสหรัฐอเมริกาประสบกับการเติบโตของสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีนและเวียดนาม ซึ่งส่งผลให้อุตสาหกรรมภายในประเทศค่อย ๆ หดตัวลง ล่าสุด ทรัมป์ขู่เก็บภาษีนำเข้าเฟอร์นิเจอร์ ผ่านการโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม Truth Social โดยระบุว่าจะสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบการนำเข้าเฟอร์นิเจอร์ทุกประเภทภายใน 50 วัน และจะเริ่มกำหนดอัตราภาษีใหม่หลังจากนั้น

ทรัมป์ขู่เก็บภาษีนำเข้าเฟอร์นิเจอร์

การประกาศครั้งนี้มีจุดประสงค์หลักคือการฟื้นฟูอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ในสหรัฐ ซึ่งในอดีตเคยเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่จ้างงานจำนวนมาก โดยเฉพาะในรัฐอย่างนอร์ทแคโรไลนา เซาท์แคโรไลนา และมิชิแกน ซึ่งเคยมีแรงงานในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์มากกว่า 340,000 คน แต่ปัจจุบันจำนวนนี้ลดลงไปเหลือเพียงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับช่วงปี 2543

ผลกระทบจากการนำเข้าสินค้าจีนและเวียดนาม

รายงานระบุว่า ในปี 2567 สหรัฐนำเข้าเฟอร์นิเจอร์มูลค่าสูงถึง 25,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 825,690 ล้านบาท โดยมีจีนและเวียดนามเป็นผู้ผลิตหลัก ซึ่งสินค้าราคาถูกจากสองประเทศนี้ ได้แย่งพื้นที่การตลาดจากผู้ผลิตภายในประเทศ และส่งผลให้โรงงานหลายแห่งปิดตัวลงอย่างถาวร

  • การลดการจ้างงานในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์
  • การเสื่อมถอยของอุตสาหกรรมในหลายรัฐ
  • การเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของสินค้านำเข้า

ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์จึงมองว่าการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าเฟอร์นิเจอร์ อาจเป็นทางออกหนึ่งในการควบคุมการไหลเข้าของสินค้าต่างประเทศ และคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในประเทศ รวมทั้งก่อให้เกิดการจ้างงานใหม่ ๆ ซึ่งถือเป็นนโยบายที่มีน้ำหนักทางเศรษฐกิจในระดับสากล

อย่างไรก็ตาม การเก็บภาษีนำเข้าอาจส่งผลให้ราคาสินค้าเฟอร์นิเจอร์ในตลาดสหรัฐสูงขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อผู้บริโภคอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้น้อยที่ต้องพึ่งพาสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ข้อความที่เผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลแสดงให้เห็นถึงความจริงจังของทรัมป์ในการรณรงค์เพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมในสหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการผลิตและการจ้างงานที่เคยเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจประเทศ

หากการสอบสวนและการกำหนดนโยบายภาษีนี้เกิดขึ้นจริง เป็นไปได้ว่าจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะผู้ส่งออกเฟอร์นิเจอร์ไปยังสหรัฐ ต้องเตรียมรับมือกับความท้าทายใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น

ทั้งนี้ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และกลุ่มผู้ประกอบการเขตอุตสาหกรรมในสหรัฐ ต่างจับตาดูว่าการดำเนินการของทรัมป์จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรมภายในประเทศในทิศทางใด และจะเป็นผลดีหรือร้ายต่อเศรษฐกิจโดยรวม

น่าสนใจว่าหากการเก็บภาษีนี้มีผลบังคับใช้จริง จะช่วยนำพาเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ของสหรัฐกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง หรือจะกลายเป็นตัวแปรที่ทำให้ตลาดเฟอร์นิเจอร์ในสหรัฐเกิดการปรับตัวไปในทิศทางที่ไม่แน่นอน

ทั้งนี้ เราควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เนื่องจากประเด็นนี้มีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมและเศรษฐกิจระดับโลก

ที่มา – ทรัมป์ขู่เก็บภาษีนำเข้าเฟอร์นิเจอร์ เพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมในสหรัฐ

กินอาหารสำเร็จรูปแช่แข็งเสี่ยงมะเร็งจริงหรือ?

ในชีวิตประจำวันของเรา อาหารสำเร็จรูปแช่แข็งถือเป็นทางเลือกที่สะดวกและประหยัดเวลา ทั้งในคุณภาพและราคาที่หลากหลาย อย่างไรก็ตามหลายคนอาจสงสัยว่า “กินอาหารสำเร็จรูปแช่แข็งเสี่ยงมะเร็งจริงหรือ?” เราจะมาไขข้อสงสัยนี้ด้วยข้อมูลจากโรงพยาบาลเพชรเวช เพื่อให้คุณเข้าใจถึงกระบวนการผลิต รวมทั้งผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสุขภาพ

กินอาหารสำเร็จรูปแช่แข็งเสี่ยงมะเร็งจริงหรือ?

อาหารสำเร็จรูปแช่แข็ง คือ อาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูปและแช่แข็งในอุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส กระบวนการนี้ช่วยชะลอการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์และลดการเสื่อมสภาพของอาหารลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้อาจเก็บรักษาได้นาน แต่กระบวนการเหล่านี้ก็อาจส่งผลต่อคุณค่าทางโภชนาการ

ประโยชน์ของอาหารสำเร็จรูปแช่แข็ง

แม้จะเป็นอาหารแปรรูป แต่ถ้าผลิตอย่างถูกต้องและมีการควบคุมมาตรฐานอาหารสำเร็จรูปแช่แข็งก็สามารถรักษาวิตามินและแร่ธาตุบางชนิดไว้ได้ ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่มีเวลาจำกัด หรือต้องการมื้ออาหารที่รวดเร็ว

กระบวนการผลิตอาหารสำเร็จรูปมีขั้นตอนอะไรบ้าง?

ขั้นตอนการผลิตอาหารสำเร็จรูปแช่แข็งมักเริ่มจากการเตรียมวัตถุดิบ แล้วจึงมีการตัดแต่ง ปรุงสุก และแช่แข็งในอุณหภูมิต่ำจนแข็งตัวอย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้โครงสร้างเนื้ออาหารเปลี่ยนแปลงมากนัก อย่างไรก็ตาม ขณะที่แช่แข็ง น้ำในอาหารจะเกิดผลึกน้ำแข็ง ซึ่งอาจทำลายโครงสร้างเซลล์และทำให้เนื้ออาหารเปลี่ยนไป เมื่อเวลาผ่านไปคุณค่าของอาหารก็อาจลดลง

อันตรายที่อาจเกิดจากการบริโภคอาหารแช่แข็ง

อาหารสำเร็จรูปแช่แข็งอาจมีการเติมสารกันเสีย หรือเกลือในปริมาณที่สูงเพื่อยืดอายุการเก็บรักษา สิ่งเหล่านี้หากบริโภคในปริมาณมากหรือเป็นประจำ อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูง หัวใจ หรือแม้กระทั่งมะเร็งในระยะยาว

การบริโภคอาหารดังกล่าวในระยะยาวหากไม่มีอาหารสดหรือผักผลไม้มาช่วยเติมสารอาหาร อาจทำให้ร่างกายขาดสารต้านอนุมูลอิสระ ส่งผลให้เซลล์เสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ ดังนั้นการเลือกรับประทานอย่างมีสติจึงเป็นเรื่องสำคัญ

เคล็ดลับการบริโภคอาหารสำเร็จรูปแช่แข็งให้ปลอดภัย

  • อ่านฉลากโภชนาการ เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีเกลือและไขมันน้อย เพื่อลดภาระต่อไตและหัวใจ
  • หมั่นบริโภคอาหารสด เช่น ผักสด เนื้อสัตว์ที่ปรุงใหม่ เพื่อเพิ่มความหลากหลายของสารอาหาร
  • ฝึกฝนการเตรียมอาหารเอง แม้อาจใช้เวลาเล็กน้อยแต่จะได้ควบคุมคุณภาพและรสชาติของอาหารที่รับประทาน
  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ เพื่อช่วยขับสารตกค้างจากอาหารแปรรูปออกจากร่างกาย

อย่างไรก็ตาม การบริโภคอาหารสำเร็จรูปแช่แข็งถือว่าเป็นทางเลือกที่คู่ควรเมื่ออยู่ในสถานการณ์จำเป็นทั้งในเรื่องเวลาหรือแรงงาน ถ้าเราควบคุมปริมาณและเลือกชนิดของอาหารอย่างรอบคอบ ย่อมสามารถดูแลสุขภาพได้ทั้งสะดวกและปลอดภัย

ที่มา – กินอาหารสำเร็จรูปแช่แข็ง อันตรายต่อสุขภาพ… ‘เสี่ยงมะเร็ง’ จริงหรือ?

“ผีแดง” ระริกจ่อคว้า “ลัมเมนส์” เฝ้าเสาสมใจ

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือที่แฟนบอลทั่วโลกเรียกกันว่า “ผีแดง” กำลังจะได้นายทวารคนใหม่มาเฝ้าเสาสมใจนึก หลังจากใกล้บรรลุข้อตกลงกับ เซนเนอ ลัมเมนส์ ผู้รักษาประตูดาวรุ่งจากทีม รอยัล อันทเวิร์ป ของเบลเยียม ซึ่งจะเข้ามาร่วมทีมแบบถาวรในอนาคตอันใกล้

“ผีแดง” ระริกจ่อคว้า “ลัมเมนส์” เฝ้าเสาสมใจ

ข่าวการคว้าตัว ลัมเมนส์ เข้ามาร่วมทีมถือเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อฟอร์มของผู้รักษาประตูในทีมปัจจุบันยังทำผลงานได้ไม่แน่นอน ฟาบริซิโอ โรมาโน เหยี่ยวข่าวดังชาวอิตาเลียน รายงานว่า ตัวแทนของ อันทเวิร์ป ขอค่าตัวราว 20 ล้านยูโร (ประมาณ 760 ล้านบาท) จากการตัดสินใจของสโมสรที่ยอมรับได้เพียงเงื่อนไข瀏บางอย่างเท่านั้น

ประเด็นภายในสโมสร “ผีแดง”

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดมีปัญหาเรื่องผู้รักษาประตูมาตั้งแต่สมัยของ เอริก เทน ฮาก ที่มือกาวอย่าง อองเดร โอนานา ไม่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลัก และ อัลตาย บายินดีร์ ก็ทำผลงานผิดพลาดบ่อยครั้ง โดยเฉพาะในเกมบ้านพบ อาร์เซนอล เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งเขาออกมารับลูกเตะมุมพลาดจนทำให้ “ผีแดง” พ่ายแพ้ 0-1

  • ความมั่นคงหน้าประตูเป็นสิ่งสำคัญ
  • ฟอร์มของผู้รักษาประตูปัจจุบันยังไม่น่าเชื่อถือ
  • ลัมเมนส์ถูกมองว่าผู้เล่นที่มีคุณภาพและศักยภาพ

ด้วยศักยภาพที่ลัมเมนส์มีอยู่ หลายฝ่ายเชื่อว่าเขาน่าจะเป็นคำตอบให้กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในตำแหน่งผู้รักษาประตูได้ไม่ยาก เขายังมีโอกาสได้เล่นในศึกยูโร 2024 ภายใต้เสื้อแทนชาติเบลเยียมอีกด้วย ซึ่งยิ่งเป็นการช่วยเพิ่มคุณค่าบนท้องตลาดได้อย่างมาก

โดยสรุป การที่ “ผีแดง” ระริกจ่อคว้า “ลัมเมนส์” เฝ้าเสาสมใจ ถือว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่ไม่ใช่แค่เพื่อแก้ปัญหาในระยะสั้น แต่ยังมองไกลถึงอนาคตของทีมอีกด้วย

หากคุณเป็นแฟนบอล Manchester United และสนใจสถานการณ์ในตลาดซื้อขายรอบนี้ เราขอบอกเลยว่าอย่าเลยสายดูข่าว เพราะบางการย้ายทีมอาจเปลี่ยนแปลงอนาคตของสโมสรไปได้เลยทีเดียว

ที่มา – “ผีแดง” ระริกจ่อคว้า “ลัมเมนส์” เฝ้าเสาสมใจ

คดีชั้น14 ทักษิณรอด112 ศาลอาญาสั่งยกฟ้อง

หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันเสาร์ที่ 23 ส.ค.2568 นำเสนอข่าวสำคัญที่ชาวไทยต่างจับตามอง นั่นคือการพิจารณาคดีชั้น14 ของ นายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งศาลอาญากรุงเทพฯ มีคำสั่งให้ยกฟ้อง ในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับม.112 หลังเหตุการณ์ย้อนหลังที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมและพฤติกรรมของคู่กรณี

คดีชั้น14 ทักษิณรอด112 ศาลอาญาสั่งยกฟ้อง

ในการพิจารณาล่าสุด ศาลอาญาได้มีมติว่า การกระทำของ นายทักษิณ ในฐานข้อหาที่เคยถูกกล่าวหา ไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย โดยให้เหตุผลว่าพยานหลักฐานที่นำมาพิจารณาไม่สามารถสรุปได้ว่ามีเจตนาหรือกระทำการออกนอกกฎหมายอย่างชัดเจน ซึ่งสอดคล้องกับคำให้การของพยานที่เคยอยู่ในเหตุการณ์จริง

ความคืบหน้าล่าสุด

ข่าวที่น่าจับตาอีกประเด็นหนึ่งคือ ศาลอาญาได้ยกฟ้อง นายทักษิณ ออกจากข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เนื่องจากการพิจารณาคดีจากการฟังเสียงและพยานหลักฐาน พบว่าข้อกล่าวหาในครั้ง ini เป็นการไม่ได้ผิดจริงตามกฎหมาย โดยที่คดีนี้ได้เกิดการยื่นฟ้องลำดับที่ 14 ซึ่งเดิมทีเคยมีความเคลื่อนไหวในทำนองเดียวกันมาก่อน

ทั้งนี้คำตัดสินดังกล่าว ถือเป็นผลพวงสำคัญจากการดำเนินคดีที่มีความซับซ้อน กระทบต่อภาพลักษณ์ในเชิงสังคมและกฎหมายของประเทศ โดยภายหลังการพิจารณา ผู้ฟ้องร้องได้แสดงความไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของศาล และอาจมีการอุทธรณ์ในอนาคต

  • ศาลยกฟ้องทักษิณในคดีที่เกี่ยวข้อง
  • มีการพิจารณาหลักฐานอย่างละเอียด
  • คู่กรณีอ้างว่าเคยขับไล่เจ้าหน้าที่
  • ข้อหาเกี่ยวข้องกับม.112 ที่มีกฎหมายเฉพาะบุคคล

แม้คดีจะจบด้วยคำสั่งยกฟ้อง แต่การพิจารณาคดีชั้น14 นี้ ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญต่อระบบกฎหมายไทย ที่ส่งผลอย่างลึกซึ้งในวงการการเมือง รวมถึงเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความคิดเห็น การเคลื่อนไหวและอำนาจของศาลในการสรุปตัดสินประเด็นในเชิงหลักฐานและความถูกต้องตามกฎหมาย

ทุกฝ่ายคงต้องติดตามสถานการณ์ในอนาคต รวมถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดี ไม่ว่าจะเป็นการอุทธรณ์หรือการดำเนินคดีใหม่ หากมีหลักฐานหรือเหตุผลเพิ่มเติม

คดีที่ว่านี้แทรกซ้อนแต่มีผลต่อเสถียรภาพในระบบประชาธิปไตย เป็นห้วงเวลาที่ “ความยุติธรรม” และ “กฎหมาย” จะต้องเข้าไปอยู่ในจุดตัดเดียวกัน

หากคุณยังไม่ได้อ่านฉบับเต็ม สามารถหาอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 23 ส.ค.2568 หรือติดตามข่าวต่อเนื่องได้ในสำนักข่าวออนไลน์ของเรา

ที่มา – เดลินิวส์ 23 ส.ค.คิวต่อไปลุ้นคดีชั้น14 ทักษิณรอด112 ศาลอาญาสั่ง‘ยกฟ้อง’