ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ชาวบ้านช่องจอมลำบาก วอนรัฐบาลเคลียร์ปัญหาชายแดน

บรรยากาศบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาตอนด้านอำเภอกาบเชิงและอำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ยังคงตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะมีการเจรจาอย่างตั้งใจ แต่สถานการณ์กลับไม่คลี่คลายลงเลย ล่าสุดมีรายงานว่าทหารไทยสามารถยิงโดรนของฝ่ายกัมพูชาได้ถึง 4 ลำ และกำลังดำเนินการค้นซากในพื้นที่ใกล้เคียง

ชาวบ้านช่องจอมลำบากหนักจากการค้าซบเซา

ผู้คนในพื้นที่ ทั้งพ่อค้าแม่ค้าตลาดชายแดนช่องจอม ประสบปัญหาอย่างหนัก จากการค้าที่หดตัวลงอย่างรวดเร็ว ลูกค้าหายไปเกือบ 100% หลายร้านจำเป็นต้องปิดกิจการ เพราะไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายต่อไปได้ กระทั่งบางครอบครัวเลือกที่จะอพยพจากพื้นที่โดยไม่รอคำสั่งของเจ้าหน้าที่

แม่ค้าเปิดใจผลกระทบจากสถานการณ์

นางคำภาย เชื้ออินทร์ อายุ 52 ปี ร้านค้าด้านเนื้อหมูสด ระบุว่า ยอดขายลดลงไปกว่า 90% เหลือเพียงไม่ถึง 10% เมื่อเทียบกับช่วงปกติ ปัจจุบันต้องขายขาดทุนเพื่อไม่ให้สินค้าเสีย มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่กล้าออกมาทำการซื้อขาย เนื่องจากความกลัวความไม่แน่นอน ส่งผลกระทบให้คนในพื้นที่ไม่กล้าออกไปทำงาน เช่น การกรีดยางเพื่อหาเลี้ยงชีพ

นางพัชรี มากัง อายุ 52 ปี แม่ค้าร้านโชว์ห่วย กล่าวเสริมว่า การค้าขายแทบเป็นไปไม่ได้เลย ลูกค้าหายไปเกือบทั้งหมด ครอบครัวหลายหลังเริ่มใช้ชีวิตอย่างประหยัด แทบจะมีแค่ค่าอาหารประทังชีพเท่านั้น

ปัญหายืดเยื้อ กระทบเศรษฐกิจท้องถิ่นมากกว่าที่เห็น

สิ่งที่ตามมานั้นไม่ใช่แค่ปัญหาความขัดแย้งเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของเศรษฐกิจส่วนตัว ความเป็นอยู่ของประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ตั้งแต่การไม่สามารถทำงานนอกบ้าน การขาดโอกาสในการค้าขายไปจนถึงการไม่ได้รับการช่วยเหลือหรือเยียวยาที่เหมาะสมจากภาครัฐ

  • ผลกระทบด้านเศรษฐกิจจากความตึงเครียดที่ชายแดน
  • ขาดการสนับสนุนและเยียวยาแก่ประชาชน
  • ความกังวลเรื่องความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน
  • ความหวาดกลัวส่งผลให้ชาวบ้านหลีกเลี่ยงการทำมาหากิน

สถานการณ์ที่ยืดเยื้อแบบนี้ไม่ได้กระทบเพียงการเคลื่อนไหวของทหาร แต่มีผลกระทบเชิงลึกต่อหัวใจและวิถีชีวิตของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในเขตร้อนระเบิด อีกทั้งยังทำลายโครงสร้างทางเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างหนัก หลายคนยังคงต้องอยู่แบบวันต่อวัน โดยไม่มีความมั่นใจว่าจะผ่านวันนี้ไปได้อย่างไร

ความหวังของชาวบ้านคือการที่รัฐบาลจะเข้ามาเคลียร์ปัญหาอย่างจริงจัง ช่วยเยียวยาความเสียหายจากผลกระทบในระยะยาว และหาวิธีแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน เพื่อคืนความมั่นคงให้แก่ประชาชนในพื้นที่

ที่มา – ชาวบ้านช่องจอมลำบากหนัก การค้าซบเซา วอนรัฐเร่งเคลียร์ปัญหาชายแดนสุรินทร์

รมช.กระทรวงสาธารณสุข ตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลบ้านแพ้ว

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา นายชัยชนะ เดชเดโช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของ โรงพยาบาลบ้านแพ้ว (องค์การมหาชน) ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร โดยมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่าง ๆ ให้การต้อนรับอย่างเป็นทางการ

รมช.กระทรวงสาธารณสุข ตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลบ้านแพ้ว

ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขและคณะ ได้มีโอกาสเยี่ยมชมการให้บริการของโรงพยาบาลในหลากหลายแผนกสำคัญ เช่น ห้องอุบัติเหตุและฉุกเฉิน, ศูนย์รังสีวินิจฉัย, คลินิกเฉพาะทาง, ศูนย์ตรวจสุขภาพ, หอผู้ป่วยใน รวมถึง ศูนย์เลสิกโรงพยาบาลจักษุบ้านแพ้ว ซึ่งเป็นจุดเด่นของโรงพยาบาลแห่งนี้

การให้บริการที่ครอบคลุมทุกมิติ

โรงพยาบาลบ้านแพ้วเป็นโรงพยาบาลรัฐแห่งแรกของประเทศไทยที่บริหารในรูปแบบองค์การมหาชน มีการบริการครอบคลุมอย่างครบวงจร ทั้งด้าน การสร้างเสริมสุขภาพ, การป้องกันโรค, การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสุขภาพ โดยให้บริการทั้งผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก ซึ่งมีจำนวนเฉลี่ยมากกว่า 3,000 คนต่อวัน

โรงพยาบาลมีบุคลากรทั้งหมด 1,793 คน (ณ วันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2568) ประกอบด้วยแพทย์ 180 คน, ทันตแพทย์ 23 คน, พยาบาล 418 คน, เภสัชกร 35 คน, และเจ้าหน้าที่อื่น ๆ 1,137 คน ซึ่งทำงานร่วมกันเพื่อให้บริการที่มีคุณภาพสูงสุดแก่ประชาชน

นอกจากนี้ โรงพยาบาลบ้านแพ้วยังมีสาขาในจังหวัดสมุทรสาคร 5 แห่ง และสาขาในกรุงเทพมหานครอีก 2 แห่ง พร้อมให้บริการอย่างต่อเนื่องทั้งในกรุงเทพฯ และในพื้นที่ใกล้เคียง

  • ศูนย์หัวใจครบวงจร
  • หน่วยผ่าตัดต้อกระจกเคลื่อนที่ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ
  • ศูนย์ส่องกล้องและผ่าตัดผ่านกล้อง
  • คลินิกหมอครอบครัว
  • ศูนย์ตรวจการนอนหลับ
  • แผนกทันตกรรม และกายภาพบำบัด

โดยภายหลังการตรวจเยี่ยม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้มอบนโยบายสำคัญต่อโรงพยาบาลบ้านแพ้ว พร้อมทั้งให้กำลังใจบุคลากรในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ เพื่อดูแลสุขภาพประชาชนให้มีคุณภาพ และเป็นไปตามมาตรฐานที่กระทรวงสาธารณสุขได้วางแนวทางไว้

การดำเนินงานของ โรงพยาบาลบ้านแพ้ว (องค์การมหาชน) ถือเป็นตัวอย่างที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ และมีบทบาทสำคัญในด้านการให้บริการทางการแพทย์ในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นศูนย์กลางในการรับ-ส่งต่อผู้ป่วยด้านจักษุ และหัวใจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและความสามารถของโรงพยาบาลที่ผ่านการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ

จากการตรวจเยี่ยมครั้งนี้ จึงสามารถสรุปได้ว่า โรงพยาบาลบ้านแพ้ว (องค์การมหาชน) พร้อมแล้วในการพัฒนาต่อยอดบริการสู่ความเป็นเลิศ ทั้งในด้านเทคโนโลยี, ทรัพยากรบุคคล และการให้บริการที่ทันสมัย ตอบโจทย์ทุกความต้องการด้านสุขภาพของประชาชนในภูมิภาค

ทั้งนี้ โรงพยาบาลบ้านแพ้วยังคงปรับปรุงคุณภาพการบริการอย่างต่อเนื่อง และมุ่งมั่นเป็นโรงพยาบาลต้นแบบในด้านการบริหารเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

คุณสามารถติดตามข่าวสารและสถานการณ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับสาธารณสุขได้ที่เว็บไซต์ของหน่วยงานราชการหรือแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้

ที่มา – รมช.กระทรวงสาธารณสุข ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานโรงพยาบาลบ้านแพ้ว (องค์การมหาชน)

เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์เดินหน้าสร้างเมืองแห่งความสุข

เมื่อเร็ว ๆ นี้ เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ได้จัดโครงการ เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์เดินหน้าสร้างเมืองแห่งความสุข พร้อมกับจัดกิจกรรมพบปะกับสื่อมวลชนและผู้ประกาศข่าวชุมชน เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอย่างโปร่งใส สร้างความเข้าใจ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาเมืองให้ดีขึ้น

เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์เดินหน้าสร้างเมืองแห่งความสุข

กิจกรรมในครั้งนี้มีขึ้น ณ หอประชุมธรรมาภิบาลเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ โดยมี นายกีรฒิการย์ พิมพะนิตย์ นายกเทศมนตรีเมืองกาฬสินธุ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่เทศบาลเข้าร่วมแถลงข่าวร่วมกับสื่อมวลชน ทั้งจากสำนักข่าวต่างๆ รวมถึงผู้ประกาศข่าวในชุมชน เพื่อร่วมสร้างสังคมแห่งความเข้าใจและการสื่อสารที่ตรงประเด็น

กิจกรรมเพื่อส่งเสริมเมืองแห่งความสุข

ในงานมีกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ เช่น การบำเพ็ญประโยชน์ในสวนสาธารณะชุมชนสุขสบายใจ ศิลปกรรมการแสดงจากโรงเรียนผู้สูงอายุเทศบาล และนักเรียนโรงเรียนเทศบาล 4 เฉลิมพระเกียรติ รวมถึงการแสดงวิดิทัศน์สั้นในหัวข้อ “เมืองกาฬสินธุ์ เมืองแห่งความสุข” และ “Vision To Action” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเป้าหมายร่วมของประชาชน

นอกจากนี้ยังมีเวทีเสวนาหัวข้อ “Kalasin Next เมืองที่ทุกคนอยากอยู่” ที่นำเสนอกับนายกเทศมนตรีเมืองกาฬสินธุ์เอง พร้อมนิทรรศการจากชุมชนกรุณา, Day Care ส่งเสริมสุขภาพ, ธุงอีสาน จากวัฒนธรรมสู่การอาชีพ และกิจกรรมการแยกประเภทขยะจากโรงเรียนเทศบาล 4 เฉลิมพระเกียรติ

นายกีรฒิการย์ พิมพะนิตย์ ได้เผยถึงเป้าหมายหลักอย่างชัดเจนว่า มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาเมืองกาฬสินธุ์ให้เป็น เมืองแห่งความสุข อย่างแท้จริง ผ่านวิสัยทัศน์ 7 พันธกิจ ได้แก่

  • เมืองสุขภาพดีที่เข้าถึงบริการด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ
  • เมืองเศรษฐกิจดีด้วยการจัดงานและส่งเสริมการค้าภายในท้องถิ่น
  • เมืองโครงสร้างพื้นฐานพร้อม ปลอดภัยและทันสมัย
  • เมืองมีอัตลักษณ์และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
  • เมืองแห่งการเรียนรู้ที่มุ่งสู่การศึกษาตลอดชีวิต
  • เมืองสิ่งแวดล้อมดี ที่จัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน
  • เมืองแห่งความร่วมมือ ที่มีระบบสื่อสารและเชื่อมโยงกับประชาชนอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ นโยบายทั้ง 7 ข้อนี้จะสำเร็จได้จริง หากได้รับการสนับสนุนจากประชาชน สมาชิกสภาเทศบาล และบุคลากรทุกภาคส่วนของเมือง รวมถึงสื่อมวลชนที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างนโยบายกับชุมชน

ไม่ว่าจะในด้านการสื่อสาร การจัดสรรงบประมาณ หรือการมีส่วนร่วมของประชาชน ทุกความพยามของเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์มีเป้าหมายร่วมกันอยู่ที่ “การสร้างเมืองแห่งความสุข” อย่างแท้จริง เปิดโอกาสทุกคนได้มีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเมืองกาฬสินธุ์อนาคตที่ทุกคนมีความสุข คือหน้าที่และหน้าตาของพวกเราทุกคนอย่างแท้จริง

ที่มา – เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์จัดโครงการพบสื่อมวลชนเดินหน้าสร้างเมืองแห่งความสุข

ดั๊บเบิ้ล เอ ผลงานไตรมาส 2/2568 แข็งแกร่ง มั่นใจครึ่งปีหลัง

ดั๊บเบิ้ล เอ ผู้นำด้านการผลิตกระดาษรีไซเคิลรายใหญ่ของเอเชีย เปิดเผยว่า ผลงานในไตรมาส 2 ปี 2568 ยังคงทรงตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายได้รวม 5,238 ล้านบาท และทำกำไรสุทธิ 413 ล้านบาท ใกล้เคียงกับผลประกอบการในไตรมาสแรก สะท้อนถึงความมั่นคงและการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ในท่ามกลางความท้าทายจากหลายปัจจัย ทั้งผลกระทบจากราคาวัตถุดิบ ค่าเงินบาทที่ผันผวน และมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ

ดั๊บเบิ้ล เอ ผลงานไตรมาส 2/2568 แข็งแกร่ง มั่นใจครึ่งปีหลัง

ความสำเร็จที่ได้ในช่วงไตรมาส 2/2568 ถือเป็นผลจากการดำเนินงานเชิงรุกทั้งในด้านการผลิตและการตลาด โดยดั๊บเบิ้ล เอ ใช้ประโยชน์จากโรงงานแบบครบวงจร (Integrated Mill) เพื่อบริหารต้นทุนให้อยู่ในระดับต่ำที่สุดในเอเชีย และติดอันดับ 2 ของโลกในไตรมาสแรก ช่วยให้มีศักยภาพในการแข่งขันสูง แม้เผชิญกับสภาวะตลาดที่ไม่แน่นอน

การตลาดที่มีกลยุทธ์ชัดเจน

ในด้านการตลาด ดั๊บเบิ้ล เอ ยังคงรักษาฐานลูกค้าเดิมอย่างมั่นคงในตลาดเอเชีย อินเดีย และออสเตรเลีย ซึ่งอยู่ในช่วงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศไทยที่เริ่มฟื้นตัวจากการชะลอตัวในช่วงก่อนหน้านี้ พร้อมทั้งยังขยายตลาดใหม่ในภูมิภาคแอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชียใต้ เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการเติบโต

บริษัทยังให้ความสำคัญกับการสร้าง Brand Awareness และการบริหารประเด็นต้นทุนการขนส่งอย่างรอบคอบ ขณะเดียวกันก็พร้อมรับมือกับผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกผ่านการวางแผนและกลยุทธ์ระยะยาวในหลากหลายตลาด

  • รายได้: 5,238 ล้านบาท
  • กำไรสุทธิ: 413 ล้านบาท
  • ต้นทุนการผลิต: ต่ำที่สุดในเอเชีย
  • กลยุทธ์: ขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศอย่างรอบด้าน

ดั๊บเบิ้ล เอ ผลงานไตรมาส 2/2568 ที่ทั้งมั่นคงและมีขีดความสามารถสูง ไม่เพียงแต่ในด้านการตลาดหรือการผลิต แต่ยังควบคู่กับการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยให้ความสำคัญอย่างจริงจังต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG)

จากความแข็งแกร่งในครึ่งปีแรก ดั๊บเบิ้ล เอ ก็มั่นใจว่าจะสามารถรุกตลาดเต็มกำลังในครึ่งปีหลังได้อย่างมั่นคง และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับทุกภาคส่วน

ที่มา – ดั๊บเบิ้ล เอ โชว์ผลงานไตรมาส 2/2568 แข็งแกร่งต่อเนื่อง มั่นใจครึ่งปีหลังรุกตลาดเต็มกำลัง

ฮุน เซน โต้ ม.บ้านสมเด็จฯ เพิกถอนปริญญา ไร้ค่า ทิ้งไปนาน

สมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างรุนแรงต่อกรณีที่มหาวิทยาลัยราชภัฎบ้านสมเด็จเจ้าพระยาประกาศเพิกถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ที่เคยมอบให้กับท่านในอดีต โดยระบุว่า “ผมทิ้งมันไปนานแล้ว มันไม่มีคุณค่าอะไรที่ผมจะต้องเก็บไว้”

ฮุน เซน โต้ ม.บ้านสมเด็จฯ เพิกถอนปริญญา ไร้ค่า ทิ้งไปนาน

ฮุนเซนกล่าวว่า วันนี้เมื่อได้เห็นข่าวว่าสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งของไทยได้ประกาศเพิกถอนปริญญาบัตรที่เคยมอบให้กับตนเองนั้น เขาไม่รู้สึกประหม่าหรือเสียใจแต่อย่างใด เพราะปริญญาบัตรทั้ง 3 ฉบับดังกล่าว เขาไม่ได้ให้ความสำคัญตั้งแต่สมัยที่ยังอยู่กับมือแล้ว

ท่านกล่าวอีกว่า “ปริญญาฉบับแรกได้รับในปี 2001 ฉบับที่สองในปี 2006 และฉบับที่สามในปี 2019 ผมไม่ได้รู้สึกภูมิใจอะไรกับกระดาษแผ่นหนึ่งที่มาจากพวกคุณเลย” นี่เป็นคำชี้แจงที่แสดงให้เห็นถึงทัศนคติที่ชัดเจนต่อการประนามพฤติกรรมของมหาวิทยาลัยดังกล่าว

ปริญญาไม่ได้สร้างความสำเร็จให้ฮุนเซน

ฮุนเซนย้ำว่า สติปัญญาและความรู้ของเขานั้นไม่ได้เกิดจากปริญญาของสถาบันการศึกษาในไทย หรือโรงเรียนใด ๆ ในประเทศไทย แต่กลับได้รับจากการใช้ชีวิตและการเรียนรู้จากคนกัมพูชาและโรงเรียนในประเทศของเขาเอง

ท่านเผยว่าความสำเร็จที่มีในช่วงอายุหนุ่ม ๆ คือหลักฐานว่าไม่ได้พึ่งพาปริญญาที่ได้รับในภายหลัง เช่น ในปี 1979 ตอนอายุ 27 ปี ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ปี 1981 ตอนอายุ 29 ปี ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และในปี 1985 เมื่ออายุ 32 ปี ก็กลายเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว

“ปริญญาเหล่านั้นมอบให้ผม ‘หลังจาก’ ที่ผมประสบความสำเร็จแล้ว ผมคิดว่าพวกคุณควรจะรู้สึกละอายใจ หากได้กลับไปทบทวนการประเมินคุณสมบัติของผมในตอนที่พวกคุณเสนอให้ผมรับปริญญาเหล่านั้น” ฮุนเซนกล่าว

  • ปี 1979: รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ วัย 27 ปี
  • ปี 1981: รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ วัย 29 ปี
  • ปี 1985: นายกรัฐมนตรี วัย 32 ปี

ท่านยืนยันว่าไม่เคยร้องขอหรือคาดหวังให้ถวายปริญญาใด ๆ มาก่อน และการตัดสินใจในครั้งนี้ก็ถือเป็นการยืนยันถึงความไม่สำคัญของกระดาษใบเล็ก ๆ น้อย ๆ ต่อชีวิตการเมืองและการนำของท่าน

ฮุนเซนได้กล่าวสรุปอย่างชัดเจนว่า “อดีตไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ และผมขอย้ำว่า คนที่มาขอให้ผมรับปริญญาเหล่านั้นก็คือ ‘พวกคุณ’ พร้อมด้วยคำชื่นชมต่าง ๆ การตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่รับ ขึ้นอยู่กับตัวผมเอง และผมก็ไม่เคยเป็นคนที่รับอะไรโดยไม่คิด”

การตอบโต้ของท่านยังสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองส่วนตัวที่ชัดเจนเกี่ยวกับการศึกษา ความสำเร็จ และศักดิ์ศรีของบุคคล โดยไม่นำวาระการเพิกถอนปริญญาไปยุ่งเกี่ยวกับอารมณ์หรือถ้อยคำที่รุนแรงเกินไป แม้จะมีความเข้มข้นทางการเมืองแฝงอยู่เบื้องหลังก็ตาม

คุณคิดอย่างไรกับมุมมองของสุภาพบุรุษผู้นี้? ลองแบ่งปันความคิดเห็นของคุณเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้นะครับ

ที่มา – “ฮุน เซน” โต้เดือด! ปม ม.บ้านสมเด็จฯ เพิกถอนปริญญา ชี้ไร้ค่า-ทิ้งไปนานแล้ว

“นูโน” ขึ้นตัวเต็งโดนเด้งคนแรก “แอนจ์” ลุ้นเสียบคุม “เจ้าป่า”

“นูโน” เอสปิริโต ซานโต กลายเป็นชื่อที่ถูกจับตามองอย่างหนักหลังขึ้นแท่นเป็น “ตัวเต็ง” ในการโดนปลดจากตำแหน่งผู้จัดการทีม “เจ้าป่า” น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ของพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ โดยทันทีหลังเริ่มฤดูกาลได้ไม่นาน นูโน ก็ถูกวางอัตราต่อรองว่าจะเป็นผู้จัดการทีมคนแรกที่ถูกถอดจากตำแหน่ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่มั่นคงของผลงานและภาพรวมในทีม

“นูโน” เสี่ยงถูกปลดในช่วงต้นฤดูกาล

จากการรายงานของสื่อบริติช นูโน เอสปิริโต ซานโต ตกเป็นเป้าหมายของเจ้าของสโมสรน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ หลังจากผลงานที่ไม่สู้ดีและข่าวลือเรื่องความขัดแย้งภายในสโมสร ทั้งกับเจ้าของทีมอย่าง อีวานเจลอส มารินาคิส และ เอดู ผู้อำนวยการฟุตบอลที่ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในด้านการซื้อขายนักเตะ

เมื่อถูกสื่อถามถึงเรื่องข่าวลือเกี่ยวกับการถูกปลด นูโน ไม่ได้ปฏิเสธ ของเขาใช้คำพูดว่า “ถ้าไม่มีไฟ ก็ไม่มีควัน ผมรู้ว่าทุกอย่างมันเป็นยังไง” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่มั่นคงในความสัมพันธ์ภายในทีม โดยเฉพาะหลังจากเขาแสดงความไม่พอใจกับการบริหารทีมในเรื่องตลาดซื้อขายนักเตะ โดยเฉพาะในช่วงปิดซัมเมอร์

นูโน เอสปิริโต ซานโต ถูกจับตามองว่าจะเป็นผู้จัดการทีมแรกที่ถูกปลดในฤดูกาลนี้

“แอนจ์” ลุ้นเข้าเสียบตำแหน่ง

ชื่อของ “แอนจ์” ปอสเตโคกลู อดีตผู้จัดการทีมทอตแนม ฮอทสเปอร์ เปิดตัวเป็นเต็งหนึ่งที่จะเข้ามาคุมทีมต่อ โดยได้รับโอกาสในการแสดงตัวใหม่หลังจากตกงานไม่นาน ปอสเตโคกลู เคยมีผลงานพาทอตแนมคว้าแชมป์ยูโรปาลีก แม้ตอนนั้นจะถูกถอดจากตำแหน่งโดยเร็ว ทำให้คำว่า “แอนจ์” ยังคงเป็นที่จับตามองของเสาร์สายฟุตบอล

ขณะนี้แอนจ์ ได้รับการพิจารณาเป็นอัตราต่อรอง 6-4 ทำให้อยู่ในอันดับถัดมาหลังจากนูโน ที่อันดับรองลงมาก็มี โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ (อัตรา 8-1) และ อันโดนี อิราโอลา (อัตรา 10-1) เป็นตัวเลือกอื่น ๆ ที่อาจได้รับโอกาสในเร็ววัน

  • นูโน เอสปิริโต ซานโต: 4-5 ต่อรอง
  • แอนจ์ ปอสเตโคกลู: 6-4 ต่อรอง
  • โอลิเวอร์ กลาสเนอร์: 8-1 ต่อรอง
  • อันโดนี อิราโอลา: 10-1 ต่อรอง

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แค่ “นูโน” เท่านั้นที่ตกเป็นเป้าของการถูกถอด เกรแฮม พอตเตอร์ ที่เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ก็ตกเป็นอีกหนึ่งผู้จัดการทีมที่ได้รับแรงกดดันเป็นอย่างมาก เนื่องจากผลงานที่ทิ้งท้ายแย่มาก โดยภายใต้การคุมทีมของเขานั้นเวสต์แฮมได้แต้มรวมไม่ถึงสองหลักจากการแข่งขันในบ้านตัวเองถึง 10 เกมแรก เป็นผลงานที่น่าผิดหวังอย่างยิ่ง

ในขณะที่แฟนบอลหลายฝ่ายเริ่มสูญเสียความเชื่อมั่น ไม่ว่าจะกับนูโน หรือ พอตเตอร์ การเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมในช่วงเริ่มต้นฤดูกาลจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป ทั้งสองตำแหน่งนี้เปิดโอกาสให้อดีตกุนซือมีประสบการณ์ เช่น “แอนจ์” ได้แสดงฝีมือใหม่อีกครั้ง

บทสรุป: สถานการณ์ของ “นูโน” คือการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของผู้จัดการทีมในยุคปัจจุบันที่การปลดเป็นเรื่องปกติหากไม่มีผลงานตอบรับ ส่วน “แอนจ์” ก็ลุ้นโอกาสกลับมานั่งแท่นผู้จัดการทีมในลีกสูงสุดอีกครั้ง หากความไม่มั่นคงของเจ้าป่ายังดำเนินต่อ

ที่มา – “นูโน” ขึ้นตัวเต็งโดนเด้งคนแรก “แอนจ์” ลุ้นเสียบคุม “เจ้าป่า”

ศน. รวม 5 ศาสนา จัดมหกรรมสีสันแห่งศรัทธา พัฒนาชุมชนพลังบวร

จากความร่วมมือของกรมการศาสนา (ศน.) และองค์กรทางศาสนาทั้ง 5 ศาสนา ได้แก่ พุทธ อิสลาม คริสต์ พราหมณ์-ฮินดู และซิกข์ ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดภาคกลาง เครือข่ายชุมชนคุณธรรมพลังบวร จัดงาน “มหกรรมสีสันแห่งศรัทธา พัฒนาชุมชนพลังบวร” ระหว่างวันที่ 29-31 สิงหาคม 2568 ที่ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค กรุงเทพฯ

มหกรรมสีสันแห่งศรัทธา พัฒนาชุมชนพลังบวร

งานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมศักยภาพของชุมชนภายใต้พลังบวรที่มาจากความเชื่อทางศาสนา โดยจะมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านศาสนาต่างๆ การแสดงสัญลักษณ์สำคัญของแต่ละศาสนา เช่น พระบรมสารีริกธาตุ คัมภีร์อัลกุรอาน คัมภีร์ไบเบิล ไม้กางเขน เครื่องประกอบพิธีอารตี และการบูชาองค์เทพประจำวัดต่างๆ พร้อมทั้งแสดงสินค้าชุมชนที่สร้างสรรค์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสถึงคุณค่าทางศรัทธาและความหลากหลายทางวัฒนธรรม

ความเคลื่อนไหวทั่วประเทศ

ทั้งนี้ การจัดงานมหกรรมสีสันแห่งศรัทธา พัฒนาชุมชนพลังบวร ไม่ได้จัดเฉพาะในกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ขยายออกไปยังทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ซึ่งแต่ละภาคจะมีกิจกรรมที่สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะทางวัฒนธรรมและศาสนาของระดับท้องถิ่น โดยมีทีมงานร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดและเครือข่ายภาคเอกชนในการขับเคลื่อนโครงการฯ

ภาคตะวันออก: จัดกิจกรรมมหกรรมฯ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ณ สนามกีฬากลางจังหวัดระยอง.

ภาคใต้: จัดงานในวันที่ 25 สิงหาคม เวลา 16.00 น. ณ สุราษฎร์ธานีฮอลล์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพล่าซ่าสุราษฎร์ธานี

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน: The Power of “บวร” มหกรรมชุมชนคุณธรรมพลังบวรในมิติศาสนา (ระดับภาค) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม เวลา 17.00 น. ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลอุดร จ.อุดรธานี

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง: จัดงานมหกรรมสีสันแห่งศรัทธา พัฒนาชุมชนพลังบวร และการประชุมเชิงปฏิบัติการส่งเสริมพัฒนาและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ชุมชน ในวันที่ 27 สิงหาคม เวลา 15.00 น. ณ อุบลฮอลล์ เซ็นทรัลพลาซ่าอุบลราชธานี

ภาคเหนือ: จัดมหกรรมฯ ในวันที่ 8 กันยายน เวลา 17.00 น. ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 เซ็นทรัล พิษณุโลก

กิจกรรมเหล่านี้ถือเป็นการสร้างความร่วมมือในเชิงบูรณาการระหว่างศาสนาและวัฒนธรรม รวมทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านการผลิตภัณฑ์ชุมชนอย่างยั่งยืนและคุณภาพ ทั้งยังเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมเกี่ยวเนื่องกับแนวทางการใช้ศรัทธาสร้างพลังบวรของสังคมไทย

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้สนใจเรื่องศาสนาผสมผสานกับการพัฒนาชุมชน ฉันเชื่อว่างานมหกรรมสีสันแห่งศรัทธา พัฒนาชุมชนพลังบวร จะเป็นเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง

ที่มา – ‘ศน.- 5 ศาสนา’ จัด ‘มหกรรมสีสันแห่งศรัทธา พัฒนาชุมชนพลังบวร’ ทั่วประเทศ

โอลิมปิกกัมพูชา ยืนยันยังไม่ตัดสินใจจำนวนนักกีฬาส่งซีเกมส์

วัธ จำเริญ เลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งชาติกัมพูชา ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ขณะนี้ยังไม่มีการตัดสินใจอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับจำนวนนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ที่จะส่งไปแข่งขันในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันในเดือนธันวาคมนี้

โอลิมปิกกัมพูชา ยืนยันยังไม่มีคำสั่งลดจำนวนผู้เข้าร่วม

ล่าสุด มีข่าวออกมาว่านายชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ ประธานมนตรีซีเกมส์ ได้เสนอให้ประเทศกัมพูชาลดจำนวนผู้เข้าร่วมไม่เกิน 200 คน เพื่อความปลอดภัย โดยอ้างจากข้อกำหนดด้านความมั่นคงของไทย แต่ทางด้าน กัมพูชา ได้ออกมาโต้กลับว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง

วัธ จำเริญ ได้ระบุชัดเจนว่า “ข่าวลือเกี่ยวกับการลดจำนวนนักกีฬาเหลือเพียง 57 คนนั้น ไม่属实 และไม่มีพื้นฐานที่เชื่อถือได้เลย ที่สำคัญ ยังไม่มีการออกประกาศอย่างเป็นทางการจากฝ่ายจัดงาน ดังนั้นขอให้ประชาชนกัมพูชาอย่าเชื่อข่าวลือจากสื่อฝั่งไทย หากไม่มีเอกสารยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง”

รอดูคำสั่งจากรัฐบาลกัมพูชา

ขณะนี้จำนวนนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ที่กัมพูชาจะส่งไปร่วมแข่งขันยังอยู่ในขั้นตอนการตัดสินใจจากรัฐบาลด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้มีรายงานว่า มีการแจ้งข้อมูลเบื้องต้นว่าจะส่งคนรวมประมาณ 800 คน ทั้งนี้ การตัดสินใจครั้งนี้จะมีผลต่อภาพลักษณ์และความพร้อมของทีมชาติกัมพูชาในการเดินทางไปแข่งขันในประเทศไทยในเร็วๆ นี้

หนึ่งในประเด็นที่สื่อไทยและกัมพูชาให้ความสนใจคือ ความกดดันด้านความมั่นคงและความพร้อมในการจัดการแข่งขัน โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้เข้าร่วมมีจำนวนมาก ซึ่งหากไม่มีความชัดเจนในข้อมูล จะเป็นผลให้เกิดความเข้าใจผิดและข่าวลือที่อาจกระทบต่อภาพลักษณ์ของการแข่งขัน

  • ข่าวลือเกี่ยวกับจำนวนนักกีฬาจากกัมพูชาไม่เป็นจริง
  • ยังไม่ได้มีคำสั่งอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการลดจำนวนผู้เดินทาง
  • ประชาชนถูกเตือนให้ไม่เชื่อข่าวจากสื่อไทย หากไม่มีหลักฐาน

การสื่อสารอย่างโปร่งใสและการเสนอข้อมูลที่ถูกต้องในช่วงนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายควรให้ความสำคัญ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด และรักษาความน่าเชื่อถือของการแข่งขันกีฬาระดับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ครั้งสำคัญนี้

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันกีฬาซีเกมส์เป็นโอกาสอันดีในการเสริมสร้างมิตรภาพและความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาค ซึ่งหากทุกฝ่ายให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ทั้งจากฝ่ายจัดงานและประเทศผู้เข้าร่วม รับรองได้ว่า จะเกิดมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ดังนั้น ก่อนที่จะมีคำสรุปอย่างเป็นทางการ ขอให้ทุกคนอดใจรอ กัมพูชาพร้อมส่งทีมที่ดีที่สุดไปแข่งขันอย่างภาคภูมิ และหวังว่า ข่าวลือต่างๆ จะไม่ไปบดบังความตั้งใจอันดีในการส่งเสริมกีฬาในภูมิภาคนี้

ติดตามข่าวสารใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมความพร้อมของประเทศต่างๆ และจำนวนนักกีฬาของ โอลิมปิกกัมพูชา ที่จะเดินทางไปร่วมการแข่งขันในซีเกมส์ด้วยนะครับ

ที่มา – ‘โอลิมปิกกัมพูชา’ โวย ‘อย่าเชื่อข่าวฝั่งไทย’ รอรัฐบาลสั่ง ส่งแข่งซีเกมส์

สิงคโปร์กำหนดมาตรฐานใหม่ช่วยลดพลังงานศูนย์ข้อมูล 30%

เมื่อเร็ว ๆ นี้ สิงคโปร์ได้ออกมาตรฐานใหม่ที่มีชื่อว่า SS 715:2025 ซึ่งมุ่งเน้นด้านประสิทธิภาพทางพลังงานของอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศในศูนย์ข้อมูล เพื่อช่วยลดการใช้พลังงานในศูนย์ข้อมูลลงได้ถึง 30% โดยมาตรฐานนี้จะชี้แนะให้ผู้ใช้งานเลือกใช้อุปกรณ์ที่ผ่านเกณฑ์ประสิทธิภาพพลังงานในระดับสากล ช่วยให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สิงคโปร์กำหนดมาตรฐานใหม่ช่วยลดพลังงานศูนย์ข้อมูล 30%

มีรายงานจากสำนักข่าวซินหัวเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ที่ผ่านมา ระบุว่า มาตรฐาน SS 715:2025 เน้นส่งเสริมแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices) ไม่ว่าจะเป็นการรวมระบบหรือแพลตฟอร์มการทำงานในอุปกรณ์เดียว และการใช้ระบบเสมือน (Virtualization) ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานของอุปกรณ์ ลดจำนวนฮาร์ดแวร์ที่จำเป็น ช่วยให้ลดการใช้พลังงานโดยรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ลดค่าใช้จ่าย พร้อมเพิ่มความยั่งยืน

นอกจากนี้ มาตรฐานนี้ยังกำหนดให้อุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถทำงานได้อย่างปลอดภัยภายใต้อุณหภูมิสูงถึง 35 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นการลดต้นทุนด้านระบบทำความเย็นในศูนย์ข้อมูลจากเดิม โดยผู้ดำเนินงานศูนย์ข้อมูลสามารถยื่นขอเงินสนับสนุนจากรัฐ (IMDA) เพื่ออัปเกรดอุปกรณ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ ทำให้ทั้งลดค่าใช้จ่าย และสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กรได้ในระยะยาว

รายงานจาก IMDA ยังระบุเพิ่มเติมว่า อุปกรณ์ในศูนย์ข้อมูลทั่วไปใช้พลังงานถึงประมาณ60% ของพลังงานทั้งหมดที่ใช้ในศูนย์ข้อมูล และคาดการณ์ว่าในอนาคตอันใกล้ ความต้องการพลังงานในศูนย์ข้อมูลจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามการขยายตัวของการประยุกต์ใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มขึ้นในทุกอุตสาหกรรม

  • ลดการใช้พลังงานในศูนย์ข้อมูลได้สูงสุด 30%
  • ช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
  • ส่งเสริมให้ใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  • รองรับการเติบโตของ AI และระบบดิจิทัลในอนาคต

การออกมาตรฐาน SS 715:2025 ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศสิงคโปร์ ที่ไม่เพียงแต่เน้น “ความเร็ว” และ “ประสิทธิภาพ” ของเทคโนโลยี แต่ยังใส่ใจกับ “การใช้พลังงานอย่างมีความรับผิดชอบ” อีกด้วย

ในเมืองไทยที่กำลังพัฒนาเทคโนโลยีและศูนย์ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เราควรเรียนรู้และหันมาใส่ใจกับมาตรฐานเหล่านี้มากขึ้น เพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ที่มา – สิงคโปร์ออกมาตรฐานใหม่ เพื่อช่วยศูนย์ข้อมูลใช้พลังงานลดลง 30%

mgk ปล่อย lost americana อัลบั้มเต็มชุดที่ 7 พร้อม MV เพลงใหม่

แฟนเพลงทั่วโลกต่างจับตามองอย่างใกล้ชิดกับการกลับมาของศิลปินร็อคชื่อดัง mgk กับผลงานอัลบั้มใหม่ที่มีชื่อว่า lost americana ซึ่งเป็นอัลบั้มเต็มลำดับที่ 7 ของเขา โดยอัลบั้มนี้เต็มไปด้วยเพลงคุณภาพมากถึง 13 เพลงที่ถูกเรียบเรียงออกมาอย่างยอดเยี่ยม

mgk ได้เลือกใช้แนวเพลงอัลเทอร์เนทีฟป็อปร็อกที่เต็มไปด้วยอารมณ์และพลัง เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของ ‘American Dream’ ที่เขาต้องการบอกเล่า การเดินทางตามหาสิ่งที่หายไปนั้นถูกถ่ายทอดผ่านเสียงกีตาร์อันซับซ้อนและทำนองที่สร้างความประทับใจเป็นอย่างยิ่ง

mgk ปล่อย lost americana อัลบั้มเต็มชุดที่ 7 พร้อม MV เพลงใหม่

การทำงานร่วมกับนักแต่งเพลงและโปรดิวเซอร์ชื่อดังหลายคน เช่น SlimXX, BazeXX, Nick Long และ Travis Barker จากวง blink-182 ได้ช่วยเสริมพลังให้กับผลงานในอัลบั้มนี้ให้เต็มเปี่ยมไปด้วยสีสันและแรงบันดาลใจ จนทำให้ lost americana เป็นหนึ่งในอัลบั้มที่น่าจับตามองที่สุดในปีนี้

มิวสิควิดีโอเพลง “outlaw overture”

นอกจากเพลงในอัลบั้มแล้ว mgk ยังเปิดตัวมิวสิควิดีโอเพลงใหม่ที่มีชื่อว่า “outlaw overture” ซึ่งกำกับโดย Sam Cahill และ Hunter Simmons โดยเพลงนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของอัลบั้ม lost americana อย่างเป็นทางการ และเป็นการบอกเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเดินทางของเขานอกจากเสียงเพลงที่ฟังเพลิน ยังเติมเต็มความสัมพันธ์ระหว่างศิลปินกับผู้ฟังได้อย่างยอดเยี่ยม

จากประสบการณ์และความสำเร็จในอัลบั้มก่อนหน้าอย่าง Tickets To My Downfall และ mainstream sellout ทำให้ mgk มีความมั่นใจในการนำเสนอเสียงเพลงที่แท้จริงของตัวเองให้กับแฟนๆ ได้อย่างเต็มรูปแบบ อัลบั้ม lost americana จึงเป็นเหมือนสะพานเชื่อมระหว่างอดีตกับอนาคต โดยแม้เส้นทางบางช่วงจะเบลอไปบ้าง แต่สิ่งที่เขาสร้างขึ้นมาในอัลบั้มนี้กลับดูสดใสและมากไปด้วยแรงบันดาลใจ

หากคุณเป็นแฟนตัวยงของศิลปินเจน Z หรือชอบแนวเพลงอัลเทอร์เนทีฟร็อค ต้องห้ามพลาดการติดตามผลงานชุดใหม่จาก mgk ให้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเสียงเพลงที่กำลังกลับมาเปลี่ยนโลกฟังเพลงในตอนนี้

ที่มา – “mgk” ปล่อย lost americana อัลบั้มเต็มชุดที่ 7 พร้อมเอ็มวีเพลงใหม่ “outlaw overture” ดนตรีอัลเทอร์เนทีฟป็อปร็อก