ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

SIAMJNK ลุยคลังสินค้าพรีเมี่ยม สยายปีกอาเซียน

SIAMJNK Group ผู้นำด้านการให้บริการคลังสินค้าระดับพรีเมี่ยมในประเทศไทย กำลังเตรียมขยายธุรกิจสู่ตลาดอาเซียนอย่างเต็มตัว ภายใต้แนวคิดนวัตกรรม WLUBHOUSE ที่เปลี่ยนแปลงความหมายของคลังสินค้าจากพื้นที่เก็บของ เป็นสถานที่ทำงานที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้เช่า

SIAMJNK ลุยคลังสินค้าพรีเมี่ยม สยายปีกอาเซียน

นายธิติ คัณธามานนท์ ประธานบริหาร SIAMJNK Group เปิดเผยว่า WLUBHOUSE ถือเป็นนวัตกรรมสำคัญของการให้บริการคลังสินค้าที่เกิดขึ้นจากการตกผลึกประสบการณ์บริหารคลังสินค้ากว่า 25 ปี ช่วยให้ SIAMJNK สามารถเข้าถึงใจผู้เช่าได้มากกว่า ด้วยการวาง Design และการบริการที่ยืดหยุ่นตามความต้องการของผู้เช่าอย่างแท้จริง

ความแตกต่างของ SIAMJNK

SIAMJNK ไม่ได้มองเพียงโครงสร้างอาคารที่เป็นคลังสินค้า แต่เรามองลึกเข้าไปที่ความต้องการของผู้เช่าที่เปลี่ยนไป โดยเน้นย้ำ 3 ประเด็นหลัก คือ Location , Security และ Facilities อีกทั้งยังเพิ่มพื้นที่สันทนาการ ร้านอาหารระดับพรีเมี่ยมริมน้ำเจ้าพระยา รวมถึงอาคาร Clubhouse ที่เป็น Landmark โดดเด่นด้วยคอนเซปต์และการออกแบบที่สะท้อน Entrepreneurial society อย่างชัดเจน

  • ทำเลใจกลางเมืองใน 7 จุดหลัก
  • รองรับรถเทรลเล่อร์ และเข้าออกได้ตลอด 24 ชั่วโมง
  • ระบบ CCTV ระดับสากล
  • บริการที่ยืดหยุ่น เช่น ฝึกซ้อมดับเพลิง, จัดวางสินค้าโดยวิศวกรอาชีพ

การให้บริการของ SIAMJNK ผ่านระบบ Dotify ช่วยให้ผู้เช่าสามารถติดตามสถานะการซ่อมแซมแบบ Realtime ได้ ส่งผลให้ลดต้นทุน และเพิ่มความพึงพอใจของผู้เช่าอย่างมาก ทำให้ได้รับรางวัล PRIX D’EXCELLENCE จาก FIABCI ระดับนานาชาติอย่างแท้จริง

SIAMJNK ยังถือเป็นผู้นำแนวคิด ESG (Environment, Social, Governance) ด้วยการใช้ระบบ Solar Cell วัสดุ Recycle และการให้ทุนการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยให้บริษัทได้รับการรับรอง ISO 9001 และ ISO 14001

โอกาสในการขยายตัวในภูมิภาคอาเซียน

ด้วยการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ อุตสาหกรรมโลจิสติกส์อยู่ในช่วงที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในแง่ของ E-Commerce การย้ายฐานการผลิต และการเติบโตของสังคมเมือง ทำให้สายธารการลงทุนไหลเวียนเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น

กลยุทธ์ของ SIAMJNK จึงเน้นในเรื่องของการวางพิกัดใจกลางเมือง โดยมีรัศมีไม่เกิน 3 กิโลเมตร จากทางด่วนและรถไฟฟ้า รองรับผู้เช่าทั้ง Corporate, SMEs และกลุ่มตลาดล่างถึงกลางที่มีความต้องการในพื้นที่คลังสินค้ามาตรฐานให้มากขึ้น

ด้านตลาดต่างประเทศ กลุ่มที่กำลังให้ความสนใจ SIAMJNK ได้แก่ สิงคโปร์ที่มีพื้นที่จำกัดแต่พร้อมด้านเทคโนโลยี และเวียดนาม ประเทศที่มี GDP เติบโตสูงสุดในภูมิภาค ทำให้ SIAMJNK เตรียมสยายปีกไปในภูมิภาคอาเซียนภายใน 3 ปีข้างหน้าอย่างมั่นใจ

ด้วยตำแหน่งที่ชัดเจนในฐานะผู้นำการให้บริการ SIAMJNK ลุยคลังสินค้าพรีเมี่ยม สยายปีกอาเซียน ถือเป็นกลยุทธ์ที่ก้าวทันยุคสมัย สร้างความแตกต่าง และเติบโตไปพร้อมกับลูกค้าผู้เช่าในทุกระดับ เรียกได้ว่า “คลังสินค้าไม่ใช่แค่สถานที่เก็บของ แต่เป็นพื้นที่แห่งโอกาสทางธุรกิจ”

หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่ต้องการพื้นที่คลังสินค้ามาตรฐาน พร้อมตั้งใจกลางเมืองและเชื่อมโยงสู่ตลาดอาเซียน SIAMJNK พร้อมรับใช้ในทุกความต้องการของคุณ

ที่มา – SIAMJNK ลุยคลังสินค้าพรีเมี่ยม พร้อมเตรียมสยายปีกอาเซียน

เบลล่า ราณี ร่วมอาลัยคุณพ่อ ดิว อริสรา อุ้ม น้องไซลาส สุดน่ารัก

บรรยากาศในงานบำเพ็ญกุศลคุณพ่อ “วิชิต ทองบริสุทธิ์” หรือที่หลายคนรู้จักในนาม “เฮียหลี” คุณพ่อของนางร้ายชื่อดัง ดิว อริสรา ทองบริสุทธิ์ ที่ศาลากิจสุวรรณ วัดหลักสี่ กรุงเทพฯ เมื่อคืนวันที่ผ่านมา ช่างเต็มไปด้วยความเศร้าหมองและหัวใจที่ยังผูกพันด้วยความรัก

ภายหลังจากที่ ดิว อริสรา เดินทางกลับประเทศไทยเพื่อเคลียร์ปัญหาส่วนตัวและหนี้สิน ล่าสุดเจ้าตัวได้เข้าร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลคุณพ่อในคืนแรก ท่ามกลางญาติมิตรและเพื่อนพ้องในวงการบันเทิงที่มาร่วมไว้อาลัยอย่างต่อเนื่อง

เบลล่า ราณี ร่วมอาลัยคุณพ่อ ดิว อริสรา อุ้ม น้องไซลาส สุดน่ารัก

งานนี้มีดาราดังหลายคนเดินทางมาร่วมไว้อาลัย ทั้ง กุ๊บกิ๊บ สุมณทิพย์, ดีเจมะตูม เตชินท์, ใบเตย สุธีวัน, คริส หอวัง, และ เบลล่า ราณี ต่างนำพวงหรีดและดอกไม้จันทน์มาร่วมงาน บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นระหว่างความเศร้าเสีย

ภาพอบอุ่นจากเบลล่า ราณี และน้องไซลาส

หนึ่งภาพที่ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม คือ “พลอย” ผู้จัดการของ เบลล่า ราณี ที่ได้โพสต์ภาพ เบลล่า ราณี ที่อุ้ม น้องไซลาส ลูกชายของดิว ที่มาร่วมพิธีไว้อาลัยคุณตา ความน่ารักของ น้องไซลาส ที่อยู่ในอ้อมกอดของ เบลล่า ราณี ทำให้บรรยากาศที่เศร้าหมองมีรอยยิ้มอบอุ่นระหว่างกลางห้วงความรำลึก

ต่อมา ดิว อริสรา ได้เข้ามาคอมเมนต์ใต้โพสต์ของแฟนเพจพลอยว่า:

“รักพี่พลอยเสมอ เสมอต้นเสมอปลายไม่เคยเปลี่ยนเลย รักและขอบคุณพี่นะ”

บรรยากาศในคืนนั้นถือเป็นการรวมตัวของความรัก ความเผื่อแผ่ และความผูกพันที่ยังคงอยู่ แม้เจ้าของใจจะจากไป

แม้จะเป็นโอกาสที่เศร้า แต่ความอบอุ่นของคนรักและครอบครัวคือสิ่งที่หลงเหลืออยู่ในความทรงจำ รักยิ่งเหลือ แม้หายไปจากร่างกาย

หากคุณชื่นชอบข่าวสารบันเทิงไทย ติดตามเราได้ที่นี่ทุกวัน

ที่มา – ‘เบลล่า ราณี’ ร่วมอาลัยคุณพ่อ‘ดิว อริสรา’ อุ้ม‘น้องไซลาส’สุดน่ารัก

รองเลขาฯ กกต. ยื่นค้านการประกันตัวอดีตหัวหน้าพรรค “ไทรักธรรม”

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม นายเกรียงไกร พานดอกไม้ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เข้าพบ พ.ต.อ.วีระวุฒิ ดำสุวรรณ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี เพื่อยื่นหนังสือแสดงความประสงค์ในการคัดค้านการประกันตัว อดีตหัวหน้าพรรครายใหญ่ ที่เป็นข่าวอยู่ในขณะนี้

รองเลขาฯ กกต. ยื่นค้านการประกันตัวอดีตหัวหน้าพรรค “ไทรักธรรม”

นายพีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค อดีตหัวหน้าพรรคไทรักธรรม เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสระบุรี ที่ จ.117/2566 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2566 และเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาหลายสำนวน ซึ่งในข้อกล่าวหาหลักคือการนำหรือยินยอมให้บุคคลอื่นนำเงินหรือทรัพย์สินของพรรคการเมืองไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว หรือประโยชน์อื่นใด อันเป็นความผิดตาม มาตรา 132 พ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งมีระวางโทษสูงถึงจำคุก 5 – 10 ปี หรือปรับ 100,000 – 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ความเสี่ยงจากการประกันตัว

สำนักงาน กกต. เห็นว่า คดีนี้มีระวางโทษสูงมาก หากปล่อยตัวชั่วคราว ผู้ต้องหาอาจหลบหนี ไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือ ก่อเหตุร้ายประการอื่น ตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108/1 อีกทั้งยังมีพฤติการณ์การหลบหนีการจับกุมตามหมายจับที่ปรากฏมาก่อน ทำให้ กกต. มีหนังสือคัดค้านการประกันตัวในครั้งนี้อย่างหนักแน่น

ในวันที่เข้าพบพนักงานสอบสวน นายเกรียงไกร พานดอกไม้ ยังได้หารือกับ พ.ต.อ. วีระวุฒิ ดำสุวรรณ ถึงแนวทางการขยายผลการสืบสวนไปยังผู้ต้องหารายอื่นที่ยังหลบหนีอยู่ เพื่อดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป

  • ผู้ต้องหาถูกกล่าวหาเป็นหัวหน้าพรรคฯ
  • มีคดีพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินของพรรคฯ
  • เป็นลูกหนี้ในคำพิพากษาหลายสำนวน
  • มีพฤติการณ์หลบหนี

ขณะนี้ พนักงานสอบสวนได้นำตัวผู้ต้องหาฝากขังต่อศาลจังหวัดสระบุรีแล้ว หลังการฝากขัง ขั้นตอนถัดไปจะเป็นการรวบรวมพยานหลักฐานอย่างครบถ้วน เพื่อส่งให้อัยการพิจารณาดำเนินคดีในขั้นต่อไป

กรณีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการดำเนินคดีอย่างเข้มงวด โดยหน่วยงานตรวจสอบภายนอก เช่น กกต. ที่ต้องแสดงจุดยืนชัดเจน หากเห็นว่าการปล่อยตัวผู้ต้องหามีความเสี่ยงต่อความยุติธรรมและกระบวนการทางกฎหมาย

ที่มา – รองเลขาฯ กกต. ยื่นค้านการประกันตัวอดีตหัวหน้าพรรค “ไทรักธรรม”

PEA ระดมอาสาสมัครซ่อมไฟฟ้า ช่วยประชาชนอุบลฯ

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม เกิดขึ้นเป็นวันที่มีความหมายอย่างยิ่งในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี สำหรับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะในอำเภอน้ำยืน ซึ่งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า PEA ได้นำทีมอาสาสมัครช่างไฟฟ้าจิตอาสา ร่วมกับนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคเดชอุดม จำนวนกว่า 300 คน เข้าพื้นที่จัดกิจกรรม “PEA อาสาสมัคร ปรับปรุงซ่อมแซมระบบไฟฟ้าภายในครัวเรือน” เพื่อแก้ไขปัญหาไฟฟ้าในบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหาย สร้างความปลอดภัยและคืนชีวิตความสุกสานให้กับประชาชนภายในพื้นที่

PEA ระดมอาสาสมัครซ่อมไฟฟ้า ช่วยประชาชนอุบลฯ

กิจกรรมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยลดภาระของครอบครัวที่ประสบปัญหาไฟฟ้าเสียหาย โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ ซึ่งหลายครัวเรือนได้รับผลกระทบจนไม่สามารถใช้ไฟฟ้าได้อย่างปกติ ทั้งส่วนระบบภายในบ้าน สายไฟ รวมไปถึงสิ่งของไฟฟ้าสังคมอย่างสวิตช์ ปลั๊กไฟ และอุปกรณ์ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน

โดยมีนายเฉลียว ฝ่ายขันธ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรมและบริการ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 2 (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) จังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธานในพิธีปล่อยขบวน พร้อมด้วยนายจักรกริศน์ การะเกต ผู้จัดการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสาขาเดชอุดม ให้รายงานวัตถุประสงค์ของกิจกรรม และมีบุคคลสำคัญร่วมพิธี ไม่ว่าจะเป็นนายภพ ภูสมปอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี นายอาทิตย์ บุษบานายอำเภอน้ำยืน และเจ้าหน้าที่จาก PEA ทั้งช่างไฟฟ้าและอาสาสมัคร ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในวันดังกล่าว ณ สนามที่ว่าการอำเภอน้ำยืน

เป้าหมายหลักของงาน

กิจกรรมในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อซ่อมแซมย้อนหลังในห้องเรือนของประชาชนจำนวน 124 ครัวเรือน โดยจะมีการเปลี่ยนอุปกรณ์ที่เสียหาย เช่น สวิตช์ไฟ ปลั๊กไฟ ตรวจสอบและซ่อมระบบไฟฟ้าภายในบ้าน และมุ่งเน้นให้ไฟฟ้าสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ นักศึกษาช่างไฟฟ้าจิตอาสาก็ได้นำความรู้มาประยุกต์ใช้ในการช่วยเหลือในเชิงปฏิบัติจริง เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ด้านการทำงาน และปลูกฝังจิตสำนึกมีน้ำใจในชุมชน ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ประสบปัญหา โดยไม่หวังผลตอบแทน เป็นการรวมพลังของเยาวชนร่วมสร้างความเข้มแข็งให้กับสังคมและครอบครัวในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

  • ซ่อมแซมระบบไฟฟ้าภายในครัวเรือน
  • ตรวจสอบความเสียหายของอุปกรณ์ไฟฟ้า
  • เปลี่ยนส่วนประกอบที่ชำรุด เช่น สวิตช์ ปลั๊กไฟ
  • ให้ความรู้ด้านการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างปลอดภัยแก่ประชาชน
  • ส่งเสริมจิตอาสาให้กับนักศึกษาระดับเทคนิค

PEA ระดมอาสาสมัครซ่อมไฟฟ้า ช่วยประชาชนอุบลฯ ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่สะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสังคม และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการดูแลสังคมไทย โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ความร่วมมือและการสนับสนุนจากชุมชนมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ในยุคที่ทุกคนต้องเผชิญวิกฤตกลับมามากมาย จากความไม่แน่นอนทางสังคม การเป็น “อาสาสมัคร” ไม่ใช่แค่คำพูดธรรมดา แต่เป็นการลงมือทำเพื่อเพื่อนมนุษย์ และ PEA อาสาสมัคร ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่องในการสร้างพลังบวกในชุมชน

หากคุณเองมีจิตอาสา หรือต้องการสนับสนุนกิจกรรมเชิงสังคมด้านพลังงานในอนาคต ลองร่วมเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่จะช่วยให้บ้านเมืองของเราดีขึ้นทีละก้าว

ที่มา – PEA ระดมทีมอาสาสมัครซ่อมแซมระบบไฟฟ้าช่วยเหลือประชาชนได้รับผลกระทบชายแดน ในพื้นที่อุบลฯ

พ่อเมืองกำแพงเพชร พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตามโครงการ “ผู้ว่าฯสัญจร”

เมื่อเร็วๆ นี้ ณ ศาลาการเปรียญวัดดงกระทิง หมู่ 4 ตำบลประชาสุขสันต์ อำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร นายชาธิป รุจนเสรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร พร้อมด้วย นายกองเอกชัยพฤกติ์ เชียรธานรักษ์ ปลัดจังหวัดกำแพงเพชร นายสกุลเพชร พิกุลประเสริฐ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดกำแพงเพชร รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมประชาชนในโครงการ “ผู้ว่าฯสัญจร” เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนประจำปี 2568

พ่อเมืองกำแพงเพชร พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตามโครงการ “ผู้ว่าฯสัญจร”

โครงการนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทราบสถานการณ์พื้นฐาน ศักยภาพ และปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ เพื่อปรับปรุงการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภค และเพื่อการเกษตร ตลอดจนปัญหายาเสพติด และการป้องกันลดอุบัติเหตุในชุมชน

ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยและประชาชนในพื้นที่

นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดและคณะยังได้เยี่ยมเยียนและให้กำลังใจพลทหารตะวัน สิงห์เรือง ที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบ สูญเสียการมองเห็นข้างหนึ่ง และมอบสิ่งของจำเป็นแก่ผู้ป่วยติดเตียง ตลอดจนกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าทุกคนจะได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง

โครงการ “ผู้ว่าฯสัญจร” เป็นภารกิจที่สำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างภาครัฐกับประชาชน ทำให้เกิดการพัฒนาชุมชนอย่างแท้จริงและยั่งยืน ด้วยข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและคำแนะนำที่ตรงประเด็นจากผู้บริหารระดับจังหวัด

สำหรับประชาชนในพื้นที่ต่างหวังว่า โครงการนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเชิงรุก และเป็นแนวทางสำคัญในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ

โครงการดังกล่าวถือเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่า รัฐบาลผ่านหน่วยงานท้องถิ่นพร้อมรับฟังปัญหาที่แท้จริง พร้อมทั้งดำเนินการร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ เป็นการแสดงถึงความพร้อมของ “พ่อเมืองกำแพงเพชร พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตามโครงการ “ผู้ว่าฯสัญจร”” อย่างแท้จริง ที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาในพื้นที่

ในอนาคตหากมีความต้องการเพิ่มเติมจากประชาชน โครงการนี้มีความยืดหยุ่นสูงในการปรับตัวเข้ากับความจำเป็นและบริบทของพื้นที่ได้ตลอดเวลา

หากคุณเป็นผู้ที่สนใจการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน เราใคร่ขวัญให้คุณติดตามโครงการ “ผู้ว่าฯสัญจร” เพื่อความเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่าในท้องถิ่น

ที่มา – พ่อเมืองกำแพงเพชร พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตามโครงการ “ผู้ว่าฯสัญจร”

จับแล้ว! หนุ่มวัย 16 ยิงนักเรียนหญิง 15 ปี อ้างถูกให้ของลับ

เหตุการณ์สะเทือนใจเมื่อ หนุ่มวัย 16 ปียิงนักเรียนหญิงอายุ 15 ปี ในพื้นที่ จ.ปทุมธานี จนได้รับบาดเจ็บสาหัส หลังจากตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ในที่สุด พร้อมด้วยหลักฐานสำคัญที่นำไปสู่การสืบสวนสอบสวนคดีอย่างเป็นระบบ

จับแล้ว! หนุ่มวัย 16 ยิงนักเรียนหญิง 15 ปี อ้างถูกให้ของลับ

จากข้อมูลที่ได้รับทราบ นักเรียนหญิงวัย 15 ปี ชื่อเด็กหญิงผกาพร วายุภาพ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของโรงเรียนวัดคลองชัน ได้รับบาดเจ็บสาหัสหลังถูกเปิดฉากยิงด้วยอาวุธปืนที่บริเวณท้ายทอย ขณะขี่รถจักรยานยนต์อยู่ในซอยสกุลรัตนาคม ต.ลาดสวาย อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี

การก่อเหตุในครั้งนี้มี กล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพผู้ก่อเหตุไว้ได้ ส่งผลให้ชุดสืบสวน กองกำกับการสถานีตำรวจภูธร จังหวัดปทุมธานี ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.คูคต สามารถเข้าจับกุมผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นเยาวชนชายวัย 16 ปี ชื่อ นายนิว ได้ที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งในพัทยา จ.ชลบุรี

ผู้ต้องหาเคยมีประวัติลักทรัพย์มาก่อน

พ.ต.อ.กานตภณ วรรณา ผู้กำกับกองสืบสวน สภ.คูคต เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้เร่งสอบปากคำพยานและผู้เห็นเหตุการณ์ ซึ่งหลักฐานเบื้องต้นระบุว่า หนุ่มวัย 16 ปียิงนักเรียนหญิง 15 ปี เนื่องจากเกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มเยาวชน โดยผู้เสียหายขี่รถจักรยานยนต์สวนทางกับกลุ่มผู้ก่อเหตุ ก่อนจะมีการ “ให้ของลับ” ระหว่างกัน ตามด้วยการถอยรถกลับมายิงทันที

อีกทั้ง ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า หลังก่อเหตุได้นำอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ไปทิ้งในคลองส่งน้ำในย่านคลองเจ็ด เพื่อป้องกันการถูกจับกุม ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ยังสามารถยึดรถจักรยานยนต์ยี่ห้อ Yamaha รุ่น Mio สีแดง-ขาว ไม่ติดทะเบียน รวมถึงเสื้อผ้าที่สวมใส่ในเวลาที่ก่อเหตุไว้เป็นหลักฐานสำคัญ

  • ผู้ก่อเหตุอายุ 16 ปี
  • มีประวัติลักทรัพย์เพิ่งพ้นโทษเมื่อเดือนมิถุนายน
  • ขณะนี้อยู่ในความคุม custody ของเจ้าหน้าที่
  • ลำดับต่อไปจะนำตัวส่งศาลเยาวชนและเด็กจังหวัดปทุมธานี

หนุ่มวัย 16 ปียิงนักเรียนหญิง 15 ปี เป็นกรณีสะเทือนขวัญสังคมอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่เยาวชน แม้ว่าเหตุการณ์จะมีการยุติชั่วคราวด้วยการจับกุมผู้ต้องหาแล้ว แต่สิ่งที่ควรตั้งคำถามคือ ปัญหาหนุ่มๆ วัยรุ่นที่มีอาวุธและมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวจนทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้ง่าย ๆ นี้ล่ะจะจบลงหรือไม่?

การศึกษาของเยาวชน ควรสร้างพลเมืองดีให้กับสังคม แต่หากมีวัฒนธรรมแห่งความรุนแรงและอาวุธเป็นจำนวนมากในหมู่นักเรียน ก็อาจทำให้สังคมเสี่ยงต่อดวงเลือดของเด็กผู้เยาว์ตามที่เกิดขึ้นในครั้งนี้

หากคุณเป็นผู้ปกครองหรือครู ต้องใส่ใจพฤติกรรมของเด็กอย่างใกล้ชิด และเปิดพื้นที่ให้พวกเขาพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – จับแล้วมือปืนวัย 16 ยิงนักเรียนหญิงวัย 15 อ้างเหตุถูกให้ของลับก่อน

รวบหนุ่มเกาหลีมือฟอกเงินที่สนามบิน ซื้อทองคำแท่งส่งกลับเครือข่าย

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568 พล.ต.ต.อธิป พงษ์ศิวาภัย ผู้บังคับการกองปราบปราม ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.สุพจน์ พุ่มแหยม ผู้กำกับกอง 2 พร้อมด้วย พ.ต.ท.ชัยเวง พาด้วง และ พ.ต.ท.จักรพงษ์ รุ่งกำจัด เจ้าหน้าที่สว.กก.2 บก.ปอท. ร่วมกันดำเนินการจับกุมตัว MR. HAN หนุ่มสัญชาติเกาหลีใต้ อายุ 33 ปี ตามหมายจับศาลอาญาที่ 822/2568 ลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, แสดงตนเป็นบุคคลอื่นโดยนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์, ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันเป็นอั้งยี่” ที่จุดช่องผู้โดยสารขาเข้า สนามบินสุวรรณภูมิ

รวบหนุ่มเกาหลีมือฟอกเงินที่สนามบิน สืบเนื่องจากอาชญากรรมไซเบอร์

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจากข้อเท็จจริงที่ว่า ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567 มีผู้เสียหายหลายคนที่ได้รับการชักชวนให้ลงทุนออนไลน์ผ่านกลุ่ม “คอลเซ็นเตอร์” โดยอ้างว่าจะได้ผลตอบแทนสูง 30-50% ต่อเดือน เมื่อผู้เสียหายได้ลงทุนเงินจำนวนหนึ่งและเริ่มได้รับผลตอบแทนจริง แต่ในภายหลังไม่สามารถถอนเงินออกมาจากแพลตฟอร์มได้อีก จึงรู้ตัวว่าถูกหลอกลวง และได้เข้าแจ้งความไว้ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

หลังจากสอบสวนและรวบรวมข้อมูลจนเพียงพอ หน่วยงานตำรวจสามารถออกหมายจับผู้ต้องหา 10 ราย ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผู้ทำหน้าที่ฟอกเงินให้กับ”แก๊งคอลเซ็นเตอร์” และอีกส่วนหนึ่งคือเจ้าของบัญชีม้า หลังจากนั้น ตำรวจได้ร่วมมือกับกรมศุลกากรติดตามตัวผู้ต้องหาจนได้เบาะแสว่า MR.HAN ซึ่งมีสัญชาติเกาหลี เตรียมเดินทางเข้าประเทศไทย

หลักฐานสำคัญจากโทรศัพท์มือถือผู้ต้องหา

เพื่อจับตาและวางแผนการดำเนินการ ตำรวจ กก.2 บก.ปอท. ร่วมกับ บก.ตม. ได้ลงพื้นที่สนามบินและสามารถจับกุม MR.HAN ได้ทันทีที่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง พร้อมกับยึดโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง ภายในมีข้อมูลเร่งรัดเกี่ยวกับบัญชีคริปโต เครือข่ายแพลตฟอร์มต่างๆ รวมถึงหลักฐานอื่นที่สอดคล้องกับการฟอกเงิน

จากการสอบสวนเบื้องต้น MR.HAN ยืนยันว่าปฏิเสธข้อกล่าวหา แต่ยอมรับว่าเคยไปศึกษาต่อประเทศจีนเป็นเวลา 6 ปี ก่อนกลับประเทศเกาหลีใต้และทำงานในบริษัทที่ให้เขาเปิดบัญชีคริปโตเพื่อรับเงินจากกลุ่มคอลเซ็นเตอร์ จากนั้นนำเงินไปซื้อ ทองคำแท่ง เพื่อกลับไปส่งให้เครือข่ายในต่างประเทศ

มูลค่าธุรกรรมทางการเงินสูง

ในขั้นตอนตรวจสอบหลักฐาน พบว่าการฟอกเงินในแต่ละครั้งมีมูลค่าทองคำไม่ต่ำกว่า 10 กิโลกรัม (หรือประมาณ 33 ล้านบาท) และเมื่อดูย้อนกลับไปถึงช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม พ.ศ. 2567 พบว่าบัญชีดิจิทัลของเขาได้รับเงินจำนวนรวมประมาณ 47,300,000 USDT (หรือประมาณ 1,650 ล้านบาท) โดยคาดการณ์ว่าจำนวนนี้ถูกนำมาเปลี่ยนเป็น ทองคำแท่ง ส่งให้กับเครือข่ายอีกครั้ง

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของอาชญากรรมไซเบอร์ที่เกี่ยวข้องกับระบบดิจิทัล การใช้ช่องทางทางการค้าเพื่อปกปิดการฟอกเงิน และการแสวงหาผลประโยชน์ผ่านสกุลเงินดิจิทัลจะไม่สามารถควบคุมได้ง่ายหากไม่มีความร่วมมือระหว่างองค์กรในประเทศและต่างชาติ

ในขณะนี้ผู้ต้องหานำตัวไปสอบสวนที่สำนักงานกองปราบปราม เพื่อดำเนินการทางกฎหมายและการไต่สวนเพิ่มเติม

การณ์เช่นนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เงินดิจิทัลกลายเป็นช่องทางข้ามชาติในการฟอกผลประโยชน์อย่างผิดกฎหมาย เตือนประชาชนไม่ควรอะไรง่ายแทบไม่มี คนใดเสนอผลตอบแทนแบบเกินจริง ต้องเพิ่มความระมัดระวังในทุกการทำงาน

ที่มา – รวบคาสนามบินหนุ่มเกาหลีมือฟอกเงิน ซื้อทองคำแท่งส่งกลับเครือข่าย

“ดีอี”ยืนยัน “แม่ทัพภาคที่ 2 เลื่อนยศขึ้นพลเอก” เป็นข่าวปลอม

จากสถานการณ์ความมั่นคงและความตื่นตัวของประชาชนในช่วงที่ผ่านมา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ออกมาชี้แจงข่าวที่กำลังแพร่กระจายอย่างกว้างขวางบนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะเนื้อหาที่อ้างว่า “แม่ทัพภาคที่ 2 เลื่อนยศขึ้นเป็นพลเอก” ซึ่ง “ดีอี”ยืนยันแล้วว่าเป็นข่าวปลอม ชาวเน็ตจึงควรหลีกเลี่ยงการแชร์เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด

“ดีอี”ยืนยัน “แม่ทัพภาคที่ 2 เลื่อนยศขึ้นพลเอก” เป็นข่าวปลอม

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 15–21 สิงหาคม 2568 ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้รับข่าวร้องเรียนและแจ้งเบาะแสผ่านหลากหลายช่องทางรวมกว่า 880,000 ข้อความ โดยมีเรื่องที่ต้องตรวจสอบอย่างจริงจังจำนวนมาก โดยเฉพาะเรื่องที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ เริ่มต้นที่เรื่อง “แม่ทัพภาคที่ 2 เลื่อนยศขึ้นเป็นพลเอก” ซึ่งคิวให้ติดอันดับลำดับที่หนึ่ง

การตรวจสอบFOUNDข่าวปลอมเรื่องกองทัพ

เมื่อดำเนินการตรวจสอบร่วมกับ “กองทัพภาคที่ 2 กองทัพบก” พบว่าข่าวดังกล่าวเป็นข้อมูลเท็จอย่างสิ้นเชิง โดยยืนยันว่าไม่มีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งใด ๆ เกิดขึ้นจริง สำหรับนักข่าวหรือผู้ที่สนใจในกระบวนการแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพล ตามระเบียบราชการควรปฏิบัติ ดังนี้:

  • คณะกรรมการกลาโหมเป็นผู้พิจารณาและเสนอรายชื่อ
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมลงนามรับรองตามระเบียบ
  • ทูลเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อโปรดเกล้าฯ
  • ต้องมีประกาศในราชกิจจานุเบกษาถึงถือว่าสมบูรณ์

ดังนั้น การเผยแพร่ข่าวที่ไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ ถือว่าเป็นข่าวfakerที่อาจสร้างความเข้าใจผิดแก่สาธารณชน กระทรวงดีอีขอเน้นย้ำว่าประชาชนควรตรวจสอบจากแหล่งข่าวอย่างเป็นทางการ เช่น เพจ “ทีมโฆษกกองทัพบก”, เพจ “กองทัพบก” และเพจ “กองทัพภาคที่ 2” เพื่อป้องกันผลกระทบในวงกว้าง

ความเสี่ยงจากการเชื่อและแชร์ข่าวปลอม

หากประชาชนขาดความรู้เท่าทันข่าวสาร อาจถูกข่าวปลอมหลอกลวงอย่างง่ายดาย ทำให้เกิดความตื่นตระหนก ความเข้าใจผิด รวมไปถึงความเสียหายที่อาจส่งผลต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล กระทรวงดีอีจึงเร่งรณรงค์และขอความร่วมมือประชาชนในทุกกลุ่มให้อยู่หมั่นตรวจสอบข้อมูลข่าวสารจากแหล่งจริงก่อนเผยแพร่

อย่าลืม! หากพบข่าวที่ดูผิดปกติหรือต้องสงสัย ควรเลิกแชร์ หยุดต่อ และเน้นย้ำให้ผู้อื่นระมัดระวังเช่นกัน ความใส่ใจของทุกคนสามารถร่วมเป็นกำลังสำคัญในการลดอันตรายจากข้อมูลเท็จได้ อย่าให้เจตนาหลายของผู้ไม่หวังดี ทำลายความมั่นคงของสังคม ชาติ และครอบครัวของเรา

ท่านสามารถติดตามข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับข่าวปลอมและมาตรการต่อต้านได้ที่ช่องทางทางการของกระทรวงดีอีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – “ดีอี”ตรวจสอบแล้ว “แม่ทัพภาคที่ 2 ได้รับการเลื่อนยศขึ้นเป็น “พลเอก”” เป็นข่าวปลอม อย่าแชร์สร้างความเข้าใจผิด

วิสุทธิ์ยันอิ๊งค์สู้ต่อจนถึงวันศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และประธานสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กรณีศาลรัฐธรรมนูญจะนัดฟังคำวินิจฉัยกรณีคลิปเสียงสนทนาของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชา ในวันที่ 29 สิงหาคมนี้

เมื่อถามว่าพรรคมีการเตรียมวอร์รูมเพื่อติดตามสถานการณ์หรือไม่ นายวิสุทธิ์ระบุว่าขณะนี้ยังไม่มีการจัดเตรียมอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม สส.ในพรรคอยู่ในรั้วสภาฯ ยังคงให้ความเชื่อมั่นและกำลังใจแก่นายกฯ

วิสุทธิ์ยันอิ๊งค์สู้ต่อจนถึงวันศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน

การให้สัมภาษณ์ในครั้งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะ วิสุทธิ์ยืนยันว่าไม่เคยมีข้อมูลเลยว่าน.ส.แพทองธารจะลาออกก่อนวันตัดสิน ซึ่งถือว่าเป็นการเยิ่นยันข่าวลือที่บางกลุ่มพยายามสร้างกระแสเพื่อกระตุ้นการเมืองให้เกิดความผันผวน

อิ๊งค์ไม่ลามือ ตั้งใจทำงานเพื่อบ้านเมือง

นายวิสุทธิ์กล่าวอีกว่า เมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา ท่านแพทองธารได้ไปพบสภาฯ และมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับสมาชิกพรรคอย่างเปิดใจ โดยมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสมาก แสดงให้เห็นว่า ท่านไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อบ้านเมือง ถือเป็นห่วงชาติอย่างแท้จริง

  • ยืนยันไม่มีข่าวการลาออกของนายกฯ ก่อนศาลฟังคดี
  • พรรคเพื่อไทยยังมั่นใจในศักยภาพของผู้นำ
  • สส.ทุกคนพร้อมให้กำลังใจและสนับสนุนเต็มที่

ข่าวลือเรื่องการลาออกของนายกฯ ถือเป็นเพียงการโจมตีทางการเมือง และควบคุมสื่อที่บางฝ่ายใช้เพื่อปั่นประเด็น โดยไม่พิจารณาเหตุผลและพื้นฐานใดๆ จากที่ผ่านมาน.ส.แพทองธารได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นต่อหน้าที่และความรับผิดชอบอย่างแน่วแน่

นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยยังเน้นย้ำประเด็นเรื่อง การใช้คลิปเสียงที่ว่าเป็นข้อมูลสำคัญของรัฐ เพื่อผลักดันให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด ผ่านการตีความผิดเพี้ยน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของการสู้ทางการเมืองที่ไม่เที่ยงธรรม

สิ่งที่พรรคเพื่อไทยยืนยันมายืนยันมาคือ ความจงรักภักดีต่อสถาบันและการทำงานเพื่อพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง ยอมรับว่าการเผชิญหน้ากับคดีคือสิ่งจำเป็น แต่ไม่ใช่จุดจบของความมุ่งมั่น มีเพียงความจริงเท่านั้นที่จะพิสูจน์เสมอ

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ทุกภาคส่วนควรรับรู้คือ วันที่ 29 สิงหาคมนี้ เป็นวันที่ศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านผลคำวินิจฉัย หากพรรคเพื่อไทยมั่นในความบริสุทธิ์ใจของผู้นำ ก็พร้อมที่จะรับฟังผลอย่างเป็นทางการเช่นเดียวกัน

และแน่นอนว่า ‘วิสุทธิ์ยืนยันว่าอิ๊งค์’ จะสู้ต่อจนถึงวันตัดสินอย่างไม่ลามือ

จากประสบการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา ความมั่นคงทางการเมืองไม่ได้เกิดจากการถอยหรือการหนีความรับผิดชอบ แต่เป็นการปกป้องความจริง อธิบายด้วยข้อมูล และได้รับการยอมรับจากศาล

ที่มา – ‘วิสุทธิ์‘ยัน‘อิ๊งค์’สู้ต่อจนถึงวันศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน ไม่ลาออกก่อนออก

มข.เปิดตัวนวัตกรรม ‘เครื่องพ่นอัตโนมัติ’ พ่วงท้ายแทรกเตอร์

มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) โดย รศ.ดร.ศุภสิทธิ์ คนใหญ่ ได้เปิดตัว เครื่องพ่นอัตโนมัติพ่วงท้ายแทรกเตอร์ ซึ่งเป็นผลงานวิจัยและพัฒนาเพื่อรองรับการเกษตรอัจฉริยะ ลดต้นทุนแรงงาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลแปลงอ้อยและพืชเศรษฐกิจอื่นๆ

เครื่องพ่นอัตโนมัติพ่วงท้ายแทรกเตอร์ นวัตกรรมเพื่อเกษตรอัจฉริยะ

งานดังกล่าวถูกพัฒนาผ่านความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายภาคที่ 2 จังหวัดกำแพงเพชร เพื่อสนองตอบความต้องการของเกษตรกรที่ต้องการระบบฉีดปุ๋ยน้ำและสารเคมีที่มีฟังก์ชันการทำงานอัตโนมัติ และใช้งานร่วมกับรถแทรกเตอร์ขนาดเล็กที่แพร่หลายในภาคเกษตร

จุดเด่นของนวัตกรรมเครื่องพ่นอัตโนมัติ

รศ.ดร.ศุภสิทธิ์ เปิดเผยว่า เครื่องพ่นอัตโนมัติพ่วงท้ายแทรกเตอร์ แต่ละชิ้นถูกออกแบบให้มีแขนพ่นที่สามารถกางออกได้กว้าง 180 องศา และสามารถปรับขึ้น-ลงในแนวระดับเพื่อให้เหมาะสมกับความสูงของพืชได้ นอกจากนี้ยังมีระบบควบคุมจากที่นั่งผู้ขับ ซึ่งช่วยให้เกษตรกรใช้งานได้อย่างปลอดภัย ไม่ต้องสัมผัสสารเคมีตรงๆ และช่วยลดความเมื่อยล้าจากการปฏิบัติงาน

อีกทั้งชุดควบคุมการพ่นสามารถแยกการทำงานทั้งด้านซ้ายและขวาได้อย่างอิสระ มีความยืดหยุ่นสูง โดยสามารถหมุนส่วนแขนพ่นกลับด้านหลังได้ถึง 60 องศา พร้อมทั้งมีการปรับระดับความสูงและระยะหัวฉีดให้เหมาะสมกับพื้นที่และชนิดของพืชอีกด้วย

ข้อมูลทางเทคนิคและสมรรถนะ

เครื่องพ่นอัตโนมัติพ่วงท้ายแทรกเตอร์ มาพร้อมถังบรรจุสารขนาด 200 ลิตร ซึ่งสามารถพ่นได้สูงสุดถึง 5 ไร่ต่อการเติม 1 ครั้ง ระบบขับเคลื่อนจาก PTO ที่ 540 รอบต่อนาที และรอบเครื่องยนต์ที่ 2,600 รอบต่อนาที มีหัวพ่น 2 ขนาด (1.0 และ 1.2 มม.) ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในแปลงเล็กและใหญ่ อัตราการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ที่ 6.5 ลิตรต่อชั่วโมง และความเร็วในการพ่นที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 5–10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

นอกจากนี้ยังติดตั้งระบบปั๊มควบคุมแรงดันที่สามารถใช้งานได้จากที่นั่งของคนขับ ช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้งานและลดภาระในการเดินทางเครื่องจักรไปมาระหว่างแปลง พิเศษด้วยการแนะนำใช้งานผ่านการศึกษาดูงานและการทดลองจากศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายในจังหวัด กาญจนบุรี กำแพงเพชร ชลบุรี และอุดรธานี

เป้าหมายเพื่อเกษตรแบบยั่งยืน

รศ.ดร.ศุภสิทธิ์ กล่าวอีกว่า นวัตกรรมนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนภาคส่วนอ้อยและน้ำตาลทรายของไทยให้เดินหน้าสู่ระบบเกษตรอัจฉริยะที่ปลอดภัย คุ้มค่า และยั่งยืน เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตได้จริง โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่สร้างประโยชน์ให้สูงสุด

หากคุณเป็นเกษตรกรหรือผู้สนใจเทคโนโลยีด้านการเกษตร สามารถติดต่อศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายในพื้นที่ของคุณ เพื่อสอบถามรายละเอียดและเข้าชมต้นแบบเครื่องพ่นอัตโนมัติในสภาพแวดล้อมงานจริง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเกษตรอัจฉริยะได้ง่ายๆ

การใช้ เครื่องพ่นอัตโนมัติพ่วงท้ายแทรกเตอร์ อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยขับเคลื่อนวงการเกษตรไทยให้ก้าวไกลในทิศทางที่ยั่งยืน และทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกที่กำลังกลายเป็นดิจิทัลอย่างรวดเร็ว

ที่มา – มข.เปิดตัวนวัตกรรม ‘เครื่องพ่นอัตโนมัติพ่วงท้ายแทรกเตอร์’ ต่อยอดเกษตรอัจฉริยะ