ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

สองพ่อลูกดวงเฮง! พบฟอสซิลฟัน ‘เมกะโลดอน’ อายุ 3.6 ล้านปี

สองพ่อลูกดวงเฮง! พบฟอสซิลฟัน ‘เมกะโลดอน’ ฉลามยักษ์ดึกดำบรรพ์อายุ 3.6 ล้านปี

ใครจะไปคิดว่าการไปพักร้อนริมทะเลธรรมดาๆ จะกลายเป็นประสบการณ์เปลี่ยนชีวิต เมื่อคุณไมเคิล บาวเออร์ส และน้องโบ ลูกชายวัย 11 ขวบ ได้บังเอิญค้นพบฟอสซิลที่หาได้ยากที่สุดชิ้นหนึ่งของโลก ระหว่างเดินเล่นที่ชายหาดซีไอส์ซิตี รัฐนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐอเมริกา จนกลายเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความตื่นเต้นไปทั่วโลกในขณะนี้

เปิดตำนานนักล่าแห่งมหาสมุทร: การค้นพบฟอสซิลฟัน ‘เมกะโลดอน’ ฉลามยักษ์ดึกดำบรรพ์อายุ 3.6 ล้านปี

เหตุการณ์น่าเหลือเชื่อเริ่มต้นขึ้นเมื่อสองพ่อลูกสังเกตเห็นวัตถุแปลกตาติดอยู่ในซอกหินริมหาด แม้ว่าไมเคิลจะพยายามหยิบแต่ก็ทำไม่ได้เพราะขนาดมือที่ไม่เอื้ออำนวย จนต้องเป็นหน้าที่ของน้องโบที่ช่วยดึงวัตถุนั้นออกมา ซึ่งเมื่อตรวจสอบแล้วพบว่ามันคือฟันของ เมกะโลดอน ฉลามยักษ์ที่เคยครองมหาสมุทรเมื่อหลายล้านปีก่อน

ความพิเศษของการค้นพบครั้งนี้มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • ฟอสซิลฟันชิ้นนี้มีอายุเก่าแก่กว่า 3.6 ล้านปี
  • ถือเป็นการค้นพบที่หายากมาก เพราะในรัฐนิวเจอร์ซีย์เองเคยพบฟันชนิดนี้ไม่ถึง 5 ซี่
  • นักวิจัยคาดการณ์ว่าฟันซี่นี้อาจถูกพัดพาขึ้นมาจากใต้ทะเลลึกผ่านโครงการเติมทรายชายหาดของกองทัพบกสหรัฐ

ทางด้านผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของศูนย์วิจัยและชมปลาวาฬเคปเมย์ได้ยืนยันว่าเป็นของจริง โดยเจ้าเมกะโลดอนตัวนี้นับเป็นสุดยอดนักล่าที่มีขนาดตัวยาวกว่า 18 เมตรเมื่อเติบโตเต็มที่ นับเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นสำหรับเหล่านักสะสมฟอสซิลและผู้ที่หลงใหลในโลกยุคดึกดำบรรพ์อย่างมาก

หากคุณมีโอกาสไปเดินเล่นตามชายหาด ลองสังเกตเศษหินเศษทรายดูบ้างนะครับ บางทีคุณอาจจะเป็นผู้โชคดีคนต่อไปที่ได้ครอบครองหลักฐานทางประวัติศาสตร์จากใต้ทะเลลึกเช่นเดียวกับสองพ่อลูกคู่นี้ การค้นพบฟอสซิลฟัน ‘เมกะโลดอน’ ฉลามยักษ์ดึกดำบรรพ์อายุ 3.6 ล้านปี ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นความทรงจำที่ดีของครอบครัว แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เราเข้าใจธรรมชาติในอดีตได้มากขึ้น

ที่มา – สองพ่อลูกดวงเฮง! พบฟอสซิลฟัน ‘เมกะโลดอน’ ฉลามยักษ์ดึกดำบรรพ์อายุ 3.6 ล้านปี

บุกตรวจวัดดังชุมพร! เสื่อม ‘พระ-เณร’ เสพยาบ้า 3 จาก 10 รูป

ข่าวคราวในแวดวงศาสนาที่เป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในขณะนี้ คงหนีไม่พ้นกรณี บุกตรวจวัดดังชุมพร! เสื่อม ‘พระ-เณร’ เสพยาบ้า 3 จาก 10 รูป ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาทางสังคมที่รุกคืบเข้าสู่เขตพุทธาวาสอย่างน่าตกใจ เมื่อเจ้าหน้าที่ได้รับเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้านว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสมภายในวัดแห่งหนึ่งใน อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร

บุกตรวจวัดดังชุมพร! เสื่อม ‘พระ-เณร’ เสพยาบ้า 3 จาก 10 รูป

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ที่ผ่านมา กอ.รมน. จังหวัดชุมพร สนธิกำลังร่วมกับฝ่ายปกครองและตำรวจ ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยมีการตรวจปัสสาวะพระสงฆ์และสามเณรรวมทั้งสิ้น 10 รูป ผลการตรวจที่ออกมาทำให้หลายคนต้องอึ้ง เพราะมีถึง 3 รูปที่มีผลตรวจเป็นบวกต่อสารเสพติดเมทแอมเฟตามีน หรือยาบ้า โดยมีทั้งพระสงฆ์วัย 50 ปี, 30 ปี และสามเณรอายุเพียง 19 ปีเท่านั้น

เปิดเบื้องลึก บุกตรวจวัดดังชุมพร! เสื่อม ‘พระ-เณร’ เสพยาบ้า 3 จาก 10 รูป

หลังจากตรวจพบหลักฐานมัดตัว เจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการตามระเบียบของคณะสงฆ์อย่างเคร่งครัด โดยนำตัวทั้ง 3 รูปเข้าพบเจ้าอาวาสเพื่อทำพิธีลาสิกขา ก่อนจะส่งตัวเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาโดยประสานงานกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในพื้นที่ภูมิลำเนาเดิม เพื่อให้ได้รับโอกาสกลับตัวกลับใจและฟื้นฟูสภาพร่างกายให้กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง

เหตุการณ์ในครั้งนี้สร้างคำถามตัวโตๆ ให้กับสังคมไทยในหลายประเด็น ดังนี้:

  • มาตรฐานการบวช: เราต้องเข้มงวดกับการตรวจสอบประวัติผู้ที่ขอบวชให้มากขึ้นหรือไม่?
  • การสอดส่องดูแล: ชุมชนต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้วัดมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้วัดกลายเป็นแหล่งมั่วสุม
  • การแก้ไขปัญหายาเสพติด: ยาเสพติดในปัจจุบันเข้าถึงง่ายเกินไปจนแม้แต่ในเขตวัดก็ยังไม่ปลอดภัย

ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องนี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่วงการพุทธศาสนาต้องเร่งหาทางป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยที่สร้างความเสื่อมเสียให้กับศรัทธาของประชาชน เพราะวัดควรจะเป็นสถานที่แห่งความสงบและที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ไม่ใช่พื้นที่ที่ต้องมานั่งกังวลเรื่องยาเสพติดเช่นนี้ หวังว่าเรื่องนี้จะจบลงด้วยการบำบัดที่ได้ผล และบุคคลเหล่านี้จะได้กลับมาเป็นพลเมืองดีของสังคมต่อไป

ที่มา – บุกตรวจวัดดังชุมพร! เสื่อม ‘พระ-เณร’ เสพยาบ้า 3 จาก 10 รูป สั่งลาสิกขาเข้าบำบัด

ถอดรหัสจุดเดือดระเบียบโลกใหม่ธุรกิจไทยต้องรอด

ในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวนและการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด สมาคมวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์ และสมาคมศิษย์เก่าวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดงานเสวนาครั้งสำคัญในหัวข้อ ถอดรหัสจุดเดือดระเบียบโลกใหม่ธุรกิจไทยต้องรอด เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้บริหารและผู้นำองค์กรรับมือกับความท้าทายในปี 2026 อย่างมั่นคง

ถอดรหัสจุดเดือดระเบียบโลกใหม่ธุรกิจไทยต้องรอด

นายอาร์ชวัส เจริญศิลป์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า ผู้นำในยุค 5.0 ไม่สามารถใช้สูตรสำเร็จจากอดีตได้อีกต่อไป เพราะโลกกำลังเผชิญกับปัจจัยที่เชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน ทั้งเทคโนโลยี AI, ภูมิรัฐศาสตร์, วิกฤตภูมิอากาศ และสังคมสูงวัย การมองโลกแบบแยกส่วนจะทำให้ธุรกิจพลาดโอกาสสำคัญในการปรับตัวและอาจนำไปสู่ความล้มเหลวได้ในที่สุด

ก้าวข้ามขีดจำกัดด้วยกลยุทธ์ ถอดรหัสจุดเดือดระเบียบโลกใหม่ธุรกิจไทยต้องรอด

นอกจากนี้ นายสุทธิเกตติ์ ทัดพิทักษ์กุล จาก BOI ได้ฉายภาพการลงทุนโลกที่เปลี่ยนทิศทาง โดยปัจจุบันนักลงทุนไม่ได้มองแค่ต้นทุนหรือภาษี แต่ให้ความสำคัญกับความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานและความพร้อมด้านพลังงานสะอาด อาเซียนจึงกลายเป็นฐานการผลิตใหม่ที่สำคัญ แต่ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับมาตรฐาน ESG และลดการปล่อยคาร์บอน เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก

ทางด้าน นายบูณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร กรรมการ ก.ล.ต. ได้เน้นย้ำถึงแนวทางรอดของธุรกิจไทยผ่านสูตรสำเร็จ 3 ขั้นตอน คือ ปรับ เปลี่ยน และไป ดังนี้:

  • ปรับ: ทำธุรกิจให้ตัวเบา รักษาสภาพคล่อง และลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น ธุรกิจต้องเปลี่ยนจากปลาใหญ่กินปลาเล็ก มาเป็นการเป็นปลาเร็วที่ปรับตัวได้ทันท่วงที
  • เปลี่ยน: อย่าหยุดอยู่แค่ธุรกิจเดิม แต่ต้องมองหาโอกาสใหม่เหมือนที่องค์กรยักษ์ใหญ่กำลังทำ เพื่อสร้างรายได้ใหม่ที่ยั่งยืนกว่าเดิม
  • ไป: เปิดประตูสู่ตลาดใหม่ๆ โดยเฉพาะในแถบตะวันออกกลาง อินเดีย หรือเอเชียกลาง เพื่อลดการพึ่งพาตลาดเดิมที่เริ่มอิ่มตัว

ความท้าทายนี้คือบททดสอบสำคัญที่ผู้นำไทยต้องเร่งทำความเข้าใจ หากธุรกิจสามารถปรับตัวได้เร็วและรักษาเงินสดให้แข็งแกร่ง ก็จะเป็นผู้ชนะในสนามที่ผันผวนนี้ได้อย่างแน่นอน การตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงและกล้าตัดสินใจในข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์คือหัวใจสำคัญของการเป็นผู้นำยุคใหม่

ที่มา – 2 สมาคม ‘มธ.-มหิดล’ เสวนาถอดรหัสจุดเดือดระเบียบโลกใหม่ธุรกิจไทยต้องรอด

ทัวร์หายนะ กระแสใหม่จีน ฝึกเอาชีวิตรอดจากภัยพิบัติ

ยุคนี้การท่องเที่ยวไม่ได้มีแค่การไปชมทะเลหรือภูเขาสวยงามเท่านั้น แต่ล่าสุดในประเทศจีนกำลังเกิดปรากฏการณ์ที่น่าสนใจมาก นั่นคือ ทัวร์หายนะ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่คนรุ่นใหม่ที่อยากท้าทายขีดจำกัดของตัวเอง โดยหลายคนยินดีจ่ายเงินหลักพันเพื่อเข้าไปสัมผัสกับเหตุการณ์ภัยพิบัติจำลอง ไม่ว่าจะเป็นพายุไต้ฝุ่นหรือน้ำท่วมฉับพลัน เพื่อฝึกฝนทักษะการเอาชีวิตรอดให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์จริงหากเกิดขึ้นในอนาคต

เทรนด์ใหม่! กระแส ‘ทัวร์หายนะ’ สายโหดมาแรงในจีน วัยรุ่นแห่จ่ายเงินสัมผัสภัยพิบัติจำลอง ฝึกทักษะเอาชีวิตรอด

ศูนย์จำลองภัยพิบัติอย่าง “ลวี่ซิง เบส” ในเมืองหางโจว กลายเป็นสถานที่ยอดฮิตที่ทำให้คำว่า ทัวร์หายนะ กลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์ ด้วยราคาค่าบริการที่ค่อนข้างสูงแต่ก็ยังมีผู้คนหลั่งไหลเข้าไปใช้บริการมากกว่า 160,000 ครั้ง ซึ่งผู้เข้าร่วมจะได้สวมชุดป้องกันและหมวกกันน็อกเพื่อเผชิญหน้ากับแรงลมจำลองที่พัดแรงถึง 165 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รวมถึงประสบการณ์การหนีน้ำท่วมในลานจอดรถใต้ดินจำลอง โดยมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลอย่างใกล้ชิด

เหตุผลที่วัยรุ่นจีนแห่ไปร่วมกิจกรรม ทัวร์หายนะ

นักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญมองว่าเสน่ห์ของ ทัวร์หายนะ คือการเปิดโอกาสให้คนได้ลองเผชิญหน้ากับวิกฤตที่ดูอันตรายแต่จริงๆ แล้วปลอดภัย ช่วยลดความกดดันจากการแข่งขันในชีวิตประจำวันได้ดีเยี่ยม โดยแรงบันดาลใจนี้มาจากคู่รักนักผจญภัยชื่อดังที่ต้องการปลูกฝังความเคารพต่อธรรมชาติให้แก่สังคมผ่านประสบการณ์เสมือนจริง

  • ฝึกการตัดสินใจเมื่อเกิดวิกฤต
  • ทดสอบสมรรถภาพร่างกายและจิตใจ
  • เรียนรู้การใช้อุปกรณ์ช่วยชีวิตเบื้องต้น
  • เพิ่มความมั่นใจในการเอาตัวรอด

อย่างไรก็ตาม กระแสความนิยมนี้ก็นำมาซึ่งข้อถกเถียงเรื่องจริยธรรมว่าการนำภัยพิบัติมาทำเป็นความบันเทิงนั้นเหมาะสมหรือไม่ เมื่อเทียบกับสถานที่รำลึกเหตุการณ์จริงที่ให้ข้อคิดลึกซึ้งกว่า แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่านี่คือหมุดหมายใหม่ของการท่องเที่ยวที่กำลังสร้างปรากฏการณ์ระดับโลก ซึ่งในอนาคตเราอาจได้เห็นกิจกรรมในลักษณะนี้ขยายตัวไปทั่วโลกมากขึ้น เพื่อให้ผู้คนตระหนักถึงภัยธรรมชาติในมุมมองที่ตื่นเต้นและสร้างสรรค์กว่าเดิม

ที่มา – เทรนด์ใหม่! กระแส ‘ทัวร์หายนะ’ สายโหดมาแรงในจีน วัยรุ่นแห่จ่ายเงินสัมผัสภัยพิบัติจำลอง ฝึกทักษะเอาชีวิตรอด

ทรัมป์ขู่บอมบ์โอมานปมฮอร์มุซ ขณะที่เอ็มโอยูสหรัฐ-อิหร่านครบ 60 วัน

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกลับมาร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาส่งสัญญาณเตือนอย่างแข็งกร้าว ซึ่งเป็นประเด็นร้อนที่ทั่วโลกกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเรื่องราวที่ว่า ทรัมป์ขู่บอมบ์โอมานปมฮอร์มุซ ขณะที่เอ็มโอยูสหรัฐ-อิหร่านครบ 60 วัน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่อาจเปลี่ยนทิศทางนโยบายความมั่นคงในภูมิภาคนี้ไปโดยสิ้นเชิง

ทรัมป์ขู่บอมบ์โอมานปมฮอร์มุซ ขณะที่เอ็มโอยูสหรัฐ-อิหร่านครบ 60 วัน

การออกมาให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อยักษ์ใหญ่อย่างฟ็อกซ์นิวส์ของผู้นำสหรัฐฯ ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่ว โดยทรัมป์ประกาศชัดเจนว่า หากโอมานเข้ามาขัดขวางการดำเนินงานของสหรัฐฯ ในการจัดการช่องแคบฮอร์มุซ ทางเลือกด้านการทหารอาจถูกนำมาใช้ทันที นี่ไม่ใช่แค่การขู่ธรรมดา แต่สะท้อนให้เห็นถึงความกดดันที่เพิ่มสูงขึ้นหลังจากบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ลงนามเมื่อ 17 มิถุนายน ได้สิ้นสุดกรอบเวลา 60 วันลงเป็นที่เรียบร้อย

เจาะลึกวิกฤตความสัมพันธ์และประเด็น ทรัมป์ขู่บอมบ์โอมานปมฮอร์มุซ ขณะที่เอ็มโอยูสหรัฐ-อิหร่านครบ 60 วัน

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมโอมานถึงตกเป็นเป้าหมาย ทั้งที่เป็นพันธมิตรในตะวันออกกลาง แต่ความซับซ้อนของการเจรจาในช่องแคบฮอร์มุซทำให้อะไรก็เกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะเมื่ออิหร่านยังคงท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้และระบุเพียงว่าการหารือยังมีความซับซ้อนและดำเนินอยู่ ซึ่งส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนในข้อตกลง ดังนี้:

  • การสิ้นสุดของเอ็มโอยู 60 วันที่ไม่มีความชัดเจน
  • โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านที่ยังคงเป็นจุดเปราะบาง
  • การรักษาความปลอดภัยในเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดของโลก

ข้อตกลงที่เคยคาดหวังว่าจะนำไปสู่การผ่อนคลายมาตรการทางการเงินและเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เป็นปกติ กลับดูเหมือนจะห่างไกลออกไปทุกที ทรัมป์เองได้ย้ำเตือนโอมานมาหลายครั้งนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมว่า ต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกับแนวทางของสหรัฐฯ มิเช่นนั้นอาจต้องเผชิญกับผลกระทบทางทหารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในมุมมองของเรา สถานการณ์นี้เป็นบททดสอบสำคัญของนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ว่าจะสามารถกดดันให้คู่ขัดแย้งยอมทำตามเงื่อนไขโดยไม่เกิดการสูญเสียในพื้นที่ได้หรือไม่ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกคนที่สนใจสถานการณ์โลกปัจจุบัน

ที่มา – ทรัมป์ขู่บอมบ์โอมานปมฮอร์มุซ ขณะที่เอ็มโอยูสหรัฐ-อิหร่านครบ 60 วัน

ทนาย ‘สุชาติ’ โต้เดือด ‘ไอซ์ รักชนก’ ลั่น ‘เถื่อน-ถ่อย-ชั่ว’ ไม่ใช่วิจารณ์ จ่อร้อง ป.ป.ช. สอบจริยธรรม

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อนายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากนายสุชาติ ชมกลิ่น ได้ออกมาเคลื่อนไหวหลังกรณีที่ น.ส.รักชนก ศรีนอก หรือ ‘ไอซ์ รักชนก’ สส. พรรคประชาชน เดินทางมายัง สน.ทองหล่อ เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และหมิ่นประมาท โดยงานนี้ ทนาย ‘สุชาติ’ โต้เดือด ‘ไอซ์ รักชนก’ ลั่น ‘เถื่อน-ถ่อย-ชั่ว’ ไม่ใช่วิจารณ์ จ่อร้อง ป.ป.ช. สอบจริยธรรม อย่างดุเดือด

ทนาย ‘สุชาติ’ โต้เดือด ‘ไอซ์ รักชนก’ ลั่น ‘เถื่อน-ถ่อย-ชั่ว’ ไม่ใช่วิจารณ์ จ่อร้อง ป.ป.ช. สอบจริยธรรม

เรื่องราวเริ่มต้นจากการที่ไอซ์ รักชนก ได้โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งทางฝั่งทนายความยืนยันว่าการเดินทางมาแจ้งความในครั้งนี้ไม่ใช่การกลั่นแกล้งแต่อย่างใด แต่เป็นการปกป้องชื่อเสียงของนายสุชาติที่ได้รับความเสียหายจากการโพสต์ข้อความดังกล่าว

ประเด็นข้อพิพาททางกฎหมายและการดำเนินคดี

สำหรับประเด็นที่ว่าการกระทำของ สส. ไอซ์ รักชนก ถือเป็นการวิจารณ์โดยสุจริตตามวิถีทางของนักการเมืองหรือไม่นั้น ทนายณัฐวุฒิได้ตั้งคำถามกลับอย่างเผ็ดร้อนว่า การใช้ถ้อยคำรุนแรงอย่าง “เถื่อน ถ่อย ชั่ว” นั้นจัดเป็นการวิจารณ์เชิงสร้างสรรค์หรือเป็นการใส่ร้ายกันแน่ และเมื่อมองถึงคำกล่าวหาเรื่องการรับสินบนหรือการทุจริต ทนายย้ำชัดเจนว่าทนาย ‘สุชาติ’ โต้เดือด ‘ไอซ์ รักชนก’ ลั่น ‘เถื่อน-ถ่อย-ชั่ว’ ไม่ใช่วิจารณ์ จ่อร้อง ป.ป.ช. สอบจริยธรรม โดยยืนยันว่านายสุชาติไม่มีพฤติกรรมทุจริตอย่างที่ถูกกล่าวหา

  • ไม่มีการเจรจาไกล่เกลี่ย: ทนายยืนยันว่าคดีนี้จะดำเนินไปตามขั้นตอนของกฎหมายจนถึงที่สุด
  • การปกป้องสิทธิ์: การโพสต์ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดและส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของบุคคลสาธารณะ
  • ก้าวต่อไปคือ ป.ป.ช.: เตรียมยื่นเรื่องให้ตรวจสอบเรื่องจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามกฎหมาย

สิ่งที่สังคมต้องจับตามองคือบทสรุปของคดีนี้จะเป็นอย่างไร เพราะในขณะที่ฝั่งหนึ่งมองว่าเป็นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่อีกฝั่งหนึ่งกลับมองว่าเป็นการละเมิดและบิดเบือนข้อเท็จจริง ทนายความได้ทิ้งท้ายไว้ว่าอยากให้ประชาชนรอฟังความทั้งสองฝ่ายก่อนตัดสินใจเชื่อข้อมูลจากฝั่งใดฝั่งหนึ่ง และหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะทำหน้าที่ได้อย่างโปร่งใสและตรงไปตรงมาที่สุด เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้

ที่มา – ทนาย ‘สุชาติ’ โต้เดือด ‘ไอซ์ รักชนก’ ลั่น ‘เถื่อน-ถ่อย-ชั่ว’ ไม่ใช่วิจารณ์ จ่อร้อง ป.ป.ช. สอบจริยธรรม

อัปเดต มอเตอร์เวย์ M6 เปิดเต็มรูปแบบ เม.ย.70 ทางด่วนพระราม 3-วงแหวนฯ เปิด ก.ย.70

เชื่อว่าหลายคนที่เดินทางไปต่างจังหวัดหรือใช้งานทางด่วนในกรุงเทพฯ เป็นประจำ คงกำลังรอคอยข่าวดีเรื่องโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมใหม่ๆ กันอยู่ใช่ไหมครับ ล่าสุดกระทรวงคมนาคมได้ออกมาอัปเดตความคืบหน้าโครงการสำคัญที่จะช่วยให้ชีวิตการเดินทางของพวกเราสะดวกและรวดเร็วขึ้นกว่าเดิม โดยมีไฮไลต์สำคัญคือ มอเตอร์เวย์ M6 เปิดเต็มรูปแบบ เม.ย.70 ทางด่วนพระราม 3-วงแหวนฯ เปิด ก.ย.70 ที่หลายคนตั้งตารอคอย

ความคืบหน้าโครงการ คมนาคม อัปเดต มอเตอร์เวย์ M6 เปิดเต็มรูปแบบ เม.ย.70 ทางด่วนพระราม 3-วงแหวนฯ เปิด ก.ย.70

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม ได้เปิดเผยถึงการเร่งรัดโครงการโครงข่ายทางถนนในปี 2570 ซึ่งถือเป็นปีทองของการคมนาคมไทย โดยเน้นย้ำว่าการดำเนินงานทั้ง 50 โครงการจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและลดภาระการเดินทางของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

อัปเดตแผน มอเตอร์เวย์ M6 เปิดเต็มรูปแบบ เม.ย.70 ทางด่วนพระราม 3-วงแหวนฯ เปิด ก.ย.70 และโครงการอื่นๆ

สำหรับแผนการดำเนินงานที่น่าสนใจมีรายละเอียดดังนี้ครับ:

  • มอเตอร์เวย์สายบางปะอิน – นครราชสีมา (M6): มีแผนทดลองเปิดให้บริการฟรีช่วงบางปะอิน – ปากช่อง ทุกวันศุกร์ถึงวันอาทิตย์ เริ่ม 21 ส.ค. 2569 และจะเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในเดือนเมษายน 2570
  • ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายบางขุนเทียน – บ้านแพ้ว (M82): เตรียมเปิดทดลองวิ่งฟรีตลอดเส้นทางตั้งแต่วันที่ 28 ส.ค. 2569 เป็นต้นไป
  • ทางพิเศษสายพระราม 3 – ดาวคะนอง – วงแหวนรอบนอกฯ: มีกำหนดการเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการภายในเดือนกันยายน 2570

นอกจากนี้ ยังมีโครงการใหญ่อื่นๆ ที่น่าจับตาไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นโครงการทางพิเศษสายฉลองรัช – วงแหวนรอบนอกฯ (N2 เดิม) ที่จะเริ่มก่อสร้างในปี 2570 ไปจนถึงโครงการปรับปรุงระบบไฟส่องสว่างเป็น LED กว่า 36,900 ดวง เพื่อความปลอดภัยและประหยัดพลังงาน รวมถึงการเดินหน้าโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา และทางพิเศษในจังหวัดภูเก็ต เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางทั่วไทยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

การที่กระทรวงคมนาคมออกมาเร่งรัดโครงการต่างๆ โดยเฉพาะการยืนยันว่า มอเตอร์เวย์ M6 เปิดเต็มรูปแบบ เม.ย.70 ทางด่วนพระราม 3-วงแหวนฯ เปิด ก.ย.70 นั้น ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมให้ครอบคลุม ซึ่งเมื่อโครงการเหล่านี้เสร็จสมบูรณ์ จะช่วยลดเวลาในการเดินทางและลดค่าใช้จ่ายด้านขนส่งของประชาชนได้อย่างมหาศาลครับ

ในฐานะผู้ใช้งาน พวกเราคงต้องติดตามความคืบหน้ากันต่อไปอย่างใกล้ชิด และหวังว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามแผนเพื่อให้เราได้ใช้บริการโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพและปลอดภัยในอนาคตอันใกล้นี้ครับ

ที่มา – “คมนาคม” อัปเดต “มอเตอร์เวย์ M6” เปิดเต็มรูปแบบ เม.ย.70 “ทางด่วน” พระราม 3-วงแหวนฯ เปิด ก.ย.70

เปิดเส้นทางธรรม พระพิมลภาวนาพิธาน พระเถระวิปัสสนากรรมฐาน

เชื่อว่าหลายท่านคงได้รับทราบข่าวดีที่น่ายินดีสำหรับพุทธศาสนิกชน เมื่อมีการประกาศสถาปนารองสมเด็จพระราชาคณะ และตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะรวม 14 รูป หนึ่งในพระเถระที่ได้รับความเลื่อมใสศรัทธาอย่างมากคือ พระพิมลภาวนาพิธาน หรือที่ลูกศิษย์มักเรียกท่านด้วยความเคารพว่า “พระอาจารย์สวง” ซึ่งปัจจุบันท่านได้รับการโปรดเกล้าฯ เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราชในราชทินนาม “พระราชวัชรภาวนาพิธาน”

เปิดเส้นทางธรรม พระพิมลภาวนาพิธาน พระเถระรูปสำคัญด้านวิปัสสนากรรมฐาน

พระพิมลภาวนาพิธาน มิได้เป็นเพียงพระเถระที่มีตำแหน่งในคณะสงฆ์วัดระฆังโฆสิตารามเท่านั้น แต่ท่านยังเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่เข้มแข็ง ท่านทุ่มเทเวลาให้กับการอบรมสั่งสอนทั้งพระภิกษุ สามเณร และฆราวาสอยู่เสมอ โดยเฉพาะบทบาทประธานศูนย์ปฏิบัติธรรมที่ท่านตั้งใจถ่ายทอดวิชาความรู้เพื่อเป็นแสงสว่างแก่ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย

ประวัติและเส้นทางสู่ร่มกาสาวพัสตร์ของ พระพิมลภาวนาพิธาน

ท่านมีนามเดิมว่า สวง ฤกษ์สนธิ เกิดเมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2498 ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เส้นทางสายธรรมของท่านเริ่มต้นจากการบรรพชาและอุปสมบทอย่างมุ่งมั่น โดยได้รับความเมตตาจากพระเถระชั้นผู้ใหญ่ในวัดระฆังฯ คอยดูแลอบรมสั่งสอน จนกระทั่งท่านก้าวขึ้นมาเป็นพระอุปัชฌาย์และตำแหน่งสำคัญทางการปกครองในเขตบางกอกน้อยในเวลาต่อมา

นอกเหนือจากงานด้านวิปัสสนาแล้ว ท่านยังมีความโดดเด่นในด้านการศึกษาและงานปกครอง ดังนี้:

  • ด้านการศึกษา: ท่านจบเปรียญธรรม 4 ประโยค และได้รับถวายปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์จาก มจร
  • ด้านปกครอง: ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะเขตบางกอกน้อย ซึ่งแสดงถึงความไว้วางใจที่คณะสงฆ์มีต่อท่าน
  • ด้านการเผยแผ่: เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง

การเลื่อนสมณศักดิ์ของ พระพิมลภาวนาพิธาน ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นเกียรติประวัติแก่ตัวท่าน แต่ยังเป็นมิ่งขวัญและกำลังใจแก่ศิษยานุศิษย์ที่เฝ้าติดตามผลงานด้านวิปัสสนากรรมฐานของท่านมาโดยตลอด เราขอร่วมอนุโมทนาบุญกับท่านในโอกาสสำคัญนี้ และเชื่อมั่นว่าท่านจะเป็นเสาหลักที่เข้มแข็งในการทำนุบำรุงพุทธศาสนาสืบไป

ที่มา – เปิดเส้นทางธรรม ‘พระพิมลภาวนาพิธาน’ หนึ่งในพระเถระรูปสำคัญด้านวิปัสสนากรรมฐาน

จีนเร่งพยุงอุปสงค์ต่างประเทศ หลังเศรษฐกิจภายในยังซบเซา

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เราจะมาอัปเดตสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่น่าสนใจกันหน่อย โดยเฉพาะยักษ์ใหญ่แห่งเอเชียอย่างประเทศจีน ที่ล่าสุดนายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง ได้ออกมาประกาศแผนสำคัญในสถานการณ์ที่ จีนเร่งพยุงอุปสงค์ต่างประเทศ หลังเศรษฐกิจภายในยังซบเซา อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่รัฐบาลจีนกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ครับ

สถานการณ์ที่จีนเร่งพยุงอุปสงค์ต่างประเทศ หลังเศรษฐกิจภายในยังซบเซา

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมจีนถึงต้องหันมาโฟกัสที่อุปสงค์จากต่างประเทศเป็นหลัก คำตอบง่ายๆ คือการบริโภคภายในประเทศของจีนยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่ควรครับ บวกกับวิกฤติในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังคงยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการใช้จ่ายของประชาชน ทำให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจภายในเครื่องนี้ยังติดขัดอยู่ไม่น้อย

ทำไมจีนถึงต้องเร่งพยุงอุปสงค์ต่างประเทศ หลังเศรษฐกิจภายในยังซบเซา?

นอกจากปัจจัยภายในแล้ว โลกภายนอกก็ไม่ได้เป็นใจให้มากนักครับ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางที่อาจกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและการส่งออกของจีนเอง นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้รัฐบาลจีนต้องพยายามผลักดันมาตรการใหม่ๆ เพื่อรักษาสมดุลทางเศรษฐกิจ ดังนี้:

  • การขยายความร่วมมือทางการค้า: จีนพยายามมองหาตลาดใหม่ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงในการส่งออก
  • การสนับสนุนอุตสาหกรรมเกิดใหม่: เน้นการลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อสร้างรายได้ใหม่ๆ ให้กับประเทศ
  • การจ้างงาน: มุ่งเน้นการส่งเสริมการจ้างงานเพื่อเพิ่มกำลังซื้อในระดับครัวเรือน

หากเรามองภาพรวม ข้อมูลเศรษฐกิจในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าทั้งการผลิตภาคอุตสาหกรรมและยอดค้าปลีกยังคงแผ่วลง ส่งผลให้จีดีพีในไตรมาสที่สองขยายตัวเพียง 4.3% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่รัฐบาลวางไว้ที่ 4.5-5% งานนี้จึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่ามาตรการที่รัฐบาลจีนกำลังจะงัดออกมาใช้นั้น จะสามารถพลิกฟื้นสถานการณ์ได้ทันเวลาหรือไม่

สำหรับผมมองว่า แม้จีนจะเผชิญกับมรสุมเศรษฐกิจรอบด้าน แต่ด้วยกลไกการระดมทุนรูปแบบใหม่และการดึงดูดภาคเอกชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในโครงการโครงสร้างพื้นฐานก็น่าจะเป็นแต้มต่อที่ดีครับ สุดท้ายแล้วต้องรอดูกันต่อไปว่า ความพยายามในการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้จะส่งผลบวกต่อการค้าโลกมากน้อยเพียงใด เพื่อนๆ คิดเห็นอย่างไรกับสถานการณ์นี้บ้างครับ? คอมเมนต์มาพูดคุยกันได้เลย!

ที่มา – จีนเร่งพยุงอุปสงค์ต่างประเทศ หลังเศรษฐกิจภายในยังซบเซา

อ.สรรคบุรี รวมพลัง อสม.กว่า 2 พันคน จัดมหกรรม เต้น 9 ช่อง ป้องกันลืม

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินเรื่องราวดีๆ ของพลังชุมชนที่เข้มแข็ง ล่าสุดที่อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท ได้สร้างปรากฏการณ์สุดประทับใจ เมื่อมีการรวมตัวของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. กว่า 2,000 คน มาร่วมจัดงาน อ.สรรคบุรี รวมพลัง อสม.กว่า 2 พันคน จัดมหกรรม เต้น 9 ช่อง ป้องกันลืม กิจกรรมนี้ไม่ได้มีดีแค่ความสนุกสนาน แต่ยังแฝงไปด้วยสาระสำคัญในการดูแลสุขภาพสมองของผู้สูงอายุในชุมชนอย่างจริงจัง

ทำไมต้อง อ.สรรคบุรี รวมพลัง อสม.กว่า 2 พันคน จัดมหกรรม เต้น 9 ช่อง ป้องกันลืม?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องเป็นการเต้น 9 ช่อง? กิจกรรมนี้ถือเป็นนวัตกรรมสุขภาพที่ช่วยฝึกการทำงานของสมองและร่างกายไปพร้อมๆ กัน ซึ่งสำคัญมากสำหรับผู้สูงวัย การที่ อ.สรรคบุรี รวมพลัง อสม.กว่า 2 พันคน จัดมหกรรม เต้น 9 ช่อง ป้องกันลืม ในครั้งนี้ จึงเป็นการสร้างความตระหนักรู้ว่าสุขภาพสมองสามารถป้องกันภาวะสมองเสื่อมได้ด้วยวิธีการที่ง่าย สนุก และทำได้ทุกวัน

ก้าวสำคัญสู่การเป็นชุมชนต้นแบบผู้สูงวัย

ความสำเร็จของกิจกรรมนี้เกิดขึ้นได้จากการบูรณาการความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชัยนาท และเครือข่าย อสม. ในพื้นที่ โดยมีเป้าหมายหลักในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุผ่านโครงการที่ยั่งยืน โดยทางทีมงานมีแผนการดำเนินงานที่น่าสนใจดังนี้:

  • ฝึกอบรม อสม. ให้เป็นผู้นำด้านการออกกำลังกายที่ถูกต้อง
  • ผลักดันให้กิจกรรมการเต้น 9 ช่อง กลายเป็นกิจวัตรประจำวันในระดับหมู่บ้าน
  • สร้างฐานข้อมูลและเครือข่ายเฝ้าระวังภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ
  • ส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างคนในชุมชนผ่านกิจกรรมสันทนาการ

กิจกรรมนี้นับเป็นตัวอย่างที่ดีของการทำงานเชิงรุก โดยเฉพาะการดึงพลังภาคประชาชนอย่าง อสม. เข้ามามีส่วนร่วม เพราะพวกเขารู้จักคนในพื้นที่ดีที่สุด การเปลี่ยนเรื่องสุขภาพให้เป็นกิจกรรมที่น่าตื่นเต้นและทำร่วมกันได้แบบนี้ ช่วยลดช่องว่างระหว่างวัยและสร้างความสุขให้กับผู้สูงอายุได้เป็นอย่างดี

เราหวังว่าโมเดลการขับเคลื่อนจากอำเภอสรรคบุรีในครั้งนี้ จะกลายเป็นต้นแบบที่ขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ เพราะเมื่อผู้สูงอายุมีสุขภาพสมองที่ดี ก็เท่ากับลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและเพิ่มรอยยิ้มให้กับทุกครอบครัว นี่คือบทพิสูจน์แล้วว่าพลังของคนในท้องถิ่นสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างแท้จริง

ที่มา – อ.สรรคบุรี รวมพลัง อสม.กว่า 2 พันคน จัดมหกรรม เต้น 9 ช่อง ป้องกันลืม