ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

พรุ่งนี้ฝนถล่มหนัก 4 วันรวด อุตุฯ เตือนภัยฉบับ 5!

พรุ่งนี้ฝนถล่มหนัก 4 วันรวด อุตุฯ เตือนภัยฉบับ 5!

เตรียมตัวรับมือกันให้ดีครับ! เมื่อกรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศฉบับที่ 5 แจ้งเตือนเรื่องพรุ่งนี้ฝนถล่มหนัก 4 วันรวด อุตุฯ ออกฉบับ 5 สั่งเตือนภัยขั้นสุด เช็กจังหวัดเสี่ยงโดนเต็มๆ! ตั้งแต่วันที่ 18-21 สิงหาคม 2569 โดยมีพื้นที่เสี่ยงภัยกระจายตัวทั่วประเทศ โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษจากร่องมรสุมที่พาดผ่าน

สถานการณ์ฝนตกหนักและพื้นที่เสี่ยงภัย

สำหรับช่วงวันที่ 18-21 ส.ค. 69 ประเทศไทยจะมีฝนตกหนักถึงหนักมาก เนื่องจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีกำลังค่อนข้างแรง ประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่มต่ำต้องระวังอันตรายจากน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก หากเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางในเส้นทางที่มีน้ำท่วมขังบ่อยครั้ง เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของท่านเองครับ

โดยจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์พรุ่งนี้ฝนถล่มหนัก 4 วันรวด อุตุฯ ออกฉบับ 5 สั่งเตือนภัยขั้นสุด เช็กจังหวัดเสี่ยงโดนเต็มๆ! นั้นครอบคลุมพื้นที่กว้างขวาง โดยมีรายละเอียดรายวันดังนี้:

  • วันที่ 18 ส.ค. 69: ภาคเหนือและอีสานรับมือฝนหนัก โดยเฉพาะบึงกาฬ นครพนม ตราด แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย และอีกหลายจังหวัด
  • วันที่ 19 ส.ค. 69: พื้นที่เสี่ยงหนักมากกระจายตัวในโซนภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ อาทิ หนองคาย บึงกาฬ นครพนม และตราด
  • วันที่ 20 ส.ค. 69: หลายจังหวัดในภาคเหนือและภาคกลางต้องเฝ้าระวังเพิ่ม เช่น แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ และกาญจนบุรี
  • วันที่ 21 ส.ค. 69: ฝนยังคงตกหนักในภาคเหนือและภาคกลางบางพื้นที่

คำแนะนำสำหรับพี่น้องชาวเรือ

นอกจากพื้นที่บนบกแล้ว ทางฝั่งทะเลก็ต้องระวังเช่นกัน โดยเฉพาะทะเลอันดามันตอนบนที่มีคลื่นสูง 2-3 เมตร ในช่วงวันที่ 19-21 ส.ค. 69 ชาวเรือควรตรวจสอบสภาพอากาศอย่างใกล้ชิดและงดออกจากฝั่งหากมีคำสั่งแจ้งเตือนจากทางราชการ สถานการณ์พรุ่งนี้ฝนถล่มหนัก 4 วันรวด อุตุฯ ออกฉบับ 5 สั่งเตือนภัยขั้นสุด เช็กจังหวัดเสี่ยงโดนเต็มๆ! ครั้งนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรประมาทเด็ดขาด

สุดท้ายนี้ ผมขอแนะนำให้ทุกคนวางแผนการเดินทางให้ดี ตรวจสอบข้อมูลจากเว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยาหรือโทรสายด่วน 1182 เพื่ออัปเดตสถานการณ์รายชั่วโมง หมั่นดูแลสุขภาพและเตรียมเสบียงอาหารไว้ในที่ปลอดภัย หากท่านอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย อย่าลืมยกของขึ้นที่สูงและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัดนะครับ

ที่มา – พรุ่งนี้ฝนถล่มหนัก 4 วันรวด อุตุฯ ออกฉบับ 5 สั่งเตือนภัยขั้นสุด เช็กจังหวัดเสี่ยงโดนเต็มๆ!

ทรัมป์สั่งลดซ้อมรบร่วมเกาหลีใต้ สะเทือนพันธมิตร-ดุลอำนาจเอเชีย

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวเกี่ยวกับท่าทีล่าสุดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีต่อพันธมิตรในเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะกรณีที่ทรัมป์สั่งลดซ้อมรบร่วมเกาหลีใต้ สะเทือนพันธมิตร-ดุลอำนาจเอเชีย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งเหตุการณ์นี้สร้างความสั่นสะเทือนให้กับหลายฝ่ายที่เฝ้ามองความมั่นคงในภูมิภาคนี้อย่างใกล้ชิด

ทรัมป์สั่งลดซ้อมรบร่วมเกาหลีใต้ สะเทือนพันธมิตร-ดุลอำนาจเอเชีย

การที่สหรัฐฯ ตัดสินใจลดระดับการซ้อมรบ “อุลชิ ฟรีดอม ชิลด์” (Ulchi Freedom Shield) ลงอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการประหยัดงบประมาณเท่านั้น แต่มันสะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ของรัฐบาลวอชิงตันที่ให้ความสำคัญกับการ “แลกเปลี่ยนผลประโยชน์” มากกว่าการค้ำจุนโครงสร้างพันธมิตรแบบเดิมๆ

วิเคราะห์ผลกระทบเมื่อทรัมป์สั่งลดซ้อมรบร่วมเกาหลีใต้ สะเทือนพันธมิตร-ดุลอำนาจเอเชีย

การตัดสินใจครั้งนี้ส่งผลกระทบในหลายมิติ ดังนี้:

  • ความเชื่อมั่นด้านความมั่นคง: เกาหลีใต้อาจต้องตั้งคำถามถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ภายใต้ร่มนิวเคลียร์
  • การพึ่งพาตนเอง: อาจกระตุ้นให้โซลหันมาพัฒนาอาวุธยุทธศาสตร์ของตนเองมากขึ้นในอนาคต
  • เกมการเมืองโลก: จีนและรัสเซียต่างจับตาความเปลี่ยนแปลงนี้อย่างใกล้ชิด เพราะส่งผลต่อการจัดระเบียบอำนาจในอินโด-แปซิฟิก

นอกจากเรื่องความมั่นคงแล้ว ท่าทีของทรัมป์ยังแสดงให้เห็นว่าเขาให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ส่วนบุคคลกับผู้นำเกาหลีเหนือมากกว่าการฝึกซ้อมทางการทหาร การยอมลดกิจกรรมทางทหารเพื่อรักษาบรรยากาศทางการเมืองนั้นมีความเสี่ยงสูง เพราะอาจทำให้เกาหลีเหนือได้ใจโดยที่ยังไม่ได้แสดงความจริงใจในการปลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างเป็นรูปธรรม

ในมุมมองของผม การเปลี่ยนแปลงนี้คือสัญญาณเตือนให้ประเทศในเอเชียต้องเตรียมรับมือกับความไม่แน่นอนที่มากขึ้น เมื่อนโยบายต่างประเทศของมหาอำนาจเปลี่ยนไปตามสไตล์ของผู้นำ เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าพันธมิตรในภูมิภาคจะปรับตัวอย่างไรต่อการตัดสินใจครั้งสำคัญนี้

ที่มา – ทรัมป์สั่งลดซ้อมรบร่วมเกาหลีใต้ สะเทือนพันธมิตร-ดุลอำนาจเอเชีย

สิงห์ เอสเตท (S) โชว์ผลงานครึ่งปีแรกแกร่ง รายได้แตะ 6.1 พันล้าน

สิงห์ เอสเตท (S) โชว์ผลงานครึ่งปีแรกแกร่ง รายได้แตะ 6.1 พันล้าน

บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S ได้ออกมาประกาศผลการดำเนินงานสุดร้อนแรงในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 โดยสามารถทำรายได้รวมไปได้ถึง 6,153 ล้านบาท ตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็นผู้นำอสังหาริมทรัพย์ที่เน้นความมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนว่า สิงห์ เอสเตท (S) โชว์ผลงานครึ่งปีแรกแกร่ง รายได้แตะ 6.1 พันล้าน ได้อย่างน่าประทับใจ โดยกว่า 90% ของรายได้มาจากธุรกิจรายได้ประจำ (Recurring Income) ทำให้กระแสเงินสดของบริษัทมีความแข็งแกร่งอย่างยิ่ง

กลยุทธ์พอร์ตสมดุลกับการเติบโตที่ยั่งยืน

นายชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า ความสำเร็จในครั้งนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่เป็นผลจากการบริหารจัดการพอร์ตโฟลิโอที่มีความหลากหลายและรักษาวินัยทางการเงินอย่างเข้มงวด โดยในไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา บริษัทสามารถปิดการขายหุ้นกู้ได้เต็มวงเงิน 2,000 ล้านบาทในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความเชื่อมั่นที่นักลงทุนมีต่อบริษัทได้เป็นอย่างดี

  • ธุรกิจอาคารสำนักงาน: รายได้ครึ่งปีแรกอยู่ที่ 645 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% โดยกำไรปกติทำนิวไฮถึง 323 ล้านบาท
  • ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม: เติบโตขึ้นเกือบ 3 เท่า จากรายได้สาธารณูปโภคและการโอนที่ดิน
  • ธุรกิจโรงแรม: ประสบความสำเร็จสูง โดยเฉพาะในฟิจิที่ทำรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักสูงสุดเป็นประวัติการณ์
  • ธุรกิจที่พักอาศัย: ปิดการขายโครงการ วัน ริเวอร์ พระราม 3 ได้สำเร็จตามเป้าหมาย

เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากที่โครงการระดับพรีเมียมอย่าง “วัน ริเวอร์ พระราม 3” สามารถปิดการขายได้ทันเวลา พร้อมเดินหน้าการก่อสร้างไปกว่า 70% และเตรียมทยอยส่งมอบได้เร็วกว่ากำหนด ซึ่งแน่นอนว่าการที่ สิงห์ เอสเตท (S) โชว์ผลงานครึ่งปีแรกแกร่ง รายได้แตะ 6.1 พันล้าน จะเป็นรากฐานสำคัญที่ส่งผลให้การรับรู้รายได้ในช่วงครึ่งปีหลังมีความโดดเด่นยิ่งขึ้นไปอีก

ในฐานะนักลงทุนหรือผู้ติดตามสถานการณ์อสังหาฯ ในประเทศไทย จะเห็นได้ว่าสิงห์ เอสเตทไม่ได้แค่เน้นตัวเลขรายได้ แต่เน้นไปที่คุณภาพของพอร์ตธุรกิจที่สมดุล หากมองไปข้างหน้า เชื่อว่ากลยุทธ์ที่เน้นความเสี่ยงต่ำและเน้นการสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอเช่นนี้ จะช่วยให้บริษัทเติบโตได้ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้อย่างแน่นอน นี่คือบทพิสูจน์ว่าทำไม สิงห์ เอสเตท (S) โชว์ผลงานครึ่งปีแรกแกร่ง รายได้แตะ 6.1 พันล้าน จึงเป็นข่าวดีที่สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ถือหุ้นและตลาดได้อย่างเต็มภาคภูมิ

ที่มา – สิงห์ เอสเตท (S) โชว์ผลงานครึ่งปีแรกแกร่ง รายได้แตะ 6.1 พันล้าน ออฟฟิศทำกำไรนิวไฮ พร้อมปิดขาย “วัน ริเวอร์ พระราม 3” ชูพอร์ตสมดุล

เปิดเส้นทางบ่มเพาะนวัตกรรุ่นใหม่ สู่ Coding Thailand 2026

ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนวิถีชีวิตและการทำงาน ทักษะด้าน Coding และ AI จึงกลายเป็นหัวใจหลักที่สำคัญยิ่ง การพัฒนาเยาวชนให้ก้าวทันต่อโลกนวัตกรรมไม่ได้เป็นเพียงการเรียนรู้เพื่อเขียนโปรแกรมเท่านั้น แต่คือการสร้างกระบวนการคิดและทักษะในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่เปิดเส้นทางบ่มเพาะนวัตกรรุ่นใหม่ สู่เวทีระดับประเทศ Coding Thailand 2026 ยกระดับไอเดียสู่การสร้างนวัตกรรมดิจิทัลที่ใช้ได้จริง

เปิดเส้นทางบ่มเพาะนวัตกรรุ่นใหม่ สู่เวทีระดับประเทศ Coding Thailand 2026 ยกระดับไอเดียสู่การสร้างนวัตกรรมดิจิทัลที่ใช้ได้จริง

โครงการ Coding Thailand 2026 โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ได้มุ่งเน้นการพัฒนากำลังคนดิจิทัลที่มีคุณภาพ โดยมีเป้าหมายหลักคือการเปิดพื้นที่ให้เยาวชนทั่วประเทศได้ปลดล็อกศักยภาพของตนเอง ผ่านการเรียนรู้ Coding และ AI เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและเศรษฐกิจในอนาคต สำหรับการก้าวเข้าสู่การแข่งขันระดับประเทศครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เยาวชนกว่า 210 ทีมได้เรียนรู้กระบวนการคิดเชิงนวัตกรรมอย่างเข้มข้น

ก้าวสู่เวทีระดับประเทศด้วยศักยภาพที่เหนือระดับ

ตลอดกิจกรรมที่ผ่านมา เยาวชนได้ผ่านการบ่มเพาะในรูปแบบ Hybrid ซึ่งครอบคลุมทุกมิติของการสร้างนวัตกรรม ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ปัญหา การพัฒนาต้นแบบไปจนถึงการวางแผนทางธุรกิจ สิ่งเหล่านี้คือหัวใจสำคัญในการเปิดเส้นทางบ่มเพาะนวัตกรรุ่นใหม่ สู่เวทีระดับประเทศ Coding Thailand 2026 ยกระดับไอเดียสู่การสร้างนวัตกรรมดิจิทัลที่ใช้ได้จริง ทำให้เยาวชนไม่ได้เพียงแค่มีทักษะทางเทคนิค แต่ยังมีทักษะในการสื่อสารและการนำเสนอผลงานที่พร้อมสำหรับการนำไปใช้งานจริง

ในส่วนของการทำ Mentoring โดยผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยและภาคเอกชน ยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่เยาวชนผ่านการให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัว ซึ่งถือเป็นโอกาสอันล้ำค่าที่ช่วยให้ทุกทีมสามารถขัดเกลาผลงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งในด้านประสบการณ์ผู้ใช้งาน (UX) และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของ depa ในการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ยั่งยืน

  • เรียนรู้การคิดเชิงวิเคราะห์และแก้ปัญหาจากสถานการณ์จริง
  • พัฒนาทักษะดิจิทัลที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดงานยุคใหม่
  • สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างเยาวชนและผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ
  • ยกระดับผลงานนวัตกรรมต้นแบบสู่การใช้งานจริงเพื่อสังคมและเศรษฐกิจ

ท้ายที่สุด การเข้าร่วมโครงการนี้ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญยิ่งในการเปิดเส้นทางบ่มเพาะนวัตกรรุ่นใหม่ สู่เวทีระดับประเทศ Coding Thailand 2026 ยกระดับไอเดียสู่การสร้างนวัตกรรมดิจิทัลที่ใช้ได้จริง ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างนักพัฒนารุ่นใหม่ แต่ยังเป็นการวางรากฐานสำคัญให้ประเทศไทยก้าวไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างมั่นคง เราขอเชิญชวนทุกคนร่วมส่งกำลังใจให้เยาวชนคนเก่งของเราในการแข่งขันระดับประเทศที่กำลังจะมาถึงนี้ เพราะนวัตกรรมของพวกเขาคือคำตอบแห่งอนาคตของประเทศเราอย่างแท้จริง

ที่มา – เปิดเส้นทางบ่มเพาะนวัตกรรุ่นใหม่ สู่เวทีระดับประเทศ Coding Thailand 2026 ยกระดับไอเดียสู่การสร้างนวัตกรรมดิจิทัลที่ใช้ได้จริง

มท.เต้ย ลงพื้นที่สกลนคร ย้ำหมู่บ้านปลอดยาเสพติด-ต่อยอดโอทอป

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจสำคัญ ณ จังหวัดสกลนคร โดยได้พบปะกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) เพื่อมอบนโยบายในการพัฒนาท้องถิ่นและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีประเด็นหลักคือ มท.เต้ย ลงพื้นที่สกลนคร ย้ำหมู่บ้านปลอดยาเสพติด-ต่อยอดโอทอป เพื่อให้คนในชุมชนมีความเข้มแข็งและยั่งยืน

มท.เต้ย ลงพื้นที่สกลนคร ย้ำหมู่บ้านปลอดยาเสพติด-ต่อยอดโอทอป

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นายพลพีร์ได้เน้นย้ำถึงนโยบาย Action 5 Plus โดยเฉพาะเรื่องปัญหายาเสพติด ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามที่สำคัญที่สุดในปัจจุบัน การแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจังจะช่วยลดภาระงบประมาณของภาครัฐที่ต้องนำไปใช้ดูแลกลุ่มผู้เสพกว่าปีละ 4,000 ล้านบาท หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันจนสามารถทำให้หมู่บ้านปลอดยาเสพติดได้สำเร็จ งบประมาณเหล่านี้จะถูกนำไปใช้เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและคุณภาพชีวิตในด้านอื่น ๆ ได้อีกมหาศาล

มาตรการลดค่าครองชีพและการส่งเสริมอาชีพชุมชน

นอกจากนี้ นายพลพีร์ยังได้เน้นย้ำเรื่องการเข้าถึงสิทธิ์ของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการลดค่าไฟฟ้าสำหรับครัวเรือนที่ใช้ไม่เกิน 200 หน่วย รวมถึงการส่งเสริมให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอจัดตั้ง ‘คาราวานสินค้าลดค่าครองชีพ’ เพื่อให้พี่น้องประชาชนในระดับตำบลและหมู่บ้านได้รับความสะดวก ไม่ต้องเดินทางไกล โดยนโยบาย มท.เต้ย ลงพื้นที่สกลนคร ย้ำหมู่บ้านปลอดยาเสพติด-ต่อยอดโอทอป ยังรวมไปถึงการสนับสนุนด้านพลังงานสะอาดและการสร้างรายได้ผ่านกลุ่มสตรีและกองทุนหมู่บ้าน

  • ส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop เพื่อลดรายจ่ายค่าไฟฟ้า
  • สนับสนุนกลุ่มกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี เพื่อให้สมาชิกมีเงินหมุนเวียนในการลงทุน
  • พัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP และช่องทางการตลาดให้ครอบคลุมทั้งในและต่างประเทศ

ในส่วนของจังหวัดสกลนคร ซึ่งมีจุดแข็งในเรื่องของผ้าย้อมคราม ทางกระทรวงมหาดไทยพร้อมที่จะสนับสนุนการพัฒนาลวดลายและรูปแบบให้มีความหลากหลายและทันสมัย เพื่อดึงดูดลูกค้าและเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ชุมชน สร้างรายได้ให้กับพี่น้องในพื้นที่อย่างมั่นคง พร้อมกันนี้ นายพลพีร์ยังได้มอบเครื่องมือให้แก่ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชนในระดับฐานราก การลงพื้นที่ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการเข้าถึงประชาชนอย่างใกล้ชิดและแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุอย่างแท้จริง

ที่มา – ‘มท.เต้ย’ลงพื้นที่พบกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ชรบ. ที่สกลนคร ย้ำหมู่บ้านปลอดยาเสพติด-ต่อยอดโอทอป

รพ.ขอนแก่น โต้ดราม่าสาวใหญ่ดับในห้องน้ำ ยันรักษาตามมาตรฐาน

รพ.ขอนแก่น โต้ดราม่าสาวใหญ่ดับในห้องน้ำ ยันรักษาตามมาตรฐาน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจในโซเชียลมีเดีย กรณีผู้เสียชีวิตขณะเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลขอนแก่น ซึ่งสร้างความสงสัยให้กับครอบครัวและสังคมเป็นอย่างมาก ล่าสุดทางโรงพยาบาลได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมด โดยนพ.ธนสิทธิ์ ไพรพงษ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่น ได้ออกมาเปิดเผยรายละเอียดของเหตุการณ์รพ.ขอนแก่น โต้ดราม่าสาวใหญ่ดับในห้องน้ำ ยันรักษาตามมาตรฐาน-ซ้ำเติมในโพสต์ไม่ใช่คนของ รพ. เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับพี่น้องประชาชน

ลำดับเหตุการณ์การรักษาและการดูแลผู้ป่วย

นพ.ธนสิทธิ์ ได้ชี้แจงถึงขั้นตอนการรักษาว่า ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาด้วยอาการไข้และมีผื่นแดง ตั้งแต่วันที่ 13 ส.ค. 2569 โดยทีมแพทย์ได้ดูแลอย่างใกล้ชิดและมีการตรวจวินิจฉัยตามขั้นตอนมาตรฐาน จนกระทั่งเกิดเหตุไม่คาดฝันเมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2569 ที่ผู้ป่วยล้มหมดสติในห้องน้ำ ซึ่งจากการตรวจสอบพบภาวะเลือดออกในสมองอย่างรุนแรงและมีภาวะกดทับก้านสมอง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากแต่มีความรุนแรงสูง

ทางโรงพยาบาลยืนยันว่า เหตุการณ์รพ.ขอนแก่น โต้ดราม่าสาวใหญ่ดับในห้องน้ำ ยันรักษาตามมาตรฐาน-ซ้ำเติมในโพสต์ไม่ใช่คนของ รพ. นั้น ทางทีมแพทย์ได้พยายามช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถตามจรรยาบรรณวิชาชีพ พร้อมทั้งได้ปรึกษาและชี้แจงข้อมูลกับทางญาติอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับแผนการรักษาและความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

การจัดการประเด็นดราม่าในโซเชียลมีเดีย

สำหรับกรณีที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการแสดงความคิดเห็นที่ไม่เหมาะสมผ่านทางเฟซบุ๊ก ซึ่งมีคนเข้าใจผิดว่าเป็นบุคลากรของโรงพยาบาล ทางโรงพยาบาลได้ทำการตรวจสอบอย่างละเอียดและยืนยันว่าบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่พนักงานของโรงพยาบาลขอนแก่นแต่อย่างใด

  • โรงพยาบาลขอนแก่นพร้อมรับฟังและทบทวนระบบการทำงานเสมอ
  • เน้นย้ำความสำคัญของจรรยาบรรณบุคลากรทางการแพทย์
  • มุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตและบริการเพื่อประชาชนชาวขอนแก่น

ท้ายที่สุดนี้ ข่าวรพ.ขอนแก่น โต้ดราม่าสาวใหญ่ดับในห้องน้ำ ยันรักษาตามมาตรฐาน-ซ้ำเติมในโพสต์ไม่ใช่คนของ รพ. ถือเป็นบทเรียนสำคัญของการสื่อสารในยุคดิจิทัล เราอยากฝากให้สังคมใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และร่วมเป็นกำลังใจให้กับบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานอย่างหนักเพื่อรักษาชีวิตเพื่อนมนุษย์ในทุกสถานการณ์

ที่มา – รพ.ขอนแก่น โต้ดราม่าสาวใหญ่ดับในห้องน้ำ ยันรักษาตามมาตรฐาน-ซ้ำเติมในโพสต์ไม่ใช่คนของ รพ.

สสจ.นครพนม เปิดเวทีอบรม อาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์ 2 รุ่น

เชื่อไหมครับว่าในสถานการณ์วิกฤตที่ความเป็นความตายแขวนอยู่บนเส้นด้าย ทุกวินาทีมีค่าอย่างมหาศาล ล่าสุดทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครพนม หรือ สสจ.นครพนม ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของเรื่องนี้ จึงได้จัดกิจกรรมดีๆ อย่างโครงการ สสจ.นครพนม เปิดเวทีอบรม อาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์ 2 รุ่น เพื่อยกระดับความสามารถของบุคลากรด่านหน้าในการรับมือกับเหตุฉุกเฉินได้อย่างมืออาชีพครับ

สสจ.นครพนม เปิดเวทีอบรม อาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์ 2 รุ่น

การอบรมในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างอาสาสมัครที่เปี่ยมไปด้วยศักยภาพ โดยมีผู้เข้าร่วมโครงการกว่า 120 คน แบ่งออกเป็น 2 รุ่น ซึ่งทุกคนจะได้เรียนรู้ตั้งแต่ทฤษฎีพื้นฐานไปจนถึงการปฏิบัติงานจริงในสถานการณ์จำลอง เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน พวกเขาจะสามารถช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยที่สุดตามมาตรฐานสากลครับ

ทำไมการอบรมอาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์ถึงสำคัญ?

หัวใจสำคัญของการทำงานในระบบ 1669 ไม่ใช่แค่เรื่องของการโทรแจ้งเหตุ แต่คือการมี "คน" ที่มีความรู้พร้อมปฏิบัติงานในพื้นที่ได้ทันที การที่ทาง สสจ.นครพนม เปิดเวทีอบรม อาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์ 2 รุ่น ในครั้งนี้ จะช่วยให้จังหวัดนครพนมมีเครือข่ายความปลอดภัยที่แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งนอกจากจะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตแล้ว ยังช่วยลดภาวะความพิการของผู้ป่วยหลังเกิดเหตุได้อีกด้วยครับ

สิ่งที่ผู้เข้าร่วมอบรมจะได้รับความรู้เน้นๆ มีดังนี้:

  • การประเมินสถานการณ์และความปลอดภัยในพื้นที่เกิดเหตุ
  • การปฐมพยาบาลเบื้องต้นและการช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR)
  • การใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) อย่างถูกวิธี
  • เทคนิคการเคลื่อนย้ายและลำเลียงผู้ป่วยออกจากพื้นที่เสี่ยง
  • การประสานงานร่วมกับทีมแพทย์กู้ชีพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

หลักสูตรนี้จัดขึ้นอย่างเข้มข้นโดยได้รับความร่วมมือจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลนครพนม ทีมกู้ภัย และหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ซึ่งถือเป็นการบูรณาการความร่วมมือครั้งใหญ่เพื่อพี่น้องชาวนครพนมอย่างแท้จริงครับ

สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากไว้ว่าจิตวิญญาณของความเป็นอาสาสมัครนั้นสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด การมีความรู้ที่ดีประกอบกับหัวใจที่พร้อมช่วยเหลือ จะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดให้กับคนในชุมชนครับ หากใครที่มีโอกาสได้เข้ารับการอบรมหรือสนใจงานด้านการแพทย์ฉุกเฉิน ก็ขอให้หมั่นฝึกฝนทักษะเหล่านี้ให้แม่นยำอยู่เสมอ เพราะความรู้ของคุณอาจเป็นปาฏิหาริย์ที่ต่อลมหายใจให้ใครบางคนได้ในยามคับขันครับ

ที่มา – ‘สสจ.นครพนม’ เปิดเวทีอบรม อาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์ 2 รุ่น รวม 120 คน

แผ่นดินไหวรุนแรงที่เกาะฟลอเรสดับแล้ว 68 ราย บดบังฉลองวันชาติอินโดนีเซีย

แผ่นดินไหวรุนแรงที่เกาะฟลอเรสดับแล้ว 68 ราย บดบังฉลองวันชาติอินโดนีเซีย

เหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของชาวอินโดนีเซีย เมื่อรายงานข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศระบุว่า เกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงที่เกาะฟลอเรสดับแล้ว 68 ราย บดบังฉลองวันชาติอินโดนีเซียที่ควรจะเต็มไปด้วยความสุข ในวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา แรงสั่นสะเทือนระดับ 7.7 แมกนิจูดได้สร้างความสูญเสียครั้งใหญ่ให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างมหาศาล

สถานการณ์ความเสียหายและผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงที่เกาะฟลอเรสดับแล้ว 68 ราย บดบังฉลองวันชาติอินโดนีเซีย

นอกจากตัวเลขผู้เสียชีวิตที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 100 ราย ข้อมูลจากสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐ (USGS) ระบุว่าจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ลึกจากใต้ทะเลเพียง 10 กิโลเมตร ส่งผลให้มีอาฟเตอร์ช็อกตามมาเกือบ 1,600 ครั้ง สร้างความหวาดกลัวให้กับผู้คนในพื้นที่อย่างมาก ความเสียหายในครั้งนี้ประกอบด้วย:

  • บ้านเรือนประชาชนเสียหายกว่า 500 หลัง
  • เกิดดินถล่มปิดกั้นเส้นทางสัญจร
  • ประชาชนราว 12,800 คน ต้องไร้ที่อยู่อาศัยชั่วคราว

ในขณะที่รัฐบาลอินโดนีเซียพยายามเร่งมือช่วยเหลือ กองทัพอากาศได้เริ่มลำเลียงสิ่งของบรรเทาทุกข์กว่า 13 ตันลงพื้นที่ เพื่อเร่งเยียวยาผู้ประสบภัยโดยเร็วที่สุด แม้ว่าวันนี้จะเป็นวันประกาศเอกราชของชาติ แต่บรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองกลับถูกแทนที่ด้วยความโศกเศร้าจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงที่เกาะฟลอเรสดับแล้ว 68 ราย บดบังฉลองวันชาติอินโดนีเซียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ถือเป็นโศกนาฏกรรมที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เหตุการณ์ที่จังหวัดชวาตะวันตกเมื่อปี 2565 เราขอส่งกำลังใจให้ผู้ประสบภัยทุกคนผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้โดยเร็ว และหวังว่าการช่วยเหลือจะเข้าถึงทุกพื้นที่อย่างทั่วถึงครับ

ที่มา – แผ่นดินไหวรุนแรงที่เกาะฟลอเรสดับแล้ว 68 ราย บดบังฉลองวันชาติอินโดนีเซีย

ไขข้อสงสัยทำไม? ‘คุณหมอ’ แห่เตือนระวังบาดเจ็บ จากแข่ง HYROX กีฬามาแรง!

ไขข้อสงสัยทำไม? ‘คุณหมอ’ แห่เตือนระวังบาดเจ็บ จากแข่ง HYROX กีฬามาแรง!

กลายเป็นประเด็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวางในโลกโซเชียล เมื่อเหล่าบรรดาคุณหมอและนักกายภาพบำบัดต่างพร้อมใจกันออกมาเตือนถึงความเสี่ยงในการบาดเจ็บจากกีฬา HYROX ที่กำลังเป็นเทรนด์ฮิตในหมู่คนรักสุขภาพ หลายคนเกิดข้อสงสัยว่าทำไมถึงต้องออกมาเตือนกันเป็นพิเศษ ทั้งที่กีฬาทุกชนิดก็มีความเสี่ยงด้วยกันทั้งนั้น แถมภาพในงานแข่งเรายังเห็นคุณหมอหลายท่านลงสนามประชันกล้ามกันอย่างดุเดือดอีกด้วย

จริงๆ แล้วการที่ ไขข้อสงสัยทำไม? ‘คุณหมอ’ แห่เตือนระวังบาดเจ็บ จากแข่ง HYROX กีฬามาแรง! นั้น ไม่ใช่เพราะมองว่ากีฬานี้แย่หรือห้ามเล่น แต่เป็นเรื่องของความเข้าใจในหลักเวชศาสตร์ป้องกัน ซึ่งคุณหมอหลายท่านได้ออกมาให้ความกระจ่างว่า มันคือเรื่องของ Risk Window หรือช่วงเวลาที่ร่างกายมีความเสี่ยงสูงต่อการบาดเจ็บนั่นเองครับ

เจาะลึก 4 ปัจจัยที่ทำให้การแข่ง HYROX ต้องระวังเป็นพิเศษ

การที่คุณหมอต้องออกมาให้ความรู้เรื่อง ไขข้อสงสัยทำไม? ‘คุณหมอ’ แห่เตือนระวังบาดเจ็บ จากแข่ง HYROX กีฬามาแรง! นั้น มีปัจจัยหลักที่น่าสนใจดังนี้:

  • การสะสมของความล้า (Cumulative Fatigue): รูปแบบการแข่งขันที่ผสมผสานทั้งคาร์ดิโอหนักและการใช้แรงต้าน ทำให้กล้ามเนื้อล้าสะสมจนควบคุมท่าทางไม่ได้
  • ความเร่งรีบในการฝึกซ้อม: หลายคนเพิ่งเริ่มหันมาออกกำลังกายแล้วอยากลงแข่งทันที โดยที่เส้นเอ็นและข้อต่อยังไม่แข็งแรงพอ
  • ความซ้ำซากของท่าทาง: การออกแรงในท่าเดิมซ้ำๆ ในความเข้มข้นสูง ทำให้เกิดการบาดเจ็บแบบ Overuse Injury ได้ง่าย
  • การประเมินร่างกายผิดพลาด: การขาดการวอร์มอัพหรือการยืดเหยียดที่เพียงพอเมื่อต้องเผชิญกับสถานีทดสอบร่างกายที่หนักหน่วง

ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งมาราธอน หรือการเล่นเวทเทรนนิ่ง หมอต่างก็มีคำแนะนำเรื่องความปลอดภัยอยู่เสมอ แต่ที่กระแสเรื่อง HYROX ดูจะดังเป็นพิเศษ เพราะเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในช่วงนี้ ทำให้คำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญเข้าถึงกลุ่มผู้เล่นหน้าใหม่ได้มากขึ้นครับ

สรุปสั้นๆ สำหรับใครที่อยากลงสนามแข่ง HYROX สิ่งสำคัญที่สุดคือการเตรียมตัวให้พร้อม การมีวินัยในการฝึกซ้อมตามโปรแกรมที่เหมาะสม และการหมั่นเช็คร่างกายตัวเองเป็นประจำ จะช่วยให้คุณสนุกกับกีฬาเทรนด์ใหม่นี้ได้อย่างยั่งยืนและไร้การบาดเจ็บกวนใจครับ

ที่มา – ไขข้อสงสัยทำไม? ‘คุณหมอ’ แห่เตือนระวังบาดเจ็บ จากแข่ง HYROX กีฬามาแรง!

รถไฟฟ้าสายสีแดงไปถึงนครปฐม ขยายเพิ่ม 7 สถานี

ข่าวดีสำหรับชาวนครปฐมและผู้ที่เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เป็นประจำครับ ล่าสุดการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้จับมือกับมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบรางให้ก้าวไกลยิ่งขึ้น โดยประเด็นที่น่าสนใจที่สุดคือโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงไปถึงนครปฐม ขยายจากศาลายา 25 กม. 7 สถานีแผนก่อสร้างปี 73 เปิดบริการปี 76 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมการเดินทางของคนในย่านนี้ไปอย่างสิ้นเชิง

เจาะลึกโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงไปถึงนครปฐม ขยายจากศาลายา 25 กม. 7 สถานีแผนก่อสร้างปี 73 เปิดบริการปี 76

โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การขยายเส้นทางรถไฟธรรมดา แต่เป็นการเชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชนให้ครอบคลุมพื้นที่มากยิ่งขึ้น โดยเส้นทางส่วนต่อขยายนี้จะเริ่มตั้งแต่ช่วงปลายของโครงการศิริราช-ตลิ่งชัน-ศาลายา ลากยาวผ่านพื้นที่สำคัญในจังหวัดนครปฐม รวมระยะทางกว่า 25.3 กิโลเมตร โดยจะมีการก่อสร้างสถานีและจุดหยุดรถใหม่ทั้งหมด 7 แห่ง เพื่อรองรับความต้องการเดินทางของประชาชนในพื้นที่ อ.พุทธมณฑล, อ.นครชัยศรี, อ.สามพราน และ อ.เมืองนครปฐม

รายชื่อสถานีที่จะเกิดขึ้นในโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงไปถึงนครปฐม ขยายจากศาลายา 25 กม. 7 สถานีแผนก่อสร้างปี 73 เปิดบริการปี 76

สำหรับสถานีที่จะให้บริการในเส้นทางส่วนต่อขยายนี้ ประกอบไปด้วยจุดหลักๆ ดังนี้:

  • สถานีวัดสุวรรณ
  • ที่หยุดรถคลองมหาสวัสดิ์
  • สถานีวัดงิ้วราย
  • สถานีนครชัยศรี
  • สถานีท่าแฉลบ
  • สถานีต้นสำโรง
  • สถานีนครปฐม

แผนการดำเนินงานถูกวางไว้อย่างชัดเจน โดยคาดว่าจะมีการศึกษาและออกแบบรายละเอียดให้เสร็จสิ้นภายในปี 2570 จากนั้นจะนำเสนอเพื่อขออนุมัติโครงการภายในปี 2572 ก่อนจะเริ่มลงมือก่อสร้างจริงในปี 2573 และตั้งเป้าหมายที่จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการให้ประชาชนได้ใช้งานกันในปี 2576 ครับ

ความร่วมมือระหว่าง รฟท. และมหาวิทยาลัยมหิดลในครั้งนี้ ยังมุ่งเน้นไปที่การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการตารางเวลาเดินรถและการสับเปลี่ยนขบวนรถให้มีความแม่นยำและปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้โดยสารได้อย่างมหาศาล การมีรถไฟฟ้าสายสีแดงที่เข้าถึงพื้นที่นครปฐมจะช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัด และสร้างทางเลือกใหม่ที่สะดวกรวดเร็วในการเดินทางเข้าสู่ใจกลางกรุงเทพมหานคร เชื่อว่าเมื่อโครงการนี้สำเร็จ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการเติบโตของเมืองในแถบตะวันตกของกรุงเทพฯ ได้เป็นอย่างดีครับ

ที่มา – รถไฟฟ้าสายสีแดงไปถึงนครปฐม ขยายจากศาลายา 25 กม. 7 สถานีแผนก่อสร้างปี 73 เปิดบริการปี 76