ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

เหม่ยถู รายได้พุ่ง ยอดสมาชิกจ่ายเงินสูงสุด

รายงานจากสำนักข่าวซินหัวระบุว่า “เหม่ยถู” ประสบความสำเร็จทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในด้านรายได้และกำไร ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผลมาจากความพยายามในการพัฒนาเทคโนโลยี “ปัญญาประดิษฐ์” (AI) และการเติบโตของกลุ่มผู้ใช้งานแบบชำระเงินทั่วโลก

เหม่ยถู

กลุ่มธุรกิจหลักของ เหม่ยถู ที่เน้นเรื่องการสร้างและปรับแต่งรูปถ่ายแบบจ่ายค่าสมาชิก สามารถทำรายได้สูงถึง 1,350 ล้านหยวน หรือประมาณ 6,110 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และคิดเป็นสัดส่วนถึง 74.2% ของรายได้ทั้งหมด

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีเช่นนี้ ก็คือ จำนวนผู้ใช้บริการที่จ่ายเงินรายเดือนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงสิ้นเดือนมิถุนายน ปี 2025 ที่มียอดผู้สมัครใช้บริการแบบชำระเงินกว่า 15.4 ล้านราย เพิ่มขึ้นถึง 42% เมื่อเทียบกับปีก่อน

การเติบโตทั่วโลก

นอกจากนี้ ยอดผู้ใช้งานรายเดือนแบบรวมทั่วโลกของ เหม่ยถู ก็สูงถึง 280 ล้านราย โดยเฉพาะในตลาดต่างประเทศ (นอกประเทศจีน) มีผู้ใช้งานรายเดือน 98 ล้านราย เพิ่มขึ้น 15.3% เทียบกับปีก่อนหน้า เช่นเดียวกันนี้ยังเป็นผลจากการปรับปรุงประสิทธิภาพการให้บริการ AI และตัวเลือกต่างๆ ที่มีความหลากหลายมากขึ้น

จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้ “เหม่ยถู” ยังสามารถเพิ่มงบประมาณวิจัยและพัฒนาได้อีก 450 ล้านหยวน (ราว 2,030 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 6.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว นอกจากนี้ ห้องปฏิบัติการด้านภาพถ่ายของบริษัท ซึ่งเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยี ในขณะนี้มีสิทธิบัตรภายใต้กฎหมาย 463 ฉบับ และลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ AI ครบถึง 317 รายการ

ก่อตั้งเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2008 “เหม่ยถู” มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองเซี่ยเหมิน พร้อมภารกิจหลักคือ ปลุกแรงบันดาลใจให้กับทุกคนผ่านการ “เสริมความงาม” ด้วยเทคโนโลยีและบริการจากผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับภาพถ่ายและจัดการด้านความสวยงาม

จากความสำเร็จในครึ่งปีแรกนี้ ทำให้ เหม่ยถู กลายเป็นตัวอย่างที่ดีของบริษัทเทคโนโลยีที่เติบโตได้อย่างมั่นคงและต่อเนื่อง นักลงทุนทั่วโลกจึงต่างจับตาดูศักยภาพของ “เหม่ยถู” อย่างใกล้ชิดว่าจะก้าวไปได้ไกลเพียงใดในอนาคต

ที่มา – “เหม่ยถู” รายได้เติบโตต่อเนื่อง ยอดสมาชิกแบบจ่ายเงินสูงเป็นประวัติการณ์

ทีมวิจัยฯจับมือเครือข่ายมหาวิทยาลัยดูงานแผนน้ำมั่นคง

โครงการ “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัด” ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการและศึกษาดูงานครั้งที่ 2/2568 ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและเครือข่ายนักวิจัยกว่า 15 มหาวิทยาลัย เพื่อสำรวจพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ สมุทรสงคราม ราชบุรี และกาญจนบุรี

ทีมวิจัยฯจับมือเครือข่ายมหาวิทยาลัยดูงานแผนน้ำมั่นคง

รศ. ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงานเป้าหมายสำคัญ กล่าวว่า แผนงานน้ำมั่นคงฯ มุ่งใช้ปัญหาเป็นจุดเริ่มต้น และเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมประชุมเพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน โดยใช้ความรู้ ข้อมูล และเทคโนโลยีในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กลองให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

เป้าหมายของแผนงานน้ำมั่นคง

งานภายใต้แผนงานนี้มีเป้าหมายหลักคือ เพิ่มความมั่นคงด้านน้ำใน 10 จังหวัด โดยเน้นให้มีน้ำเพียงพอ ไม่เกิดน้ำท่วมหรือแล้งรุนแรง ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของตำบลและจังหวัด พร้อมผลักดันการบริหารจัดการน้ำร่วมกับกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

  • พัฒนาแบบจำลองการคำนวณความสมดุลของน้ำ
  • จัดทำข้อตกลงในการแบ่งปันน้ำอย่างยั่งยืน
  • ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเพื่อจัดการน้ำในชีวิตประจำวัน

รศ. ดร.สุจริตกล่าวต่อว่า หน่วยงานวิจัยมีหน้าที่ผลิตความรู้และข้อมูลให้ถูกต้องและทันสมัย เพื่อนำไปใช้ในการวางแผน แบ่งปัน และจัดสรรน้ำอย่างเหมาะสม และสามารถสื่อสารข้อมูลให้ประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าใจ เพื่อให้สามารถร่วมมือและแก้ปัญหาในระดับท้องถิ่นได้ด้วยตนเอง

ในแง่การบริหารจัดการน้ำ สิ่งสำคัญอีกประการคือการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะ ทีมวิจัยฯจับมือเครือข่ายมหาวิทยาลัยดูงานแผนน้ำมั่นคง เพื่อพัฒนาความรู้และแนวทางในการแก้ปัญหา ให้เกิดข้อสรุปที่ชัดเจน รวดเร็ว และยั่งยืน

นอกจากนี้ โครงการยังมีการสนับสนุนเครื่องมือเทคโนโลยีในการจับข้อมูล เช่น เซนเซอร์วัดระดับน้ำ ความเค็ม และการกระจายข้อมูลให้กับผู้ใช้น้ำในพื้นที่ เช่น เกษตรกร โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ใช้น้ำอย่างเหมาะสมและลดความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตร

ทั้งนี้ การสร้างระบบข้อมูลกลางผ่านระบบ MIS (Management Information System) ถือเป็นหัวใจสำคัญในการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ทุกฝ่ายทั้งต้นน้ำถึงปลายน้ำสามารถสื่อสารร่วมกัน และเตรียมความพร้อมต่อสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การพัฒนาแผนงานและนโยบายในระยะยาวในอนาคต ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างนักวิจัย หน่วยงานภาครัฐ องค์กรท้องถิ่น และประชาชน เพื่อให้เกิดการดำเนินงานแบบบูรณาการ และมีประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะน้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัดไม่ใช่เรื่องของภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ของทุกภาคส่วนในสังคม จึงขอเชิญชวนทุกคนมาร่วมพัฒนาและดูแลทรัพยากรน้ำของเราไปด้วยกัน

ที่มา – “ทีมวิจัยฯจับมือเครือข่ายมหาวิทยาลัย”ดูงานภายใต้แผนงาน “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัด”

ชัยวุฒิไม่แปลกใจเขมรโยนไทยจัดฉากวางระเบิด

กรณีที่กล้องวงจรปิดบนภูเขาเขือบันทึกภาพทหารกัมพูชาวางทุ่นระเบิด PMN-2 กลายเป็นประเด็นที่ทำเอาหลายคนพูดถึง โดยเฉพาะหลังจากที่ สำนักข่าว Fresh News ของกัมพูชา ออกมาโต้แย้งว่าเป็นการ จัดฉากของทหารไทย ทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองกับไทยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ชัยวุฒิไม่แปลกใจเขมรโยนไทยจัดฉากวางระเบิด

ล่าสุด นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นกรณีดังกล่าวว่า ส่วนตัว ไม่แปลกใจกับการที่เขมรโยนไทยจัดฉากวางระเบิด เนื่องจากกัมพูชานั้น “ไม่เคยยอมรับอะไรอยู่แล้ว” ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาอย่างสิ้นเชิง แต่ความจริงก็คือความจริง และเชื่อว่าหลักฐานที่ได้รับมาจะเป็นจุดยืนที่ชัดเจนต่อสายตานานาชาติ

ไทยมีนโยบายตอบโต้ทางการทูตและยุติธรรม

สำหรับคำชี้แจงของทางกองทัพบกเกี่ยวกับพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ที่เคยเป็นที่พักพิงของผู้ลี้ภัยเขมรในอดีต แต่กลับถูกฝั่งกัมพูชารุกล้ำและการขยายชุมชนอย่างผิด MOU ปี 2543 นั้น นายชัยวุฒิตั้งคำถามว่า ไทยควรจะมีมาตรการใดบ้างในการทวงคืนผืนแผ่นดินและให้ความเป็นธรรมกับคนไทยที่เสียสิทธิอย่างยาวนานกว่า 40 ปี

  • ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
  • ยอมรับหลักฐานจริงจากสนาม
  • เลือกใช้ช่องทางทางกฎหมายระดับนานาชาติ

ทั้งนี้ นายชัยวุฒิได้ยืนยันว่าพรรคพลังประชารัฐสนับสนุนการ ติดตั้งรั้วลวดหนามในเขตแดนไทย เพื่อป้องกันการบุกรุก และการวางทุ่นระเบิดจากฝั่งกัมพูชาโดยตรง อีกทั้งเน้นว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่ขัดต่อข้อตกลง GBC แต่อย่างใด

พร้อมฟ้องผู้นำกัมพูชาต่อศาลระหว่างประเทศ

ส่งท้าย นายชัยวุฒิได้ระบุว่า สนับสนุนอย่างเต็มที่หากมีการฟ้องร้องสมเด็จฯ ฮุน เซน และนายฮุน มาเนต ต่อ ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เนื่อจากมีหลักฐานมากมายที่เชื่อมโยงถึงการโจมตีพลเรือน การวางทุ่นระเบิด และปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติอย่างขบวนการคอลเซ็นเตอร์ที่เกี่ยวข้องถึงผู้นำระดับสูงในกัมพูชา

พร้อมกันนี้ยังเห็นด้วยกับข้อเสนอจาก พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ในการนำประเด็นนี้เข้าเวทีโลก เพื่อให้โลกได้ร่วมเป็นพยานและลงโทษต่ออาชญากรสงครามอย่างฮุน เซน อย่างถาวร

ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชานี้เป็นเพียงจุดหนึ่งของความยากลำบากที่คนไทยต้องเผชิญในโซนพรมแดน มันไม่ใช่แค่เรื่องของทหารหรือรัฐบาลเท่านั้น แต่เป็นภารกิจของทุกคนที่มีความหวังให้แผ่นดินไทยปลอดภัยจากรุกราน

ที่มา – ‘ชัยวุฒิ’ ไม่แปลกใจ ‘เขมร’ โยนไทยจัดฉากคลิปทหารเขมรวางระเบิด PMN-2

‘ศศิกานต์’เผยเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา ประชาชนรับผลกระทบ 7.7 แสนชีวิต

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 20 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงความคืบหน้าการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการปกป้องอธิปไตยและความมั่นคง รวมถึงดูแลเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างครอบคลุม

‘ศศิกานต์’เผยเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา ประชาชนรับผลกระทบ 7.7 แสนชีวิต

จากการแถลงของ นางสาวศศิกานต์ ระบุว่ากระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้เร่งดำเนินการจ่ายเงินเยียวยาช่วยเหลือประชาชนและเจ้าหน้าที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ขณะที่กระทรวงมหาดไทยได้อนุมัติการใช้จ่ายเงินทดลองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติรวมมูลค่ากว่า 145 ล้านบาท

มาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ

รัฐบาลได้ออกมาตรการช่วยเหลือหลากหลายรูปแบบ ทั้งในด้านการเงิน การค้า ที่ตั้งใจช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ชายแดนที่ได้รับผลกระทบ กระทรวงพาณิชย์ได้เปิดช่องทางตลาดเพิ่มขึ้นเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย และส่งเสริมการค้าในพื้นที่ให้คงสภาพเศรษฐกิจของพื้นที่

ขณะเดียวกัน นางสาวศศิกานต์ กล่าวว่ามีการดำเนินการตามกฎหมายระหว่างประเทศต่อผู้กระทำความผิด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งเก็บกู้วัตถุระเบิด ตรวจสอบการใช้งานโดรนที่ผิดปกติ รวมถึงประเมินความปลอดภัยของพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อรองรับการอพยพของประชาชนอย่างปลอดภัย

ในเรื่องของการจัดการพื้นที่ หน่วยงานความมั่นคงได้ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย และบังคับใช้กฎหมายกับผู้ละเมิดข้อกำหนดจากรัฐบาล โดยมีแผนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

สำหรับสถานการณ์ล่าสุดนับตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา พบว่ามีประชาชนได้รับผลกระทบใน 7 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ และจังหวัดใกล้เคียง ครอบคลุม 45 อำเภอ 336 ตำบล 4,081 หมู่บ้าน มีประชากรกระทบประมาณ 779,000 คน รวม 262,551 ครัวเรือน

  • บ้านเรือนเสียหาย: 705 หลัง
  • ซ่อมแซมแล้ว: 331 หลัง (ร้อยละ 46.9)
  • งบประมาณช่วยเหลือ: 201 ล้านบาท (ครอบคลุมอาหาร ที่พัก ค่ารักษาพยาบาล)
  • การเยียวยา: ดำเนินการรวมแล้วกว่า 17.6 ล้านบาท

รัฐบาลยังจัดสรรสิ่งของบรรเทาทุกข์กว่า 2,000,000 หน่วย เช่น อาหาร ถุงยังชีพ น้ำดื่ม เครื่องนุ่งห่ม รวมถึงส่งมอบยานพาหนะสาธารณภัยอย่างรถกู้ภัย รถผลิตน้ำดื่ม และรถประกอบอาหาร เพื่อสนับสนุนที่อยู่ในพื้นที่

อีกทั้ง สำนักงานที่รับผิดชอบยังมีแผนช่วยเหลือในระยะยาว เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจให้กับครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

จากสถานการณ์ดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของรัฐบาลไทยในการลงมือบริหารจัดการและดูแลประชาชนอย่างรอบด้าน ส่งเสริมความมั่นคงภายในประเทศ และสร้างระบบสนับสนุนที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบ ควรติดตามข้อมูลอย่างเป็นทางการจากภาครัฐ และตรวจสอบสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่รัฐบาลเตรียมไว้เพื่อคุณ

ที่มา – ‘ศศิกานต์’เผยเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา ประชาชนรับผลกระทบ  7.7 แสนชีวิต

สหรัฐฯ เตรียมประเมินแนวคิดต่อต้านชาวอเมริกันเพื่ออนุมัติถิ่นฐาน

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า จากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและสัญชาติของสหรัฐ (USCIS) ซึ่งรับผิดชอบในการพิจารณาคำขออยู่อาศัยหรือขอสัญชาติในสหรัฐ ได้ประกาศจะขยายขอบเขตการตรวจสอบโพสต์ในโซเชียลมีเดียของผู้ยื่นคำขอเป็นรายบุคคล

Measure นี้เป็นเป้าหมายเพื่อ “ป้องกันไม่ให้ผู้ที่ต่อต้านชาวยิ่งหรือมีแนวคิดที่ขัดแย้งกับผลประโยชน์ของอเมริกา” ได้รับสิทธิประโยชน์จากการอยู่อาศัยหรือทำงานในสหรัฐ เนื่องจากถือว่าเป็นสิทธิพิเศษและไม่ใช่สิทธิพื้นฐานที่ทุกคนควรมี

สหรัฐฯ เตรียมประเมินแนวคิดต่อต้านชาวอเมริกัน

ตามข้อมูลจากหน่วยงาน USCIS การตรวจสอบนี้的背后ทิ้งแนวคิดที่เคยมีมาตั้งแต่กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองปี 2495 ซึ่งเคยจำกัดเฉพาะกลุ่มคอมมิวนิสต์ แต่ภายหลังได้เปลี่ยนแปลงให้รัฐบาลสามารถดำเนินพฤติกรรมที่ขัดแย้งกับนโยบายต่างประเทศของอเมริกาได้ เช่น การปฏิเสธหรือเพิกถอนวีซ่าระยะสั้น ซึ่งที่ผ่านมามีรายงานว่าเฉพาะผู้ที่มีพฤติกรรมเห็นต่างต่อประเทศอิสราเอลอย่างรุนแรง

แนวทางล่าสุดในการพิจารณาอนุญาตอยู่อาศัย

โดยทางหน่วยงานยังได้ระบุเพิ่มเติมในคำแนะนำในการตัดสินใจว่า จะมีการพิจารณาว่าผู้ใดส่งเสริมแนวคิดต่อต้านชาวอเมริกันหรือแนวคิดในลักษณะต่อต้านชาวยิวด้วย ซึ่งถือเป็นวิธีการตรวจสอบที่ซับซ้อนมากขึ้นเมื่อเทียบกับการพิจารณาแค่ประวัติส่วนตัว แต่เป็นการประเมินพฤติกรรมใดๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อสังคมสหรัฐ

ทั้งนี้asyarakatอเมริกันบางส่วนได้แสดงความกังวลต่อมาตรการนี้แล้ว เพราะเห็นว่าเป็นการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความเห็นของประชาชน อย่างไรก็ตามหน่วยงานด้านตรวจคนเข้าเมืองยืนยันว่า การพิจารณานี้เป็นเพื่อประโยชน์ในการควบคุมสิทธิและการเข้าถึงของคนต่างชาติอย่างเหมาะสม

  • การตรวจสอบโซเชียลมีเดียของผู้ยื่นคำขอ
  • การพิจารณาแนวคิดที่ขัดแย้งกับผลประโยชน์ของสหรัฐ
  • ตัดสินแบบรายบุคคลโดยใช้เกณฑ์เฉพาะ

การประกาศใหม่นี้สะท้อนให้เห็นว่า สหรัฐฯ กำลังปรับทัศนคติและแนวทางด้านนโยบายตรวจคนเข้าเมืองอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการป้องกันภัยคุกคามทางความคิดเป็นหลัก ไม่ใช่แค่ปัญหาความปลอดภัยทางกายภาพเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม การดำเนินกฎหมายในรูปแบบนี้ก็อาจได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มที่สนับสนุนสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพในการแสดงความเห็นทางสังคมออนไลน์ ที่เห็นว่าเป็นการบีบคุ้มคั่งส่วนบุคคลในระดับหนึ่ง

ไม่ว่าอย่างไร สิ่งที่แน่ชัดคือ แนวโน้มการตั้งถิ่นฐานในสหรัฐฯ จะต้องผ่านกระบวนการควบคุมที่เข้มงวดยิ่งขึ้นในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นในด้านสิ่งที่พูดในโซเชียลมีเดีย หรือความคิดที่อาจส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง

หากคุณกำลังวางแผนจะย้ายถิ่นฐานไปสหรัฐอเมริกา ควรเตรียมข้อมูลและความคิดเห็นในโซเชียลมีเดียให้มีความเหมาะสม ไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของสหรัฐ และหลีกเลี่ยงการมีแนวคิดที่แสดงออกในเชิงต่อต้านชาวยิวหรือต่อต้านอเมริกา

ที่มา – สหรัฐเตรียมประเมินแนวคิด “ต่อต้านชาวอเมริกัน” ประกอบการอนุมัติตั้งถิ่นฐาน

สมรภูมิข่าวสารไทย-กัมพูชา ย้ำความจริงจะทำให้ได้เปรียบ

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จัดงานราชดำเนินเสวนาหัวข้อ “สมรภูมิข่าวสารไทย-กัมพูชาในช่วงวิกฤตความขัดแย้ง” โดยได้รับเกียรติจาก พล.ต.ธีรวุฒิ วิทยากร รองเลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ เป็นผู้ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสงครามข่าวสารและการรบด้านไซเบอร์ในยุคปัจจุบัน

สมรภูมิข่าวสารไทย-กัมพูชากับผลกระทบของข่าวเท็จ

พล.ต.ธีรวุฒิ กล่าวว่า ในโลกที่ข่าวสารแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว สงครามไซเบอร์และการโจมตีผ่านระบบออนไลน์ เช่น การกระจาย DDoS หรือการปลอมแปลงหน้าเพจเฟซบุ๊ก กลายเป็นส่วนหนึ่งของการขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาที่เริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2568 ซึ่งภายในประเทศทั้งสองฝ่ายต่างมีทั้งข้อดีและข้อเสียในการรายงานข่าว ข้อดีของสื่อไทยคือ การเน้นประเด็นเรื่องความมั่นคง มนุษยธรรม การตรวจสอบข้อมูล และความร่วมมือกับหน่วยงานราชการ

อย่างไรก็ตาม ข้อเสียที่ควรปรับปรุงคือ เปิดเผยข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน เช่น การ “คลิกเบต” หรือการสื่อสารที่สร้างความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศ ส่งผลต่อภาพลักษณ์ต่อหน้าประเทศอื่นๆ ที่มองดูสถานการณ์อยู่

ความจริงคือพลังสำคัญในการชนะชัย

“ในยุคที่ข่าวเท็จเติบโต การนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องแม้จะล่าช้า แต่เมื่อดำเนินไปกับความเป็นจริง มันจะทำให้ผู้คนเชื่อถือและเห็นความเป็นธรรม ซึ่งจะนำไปสู่การชนะในระยะยาว” พล.ต.ธีรวุฒิ กล่าวเสริม

ดร.ชำนาญ นางมณีอุดม รองผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อมูลเท็จได้กลายเป็น “New Normal” ที่ทุกภาคส่วนต้องสร้างภูมิคุ้มกัน ทั้งประชาชน สื่อ และรัฐ โดยเฉพาะในเรื่องการสื่อสารข้ามพรมแดน ที่ต้องให้ชาวโลกได้เห็นถึงความจริงว่า ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชานั้นเกิดจากกลุ่มบุคคลไม่กี่รายในฝ่ายกัมพูชา และไม่ใช่เจตนาของประชาชนทั่วไป

บทบาทของสื่อในการต่อสู้สงครามความคิด

นายก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวไทยพีบีเอส กล่าวว่า สื่อกัมพูชมีการควบคุมจากรัฐ จึงสามารถผลิตข่าวในทางที่เอื้อประโยชน์ในการทำสงครามไฮบริด ส่วนสื่อไทยให้ความร่วมมือกับทางการอย่างดี โดยเลี่ยงการเปิดเผยข้อมูลอ่อนไหว เช่น สถานที่ตั้งของกองทัพ หรือคะแนนอ่อน แต่ก็ยังมีหลายคนที่ยังใช้ภาพถ่ายจากโทรศัพท์มือถือซึ่งสามารถระบุตำแหน่งได้โดยตรง สิ่งนี้ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความมั่นคงด้านข้อมูล

“การสื่อสารต้องทำด้วยความจริงและต้องให้สื่อระหว่างประเทศเชื่อว่าประเทศไทยไม่ได้เริ่มต้นความขัดแย้ง แต่เป็นฝ่ายตอบโต้เท่านั้น”>

ดร.สังกมา สารวัตร อาจารย์สาขาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้กล่าวว่า ในยุคที่ข่าวสารมาจากอินฟลูเอนเซอร์และโซเชียลมีเดียมากกว่าสื่อหลัก การแข่งขันคือความเร็ว แต่สิ่งที่ควรย้ำคือ ความจริง เพราะสื่อไทยเป็น “เสาที่สี่” ที่ต้องมีความพิถีพิถันมาก

นอกจากนี้ ยังประเมินว่า สื่อต่างประเทศมองไทยอยู่ในมุมเสียเปรียบ เนื่องจากขาดการตั้งโฆษกอย่างเป็นทางการแบบที่กัมพูชามี ซึ่งในกรณีนี้ สื่อไทยต้องเร่งจัดฉากแนวหน้าด้านข่าวสาร ให้ได้รับความเชื่อถือและไม่ให้ภาพลักษณ์เสียถูกใช้ต่อต้านในการประชันความขัดแย้ง

การสื่อสารขณะวิกฤต จึงต้องชัดเจน ถูกต้อง และทันเวลา การผสมผสานระหว่างข้อมูลจากชุมชน ประชาชน และข้อมูลทางทหาร จะช่วยเสริมความน่าเชื่อถือ

ในมุมมองของนิสิตนักศึกษา ที่รีบเสวนามาตรฐานข่าวสารบนโซเชียล หลายคนเริ่มตื่นตัวและตระหนักว่า ข้อมูลจริงคือหนทางเดียวที่จะชนะสงครามลักษณะใหม่

สุดท้าย โอกาสของสื่อไทยอยู่ที่การนำเสนอข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ซื่อตรง และมีความเป็นมืออาชีพ เพราะในยุคที่ผู้คนต้องการความจริงมากกว่าความเร็ว “ความจริงจะนำมาซึ่งความได้เปรียบอย่างยั่งยืน”

ที่มา – ราชดำเนินเสวนา เปิดเวที “สมรภูมิข่าวสารไทย-กัมพูชา” ย้ำความจริงเท่านั้น จะทำให้ได้เปรียบ

ศบ.ทก.เตรียมพยานหลักฐานทหารกัมพูชาวางทุ่นระเบิดฟ้องคกก.ออตตาวา

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้เปิดเผยว่ามีการเก็บพยานหลักฐานสำคัญจากการตรวจพบโทรศัพท์มือถือของทหารกัมพูชาในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ โดยในโทรศัพท์เครื่องดังกล่าวมีคลิปวิดีโอแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ทหารกัมพูชา กำลังถือทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 และแสดงท่าทางสาธิตการใช้งานก่อนนำไปวางในพื้นที่ชายแดนไทย ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศตาม อนุสัญญาออตตาวา

ศบ.ทก.เตรียมพยานหลักฐานทหารกัมพูชาวางทุ่นระเบิดฟ้องคกก.ออตตาวา

พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษก ศบ.ทก. เปิดเผยว่าหลักฐานดังกล่าวจะถูกส่งให้กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อนำไปใช้ในที่ประชุมคณะกรรมการของ อนุสัญญาออตตาวา ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 22 ส.ค.นี้ เพื่อฟ้องร้องการกระทำที่ผิดกฎหมายของทางกองทัพกัมพูชา การปฏิบัติดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงที่ไทยและกัมพูชาได้ลงนามร่วมกันภายใต้คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เพื่อให้มีการตรวจสอบและยืนยันการเข้าไปวางทุ่นระเบิดโดยไม่ได้รับอนุญาต

หลักฐานทางดิจิทัลที่ชัดเจน

โทรศัพท์มือถือที่พบระบุเวลา เวลา และโลเคชันอย่างชัดเจน ซึ่งทำให้สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานทางกฎหมายว่ามีการกระทำผิดต่อกฎระหว่างประเทศอย่างชัดเจน ข้อมูลที่รวบรวมไม่ว่าจะเป็นวิดีโอหรือรูปภาพเป็นสิ่งที่สามารถยืนยันได้ว่า ทหารกัมพูชา เคยหลักลอบนำทุ่นระเบิดเข้ามาในพื้นที่ของไทย และดำเนินการวางไว้อย่างตั้งใจ ซึ่งถือเป็นการละเมิดอย่างหนักต่อสัญญาออตตาวาที่ห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหาร

นอกจากนี้ นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ยังได้ออกมาชี้แจงว่าหลักฐานที่เก็บรวบรวมไม่ใช่ฉากละครหรือนักแสดงแต่อย่างใด แต่เป็นเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ และขณะนี้กำลังเตรียมนำเสนอต่อคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องในระดับนานาชาติ เพื่อพิสูจน์ถึงเจตนาร้ายของฝ่ายกัมพูชาที่เข้ามารุกล้ำพื้นที่อธิปไตยของไทยอย่างต่อเนื่อง

  • พบวิดีโอทหารกัมพูชากำลังถือทุ่นระเบิด
  • เวลาและสถานที่ถูกบันทึกไว้อย่างชัดเจน
  • ใช้หลักฐานในการฟ้องร้องเพื่อกระตุ้นให้เกิดการดำเนินการตามกฎหมาย
  • เป็นการลบล้างความเชื่อใจที่เคยมีต่อกันระหว่างสองประเทศ

พยานหลักฐานที่ศบ.ทก.นำออกมานี้ถือเป็นการเตือนภัยครั้งใหญ่ที่ส่งสัญญาณว่าการรักษาความสงบในพื้นที่ชายแดนยังคงเป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การที่ ทหารกัมพูชา กล้าฝ่าฝืนสัญญาต่างประเทศถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเทศไทยมีเจตนารมณ์อย่างชัดเจนในการแก้ไขปัญหาผ่านกลไกทางกฎหมายและระบบนิเทศน์ร่วมกันกับคณะกรรมการ ASEAN

ฝ่ายไทยมีความหวังว่าจาก หลักฐานของทหารกัมพูชา จะสามารถใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการลดความตึงเครียดระหว่างสองประเทศ และสร้างความเห็นพ้องต้องกันในการป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก การติดตามผลจากการฟ้องร้องทางคณะกรรมการของ อนุสัญญาออตตาวา ในครั้งนี้จึงมีความหมายเป็นอย่างมาก

ที่มา – ‘ศบ.ทก.’เตรียมนำหลักฐานคลิป’ทหารกัมพูชา‘วางทุ่นระเบิด ฟ้องคกก.อนุสัญญาออตตาวา

ONE ยุติสัญญานักกีฬา 6 คน รวม“สมิลลา-สิทธิชัย”

ONE Championship หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ วัน แชมเปียนชิพ ได้ประกาศยุติสัญญานักกีฬา 6 คนในครั้งนี้ ซึ่งรวมถึงนักกีฬาชื่อดังอย่าง “สมิลลา ซันเดลล์” อดีตแชมป์โลก ONE มวยไทย รุ่นสตรอว์เวต และ “สิทธิชัย ศิษย์สองพี่น้อง” ตำนานคิกบ็อกซิ่งไทย

ONE ยุติสัญญานักกีฬา 6 คน ทำไมต้องยุติ?

การตัดสินใจยุติสัญญานักกีฬาในครั้งนี้เกิดจากการบริหารจัดการโควต้าคู่แข่งในแต่ละรุ่น และการต้องรักษามาตรฐานขององค์กร ONE Championship เองให้อยู่ในระดับสูงนั่นเอง ทาง ONE ชี้แจงว่าการยุติสัญญานักกีฬาที่มีผลงานซบเซา เช่น แพ้หลายครั้งติดต่อกัน ถือเป็นการเปิดโอกาสให้เหล่านักกีฬาได้ไปฝึกฝนและแข่งขันในองค์กรอื่นเพื่อกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง รวมถึงเปิดพื้นที่ให้ “นักกีฬารุ่นใหม่” ได้เข้ามาพิสูจน์ฝีมือ

ประวัติความเป็นมาของ “สมิลลา ซันเดลล์” และ “สิทธิชัย ศิษย์สองพี่น้อง”

สำหรับ “สมิลลา” วัย 20 ปี เคยสร้างประวัติศาสตร์ให้กับวงการ ONE โดยกลายเป็นแชมป์โลกที่อายุน้อยที่สุดของ ONE เมื่อปี 2020 ที่มีอายุเพียง 17 ปี อย่างไรก็ตาม เมื่อโครงสร้างร่างกายของเธอเติบโตขึ้นตามวัย เธอไม่สามารถขึ้นชกในรุ่นสตรอว์เวตได้อีกต่อไป ในไฟต์ล่าสุดในเดือนพฤษภาคม 2024 เธอทำน้ำหนักไม่ได้ จนเสียเข็มขัดแชมป์โลกบนตาชั่งให้กับ “นาตาเลีย ดิอาชโควา” ทางองค์กรจึงตัดสินใจยุติสัญญาในครั้งนี้

ONE ยังเผยว่าหากมีการเปิดรุ่นฟลายเวตหญิงในกติกามวยไทยและคิกบ็อกซิ่งในอนาคต จะเปิดใจต้อนรับ “สมิลลา” กลับมาสังกัดอย่างเต็มตัว

ขณะที่ “สิทธิชัย ศิษย์สองพี่น้อง” วัย 33 ปี เคยมีผลงานโดดเด่นมากมาย แต่ในช่วง 5 ไฟต์หลังพ่ายไปถึง 4 ไฟต์ รวมถึงพ่ายให้กับ “ชาโด้ สิงห์มาวิน” ในปี 2023 และถูก “นิโค คาร์ริลโล” น็อกเอาต์ในเดือนเมษายน 2024 แม้จะเคยเอาชนะแชมป์โลกอย่าง “มาซาอากิ โนอิริ” มาแล้ว แต่ผลงานล่าสุดทำให้สัญญากับ ONE ถูกยุติเช่นกัน

นักกีฬาคนอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบ

นอกจากนี้ ยังมีนักกีฬาอื่นๆ ที่ถูกยุติสัญญาในครั้งนี้ ได้แก่:

  • ควอน วอน อิล อดีตผู้ท้าชิงแชมป์โลก MMA รุ่นแบนตัมเวต (แพ้น็อก 2 ไฟต์ใน 5 นัดหลัง)
  • อเล็กซ์ โรเบิร์ตส์ อดีตผู้ท้าชิงแชมป์โลก มวยไทย รุ่นเฮฟวีเวต (แพ้น็อก 2 ไฟต์)
  • เซเลสต์ ฮันเซน นักมวยไทยหญิงชาวออสเตรเลีย (แพ้ 4 ไฟต์ใน 5 ไฟต์หลัง)
  • ชามิล อาดูคอฟ นักกีฬามวยไทยชาวรัสเซีย (แพ้น็อก 2 ไฟต์)

หากในอนาคตพวกเขาสามารถฟื้นฟูฟอร์มได้ และต้องการกลับมาสังกัด ONE อีกครั้ง ทางองค์กรก็เปิดรับอย่างเต็มใจ

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจนี้เป็นการปรับโครงสร้างเพื่อรักษานโยบายและมาตรฐานของ ONE Championship ที่มุ่งเน้นพัฒนานักกีฬาอย่างต่อเนื่อง และเปิดโอกาสให้ผู้มีศักยภาพใหม่ได้ขึ้นมาแทนที่

หากคุณเป็นแฟน ONE Championship ห้ามพลาดข่าวสารและอัปเดตต่างๆ ได้ที่

การยุติสัญญานักกีฬาทั้ง 6 คนในครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสใหม่สำหรับผู้เล่นรุ่นใหม่ และเป็นการทบทวนเส้นทางของเหล่านักกีฬาเก่า ว่าทุกความสำเร็จต้องมาพร้อมกับการรักษาฟอร์มและความสม่ำเสมอเสมอ

ที่มา – ONE ประกาศยุติสัญญา 6 นักกีฬา รวมถึง“สมิลลา-สิทธิชัย”

ระทึก! ไฟไหม้ร้านอาหารหวิดลามเข้าปั๊มย่านปิ่นเกล้า ดับเพลิงเร่งฉีดน้ำ

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ที่ผ่านมา เกิดเหตุเพลิงไหม้ระทึกขวัญในพื้นที่ย่านปิ่นเกล้า กทม. เมื่อร้านอาหารด้านข้างกับปั๊มน้ำมันซัสโก้สแควร์สาขาปิ่นเกล้า เริ่มเกิดเพลิงลุกไหม้ ทำให้มีการแจ้งเตือนและส่งรายงานไปยังสายด่วน 199 อย่างเร่งด่วน

ระทึก! ไฟไหม้ร้านอาหารหวิดลามเข้าปั๊มย่านปิ่นเกล้า ดับเพลิงเร่งฉีดน้ำ

ศูนย์วิทยุพระรามได้รับแจ้งเหตุเกิดเพลิงไหม้ร้านอาหารที่ตั้งอยู่ติดกับปั๊มน้ำมันในซอยบรมราชชนนี 8 ถนนบรมราชชนนี แขวงบางบำหรุ เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร เหตุการณ์เกิดขึ้นในเวลาที่มีผู้คนเคลื่อนไหวค่อนข้างหนาแน่น

การตอบสนองของเจ้าหน้าที่ดับเพลิง

เจ้าหน้าที่สถานีดับเพลิงและกู้ภัยบวรมงคล พร้อมด้วยอาสาสมัครดับเพลิงได้รีบเดินทางไปถึงจุดเกิดเหตุ เพื่อดำเนินการควบคุมเพลิงและป้องกันไม่ให้ไฟลุกลามไปยังพื้นที่โดยรอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปั๊มน้ำมันที่อยู่ติดกัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบและภัยอันตรายอย่างรุนแรงได้

หลังจากเจ้าหน้าที่เริ่มฉีดน้ำและระงับเปลวเพลิงอย่างต่อเนื่อง เปลวไฟก็เริ่มลดลง จนสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ และเหลือแต่ควันที่เบาบางกว่าเดิม

  • ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ
  • ไม่มีรายงานการเสียชีวิต
  • สถานที่ไม่มีความเสียหายอย่างหนัก
  • เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงได้ทันท่วงที

จากการตรวจสอบเบื้องต้น ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตแต่อย่างใด ซึ่งถือเป็นข่าวดีท่ามกลางสถานการณ์ที่ลุกลามอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยังคงดำเนินการตรวจสอบสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ในพื้นที่ดังกล่าวอยู่ โดยคาดว่าอาจเกิดจากวงจรไฟฟ้าในร้านอาหาร ซึ่งยังอยู่ระหว่างการสอบสวน

ข้อควรระวัง: เจ้าของร้านค้าและสถานประกอบการทุกแห่งควรตรวจเช็คสภาพการติดตั้งระบบไฟฟ้าและแหล่งจุดความร้อนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุไฟไหม้ รวมถึงเตรียมอุปกรณ์ดับเพลิงไว้พร้อมใช้งานในกรณีฉุกเฉิน

ในยุคที่ภัยจากเพลิงไหม้มีโอกาสเกิดขึ้นได้ทุกที่ การมีแนวทางป้องกันและเตรียมพร้อมคือสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – ระทึก! ไฟไหม้ร้านอาหารหวิดลามเข้าปั๊มย่านปิ่นเกล้า ดับเพลิงเร่งฉีดน้ำสกัดทัน ไร้เจ็บ-ตาย

ทกจ.เชียงราย นำผู้ประกอบการเยือนแพร่ เสริมเศรษฐกิจท่องเที่ยวอาหารล้านนา

เมื่อเร็วๆ นี้ นายเสริฐ ไชยยานันตา ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย (ทกจ.เชียงราย) พร้อมนางวิ searcher ลีไพบูลย์ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ ได้นำผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวจากจังหวัดเชียงราย พะเยา เชียงใหม่ แพร่ และน่าน ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมทั้งสื่อมวลชน เดินทางไปเยือนจังหวัดแพร่ ในโครงการ เส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงอาหารล้านนาตะวันออก ที่ครอบคลุมกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 (เชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน) ภายใต้แนวคิด “Local Living Journey : Nan–Phrae” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหารและวัฒนธรรม

ทกจ.เชียงราย นำผู้ประกอบการเยือนแพร่ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น

การเดินทางครั้งนี้มีนางประภาภรณ์ อนุกูล ผู้ช่วยสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดแพร่ เป็นผู้ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น และแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่สะท้อนเอกลักษณ์ของมหานครน้ำย้อยแห่งนี้ โครงการ ทกจ.เชียงราย นำผู้ประกอบการเยือนแพร่ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมโยงธุรกิจท่องเที่ยวระหว่างจังหวัดในภูมิภาคให้ใกล้ชิดมากขึ้น

สัมผัสประสบการณ์ Farm-to-Glass ที่หมู่บ้านสะเอียบ

คณะได้เดินทางไปยัง หมู่บ้านสะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสุราพื้นบ้าน “สักทอง” ภายใต้แนวคิด Farm-to-Glass โดยผู้เข้าร่วมสามารถเรียนรู้ขั้นตอนการผลิตตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ เช่น ข้าวเหนียวพันธุ์ท้องถิ่น น้ำธรรมชาติ และสมุนไพรต่าง ๆ ไปจนถึงกระบวนการหมักและกลั่น แบรนด์ “สักทอง” ได้แรงบันดาลใจจากชื่อเสียงไม้สักเมืองแพร่ ซึ่งสื่อถึงคุณภาพและความประณีต

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมชิมสุรา (Tasting) และลิ้มลองเมนูเด็ด “ซี่โครงหมูน้ำโจ้” ที่สะท้อนภูมิปัญญาอาหารภาคเหนืออย่างแท้จริง

พิพิธภัณฑ์โกมลผ้าโบราณ และรสชาติเฉพาะถิ่น

ต่อจากนั้น คณะยังได้เยือน พิพิธภัณฑ์โกมลผ้าโบราณ อ.ลอง จ.แพร่ ซึ่งก่อตั้งโดยอาจารย์โกมล พานิชพันธ์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ เพื่อชมผืนผ้าโบราณที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรม พร้อมลิ้มลองไอติมกะทิน้ำย้อย ซึ่งเป็นของหวานขึ้นชื่อของเมืองแพร่

สิ้นสุดทริปที่ ขนมเส้นน้ำย้อยบ้านครูอินสม อาหารขึ้นชื่อของเมืองลอง ที่คงไว้ซึ่งรสชาติและสูตรเดิมจากการสืบทอด

กิจกรรมจาก The Pizza Company สาขาแพร่

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่น่าสนใจคือการเยือน The Pizza Company สาขาแพร่ ที่รังสรรค์เมนูพิเศษเฉพาะถิ่น เช่น สปาเก็ตตี้เบคอนน้ำพริกน้ำย้อยผัดพริกแห้ง พิซซ่าไส้อั่ว และขนมปังกระเทียมน้ำพริกน้ำย้อย โดยนำวัตถุดิบจากบ้านครูอินสมมาใช้ในการปรุง โดยสะท้อนแนวคิด “Local Adaptation” ที่เหมาะสมกับโครงการ ทกจ.เชียงราย นำผู้ประกอบการเยือนแพร่ ได้อย่างเต็มตัว

นายเสริฐ กล่าวว่า โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ประกอบการทั้งในและนอกพื้นที่เรียนรู้แนวทางการต่อยอดเศรษฐกิจผ่านการเชื่อมโยงอาหารและวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อพัฒนาให้กลุ่มจังหวัด อาหารล้านนาตะวันออก เป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวที่โดดเด่นและยั่งยืน

หากคุณเป็นผู้ประกอบการหรือรักการท่องเที่ยวเชิงอาหาร อย่าพลาดโอกาสสัมผัสประสบการณ์ท้องถิ่นแท้ๆ บนเส้นทาง ทกจ.เชียงราย นำผู้ประกอบการเยือนแพร่ ที่อนุรักษ์วัฒนธรรมล้านนาไว้อย่างงดงาม

ที่มา – ทกจ.เชียงราย นำผู้ประกอบการเยือนแพร่ กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชื่อมโยงอาหารล้านนาตะวันออก