ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

เสมา1 ถกกศจ.กทม.เคาะจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ศธ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดกรุงเทพมหานคร (กศจ.กทม.) ได้มีมติเห็นชอบให้อนุญาต การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว สำหรับครอบครัวในพื้นที่กรุงเทพฯ รวมทั้งสิ้น 241 ครอบครัว ซึ่งเป็นการดำเนินการภายใต้กฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว พ.ศ. 2547

เสมา1 ถกกศจ.กทม.เคาะจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว

การประชุมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษาในกรุงเทพมหานคร ซึ่งปัจจุบันมีรายงานว่ามีเด็กที่ออกนอกระบบการศึกษาทั้งสิ้น 71,253 คน โดยสามารถติดตามข้อมูลได้แล้วกว่า 66.64% หรือประมาณ 47,486 คน การให้อนุญาต การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว ถือเป็นหนึ่งในแนวทางที่ช่วยให้เด็กได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพโดยไม่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้กรอบสถาบัน

แนวทางการบริหารจัดการด้านการศึกษาในพื้นที่กทม.

ในที่ประชุม รัฐมนตรีศธ.ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้การดำเนินงานในพื้นที่มีความทันเวลาและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการประสานกับผู้ปกครองนักเรียนซึ่งมีความใกล้ชิดกับเยาวชนในชุมชนอยู่แล้ว

  • อนุญาตการจัดการศึกษาโดยครอบครัว 241 ครอบครัว
  • ติดตามเด็กนอกระบบกว่า 66%
  • พัฒนาพื้นที่การศึกษานวัตกรรมในกรุงเทพ
  • สนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชนและเยาวชน

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีการพิจารณาเห็นชอบประกาศสำคัญเกี่ยวกับการให้ผู้ปกครองส่งเด็กเข้าเรียนในสถานศึกษาที่จัดการศึกษาภาคบังคับในปีการศึกษา 2569 และการจัดสรรโอกาสในการเข้าศึกษาต่อระหว่างสถานศึกษา เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมในการเข้าถึงการศึกษา

ด้านรายงานผลการดำเนินงานยังระบุถึงความคืบหน้าในการเปลี่ยนแปลงคำขออนุญาต การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว จำนวน 6 กรณีทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกรณีย้ายภูมิลำเนา หรือปรับปรุงการเรียนการสอนในสถานที่เดิม พร้อมทั้งอนุญาตให้มีการจัดการศึกษาในศูนย์เรียนรู้โดยสถานประกอบการแห่งหนึ่งในพื้นที่กรุงเทพฯ อีกด้วย

ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวสะท้อนถึงนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่เน้นให้ “การศึกษาเป็นของทุกคน” โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเรียนที่อยู่ในสถานการณ์พิเศษ หรือเด็กนอกระบบ ที่ควรได้รับโอกาสในการพัฒนาศักยภาพอย่างเท่าเทียม

หากคุณเป็นผู้ปกครองหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการศึกษา เรามาช่วยกันดูแลเด็กและเยาวชนให้มีโอกาสเรียนรู้ที่ดีขึ้น มุ่งสู่สังคมที่รู้หนังสือและเท่าเทียมในทุกพื้นที่

ที่มา – ‘เสมา1’ ถกกศจ.กทม.เคาะจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว มุ่งแก้ปัญหาเด็กนอกระบบกว่า 7 หมื่นคน

โครงการน้ำพระทัยพระราชทานส่วนภูมิภาค 77 จังหวัด

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 20 สิงหาคม 2568 ที่เรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายนิวัฒน์ รุ่งสาคร ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นประธานเปิดโครงการ น้ำพระทัยพระราชทานส่วนภูมิภาค 77 จังหวัด ประจำปี 2568 ซึ่งดำเนินการโดยสมาคมสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับเครือข่ายภาคีต่าง ๆ ทั่วประเทศ

โครงการน้ำพระทัยพระราชทานส่วนภูมิภาค 77 จังหวัด

กิจกรรมในวันนี้มีผู้เข้าร่วมมากมาย ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ นางสาวยุพ“บุญเกิน ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นางวัชราภรณ์ รุ่งสาคร นายกเหล่ากาชาดจังหวัด ฐานวัฒน์ พรนิธิดลวัฒน์ จากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด และเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานในพื้นที่

ที่มาของโครงการน้ำพระทัยพระราชทาน

นางวัชราภรณ์ ได้อธิบายถึงที่มาของโครงการว่า เกิดจากพระราชประสงค์อันทรงเมตตาของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ได้ทรงพระราชทานเงินคืนจากการจำหน่ายดอกมะลิในวันแม่แห่งชาติปี 2541 และมีพระราชดำริให้จัดตั้งกองทุนอาหารกลางวันเพื่อเลี้ยงผู้ประสบปัญหาความเดือดร้อน นับตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมา

โครงการ น้ำพระทัยพระราชทานส่วนภูมิภาค 77 จังหวัด นี้จัดขึ้นเพื่อเป็นการสานต่อน้ำพระทัยอันศักดิ์สิทธิ์ และเฉลิมพระเกียรติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สำหรับกิจกรรมที่เกิดขึ้นในวันนี้เป็นการมอบอาหารกลางวันและเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ต้องขังภายในเรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือในระดับท้องถิ่น โดยมีหน่วยงานเอกชนและภาครัฐเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน

  • เป็นการสานต่อน้ำพระทัยและพระเมตตาอย่างเป็นรูปธรรม
  • ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างองค์กรภาครัฐและเอกชน
  • สนับสนุนการดูแลผู้ประสบปัญหาความเดือดร้อน

โครงการ น้ำพระทัยพระราชทานส่วนภูมิภาค 77 จังหวัด เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สะท้อนถึงความเมตตาและความเมตตาเป็นหนึ่งในคุณค่าที่สังคมไทยให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง การดำเนินกิจกรรมเช่นนี้จึงไม่ใช่เพียงการให้ความช่วยเหลือ แต่ยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดความสามัคคี ในสังคมไทยอย่างแท้จริง

หากคุณมีจิตอาสาหรือต้องการสนับสนุนโครงการเพื่อสังคมเช่นนี้ การมีส่วนร่วมแม้เพียงแค่การบอกต่อ หรือการเป็นอาสาสมัคร ก็ถือว่ามีคุณค่าอย่างมากต่อสังคมของเรา

ที่มา – สมาคมสภาสังคมสงเคราะห์ฯ ร่วมกับ อยุธยา จัดโครงการน้ำพระทัยพระราชทานส่วนภูมิภาค 77 จว.

นายกเทศบาลอยุธยา มอบชุดปฏิบัติงานไฟฟ้าให้เจ้าหน้าที่

ว่าที่ร้อยตรี ดร. สมทรง สรรพโกศลกุล นายกเทศมนตรีนครพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของเทศบาล ได้ร่วมพิธีมอบนโยบายด้านความปลอดภัยในการปฏิบัติงานไฟฟ้า พร้อมทั้งส่งมอบชุดปฏิบัติงานไฟฟ้าให้แก่เจ้าหน้าที่ กองช่างเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา ณ ห้องประชุมสภาเทศบาล จ.พระนครศรีอยุธยา

นายกเทศบาลอยุธยา ห่วงใยเจ้าหน้าที่ในพื้นที่

นางรุ่งรัศมี สรรพโกศลกุล รองนายกเทศมนตรีนครพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า การจัดซื้อชุดปฏิบัติงานไฟฟ้า (ชุดหมีสีส้ม) จำนวน 51 ชุด สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจของ ดร.สมทรง ที่มีต่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ในการออกปฏิบัติงาน ซึ่งชุดดังกล่าวจะถูกส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ทั้งหมด 17 คน คนละ 3 ชุด เพื่อใช้ปฏิบัติงานลงพื้นที่ให้บริการประชาชนอย่างปลอดภัย

อุปกรณ์สุดปลอดภัยสำหรับงานไฟฟ้า

ในชุดปฏิบัติงานไฟฟ้าที่เทศบาลมอบให้ เจ้าหน้าที่ได้รับการจัดเตรียมอุปกรณ์ความปลอดภัยครบถ้วน ได้แก่:

  • รองเท้ากันไฟ หรือรองเท้าหุ้มส้น
  • ถุงมือกันไฟ
  • หมวกนิรภัย
  • บัตรแสดงตัวผู้ปฏิบัติงาน
  • ป้ายเตือนและสัญญาณไฟ
  • กระบองไฟกระพริบและกรวยจราจร
  • รถกระเช้าอุปกรณ์กันตก (Rocker)
  • ชุดกล่องปฐมพยาบาล และอุปกรณ์ซ่อมไฟ

นอกจากนี้ยังมีแผงกั้นพื้นที่ปฏิบัติงาน ถังดับเพลิงฉุกเฉิน และเครื่องมือจำเป็นอื่นๆ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานในสถานที่เสี่ยงได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย

เพื่อบริการประชาชนอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

การดำเนินการนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายหลักของเทศบาลฯ ที่เน้นย้ำถึงความปลอดภัยของพนักงานในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงเช่นงานไฟฟ้า ซึ่งมีศักยภาพที่จะเกิดอุบัติเหตุส่งผลต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและเจ้าหน้าที่ หากไม่มีมาตรการป้องกันที่เหมาะสม

มีความเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ที่มีอุปกรณ์ความปลอดภัยที่ได้มาตรฐาน จะสามารถทำงานได้อย่างคล่องแคล่วและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ทำให้ประชาชนได้รับการบริการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเขตที่มีการใช้ไฟฟ้าหนาแน่น และอาจเกิดปัญหาที่ต้องการการแก้ไขฉุกเฉินได้ตลอดเวลา

การมอบชุดปฏิบัติงานไฟฟ้า ในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการแสดงความห่วงใย แต่ยังเป็นการสนับสนุนอย่างแท้จริงในการพัฒนาระบบงานไฟฟ้าของเทศบาลให้มีมาตรฐาน และช่วยเสริมความมั่นใจต่อประชาชนที่ต้องพึ่งพาอาศัยบริการในกระบวนการดำเนินชีวิตประจำวัน

การลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่จึงเป็นภาพที่ดีของหน่วยงานที่ใส่ใจประชาชนจริงๆ เพราะทุกรายละเอียดล้วนมีผลต่อคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน

ที่มา – นายกเทศบาลอยุธยา ห่วงใยเจ้าหน้าที่มอบชุดปฏิบัติงานไฟฟ้าสวมใส่ลงพื้นที่บริการประชาชนเขตเกาะเมือง

ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาคดี นปช. ไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ที่ศาลอาญาถนนรัชดาภิเษก มีการนัดฟังคำพิพากษาใน คดี นปช. ไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นคดีที่มีความสำคัญทางการเมืองอย่างมาก โดยจำเลยในคดีนี้เป็นแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) รวมทั้งสิ้น 13 คน ที่ถูกฟ้องในความผิดฐาน “ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป” ซึ่งศาลกำหนดพิจารณาในวันดังกล่าว

ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาคดี นปช. ไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์

เหตุการณ์ที่นำไปสู่การฟ้องร้องเกิดขึ้นช่วงระหว่างวันที่ 31 มกราคม ถึง 9 เมษายน พ.ศ. 2552 ซึ่งกลุ่ม นปช. ไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ จัดชุมนุมขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และปิดทางเข้า-ออกทำเนียบรัฐบาล ส่งผลให้การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาลขัดข้อง พร้อมทั้งมีการล้อมพักอาศัยของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีในขณะนั้น เพื่อเรียกร้องให้ลาออกจากตำแหน่ง

ศาลพิจารณาเห็นผลขอเลื่อน

ทว่าในวันนัดฟังคำพิพากษา นายจำเลยหนึ่งรายอย่างนายอดิศร เพียงเกษ ไม่สามารถเข้าร่วมศาลได้เนื่องจากต้องเข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎร ทำให้ศาลเห็นสมควรเลื่อนการฟังคำพิพากษาออกไปอีกหนึ่งนัด

นอกจากนี้ ความคืบหน้าของคดี คดี นปช. ไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ยังพบว่าจำเลยที่ 10 คือนายพงศ์พิเชษฐ์ ไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลจึงออกหมายจับและปรับนายประกัน พร้อมนัดฟังคำพิพากษาใหม่ในวันที่ 7 ตุลาคม 2568 เวลา 09.00 น. และย้ำว่าหากจำเลยไม่มาศาล อาจเพิกถอนการประกันตัวได้

  • ศาลพิจารณาว่าจำเลยหลบหนี
  • ออกหมายจับจำเลยที่ไม่มาศาล
  • ปรับนายประกันและเลื่อนนัด
  • นัดฟังคำพิพากษาใหม่ 7 ต.ค. 2568

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ จำเลยในคดีให้สัมภาษณ์ภายหลังศาลเลื่อนนัดว่า วันนี้มีจำเลยเข้าศาล 9 คน อีก 2 คนไม่มา หนึ่งในนั้นติดประชุม ส่วนอีกคนติดต่อไม่ได้ จึงต้องเลื่อนคดี และศาลได้ออกหมายจับกับจำเลยที่หลบหนีพร้อมปรับนายประกัน ซึ่งตนยืนยันว่าเป็นคดีที่แตกต่างจากคดีก่อการร้ายที่เกิดในปี 2553

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือถึงแม้จะมีการเมืองที่ต่างขั้วกัน แต่นายณัฐวุฒิ เผยว่าตนยังมีมิตรภาพกับนายจตุพร อดีตเพื่อนร่วมนโยบายการเมือง โดยระบุว่าไม่มีการหารือทางการเมืองกันเป็นการส่วนตัว แต่ในแง่ส่วนตัวก็ไม่ถือว่าเป็นศัตรู เพราะเคยร่วมกันต่อสู้ในอดีต

ความคืบหน้าของคดีครั้งนี้ยังเป็นประเด็นที่น่าจับตา เพราะมีขั้นตอนทางกฎหมาย การประกันตัว และความสัมพันธ์ของอดีตผู้นำทางการเมืองที่ดูใกล้ชิด แม้ตอนนี้จะต่างขั้ว แต่ก็ยังไม่ได้ตัดสายใยของมิตรภาพในอดีต

ในที่สุด ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาคดี นปช. ไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ต้องรอถึงวันที่ 7 ตุลาคมนี้ ว่าศาลจะมีคำตัดสินอย่างไร และจะมีผลกระทบต่ออดีตแกนนำ นปช. หรือไม่ ต้องรอดูผลต่อไป

หากคุณติดตามคดีทางการเมืองในประเทศไทย อย่าพลาดติดตามการพิจารณาคดีนี้เพื่อเข้าใจภาพรวมของความเคลื่อนไหวในช่วงวิกฤติทางการเมืองครั้งสำคัญของประเทศได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ที่มา – ศาลเลื่อนอ่านคำพิพากษาคดี นปช. ไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ “ณัฐวุฒิ” เผยสัมพันธ์ “จตุพร” ยังเป็นเพื่อนกันได้

แกร็บฟู้ดเผยยอดออเดอร์สุกี้เติบโต 65% จากบุฟเฟต์หม้อไฟ

ธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทยกำลังได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากกระแส “บุฟเฟต์หม้อไฟ” ที่กวาดความนิยมอย่างมากในช่วงช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดย แกร็บฟู้ด ได้เปิดเผยว่า ยอดออเดอร์เมนู “สุกี้” บนแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้นกว่า 65% ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา (มิ.ย. – ก.ค. 68) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดย แกร็บฟู้ด ระบุว่า เมนูยอดนิยมมากคือ “สุกี้แห้ง” ซึ่งถูกเลือกอย่างต่อเนื่องจากผู้ใช้บริการกว่า 80% ส่วนเมนูอื่นอย่าง “สุกี้น้ำ” ก็ได้รับความนิยมตามมาอย่างใกล้เคียง

แกร็บฟู้ดเผยยอดออเดอร์สุกี้เติบโต 65% จากบุฟเฟต์หม้อไฟ

จากพฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบัน ทำให้เห็นได้ชัดว่า “สุกี้” เป็นเมนูอาหารจานเดี่ยวที่ได้รับقبالเป็นอย่างดี ทั้งเรื่องรสชาติเข้มข้น วัตถุดิบหลากหลาย และสามารถกินได้ง่าย จึงไม่แปลกใจว่าทำไมในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาสุกี้จึงกลายเป็นเมนูฮิตของผู้ใช้บริการ แกร็บฟู้ด ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่ใกล้เคียงพอดีกับช่วงโปรโมชั่น “บุฟเฟต์หม้อไฟ”

แนวโน้มสุกี้สไตล์ไทยนิยมมากในเดลิเวอรี

แกร็บฟู้ด รายงานว่าตั้งแต่ช่วงปีที่ผ่านมาได้มีการสั่งเมนูสุกี้รวมทั้งสิ้นมากกว่า 270,000 ออเดอร์ โดยเมนูสุกี้แห้งหมูมากเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาคือ สุกี้แห้งเนื้อ สุกี้แห้งทะเล ส่วนแบรนด์ที่ได้รับความนิยมอันดับต้นๆ คือ สุกี้ช้างเผือก, สุกี้ดาวเรียง, และ เอลวิสสุกี้&ซีฟู้ด

ผู้บริโภคส่วนใหญ่เลือกสั่งแบบสุกี้จานเดี่ยวเพื่อความสะดวกและเพื่อการควบคุมในด้านราคาและคุณภาพอย่างเหมาะสม ทำให้ร้านอาหารจานเดี่ยวที่ตั้งใจพัฒนาเมนูเรื่องสุกี้ได้เปรียบในช่องทางการขายออนไลน์ เช่นเดียวกับร้านอาหารแบรนด์สุกี้ช้างเผือกที่ได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับ แกร็บฟู้ด ภายใต้ซับแบรนด์ “Only at Grab” ซึ่งรองรับเฉพาะในแพลตฟอร์ม

  • ยอดสั่งสุกี้บน แกร็บฟู้ด เพิ่มขึ้น 65%
  • 80% ของออเดอร์เลือก “สุกี้แห้ง”
  • แบรนด์สุกี้ยอดฮิต ประเภทจานเดี่ยว: สุกี้ช้างเผือก, สุกี้ดาวเรียง

นอกจากนี้ ร้าน สุกี้ช้างเผือก ที่เดิมมีเพียง 6 สาขาในภาคเหนือตอนบนอย่างเชียงใหม่ ได้เปิดสาขาใหม่ในกรุงเทพฯ บนถนนบรรทัดทอง เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ซึ่งถือเป็นสาขาแรกในเมืองหลวง และมีแผนเตรียมขยายสาขาเพิ่มเติม หากได้รับการตอบรับจากลูกค้าในระดับที่น่าพอใจ

“เราเห็นโอกาสจากช่องทางการสั่งผ่านเดลิเวอรี โดยปัจจุบันยอดขายจากช่องทางนี้คิดเป็น 30% ของยอดขายทั้งหมดของร้าน” นางสาวณัฐสุวรรณ อิ่มใจบุญ เจ้าของแบรนด์ สุกี้ช้างเผือก กล่าว

Writable content by GrabFoodBlog.com สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของพฤติกรรมการบริโภคผ่านออนไลน์ และปัจจุบันสุกี้กลายเป็นตัวเลือกที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นจากหลายกลุ่ม ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศด้วย

สุกี้สไตล์ไทย ไม่ใช่แค่เมนูอร่อย แต่เป็นคำตอบของความสะดวกสบายในการรับประทานอาหารในยุคใหม่ อย่ารอช้า! สั่งเลยที่ แกร็บฟู้ด เพื่อชิมความอร่อยจาก “สุกี้ช้างเผือก” ด้วยความพิเศษที่มีเฉพาะที่นี่เท่านั้น

ที่มา – “แกร็บฟู้ด”ชี้ศึก”บุฟเฟต์หม้อไฟ”ดันยอดออเดอร์เมนูสุกี้โต 65%

ขอนแก่นประดับธงชาติไทยยาวที่สุดในจังหวัด

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่ ตลาดดังขอนแก่น แห่งหนึ่งอย่างตลาดสดบางลำภู ได้เกิดปรากฏการณ์ที่น่าจดจำ เมื่อเจ้าหน้าที่และประชาชนร่วมกัน ประดับธงชาติไทยขนาดใหญ่ ความกว้าง 3 เมตร ความยาวถึง 50 เมตร ตั้งแต่ซุ้มประตูทางเข้าตลาดฝั่งถนนกลางเมือง เขตเทศบาลนครขอนแก่น จนไปสุดลานตลาด กลายเป็นภาพที่สวยงาม สร้างแรงบันดาลใจ และแสดงเจตจำนงรักชาติของคนไทยในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นอย่างชัดเจน

ขอนแก่นประดับธงชาติไทยยาวที่สุดในจังหวัด

นางสาวอารยานี เนียมประดิษฐ์ ผู้จัดการตลาดสดบางลำภู ได้เปิดเผยว่า การจัดแสดง ธงชาติไทยขนาดยาวที่สุดในจังหวัด ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เพื่อความสวยงาม แต่เป็นการปลุกเร้าจิตสำนึก ความรักชาติ และความสามัคคีของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญกับสถานการณ์ตึงเครียดจากปัญหาความมั่นคงบนชายแดนไทย-กัมพูชา

เธอแนะว่า คนไทยควรตื่นตัวและให้ความสำคัญกับสถานการณ์บ้านเมือง เพราะขณะนี้มี “ทหารและประชาชนชายแดน” ที่ต้องเสี่ยงภัยรับมือกับสถานการณ์เหล่านี้แทนเรา จริงๆ แล้วไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความมั่นคง เศรษฐกิจ หรือแม้แต่สังคม ก็ล้วนส่งผลกระทบกับชีวิตของเราทุกคน

เจตนาแสดงพลังรักชาติของคนขอนแก่น

นอกจากธงชาติไทยที่ยาวเป็นพิเศษแล้ว ตลาดบางลำภูยังมีการตกแต่งธงสัญลักษณ์วันแม่แห่งชาติไว้ประดับร่วมด้วย เพื่อเสริมภาพลักษณ์ของพื้นที่ที่เคารพในคุณค่าของชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เป็นการแสดงออกทางสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงความภาคภูมิใจและการเคารพในสถาบันหลักของแผ่นดิน

“เราอยากให้ทุกคนตระหนักว่าการเป็นหนึ่งเดียวของชาติเป็นสิ่งสำคัญ” นางสาวอารยานีกล่าวอีกว่า โดยหนุนเสริมว่า ถึงแม้ขณะนี้ตลาดจะเผชิญกับปัญหาสินค้าที่มีต้นทางจากกัมพูชามากขึ้น แต่ประชาชนก็ยังคงให้การสนับสนุนพ่อค้าแม่ค้าอย่างเข้มแข็ง

แม้ว่าในช่วงนี้ราคาสินค้าจะขึ้น-ลงอย่างไม่แน่นอน แต่ทางตลาดยังพยายามไม่ปรับราคาเพิ่มให้สูงขึ้นกว่าเดิม เพื่อไม่ให้กระทบกับกำลังซื้อของประชาชน แม้ต้นทุนจะเพิ่มขึ้น แต่ผู้ประกอบการก็เลือกแบกรับเองมากกว่าที่จะส่งผลไปยังผู้บริโภค

และเมื่อผู้คนต่างเริ่มหมุนเวียนเข้ามาชม ถ่ายรูป และแสดงออกถึงความภาคภูมิใจใน กิจกรรมแสดงพลังรักชาติแบบนี้ ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าเราเริ่มกลับมามีความเป็นหนึ่งกันในสังคมมากขึ้นแล้ว

จากเหตุการณ์นี้ ถือเป็นแรงบันดาลใจให้ท้องถิ่นอื่นๆ นำวิธีการดีๆ เหล่านี้ไปปรับใช้ในพื้นที่ เพื่อสร้างความสามัคคีและความตื่นตัวทางสังคมที่เหมาะสมโอกาสกับสถานการณ์ในปัจจุบันอย่างมีประสิทธิภาพ

หากคุณอยู่ใกล้จังหวัดขอนแก่น อย่าลืมแวะไปชม ธงชาติไทยความยาวที่สุดในจังหวัด ที่ตลาดบางลำภู และส่งกำลังใจให้กับทหารและประชาชนชายแดนที่กำลังทำงานอย่างไม่รู้เหนื่อย เพื่อปกป้องความสงบสุขให้กับพวกเราทุกคน

ที่มา – ตลาดดังขอนแก่นประดับธงชาติไทยยาวที่สุดในจังหวัด ให้กำลังใจทหารไทยชายแดน

คลาวเดีย จักรพันธุ์ เปิดใจ 10 ข้อปมรักร้าวหลังน้ำตาตก 1 ปีเต็ม

เมื่อเร็วๆ นี้ “คลาวเดีย จักรพันธุ์” นักแสดงสาวชื่อดัง ได้ออกมาเปิดใจอย่างหมดเปลือกถึงปัญหาครอบครัวที่ซับซ้อนกับสามีชาวพม่า ในประเด็นที่เธอต้องทนความทรมานเงียบๆ มากว่าหนึ่งปีเต็ม โดยยอมรับว่าอยู่ในขั้นตอนการฟ้องหย่าแล้ว แต่ก็ยังเปิดใจไกล่เกลี่ยเสมอ ซึ่งทำให้แฟนคลับหลายรายไม่พลาดที่จะเข้ามาให้กำลังใจและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

คลาวเดีย จักรพันธุ์ เปิดใจ 10 ข้อปมรักร้าวหลังน้ำตาตก 1 ปีเต็ม

จากการสัมภาษณ์ล่าสุด ได้มีการสรุปใจความสำคัญจากคลาวเดีย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองและ emotion ที่เธอกำลังเผชิญอยู่ ให้อ่านง่ายๆ ดังนี้:

  • ยอมรับฟ้องหย่า: เธอยืนยันว่าอยู่ในกระบวนการฟ้องหย่าตามกฎหมายแล้ว
  • ยังเป็นสามีภรรยากันอยู่ตามกฎหมาย: แม้จะฟ้องหย่าแล้ว แต่ยังมิได้เป็นทางการแยกจากกัน
  • เริ่มชีวิตคู่กันมา 17 ปี: คู่รักยาวนานเกือบสองทศวรรษ
  • รู้เรื่องร้ายมาตั้งแต่ปีที่แล้ว: เริ่มเผชิญกับปัญหาตั้งแต่ต้นปี 2567
  • ทุกข์ทรมานอย่างหนัก: นอนไม่หลับจนต้องพบจิตแพทย์ และร้องไห้ทุกคืน
  • พยายามแก้ไขหลายครั้ง: พูดคุยเพื่อพยายามแก้ปัญหาถึง 5 ครั้ง แต่ไม่ได้รับความร่วมมือ
  • ยังยินดียอมรับการไกล่เกลี่ย: พร้อมที่จะเปิดใจ หาทางออกที่ดีที่สุดร่วมกัน
  • เริ่มมูฟออนแล้ว: เลือกให้อภัยและเดินหน้าต่อไปด้วยใจที่เข้มแข็ง
  • ไม่เสียดายเวลา 17 ปี: ขอบคุณประสบการณ์ดีๆ ที่ผ่านมา และจะเก็บไว้เป็นบทเรียนชีวิต
  • เปิดใจรักครั้งใหม่: หากมีโอกาสพบคนจริงใจและเป็นศีลเสมอกัน จะเปิดใจใหม่อีกครั้ง

เรื่องราวที่สะเทือนใจ

เรื่องราวของ “คลาวเดีย จักรพันธุ์” สะท้อนถึงความเจ็บปวดที่คนทั่วไปอาจไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นในชีวิตคนดัง โดยเธอเลือกเปิดใจผ่านสื่อเพื่อระบายความรู้สึก และเผชิญหน้ากับเรื่องราวที่เกิดขึ้นด้วยความมั่นหยั่ง มิใช่การกระโดดข่าวหรือแสดงความทุกข์เพียงเพื่อความเสียหาย แต่เพื่อหาทางออกโดยรวม

จากที่เราได้รับฟังบทสัมภาษณ์ของ คลาวเดีย จักรพันธุ์ แน่นอนว่าหลายคนต้องรู้สึกร่วมทุกข์ไปกับเธอ แต่พร้อมส่งกำลังใจผ่านคอมเมนต์มากมาย ซึ่งถือเป็นพลังสำคัญในยามที่เธอต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงในชีวิตคนละครึ่งวง

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวได้รายงานว่า คลาวเดียยังคงมุ่งมั่นพัฒนาตัวเอง ทั้งในด้านการทำงานและการใช้ชีวิตส่วนตัว ถือว่าบทเรียนที่สำคัญสำหรับเธอใหม่เลยทีเดียว สุดท้าย เราเชื่อว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ความเข้มแข็งในตัวเธอจะเป็นพลังให้เธอเดินผ่านทุกอย่างไปได้

หากคุณกำลังเผชิญกับความรักที่ซับซ้อน อย่าลืมว่าการเลือกให้อภัยหรือก้าวไปข้างหน้าคือการทำให้ตัวคุณมั่นคงที่สุด!

ที่มา – สรุป 10 ข้อปมรักร้าว ‘คลาวเดีย จักรพันธุ์’ สู้กับความทรมาน น้ำตาตกใน 1 ปีเต็ม!

จีน-อินเดียเปิดเที่ยวบินตรง รื้อความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์

ความสัมพันธ์ระหว่าง จีน-อินเดีย กลับมาอบอุ่นขึ้นอีกครั้ง หลังจากการประชุมระดับสูงที่กรุงนิวเดลี เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ให้คำมั่นว่าจะเร่งเปิดเที่ยวบินตรงระหว่างประเทศอีกครั้ง และส่งเสริมความร่วมมือในหลากหลายด้าน

จีน-อินเดียเปิดทางเดินทางสู่ความร่วมมือใหม่

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ว่า หลังจากการเยือนของหวังอี๋ รัฐมนตรีการต่างประเทศจีน ไปยังอินเดีย จีนและอินเดียตกลงร่วมมือกันในหลายประเด็น ทั้งการเจรจาข้อพิพาทชายแดน การออกวีซ่าให้ประชาชน และการเปิดเที่ยวบินตรงระหว่างประเทศเพื่อผลักดันด้านการค้าและการท่องเที่ยว

ทั้งนี้ การกลับมาของเส้นทางการบิน จีน-อินเดีย เตรียมเปิดประตูใหม่ให้นักท่องเที่ยวและนักธุรกิจสองประเทศ ที่หยุดชะงักไปหลายปีจากความตึงเครียดทางการเมือง

เปิดประวัติความขัดแย้งไทย-อินเดีย และจุดเปลี่ยนเชิงบวก

ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอินเดียเริ่มตึงเครียดหลังการปะทะทางทหารในปี 2020 ที่ฉลาดดุ่ง (Ladakh) ซึ่งส่งผลให้พื้นที่ความร่วมมือหลายด้านหยุดนิ่ง แต่สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนแปลงในเดือนตุลาคมปี 2023 เมื่อนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี พบปะประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในการประชุมสุดยอด BRICS ที่รัสเซีย โดยได้เปิดทางเดินทางสู่ความร่วมมือใหม่

“การเปิดเที่ยวบินตรงระหว่าง จีน-อินเดีย เป็นสัญญาณชัดเจนว่าทั้งสองประเทศมุ่งเน้นการแก้ปัญหาอย่างสันติ และผลักดันการฟื้นฟูความสัมพันธ์ในเชิงเศรษฐกิจและวัฒนธรรม” นางเหมา หนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าว

  • เปิดเที่ยวบินตรงหวังกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในปีนี้
  • เพิ่มจำนวนเที่ยวบินเชิงพาณิชย์ระหว่างกรุงปักกิ่ง–นิวเดลี
  • ผ่อนคลายการออกวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวทั้งสองประเทศ
  • วางแผนจัดงานแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมร่วมกัน

พร้อมกับนี้ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มีกำหนดการเดินทางเยือนปากีสถาน ซึ่งเป็นศัตรูทางประวัติศาสตร์ของอินเดียอย่างเป็นทางการ แต่จีนมองว่าเป็นหุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์ จึงมีเป้าหมายที่จะทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างเพื่อนบ้านขนาดใหญ่สองประเทศนี้

ในมุมมองของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเปิดเที่ยวบินตรง จีน-อินเดีย เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่อาจก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนทั้งสองฝั่ง ซึ่งการลดความตึงเครียดและเพิ่มช่องทางการติดต่ออย่างเปิดกว้าง เป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้สองคงคาราชใหญ่แห่งเอเชียสามารถอยู่เคียงข้างกันได้อย่างยั่งยืน

หากคุณสนใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเมืองภูมิภาคเอเชีย หรือข่าวสารการท่องเที่ยวในเส้นทางอาเซียน–จีน–อินเดีย อย่าลืมติดตามอัปเดตของเราอย่างสม่ำเสมอ เพราะข่าวสารที่คุณต้องรู้ ที่นี่

ที่มา – “จีน-อินเดีย” ให้คำมั่น เปิดบริการเที่ยวบินตรงระหว่างประเทศอีกครั้ง

ผู้ประกอบร้านค้าเดิมสภาฯ ร้อง ‘วันนอร์’ ขอความเป็นธรรมหลังถูกเลิกสัญญากะทันหัน

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่รัฐสภา กลุ่มผู้ประกอบร้านค้าเดิมสภาฯ นำโดยนายศุภโชค เวชราภรณ์ ได้เดินทางมายื่นหนังสือถึงนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมในการถูกเลิกสัญญากะทันหันจากคณะกรรมการสวัสดิการสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่

ผู้ประกอบร้านค้าเดิมสภาฯ เรียกร้องความเป็นธรรม

นายศุภโชค กล่าวว่า ร้านค้าสวัสดิการในสภาฯ เคยมีนโยบายสนับสนุนอาชีพเสริมให้กับข้าราชการชั้นผู้น้อยและญาติพี่น้อง ด้วยการทำสัญญาเช่าพื้นที่ปีต่อปี เพื่อใช้เป็นอาชีพเสริม อย่างไรก็ตาม ภายหลังคณะกรรมการชุดใหม่เข้ามา ได้มีการปรับปรุงสถานที่หลายแห่ง รวมถึงแจ้งข่าวว่าจะมีการคัดเลือกร้านค้าใหม่โดยพิจารณาร้านเก่าและใหม่ร่วมกัน ซึ่งทำให้ร้านค้าเก่าคาดหวังว่าจะมีสิทธิ์ในการดำเนินธุรกิจต่อไป

การเลิกสัญญาอย่างกะทันหันก่อให้เกิดปัญหา

แต่กลับกลายเป็นว่าในช่วงเดือนเมษายน ทางสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ได้ส่งเอกสารให้เจ้าหน้าที่เซ็นรับ โดยระบุว่าร้านค้าจะต้องย้ายออกภายในวันที่ 15 สิงหาคม ทำให้ผู้ประกอบการไม่มีเวลาเตรียมตัว และไม่ได้รับความเป็นธรรมในการเจรจาหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย

การกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบต่อรายได้และความเป็นอยู่ของร้านค้าเก่าอย่างหนัก เนื่องจากหลายรายพึ่งพาธุรกิจนี้เพื่อเลี้ยงดูครอบครัว ด้วยเหตุนี้ ผู้ประกอบร้านค้าเดิมสภาฯ จึงขอเรียกร้องให้นายวันนอร์ 介入เข้ามากำหนดแนวทางที่เป็นธรรม และขอให้มีการพิจารณากลับสัญญาที่ถูกยกเลิกอย่างกระทันหัน

  • การสนับสนุนการมีอาชีพเสริมให้ข้าราชการ
  • การเช่าพื้นที่ในรูปแบบปีต่อปี
  • ความไม่ชัดเจนของกระบวนการคัดเลือกร้านค้าใหม่
  • การส่งหนังสือขับไล่อย่างเร่งด่วนโดยไม่มีการแจ้งให้ชัดเจน

นอกจากนี้ คณะกรรมการชุดใหม่ยังมีแผนจะเรียกคืนพื้นที่ชั้นหนึ่ง ทำให้ผู้ประกอบการมีข้อสงสัยว่ามีการกำหนดนโยบายที่คลุมเครือ ไม่โปร่งใส และส่งผลให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยไม่มีทางเลือกในการซื้ออาหารราคาถูก

ด้านนายศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ สส.พิษณุโลก ในฐานะรองประธานฯ กิจการสภาฯ ได้ระบุว่า จะนำประเด็นนี้เข้าสู่การหารือในคณะกรรมการกิจการสภาฯ เพื่อหาทางออกที่สอดคล้องกับหลักกฎหมายและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

จากการเคลื่อนไหวของผู้ประกอบร้านค้าเดิมสภาฯ นี้ คาดว่าจะมีการติดตามสถานการณ์จากสาธารณะชนอย่างใกล้ชิด และอาจมีการดำเนินการทางกฎหมาย เช่น การยื่นเรื่องไปยังสำนักงาน ป.ป.ช. หากไม่ได้รับการคลี่คลายอย่างเป็นธรรม

การฟื้นฟูความเป็นธรรมและการดูแลผู้ประกอบการรายย่อย เป็นเรื่องที่ควรได้รับการสนับสนุนจากรัฐอย่างยั่งยืน เพื่อให้เกิดความมั่นคงในรายได้และคุณภาพชีวิต

หากคุณเป็นผู้ที่ให้ความสำคัญกับประเด็นสังคมและการกระจายรายได้ ควรให้ความสนใจเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง เพราะการดูแลอาชีพเล็ก ๆ คือการสร้างเสถียรภาพให้สังคม

ที่มา – ‘ผู้ประกอบร้านค้าเดิมสภาฯ’ ร้อง ‘วันนอร์’ ขอความเป็นธรรมหลังถูกเลิกสัญญากะทันหัน

กองทุนกีฬาชี้แจงเบี้ยเลี้ยงซีเกมส์ช้า เพื่อป้องกันความเสี่ยง

ในช่วงนี้กระแสข่าวเกี่ยวกับการจ่าย เบี้ยเลี้ยงนักกีฬาซีเกมส์ ที่ยังไม่ได้รับการจ่ายตามกำหนด ได้แพร่กระจายอย่างกว้างขวางผ่านโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะในกลุ่มนักกีฬาที่เตรียมตัวเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 33 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในช่วงปลายปี 2568

กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการว่า ปัญหานี้ไม่ใช่ความผิดพลาดใดๆ แต่เป็นกระบวนการที่ต้องดำเนินตามระเบียบอย่างเข้มงวด รวมถึงต้องมีการขอความยินยอมจากกรมบัญชีกลางก่อนเบิกจ่ายงบประมาณ ซึ่งมีวงเงินกว่า 310 ล้านบาท

กองทุนกีฬาแจงขั้นตอนเบิกจ่ายเบี้ยเลี้ยงนักกีฬาซีเกมส์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เร่งประชุมเพื่อหาทางออก อย่างใกล้ชิดกับนโยบายของกองทุนกีฬา เนื่องจากผู้เกี่ยวข้องให้ความสำคัญต่อภาพลักษณ์ของวงการกีฬาอย่างมาก โดยมีการพูดคุยในหลายประเด็น เช่น การพิจารณากฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง และความถูกต้องของเอกสารต่างๆ

ระบบสารสนเทศที่ถูกกฎหมาย

ประเด็นอีกด้านหนึ่งที่ย้ำเตือนนักกีฬาและสมาคมคือ การนำ ระบบสารสนเทศ เข้ามาช่วยในการดูแลกระบวนการเบิกจ่าย และจัดเก็บข้อมูลการขอรับทุนนักกีฬา ซึ่งกองทุนยืนยันว่าระบบดังกล่าวพัฒนาอย่างรอบคอบ และเป็นการลดขั้นตอนที่ซับซ้อนพร้อมทำให้การดำเนินงานมีความโปร่งใสมากขึ้น

ทั้งนี้ การใช้ระบบจะเริ่มเต็มรูปแบบตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 และมีการทดลองใช้งานแล้วหลายเดือน ซึ่งความพึงพอใจของผู้ใช้งานอยู่ที่ระดับมากกว่า 90% บ่งบอกว่า ระบบใหม่สามารถรองรับการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • การลงนามในบันทึกข้อตกลง
  • การส่งเอกสารครบถ้วนจากสมาคม
  • ตรวจสอบภายในของฝ่ายคลังกองทุน

ทางกองทุนได้อธิบายด้วยว่า ทุกขั้นตอนในการดำเนินงานนี้ เป็นกระบวนการที่บางทีอาจทำให้ดูช้า แต่เป็นการปฏิบัติตามหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง หากเบิกเงินโดยไม่เป็นไปตามระเบียบ แม้ทำด้วยความตั้งใจดี ก็อาจส่งผลให้มีบทลงโทษถึงจำคุก

ต้องยอมรับว่าการบริหารจัดการ กองทุนกีฬา ในระยะยาวนี้ ไม่เพียงแค่รองรับนักกีฬาในการแข่งขันระดับโลกเท่านั้น แต่ยังตอบโจทย์ในด้านประสิทธิภาพ การบริหารทรัพยากร และความยั่งยืนของระบบภายในอีกด้วย

ข้อคิดเห็น: แม้การช้าในเรื่องเบี้ยเลี้ยงอาจส่งผลต่อจิตใจนักกีฬา แต่การรักษาความโปร่งใสและความถูกต้องตามกฎหมาย คือรากฐานสำคัญที่ช่วยป้องกันความเสียหายในระยะยาว

ที่มา – ‘กองทุนกีฬา’ แจงเบี้ยเลี้ยงซีเกมส์ช้า ต้องทำตามขั้นตอน รอบคอบ มิเช่นนั้นอาจ ‘ติดคุก’