ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

หนีไม่รอด! จับโจรไรเดอร์บุกชิงทอง 5 นาทีกวาด 6 ล้าน

คดีดราม่าที่สมุทรปราการ เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568 มีชายสวมเสื้อไรเดอร์ขี่รถจักรยานยนต์ฮอนด้าสีดำ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน บุกเข้าชิงทองรูปพรรณจากห้างดังในอำเภอบางบ่อ จ.สมุทรปราการ สิ้นเพียง 5 นาทีเท่านั้น เขาได้ทองรวม 49 เส้น น้ำหนักรวม 123 บาท มูลค่ากว่า 6 ล้านบาท ถือเป็นเหตุการณ์ หนีไม่รอด บุกบ้านจับโจรไรเดอร์ ที่สร้างความตื่นตระหนกในพื้นที่ เนื่องจากคนร้ายมีอุปกรณ์ครบพร้อมปืน และใช้ความชำนาญในการหลบหนีเส้นทางที่ไม่มีกล้องวงจรปิด ทำให้เจ้าหน้าที่สืบสวนติดตามยาก

หนีไม่รอด บุกบ้านจับโจรไรเดอร์

ต่อมา วันที่ 19 สิงหาคม ฝ่ายสืบสวนตำรวจได้เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว โดยติดตามเบาะแสจนทราบว่ารถจักรยานยนต์ที่ใช้ในการก่อเหตุนั้นถูกขโมยทิ้งไว้บ่อปลาในซอยวัดคอลลาด จากนั้น ก็พบว่าคนร้ายหลบซ่อนตัวในหมู่บ้านหนึ่งที่ตำบลบ้านระกาศ อำเภอบางบ่อ

ดำเนินการขอหมายค้น-จับกุมสำเร็จ

หลังรวบรวมพยานหลักฐานเพียงพอ ตำรวจได้ยื่นขอหมายค้นจากศาลจังหวัดสมุทรปราการ หลังจากได้รับอนุมัติ เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจค้นที่บ้านพักของ “นายวีรวัฒน์” อายุ 31 ปี ซึ่งกลายเป็นผู้ต้องสงสัยหลักในเหตุการณ์ดังกล่าว โดยขณะนั้นนายวีร์ยังปฏิเสธบทบาทของตนในการก่อเหตุ

ถึงกระนั้น เจ้าหน้าที่ไม่ยอมง่ายๆ เพราะมีหลักฐานชัดเจน จึงแสดงให้เห็นว่านายวีร์คือผู้ก่อเหตุ ภายหลังเขายอมรับความผิด และเผยแหล่งซุกซ่อนทองคำบางส่วนไว้ในตู้ลำโพงที่หน้าบ้าน ซึ่งเจ้าหน้าที่ไปยึดคืนได้สำเร็จ

ปิดคดี!

หลังจากได้รับการสารภาพและการยึดของกลางกลับมาได้จำนวนมาก ตำรวจได้นำตัวผู้ต้องสงสัยและของกลางทั้งหมดส่งดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ย้ำว่าความพยายามหลบหนีของคนร้ายครั้งนี้ “หนีไม่รอด บุกบ้านจับโจรไรเดอร์” เพราะเจ้าหน้าที่เตรียมรับมือและสืบสวนจนสามารถจับกุมได้อย่างแม่นยำ

หากคุณเป็นผู้ประกอบการหรือคนทั่วไป อย่าละเลยความปลอดภัย การรักษาความปลอดภัยในสถานประกอบการ และการติดตั้งระบบเฝ้าระวังสามารถช่วยป้องกันเหตุการณ์ลักษณะนี้ได้

ที่มา – หนีไม่รอด บุกบ้านจับโจรไรเดอร์ ควงปืนบุกเดี่ยวชิงทอง 5 นาทีกวาด 6 ล้านบาท

ไก่เดือยทองคว้า เอเซ เสริมแนวรุก จ่าย 60 ล้านปอนด์

“ไก่เดือยทอง” ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ประกาศข่าวดีสำหรับแฟนบอลเมื่อพวกเขาสามารถบรรลุข้อตกลงคว้าตัว เอเบเรชี เอเซ หัวหอกจากทีมคู่แข่งอย่าง คริสตัล พาเลซ มาเสริมแกร่งแนวรุกได้สำเร็จในราคาสูงถึง 60 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,640 ล้านบาท)

ทีมจากลอนดอนเหนือเตรียมจ่ายเงินก้อนแรกไป 30 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,320 ล้านบาท) ส่วนที่เหลือจะผ่อนจ่ายตามระยะเวลาที่กำหนด โดยนี่ถือเป็นความเคลื่อนไหวสำคัญที่ช่วยเติมเต็มตำแหน่งแนวรุกซึ่งขาดความคมชัดหลังจากที่ เจมส์ แมดดิสัน เจออาการเจ็บหนักที่เอ็นไขว้และคาดว่าจะพักยาวในช่วงเวลาที่สำคัญของฤดูกาล

ไก่เดือยทองคว้า เอเซ เสริมแนวรุก จ่าย 60 ล้านปอนด์

สื่อดังอย่าง “เดอะ ซัน” รายงานว่า สเปอร์ส ต้องการให้ เอเซ เข้ามาเป็นแกนสำคัญของการสร้างสรรค์เกมรุก โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่บางครั้งทีมยังขาดตัวเลือกที่มีความหลากหลายในแดนหน้า การได้ตัว เอเซ จึงถือว่าตอบโจทย์อย่างมาก นักเตะวัย 24 ปีมีผลงานโดดเด่นในฤดูกาลนี้ สตาร์จากฝรั่งเศสสามารถยิงไปแล้วกว่า 20 ประตูในทุกรายการ โดยมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ คริสตัล พาเลซ มีสิทธิ์ลุ้นท็อปโฟร์

แนวรุกเต็มพิกัดหลังซัมเมอร์

ในอีกด้านหนึ่ง คริสตัล พาเลซ อาจอยู่ในสถานะไม่เสียเปรียบหลังจากการขายดังกล่าว โดยพวกเขาเตรียมเชิญตัว บิลาล เอล คานนุส มิดฟิลด์จอมเทคนิคของ เลสเตอร์ ซิตี เข้ามาปั้นคู่เกมใหม่ รวมถึงมีแผนสำรองอยู่ในตัว คริส โซลิส ของ คลับ บรูช ที่จะเข้ามาเติมเต็มจังหวะที่ วิลเลียน เฟรเดอริส ไม่สามารถก้าวขึ้นสู่ระดับความคาดหวังของแฟนบอลได้อย่างเต็มตัว

เรียกได้ว่าการซื้อขายนักเตะช่วงซัมเมอร์ปีนี้ของเรือใบสีเหลือง-น้ำเงิน กับท็อตแนม ถือว่าเข้มข้นมาก ทั้งสองทีมได้ตัวผู้เล่นที่เชี่ยวชาญในสาขาของตนเองในราคาที่คุ้มค่า พร้อมช่วยเสริมประสิทธิภาพให้กับแผนการเล่นรวมไปถึงโอกาสในการลุ้นแชมป์ลีกในอนาคตอันใกล้

ด้วยการเตรียมความพร้อมอย่างรอบคอบของ “ไก่เดือยทอง” เป็นไปได้ว่าซีซั่นหน้าเราจะได้เห็นผลงานที่หนักแน่นของ เอเบเรชี เอเซ ในการเผชิญกับแนวรับระดับท็อปอย่างในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ซึ่งอาจเป็นโอกาสสำคัญในการพิสูจน์ตัวเองบนเวทีระดับโลกอีกครั้ง

หากคุณเป็นแฟนบอล “ไก่เดือยทอง” ต้องติดตามพัฒนาการครั้งสำคัญนี้อย่างใกล้ชิด เพราะนี่อาจเป็นจังหวะเปลี่ยนชีวิตที่จะพาท็อตแนมกลับมายืนในจุดสูงสุดของฟุตบอลอังกฤษอีกครั้ง

ที่มา – “ไก่เดือยทอง” ตีปีกบรรลุข้อตกลงคว้า “เอเซ” เสริมแนวรุก

สลดชายวัย 42 ปี ดื่มเหล้าลงบ่อลึกงมหาหอย จมน้ำดับ

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ได้รับแจ้งเหตุชายจมน้ำสูญหายหนึ่งราย บริเวณบ่อน้ำใหญ่ หลัง 4 แยกช้างแทงกระจาด ริมถนนสายบายพาสชะอำ-ปราณบุรี เขตบ้านช้างแทงกระจาด ตำบลสามพระยา อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เจ้าหน้าที่จึงรีบเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ และประสานชุดประดาน้ำมูลนิธิสว่างสรรเพชกุล แพทย์เวรโรงพยาบาลชะอำ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมตรวจสอบ

สลดชายวัย 42 ปี ดื่มเหล้าลงบ่อลึกงmaxcdnหอย จมน้ำดับ

จุดเกิดเหตุเป็นบ่อน้ำขุดขนาดกลาง มีความลึกประมาณ 4-5 เมตร ชุดประดาน้ำได้เตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อดำน้ำค้นหาผู้จมน้ำ โดยใช้เวลาในการค้นหาประมาณ 3 ชั่วโมง จนสามารถพบศพของผู้เสียชีวิตจมน้ำอยู่กลางบ่อ ลึกประมาณ 4-5 เมตร ก่อนจะนำร่างขึ้นมาจากน้ำ ตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบอาการบาดเจ็บหรือร่องรอยการต่อสู้ แต่อย่างใด

บนขอบบ่อน้ำยังพบ ขวดเหล้าเปล่า ซึ่งคาดว่าน่าจะดื่มหมดแล้ว หมวกสีดำ รองเท้า และเชือกของผู้เสียชีวิตวางอยู่ หลังจากตรวจสอบเบื้องต้นทราบชื่อผู้เสียชีวิตคือนายประสาท แก้วสีรัง อายุ 42 ปี ชาวบ้านหมู่ 5 ตำบลโพนงาม อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร มีอาชีพเป็นคนงานก่อสร้างศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ตอนบน

เพื่อนบอก…ลำบากตามหาจนพบหมวกลอย

จากการสอบถามเพื่อน ๆ ของผู้เสียชีวิต ทราบว่า ผู้เสียชีวิตมีแผนจะมาหาหอยทำอาหารกินหลังเลิกงาน จึงชวนเพื่อนมาร่วมเดินทางไปด้วยกัน หลายคน เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ พวกเขานั่งดื่มสุราพักหนึ่งก่อนจะแยกกันลงไปงมหาหอยในบ่อน้ำ เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 40 นาที เพื่อน ๆ เริ่มขึ้นมาจากบ่อ และเริ่มมองหายกับเพื่อน แต่ไม่พบผู้เสียชีวิต

หลังจากเดินตามหากันอย่างหนัก พวกเขาพบหมวกของผู้เสียชีวิตลอยอยู่ในน้ำ ส่งผลให้เพื่อน ๆ เริ่มกังวลและคาดการณ์ว่าอาจเกิดอุบัติเหตุจมน้ำ จึงแจ้งเจ้าหน้าที่ให้เข้ามาตรวจสอบ

สาเหตุแรกเริ่มที่เป็นไปได้

เจ้าหน้าที่คาดว่า สาเหตุเบื้องต้นที่นำไปสู่เหตุการณ์นี้ เกิดจากการดื่มสุราหนักก่อนลงไปงมหาหอย ส่งผลให้เกิดอาการเป็นตะคริวในขณะที่เพื่อน ๆ แยกกันไปทำงาน ทำให้ไม่มีใครเห็นหรือช่วยเหลือ จนนำไปสู่อุบัติเหตุครั้งนี้

ร่างของผู้เสียชีวิตได้นำส่งโรงพยาบาลชะอำเพื่อดำเนินการชันสูตรและพิสูจน์สาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียดต่อไป

เหตุการณ์ครั้งนี้เตือนให้ทุกคนรู้ถึงอันตรายจากการดื่มแอลกอฮอล์ก่อนทำกิจกรรมที่ต้องใช้ความระมัดระวัง แม้จะดูเป็นเรื่องปกติแต่ก็อาจนำไปสู่อันตรายร้ายแรงได้ อย่าปล่อยให้ความบันเทิงกลายเป็นความเสียใจ

ที่มา – สลดเพื่อนๆตามหาชายวัย 42 ปี ดื่มเหล้าลงบ่อลึกงมหาหอย สุดท้ายพบจมน้ำดับ

อโมริม ตกใจบอร์ดผีไม่อนุมัติงบซื้อมาร์ตีเนซ

รูเบน อโมริม ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แสดงความผิดหวังอย่างมากหลังจากที่บอร์ดผู้บริหารของสโมสรปฏิเสธที่จะอนุมัติ งบประมาณซื้อตัวผู้เล่น โดยเฉพาะในตำแหน่งผู้รักษาประตู ซึ่งเขาต้องการดึง เอมิเลียโร มาร์ตีเนซ นายทวารทีมชาติอาร์เจนตินาจาก แอสตัน วิลลา มาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์นี้

อโมริม ตกใจบอร์ดผีไม่อนุมัติงบซื้อมาร์ตีเนซ

ความต้องการผู้รักษาประตูตัวใหม่ของ แมนฯ ยูไนเต็ด กลายเป็นประเด็นร้อนหลังจากที่ทั้ง อองเดร โอนานา และ อัล不停ดีร์ ทำผลงานได้ไม่ค่อยน่าประทับใจ โดยเฉพาะ อัล不停ดีร์ ที่พลาดในการเล่นบอลลูกเตะมุม ส่งผลให้ เรด เดวิลส์ พ่าย อาร์เซนอล 1-0 ที่โอลด์แทรฟฟอร์ดเมื่อเร็วๆ นี้

เหตุใดบอร์ดถึงไม่อนุมัติงบ?

จากข่าวที่เผยแพร่โดย เหยี่ยวข่าวระดับดวงในฟุตบอลอังกฤษ ระบุว่า อโมริม เคยยื่นข้อเสนอเพื่อดึง มาร์ตีเนซ มาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์ โดยมีค่าตัวประมาณ 40 ล้านปอนด์ (ราว 1,760 ล้านบาท) แต่ถูกปัดตกจากบอร์ดผู้บริหารที่มองว่าสโมสรยังมีผู้รักษาประตูในสังกัดเพียงพอใช้งาน รวมถึงยังมีข้อเสนอให้ยืมตัว แต่ วิลลา เคลียร์เงื่อนไขการปล่อยตัวออกมาอย่างชัดเจน ทำให้ดีลไม่สามารถปิดได้จริง

  • สถานการณ์ผู้รักษาประตูของแมนยูปัจจุบัน
  • อโมริมต้องการแก้ปัญหาด่วน
  • บอร์ดผีมีมุมมองต่างกับโค้ช
  • ข้อจำกัดจากแอสตัน วิลลาในกรณียืมตัว

พบว่าอโมริมไม่สามารถโน้มน้าวให้บอร์ดเชื่อในความสำคัญของการซื้อตัว มาร์ตีเนซ เข้ามาเสริมแนวรับและในขณะเดียวกันก็ยังมีความคาดหวังจากฝ่ายบริหารให้นำ โอนานา มาใช้งานในตำแหน่งนี้แทน ซึ่งอาจจะเป็นจุดที่ทำให้แผนการเสริมทัพของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ล่าช้าและส่งผลกระทบต่อศักยภาพในฤดูกาลใหม่

เราเชื่อว่าหาก หงส์แดง ต้องการกลับมาแข่งขันในระดับสูงจริงๆ การเสริมแบ็คผู้เล่นอย่างมีคุณภาพในทุกตำแหน่งถือเป็นกุญแจสำคัญ ซึ่งในคราวนี้การตัดสินใจที่ยังลังเลอาจสะท้อนให้เห็นถึงสไตล์การบริหารที่เปลี่ยนไปของสโมสร ลองมองว่าในอนาคตเขาอาจต้องปรับแนวทางใหม่ทั้งหมดเพื่อเรียกฟอร์มกลับคืน

ที่มา – “อโมริม” คอตกบอร์ดผีไม่อนุมัติงบซื้อ “มาร์ตีเนซ” เฝ้าเสา

กองกำลังบูรพา ผลักดันทหารกัมพูชาล้ำแดนสำเร็จ

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานจากแหล่งข่าวฝ่ายความมั่นคงว่า กองกำลังบูรภาคใต้ภายใต้ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ได้เข้าดำเนินการผลักดันทหารชาวกัมพูชาที่รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ชายแดนไทยตามมาตราส่วน 1:50,000 ซึ่งมีการปฏิบัติอย่างรอบคอบรอบด้าน โดยเฉพาะในระหว่างวันที่ 26-28 กรกฎาคมที่ผ่านมา ด้วยการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทางทหาร และผลักดันครอบครัวทหารชาวกัมพูชาจำนวน 6 หลังคาเรือนออกนอกพื้นที่ โดยไม่มีการใช้ความรุนแรงหรืออาวุธใดๆ เพื่อป้องกันความสูญเสียทั้งในด้านกำลังพลและประชาชนในพื้นที่

กองกำลังบูรพา ผลักดันทหารกัมพูชาล้ำแดนสำเร็จ

ภายหลังการปฏิบัติการ ทางทหารไทยได้นำรั้วลวดหนามไปวางป้องกันในบางจุด เพื่อใช้เป็นแนวป้องกันเชิงยุทธวิธีสำหรับกำลังพลทหาร โดยระบุชัดเจนว่าไม่ได้ตั้งใจกำหนดเขตแดนถาวร แต่มุ่งเน้นเพื่อเสริมความมั่นคงในพื้นที่ทหาร และป้องกันการลักลอบเข้าเมืองหรือกระทำความผิดทางกฎหมาย

ความร่วมมือข้ามชาติเพื่อความปลอดภัย

แหล่งข่าวกล่าวว่า ในพื้นที่ชนบทที่มีชุมชนชาวกัมพูชาวัติถึง 200 หลังคาเรือน การปฏิบัติการจึงต้องระมัดระวังสูง เพื่อลดความเสี่ยงต่อทั้งกำลังพลไทยและผู้คนในพื้นที่ นอกจากนี้ ยังมีการวางเครื่องกีดขวางในจุดสำคัญเพื่อป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น คอลเซนเตอร์ หรือกลุ่มผู้ลักลอบเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย

กองกำลังบูรพา มองว่าการอยู่ในพื้นที่ยิ่งมีความซับซ้อนเมื่อเกี่ยวข้องกับการตั้งถิ่นฐานของชาวบ้านต่างชาติ และในระยะยาวต้องอาศัยการพูดคุยในระดับสูง ผ่านคณะกรรมการชายแดนร่วม (JBC) และเจรจาต่อรัฐบาลด้วยกัน เพื่อหาข้อสรุปเชิงนโยบายแทนการใช้มาตรการทางทหารเพียงอย่างเดียว

  • ไม่มีการใช้อาวุธ ในการปฏิบัติการในครั้งนี้
  • รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ที่ใช้โดยทหารกัมพูชาในพื้นที่ไทย
  • ประสบความสำเร็จ ในการผลักดันกำลังพลต่างด้าวออกจากพื้นที่
  • เตรียมหารือระดับรัฐบาล เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

ขณะนี้ความเคลื่อนไหวทั้งหมดยังอยู่ระหว่างการกำกับจากกองทัพบกและรัฐบาล โดยมีการรอผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมก่อนหน้า ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของแนวทางใหม่ในการจัดการกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในระยะยาว

ความมั่นคงของพรมแดนไทยควรอยู่บนความร่วมมือระหว่างประเทศ รวมถึงได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไทยผ่านกลยุทธ์ที่เข้มแข็ง รอบคอบ และรักษาผลประโยชน์ของประเทศไว้เป็นสำคัญ

ที่มา – กองกำลังบูรพา ผลักดัน “ทหารกัมพูชา” ล้ำแดนสำเร็จ! เตรียมหารือระดับรัฐบาลแก้ปัญหาระยะยาว

จีน-อินเดียจับมือรักษาเสถียรภาพสายสัมพันธ์

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจีนและอินเดียเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาความร่วมมือระหว่างสองประเทศในหลากหลายมิติไม่เพียงแค่ส่งผลต่อประชากรกว่า 2,800 ล้านคน แต่ยังส่งผลต่อเสถียรภาพในเอเชียและระดับโลกด้วย

จีน-อินเดียจับมือรักษาเสถียรภาพสายสัมพันธ์

สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงนิวเดลีว่า หวัง ซึ่งเป็นกรรมการกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้กล่าวถึงบทบาทของจีนและอินเดียในเวทีนานาชาติว่า โลกในปัจจุบันกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การค้าเสรีและระบบระหว่างประเทศก็กำลังเผชิญกับความท้าทายที่รุนแรง ทั้งสองประเทศจึงควรแสดงบทบาทผู้นำในระดับโลก โดยการสร้างความเข้าใจร่วมกันเพื่อพัฒนาอย่างยั่งยืน

รักษาความมั่นคงระดับภูมิภาค

มุมมองร่วมของจีน-อินเดียในระดับผู้นำได้ช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นในความสัมพันธ์ทวิภาคี การแลกเปลี่ยนในด้านต่าง ๆ ได้เดินหน้าอย่างค่อยเป็นค่อยไป แทบจะทุกภาคส่วน รวมถึงกิจกรรมเชิงศาสนา ซึ่งมีการอำนวยความสะดวกจากจีนให้กับผู้แสวงบุญชาวอินเดียที่เดินทางไปยังทิเบต

ทั้งสองประเทศยังมีความร่วมมือในเวทีระดับโลก เช่น องค์กรความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) และกลุ่มประเทศบริกส์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจในการร่วมกันสร้างโลกหลายขั้วที่เป็นธรรมและเท่าเทียม

  • เพิ่มพูนความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า
  • ส่งเสริมความเข้าใจทางวัฒนธรรมและความเชื่อ
  • ยกระดับความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน
  • ส่งเสริมการทูตเพื่อสันติภาพในภูมิภาค

ในโอกาสที่ครบรอบ 75 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต จีนและอินเดียมีความพร้อมที่จะทบทวนเส้นทางร่วมกันอย่างลึกซึ้ง เพื่อเป็น_ENSURE_ ความมั่นคงและเสถียรภาพระยะยาวให้กับประชาชนและภูมิภาค

นอกจากนี้ อินเดียยังได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า “ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน” ซึ่งถือเป็นการยืนยันการเคารพอธิปไตยของจีน เช่นเดียวกัน จีนก็ยืนยันหลัก “สัมพันธไมตรี, ความจริงใจ, ผลประโยชน์ร่วมกัน และความครอบคลุม” ในการพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน

หากต้องการติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวระหว่างจีนและอินเดีย รวมถึงการพัฒนาความสัมพันธ์ในภูมิภาคเอเชียอย่างลึกซึ้ง ต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม หากมองในระยะยาว ความร่วมมือระหว่างจีน-อินเดียไม่ใช่เพียงแค่ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของโลกในอนาคต

ที่มา – “จีน-อินเดีย” จับมือมุ่งรักษา เสถียรภาพสายสัมพันธ์สองประเทศ

หอสมุด มธ. เจ๋ง! คว้ารางวัลชนะเลิศระดับโลก

รศ.ดร.อัญณิฐา ดิษฐานนท์ ผู้อำนวยการหอสมุดแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า หอสมุดแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับโลก 1st Place WINNER จากเวที IFLA Green Library Award 2025 สาขา Best Green Library Project ด้วยโครงการ “From Waste to Wealth: Green Library through Circular Economy” โดยการประกาศผลและมอบรางวัลจัดขึ้นภายในงาน IFLA World Library and Information Congress 89th IFLA General Conference and Assembly ซึ่งเป็นการประชุมวิชาการนานาชาติด้านห้องสมุดและสารสนเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก จัดโดยสหพันธ์สมาคมห้องสมุดและสถาบันสารสนเทศระหว่างประเทศ หรือ IFLA (International Federation of Library Associations and Institutions) ระหว่างวันที่ 18-22 สิงหาคม 2568 ณ กรุงอัสตานา สาธารณรัฐคาซัคสถาน

หอสมุด มธ. เจ๋ง! คว้ารางวัลชนะเลิศระดับโลก

รศ.ดร.อัญณิฐา กล่าวต่อว่า การคว้ารางวัลชนะเลิศระดับโลก จากโครงการ “From Waste to Wealth: Green Library Through a Circular Economy” สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของหอสมุดในฐานะ “Library of Life” ไม่เพียงแค่เป็นแหล่งความรู้เท่านั้น แต่ยังขับเคลื่อนชุมชนสู่ความยั่งยืนได้อย่างแท้จริงด้วยแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เปลี่ยนของเสียให้มีคุณค่า ทั้งสร้างรายได้ เสริมคุณภาพชีวิต และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

กิจกรรมดีๆ ที่เกิดขึ้นจริง

  • One Day with Green: ลดการใช้วัสดุบรรจุภัณฑ์ใช้ครั้งเดียว
  • Eco-Workshops: เปลี่ยนขวดพลาสติกเป็นของใช้สร้างสรรค์
  • Little Eco-Hero: ปลูกฝังความรู้เรื่องการจัดการขยะให้เด็กเล็ก
  • From Dates to Dots: แปลงปฏิทินเก่าเป็นอักษรเบรลล์กว่า 30,000 หน้า
  • From Waste to Forest & Green Barrier: นำพลาสติกผลิตเป็นเสาเพาะปลูกป้องกันช้างป่า

ผลลัพธ์ที่น่าประทับใจจาก หอสมุด มธ. เจ๋ง! คว้ารางวัลชนะเลิศระดับโลก คือ การเก็บขยะรีไซเคิลกว่า 6,100 กิโลกรัม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 20,000 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เพาะปลูกต้นไม้ได้กว่า 200 ต้น และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเกือบ 14,000 บาท พร้อมระบบ Dashboard ดิจิทัลรายงานผลแบบเรียลไทม์

“โครงการนี้แสดงให้เห็นถึงการส่งเสริมพฤติกรรมและความตระหนักรู้ด้านความยั่งยืนในชุมชนและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม และยังสะท้อนบทบาทของหอสมุดฯ ในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมหอสมุดเพื่อความยั่งยืน และเป็นแบบอย่างระดับโลกที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)” ผู้อำนวยการหอสมุดมธ. กล่าวย้ำอีกครั้ง

การได้รับรางวัลนี้เป็นการยอมรับในความพยายามและนวัตกรรมที่ยั่งยืนของ หอสมุด มธ. เจ๋ง! คว้ารางวัลชนะเลิศระดับโลก และสะท้อนให้เห็นว่า มหาวิทยาลัยไทยสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมได้อย่างแท้จริง

หากคุณกำลังมองหาแรงบันดาลใจในการสร้างโลกที่ยั่งยืนมากขึ้น หอสมุดธรรมศาสตร์คือตัวอย่างที่น่าศึกษาและติดตาม เพราะเราเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่เริ่มต้นจากแรงผลักดันเล็กๆ ในชุมชน

ที่มา – หอสมุด มธ. เจ๋ง! คว้ารางวัลชนะเลิศระดับโลก

ทรัมป์ชี้เซเลนสกี “ต้องยืดหยุ่น” ในการเจรจา ย้ำสหรัฐไม่ส่งทหารเข้ายูเครน

จากสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยังดำเนินต่อระหว่างรัสเซียและยูเครน ทำให้โลกกลับมาพูดถึงบทบาทของสหรัฐอเมริกาอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำพูดของ โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ ที่ออกมาให้สัมภาษณ์หลังจากการพบปะหารือร่วมกับผู้นำทั้งสองฝ่าย กล่าวว่าประธานาธิบดี โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี จำเป็นต้อง “ยืดหยุ่น” ในการเจรจาเพื่อให้ได้ข้อเสนอที่สามารถนำไปสู่สันติภาพอย่างแท้จริง

ทรัมป์ชี้เซเลนสกี “ต้องยืดหยุ่น” ในการเจรจา

ทั้งนี้ ทรัมป์ระบุว่าเขาได้ประสานงานกับทั้งประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย และประธานาธิบดี เซเลนสกี แห่งยูเครนแล้ว และเขาคาดหวังว่าผู้นำรัสเซียจะมีพฤติกรรมในทางบวก หากไม่เช่นนั้น สถานการณ์จะกลายเป็นเรื่องที่ยากลำบากมากยิ่งขึ้น เดิมพันที่เขาหวังคือการให้โอกาสในการเจรจาอย่างเป็นทางการแทนที่จะเผชิญหน้ากันด้วยความรุนแรง

ความยืดหยุ่นในการตัดสินใจ

หนึ่งในประเด็นหลักที่ทรัมป์เน้นย้ำคือ ผู้นำยูเครนต้อง “ทำในสิ่งที่ต้องทำ” และขณะเดียวกันก็ต้องมีความ ยืดหยุ่น ในการเจรจา เพราะในความเป็นจริง เรื่องราวความขัดแย้งเช่นนี้ไม่สามารถปิดบัญชีกันได้ด้วยการต่อสู้เพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยการพูดคุยอย่างจริงใจและพร้อมแบ่งเบาภาระ

“เขา (เซเลนสกี) ไม่ใช่เพื่อนของปูตินแน่นอน แต่เขาต้องเป็นผู้ตัดสินใจด้วยตัวเองว่าจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางไหน” ทรัมป์กล่าวเสริม

ในมุมของการสนับสนุนยูเครนจากนานาชาติ ทรัมป์กล่าวชี้แจงว่าประเทศฝรั่งเศส เยอรมนี และสหราชอาณาจักรต่างมีแนวโน้มที่จะส่งทหารภาคพื้นดินเข้าไปในยูเครน ซึ่งเขารับว่า “ไม่ใช่ปัญหา” แต่สหรัฐอเมริกาไม่มีนโยบายที่จะทำเช่นนั้น เนื่องจากต้องการ “หยุดการเข่นฆ่า” มากกว่าการเพิ่มความตึงเครียดในพื้นที่

  • ทรัมป์ให้ความสำคัญกับการเจรจาอย่างสันติ
  • มองว่าทั้งเซเลนสกีและปูตินต้อง “ตัดสินใจด้วยตนเอง”
  • ย้ำว่าสหรัฐฯจะไม่ส่งทหารเข้ายูเครน
  • ต้องการให้หันไปใช้แนวทาง ยืดหยุ่น มากขึ้นในการแก้ไขปัญหา

สุดท้ายแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่แค่สมรภูมิความขัดแย้ง แต่เป็นบทพิสูจน์ว่าผู้นำโลกสามารถคิดนอกกรอบและหาทางออกที่สร้างประโยชน์ร่วมกันได้หรือไม่ การอนุโลมในทางการทูตอาจไม่ใช่เรื่องอ่อนแอ แต่อาจเป็นการฉลาดที่นำสันติภาพกลับมาได้

ที่มา – ทรัมป์ชี้เซเลนสกี “ต้องยืดหยุ่น” ในการเจรจา ย้ำสหรัฐไม่ส่งทหารเข้ายูเครน

ทหารเรือเจอโทรศัพท์ทหารเขมร พบคลิปวางทุ่นระเบิด PMN-2

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ที่ผ่านมา ชุดเก็บกู้กวาดล้างที่ 1 หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมกองทัพเรือ (นปท. ทร.) ได้เผชิญกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ขณะปฏิบัติงานในพื้นที่ภูมะเขือ จังหวัดศรีสะเกษ พวกเขาระวังพบโทรศัพท์มือถือของทหารกัมพูชาที่ถูกทิ้งไว้ในพื้นที่ ซึ่งกลายเป็นหลักฐานสำคัญในการสืบสวนพฤติกรรมที่น่าสงสัยของทหารต่างด้าวในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

ทหารเรือเจอโทรศัพท์ทหารเขมร พบคลิปวางทุ่นระเบิด PMN-2

หลังจากได้โทรศัพท์มือถือมา ชุดปฏิบัติการได้ใส่แบตเตอรี่และตรวจสอบข้อมูลภายใน โดยพบว่ามีคลิปวิดีโอและภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นทหารกัมพูชาบุคคลหนึ่งถือทุ่นระเบิดรุ่น PMN-2 และกำลังอธิบายวิธีใช้งานด้วยภาษาเขมร คลิปดังกล่าวมีความน่าสงสัยอย่างยิ่ง เพราะถ่ายทำในลักษณะที่คล้ายกับการเตรียมการฝังทุ่นในพื้นดิน

การตรวจสอบและการรายงานข้อมูล

เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ทุ่นระเบิดรีบดำเนินการตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด ทั้งการถอดภาพจากวิดีโอ, วิเคราะห์วันที่ในข้อมูลการถ่ายภาพ และตรวจสอบตำแหน่งของทุ่นระเบิดจากเนื้อหาที่ปรากฏในมือถือ ความถี่ของวันถ่ายทำและสถานที่สามารถจับคู่กับเหตุการณ์อื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ เช่น การตรวจพบทุ่นระเบิดในบริเวณใกล้เคียง

ข้อมูลทั้งหมดนี้ถูกส่งต่อให้กับหน่วยกองทัพบกในพื้นที่ เพื่อดำเนินการสอบสวนต่อ โดยข้อมูลจากมือถือถือเป็นหลักฐานสำคัญที่มีคุณค่าทางยุทธวิธีและข่าวกรอง ไม่เพียงแต่ช่วยให้เข้าใจลักษณะการแต่งตั้งและการฝึกใช้ทุ่นระเบิด แต่ยังบ่งบอกถึงความพยายามในการแฝงสิ่งอันตรายไว้ในพื้นที่สำคัญ

แนวทางการรับมือและความสำคัญของหลักฐาน

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความไว-ไหวพริบของเจ้าหน้าที่ นปท. ที่สามารถตัดสินใจตรวจสอบและปกป้องข้อมูลสำคัญได้อย่างทันท่วงที การทำงานในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น พื้นที่ชายแดน เสริมความจำเป็นของการปฏิบัติตามมาตรการความมั่นคงอย่างเข้มงวด

นอกจากนี้ การมีหลักฐานในรูปของภาพและวิดีโอจากโทรศัพท์ยังเป็นการสร้างเส้นทางหลักฐานที่เชื่อถือได้ ทั้งในด้านเทคนิคและเวลา ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการตัดสินใจตอบโต้ภัยคุกคาม

ทั้งนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นยังสะท้อนถึงปัญหาระยะยาวเกี่ยวกับการปนเปื้อนของอาวุธรบและทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดนที่ยังค้างคาอยู่จากรอบสงครามในอดีต โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษและอรัญประเทศ ซึ่งยังคงต้องดำเนินภารกิจเก็บกู้อย่างต่อเนื่อง

หากคุณกำลังมองหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคืบหน้าของคดีหรือความเคลื่อนไหวในแนวชายแดน ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะเรื่องราวเหล่านี้ส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศโดยตรง

ที่มา – ‘ทหารเรือ’เจอมือถือปริศนา‘ทหารเขมร’อัดคลิปวางทุ่นระเบิด PMN-2

บีทีเอสพร้อมรับจ้างเดินรถสายสีเขียวต่อขยายบางหว้า-ตลิ่งชัน

ตามรายงานข่าวล่าสุด สำนักการจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร จัดประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเกี่ยวกับโครงการต่อขยาย สายสีเขียวบางหว้า-ตลิ่งชัน ระยะทาง 7.5 กิโลเมตร โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาระบบขนส่งมวลชนที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ซึ่งโครงการดังกล่าวได้รับความสนใจจาก บีทีเอส ที่พร้อมรับจ้างเดินรถในเส้นทางแห่งนี้ ท่ามกลางตัวเลือกที่หลากหลายในการดำเนินโครงการในอนาคต

บีทีเอสพร้อมรับจ้างเดินรถสายสีเขียวต่อขยายบางหว้า-ตลิ่งชัน

ในปัจจุบัน โครงการรถไฟฟ้าต่อขยาย สายสีเขียวช่วงบางหว้า-ตลิ่งชัน อยู่ระหว่างการทบทวนข้อมูลเดิมที่ได้ศึกษาตั้งแต่ปี 2559 โดยนายกษิดิ วิชิตอักษรพงศ์ ผู้จัดการโครงการ เปิดเผยว่า สภาพพื้นที่มีการเปลี่ยนแปลงจากปีที่ผ่านมา ทั้งทางด้านโครงสร้างถนน ความหนาแน่นของประชากร และต้นทุนในการก่อสร้าง ทำให้ต้องทบทวนข้อมูลการลงทุนใหม่ทั้งหมด

รูปแบบการลงทุนแบบ PPP

ในปัจจุบันแบบโครงการระบุวงเงินลงทุนรวมประมาณ 34,000 ล้านบาท โดยแบ่งออกเป็น ค่าก่อสร้างระบบโยธา 14,804 ล้านบาท และค่าดำเนินงานบำรุงรักษา 19,133 ล้านบาท หากดำเนินงานด้วยงบประมาณของภาครัฐเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอในการลงทุน จึงมีแนวคิดใช้รูปแบบ Public-Private Partnership (PPP) หรือการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐกับเอกชนในการดำเนินการต่อ

อย่างไรก็ตาม ตัวเลือกอื่นที่ได้รับการพิจารณาคือ การจ้างเดินรถ ซึ่ง บีทีเอส ให้ความสนใจมากกว่า โดยมีการตั้งหลักประกันว่าบริษัทมีความพร้อมในการบริหารการเดินรถในเส้นทางนี้ด้วยประสบการณ์เดิมในการเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียว

เส้นทางโครงการและสถานีที่จะสร้าง

โครงการมีจุดเริ่มต้นจากสถานีบางหว้า ตามแนวถนนราชพฤกษ์ ไปยังปลายทางที่ตลิ่งชัน ตลอดระยะทาง 7.5 กิโลเมตร แบ่งเป็น 6 สถานี ได้แก่ บางแวก, บางเชือกหนัง, บางพรม, อินทราวาส, บรมราชชนนี และตลิ่งชัน โดยใช้เวลาในการเดินทางไป-กลับ ประมาณ 30 นาที

อย่างไรก็ตาม ได้มีการเสนอข้อคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมประชุมถึงการปรับตำแหน่งสถานีตลิ่งชัน เนื่องจากมีระยะห่างจากสถานีตลิ่งชันของสายสีแดงประมาณ 1 กม. อาจส่งผลต่อความสะดวกในการเชื่อมต่อระหว่างสาย ส่งผลให้มีการพิจารณาทางเลือกเส้นทางเดิมที่เคยถูกตัดทิ้งไว้ด้วย

การพัฒนาสถานีเชื่อมต่อแบบพาณิชย์

ทีมข่าวรายงานว่ามีผู้เสนอแนะให้พัฒนาพื้นที่เชื่อมต่อระหว่าง สายสีเขียวและสายสีแดง ให้กลายเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ หรือทางจักรยาน เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทางของผู้ใช้บริการในอนาคต

จากผลสรุปเบื้องต้น แสดงให้เห็นว่า บีทีเอส สนใจดำเนินโครงการในรูปแบบการจ้างเดินรถ มากกว่าการร่วมทุนแบบ PPP และจะต้องมีการเจรจาอย่างใกล้ชิดกับ กทม. รวมถึงบริษัทในเครือ เพื่อกำหนดแนวทางที่เหมาะสมให้กับทั้งสองฝ่ายในระยะต่อไป

ในที่สุด ข้อคิดเห็นของประชาชน รวมถึงผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย ต่างให้ความสำคัญกับการสร้างการเชื่อมต่อที่สะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับการเติบโตของประชากรและเศรษฐกิจในเขตกรุงเทพมหานคร โดยในอนาคตโครงการนี้อาจเป็นโอกาสให้กรุงเทพฯ ได้เดินหน้าพัฒนาการคมนาคมขนส่งอย่างยั่งยืนยิ่งขึ้น

หากคุณเป็นผู้ติดตามการพัฒนาระบบขนส่งของกรุงเทพ อย่าลืมติดตามความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับโครงการ สายสีเขียวต่อขยายบางหว้า-ตลิ่งชัน ที่จะเปลี่ยนการเดินทางของคุณในอนาคตอย่างแน่นอน

ที่มา – “บีทีเอส” พร้อมรับจ้างเดินรถ “สายสีเขียว” ต่อขยาย “บางหว้า-ตลิ่งชัน” 7.5 กม.