ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

วงประชุมครม.เปรย ‘ทำสัปดาห์นี้ให้ดีที่สุด เพื่อจะได้มีสัปดาห์หน้า’

วงประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้แสดงความมุ่งมั่นในการทำงานอย่างเต็มที่ในช่วงสัปดาห์นี้ เพื่อให้สามารถดำเนินการที่สำคัญต่อไปได้ในสัปดาห์หน้า โดยเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ที่ผ่านมา มีการประชุมคณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี

วงประชุมครม.เปรย ‘ทำสัปดาห์นี้ให้ดีที่สุด เพื่อจะได้มีสัปดาห์หน้า’

การประชุมคราวนี้ใช้เวลานานกว่าปกติ เนื่องจากมีวาระเข้าสู่ที่ประชุมถึง 78 วาระ ซึ่งเกิดจากการที่สัปดาห์ก่อนหน้าไม่สามารถจัดการประชุมได้ เนื่องจากตรงกับวันหยุดประเพณีในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ทำให้งานที่ต้องประชุมถูกยกยอดมาพิจารณาในวันนี้แทน

บรรยากาศในห้องประชุมที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง

ในช่วงที่บรรยากาศเริ่มคลายตึงเครียด เหล่ารัฐมนตรีได้รวมตัวกันพูดคุยอย่างเป็นกันเอง ด้วยความเอื้ออาทรและความหวังดี โดยมีการพูดกันว่า “ทำสัปดาห์นี้ให้ดีที่สุด เพื่อจะได้มีสัปดาห์หน้า” ซึ่งเป็นคำพูดที่มีนัยสำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองและทางกฎหมายที่กำลังต้องเผชิญ

ประเด็นที่ถูกเอ่ยถึงมีความเกี่ยวข้องกับกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญไทยเตรียมวินิจฉัยคำร้องความเกี่ยวกับความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งเกี่ยวข้องกับคลิปเสียงการสนทนาทางโทรศัพท์ที่มีการเผยแพร่ออกมายังสาธารณะ

คลิปเสียงดังกล่าวเกิดจากการติดต่อระหว่าง น.ส.แพทองธาร กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชาระหว่างเดินทางไปเข้าร่วมประชุมทางการทูตในวันที่ 29 สิงหาคม ซึ่งหากศาลตัดสินว่าไม่ว่างจากการดำรงตำแหน่ง น.ส.แพทองธาร จะสามารถกลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไปได้ ทำให้การพูดถึง “ทำสัปดาห์นี้ให้ดีที่สุด เพื่อจะได้มีสัปดาห์หน้า” เป็นการบ่งบอกถึงความหวังว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะคลี่คลายในทางที่ดี

  • ประชุมครม. 78 วาระ
  • ยกยอดงานจากสัปดาห์ก่อนหน้า
  • บรรยากาศเป็นกันเอง
  • รัฐมนตรีมีความหวังในการดำเนินงาน

แม้การตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญจะต้องรอคอยอีกสั้นหนึ่ง แต่บรรยากาศภายในห้องประชุมแสดงให้เห็นถึงการเตรียมตัวและความยืดหยุ่นของคณะรัฐมนตรีที่พร้อมทำงานอย่างเต็มที่ภายในสัปดาห์นี้ คำพูด “ทำสัปดาห์นี้ให้ดีที่สุด เพื่อจะได้มีสัปดาห์หน้า” สะท้อนถึงจิตวิญญาณการทำงานอย่างรับผิดชอบ และความคาดหวังต่อสัปดาห์ใหม่ที่กำลังจะมาถึง

การเมืองไทยในช่วงนี้เต็มไปด้วยพลวัตและความไม่แน่นอน อย่างไรก็ตาม ข้อความและจิตใจของผู้บริหารระดับสูงยังคงมุ่งเน้นไปที่ประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ

หากคุณอยากรู้ข่าวสารความเคลื่อนไหวในการเมืองไทยต่อไป ติดตามเราได้ที่นี่ พร้อมสรุปเรื่องแยบยลแบบชัดเจน

ที่มา – วงประชุมครม.เปรย ‘ทำสัปดาห์นี้ให้ดีที่สุด เพื่อจะได้มีสัปดาห์หน้า’

ยูเอ็นเตือน “วิกฤติซูดานใต้” เสี่ยงขยายวงกว้างในภูมิภาค

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ว่า สำนักงานสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ได้ออกคำเตือนเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศซูดานใต้ ซึ่งกำลังเผชิญกับความวิกฤติทางการเมืองและมนุษยธรรมที่อาจลุกลามไปยังประเทศใกล้เคียงได้

ยูเอ็นเตือน “วิกฤติซูดานใต้” เสี่ยงขยายวงกว้างในภูมิภาค

ตามรายงานระบุว่า ปัจจุบันมีประชากรราว 7.7 ล้านคน จากจำนวนประชากรทั้งหมดประมาณ 12 ล้านคน ในซูดานใต้ที่ประสบปัญหาขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง ระหว่างเดือนเมษายนถึงกรกฎาคม

นอกจากนี้ ประชากรส่วนใหญ่ยังเผชิญกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง และผลกระทบจากรอบใหม่ของการขัดแย้งภายในประเทศ ซึ่งทำให้ชาวซูดานใต้ราว 83,000 คนอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้าย

สถานการณ์อาจแย่ลงได้อีก

นางมาร์ธา โจบี ผู้ช่วยเลขาธิการสหประชาชาติประจำแอฟริกา กล่าวต่อคณะมนตรีความมั่นคงของยูเอ็นว่า ท่าทีทางทหารและการดำเนินปฏิบัติการในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดความรุนแรงเพิ่มเติม และอาจทวีความรุนแรงในความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์

“หากวิกฤติซูดานใต้ยังไม่ได้รับการแก้ไข อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของรูปแบบความขัดแย้ง โดยจากการปะทะระดับชุมชนไปสู่การขัดแย้งที่ซับซ้อน และมีการแทรกแซงจากฝ่ายภายนอก รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน” โจบีกล่าวเสริม

สถานการณ์ปัจจุบันเป็นผลสะท้อนจากสงครามกลางเมืองระหว่างปี 2556 ถึง 2561 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 400,000 คน และผู้ลี้ภัยภายในประเทศกว่า 4 ล้านคน

  • ความท้าทายด้านมนุษยธรรม: การขาดแคลนอาหารและน้ำสะอาด
  • ความไร้เสถียรภาพทางการเมือง: ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายต่าง ๆ
  • ภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ: ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรรมและความเป็นอยู่

การกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือระหว่างประเทศและการสนับสนุนด้านมนุษยธรรมจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อลดความเสี่ยงของการขยายตัวของวิกฤตในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก

ความคิดเห็น: สถานการณ์ในซูดานใต้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาระหว่างประเทศที่ยากแก่การแก้ไข หากไม่มีการแทรกแซงจากนานาชาติและสันติภาพที่แท้จริง ประชาชนจะต้องเผชิญหน้ากับความยากจนและการสูญเสียโอกาสในการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ที่มา – ยูเอ็นเตือน “วิกฤติซูดานใต้” เสี่ยงขยายวงกว้างในภูมิภาค

BDI ผลักดัน TRAVEL LINK แพลตฟอร์มข้อมูลท่องเที่ยวอัจฉริยะ

สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) ภายใต้การดูแลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เดินหน้าผลักดันแพลตฟอร์ม TRAVEL LINK ซึ่งเป็นระบบที่รวบรวมข้อมูลการท่องเที่ยวจากหลายแหล่ง เพื่อวิเคราะห์และสร้างข้อมูลเชิงลึกที่สามารถนำไปวางแผนและพัฒนาธุรกิจท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

BDI ผลักดัน TRAVEL LINK แพลตฟอร์มข้อมูลท่องเที่ยวอัจฉริยะ

โครงการ TRAVEL LINK ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นทางเลือกใหม่สำหรับการใช้ข้อมูลในการบริหารงานด้านการท่องเที่ยว โดยมีการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “การใช้ประโยชน์จากข้อมูลด้านการท่องเที่ยวสำหรับผู้เริ่มต้น” ในพื้นที่ 3 จังหวัดหลัก ได้แก่ เชียงใหม่ ชลบุรี และอุดรธานี โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้ทุกภาคส่วนสามารถนำข้อมูลไปใช้ได้อย่างเหมาะสมและสมัยใหม่

เรียนรู้จริงกับข้อมูลจริง

กิจกรรมในแต่ละจังหวัดเน้นการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ผู้เข้าร่วมจะได้ฝึกใช้ข้อมูลจริงจาก TRAVEL LINK เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมนักท่องเที่ยว แนวโน้มตลาด และโอกาสทางธุรกิจที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ทั้งยังได้รับความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับการนำ AI มาใช้ในการสร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้นในทุกช่วงของ Customer Journey

นอกจากนี้ ยังมีการจัดอบรมแบบออนไลน์ (Online) เพื่อให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวงจรชีวิตของข้อมูล (Data Lifecycle) การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงกลยุทธ์ และแนวทางการปกป้องข้อมูลเพื่อความปลอดภัยสูงสุดในเชิงธุรกิจการท่องเที่ยว

  • เรียนรู้การใช้ AI เพื่อพัฒนาประสบการณ์ลูกค้า
  • วิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าและแนวโน้มตลาด
  • นำข้อมูลไปใช้ในการวางแผนและพัฒนานโยบายการท่องเที่ยว

ดร.อัญชลิสา แต้ตระกูล (รักษาการ) ผู้อำนวยการโครงการ TRAVEL LINK กล่าวว่า “แพลตฟอร์ม TRAVEL LINK ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบตัวขับและยั่งยืนของการท่องเที่ยวไทย โดยการเปิดโอกาสให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงข้อมูลที่มีคุณภาพและเชื่อถือได้ เผื่อใช้ประโยชน์ในการวางแผน และปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจได้อย่างแม่นยำ”

therightdata –  

สรุป : การพัฒนาต่อยอดข้อมูลเพื่อสร้างประสบการณ์และโอกาสในการเติบโตให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยนั้น ถือเป็นปัจจัยสำคัญในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล การใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มอย่าง TRAVEL LINK จะช่วยยกระดับการแข่งขันของผู้ประกอบการในประเทศ และขับเคลื่อนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของภาคการท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างยั่งยืนตามเป้าหมาย

ใครสนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและทดลองใช้ TRAVEL LINK ได้ที่ www.travellink.go.th หรือติดตามข่าวสารได้ผ่านเพจ Facebook: Travel Link

ที่มา – BDI เดินหน้าผลักดัน “TRAVEL LINK” แพลตฟอร์มข้อมูลท่องเที่ยวอัจฉริยะ

‘อนุทิน’ มอง ‘DSI’ ลงพื้นที่บุรีรัมย์ ดูเขากระโดง เป็นการเมืองแทรกแซง

ล่าสุด เมื่อเวลา 14.10 น. วันที่ 19 สิงหาคม 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้กล่าวถึงกรณีที่ DSI หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ เตรียมเดินทางไปยังพื้นที่เขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ ในช่วงวันที่ 19-22 สิงหาคมนี้ เพื่อดูความเหมาะสมว่าจะรับคดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษหรือไม่ โดยนายอนุทินระบุว่าตนเองไม่ทราบรายละเอียดอย่างชัดเจน และเพิ่มเติมว่าตนเองไม่เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมมาก่อน

‘อนุทิน’ มอง ‘DSI’ ลงพื้นที่บุรีรัมย์ เป็นการเมืองแทรกแซง

เมื่อถูกถามว่าการกระทำของ DSI ในครั้งนี้อาจจะถูกมองว่าเป็นการแทรกแซงทางการเมืองเช่นเดียวกับคดีอีฮั้ว ส.ว. นายอนุทินกล่าวว่า ในความเป็นจริงแล้วเรื่องการเมืองนั้นแทรกแซงกันมานาน แต่สิ่งสำคัญคือ “ต้องไม่ทำผิดกฎหมาย” หากใครมั่นใจว่าตนเองไม่ได้กระทำผิด กฎหมายก็จะเป็นผู้คุ้มครอง

DSI ไปเพื่อสืบสวน ไม่ใช่เพื่อสร้างความตื่นตระหนก

อีกประเด็นหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือการที่ DSI ลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ พุ่งเป้าไปยังเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัด ซึ่งบางคนมองว่าเป็นรูปแบบของการกดดัน ต่อประเด็นนี้ นายอนุทินกล่าวว่าไม่เห็นว่าจะมีปัญหาใด เพราะเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดบุรีรัมย์นั้น หลายรุ่นหลายชุดเสมอ และทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ

ทั้งนี้ ท่านยืนยันว่าผู้หลักผู้ใหญ่ในจังหวัดบุรีรัมย์มีความน่าเคารพนับถือ เป็นผู้ที่สร้างคุณประโยชน์มากมายให้แก่พื้นที่ และหากมีใครเดินทางไปปรึกษาหารือหรือให้เกียรติ ก็เป็นเรื่องปกติที่ไม่น่าตกใจแต่อย่างใด

ท่านกล่าวต่อว่า การที่จะไปบีบข้าราชการที่กำลังทำงานนั้น เท่ากับเป็นการบีบประชาชนโดยอ้อม เพราะถ้าข้าราชการทำงานไม่ได้ ประชาชนก็จะไม่ได้รับบริการ อย่างไรก็ตาม ท่านเน้นว่า ถ้าใครไม่ได้ทำผิด ไม่มีสิ่งใดที่ต้องกลัว เพราะกฎหมายจะอยู่เคียงข้างเสมอ

  • DSI ไปตรวจสอบคดีที่เขากระโดง
  • การเมืองแทรกแซงในหลายกรณี
  • ข้าราชการต้องไม่กลัวหากไม่ผิด
  • ประชาชนได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอน

ดังนั้น ประชาชนส่วนใหญ่ควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และการที่กรมสอบสวนคดีพิเศษจะลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ถือเป็นกิจกรรมที่ต้องดูบริบทและเจตนาอย่างรอบคอบ

ในที่สุด ท่านอนุทินยังคงยืนยันว่าทุกอย่างควรดำเนินไปตามกฎหมาย หากใครไม่มีเจตนาผิด ไม่มีสิ่งใดที่ต้องวิตกกังวล เพียงแค่ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ธรรมธรรม และโปร่งใส

หากต้องการติดตามข่าวการเมืองอย่างใกล้ชิด ต้องติดตามข่าวของเราอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – ‘อนุทิน’ มอง ‘DSI’ลงพื้นที่บุรีรัมย์ดูเขากระโดง เป็นการเมืองแทรกแซง

บีโอไอ จัดงานใหญ่ดึงนักลงทุนสิงคโปร์ 200 คนเยือนไทย

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ร่วมกับสภาธุรกิจสิงคโปร์ (SBF) จัดงาน บีโอไอ จัดงานใหญ่ดึงนักลงทุนสิงคโปร์ 200 คนเยือนไทย เพื่อแสดงศักยภาพของประเทศไทยในการรองรับการลงทุนด้านไฮเทค โดยเป็นครั้งแรกที่จัดงาน Singapore Regional Business Forum ครั้งที่ 9 ณ กรุงเทพฯ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและสิงคโปร์

บีโอไอ จัดงานใหญ่ดึงนักลงทุนสิงคโปร์ 200 คนเยือนไทย

ภายในงานมีผู้เข้าร่วมกว่า 450 คน จาก 25 ประเทศทั่วโลก โดยมีนักธุรกิจชั้นนำและภาครัฐจากสิงคโปร์พร้อมผู้แทนจากไทย เข้าร่วมอย่างคับคั่ง แสดงถึงความสนใจอย่างมากต่อโอกาสการลงทุนในไทยที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมขั้นสูง เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ และดิจิทัล

ศักยภาพไทยรองรับอุตสาหกรรมไฮเทค

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซัพพลายเชน และตลาดขนาดใหญ่ พร้อมมาตรการส่งเสริมที่เอื้อต่อการลงทุน ทั้งในส่วนของพลังงานสะอาด และระบบโลจิสติกส์ที่ทันสมัย ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการเติบโตของเศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล

  • อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า
  • แบตเตอรี่และเซมิคอนดักเตอร์
  • ธุรกิจดิจิทัล
  • เทคโนโลยีชีวภาพและพลังงานสะอาด

นอกจากนี้ ยังมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างบีโอไอ กับสภาธุรกิจสิงคโปร์ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในภาคเศรษฐกิจเป้าหมาย เพื่อเชื่อมโยงโอกาสทางการลงทุนและผลักดันการเติบโตอย่างยั่งยืน

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีการคลัง กล่าวเปิดงานว่า ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นของไทย-สิงคโปร์นั้น เป็นรากฐานสำคัญที่ผสมผสานการค้า การลงทุน ตลอดจนอุตสาหกรรมด้านดิจิทัลและพลังงานสะอาด ซึ่งสิงคโปร์ยังคงเป็นนักลงทุนอันดับหนึ่งของไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

การร่วมมือดังกล่าวไม่เพียงเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทั้งสองประเทศสามารถผลักดันนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการเติบโตในอนาคต

การจัดงานครั้งนี้ทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของไทยที่มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมไฮเทคในภูมิภาค ภายใต้การสนับสนุนจากบีโอไอ ที่เปิดรับนวัตกรรมใหม่ๆ และพร้อมสร้างโอกาสให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

หากคุณเป็นนักลงทุนหรือผู้ประกอบการที่มองหาโอกาสใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บีโอไอ จัดงานใหญ่ดึงนักลงทุนสิงคโปร์ 200 คนเยือนไทย นี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสที่คุณตามหา

ที่มา – “บีโอไอ” จัดงานใหญ่ ดึงนักลงทุนสิงคโปร์ 200 คน ยกทัพเยือนไทย โชว์ศักยภาพไทยรับทุนไฮเทค

รวบหัวหน้าแก๊งยา ‘โบ้ หัวหมู่ M16’ ค่าหัว 1.5 ล้าน

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจจากหลายหน่วยงานร่วมมือกัน จับกุมตัว “นายสมชาย หรือโบ้ รุ่งรักษา” อายุ 33 ปี ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลหลายพื้นที่ เกี่ยวกับความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด โดยมีค่าหัวอยู่ที่ 1.5 ล้านบาท เนื่องจากเขาเป็นหัวหน้าแก๊งยาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และภาคตะวันออก

รวบหัวหน้าแก๊งยา ‘โบ้ หัวหมู่ M16’ ค่าหัว 1.5 ล้าน

การจับกุมในครั้งนี้มีเจ้าหน้าที่จาก กก.สส.บก.น.3 และ สน.ร่มเกล้า นำทีมโดย พ.ต.อ.กฤษ ก้อมน้อย, พ.ต.อ.ณัชพิสิษฐ์ เสียงหวาน และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนร่วมกันดำเนินการ จนสามารถจับกุมตัว หัวหน้าแก๊งยา ‘โบ้ หัวหมู่ M16’ ได้สำเร็จที่ซอยปันสุข ต.หินเหล็กไฟ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

ประวัติความเป็นมาของคดี

สำหรับคดีในครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่เดือนมิถุนายนปี 2567 เมื่อ พล.ต.ต.สามารถ พรหมชาติ ผบก.น.6 เปิดเผยว่าได้จับกุมตัวนายวัฒนา พร้อมของกลางยาบ้ากว่า 10 ล้านเม็ด และเคตามีนกว่า 60 กิโลกรัมจากย่านบางบ่อ จ.สมุทรปราการ จากการขยายผลการสืบสวน พบว่าแหล่งการจัดหาของกลางมายังพื้นที่ดังกล่าวมาจากซอยอ่อนนุช 86 กรุงเทพฯ

ต่อมาก็มีการจับกุมตัวนายชลดรงค์ หรือวี่ อายุ 27 ปี โดย นายสมชายเป็นผู้ให้คำสั่งในการลำเลียงยาบ้าจำนวนมาก ไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ก่อนหน้านี้ ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่มีความเคลื่อนไหว เลยสามารถจับกุมได้ พร้อมของกลาง รวมทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ พร้อมของมูลค่ากว่า 4 ล้านบาท แต่หัวหน้าแก๊งยา ‘โบ้ หัวหมู่ M16’ หลบหนีไปได้ในครั้งนั้น

จนกระทั่ง พล.ต.ต.เกียรติกุล สนธิเณร ผบก.น.3 สั่งการให้ กก.สส.บก.น.3 สืบสวนจนทราบว่า นายสมชายเดินทางไปตั้งหลักแหล่งอยู่ในประเทศเมียนมา และเมื่อสถานการณ์ภายในไทยเริ่มตึงเครียดจากการรณรงค์ยาเสพติดแบบรุนแรง ผู้ต้องหาจึงกลับมารายงานตัว และเตรียมเปิดตลาดในภาคใต้ พร้อมกับเช่าบ้านหรูระดับพูลวิลล่าในหัวหินเพื่อใช้เป็นแนวรับและสำนักงาน

ในวันเกิดเหตุที่หัวหิน เจ้าหน้าที่ได้รับรายงานว่ามีการเคลื่อนไหวของกลุ่มค้ายาเสพติดในพื้นที่ จึงนำทีมล้อมจับ และสามารถจับกุมหัวหน้าแก๊งยา ‘โบ้ หัวหมู่ M16’ ได้สำเร็จภายในเวลาประมาณ 17.00 น.

การสารภาพของผู้ต้องหา

จากการสอบสวน นายสมชาย หรือ โบ้ ได้รับสารภาพว่าเคยต้องคดีเกี่ยวกับยาเสพติด, อาวุธปืน และสังหาร มามากกว่า 9 ครั้ง ตั้งแต่อายุเพียง 15 ปี และเคยใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 ในการกระทำผิด จึงมีฉายา “หัวหมู่ M16” เจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวไปยังสำนักงาน ปปส. เพื่อดำเนินคดีในข้อหาต่าง ๆ อย่างเข้มงวด

กรณีนี้แสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้กระทำผิดที่มีอิทธิพล และเป็นแรงผลักสำคัญที่เพิ่มภาระให้เจ้าหน้าที่อย่างหนัก แต่ก็ยังสามารถแสดงให้เห็นถึงความพร้อมและประสิทธิภาพในการทำงานของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย

หากใครพบเบาะแสเกี่ยวกับหัวหน้าแก๊งยา ‘โบ้ หัวหมู่ M16’ หรือกลุ่มคนร้ายอื่น ๆ ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เพราะการเบาใจของทุกคนคือหน้าที่ของตำรวจ

ที่มา – รวบหัวหน้าแก๊งยา ‘โบ้ หัวหมู่ M16’ ค่าหัว 1.5 ล้าน ก่อคดีโชกโชน ‘ฆ่า-ยา-ปืน’

เปิดเหตุผล แต่งตั้ง ‘อุดมพร’ จากรองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สู่ ‘ผอ.สำนักพุทธฯคนที่ 12’

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติแต่งตั้ง นางอุดมพร เอกเอี่ยม รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เข้ารับตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) คนที่ 12 แทนนายอินทพร จั่นเอี่ยม ซึ่งจะครบเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2568

เปิดเหตุผล แต่งตั้ง ‘อุดมพร’ จากรองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สู่ ‘ผอ.สำนักพุทธฯคนที่ 12’

การแต่งตั้งในครั้งนี้มีความจำเป็นที่จะต้องสรรหาบุคคลภายนอกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เนื่องจากคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ได้มีมติเห็นชอบให้ปรับระดับตำแหน่ง ผอ.พศ. เป็นตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการที่มีฐานะเทียบเท่าปลัดกระทรวง (ระดับ 11) และตำแหน่งรองผู้อำนวยการเป็นระดับรองปลัดกระทรวง (ระดับ 10) เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2568

การปรับระดับดังกล่าว ส่งผลให้บุคลากรภายในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติยังไม่สามารถขึ้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการได้ เนื่องจากผู้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการในปัจจุบันยังเป็นข้าราชการระดับ 9 จึงยังไม่ตรงตามคุณสมบัติของระดับ 11 ที่ ก.พ. กำหนดไว้

ประวัติความเป็นมาของนางอุดมพร เอกเอี่ยม

นางอุดมพร เอกเอี่ยม เกิดในปี 2512 เป็นบัณฑิตสาขาบัญชีจากมหาวิทยาลัยศรีปทุม และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ (การจัดการองค์กร) จากมหาวิทยาลัยศรีปทุมเช่นกัน

  • ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (2559)
  • ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง (2557)
  • ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ตั้งแต่ปี 2560

จากความเชี่ยวชาญในการบริหารงานราชการ นางอุดมพร ถือเป็นผู้มีความเหมาะสมอย่างยิ่งในการรับตำแหน่งสำคัญระดับสูง แม้จะเป็นตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ คนที่ 12 ก็ตาม

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการบริหารงานพระพุทธศาสนาอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส เป็นการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน

น่าสนใจไม่น้อย ที่การสรรหาบุคลากรในครั้งนี้ไม่ได้เลือกจากภายในองค์กร แต่เป็นบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือและประสบการณ์จากสำนักงานอื่น ซึ่งสะท้อนถึงนโยบายของ ก.พ. ในการเลื่อนขั้นตำแหน่งให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และเป็นประโยชน์ต่อการบริหารงานราชการในระยะยาว

ทั้งนี้ การแต่งตั้งเปิดเหตุผล แต่งตั้ง ‘อุดมพร’ จากรองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สู่ ‘ผอ.สำนักพุทธฯคนที่ 12’ นี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการพุทธadministration ของประเทศไทย ซึ่งเราต้องรอดูไปว่าภายใต้การนำของนางอุดมพร จะสามารถพัฒนาองค์กรให้ก้าวไกลและทันสมัยยิ่งขึ้นได้เพียงใด

หากคุณเป็นผู้ที่สนใจเรื่องการบริหารงานราชการหรือพุทธศาสนadministration ข่าวคราวในครั้งนี้ถือเป็นหัวข้อที่น่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง

ที่มา – เปิดเหตุผล แต่งตั้ง ‘อุดมพร’ จากรองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สู่ ‘ผอ.สำนักพุทธฯคนที่ 12’

รมช.กลาโหม เปิดเผยว่านายกฯ มาเลเซียขอเพิ่มจนท.สังเกตการณ์ ไทยยืนยันยึดจำนวนเดิม

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รองรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ในฐานะรักษาราชการแทนรัฐมนตรีฯ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กรณีที่กัมพูชามีปฏิกิริยาไม่พอใจต่อการนำคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวอาเซียน (ไอโอที) ลงพื้นที่บริเวณช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี โดยไม่แจ้งให้ก่อนหน้า

รมช.กลาโหม เปิดเผยว่านายกฯ มาเลเซียขอเพิ่มจนท.สังเกตการณ์ ไทยยืนยันยึดจำนวนเดิม

พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ความตั้งใจของไทยคือการสร้างกลไกความร่วมมือร่วมตรวจสอบความโปร่งใสกับกัมพูชา มีการตกลงในระดับคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ว่าจะนำไอโอทีลงไปพื้นที่ และจะมีการประชุมต่อในคณะกรรมการชายแดนภูมิภาค (อาร์บีซี) เพื่อกำหนดรายละเอียดอย่างชัดเจน 13 ข้อ

แม้ว่าทหารกัมพูชาจะมีการแสดงออกในการต่อต้าน แต่ไทยมองว่าเป็นเรื่องสามารถแก้ไขผ่านการพูดคุยเจรจา เพราะในระดับนโยบายถือว่ามีความจริงใจกัน

การพูดคุยกับนายกฯ มาเลเซีย

พล.อ.ณัฐพล เปิดเผยว่า ได้มีการประชุมร่วมกับรายงานข่าวว่า พล.อ.ณัฐพล ได้ร่วมประชุมกับ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมหาดไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย และรัฐมนตรีต่างประเทศ นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ พร้อมทั้งต่อสายไปคุยกับนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย

ในการติดต่อครั้งนี้ นายกฯ มาเลเซียได้ขอเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ในคณะไอโอที เนื่องจากปัจจุบันอัตรากำลังคนในสำนักงานไม่เพียงพอต่อการทำงาน

อย่างไรก็ตาม ไทยยืนยันว่าจะยึดจำนวนเจ้าหน้าที่เดิม และเสนอให้ใช้เจ้าหน้าที่จากสถานทูตเป็นทางเลือกแทน

การเตรียมการรับมือกับสถานการณ์แนวรบ

ขณะที่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดสระแก้วเริ่มมีการแสดงออก รวมถึงมีข่าวลือว่าอาจเกิดการพังรั้วลวดหนามในอนาคต พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ความตั้งใจของไทยคือใช้กลไกเดิม คือ อาร์บีซี และไอโอที หากมีปัญหาจะเปลี่ยนไปใช้ทีมเอโอที (AOT)

สำหรับเครื่องกีดขวางที่วางไว้ในพื้นที่ภาคที่ 2 นั้น ไม่ใช่รั้วถาวรแต่เป็นแนวป้องกันเพื่อไม่ให้กัมพูชาฝ่าเข้ามาปล่อยทุ่นระเบิด

งบประมาณและการจัดการทรัพยากร

เมื่อถามเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการสร้างรั้วถาวร พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่าในระดับนโยบาย งบประมาณมีจำกัด และต้องจัดลำดับความสำคัญ เพราะหากจะสร้างรั้วเพื่อป้องกันชายแดนไทย-กัมพูชา ต้องมีการประเมินว่าจะทำโดยให้ความคุ้มค่าสูงสุดแก่ประเทศ

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังได้ให้ความร่วมมือในการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนยุทโธปกรณ์จำเป็น โดยได้รับงบประมาณจากโครงการเดิม

การบริหารจัดการในช่วงเวลาแห่งความตึงเครียดครั้งนี้ถือเป็นความท้าทายทั้งในแง่ภูมิรัฐศาสตร์ การเมือง และงบประมาณ

บทสรุปและการเดินหน้าร่วมกัน

ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยังคงมีความมุ่งมั่นในการใช้ทางการทูตและกลไกอาเซียนเพื่อความสงบสุข และแนวทางที่มองไกลของรัฐบาลคือการนำเอากลไกต่างๆ มาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่เพียงแต่การตอบโต้ด้วยความรุนแรง

เราเชื่อถือกลไกอาเซียน และย้ำเตือนว่า ทุกฝ่ายต้องมีความอดทน แสดงความจริงใจ และหาทางออกด้วยการพูดคุยเพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย

หากคุณชื่นชอบข่าวสารการเมืองและประเด็นความมั่นคงในอาเซียน ติดตามข่าวของเราต่อได้ที่เพจหลักของเรา

ที่มา – รมช.กลาโหม เผย ‘อันวาร์’ ต่อสายขอเพิ่มจนท.สังเกตการณ์ ด้านไทยปฏิเสธยึดจำนวนเดิม

ครม.อนุมัติโอนสิทธิแปลงสำรวจ G1/61 ในอ่าวไทย ให้ ปตท.สผ. เอนเนอร์ยี่

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2567 นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติให้บริษัท เอ็มพี จี2 (ประเทศไทย) จำกัด โอนสิทธิประโยชน์และพันธะที่บริษัทถืออยู่ในสัดส่วน 40% ใน สัญญาแบ่งปันผลผลิตเลขที่ 1/2562/1 แปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทย หมายเลข G1/61 ให้แก่บริษัท ปตท.สผ. เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ ซึ่งเป็นการพัฒนาการจัดการทรัพยากรปิโตรเลียมในพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงของประเทศไทย

ครม.อนุมัติโอนสิทธิ แปลงสำรวจ G1/61 ในอ่าวไทย ให้แก่ ปตท.สผ. เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์

หลังจากการประชุมครม. ที่มีมติเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา ในการประกาศให้บริษัท ปตท.สผ. เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด และบริษัท เอ็มพี จี2 (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับสิทธิ์ในการลงนามเป็นผู้ถือสัญญาแบ่งปันผลผลิตใน แปลงสำรวจ G1/61 ซึ่งในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562 ได้มีการลงนามสัญญาแบ่งปันผลผลิตเลขที่ 1/2562/1 เพื่อให้ทั้งสองบริษัทสามารถสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในพื้นที่ได้ โดยปตท.สผ. เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์เป็นผู้ถือหุ้น 60% และดำเนินงาน ส่วนอีก 40% เป็นของเอ็มพี จี2 (ประเทศไทย)

ขั้นตอนการโอนสิทธิที่ถูกต้องตามกฎหมาย

ภายหลังจากที่บริษัท เอ็มพี จี2 (ประเทศไทย) ได้แจ้งความประสงค์ขอโอนสิทธิแปลงสำรวจ G1/61 ในสัดส่วน 40% แก่บริษัท ปตท.สผ. เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด คณะกรรมการปิโตรเลียมในการประชุมครั้งที่ 8/2567/625 เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2567 ได้พิจารณาและเห็นว่าบริษัท ปตท.สผ. เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด มีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมายและสามารถรับโอนสิทธิได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย มาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

การดำเนินการดังกล่าวหมายถึง การให้สัมปทานพื้นที่ G1/61 อยู่ภายใต้การบริหารงานของปตท.สผ. เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์ เพียงรายเดียว ซึ่งจะทำให้การดำเนินงานมีความคล่องตัว สามารถตัดสินใจและพัฒนาทรัพยากรได้อย่างรวดเร็ว การพัฒนานี้ไม่เพียงแต่ส่งเสริมประสิทธิภาพในการผลิตน้ำมัน แต่ยังทำให้สามารถตอบสนองความต้องการเชื้อเพลิงในประเทศได้อย่างทันท่วงที

  • เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานด้านพลังงานของรัฐ
  • ลดความซับซ้อนในการบริหารจัดการทรัพยากร
  • ส่งเสริมให้การผลิตปิโตรเลียมมีความยั่งยืน

ยิ่งไปกว่านั้น การโอนสิทธินี้ไม่มีผลกระทบต่อค่าภาคหลวงและภาษีเงินได้ที่ภาครัฐได้รับจากโครงการดังกล่าว สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและเป็นธรรมที่ระดับนโยบายของรัฐต่อการจัดการทรัพยากรปิโตรเลียม

การที่ครม.อนุมัติโอนสิทธิ แปลงสำรวจ G1/61 ในอ่าวไทย ให้แก่ บริษัท ปตท.สผ. เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยเสริมความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ พร้อมกับสนับสนุนการเติบโตของบริษัทพลังงานเอกชนให้สามารถมีบทบาทมากขึ้นในอนาคต

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมได้ที่: www.dailynews.co.th/news

ที่มา – ครม.อนุมัติโอนสิทธิ แปลงสำรวจ G1/61 ในอ่าวไทย ให้แก่ ปตท.สผ. เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์

เปิดภาพ ‘เชง เสร็ยร็วต’ ถูกส่งตัวรักษาฉุกเฉิน

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568 โลกโซเชียลมีเดียและวงการออนไลน์ถูกสะเทือนหลังมีรายงานข่าวจากสำนักข่าว KBN News เกี่ยวกับกรณีของเชง เสร็ยร็วต หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ Love Riya นักรบนิรนามแห่งสยามเมืองยิ้ม ที่ถูกตัดสินจำคุกในประเทศกัมพูชาและปัจจุบันถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลกลางจังหวัดกันดาลเพราะอาการเจ็บป่วยฉุกเฉิน

เปิดภาพ ‘เชง เสร็ยร็วต’ ถูกส่งตัวรักษาฉุกเฉิน

จากข่าวที่เผยแพร่ เชง เสร็ยร็วต หรือ Love Riya ถูกพบว่ามีอาการปวดท้องรุนแรงจนเดินไม่ได้ภายในเรือนจำจังหวัดกันดาล ซึ่งเป็นเรือนจำสำหรับผู้ต้องขังข้ามชาติ หลังจากมีอาการหนัก เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจอนุญาตให้นำตัวออกจากเรือนจำเพื่อให้การรักษาทางการแพทย์ทันทีที่โรงพยาบาลท้องถิ่น

ปรากฏการณ์ที่สะท้อนจรรยาบรรณ

ในภาพเหตุการณ์ที่ถูกเผยแพร่ให้เห็น จึงปรากฏภาพเจ้าหน้าที่หญิงสามคนร่วมกันประคองและช่วยเหลือ เชง เสร็ยร็วต ซึ่งเป็นผู้ต้องขังในขณะนั้น นับเป็นภาพสะท้อนถึงความมีมนุษยธรรมและความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ในสถานศึกษาพิเศษแห่งหนึ่งที่ไม่ลืมจัดการดูแลสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ต้องขังอย่างเท่าเทียมและเหมาะสมในกรณีฉุกเฉินเช่นนี้

ภาพดังกล่าวมีการยืนยันว่าไม่มีการแต่งต่อใด ๆ และถือเป็นภาพจริงที่บันทึกไว้ในเวลาเกิดเหตุจริง นับเป็นรายงานที่สะท้อนให้เห็นถึงประเด็นความเป็นอยู่ที่ไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมายเท่านั้น แต่เป็นมุมมองของมนุษยธรรมและความเท่าเทียมในระบบ penitentiary ของประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

  • เหตุเกิดในเรือนจำจังหวัดกันดาล ประเทศกัมพูชา
  • ผู้ต้องขังมีอาการป่วยฉุกเฉินอย่างรุนแรง
  • ภาพเหตุการณ์ไม่มีการตัดต่อและยืนยันว่าเป็นภาพจริง

ในฐานะหนึ่งในบุคคลที่มีอิทธิพลในวงการออนไลน์ไทย เชง เสร็ยร็วต หรือ Love Riya ยังถูกจับตามองและเข้าใจในหลายแง่มุมไม่ว่าจะเป็นภาพลักษณ์ในฐานะ Influencer, ผู้ประกอบการ และปัจจุบันกลายมาเป็นผู้ต้องขังต่างประเทศ ทำให้ประเด็นนี้กลายเป็นเรื่องที่สร้างความสะเทือนใจในวงกว้างไม่ต่างจากกระแสข่าวด่วนในโลกโซเชียล

ไม่ว่าผลในอนาคตจะเป็นอย่างไร การเปิดเผยภาพครั้งนี้ถือเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ชุมชนออนไลน์ไทยเริ่มตั้งคำถามถึงความเท่าเทียมทางสิทธิของบุคคล ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใด และยิ่งเมื่ออยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมายต่างชาติ

จากกรณีนี้เราในฐานะสังคมควรหันมาให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรม และระบบการพิพากษาในหลายแง่มุมเพิ่มมากขึ้น การเฝ้าสังเกตแบบมีเหตุผลจะช่วยทำให้สังคมมีความโปร่งใสและยุติธรรมยิ่งขึ้น

ที่มา – เรื่องจริง! เปิดภาพ ‘เชง เสร็ยร็วต’ ผู้ต้องขังหญิงเขมรถูกส่งตัวรักษากะทันหัน