ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ดาว ลภัสรดา CEO รพ.มาสเตอร์พีช ทำบุญวันเกิด

วันคล้ายวันเกิดของ ดาว ลภัสรดา ผู้บริหารระดับแนวหน้าของวงการความงามในนาม CEO โรงพยาบาลมาสเตอร์พีช ถือโอกาสในการทำบุญอันมงคลเพื่อความสุขของตนเองและครอบครัว พร้อมเสริมบุญด้วยการปล่อยปลา ถวายสังฆทาน และเยือน ศูนย์คนตาบอดศรีสมาน เพื่อสานต่อรอยยิ้มให้กับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ

ดาว ลภัสรดา CEO รพ.มาสเตอร์พีช ทำบุญวันเกิด

กิจกรรมในวันเกิดของดาราและ CEO คนเก่งอย่าง ดาว-ลภัสรดา ถือเป็นภาพสะท้อนของความเมตตาและความเมตตาไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นการลงมือทำอย่างแท้จริง ภายใต้บรรยากาศที่อบอุ่นและเปี่ยมด้วยความรัก เธอควงคู่กับ คุณจุ๋ม-จิญรัช ภัทรวรนิชท์ และครอบครัว ร่วมกันทำบุญที่ วัดกู้ แล้วตามไปเยือนชุมชนที่ต้องการการช่วยเหลือ

ความภูมิใจจากบริษัทและพนักงาน

ไม่เพียงเท่านี้ ที่ โรงพยาบาลมาสเตอร์พีช สถานที่ที่ ดาว-ลภัสรดา เป็นผู้นำ มีการจัดเลี้ยงพนักงานอย่างอบอุ่นพร้อมเมนูอร่อยๆ เช่น ลูกชิ้นสูตรพิเศษและไอศกรีมจากใจพ่อครัว มีการเป่าเค้ก ถ่ายรูปหมู่ และขวัญใจพนักงานทุกฝ่ายที่มางาน

ในโลกโซเชียล ชาวเน็ตแห่คอมเมนต์อวยพรเจ้าบirthday girl ทั้งจากวงการบันเทิงและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ส่งผลให้ฟีดออนไลน์ของดาว-ลภัสรดาพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะยอดไลก์และแชร์บนแพลตฟอร์มต่างๆ

ดอกไม้ระดับพรีเมียม เค้กอร่อยๆ และลูกเล่นอากาศในการจัดงานที่บรรจงละเอียด เติมเต็มความอบอุ่นในใจทุกคน และยังแสดงให้เห็นถึงบุคลิกที่ “เก่ง สวย ใจดี” ตามที่ผู้คนยกให้เธอ

นี่คือบทพิสูจน์หนึ่งว่าความสำเร็จในชีวิต ไม่ใช่แค่เรื่องของตำแหน่งหรืออาชีพ แต่เป็นการถ่ายทอดความดีความชอบให้กับสังคม ซึ่งเป็นจรรยาบรรณและแนวคิดลึกซึ้งที่ ดาว ลภัสรดา CEO รพ.มาสเตอร์พีช ทำบุญวันเกิด นี้กำลังเผยให้เห็น

หากคุณกำลังมองหาแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า อาจลองเริ่มจากเรื่องเล็กๆ อย่างการใช้วันพิเศษเพื่อแจกเมตตาให้สังคมเช่นเดียวกับดาว ลภัสรดา ก็ได้

ที่มา – ดาว ลภัสนดา CEO รพ.มาสเตอร์พีช ทำบุญวันเกิด

ครม.ไฟเขียวเงินช่วยเหลือเกษตรกร 2568/69 แจกชาวนาไร่ละ 1,000 บาท

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้ดำเนินการตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ โดยมีมติยกเว้นการไม่ถือปฏิบัติตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2566 ซึ่งเคยห้ามหน่วยงานต่างๆ ให้เงินอุดหนุน ช่วยเหลือ หรือชดเชยเกษตรกรโดยตรงสำหรับสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าว

และล่าสุด ครม.ได้ไฟเขียวให้ดำเนินโครงการ “ครม.ไฟเขียวเงินช่วยเหลือเกษตรกร 2568/69 แจกชาวนาไร่ละ 1,000 บาท” ภายใต้โครงการสนับสนุนเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรังปี 2568 และโครงการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2568/69

ครม.ไฟเขียวเงินช่วยเหลือเกษตรกร 2568/69 แจกชาวนาไร่ละ 1,000 บาท

สำหรับงบประมาณที่ใช้ในโครงการทั้งสองดังกล่าวมีจำนวนรวมทั้งสิ้น 45,204 ล้านบาท ซึ่งจะได้รับการสนับสนุนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อใช้สำรองจ่ายการดำเนินงานตามโครงการ

โครงการที่ดำเนินตามมาตรการของ ครม.ไฟเขียวเงินช่วยเหลือเกษตรกร 2568/69

โครงการฯ นาปรัง ปี 2568 และโครงการฯ นาปี ปีการผลิต 2568/69 มีวัตถุประสงค์และวิธีการดำเนินงานในลักษณะเดียวกันกับโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2567/68 โดยทางกระทรวงเกษตรฯ จะมอบเงินช่วยเหลือให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวรายละ 1,000 บาท

  • ช่วยลดภาระต้นทุนการเพาะปลูก
  • เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของเกษตรกรไทย
  • ส่งเสริมการผลิตข้าวที่มีคุณภาพในระยะยาว
  • กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนเกษตรกรรม

สิ่งที่น่าสนใจจากมาตรการนี้คือ การกลับมาใช้แนวทางที่เน้นการช่วยเหลือโดยตรง ซึ่งถูกงดเว้นในปีก่อน ขณะที่เกษตรกรหลายรายเผชิญกับปัญหาต้นทุนสูง การขาดสภาพคล่อง และแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก เช่น ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำและการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ

ครม.ไฟเขียวเงินช่วยเหลือเกษตรกร 2568/69 แจกชาวนาไร่ละ 1,000 บาท ถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่อาจสร้างแรงหนุนสำคัญให้แก่เกษตรกรไทย ที่กำลังต้องเผชิญกับวิกฤตหลายด้าน อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของโครงการขึ้นอยู่กับการจัดสรรงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ และการติดตามประเมินผลอย่างเข้มงวด จนเกิดประโยชน์จริงถึงมือเกษตรกร

โครงการนี้มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจในระดับชาติ เพราะหากเกษตรกรได้รับการสนับสนุนที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยเพิ่มกำลังซื้อในพื้นที่ชนบท และขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวมได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – ครม.ไฟเขียวเงินช่วยเหลือเกษตรกร 2568/69 แจกชาวนาไร่ละ 1,000 บาท

เตือนหมูสหรัฐ คือระเบิดเวลาทำลายห่วงโซ่เกษตรกรไทย

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ประเด็นเกี่ยวกับการนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐอเมริกาเป็นหัวข้อใหญ่ที่กระทบวงกว้างของเกษตรกรไทยทั้งในด้านข้าวโพด เลี้ยงสัตว์ ข้าว และมันสำปะหลัง ก่อให้เกิดความกังวลอย่างมากว่าจะส่งผลต่อรายได้ของเกษตรกรไทยในห่วงโซ่อาหารสัตว์

เตือนหมูสหรัฐ คือระเบิดเวลาทำลายห่วงโซ่เกษตรกรไทย

ล่าสุด นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ออกมาเปิดเผยว่า การเปิดนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้เปรียบเสมือน “ระเบิดเวลา” สำหรับเกษตรกรชาวไทย เนื่องจากการเปิดประตูการค้าแบบนี้จะกระทบกับปริมาณความต้องการข้าวโพด ปลายข้าว รวมไปถึงมันสำปะหลังที่ใช้ในการผลิตอาหารสัตว์อย่างหนัก

หากเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูในไทยได้รับผลกระทบจากการเข้ามาของเนื้อหมูราคาถูก ซึ่งมีบริการการผลิตรถมากกว่า 6.3 ล้านตัน จะนำไปสู่ผลขาดทุนทางเศรษฐกิจที่กว้างขวาง ตัวอย่างเช่น ความต้องการใช้วัตถุดิบอย่างข้าวโพดจะลดลงราว 1.3 ล้านตัน ส่งผลให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดอาจขาดตลาดรองรับ รวมถึงผลกระทบต่อการผลิตปลายข้าวอีก 1.5 ล้านตัน และมันสำปะหลังถึง 1 ล้านตัน

ผลกระทบต่อตลาดและราคา

แม้กระแสข่าวจะบอกว่ามีการนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐอเมริกาแล้วในปีนี้ แต่นายพรศิลป์ยืนยันว่าที่จริงแล้วยังไม่มีข้อมูลว่ามีการสั่งซื้อจริง หากมีก็จะเป็นไปอย่างเป็นระบบภายใต้มาตรการที่กำหนด เช่น การนำเข้าในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงสิงหาคมเท่านั้น

ปัจจุบัน ความต้องการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในไทยมีทั้งปี 9.2 ล้านตัน แต่ประเทศไทยผลิตได้เพียง 4.8 ล้านตัน จึงจำเป็นต้องนำเข้าเพื่อเติมเต็ม อย่างไรก็ตาม ราคาข้าวโพดในประเทศแม้จะมีช่วงตกต่ำตามฤดูกาล แต่ก็ไม่เคยต่ำกว่า 8.50 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งสูงกว่าราคาตลาดโลกเสมอ

เพื่อลดผลกระทบจากราคาตกต่ำ และป้องกันไม่ให้เกษตรกรเสียเปรียบ นายพรศิลป์ได้เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอแนวทางรักษาเสถียรภาพ เช่น โครงการชดเชยดอกเบี้ยเก็บสต็อกข้าวโพด เพื่อช่วยให้ราคายังอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

นอกจากปัญหาราคาที่จะกระทบโดยตรงแล้ว ยังมีประเด็นด้านสุขภาพจากสารเร่งเนื้อแดง (Ractopamine) ที่ใช้ในเนื้อหมูจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีความเสี่ยงต่อสุขภาพคนไทย เนื่องจากมีความแตกต่างในวิถีการบริโภค โดยเฉพาะเนื้อและเครื่องในที่มีสารตกค้างสูง

สุดท้าย ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า เกษตรกรควรพิจารณาผลิตภัณฑ์ที่มีความชื้นต่ำเพื่อให้ได้ราคาที่ดีขึ้น และที่สำคัญคือควรมีการปรับตัวในโครงสร้างการเพาะปลูก เช่น การปลูกตามฤดูกาลที่เหมาะสม และการวางแผนเก็บเกี่ยวรายได้ให้ดีขึ้น

หากย้อนกลับไปในอดีต ความไม่แน่นอนด้านผลผลิตมักเป็นปัญหาใหญ่ ส่งผลให้เกษตรกรตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า การเปลี่ยนแปลงสนับสนุนจากภาครัฐจะต้องเร่งดำเนินการ หากไม่อยากให้ห่วงโซ่เกษตรกรในประเทศไทยถูกทำลายอย่างไม่สามารถกู้คืนได้

ไม่ว่าจะเป็นราคาหรือผลกระทบในระบบเศรษฐกิจระยะยาว การนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯ ถือเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองและต้องมีการหารืออย่างจริงจังกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะตัวเกษตรกรที่เป็นผู้รับผลกระทบโดยตรง

ที่มา – เตือนหมูสหรัฐ คือระเบิดเวลาทำลายห่วงโซ่เกษตรกรไทย ทั้งข้าวโพด-ข้าว-มันสำปะหลัง

ภราดร-น้องเฌอลีนชวนร่วมงานกอล์ฟสานสัมพันธ์ครอบครัว

“ซูเปอร์บอล” ภราดร ศรีชาพันธุ์ และ “น้องเฌอลีน” พันน์นรินทร์ ศรีชาพันธุ์ ได้จัดกิจกรรมสุดพิเศษสำหรับครอบครัวผ่านงาน กอล์ฟสานสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว Like Father, Like Son Golf Day 2025 by Cetilar ที่จัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 25 ตุลาคมนี้ ที่ชีจรรย์ กอล์ฟ รีสอร์ท จังหวัดชลบุรี

กิจกรรมนี้เปิดโอกาสให้พ่อแม่และลูกได้ร่วมมือกันลงสนามแข่งขันกอล์ฟในรูปแบบคู่พ่อลูก พร้อมทั้งสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นภายในครอบครัว ภายในงานมีกิจกรรมมากมาย เช่น ดินเนอร์บุฟเฟต์นานาชาติสุดหรู, Networking Party, พิธีมอบรางวัล, Lucky Draw มูลค่ารวมกว่า 50,000 บาท และมุมถ่ายภาพสำหรับเก็บภาพประทับใจของครอบครัวไว้ตลอดกาล

ภราดร-น้องเฌอลีนชวนร่วมงานกอล์ฟสานสัมพันธ์ครอบครัว

ผลงานของทัวร์นาเมนต์นี้จัดโดย บริษัท คิดไซด์โค้ง จำกัด โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมคุณค่าแห่งชีวิตอย่าง ความอดทน การวางแผน และวินัย โดยมีเหล่านักกีฬากอล์ฟมืออาชีพมาร่วมเป็นวิทยากรในกิจกรรม Golf Clinic เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับเด็ก ๆ อย่างใกล้ชิด

กิจกรรมกอล์ฟสำหรับครอบครัว

ได้รับการดูแลเฉพาะกับผู้เชี่ยวชาญด้านฟิตเนส จากทีมของ Cetilar ซึ่งนักกายภาพบำบัดด้านกีฬาจะมาร่วมสอนเคล็ดลับการเตรียมร่างกายก่อนการออกรอบกอล์ฟ สำหรับผู้ที่สมัครได้ 15 คู่แรกเท่านั้น

  • อบรมแบบเน้นประสบการณ์จริงกับโปรมืออาชีพ
  • ให้ความรู้กับเด็ก ๆ ผ่านกิจกรรม Golf Clinic
  • มีมุมถ่ายรูปสำหรับครอบครัว
  • ค่าสมัครเพียง 15,000 บาท/คู่ ได้รับทั้งกรีนฟี, แคดดี้, รถกอล์ฟ, เสื้อ และร่ม

กอล์ฟไม่ใช่แค่การเล่น แต่เป็นช่องทางในการเรียนรู้ชีวิตที่ดีใส่ใจรายละเอียด และส่งเสริมสัมพันธภาพในครอบครัวได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะเป็นเวทีที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ใจจริง

หากคุณกำลังมองหาโอกาสสุดพิเศษที่จะสร้างความทรงจำดี ๆ ให้ครอบครัว งาน กอล์ฟสานสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว Like Father, Like Son Golf Day 2025 by Cetilar คือคำตอบที่คุณต้องไม่พลาด อย่ารอช้า สมัครได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 10 ตุลาคม 2568 เท่านั้น

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่:
Facebook : Like Father, Like Son Golf Day 2025
หรือคลิกลิงก์: m.me/703900306148696
เบอร์โทร: 08-2581-5418 (คุณเม)

ที่มา – “ภราดร-น้องเฌอลีน” ชวนร่วมงานกอล์ฟสานสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว

เปิดประวัติพชร อนันตศิลป์ ปลัดดีอีสายบู๊คลัง

เปิดประวัติพชร อนันตศิลป์ ปลัดดีอีสายบู๊คลัง

ไม่กี่วันที่ผ่านมา ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง พชร อนันตศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กระทรวงการคลัง เข้ารับตำแหน่งใหม่ในฐานะ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) แทนนายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ที่เกษียณอายุราชการในเดือนกันยายนปี 2568 นี้

การย้ายตำแหน่งครั้งนี้ถือว่าเป็น “ข้ามห้วย” อย่างชัดเจนสำหรับ พชร อนันตศิลป์ ที่ผ่านมาทำงานในกระทรวงการคลังมาก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะในฐานะข้าราชการสายบู๊ที่มีชื่อเสียงโดดเด่นในวงการราชการ

เริ่มต้นจากข้าราชการระดับรากหญ้า

พชร อนันตศิลป์ เกิดเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2514 อายุปัจจุบัน 54 ปี เริ่มต้นเข้ารับราชการที่กองกำกับและพัฒนาระบบเงินนอกงบประมาณ กรมบัญชีกลาง ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางสายบู๊ระดับประจัญบานที่ทำให้เขาเติบโตเป็นหนึ่งในข้าราชการระดับสูงที่มีชื่อเสียงมากในระบบราชการไทย

ความสามารถและการทำงานอย่างมืออาชีพทำให้ พชร ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญหลายแห่ง เช่น อธิบดีกรมศุลกากร, กรมธนารักษ์ และกรมสรรพสามิต ก่อนจะได้เป็นผู้อำนวยการสำนักบริหารหนี้สาธารณะ และตอนนี้กลายเป็น เปิดประวัติพชร อนันตศิลป์ ที่ถูกส่งไปทำหน้าที่ใหม่ในฐานะปลัดดีอี

พัฒนาการทางวิชาการและการอบรมระดับนานาชาติ

นอกจากประสบการณ์ตรงจากภาคสนาม พชร อนันตศิลป์ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาตนเอง โดยผ่านการอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงจากสถาบันชั้นนำมากมาย ทั้งในและต่างประเทศ เช่น

  • หลักสูตร Super Series: Leadership & Effective Corporate Culture จาก Judge Business School, University of Cambridge
  • หลักสูตรวิทยาการการจัดการสำหรับนักบริหารระดับสูง (วบส.) จาก NIDA
  • หลักสูตรผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ (TEPCoT) จาก University of the Thai Chamber of Commerce

ความเชี่ยวชาญด้านการจัดการ รวมถึงแนวทางการบริหารแบบบริษัทมหาชนก็สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนจากการดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัทจดทะเบียน ในกลุ่มบริษัท PTT และธนาคารออมสิน ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญในการจัดการกองทุนและบอร์ด ที่ต้องการผู้บริหารที่สามารถบูรณาการนโยบายได้อย่างลึกซึ้งเป็นระบบ

สิ่งที่น่าจับตาจากปลัดดีอีใหม่

การแต่งตั้ง พชร อนันตศิลป์ เป็นปลัดดีอี ถือเป็นการส่งสัญญาณใหม่ของรัฐบาล โดยเฉพาะภารกิจใหญ่ที่กระทรวงดีอีต้องเผชิญ เช่น กรณีที่เกี่ยวข้องกับข่าวปลอมบนโลกดิจิทัล การโจมตีทางอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงกิจกรรมของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่กระทบต่อประชาชนทั่วไป ซึ่งล้วนมีผลต่อเสถียรภาพความมั่นคงเชิงเศรษฐกิจและสังคมโดยตรง

สายบู๊ของ เปิดประวัติพชร อนันตศิลป์ ที่เคยฝึกฝนจนแข็งแกร่งในหลากหลายด้าน จึงถือเป็นสินทรัพย์สำคัญในความสำเร็จของกระทรวงดีอีในระยะยาว

หากคุณกำลังมองหาแรงบันดาลใจจากข้าราชการที่ประสบความสำเร็จแล้วชอบทำงานหนักเพื่อสร้างผลกระทบ แนะนำให้ติดตามเส้นทางของ พชร อนันตศิลป์ เพราะเขาคือหนึ่งในตัวอย่างว่า ข้าราชการที่ดีและมีความสามารถสามารถสร้างรอยแตกต่างให้กับหน่วยงานของประเทศได้อย่างแท้จริง

ที่มา – เปิดประวัติ “พชร อนันตศิลป์”ข้าราชการสายบู๊กระทรวงการคลัง สู่ปลัดป้ายแดงแห่งดีอี

ยาลดกรดไหลย้อน ช่วยคลายอาการปวดท้องได้จริงไหม

หากคุณเป็นคนที่รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา และมีอาการปวดแสบร้อนอยู่บ่อย ๆ นั่นอาจเป็นสัญญาณของ ‘กรดไหลย้อน’ ที่อาจรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน หลายคนจึงเลือกกิน ยาลดกรดไหลย้อน เพื่อบรรเทาอาการจุกเสียด ปวดแสบท้องให้ลดลงได้

แต่คุณสงสัยกันหรือไม่ว่า ทำไมยาช่วยลดกรดไหลย้อนถึงสามารถลดอาการปวดท้องจนแทบจะไม่หลงเหลืออาการปวดได้? ตัวยามีหลักการทำงานอย่างไร ช่วยเคลือบกระเพาะเฉย ๆ หรือเปล่า มาหาคำตอบกันได้เลยที่บทความนี้!

อาการกรดไหลย้อนเป็นอย่างไร ปวดท้องแบบไหนใช่กรดไหลย้อน

ก่อนที่จะไปดูกลไกการทำงานของยาลดกรดไหลย้อน และรีบไปซื้อยาแก้กรดไหลย้อนมารับประทานนั้น มาทำความเข้าใจกันก่อนว่าอาการปวดท้องที่อาจเป็นสัญญาณของกรดไหลย้อนมีอะไรบ้าง เพื่อที่จะได้เลือกใช้ยาได้อย่างถูกต้อง โดยอาการของกรดไหลย้อน มีดังนี้

  • ปวดแสบร้อนบริเวณกลางอก
  • มีอาการคลื่นไส้ อาเจียนหลังรับประทานอาหาร
  • ท้องอืด อาหารไม่ย่อย
  • มีอาการเรอเปรี้ยว รู้สึกได้ถึงน้ำรสขมเปรี้ยวไหลย้อนขึ้นมาในลำคอ
  • เจ็บคอ
  • ไอแห้ง
  • มีอาการจุก หรือเจ็บหน้าอก รู้สึกว่ามีก้อนติดอยู่ในลำคอ

กลไกการทำงานของยาลดกรดไหลย้อนเป็นอย่างไร

ยาลดกรดไหลย้อน หรือยาลดกรดในกระเพาะอาหาร (Antacids) คือยาที่จะช่วยลดความเป็นกรดในกระเพาะหรือลำไส้ ด้วยกลไกที่จะใช้ความเป็นด่างของตัวยาเข้าไปทำปฏิกิริยาสะเทิน ปรับสมดุลภายในกระเพาะอาหารให้เป็นกลาง ทำให้อาการปวดแสบร้อน จุกเสียดท้อง หรือปวดท้องอืด อาหารไม่ย่อยบรรเทาลง

ส่วนผสมในยาลดกรดส่วนใหญ่นั้นมักจะประกอบด้วยแมกนีเซียม อะลูมิเนียม โซเดียมไบคาร์บอเนต หรือโซดามินต์ ซึ่งอาจมีผลข้างเคียงเช่นการทำให้ท้องผูก จึงมักต้องใช้สูตรผสมเพื่อกระตุ้นการขับถ่าย

แนะนำยาลดกรดไหลย้อน Belcid Gerd ช่วยลดแก๊สในกระเพาะ รสชาติดี หาซื้อง่าย

หากคุณกำลังมองหายาลดกรดไหลย้อนที่ทานง่าย รสชาติดี หาซื้อได้สะดวก แนะนำเป็น เบลสิด เกิร์ด ยาลดกรดไหลย้อนที่มีจุดเด่นเป็นรสราสป์เบอร์รี่ เพราะกลิ่นและรสราสป์เบอร์รี่จะไม่มีความเย็นแบบรสมินต์ที่อาจไปกระตุ้นอาการแสบร้อนให้มากกว่าเดิมได้ แต่ยังคงให้ประสิทธิภาพในการบรรเทาอาการปวดท้องได้ดี

เบลสิด เกิร์ด ยังเป็นยาลดกรดไหลย้อนอาหารที่หาซื้อได้ง่ายตามร้านสะดวกซื้อชั้นนำทั่วไป เช่น 7-11 ซึ่งบางช่วงยังมีโปรโมชันซื้อชิ้นที่ 2 ลดราคา เหมาะสำหรับการซื้อตุนเอาไว้ที่บ้านหรือที่ทำงานอย่างมาก

ข้อควรระวังก่อนใช้ยาลดกรดไหลย้อน ใครบ้างต้องระวัง?

ถึงแม้ยาลดกรดไหลย้อนจะเป็นยาที่สามารถหาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด และรับประทานได้ง่าย แต่ก็มีข้อควรระวังในการใช้ยาเช่นกัน โดยผู้ที่มีอาการหรือมีข้อจำกัดตามเช็กลิสต์ดังต่อไปนี้ อาจต้องทำการปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานยาลดกรดไหลย้อน

  • ผู้ที่มีประวัติแพ้ยา ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชก่อนเริ่มใช้ยา
  • สตรีมีครรภ์ หรือให้นมบุตร
  • ผู้ที่มีปัญหาโรคทางตับ ไต
  • ผู้มีภาวะหัวใจล้มเหลว
  • เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี
  • ผู้ที่มีข้อจำกัด ต้องรับประทานอาหารโซเดียมต่ำ เช่น เป็นโรคความดันโลหิตสูง

ไม่ควรใช้ยาลดกรดไหลย้อนเกิน 2 สัปดาห์ ยกเว้นตามคำแนะนำแพทย์ และหลีกเลี่ยงการใช้ร่วมกับยาอื่นภายใน 2-4 ชั่วโมง

ยาลดกรดไหลย้อน วิธีแก้กรดไหลย้อนเร่งด่วนที่ซื้อได้ตามร้านค้า

หากเช็กแล้วว่าอาการปวดท้องที่เป็นอยู่ใช่อาการกรดไหลย้อน และไม่มีข้อจำกัดในการใช้ยา สามารถรับประทาน ยาลดกรดไหลย้อน เพื่อช่วยลดอาการแสบร้อน จุกเสียด และให้คุณมีชีวิตประจำวันอย่างราบรื่น

เบลสิด เกิร์ด ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะมีรสชาติดี หาซื้อได้ง่าย และมีประสิทธิภาพสูงในการบรรเทาอาการ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่กำลังมองหาวิธีแก้กรดไหลย้อนในชีวิตประจำวันอย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – ยาลดกรดไหลย้อน คลายอาการปวดท้องได้จริงไหม รู้ก่อนเริ่มใช้ยา

‘พงศ์กวิน’ เปิดเผยว่า ครม.ไฟเขียวนำเข้าแรงงานศรีลังกา ทดแทนแรงงานกัมพูชา

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้เปิดเผยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า มีมติเห็นชอบให้จัดทำบันทึกความร่วมมือกับประเทศศรีลังกา เพื่อนำแรงงานจากศรีลังกาเข้ามาทำงานในประเทศไทย แทนแรงงานชาวกัมพูชาที่ได้เดินทางกลับประเทศไปแล้ว

‘พงศ์กวิน’ เปิดเผยว่า ครม.ไฟเขียวนำเข้าแรงงานศรีลังกา ทดแทนแรงงานกัมพูชา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ระบุว่า ประเทศศรีลังกาเป็นหนึ่งในประเทศที่สามารถจัดส่งแรงงานเข้ามาทำงานในประเทศไทยได้อย่างรวดเร็ว โดยขณะนี้สามารถส่งแรงงานมาได้ทันทีจำนวน 10,000 คน และมีคนสมัครจากศรีลังกาที่พร้อมทำงานในประเทศไทยแล้วกว่า 30,000 คน

ทางเลือกใหม่ของแรงงานในไทย

นอกจากนี้ ทางการไทยยังกำลังพิจารณาแรงงานจากประเทศอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และ เนปาล เพื่อเป็นทางเลือกในการรองรับภาวะฉีกขาดของแรงงานบางประเภทในอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะในภาคการผลิตและบริการที่ต้องพึ่งแรงงานต่างด้าว

เมื่อถูกถามถึงผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกาที่อาจส่งผลให้โรงงานในไทยปิดตัวและทำให้เกิดปัญหาการว่างงาน นายพงศ์กวิน เผยว่า ครม.ไฟเขียวนำเข้าแรงงานศรีลังกา ทดแทนแรงงานกัมพูชา กล่าวว่า ไม่เชื่อว่ามาตรการดังกล่าวจะกระทบตลาดแรงงานไทยมากนัก เนื่องจาก งานในประเทศไทยมีมากเพียงพอ อย่างไรก็ตามหากผู้หางานไม่เลือกงาน ก็มั่นใจว่าทุกคนในระบบแรงงานสามารถหางานทำได้

  • แรงงานจากศรีลังกามีความพร้อมทำงานในไทยทันที
  • มีผู้สมัครงานจากศรีลังกามากกว่า 30,000 คน
  • พิจารณานำแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย

การนำเข้าแรงงาน ทดแทนแรงงานกัมพูชา จึงเป็นทางออกหนึ่งที่ช่วยรักษาความสมดุลในตลาดแรงงาน และสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งแรงงานต่างด้าวอย่างต่อเนื่อง ทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศยังคงเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง

ดังนั้นการที่ ‘พงศ์กวิน’ เผยให้เห็นว่า ครม.ไฟเขียวนำเข้าแรงงานศรีลังกา ทดแทนแรงงานกัมพูชา เป็นการวางรากฐานเพื่อรองรับแรงงานทดแทนในอนาคต

แรงงานต่างด้าวใหม่จะมีบทบาทสำคัญต่ออนาคตของตลาดแรงงานไทยอย่างไร ลองติดตามพัฒนาการในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า หากคุณเป็นนายจ้างหรือผู้ประกอบการ ควรเตรียมพร้อมและวางแผนการจ้างงานให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐ

ที่มา – ‘พงศ์กวิน​’ เผยครม.ไฟเขียวนำเข้าแรงงานศรีลังกา ทดแทนคนกัมพู​ชา​

อบจ.กำแพงเพชร จัดแสดงเสียง สี เสียง“ตามรอยเสด็จประพาสต้นพระพุทธเจ้าหลวง ณ เมืองไตรตรึงษ์”

องค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร โดยนายสุนทร รัตนากร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร ได้เปิดเผยว่า วัฒนธรรมเป็นสะพานเชื่อมระหว่างคุณค่า วิถีชีวิต และภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน โดยมีการแสดงออกในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ขนบธรรมเนียม ประเพณี ศิลปะการแสดง และอื่น ๆ ซึ่งล้วนเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ชุมชนดำรงอยู่และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

อบจ.กำแพงเพชร จัดแสดงเสียง สี เสียง“ตามรอยเสด็จประพาสต้นพระพุทธเจ้าหลวง ณ เมืองไตรตรึงษ์”

เพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมอันงดงามของจังหวัด สำนักงาน อบจ.กำแพงเพชร ได้จัดกิจกรรม“ตามรอยเสด็จประพาสต้นพระพุทธเจ้าหลวง ณ เมืองไตรตรึงษ์” ขึ้นในวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ณ ลานพระเจดีย์ วังพระธาตุ เพื่อสร้างความตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่น

กิจกรรมในครั้งนี้เป็นการบูรณาการระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และภาคประชาชน โดยมีการแสดงพื้นบ้าน การแสดงแสง สี เสียง การเสวนาเชิงวัฒนธรรม และการออกร้านประชารัฐย้อนยุคที่สร้างความน่าสนใจและน่าค้นหา

กิจกรรมสืบสานวัฒนธรรมอย่างมีความหมาย

องค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เช่น สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดกำแพงเพชร องค์การบริหารส่วนตำบลไตรตรึงษ์ และอ.พ.ท.4 ได้จัดให้มีกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เยาวชนและประชาชนร่วมฟื้นฟูและอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย

นอกจากนี้ ยังมีการเชิญชวนผู้สนใจทั่วไป ทั้งในและนอกพื้นที่ ให้เข้าร่วมชมกิจกรรมการแสดงแสง สี เสียง และกิจกรรมอื่น ๆ ที่จะสร้างความประทับใจอย่างลึกซึ้งต่อประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่น

กิจกรรมในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการแสดงความเคารพต่อพระพุทธเจ้าหลวง แต่ยังเป็นโอกาสอันทรงคุณค่าในการสืบทอด ฟื้นฟู และเผยแพร่วัฒนธรรมที่เป็นของดีให้คงอยู่ต่อไปในยุคปัจจุบัน

อย่าพลาดชมกิจกรรมที่จะทำให้คุณได้สัมผัสความงดงามของศิลปวัฒนธรรมไทยอย่างใกล้ชิด!

ที่มา – อบจ.กำแพงเพชร จัดแสดงเสียง สี เสียง“ตามรอยเสด็จประพาสต้นพระพุทธเจ้าหลวง ณ เมืองไตรตรึงษ์”

‘โฆษกทบ.’แจงกระสุนฟอสฟอรัสขาว ไม่ใช่อาวุธเคมี

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาชี้แจงกรณีที่มีข่าวลือเกี่ยวกับการใช้กระสุนฟอสฟอรัสขาว (White Phosphorus – WP) โดยหน่วยงานในกัมพูชา ซึ่งอ้างว่าพบกระสุนชนิดดังกล่าวในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี

‘โฆษกทบ.’แจงกระสุนฟอสฟอรัสขาว ไม่ใช่อาวุธเคมี

โฆษกกองทัพบกชี้ว่า การกล่าวโทษนี้เป็นเพียงข้อกล่าวหาที่ปราศจากหลักฐาน ไม่มีมูลความจริง และไม่มีความหมายทางกฎหมาย ทั้งนี้เน้นว่า กระสุนฟอสฟอรัสขาว ถูกออกแบบไว้เพื่อใช้เป็นกระสุนที่สร้างควัน แสงสว่าง เพลิงระเบิด ไม่ใช่อาวุธทำลายล้างโดยตรง และไม่ได้ถูกจัดให้อยู่ในหมวดหมู่ของอาวุธเคมี ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยอาวุธเคมี (Chemical Weapons Convention – CWC)

การใช้งานกระสุนฟอสฟอรัสขาวอยู่ภายใต้กฎระเบียบ

นอกจากนี้ โฆษกกองทัพบกยังระบุว่า การใช้กระสุนฟอสฟอรัสขาว เป็นไปตามแนวทางรัฐสภาของอนุสัญญาระหว่างประเทศ เช่น Convention on Certain Conventional Weapons (CCW) ซึ่งห้ามใช้อาวุธเพลิงที่ออกแบบมาเพื่อเผาไหม้บุคคลโดยตรง อย่างไรก็ดี WP ไม่ถูกจัดว่าอยู่ในประเภทนี้ จึงสามารถใช้ในการปฏิบัติการทางทหารภายใต้เงื่อนไขเฉพาะ ซึ่งต้องมีการควบคุมอย่างเข้มงวด

ทางกองทัพไทยขอชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ไม่เคยมีการนำไปใช้เพื่อโจมตีพลเรือน และการใช้งานอยู่ภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายสงครามระหว่างประเทศ พร้อมทั้งยืนยันว่ามีการใช้ กระสุนฟอสฟอรัสขาว เพียงเท่าที่จำเป็น และสอดคล้องกับหลักมนุษยธรรม

  • ไม่มีการใช้กระสุน WP เพื่อทำลายชีวิตพลเรือน
  • การใช้งานอยู่ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ
  • ไม่จัดเป็นอาวุธเคมีตาม CWC
  • ใช้เฉพาะในการปฏิบัติการทางทหาร

อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาจากฝั่งกัมพูชานั้นถูกมองว่าเป็นความพยายามในการบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อผลักดันทางการเมืองหรือความเข้าใจผิดในเวทีนานาชาติ

จากข้อมูลทั้งหมด สามารถสรุปได้ว่า กระสุนฟอสฟอรัสขาวถูกใช้อย่างจำกัด โดยกองทัพไทยมีการควบคุมตามหลักกฎหมายและมีมาตรการป้องกันการใช้เกินขอบเขตอย่างเคร่งครัด

หากคุณอยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีในสงครามและผลจากการปฏิบัติการทางทหาร ติดตามบทความของเราได้ที่นี่

ที่มา – ‘โฆษกทบ.’แจงกระสุนฟอสฟอรัสขาว ไม่ใช่อาวุธเคมี

ชายชราอดีตสายลับ 6 คน ยื่นคำร้องขอเกาหลีใต้ส่งตัวกลับเกาหลีเหนือ

กรณีของชายชราอดีตสายลับ 6 คน ที่ยื่นคำร้องขอให้เกาหลีใต้อนุญาตส่งตัวกลับเกาหลีเหนือ เป็นเรื่องราวที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากทั้งในประเทศเกาหลีใต้และต่างประเทศ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการรายงานกรณีในลักษณะนี้ในรอบหลายสิบปี

ชายชราอดีตสายลับ 6 คน ยื่นคำร้องขอเกาหลีใต้ส่งตัวกลับเกาหลีเหนือ

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ว่ามีแหล่งข่าวในกระทรวงรวมชาติเปิดเผยว่า ได้รับคำร้องอย่างเป็นทางการจากองค์กรภาคประชาสังคม เกี่ยวกับการส่งตัวพลเมืองเกาหลีเหนือวัยชราจำนวน 6 คน ซึ่งทุกคนเป็นอดีตทหารสายลับที่เคยถูกตัดสินจำคุกในเกาหลีใต้ ปัจจุบันมีอายุระหว่าง 80-96 ปี โดยมีความประสงค์ขอให้ถูกส่งตัวไปยังเกาหลีเหนือภายใต้ฐานะ “เชลยศึก” ตามกรอบอนุสัญญาเจนีวา

ที่มาของกรณีและความต้องการของชายชราทั้ง 6 คน

ข้อมูลจากกระทรวงรวมชาติเกาหลีใต้ระบุว่า ชายชราทั้ง 6 คนเคยถูกตัดสินจำคุกเพราะข้อหาเป็นจารชนที่สอดแนมข้อมูลให้กับเกาหลีเหนือ มีอายุโทษที่แตกต่างกันไป แต่หลังจากได้รับอิสรภาพ มีการเปลี่ยนแปลงในชีวิตแต่ความเชื่อทางอุดมการณ์ยังคงเดิมอยู่ พวกเขาจึงแสดงเจตจำนงจะเดินทางไปเกาหลีเหนืออย่างชัดเจน

แม้กรณีนี้จะถือเป็นเหตุการณ์ที่มีลักษณะซับซ้อนเหลือเกิน แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงปมการเมืองที่ฝังลึกอยู่บนคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งถึงทุกวันนี้ เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ยังคงมีสถานะเป็นประเทศคู่สงคราม เนื่องจากสงครามเกาหลีจบลงด้วยข้อตกลงหยุดยิงแทนสันติภาพที่แท้จริง

ประสบการณ์ครั้งก่อนของเกาหลีใต้ในการส่งตัว

แม้กรณีนี้จะดูเหมือนเป็นเรื่องใหม่แต่จริง ๆ แล้ว เกาหลีใต้เคยดำเนินการส่งตัวพลเมืองเกาหลีเหนือที่มีอุดมการณ์ในอดีต ไปยังเกาหลีเหนือมาก่อนหนึ่งครั้งในปี 2543

  • ส่งตัวกลุ่มอดีตนักโทษที่ยังไม่เปลี่ยนความคิด
  • จำนวนรวม 63 คน
  • ดำเนินการบนเขตปลอดทหารที่หมู่บ้านปันมุนจอม

ทว่า กรณีในครั้งก่อนเกิดขึ้นภายใต้บริบททางการเมืองเฉพาะ ซึ่งระบุว่ามีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยลดปัญหาความขัดแย้งในระดับหนึ่ง แต่สำหรับกรณีปัจจุบันนี้ คาดว่าอาจมีการวิเคราะห์เชิงลึกในแต่ละระดับก่อนจะเกิดการตัดสินใจ

ผลกระทบทางสังคมและแง่คิดจากกรณีนี้

แม้ชายชราทั้ง 6 คนจะมีอายุสูง แต่ความต้องการที่จะกลับบ้านเกิดยังคงแรงกล้าอยู่ สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงอำนาจของความเชื่อทางการเมือง ที่สามารถข้ามเวลาและระยะทางมาได้ รวมทั้งสะท้อนถึงแผลทางประวัติศาสตร์ที่ยังมีอยู่ในคาบสมุทรเกาหลี

การตัดสินใจของรัฐบาลเกาหลีใต้จะเปิดทางให้หรือไม่นั้น ต้องใช้การพิจารณาหลายปัจจัย ทั้งทางกฎหมาย ความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือ และการสื่อสารกับชุมชนนานาชาติ

อย่างไรก็ตาม กรณีของชายชราอดีตสายลับ 6 คน นี้ถือเป็นแรงกระตุ้นให้ผู้คนมองย้อนกลับไปที่สันติภาพและความปรองดองในคาบสมุทรเกาหลีอีกครั้ง อาจเป็นโอกาสหนึ่งที่จะเปิดหน้าต่างแห่งความหวังให้กับพวกเขาก็ได้

หากคุณเป็นผู้ติดตามสถานการณ์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้วละก็ นี่คือหนึ่งในหัวข้อที่ควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะมันอาจเป็นจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนแปลงข้อคิดของคนรุ่นใหม่ได้เช่นกัน

ที่มา – ชายชราอดีตสายลับ 6 คน ยื่นคำร้องขอเกาหลีใต้ส่งตัวกลับเกาหลีเหนือ