ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

สว.สำรอง เร่งกกต.สรุปคดีฮั้ว สว.โปร่งใส ส่งศาลฎีกา

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา คณะ สว.สำรอง นำโดย นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล, นายประดิษฐ์ พรหมจินดา, พ.อ.ไพบูลย์ พัสดร และ ดร.นำศักดิ์ อุทัยศรีสม พร้อมคณะ ได้เดินทางมายังศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ เพื่อแสดงพลังสนับสนุนและเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เร่งดำเนินการ สรุปสำนวนคดีฮั้ว สว.โปร่งใส เพื่อส่งศาลฎีกาภายในสัปดาห์นี้

สว.สำรอง จี้กกต.ส่งคดีฮั้ว สว.โปร่งใส ศาลฎีกา

คณะกรรมการสืบสวนไต่สวนกลางชุดที่ 26 ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจาก กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเออไอ) ได้ทำการสืบสวนสอบสวนและสรุปผลส่งถึงสำนักงานกกต.แล้วตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ภายหลังจากการดำเนินคดีเรื่องการทุจริตในการเลือกตั้ง สว.ระดับประเทศอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม นายอัครวัฒน์ ได้ระบุว่า แม้จะครบกำหนด 30 วันตามที่กกต.อ้างว่าต้องใช้เวลาตรวจสอบข้อมูล แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ ทั้งสิ้น ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าจะยืดเวลาออกไปอีกนานเพียงใด

ข้อเรียกร้องจาก สว.สำรอง

“สืบสวนไต่สวนกลางชุดที่ 26 ทำงานมาอย่างเต็มประสิทธิภาพและมีความน่าเชื่อถือ ดังนั้นเราขอให้กกต.เร่งสรุปสำนวนคดีฮั้ว สว.โปร่งใส เพื่อส่งศาลฎีกาอย่างเร่งด่วนภายในสัปดาห์นี้ หากหลักฐานไม่เพียงพอให้ส่งเพิ่มในภายหลัง” นายอัครวัฒน์ กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีข่าวลือว่ามีกลุ่มบุคคลที่พยายามเข้าไปแทรกแซงหรือช่วยเหลือผู้เกี่ยวข้อง เพื่อชะลอเวลาและให้โอกาส สว.ชุดปัจจุบันในการเลือกประธานกกต.คนใหม่ ซึ่งจะเป็นการขัดขวางกระบวนการทำความโปร่งใส

ทั้งนี้ นายอัครวัฒน์ ยืนยันว่า สว.สำรอง จะต่อสู้อย่างเต็มที่ต่อคดีฮั้ว สว. เพราะหากปล่อยให้คดีล่าช้า ประชาชนจะต้องทนกับความไม่เป็นธรรม และการชักช้อนอย่างไม่มีขีดจำกัด

“หาก กกต.มีเจตนาที่จะเคลียร์ภาพให้ชัดเจน อย่างเรามาด้วยความบริสุทธิ์ เราขอยื่นมาตรา 157 จัดการกับข้าราชการผู้กระทำผิด เพราะมีตัวอย่างมากมายที่เข้าไปในคุกเพราะข้าวแดงจนได้กินข้าวขาวแทน”

“ขอเชิญชวนทุกฝ่ายโดยเฉพาะ กกต. ไปสาบานต่อประชาชน ณ พระธาตุวัดพระแก้ว ว่าการดำเนินงานที่ผ่านมาบริสุทธิ์ไม่มีอันแฝงใด ๆ ถ้าไม่มีความบริสุทธิ์ ก็อย่ามายุ่งกับแผ่นดินไทย” ประธานคณะ สว.สำรอง กล่าวทิ้งท้าย

เรื่องนี้ยังคงเป็นประเด็นที่ประชาชนและสื่อมวลชนให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความโปร่งใสในการเมืองเป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตยไทย

หากคุณเห็นว่าคดีการเมืองควรมีความโปร่งใส อย่าลืมติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อเป็นพลังของความยุติธรรมในบ้านเมือง!

ที่มา – สว.สำรอง ท้ากกต.สาบานวัดพระแก้ว ทำคดีฮั้วสว.โปร่งใส จี้ เร่งสรุปสำนวน ส่งศาลฎีกา ในสัปดาห์นี้

เชิญชวนร่วมพิธีเทศน์มหาชาติเวสสันดรชาดก ประยุกต์ 2 ธรรมมาสน์ “มหาทานบารมี” ณ ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค

ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค อำเภอพระนครศรีอยุธยา มีกำหนดจัดพิธีเทศน์มหาชาติเวสสันดรชาดก ประยุกต์ 2 ธรรมมาสน์ เรื่อง “มหาทานบารมี” ซึ่งเป็นโอกาสอันทรงคุณค่าทางธรรมะที่พุทธศาสนิกชนทั่วไปสามารถเข้าร่วมฟังธรรมจากพระเถระผู้ทรงคุณวิทยาจำนวนมาก

เชิญชวนร่วมพิธีเทศน์มหาชาติเวสสันดรชาดก ประยุกต์ 2 ธรรมมาสน์ “มหาทานบารมี” ณ ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค

ในการนี้ ทางศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์คได้เชิญพระเทพวชิรวาที วัดประยุรวงศาวาส วรวิหาร และพระมหาจารุวัฒน์ จรณธมฺโม วัดเวฬุวนาราม มาแสดงธรรมและเทศน์มหาชาติเวสสันดรชาดก โดยผ่านการประยุกต์ 2 ธรรมมาสน์ในหัวข้อ “มหาทานบารมี” เพื่อถ่ายทอดคุณธรรมและความเมตตาผ่านเรื่องราวจากพระราชาผู้ทรงบารมี

รายละเอียดกิจกรรม

กิจกรรมยังเปิดโอกาสให้ทุกท่านร่วมเป็นเจ้าภาพร่วมกัน พร้อมรับฟังเทศน์ในวันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม 2568 เวลา 13.30 – 15.30 น. ณ ชั้น 2 บริเวณข้างร้าน Sizzler ภายในศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค การเข้าร่วมในครั้งนี้ไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ และสามารถสำรองที่นั่งล่วงหน้าได้ทันที สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์ 035-801919 ต่อ 116

พิธีเทศน์มหาชาติเวสสันดรชาดกครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อปลูกฝังจิตใจที่มีเมตตาและเสริมสร้างปัญญาด้านคุณธรรมให้แก่ผู้ร่วมฟัง พร้อมส่งเสริมให้ทุกท่านได้สำนึกในคุณค่าแห่งการให้และการเสียสละตามรอยพระราชาผู้ทรงบารมี

  • วันที่จัดงาน: พฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม 2568
  • เวลา: 13.30 – 15.30 น.
  • สถานที่: ชั้น 2 ข้างร้าน Sizzler ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค
  • การแสดงธรรมโดย: พระเทพวชิรวาที และพระมหาจารุวัฒน์ จรณธมฺโม
  • ค่าใช้จ่าย: ไม่มี
  • สอบถามเพิ่มเติม: 035-801919 ต่อ 116

พิธีเทศน์มหาชาติเวสสันดรชาดก ไม่ใช่เพียงการฟังธรรมเพื่อความรู้ แต่ยังเป็นโอกาสในการอบรมสั่งสอนใจให้สงบ มีจิตสำนึกในความดี และสานต่อวัฒนธรรมอันงดงามของชนชาติไทย ผ่านการเรียนรู้อย่างลึกซึ้งในมุมมองของพระพุทธศาสนา

หากคุณเป็นผู้ที่รักศีลธรรมและต้องการสร้างบุญในโอกาสพิเศษเช่นนี้ เชิญชวนให้มาเป็นส่วนหนึ่งของพิธีในวันที่เหมาะสมนี้ เพื่อให้ได้เพลิดเพลินไปกับความหมายดี ๆ และพลังแห่งบุญกุศลที่เกิดขึ้นร่วมกัน

ที่มา – เชิญชวนร่วมพิธีเทศน์มหาชาติเวสสันดรชาดก ประยุกต์ 2 ธรรมมาสน์ “มหาทานบารมี” ณ ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค

Monomax ถ่ายทอดสดพรีเมียร์ลีกสุดเดือด สัปดาห์นี้มีบิ๊กแมตช์ 2 คู่

ถถ้าคุณเป็นแฟนบอลพรีเมียร์ลีกตัวยง บอกเลยว่าสุดสัปดาห์นี้คือสุดสัปดาห์ที่ต้องห้ามพลาดเด็ดขาด! เพราะระหว่างวันที่ 23 ถึง 26 สิงหาคม 2568 นี้ มีคิวแข่งขันฟุตบอล พรีเมียร์ลีก ที่บานปลายไปด้วยศึกคู่เดือด ทั้งลุ้นชัย ลุ้นคะแนน และบิ๊กแมตช์ฟอร์มยักษ์ใหญ่ 2 คู่ที่แฟนบอลรอคอยมานาน!

Monomax ถ่ายทอดสดพรีเมียร์ลีกอย่างจัดเต็ม!

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณต้องการชมการแข่งขันสดแบบแท้ 100% รับรองว่าไม่มีสะดุด ต้องเข้าแพลตฟอร์ม Monomax ที่เป็นเว็บไซต์ถ่ายทอดสดสปอร์ตแบบครบวงจร ซึ่งพร้อมสตรีมครบทุกแมตช์สำคัญในสุดสัปดาห์นี้แบบเต็มอรรถรส ทั้งภาพคมชัดและเสียงบรรยายคุณภาพสูง

บิ๊กแมตช์ 2 คู่ที่ห้ามพลาดเด็ดขาด

แน่นอนว่าในบรรดาโปรแกรมการแข่งขัน พรีเมียร์ลีก ในสุดสัปดาห์นี้ มีหลายแมตช์ที่น่าสนใจ แต่สองคู่นี้คือที่มาแรงสุดเรียกเสียงกรี๊ดแน่นอน

  • แมนเชสเตอร์ซิตี vs ทอตแนม ฮอตสเปอร์: ปะทะกันในเกมแห่งจุดเปลี่ยน เมื่อทีมแชมป์แชมป์เก่าต้องรับมือกับทีมที่มีศักยภาพตบเท้าขึ้นมาลุ้นท็อปโฟร์!
  • นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด vs ลิเวอร์พูล: ศึกระหว่าง 2 สโมสรภาคเหนือที่ยิ่งใหญ่ล้นหลาม ไม่มีคำว่าเบา เพราะนัดนี้ทั้ง “สาลิกาดง” และ “หงส์แดง” จ้องจ่าฝูงเป็นชัด!

ไฮไลท์แมตช์สำคัญอื่น ๆ ตลอดสุดสัปดาห์

รวมถึงดาร์บี้ลอนดันเปรี้ยงไฟกับคู่ “เวสต์แฮม ยูไนเต็ด vs เชลซี” หรือแมตช์คู่อื่น ๆ อย่าง

  • อาร์เซนอล vs ลีดส์ ยูไนเต็ด
  • ฟูแล่ม vs แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด
  • เบิร์นลีย์ vs ซันเดอร์แลนด์

เพราะว่าความสนุกและความเข้มข้นจากสนามหญ้าสนามฟุตบอลในอังกฤษ จะสามารถติดตามได้เน็ตตลอดทางผ่าน Monomax เท่านั้น!

ใครอยากได้ประสบการณ์การดูบอลที่แม่นยำ เต็มสปี๊ด และชมฟุตบอลได้ที่ไหน ตอนไหน เพียงแค่เปิดแอปในมือคุณ แนะนำเว็บไซต์ Monomax เว็บไซต์ “ครบ จัด เด็ด” ที่ บริการครบทุกทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลก พรีเมียร์ลีก เซเรียอา ลาลีกา และรายการอื่น ๆ อีกมากมายและโปรโมชั่นราคาแผนรายเดือนเพียง 299 บาท เท่านั้น

สรุป: ฟุตบอลสุดฤดูกาล ใกล้ตัวคุณได้ผ่านแพลตฟอร์ม Monomax เตรียมให้เป็นกับเกมดวลยักษ์และการแข่งขันครึ่งหลังของฤดูกาลที่กำลังจะจุดระเบิดความมันส์ในช่วงสุดสัปดาห์หน้า

ที่มา – “Monomax” ยิงสด “พรีเมียร์ลีก” สัปดาห์นี้สุดเดือด มีบิ๊กแมตช์ 2 คู่

‘จตุพร’ยืนยันเมียนมาปิดด่านแค่ซ่อมถนน ไม่ห้ามสินค้าไทย

ล่าสุด เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ออกมาชี้แจงกรณีมีข่าวว่า เมียนมาห้ามนำเข้าสินค้าจากไทย โดยยืนยันว่า การปิดด่านที่เกิดขึ้นจริงนั้น เป็นเพราะเหตุผลในการซ่อมถนนเท่านั้น และไม่ใช่การห้ามนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยแต่อย่างใด

‘จตุพร’ยืนยันเมียนมาปิดด่านแค่ซ่อมถนน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่แล้วว่าด่านในเมียนมาจะมีการปิดตัวเพียง 1-2 วัน เพื่อดำเนินการซ่อมแซมถนน ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นเป็นประจำในหลายพื้นที่ และไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการปิดกั้นหรือวางแผนจำกัดการนำเข้าสินค้าไทยอย่างถาวร

สถานการณ์ตลาดการค้าระหว่างไทยกับเมียนมา

การค้าของไทยกับเมียนมาเป็นความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น โดยมีสินค้าหลากหลายประเภทไหลผ่านด่าน เช่น ผลิตภัณฑ์อาหาร ยางพารา สินค้าอุตสาหกรรม และอื่น ๆ ความสับสนในครั้งนี้จึงส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในทั้งสองประเทศ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายเมียนมาได้ชี้แจงว่าการดำเนินการดังกล่าวมีเป้าหมายเพียงการซ่อมบำรุงถนนเส้นทางค้าขายหลักเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังเป็นที่น่าสังเกตว่า ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูลและประสานงานกับหลายภาคส่วนในประเทศไทย เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับข้อตกลงการค้าที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นการแลกเปลี่ยนสินค้าเกษตร ซึ่งมีผู้ประกอบการบางกลุ่มกังวลเกี่ยวกับการเปิดตลาด

ความคืบหน้าข้อตกลงสินค้ากับสหรัฐฯ และตลาดภายใน

นอกจากความสัมพันธ์ทางการค้ากับเมียนมาแล้ว ทางการกระทรวงพาณิชย์ยังอยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดของสินค้าตามข้อตกลงการเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาลไทย

นายจตุพร กล่าวว่า ขณะนี้ทีมงานกำลังรวบรวมข้อมูลจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเกษตรกรและผู้ผลิต ซึ่งตอนนี้มีการหารืออย่างใกล้ชิดกับกลุ่มผู้ปลูกข้าวโพด กลุ่มผลิตน้ำมันปาล์ม และน้ำมันถั่วเหลือง เพื่อหาจุดร่วมระหว่างความต้องการภายในประเทศและข้อกำหนดระหว่างประเทศ

  • การซ่อมถนนในเมียนมาเป็นสาเหตุหลักของการปิดด่าน
  • ไม่มีการห้ามนำเข้าสินค้าจากไทยอย่างเป็นทางการ
  • กระทรวงพาณิชย์เตรียมความพร้อมในเรื่องข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ
  • ข้อมูลจากเกษตรกรและผู้ค้าอยู่ระหว่างการรวบรวมอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ทั้งนี้ยังไม่มีการระบุรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าใดที่จะขึ้นโต๊ะเจรจาอย่างเป็นทางการ รวมถึงประเด็นด้านอาหารสัตว์ที่ยังอยู่ระหว่างการวิเคราะห์รายละเอียดจากกรมเจ้าของเรื่อง

บทสรุปและแนวทางข้างหน้า

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จึงนับเป็นอีกหนึ่งบททดสอบให้ผู้ประกอบการไทยได้ปรับตัว และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด การค้ากับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมานั้นมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานภายในภูมิภาค หากมีการสื่อสารที่ชัดเจนและโปร่งใส ก็จะช่วยลดความกังวลของผู้ประกอบการในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ทั้งนี้รัฐบาลก็ยังต้องดำเนินการประสานงานด้านความสัมพันธ์ทางการค้าอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะกับเมียนมา หรือพันธมิตรทางการค้ารายใหญ่ เช่น สหรัฐอเมริกา ซึ่งจะต้องมีการกำหนดกรอบใหม่ที่ตอบโจทย์ทั้งเศรษฐกิจไทยและความมั่นคงทางการค้า

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการควรเตรียมความพร้อมด้านการตลาดและการผลิต เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และถือโอกาสขยายตลาดไปยังพันธมิตรใหม่ ๆ อย่างเชี่ยวชาญ

ที่มา – ‘จตุพร’ยืนยันเมียนมาปิดด่าน ห้ามนำเข้าสินค้าไทย แค่ซ่อมถนน

ผู้นำฝ่ายค้านสภาผู้แทนราษฎรลงพื้นที่รับฟังปัญหาชายแดน

เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะ ได้เดินทางไปยังพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ เพื่อเข้ารับฟังข้อมูล แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่ เพื่อ了解สถานการณ์ปัจจุบันของพื้นที่ที่มีความขัดแย้งทางชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะในบริเวณอำเภอพนมดงรัก ซึ่งเพิ่งประสบกับเหตุการณ์ปะทะที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 เวลาประมาณ 08.30 น. ซึ่งลูกกระสุน BM-21 ได้ตกในบริเวณ โรงพยาบาลพนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จนทำให้ต้องมีการอพยพผู้ป่วย และบุคลากรทางการแพทย์อย่างฉับพลัน

ผู้นำฝ่ายค้านสภาผู้แทนราษฎรลงพื้นที่รับฟังปัญหาชายแดน

ทั้งนี้ คณะผู้นำฝ่ายค้านได้รับการต้อนรับจาก นายชำนาญ ชื่นตา ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นอภ.พนมดงรัก ปชส.จังหวัดสุรินทร์ เจ้าหน้าที่บุคลากรแพทย์ พยาบาล และหน่วยงานราชการท้องถิ่น ณ โรงพยาบาลพนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งได้ถูกกำหนดให้เป็นโรงพยาบาลสนาม ด้านวัตถุประสงค์คือการสำรวจความเสียหายทางชีวภาพและวัตถุที่เกิดจากการปะทะ รวมถึงวางแผนแนวทางการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

ผู้นำฝ่ายค้านลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหาย

จากนั้นคณะยังได้เดินทางไปยังศาลาประชาคมบ้านเกษตรสมบูรณ์ ตำบลบักได อ.พนมดงรัก เพื่อรับฟังปัญหาสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา จากประชาชนโดยตรง อีกทั้งยังชี้แจงแนวทางการแก้ไขปัญหา รวมถึงมาตรการเยียวยาที่จะดำเนินการกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว

สถานการณ์ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

จังหวัดสุรินทร์มีทั้งหมด 17 อำเภอ โดยมีประชากรกว่า 1.36 ล้านคน ในจำนวนนี้ ทั้ง 5 อำเภอ ได้แก่ อ.พนมดงรัก อ.กาบเชิง อ.บัวเชด อ.สังขะ และ อ.ปราสาท ถูกกระทบจากเหตุการณ์ปะทะ โดยมีทั้งสิ้น 25 ตำบลบ้านหมู่ 296 หมู่บ้าน ประชากรได้รับผลกระทบรวมทั้งสิ้น 188,826 คน ภายในนี้มีการอพยพเข้าสู่ศูนย์พักพิงชั่วคราวในพื้นที่ 154 แห่ง ซึ่งมีจำนวนผู้อพยพรวม 55,898 คน และอีก 49,572 คน อาศัยอยู่กับญาติพี่น้อง ส่งผลให้ผู้อพยพทั้งหมดมีจำนวน 105,470 คน

  • จำนวนผู้บาดเจ็บ: 10 ราย
  • จำนวนผู้เสียชีวิต: 7 ราย
  • บ้านเรือนเสียหาย: 101 หลัง
  • วัดเสียหาย: 3 แห่ง
  • โรงพยาบาล: 1 แห่ง
  • สัตว์เลี้ยงล้มตาย: 641 ตัว
  • พื้นที่เกษตร: เสียหายอย่างหนักในพื้นที่ 5 อำเภอ
  • สาธารณูปโภค: แผงโซลาร์เซลล์ ถนนหลายสายอยู่ระหว่างตรวจสอบ

การลงพื้นที่ครั้งนี้ของผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ถือเป็นการแสดงความใส่ใจต่อปัญหาเชิงรุก โดยมุ่งเน้นการฟังความเสียหายของประชาชนและการเข้าไปจัดหาวิธีการแก้ปัญหาที่สอดคล้องกับความเป็นจริงของพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิดจากภาครัฐ

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน ลองติดตามข่าวสารอัปเดตอย่างสม่ำเสมอ หรือรายงานข้อความความเสียหายของคุณเพื่อช่วยให้ภาครัฐได้นำไปประเมินและวางแผนเยียวยาอย่างเหมาะสมต่อไป

ที่มา – ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ลงพื้นที่รับฟังข้อมูลแลกเปลี่ยนความคิดเห็นปัญหาสถานการณ์ชายแดน

ม.อ.เปิดเวที “นวัตกรรมการเกษตรยั่งยืน” ครั้งที่ 2

เมื่อเร็ว ๆ นี้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ได้เปิดเวที “นวัตกรรมการเกษตรยั่งยืน” ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 14 – 15 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์ประชุมนาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี โดยมีศาสตราจารย์ ดร.สนิท อักษรแก้ว นายกสภามหาวิทยาลัย เป็นประธานเปิดงานอย่างเป็นทางการ และได้ร่วมบรรยายพิเศษในหัวข้อ “ประเทศไทยกับความมั่นคงทางอาหาร: ความท้าทายของวิกฤตโลก” ซึ่งถือเป็นกิจกรรมที่รวบรวมนักวิชาการ นักวิจัย ผู้ประกอบการ และเกษตรกรจากทั่วประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับการพัฒนานวัตกรรมการเกษตรอย่างยั่งยืน

นวัตกรรมการเกษตรยั่งยืนคืออนาคตของเกษตรไทย

การจัดเวที นวัตกรรมการเกษตรยั่งยืน ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษา ภาคเอกชน และเกษตรกรในระดับพื้นที่ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการ ต่อยอดการวิจัย และผลักดันนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การพัฒนาเกษตรอย่างยั่งยืน โดยมีกิจกรรมหลักหลากหลายรูปแบบ ทั้งการประชุมวิชาการ การเสวนาเฉพาะกลุ่ม การประกวดผลไม้ การสาธิตนวัตกรรมต่าง ๆ และการจัดนิทรรศการจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน

กิจกรรมที่น่าสนใจในงานเวที

  • การประชุมวิชาการนวัตกรรมเกษตรและทรัพยากรธรรมชาติ ครั้งที่ 4
  • การเสวนาวาริชศาสตร์และสัตวศาสตร์
  • การประกวดผลไม้ไทย เช่น ทุเรียน ส้มโอ จำปาดะ และเทศกาลไก่เบขลา
  • นิทรรศการสินค้าเกษตรจากท้องถิ่น พร้อมกิจกรรมสาธิตนวัตกรรม

นอกจากนี้ งานเวทียังเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมได้นำเสนอผลงานทางวิชาการในรูปแบบการบรรยายและโปสเตอร์ แลกเปลี่ยนแนวคิดสร้างสรรค์ และร่วมกันต่อยอดแนวทางการพัฒนาระบบการเกษตรของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ การจัดงานในครั้งนี้ยังสอดคล้องกับการจัดงานเกษตรภาคใต้ ครั้งที่ 31 ภายใต้ชื่องาน “เกษตรยุคใหม่ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม” ซึ่งเน้นการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับ “นวัตกรรมการเกษตรยั่งยืน” ในแง่ของเทคโนโลยีและสารสนเทศที่ตอบโจทย์ทั้งเศรษฐกิจและความยั่งยืน

ขับเคลื่อนการเกษตรสู่ความยั่งยืนด้วยเทคโนโลยี

งานเวที “นวัตกรรมการเกษตรยั่งยืน” ไม่ได้อยู่แค่ในระดับการเรียนรู้ทางวิชาการเท่านั้น แต่ยังช่วยกระตุ้นโอกาสในการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะในเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสนับสนุนจากภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาให้เข้าไปสนับสนุนเกษตรกร และนักวิจัยท้องถิ่นให้สามารถพัฒนานวัตกรรมเป็นของตนเอง รวมถึงต่อยอดเป็นโมเดลที่สามารถนำไปขยายผลในระดับชุมชนและจังหวัดได้อย่างแท้จริง

กิจกรรมในวันสุดท้ายของงานยังมีการแสดงและจำหน่ายสินค้าเกษตรโดยชุมชนผู้ผลิต ผลิตภัณฑ์จากนวัตกรรม รวมไปถึงการเดินสายเชื่อมโยงเครือข่ายผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในห่วงโซ่การผลิตและผู้บริโภค จากทุกระดับ ซึ่งถือเป็นการบูรณาการแนวคิด นวัตกรรมการเกษตรยั่งยืน ให้เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันของคนทำเกษตรทั่วประเทศ

เวทีที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนสามารถแสดงศักยภาพ และร่วมกันออกแบบอนาคตของเกษตรไทยในระยะยาว ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการเดินหน้าพัฒนาระบบเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ และยั่งยืนอย่างแท้จริงในศตวรรษที่ 21

หากคุณเป็นผู้สนใจพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรที่ยั่งยืน งานเช่นนี้เป็นโอกาสสำคัญในการเรียนรู้และสร้างเครือข่ายกับทีมงานมืออาชีพและผู้เชี่ยวชาญชั้นนำ!

ที่มา – ม.อ.เปิดเวที “นวัตกรรมการเกษตรยั่งยืน” ครั้งที่ 2 ผลักดันนวัตกรรมเกษตรสู่ความยั่งยืน

มวลชนแห่หนุน“สุพิศ พิทักษ์ธรรม”สู้ศึกดราม่าเงินกู้ 2,000 ล้าน

ล่าสุดที่องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สงขลา เกิดปรากฏการณ์ที่น่าสนใจเมื่อ มวลชนแห่หนุน“สุพิศ พิทักษ์ธรรม” ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์แรงข้นจากโซเชียลมีเดีย เกี่ยวกับโครงการกู้เงินวงเงิน 2,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการซ่อมแซมและสร้างถนนทั่วทั้งจังหวัดสงขลา โดยโครงการดังกล่าวเป็นประเด็นที่สร้างความขัดแย้งในสังคมอย่างมาก หลายคนตั้งข้อสังเกตถึงความโปร่งใส ความจำเป็น และผลกระทบต่อการบริหารจัดการทางการเงิน

มวลชนแห่หนุน“สุพิศ พิทักษ์ธรรม” ยืนยันทำเพื่อประชาชน

นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม นายก อบจ.สงขลา ได้เผชิญหน้ากับกระแสวิจารณ์อย่างจริงจัง พร้อมกับปัดข่าวลือต่างๆ โดยตอบโต้ว่า “บางคนอาจมองว่าเราจ้างคนมามาสร้างภาพ แต่ความจริงคือประชาชนเป็นห่วงบ้านเมือง” การแสดงพลังนี้ของประชาชนหลายร้อยคนนั้นสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในตัวผู้บริหารชุดนี้

พร้อมกันนี้ เขายังกล่าวตอกย้ำว่า ตนไม่ได้กังวลกับการถูกโจมตีออนไลน์ เพราะเลือกที่จะมุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง “เราเลือกที่จะไม่ต่อสู้ด้วยการโต้ตอบในโซเชียล แต่เราเลือกใช้เวลาไปกับการทำงานเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง”

โครงการกู้ 2,000 ล้านบาท เป็นมติร่วม พร้อมใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด

เพื่อคลายข้อสงสัยของสาธารณชน นายสุพิศได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า การดำเนินการกู้เงินวงเงิน 2,000 ล้านบาทนั้น ไม่ใช่การตัดสินใจเพียงฝ่ายเดียว แต่เกิดจาก มติร่วมของคณะผู้บริหารและสมาชิกสภา อบจ. ซึ่งเป็นการพิจารณาอย่างรอบคอบจากเสียงสะท้อนของประชาชนที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่า “ถนนในหลายพื้นที่ใกล้ถึงจุดพังทลาย และไม่สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย”

  • โครงการพิจารณาตามกฎหมายและระเบียบการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด
  • มีความโปร่งใสในการดำเนินงาน
  • มีหน่วยงานกำกับดูแลในทุกขั้นตอน
  • ไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางการคลัง

“หากใครมีข้อสงสัย เราพร้อมให้ตรวจสอบ เพราะนี่คือเรื่องของประชาชน เราทำทุกอย่างเพื่อประชาชน ไม่มีเรื่องส่วนตัวใด ๆ ปนอยู่” เขาให้สัมภาษณ์ไว้อย่างแน่วแน่

เตรียมเปิดสอบจากหน่วยงานภายนอก

เพื่อยืนยันความโปร่งใสและเป็นธรรม เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ภาค 9 และ ผู้อำนวยการ ป.ป.ช. จังหวัดสงขลา จะเข้าตรวจสอบโครงการกู้เงินดังกล่าวอย่างละเอียด เพื่อยืนยันว่าทุกขั้นตอนถูกดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และไม่มีผลเสียต่อการบริหารจัดการทางการเงินขององค์กร

นอกจากนี้ นายสุพิศยังทิ้งท้ายด้วยคำพูดเข้มข้นว่า “อย่ากังวล ประเทศไทยมีกลไกตรวจสอบ หากผมโกงจริง ป.ป.ช., ป.ป.ง., สตง. ก็เล่นงานผมได้ แต่การสกัดกั้นไม่ให้ทำงานเพื่อประชาชน นั่นไม่ใช่วิถีทางประชาธิปไตย”

การเมืองคือการแก้ปัญหา ไม่ใช่การต่อสู้ด้วยข่าวดราม่า การรับฟังและตรวจสอบเป็นสองด้านที่ควรเดินควบคู่กันเสมอ หากทุกฝ่ายให้เกียรติและเคารพเสียงของประชาชน มั่นใจว่าสังคมไทยจะเดินไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – มวลชนแห่หนุน“สุพิศ พิทักษ์ธรรม”สู้ศึกดราม่าเงินกู้ 2,000 ล้านลั่นทำเพื่อประชาชน ไม่หวั่นถูกโจมตี

หมายเรียก ‘ดิว อริสรา’ ยักยอก 62 ล้าน หาก 7 วันไม่มาออกหมายจับทันที

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ที่ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป. ได้เปิดเผยความคืบหน้าของคดีที่เกี่ยวข้องกับ น.ส.อริสรา ทองบริสุทธิ์ หรือ “ดิว อริสรา” นักแสดงสาวชื่อดัง ซึ่งถูกทนายความของ น.ส.วาสนา อินทะแสง หรือ “เมย์” แจ้งความดำเนินคดีในข้อหา “ยักยอกทรัพย์” มูลค่าตั้ง 62 ล้านบาท

พ.ต.อ.เอนก กล่าวว่า ได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยได้ออกหมายเรียกไปยังภูมิลำเนาของผู้ต้องหาในเขตกรุงเทพมหานครแล้ว จากข้อมูลตามกฎหมาย หากผู้ถูกหมายเรียกไม่มาพบพนักงานสอบสวนภายใน 7 วัน ถือว่ามีความเสี่ยงเข้าข่ายการหลบหนี ซึ่งจะนำไปสู่การออกหมายจับในขั้นตอนต่อไป

หมายเรียก ‘ดิว อริสรา’ ยักยอก 62 ล้าน หาก 7 วันไม่มาออกหมายจับทันที

ขณะที่สื่อมวลชนสอบถามถึงความคืบหน้าว่า ดิว อริสรา ได้มีการประสานตนเข้ามาให้ข้อมูลหรือไม่ พ.ต.อ.เอนก ระบุอย่างชัดเจนว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการติดต่อใด ๆ เลย ทั้งจากตัวนักแสดงโดยตรงหรือผ่านทนายความ ซึ่งถือว่าเป็นการละเลยขั้นตอนทางกฎหมายที่สำคัญ

เจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้ย้ำถึงประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการดำเนินคดี โดยระบุว่าหากใน 7 วันที่กำหนด ดิว อริสรา ไม่เข้ามาให้ปากคำ หรือไม่แสดงความจำนงใด ๆ เลย ก็อาจจะทำให้ศาลตัดสินใจออกหมายจับเธอในทันที เพื่อป้องกันการหลบหนีและรับประกันกระบวนการยุติธรรมต่อไป

กระบวนการดำเนินคดียักยอกทรัพย์มีขั้นตอนอย่างไร?

การดำเนินคดีในความผิดฐานยักยอกทรัพย์เป็นความผิดทางอาญาที่มีบทลงโทษหนัก โดยเฉพาะเมื่อมูลค่าความเสียหายสูงเช่นในกรณีนี้ ซึ่งอาจจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในวงการบันเทิงอีกด้วย

  • ขั้นตอนแรก: การออกหมายเรียกผู้ต้องหาให้มาให้ข้อมูล
  • ขั้นตอนถัดไป: หากไม่มาตามหมาย อาจออกหมายจับตามกฎหมาย
  • สุดท้าย: นำคดีเข้าสู่ศาลเพื่อดำเนินการทางกฏหมายอย่างเป็นระบบ

กรณีของ ดิว อริสรา เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า ใครก็ตามที่เกี่ยวข้องในคดี ไม่ว่าจะมีชื่อเสียงหรือไม่ หากถูกกล่าวหาในข้อหาทางอาญา ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ การปฏิเสธหรือไม่แสดงตัว จะนำไปสู่ผลกระทบที่หนักกว่าเดิม

จากกรณีนี้ หลายคนเริ่มให้ความสนใจในการจัดการทรัพย์สินภายในวงการบันเทิง และเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เปิดประเด็นการตรวจสอบความโปร่งใสในธุรกิจของศิลปิน

อย่างไรก็ตาม ทุกฝ่ายควรติดตามข้อมูลอย่างเป็นทางการเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง ไม่ใช่ฟังเพียงด้านเดียว และเชื่อมั่นในกระบวนการทำงานของเจ้าหน้าที่ยุติธรรมที่มีหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง

หากคุณเป็นแฟนตัวยงของดิว อริสรา หรือมีความสนใจติดตามเหตุการณ์ในวงการบันเทิง การติดตามข่าวอย่างต่อเนื่องและรับข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้เป็นสิ่งสำคัญ

ที่มา – หมายเรียก ‘ดิว อริสรา’ ยักยอก 62 ล้าน หาก 7 วันไม่มาออกหมายจับทันที

‘สุชาติ’ เผย ‘เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ’ ลาออกไม่มีผลตามกฎหมาย

ล่าสุด นายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ความเห็นเกี่ยวกับกรณีที่ เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ได้มีการลาออกจากตำแหน่ง โดยระบุว่า การลาออกไม่มีผลทางกฎหมายแต่อย่างใด เนื่องจาก เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ นั้นถือเป็นเจ้าพนักงานของรัฐบาล ไม่ใช่เพียงแค่ตำแหน่งทางศาสนา

“ถึงจะลาออกก็ยังเป็นเจ้าพนักงานอยู่ ซึ่งข้อหาหรือความผิดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ก็ยังคงอยู่ ดังนั้นการลาออกจึงไม่ใช่ทางออกในการหลีกเลี่ยงความผิด” นายสุชาติกล่าว

‘เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ’ ลาออกไม่มีผล?

กรณีที่เกิดกระแสข่าวดราม่าเกี่ยวกับเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ที่ลาออกจากตำแหน่งนั้น ได้ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง ภายหลังจากมีรายงานว่าเกิดความผิดปกติหลายประการที่วัด ทั้งในเรื่องของการจัดการเงินบริจาค การดูแลผู้ป่วย และการดำเนินงานของมูลนิธิที่เกี่ยวข้อง

รัฐมนตรีได้อธิบายว่า การลาออกเพื่อไม่ให้ขัดขวางการสอบสวน แต่กรณีนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าออกแรงผลักหนุนด้านใด และความผิดที่เกิดขึ้นก่อนหน้าจะถูกดำเนินการอย่างไร

คำถามเกี่ยวกับเงินบริจาคและภาษี

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นต่อเนื่องเกี่ยวกับการใช้เงินบริจาคที่เข้าไปในบัญชีรายบุคคลของพระ โดยได้รับการแจ้งว่าเงินจำนวนมหาศาลเข้าบัญชีทุกเดือน ตั้งคำถามว่ามีความผิดหรือไม่?

“ถ้าใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ก็ถือว่าผิด” นายสุชาติกล่าว โดยเน้นว่า เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ เป็นเจ้าหน้าที่ดังนั้นการใช้เงินบริจาคก็ต้องมีการตรวจสอบ ว่าเป็นการใช้ตามหน้าที่หรือไม่

ทั้งนี้ แม้ภาษีไม่ตกอยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบโดยตรง แต่ก็มีความจำเป็นต้องเข้าไปดูแลและกำกับดูแลให้สอดคล้องกับกฎหมาย และหลักธรรมาภิบาลของศาสนา

รายงานยังระบุว่า นายสุชาติเตรียมเดินทางไปยังจังหวัดลพบุรีในช่วงบ่ายวันนี้ เพื่อเข้าไปติดตามสถานการณ์โดยตรง โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับมูลนิธิหลายแห่งที่อาจใช้เทคนิคหลบการตรวจสอบ รวมถึงการบริจาคเงินที่ไหลผ่านวัด

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยโรคเอดส์ และการใช้เงินเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว ซึ่งรัฐมนตรีได้ตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีเจ้าหน้าที่เข้ามารับฟังข้อมูลเพิ่มเติม รวมถึงผู้ที่เคยได้รับบริการและออกมาเปิดเผยข้อมูล

หากพบว่ามีการใช้เงินไม่ตรงตามเป้าหมายที่ประกาศไว้ หรือใช้ในทางที่ผิด ก็จะมีการดำเนินการทางกฎหมายอย่างเข้มงวด และไม่ละเลยความผิดไม่ว่าจะเป็นผู้ใด

การเผชิญหน้ากับปัญหาอย่างตรงไปตรงมาอย่างในครั้งนี้ ถือเป็นความพยายามในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนต่อวัดและองค์กรทางศาสนา ที่ควรดำเนินชีวิตด้วยความโปร่งใสและถูกต้องตามหลักศาสนา

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่ติดตามเหตุการณ์นี้ อย่าลืมแชร์ข้อมูลเพื่อให้คนทั่วไปได้รับรู้และเข้าใจความเป็นไปจริงของสถานการณ์ดังกล่าวด้วยครับ

ที่มา – ‘สุชาติ’ ชี้ ‘เจ้าอาวาสวัดพระบาทนำ้พุ’ ลาออกไม่มีผล เหตุ พระเป็นเจ้าพนักงาน

จบ ปวช.-ปวส. มีลุ้นได้เงินเดือนสูง นฤมล เตรียมปลดล็อคกฎหมาย

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีการจัดงานวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาอาชีวศึกษา (สอศ.) ครบรอบ 84 ปี โดยมีศาสตราจารย์ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ เลขานุการคณะกรรมการกฤษฎีกาศึกษาธิการ และนายเทวัญ ลิปตภัลลภ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมงานอย่างเป็นทางการ

จบ ปวช.-ปวส. มีลุ้นได้เงินเดือนสูง นฤมล เตรียมปลดล็อคกฎหมาย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ตนเคยทำงานร่วมกับ สอศ. มาตลอด โดยเฉพาะในช่วงที่รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน ซึ่งในช่วงนั้นได้เน้นย้ำถึงบทบาทของอาชีวศึกษาผ่านการสอนแบบทวิภาคี เพื่อตอบโจทย์ความต้องการแรงงานในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ (EEC) และภาคอุตสาหกรรมต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทย

นางนฤมล กล่าวต่อว่า ปัญหาหลักของประเทศไทยคือ “ขาดช่างฝีมือที่มีทักษะเฉพาะทาง” ทั้งที่ประเทศผลิตบัณฑิตระดับเทคนิคออกมาจำนวนมาก แต่ยังไม่สามารถตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานได้สาเหตุหลักก็คือ “ความไม่เท่าเทียมกันของโครงสร้างเงินเดือน” ระหว่างผู้มีวุฒิปวช./ปวส. กับบัณฑิตระดับปริญญาตรี

เปลี่ยนแปลงค่านิยมของสังคมผ่านการพัฒนาอาชีวะ

“คนหลายคนคิดว่าจะต้องจบปริญญาตรีถึงจะประสบความสำเร็จในชีวิต” รมว.ศธ. อธิบายว่า ความเชื่อนี้เป็นอุปสรรคใหญ่ที่ทำให้ผู้เรียนอาชีวะประสบกับรายได้ต่ำ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับบัณฑิตระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งหากมองกันจริงแล้ว คนที่จบอาชีวะมีทักษะที่พร้อมทำงาน และสามารถเข้าใจหน้างานได้รวดเร็วกว่าหลายครั้ง

รมว.ศึกษาธิการ ชี้ให้เห็นว่า ในต่างประเทศโครงสร้างเงินเดือนจะถูกกำหนดโดยยึดจาก “ทักษะวิชาชีพ” มากกว่า “วุฒิการศึกษา” เช่น ตำแหน่งช่างเชื่อมในโรงงานอุตสาหกรรมอาจมีรายได้สูงถึงเดือนละ 50,000 บาท

ดังนั้น การปรับปรุงโครงสร้างเงินเดือนให้สะท้อนศักยภาพของคนจบอาชีวะจึงเป็นเป้าหมายสำคัญของนโยบายที่จะผลักดันในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของ “หน่วยงานราชการ” ที่ยังยึดตามกฎเดิมเกี่ยวกับอัตรเงินเดือนตามวุฒิ ดังนั้น “ดิฉันจะพยายามปลดล็อคกฎเกณฑ์ในส่วนนี้ เพื่อให้คนจบ ปวช. และ ปวส. ได้รับโอกาสมากขึ้น และเปลี่ยนค่านิยมของสังคมให้มองอาชีวะเป็นเส้นทางที่มีอนาคตและน่าภาคภูมิใจ” รัฐมนตรีระบุ

  • ปลดล็อคกฎหมาย: ทบทวนกฎหมายเก่าเพื่อปรับโครงสร้างเงินเดือนผู้จบ ปวช.-ปวส.
  • เปลี่ยนค่านิยม: เน้นทักษะมากกว่าวุฒิ และเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้ปกครองส่งลูกเรียนอาชีวะ
  • เพิ่มรายได้: ทำให้หางานทำง่ายขึ้น และเข้าสู่สายงานได้โดยไม่ต้องอบรมฝึกเพิ่มเติม

หากกฎหมายใหม่ออกมาในอนาคต จะช่วยพัฒนาทั้งคุณภาพและภาพลักษณ์ของนักศึกษาอาชีวะ เน้นบทบาทช่างฝีมือระดับโลก และให้โอกาสทางเศรษฐกิจเท่าเทียมกับบัณฑิตระดับสูงยิ่งขึ้นจริง ๆ เพราะอาชีวะไม่ใช่ทางเลือกสำรอง แต่เป็นนาทีทองให้โอกาสที่ “ใช้ทักษะทำเงินได้ทันที”

อย่ามองข้ามอาชีวะอีกแล้ว เพราะอาจเป็นกุญแจสู่ความมั่งคั่งในอนาคต

ที่มา – จบอาชีวะมีลุ้น ‘นฤมล’ เตรียมปลดล็อคกฎหมาย อัพรายได้วุฒิปวช.-ปวส.