ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ทัพฟ้าโชว์ ‘อัลฟาเจ็ต’ พร้อม ‘เสิร์ฟไข่เบอร์ศูนย์’ ลั่น ‘ฮันเตอร์’ พร้อมล่าผู้รุกราน

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เพจ กองทัพอากาศไทย ได้โพสต์ข้อความพร้อมภาพการปฏิบัติการของเครื่องบินโจมตี อัลฟาเจ็ต (Alpha Jet TH) ฝูงบิน 231 กองบิน 23 พร้อมข้อความระบุว่า

ทัพฟ้าโชว์ ‘อัลฟาเจ็ต’ พร้อม ‘เสิร์ฟไข่เบอร์ศูนย์’ ลั่น ‘ฮันเตอร์’ พร้อมล่าผู้รุกราน

“พร้อมปฏิบัติการด้วยจิตใจที่ห้าวหาญของนักรบทางอากาศ และศักยภาพของเครื่องบินโจมตีแบบที่ 7 (อัลฟาเจ็ต) ที่ได้รับการปรับปรุงขีดความสามารถ ให้มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย สามารถปฏิบัติการทางอากาศยุทธวิธีได้ทั้งกลางวันและกลางคืน โดยสามารถใช้อาวุธโจมตีเป้าหมายภาคพื้นได้อย่างแม่นยำ”

การแสดงศักยภาพของ อัลฟาเจ็ต ในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อยืนยันความสามารถในการรักษาความปลอดภัยทางอากาศ และการรับมือกับภัยคุกคามต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมส่งสัญญาณชัดเจนว่า น่านฟ้าของประเทศไทย จะไม่ยอมให้ใครบุกรุกหรือย่ำยีเด็ดขาด

ความพร้อมของกองทัพอากาศ

ความพร้อมของ อัลฟาเจ็ต และ นักบินกองทัพอากาศ นั้นสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องประเทศไทยอย่างเต็มศักยภาพ โดยเครื่องบินรุ่นนี้มีความสามารถในการประมวลผลเป้าหมายได้ทั้งกลางวันและกลางคืน และสามารถโจมตีเป้าหมายภาคพื้นอย่างแม่นยำ ตอบโจทย์ในสถานการณ์ที่ต้องการความรวดเร็วและความแม่นยำสูงสุด

กองทัพอากาศยืนยันว่า ด้วยการลงทุนปรับปรุงและพัฒนาศักยภาพของ อัลฟาเจ็ต ทำให้ไทยสามารถรักษาอธิปไตยในน่านฟ้าของตนเองได้อย่างมั่นคง และเป็นการยืนยันถึงขีดจำกัดของความพร้อมในการป้องกันประเทศและประชาชน

  • อัลฟาเจ็ต TH เป็นเครื่องบินโจมตีที่มีความแม่นยำสูง
  • สามารถบินได้ทั้งกลางวันและกลางคืน
  • พร้อมอาวุธที่ใช้งานในสถานการณ์จริงได้
  • กองทัพอากาศมีความพร้อมสูงสุดในการปกป้องน่านฟ้า

ดังคำกล่าวที่ว่า “น่านฟ้าไทย จะไม่ให้ใครย่ำยี” ซึ่งเป็นการแสดงเจตจำนงอย่างชัดเจนจากกองทัพอากาศไทย ที่พร้อมจะปกป้องประเทศชาติอย่างเต็มศักยภาพในทุกสถานการณ์ เพื่อความมั่นคง ปลอดภัย ของประชาชนชาวไทยทุกคน

หากคุณเป็นผู้ที่สนใจด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ อย่าลืมติดตามข่าวสารจากกองทัพอากาศไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อรับข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับศักยภาพของกองทัพอากาศของเรา

ที่มา – ทัพฟ้าโชว์ ‘อัลฟาเจ็ต’ พร้อม ‘เสิร์ฟไข่เบอร์ศูนย์’ ลั่น ‘ฮันเตอร์’ พร้อมล่าผู้รุกราน

พ่อเมืองตักสิลา เฉลิมฉลองครบ 160 ปี รื้อฟื้นลายผ้า

จังหวัดมหาสารคามเตรียมจัดงานฉลองยิ่งใหญ่ในโอกาสครบรอบ 160 ปีของการสถาปนาเป็นเมือง ซึ่งจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 19 – 24 สิงหาคม 2568 ณ สนามที่ว่าการอำเภอเมืองมหาสารคาม โดยมีกิจกรรมส่งเสริมวัฒนธรรมและสานฝันผ้าไทยมากมาย หนึ่งในหัวใจสำคัญของการจัดงานในปีนี้คือเพื่อรื้อฟื้นและยกระดับ ลายผ้าท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของจังหวัด และเชิญชวนประชาชนทั่วไปมาร่วมกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย

พ่อเมืองตักสิลา เฉลิมฉลองครบ 160 ปี รื้อฟื้นลายผ้า

ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคามกล่าวถึงบทบาทของผู้หญิงในชุมชน และการส่งเสริมบทบาทของพลังสตรีผ่านกิจกรรม Soft Power ด้าน ลายผ้า โดย พ่อเมืองตักสิลา ได้เป็นผู้ขับเคลื่อนกลุ่มเครือข่าย OTOP และกลุ่มทอผ้าจากทั้ง 13 อำเภอ มาร่วมกันฟื้นฟูลายผ้าเก่าแก่ให้กลับมาสร้างสรรค์ใหม่ ด้วยการผสมผสานกับพื้นฐานความงามและภูมิปัญญาด้านศิลปหัตถกรรม

ลายเกร็ดสิริสา สัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจของมหาสารคาม

หนึ่งในผลงานเด่น คือการพัฒนา ลายผ้า แบบดั้งเดิมเป็น ลายเกร็ดสิริสา ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากเครื่องหมายของต้นพฤกษ์ ต้นไม้ประจำจังหวัด ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในภูมิภาค อีกทั้งยังผสมผสานสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งและความอุดมสมบูรณ์จาก “ลายหมี่ข้าวสาร” เดิม เพื่อให้เกิดความหมายลึกซึ้ง และตรงกับบรรยากาศแห่งการฉลองครบ 160 ปีของเมืองมหาสารคามได้อย่างเหมาะสม

ตัวโทนสีได้ถอดความมาจากธรรมชาติ โดยเฉดสีหลักมาจาก “ครั่ง” สัตว์แมลงที่มีบทบาทในการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งสามารถให้เกล็ดสีแดง-ชมพูที่นิยมนำมาใช้ย้อมผ้าพื้นบ้านในสมัยโบราณ โดยลวดลายเสริมด้วยเส้นสีเขียวและสีเหลือง ที่บ่งบอกถึงเกสรและดอกพฤกษ์ จนทำให้ลายผ้าชิ้นนี้ดูมีชีวิตชีวา และสะท้อนถึงสิริมงคลแห่งวาระใหม่อย่างน่าประทับใจ

  • การรวมพลังผู้หญิงในชุมชน
  • การส่งเสริมอาชีพทอผ้าพื้นถิ่น
  • การออกแบบลายผ้าใหม่ เช่น ลายเกร็ดสิริสา
  • เพิ่มรายได้ให้แก่ชุมชนในทุกระดับ
  • ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานและกลุ่มเครือข่าย

นอกจากนี้ยังได้มีการจัดกิจกรรมสวมใส่ผ้าพื้นถิ่น เพื่อเป็นการช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้ ลายผ้าไทยในท้องถิ่นมีชีวิตชีวาต่อไป โดยควรมีเยาวชนเข้าร่วมเรียนรู้เทคนิคและภูมิปัญญาที่มีคุณค่าจากการทอผ้าแบบดั้งเดิม เพราะนี่คือวัฒนธรรมที่กำลังเสี่ยงต่อการสูญหาย และหากไม่มีการรักษาและแพร่หลายไว้ ก็อาจกลายเป็นเพียงความทรงจำ

ด้วยการต่อยอดและสร้างสรรค์เสื้อผ้าให้ทันสมัย เช่น กางเกง เสื้อ และหมวกใน ลายเกร็ดสิริสา หลายชิ้นได้รับความนิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ และแม้กระทั่งกลุ่มผู้ที่สนใจแฟชั่นพื้นถิ่น จังหวัดมหาสารคามจึงเปิดโอกาสให้กลุ่มทอผ้าทุกกลุ่มในจังหวัดสามารถทอ ลายผ้า นี้ได้ภายใต้การขออนุญาตใช้ลิขสิทธิ์ร่วมกัน

การฉลองครบ 160 ปีเมืองมหาสารคามจึงไม่ใช่แค่กิจกรรมเพื่อความสนุกสนาน แต่เป็นโอกาสอันสำคัญที่ประชาชนทุกคนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสานฝันวัฒนธรรม และตอกย้ำว่า พ่อเมืองตักสิลาไม่เพียงแต่เป็นผู้นำในCoroutineงานราชการเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้กล้าขับเคลื่อนสินค้าเชิงวัฒนธรรมแห่งจังหวัดอย่างแท้จริง

หากคุณสนใจอยากเข้าไปสัมผัสความงามของศิลปะผ้าไทยในแบบฉบับมหาสารคาม และร่วมกิจกรรมฉลองกับเพื่อนบ้านผู้มีน้ำใจอบอุ่น มาสัมผัสประสบการณ์และร่วมเป็นหนึ่งในผู้ที่สานต่อลมหายใจของวัฒนธรรมสู่คนรุ่นใหม่ งานนี้ห้ามพลาดเด็ดขาด!

ที่มา – พ่อเมืองตักสิลา ชวนร่วมงาน เฉลิมฉลอง ครบวาระ 160 ปี รื้อฟื้นลายผ้า

คอมเซเว่นมั่นใจไอโฟนใหม่ผลักดันตลาดไอที

คอมเซเว่น รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 68 กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 33.2% สู่ระดับ 1,003.2 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้ารายได้ทั้งปีทะลุ 80,000 ล้านบาท โดยมี คอมเซเว่น เปิดเผยว่า แม้ตลาดจะประสบกับความท้าทายจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก แต่ธุรกิจยังสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง.

คอมเซเว่นมั่นใจครึ่งปีหลังเติบโตต่อ

ผลประกอบการครึ่งปีแรกของ คอมเซเว่น ยังคงฟอร์มแรง โดยงวด 6 เดือนมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 25.2% เทียบ同期 เท่ากับ 1,983.8 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากการขายและการบริการก็เพิ่มขึ้น 10.6% แตะที่ 41,608.5 ล้านบาท ยอดขายสินค้าไอทียังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก แม้ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์เศรษฐกิจโลก

แรงหนุนจาก iPhone ใหม่และสินค้าเทคโนโลยี

ในช่วงครึ่งปีหลัง คอมเซเว่น ตั้งเป้าเดินหน้าขับเคลื่อนรายได้ให้เติบโตต่อ โดยคาดว่า iPhone รุ่นใหม่ล่าสุดจะเป็นกลไกหนึ่งที่จะผลักธุรกิจไอทีให้ฟื้นตัวอย่างชัดเจน โดย คอมเซเว่น เชื่อว่ากระแสความต้องการสินค้าเทคโนโลยีจะยังคงสูงต่อเนื่อง สนับสนุนให้ผลการดำเนินงานในอีกครึ่งปีข้างหน้าเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

นอกจากนี้ บริษัทยังขยายกิจการไปสู่ธุรกิจใหม่ๆ ภายใต้แนวโน้มเมกะเทรนด์ เช่น ธุรกิจแท็กซี่ไฟฟ้า (EV Taxi) ซึ่งดำเนินงานโดยบริษัท อีวีเซเว่น จำกัด โดยมีเป้าหมายส่งมอบรถแท็กซี่ไฟฟ้ารวม 10,000 คันภายในปี 69

  • ส่งมอบแล้ว: 835 คัน (สิ้นไตรมาส 2)
  • แผนส่งมอบในเดือนส.ค.: +190 คัน
  • เป้าหมายปี 68: 3,000 คัน

ขณะเดียวกัน คอมเซเว่น ก็มีแผนขยายสาขาให้ครบ 1,400 แห่งภายในปีนี้ โดยปัจจุบันมีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 1,320 แห่ง

ธุรกิจเสริมเติบโตแข็งแกร่ง

หนึ่งในกิจการที่เติบโตโดดเด่นคือธุรกิจเช่าซื้อภายใต้ บริษัท ธันเดอร์ฟินฟิน จำกัด (UFUND) ซึ่งสิ้นไตรมาส 2/68 มีพอร์ตสินเชื่อเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 3,327 ล้านบาท จากช่วงสิ้นปีก่อนที่ระดับ 2,477 ล้านบาท และตั้งเป้าปลายปีนี้แตะระดับ 4,500 ล้านบาท

  • NPL อยู่ที่ 1.16% (เป้าไม่เกิน 3%)
  • ขยายเครือข่ายความร่วมมือใหม่กว่า 7,000 สาขาในครึ่งปีต้น 69

UFUND เติบโตจากการขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มผู้ใช้ Android นอกเหนือจากรูปแบบ iOS แบบเดิม โดยยังคงนโยบายการปล่อยสินเชื่ออย่างรัดกุม ทำให้มั่นใจในความยั่งยืนของรายได้ในระยะยาว

จากภาพรวมของ คอมเซเว่น ทั้งในด้านผลประกอบการที่มั่นคง การเติบโตของธุรกิจเสริม และการเตรียมรับกระแสความต้องการจาก iPhone รุ่นใหม่ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่จะทำให้บริษัทประสบความสำเร็จถึงเป้ารายได้ที่ 80,000 ล้านบาทภายในปีนี้ได้อย่างแน่นอน

ตลาดไอทีกำลังกลับมาคึกคักอีกครั้ง สินค้าเทคโนโลยียังคงเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง และคอมเซเว่นก็พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความสำเร็จ

ที่มา – “คอมเซเว่น”มั่นใจครี่งปีหลังไอโฟนใหม่ ดันตลาดไอที ตั้งเป้ารายได้ทั้งปีรวม 8 หมื่นล.

น้องเกลแหกทุกกฎวันแรกเรียน ทำแม่ชมยอมใจ

สาวน้อยน่ารัก น้องเกล ลูกสาวของนางแบบชื่อดัง ชมพู่-อารยา ได้เข้าเรียนในระดับอนุบาลเป็นครั้งแรก ซึ่งก็กลายเป็นกระแส话题ที่ทำเอาเหล่าแฟนคลับแห่ตามเชียร์และติดตามความเคลื่อนไหวของน้องเกลอย่างหนัก

น้องเกลแหกทุกกฎวันแรกเรียน

เมื่อล่าสุดเพจ polyplus_jad_hai เปิดเผยวิดีโอที่เพื่อนซี้ต่างวัยของน้องเกลอย่าง ไอส์ ได้ขอข้อมูลกับ “แม่ชม” เรื่องชุดของน้องเกลวันนี้ใส่สีอะไรกันแน่ กลายเป็นบทสนทนาสุดที่ทำเอาใครหลายคนยิ้มอั่นตาม

แม่ชมเล่าให้ฟังว่า “ตอนออกไปโรงเรียนน้องใส่เสื้อสีเขียว แต่ตอนกลับกลับมาบ้านเปลี่ยนเป็นสีแดงแล้ว” ทำเอาไอส์ต้องงงไปตาม ๆ กันเพราะคิดว่าทุกคนในโรงเรียนใส่เสื้อสีเขียวเหมือนกัน

ความแหวกแนวของน้องเกลมีต่อเนื่อง

ไอส์ยังเล่าให้ฟังอีกว่า เมื่อวานน้องเกลบอกว่าวันนี้จะใส่เสื้อสีเหลือง แต่กลายเป็นว่าเดินไปโรงเรียนยังเป็นวันธรรมดาไม่มีกิจกรรมพิเศษใด ๆ แต่น้องเกลก็ใส่เสื้อสีเหลืองเข้าไปอยู่ดี ทำเอา แม่ชม เผยว่า “นางแหวกทุกกฎจริง ๆ”

ไม่ใช่แค่เรื่องเสื้อผ้าเท่านั้น แต่น้องเกลยังมีสไตล์การแต่งตัวและความคิดที่แตกต่างเด็กทั่วไป ทำเอาทั้งเพื่อนและแม่ต้องทึ่งในความเป็นตัวของตัวเองในวัยยังเล็ก

  • น้องเกลใส่เสื้อสีเขียวตอนไปโรงเรียน
  • ตอนกลับบ้านกลับเปลี่ยนเป็นเสื้อสีแดง
  • แม้ไม่มีกิจกรรมพิเศษก็ใส่เสื้อสีเหลืองอยู่ดี

ใครได้ติดตามความน่ารักของ น้องเกล ต้องบอกเลยว่าต้องอมยิ้มไปกับความแปลกแต่น่ารักของเธอกันทุกครั้ง จริง ๆ แล้วความเป็นตัวของตัวเองในวัยเด็กไม่ใช่เรื่องเสียเลย เพราะนั่นคือจุดเด่นที่ทำให้น้องเกลโดดเด่นสุด ๆ สำหรับใครที่ยังตามไม่ทันการเดินทางของน้องเกลสามารถติดตามได้ผ่านอินสตาแกรมของแม่ชม รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน

ชอบความน่ารักแหวกแนวของน้องเกลเช่นกันหรือยัง? อย่าลืมแชร์เรื่องราวของเขาให้เพื่อน ๆ ได้อ่านกันด้วยนะ!

ที่มา – ‘น้องเกล’ ไปเรียนอาทิตย์แรกก็ ‘แหกทุกกฎ’ ทำ ‘แม่ชม’ ยอมใจในความแหวกแนวของลูกสาว!

ฮามาสยอมรับแผนสงบศึก คาดยุติสงครามกาซาเร็วๆ นี้

ความขัดแย้งในเขตฉนวนกาซา ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องนับเดือนรวมทั้งส่งผลให้เกิดวิกฤติทางมนุษยธรรมอย่างหนักหน่วง กำลังมีข่าวดีจากความพยายามของผู้ไกล่เกลี่ยอย่าง อียิปต์และกาตาร์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา หลังจาก ฮามาสยอมรับแผนสงบศึกใหม่ ที่ถูกเสนอขึ้น และพร้อมที่จะเปิดการเจรจาเพื่อยุติสงครามในกาซา ภายใต้เงื่อนไขเบื้องต้นหลายประการ

ฮามาสยอมรับแผนสงบศึกใหม่

วันที่ 19 สิงหาคม สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า กลุ่มฮามาสได้ตอบรับข้อเสนอที่ส่งมาจากคณะผู้ไกล่เกลี่ย โดยไม่ขอเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขใด ๆ กลุ่มได้ยืนยันผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊กว่า พร้อมสำหรับการเจรจาสันติภาพ” นายบาสเซม นาอิม เจ้าหน้าที่อาวุโสของฮามาส กล่าวว่า “เรายื่นคำตอบแล้วและเห็นด้วยกับข้อเสนอใหม่ของคณะผู้ไกล่เกลี่ย เราขอภาวนาต่อพระผู้เป็นเจ้า ให้ดับไฟสงครามครั้งนี้ต่อประชาชนของเรา”

อียิปต์เผยข้อเสนอเบื้องต้น

ข้อเสนอที่ถูกส่งไปยังอิสราเอลนั้น มีรายละเอียดเชิงปฏิบัติ โดยเสนอให้มีการ ยุติการใช้กำลังอย่างเบื้องต้นเป็นเวลา 60 วัน พร้อมการปล่อยตัวผู้ถูกจับกุม นักโทษชาวปาเลสไตน์บางส่วน และการเปิดทางให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมสามารถเข้าสู่ฉนวนกาซาได้ตามลำดับ

OURCE รายงานจากสื่อท้องถิ่นระบุว่า การประกาศข้อตกลงเบื้องต้นจะเกิดขึ้นในไม่ช้า พร้อมกำหนดวันเริ่มต้นการเจรจาภายในไม่กี่วันจากนี้ และย้ำว่ามีการรับประกันผลจะเกิดขึ้นจริง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทางการอิสราเอลยังไม่มีการยืนยันตอบรับอย่างเป็นทางการ

ความพยายามในการบรรลุข้อตกลงสงบศึกนี้ เกิดขึ้นหลังจาก คณะรัฐมนตรีความมั่นคงของอิสราเอล ให้สิทธิ์อนุมัติแผนการโจมตีเชิงลึกเข้าไปในเขต gaซา ซิตี้ ตั้งแต่ช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นการดำเนินการที่ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติ และสร้างแรงกดดันในประเทศตนเองเช่นกัน

  • ฮามาสยอมรับข้อเสนอฯ โดยไม่มีการแก้ไขใด ๆ
  • ระยะเวลาพักสงครามเบื้องต้น 60 วัน
  • เปิดหนทางให้ความช่วยเหลือเข้าสู่ฉนวนกาซา
  • ยังรอการตอบรับจากฝั่งอิสราเอล

การร่วมมือของอียิปต์และกาตาร์ในบทบาทคนกลางถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้าง “วิธีแก้ปัญหาแบบถาวร” ให้กับปัญหายาวนานที่เกิดขึ้นในกาซา มีความหวังว่า การเจรจาครั้งนี้จะนำไปสู่สันติภาพที่แท้จริง

อันที่จริงแล้ว สงครามในกาซาส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะเด็กและผู้หญิงที่เป็นผู้ประสบปัญหาอย่างหนัก หากสามารถยุติการสู้รบที่ไม่มีที่สิ้นสุดได้เร็วขึ้นนี้ จะช่วยลดความเจ็บปวดและฟื้นฟูสภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างมาก

เป็นที่น่าจับตา และติดตามผลว่า ข้อเสนอครั้งนี้จะสามารถเคลื่อนไปสู่ข้อตกลงที่เป็นรูปธรรมสำหรับทุกฝ่ายได้หรือไม่

ที่มา – ฮามาสยอมรับแผนสงบศึกใหม่ พร้อมเจรจายุติสงครามในกาซา

ด.ช.ออทิสติก 13 ปี ถูกรุ่นพี่ล่วงละเมิด 9 ครั้ง แม่สลดหัวใจ

จากกรณีที่เกิดเหตุล่วงละเมิดทางเพศต่อนักเรียนชายวัย 13 ปี ที่มีภาวะ ออทิสติก ภายในโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในอำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ซึ่งถูกรุ่นพี่คนเดียวกันบังคับกระทำอนาจารและล่วงละเมิดทางก้นหลายครั้ง จนกระทบจิตใจอย่างรุนแรง ได้กลายเป็นประเด็นที่สะเทือนสังคมอย่างมาก

ด.ช.ออทิสติกวัย 13 ปีถูกล่วงละเมิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ตามรายงานจากผู้สื่อข่าว เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา นางสาวณภัชกมล สังข์แก้ว อาสาสมัครจากมูลนิธิเป็นหนึ่ง พร้อมด้วยแม่ของเด็กชายผู้เสียหาย อายุ 13 ปี ได้เดินทางไปแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองปัตตานี โดยเปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นไม่น้อยกว่า 9 ครั้ง ซึ่งเกิดภายในโรงเรียนแห่งหนึ่งที่ลูกชายของเธอเรียนอยู่

แม่ของเด็กชารเผยว่า ลูกชายเป็นเด็กที่มีความแตกต่าง เพราะมีภาวะออทิสติก จึงมักจะนั่งรับประทานอาหารอยู่คนเดียวในห้องเรียนในช่วงเวลาพักกลางวัน ก่อให้เกิดโอกาสสำหรับเด็กชายอีกคน ซึ่งเป็นรุ่นพี่อายุ 15 ปี เข้าถึงตัวเขาได้ง่าย และลงมือกระทำความผิดซ้ำๆ

ผลกระทบต่อจิตใจเด็กออทิสติก

เด็กชายเล่าให้แม่ฟังว่า รุ่นพี่บังคับพาเขาไปห้องน้ำชั้น 3 สำหรับผู้ชายก่อนลงมือกระทำอนาจาร จนเขาได้รับบาดเจ็บทั้งร่างกายและจิตใจอย่างหนัก หลังจากเกิดเหตุ เขากลายเป็นเด็กเก็บตัว สื่อสารยาก และมีพฤติกรรมผิดปกติ เช่น ฝันร้ายบ่อย และหวาดกลัวผู้อื่นเข้าใกล้

เมื่อแม่ถามครูในโรงเรียน ได้รับการยืนยันว่าเหตุการณ์มีความเป็นจริง และที่น่าตกใจคือ โรงเรียนมีคำสั่งไล่นักเรียนคนผิดออกแล้ว แต่กลับไม่มีการเยียวยา หรือการช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใดๆ เลย

หน่วยงานยังไม่เคลื่อนไหว ครอบครัวร้องเรียนไร้การเยียวยา

พ.ต.อ.เจฟรีย์ ไศลมานกุล ผู้กำกับการ สภ.เมืองปัตตานี เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวน ได้รวบรวมพยานหลักฐานจากที่เกิดเหตุ รวมถึงการสอบปากคำเด็กชายผู้เสียหายอย่างละเอียด และเตรียมเรียกผู้ต้องหาอายุ 15 ปี เข้ามาสอบสวนเพิ่มเติม

นางสาวณภัชกมล กล่าวว่า ได้เข้ามาดูแลกรณีนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากครอบครัวมีความกังวลว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงได้ประสานงานกับ พมจ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เด็กผู้เสียหายได้รับการดูแลทั้งด้านกายภาพและจิตใจ นอกจากนี้ยังต้องการให้หน่วยงานทางการศึกษาเร่งเข้ามาเร่งแก้ไขและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำแล้วซ้ำอีก

เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงปัญหาส่วนตัวของเด็ก แต่เป็นปัญหาระบบสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนที่ควรได้รับการตรวจสอบและการดูแลอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้เด็กที่มีความแตกต่างอย่าง ออทิสติก ถูกเลือกปฏิบัติหรือตกเป็นเหยื่อได้อีก

หากคุณเป็นพ่อแม่หรือครู ขอให้หมั่นสังเกตพฤติกรรมของเด็ก เช่น การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์หรือพฤติกรรม อาจเป็นสัญญาณสำคัญที่จะช่วยชีวิตเด็กคนหนึ่งได้

ที่มา – ด.ช.ออทิสติกวัย 13 ปี เล่าทั้งน้ำตา! ถูกรุ่นพี่ล่วงละเมิดถึง 9 ครั้ง แม่สุดช้ำใจ ร้องเรียนไร้การเยียวยา

กระทรวงฯสหรัฐยุครูบิโอถอนวีซ่านักเรียน 6,000 ฉบับ

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ในยุคของมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศชาวอเมริกัน ได้ประกาศเพิกถอนวีซ่านักเรียนจำนวน 6,000 ฉบับ โดยเฉพาะในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดกฎหมายของสหรัฐฯ อย่างรุนแรง เช่น การทำร้ายร่างกาย การเมาแล้วขับ การลักทรัพย์ หรือแม้แต่การสนับสนุนการก่อการร้าย

กระทรวงฯสหรัฐยุครูบิโอถอนวีซ่านักเรียน 6,000 ฉบับ

ตามรายงานจากสำนักข่าวเอเอฟพี เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เปิดเผยว่าได้ทำการเพิกถอนวีซ่านักเรียนมากกว่า 6,000 ฉบับ โดยสาเหตุหลักเนื่องจากผู้ถือวีซ่าได้ละเมิดกฎหมายของสหรัฐ โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมรุนแรง
เจ้าหน้าที่กระทรวงฯ ระบุว่าในจำนวนวีซ่าที่ถูกเพิกถอนนั้น ประมาณ 4,000 ฉบับ เป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับการฝ่าฝืนกฎหมายอย่างรุนแรง ไม่มีการแยกแยะตามสัญชาติ ทั้งนี้มาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายของรัฐมนตรีต่างประเทศรูบิโอ ที่เน้นการจัดการนักเรียนต่างชาติอย่างเข้มงวด

รูบิโอให้คำมั่นจะจัดการวีซ่านักเรียนอย่างจริงจัง

รูบิโอเคยให้คำมั่นอย่างชัดเจนว่าจะวางแนวทางที่เข้มแข็งต่อนักเรียนต่างชาติ โดยเฉพาะนักเรียนจากจีน ที่มีพฤติกรรมต่อต้านสหรัฐฯ หรือพันธมิตร เช่น อิสราเอล เขากล่าวว่า “ทุกครั้งที่เจอคนบ้าพวกนี้ ผมก็จะเพิกถอนวีซ่าของพวกเขา” ซึ่งสะท้อนความมุ่งมั่นในการควบคุมและจัดการผู้เข้าศึกษาในสหรัฐฯ อย่างเข้มงวด

นอกจากนี้ เรื่องราวกรณีดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวทางกฎหมายด้วย โดยศาลสหรัฐฯ เพิ่งปล่อยตัว นายมะห์มุด คาลิล นักศึกษาชาวปาเลสไตน์ และ น.ส.รูเมย์ซา ออซเติร์ก นักศึกษาชาวตุรกี ซึ่งถูกเพิกถอนวีซ่าจากการเขียนบทความวิจารณ์อิสราเอลในหนังสือพิมพ์มหาวิทยาลัย

อย่างไรก็ตาม รูบิโอยืนยันว่า รัฐบาลสหรัฐฯ มีสิทธิ์ในการออกและเพิกถอนวีซ่าได้ตามกฎหมายโดยไม่ต้องพึ่งศาล และย้ำว่านักเรียนหรือพลเมืองต่างชาติจะไม่สามารถอ้างสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นภายใต้รัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ได้เหมือนพลเมืองอเมริกัน

ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าวของกระทรวงฯสหรัฐฯ สะท้อนให้เห็นถึงนโยบายการป้องปรามด้านความมั่นคงและการศึกษาในระดับนานาชาติอย่างชัดเจน โดยเฉพาะต่อผู้ที่มีแนวโน้มต่อต้านชาวยิว พันธมิตรของสหรัฐ หรือมีมุมมองทางการเมืองที่ขัดแย้งกับรัฐบาลสหรัฐฯ

หากคุณเป็นนักเรียนต่างชาติที่กำลังวางแผนมาเรียนในสหรัฐฯ การติดตามนโยบายของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิดจะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดทางกฎหมายและรักษาสถานะวีซ่าของคุณได้อย่างต่อเนื่อง

ที่มา – กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐยุค ‘รูบิโอ’ ถอนวีซ่านักเรียนแล้ว 6,000 ฉบับ

พิสิษฐ์ ยันไม่มีข่มขู่ สว.ถอนชื่อศาลรัฐธรรมนูญ

กรณีที่ ส.ว. จำนวน 136 คน ถูกลงชื่อเพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ หลังจากมีความเคลื่อนไหวด้านกฎหมายและการเมืองที่เกี่ยวข้องกับวุฒิสภา ล่าสุด นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ ส.ว. และโฆษกคณะกรรมการประสานงาน (วิป) วุฒิสภา ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ชี้แจงอย่างชัดเจนถึงข้อกล่าวหาที่ว่ามีการ ข่มขู่ ส.ว. ให้ถอนชื่อออกจากกรณีดังกล่าว

พิสิษฐ์ ยันไม่มีข่มขู่ สว.ถอนชื่อศาลรัฐธรรมนูญ

นายพิสิษฐ์เปิดเผยว่า กรณีที่มีข่าวลือเกี่ยวกับการ ข่มขู่ เพื่อให้ ส.ว. บางคนถอนชื่อออกจากรายชื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญนั้น ไม่เป็นความจริงเลย โดยยืนยันว่า ไม่มีการใช้ความรุนแรง ไม่มีการโทรศัพท์ข่มขู่ หรือแม้แต่การกระทำใด ๆ ที่เหมือนกับจะเป็นการจ่ายเงินเพื่อให้คนถอนชื่อ

“เราเป็น ส.ว. ที่ได้รับเลือกมาจากประชาชนกลุ่มอาชีพ และเชื่อมั่นว่าทุกคนมาโดยสุจริต จึงเชื่อว่าไม่มีใครจะไปข่มขู่หรือจ่ายเงินแน่นอน” นายพิสิษฐ์กล่าวอย่างมั่นใจ

ผู้ลงชื่อแสดงความเสียใจ พร้อมแจ้งความดำเนินคดี

ทั้งนี้ ส.ว. ที่อยู่ในรายชื่อกลุ่มที่ลงชื่อเสนอศาลรัฐธรรมนูญ ก็ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญของเรื่อง จึงจำเป็นต้องดำเนินการถอนชื่อ และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการสอบสวนในขั้นต่อไป

นอกจากนี้ สำหรับเรื่องที่มีการใช้ลายมือชื่อปลอมในการลงชื่อ มีการบันทึกประจำวันและแจ้งความดำเนินคดีแล้ว ซึ่งจะเป็นหน้าที่ของสำนักเลขาธิการวุฒิสภาในการจัดการตามกฎหมายต่อไป

เมื่อถูกถามว่า มีรายงานว่า มีการ ข่มขู่ หรือแสดงความไม่พอใจในที่ประชุมจนเกือบทำร้ายร่างกาย นายพิสิษฐ์กล่าวว่า: “โอ้ย เรื่องแบบนี้ไม่มีจริงๆ ไม่มีการทำร้ายร่างกาย เป็นสภาฯ ที่ไม่ได้ใช้กำลัง แต่ใช้ปัญญา คิดว่าไม่มีเหตุการณ์แบบนี้แน่นอน ส่วนคนที่กล่าวแบบนั้น อาจเป็นเรื่องส่วนตัวที่คิดเองเออเอง”

  • ไม่มีการใช้ความรุนแรงหรือข่มขู่ใด ๆ เพื่อให้ ส.ว. ถอนชื่อ
  • ความเคลื่อนไหวทั้งหมดดำเนินไปตามกฎหมายและนโยบายของสภา
  • กรณีมีลายมือชื่อปลอม ได้มีการแจ้งความจับและส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • ส.ว. ที่ยอมรับว่าเข้าใจผิด ได้ประกาศถอนชื่อตามกระบวนการที่ถูกต้องแล้ว

ความรุนแรงไม่ได้ก่อให้เกิดความสงบสุข ในขณะที่ความขัดแย้งทางการเมืองอาจมีให้เห็นบ่อยครั้ง การใช้วิจารณญาณ และความสุจริตในการทำงานของแต่ละบุคคลจึงเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

ที่มา – ‘พิสิษฐ์’ ยันไม่มีข่มขู่ สว.ถอนชื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญฟัน 136 สว.

พรรครวมฝ่ายค้านย้ำไม่เห็นด้วยใช้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินนามธรรม

พรรคประชาชน (ปชน.) ย้ำยืนยันอีกครั้งว่า ไม่เห็นด้วยกับการใช้ ศาลรัฐธรรมนูญ มาตัดสินเรื่องที่เป็นนามธรรม เช่น ประเด็นการผิดจริยธรรม หรือความซื่อสัตย์สุจริต เพราะถือว่าเรื่องดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจเกินกว่าที่องค์กรอิสระจะทำได้

ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินนามธรรม ปชน.มองเป็นปัญหา

ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน กล่าวว่า พรรค พรรครวมฝ่ายค้าน เห็นตรงกันว่าความซื่อสัตย์สุจริต และพฤติกรรมเชิงจริยธรรมนั้น มีความเป็นนามธรรมสูงและตีความแตกต่างกันในแต่ละบุคคล หากให้ศาลตัดสินเรื่องดังกล่าวจะทำให้ชะตากรรมของผู้นำประเทศขึ้นอยู่กับตุลาการเพียง 9 คน

เรียกร้องให้นายกฯ ลาออก หรือยุบสภา

“เราเรียกร้องตั้งแต่ต้นว่าเมื่อเกิดปัญหาครั้งนี้ สิ่งที่พึงกระทำคือความรับผิดชอบส่วนบุคคลจากนายกรัฐมนตรีเอง ทั้งด้วยการลาออก หรือการยุบสภาเพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินด้วยเสียงแทน” นายนปกรณ์วุฒิกล่าว

หากนายกรัฐมนตรียังยืนยันอยู่ในตำแหน่งต่อไป พรรคประชาชนมองว่าจะเกิดความล่าช้าในการแก้ไขปัญหา และระบบการเมืองรวมถึงรัฐสภาจะต้องลำบากมากขึ้น ขณะที่รัฐบาลยังต้องดำเนินงานภายใต้ความไม่แน่นอนจากผลคำตัดสินของศาล

ท่าทีรัฐบาลตอนนี้ คือปูทางเลือกตั้งใหม่?

การที่รัฐบาลยังไม่ยุบสภา แต่กลับมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งผู้ว่าฯ จังหวัดต่างๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก พรรคประชาชนมองว่า นี่เป็นเรื่องปกติในการเมืองเชิงอำนาจ เพราะต้องเตรียมความพร้อมหากมีการเลือกตั้งใหม่ในอนาคต

  • หากนางสาวแพทองธารยังดำรงตำแหน่ง นายกฯ ต่อไป พรรคประชาชนจะเรียกร้องให้มีการชี้แจงผลการรับผิดชอบ
  • หากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ลาออก ก็ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ตามมา

แต่ทั้งนี้ หากมีการตัดสินแล้วรัฐบาลยังยืนหยัดขอเลื่อนเลือกตั้ง ก็แปลว่าไม่มีเจตนาแก้ไขปัญหา และจะกลายเป็นรัฐบาลที่บกพร่อง ตัดสินใจไม่ได้ และทำให้สภามีบทบาทน้อยลง

ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินเร็ว ช่วยลดความไม่ชัดเจน

พรรคประชาชนนำโดย นายปกรณ์วุฒิ เชื่อว่าหากศาลรัฐธรรมนูญมีความชัดเจนในการตัดสิน ก็จะช่วยลดความกระท่อนกระเท่านของระบบการเมือง และประชาชนจะมีความเชื่อมั่นสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม หากศาลยังตัดสินช้า อาจส่งผลให้สภามีบทบาทลดลง อีกทั้งการออกกฎหมายของรัฐบาลก็จะล่าช้า

ในตอนนี้ รัฐบาลที่เหลือเสียงบางและเสียงปริ่มน้ำ ต้องเผชิญกับความท้าทายจากการขับเคลื่อนงานของคณะรัฐมนตรี ซึ่งหากขาดการสนับสนุนจากฝ่ายนิติบัญญัติ ก็อาจจะไม่สามารถผลักดันนโยบายสำคัญผ่านไปได้เลย

ประเด็น “ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินนามธรรม” จึงเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาระบบการเมือง และพรรคประชาชนมองว่า ความซื่อสัตย์จริยธรรม ควรมีการประเมินจากความรับผิดชอบทางการเมือง มากกว่าการใช้อำนาจตุลาการ

หากประชาชนได้ตัดสินใจเลือกพรรคร่วมฝ่ายค้านเข้ามาบริหารประเทศ มากกว่าการให้ศาลตัดสินบทบาทของผู้นำ ก็จะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงในระบบการเมืองไทย

ที่มา – ‘‘พรรคประชาชน’ย้ำไม่เห็นด้วยใช้‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ตัดสินเรื่องนามธรรม

ทหารเขมรโวยเดือด! ไทยพาคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนตรวจเยี่ยม ‘ช่องอานม้า’

ทหารเขมรโวยเดือด! ไทยพาคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนตรวจเยี่ยม ‘ช่องอานม้า’ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568 กองบัญชาการกองทัพไทย โดยกรมข่าวทหาร ได้จัดนำคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team: IOT) จากประเทศสมาชิกอาเซียน 8 ประเทศ ได้แก่ บรูไน, มาเลเซีย, ลาว, อินโดนีเซีย, เมียนมา, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และเวียดนาม รวมทั้งสิ้น 14 นาย เดินทางมายังพื้นที่ ช่องอานม้า อำเภอ น้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อตรวจสอบสถานการณ์รุกล้ำของฝ่ายกัมพูชารวมถึงผลกระทบต่อความมั่นคงและความไว้วางใจระหว่างประเทศ

ทหารเขมรโวยเดือด! ไทยพาคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนตรวจเยี่ยม ‘ช่องอานม้า’

คณะผู้สังเกตการณ์มี พลตรี ซัมซุล ริซัล บิน มูซา ผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซียประจำประเทศไทย เป็นหัวหน้าคณะ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามรูปภาพสถานการณ์จริง หลังมีรายงานว่า กัมพูชารุกล้ำเข้ามาตัดลวดหนาม ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

ความเคลื่อนไหวของทหารกัมพูชา

ขณะที่คณะฯ กำลังเดินทางเข้าพื้นที่ มีทหารกัมพูชานายหนึ่งแสดงท่าทีไม่พอใจ ด้วยการกล่าวเสียงดัง และปฏิเสธไม่ให้คณะฯ เข้าไปสำรวจบริเวณโดยรอบอย่างเสรี อ้างว่า “มีจำนวนผู้ติดตามมากเกินไป” และสั่งให้จำกัดให้คณะฯ เข้าไปยังบริเวณ อนุสาวรีย์ตาอม เท่านั้น ส่วนเจ้าหน้าที่และสื่อมวลชนของไทยถูกห้ามให้เข้าใกล้

ทหารกัมพูชายังกล่าวอ้างเรื่องอธิปไตย และจะหาทางทำให้สถานการณ์แย่ลงตลอดเวลานาน อย่างไรก็ตาม ระบุชัดเจนว่าคณะจะเน้นฟังสรุปสถานการณ์จากฝ่ายทหารไทย และสังเกตกันยังภาพหลักฐานที่มี มากกว่าความเคลื่อนไหวด้านท่าทีจากฝั่งศัตรู

ทั้งนี้ การตรวจเยี่ยมครั้งนี้ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง คณะได้ตรวจสอบบริเวณโดยรอบซึ่งพบว่าได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ในอดีต จากการระเบิดและไฟไหม้ ส่วน อนุสาวรีย์ตาอม ยังคงเป็นจุดตรวจสำคัญตามแผน ซึ่งรัฐบาลไทยได้ชี้แจงว่า ภูมิภาคอีกฝั่งนั้นเคยใช้เป็นศูนย์อพยพของ UNHCR ก่อนจะเปลี่ยนแปลงเป็นคาสิโนในปัจจุบัน

  • ตรวจเยี่ยมพื้นที่ ช่องอานม้า โดยคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน
  • ทหารกัมพูชากีดขวางไม่ให้เข้าสำรวจ
  • คณะยืนยันให้ความสำคัญกับการรับฟังข้อมูลจากทหารไทย
  • พบความเสียหายในพื้นที่จากรุ่นก่อน

พื้นที่ ช่องอานม้า เป็นหนึ่งในพื้นที่ประเด็นร้อนที่เคยประสบเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายทหารไทย-กัมพูชา ในอดีต ปัจจุบันถูกควบคุมอย่างเข้มงวดโดยมีทหารฝั่งสองประเทศมาตรึงกำลังโดยปราศจากอาวุธ ตามข้อตกลงการหยุดยิงที่มีผลบังคับใช้อยู่ในขณะนี้

กรณีการตรวจเยี่ยมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความร่วมมือทางการทหารระหว่างสมาชิกอาเซียน พร้อมเปิดพื้นที่สำหรับการแสดงบทบาทของระบบกฎหมายและการระบุข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเพื่อบรรเทาความตึงเครียดภายใต้การประนีประนอม

ที่มา – ทหารเขมรโวยเดือด! ไทยพาคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนตรวจเยี่ยม ‘ช่องอานม้า’