ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

กองทัพบกยัน ‘หนองจาน’ อยู่ในเขตไทย

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 แฟนเพจ “กองทัพบก Royal Thai Army” ได้ออกมาชี้แจงกรณีที่ชาวกัมพูชาร้องเรียนเกี่ยวกับรั้วลวดหนามในพื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว โดยยืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตประเทศไทยอย่างชัดเจน

กองทัพบกยัน ‘หนองจาน’ อยู่ในเขตไทย

ตามข้อมูลจากกองทัพบก ระบุว่าบ้านหนองจานตั้งอยู่ในเขต ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ซึ่งอยู่ระหว่างหลักเขตแดนที่ 46-47 ซึ่งในอดีตเคยเป็นพื้นที่รองรับชาวกัมพูชาที่อพยพหนีสงคราม แต่ในภายหลังพบว่ามีการขยายชุมชนรุกล้ำเข้ามา จนกระทบกับข้อตกลง MOU 43

ความเป็นมาของปัญหา

ปัญหาในพื้นที่แบ่งออกเป็น 3 ประเด็นหลัก ดังนี้

  • ข้อโต้แย้งเรื่องหลักเขต: ไทยและกัมพูชาไม่สามารถตกลงเรื่องหลักเขตแดนในพื้นที่นี้ได้ โดยฝ่ายกัมพูชาอ้างว่าหลักเขตถูกขยับเข้าไปในดินแดนของตน ทำให้ต้องใช้กลไกทวิภาคีเช่น JBC เพื่อแก้ปัญหา
  • การตั้งถิ่นฐานอย่างถาวรโดยไม่ได้รับอนุญาต: แม้ไทยเคยให้ความช่วยเหลือชาวกัมพูชาในช่วงภาวะสงคราม แต่หลังสถานการณ์สงบ หลายคนเลือกที่จะอยู่ต่อในพื้นที่ไทยโดยไม่ยินยอมกลับประเทศ
  • การติดตั้งรั้วลวดหนาม: การวางรั้วไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อระบุเขตแดน แต่เพื่อความปลอดภัยของกำลังพล โดยเฉพาะเพื่อป้องกันอาวุธทุ่นระเบิดที่อาจถูกลักลอบนำเข้ามาใช้

ทั้งนี้ กองทัพบกยืนยันว่าได้มีการประท้วงอย่างต่อเนื่องต่อพฤติกรรมของฝ่ายกัมพูชาที่สนับสนุนให้ราษฎรสร้างถิ่นฐานอย่างถาวรในบริเวณดังกล่าวตั้งแต่ปี 2557 แต่ฝ่ายกัมพูชายังไม่มีการตอบสนองหรือชี้แจงอย่างเป็นทางการ

กัมพูชานำประชาชนมาบิดเบือนข้อเท็จจริง

โฆษกกองทัพบก “พลตรี วินธัย สุวารี” กล่าวว่าฝ่ายกัมพูชามีเจตนาใช้ประชาชนเป็นช่องทางในการรุกล้ำพื้นที่อธิปไตยไทย โดยพยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าเฉพาะทหารกับทหาร พร้อมทั้งจงใจบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อให้สังคมโลกเข้าใจผิด

เขาเผยว่าความช่วยเหลือของไทยในอดีตเป็นเพื่อแสดงน้ำใจต่อเพื่อนบ้าน ไม่ใช่การยอมแพ้ในเรื่องเขตแดน และย้ำว่ากองทัพไทยใช้สันติวิธีอย่างครบวงจรในการแก้ปัญหา

ดังนั้น ทุกฝ่ายควรเข้าใจถึงบทบาทของทหารไทยในการปกป้องพรมแดนอย่างมีมารยาท พร้อมรักษาความน่าเชื่อถือของประเทศไว้ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการบิดเบือนข้อเท็จจริงจากข้างนอก

หากคุณเห็นด้วยกับการปกป้องอธิปไตยไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย อย่าลืมแบ่งปันบทความนี้เพื่อเพิ่มความเข้าใจให้กับสังคมออนไลน์ และสนับสนุนหน่วยงานที่ทำงานอย่างขยันเพื่อรักษาความสงบสุขให้ชาติ

ที่มา – กองทัพบกยัน ‘หนองจาน’ อยู่ในเขตไทย ชี้กัมพูชารุกล้ำ-บิดเบือนข้อเท็จจริง

สมศักดิ์ยืนยันทุกอย่างต้องเป็นไปตามระเบียบ หลังหมอสุภัทรโวยออกจากราชการปมซื้อATK

กรณีของนพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา รวมทั้งเป็นประธานชมรมแพทย์ชนบท ที่ออกมาเปิดเผยว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรมในข้อกล่าวหาการสั่งซื้อ ATK หรือชุดตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 รู้ผลเร็ว ซึ่งถูกตรวจสอบว่ามีลักษณะแบ่งซื้อแบ่งจ้าง ผิดระเบียบราชการ นั้น ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามองอย่างใกล้ชิด

สมศักดิ์ยืนยันทุกอย่างต้องเป็นไปตามระเบียบ

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ที่ผ่านมา นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ชี้แจงถึงสถานการณ์ในประเด็นนี้ว่า “ทุกอย่างต้องเป็นไปตามระเบียบ” โดยยืนยันว่าเรื่องนี้อยู่ในขั้นตอนการสอบสวนของคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง ซึ่งไม่ควรมีการแทรกแซงหรือกล่าวอ้างโดยไม่มีข้อมูลชัดเจน

การกระทำแม้ไม่มีเจตนาผิดก็ต้องอยู่ในกรอบระเบียบ

รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า แม้บางครั้งการกระทำของข้าราชการอาจไม่ได้มีเจตนาทุจริตหรือโกงกิน แต่หากมีความผิดในระเบียบราชการ ก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัดเสมอ เพราะกฎหมายคือกฎเกณฑ์ที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม การไม่ใส่ใจในขั้นตอนนี้อาจก่อให้เกิดความเสียหายในระยะยาวต่อระบบราชการโดยรวม

“หน่วยงานราชการมีจำนวนมาก จึงไม่สามารถตรวจสอบได้ครบทุกราย ดังนั้นหากมีความไม่ถูกต้อง ควรแจ้งผ่านระบบการร้องเรียนอย่างเป็นทางการ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการอย่างรอบด้าน” รัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติม

ผลสอบยังอยู่ในขั้นตอน ยังไม่มีบทสรุป

เมื่อถูกสอบถามถึงข่าวลือที่ระบุว่า นพ.สุภัทร อาจถูกให้ออกจากราชการ นายสมศักดิ์กล่าวว่า “ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดเพราะยังอยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมการสอบ” นอกจากนี้ยังเน้นย้ำว่า เรื่องนี้ยังเป็นความลับทางราชการจนกว่าคณะกรรมการจะส่งรายงานผลเข้ามา ดังนั้นใครรู้ข้อมูลแล้วไปเปิดเผยก่อนเวลา ย่อมเป็นการผิดเช่นกัน

  • ผู้เข้ารับการสอบสวนไม่จำเป็นต้องทราบรายละเอียดขั้นตอนทั้งหมด
  • คณะกรรมการสอบต้องทำงานตามหน้าที่อย่างเป็นกลาง
  • หากมีข้อสงสัย ควรแจ้งทางช่องทางราชการอย่างถูกต้อง

นายสมศักดิ์กล่าวอีกว่า หากประชาชนหรือผู้เกี่ยวข้องมีข้อร้องเรียน กระทรวงฯ ยินดีรับฟังเพื่อให้เกิดความโปร่งใส เป็นธรรม และเป็นไปตามกฎหมาย รวมถึงหากผู้ใดอยู่ระหว่างการสอบ ควรรอผลอย่างอดทน อย่าเพิ่งตัดสินใจได้หูได้ใจ

ระบบราชการต้องมั่นคงและเข้าใจง่าย

ทั้งนี้ รัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า ตนมีความตั้งใจที่จะให้บุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ทั้งหมดทำงานในระบบราชการที่เข้าใจง่าย และไม่กรอบแคบเกินเหตุ ซึ่งขณะนี้มีการร่าง ระเบียบที่จะช่วยตีความให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันปัญหาในการดำเนินงานในอนาคต

อย่างไรก็ตาม เรื่องของนพ.สุภัทรยังอยู่ในขั้นตอนที่ต้องรอดูผลสอบจากคณะกรรมการ และหากมีการเปิดเผยต่อสาธารณชนจะต้องอยู่ภายใต้หลักของกฎหมายเท่านั้น

ในฐานะผู้บริโภคและสังคม เราควรตั้งตารอผลการสอบอย่างมีสติ และใช้สิทธิในการกำกับดูแลไปพร้อมกันกับหน่วยงานที่มีอำนาจ โดยไม่เข้าไปแทรกแซง หรือแพร่ข่าวให้ลอกครอกจนเกินจริง เพราะอาจส่งผลเสียทั้งต่อหน่วยงานและบุคคลที่เกี่ยวข้องได้

ที่มา – ‘สมศักดิ์’ ลั่นทุกอย่างต้องเป็นไปตามระเบียบ หลัง ‘หมอสุภัทร’ โวยถูกให้ออกจากราชการ ปมซื้อ ATK

ปศุสัตว์เพชรบุรีบันทึก MOU กับกลุ่มผู้เลี้ยงโคเนื้อ

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม น.สพ.ชาติชาย ยิ้มเครือ ปศุสัตว์จังหวัดเพชรบุรี พร้อมด้วยนายชาญณรงค์ จัดนอก รักษาราชการแทนปศุสัตว์อำเภอแก่งกระจาน และเจ้าหน้าที่กลุ่มพัฒนาคุณภาพสินค้าปศุสัตว์ ได้เดินทางลงพื้นที่ บ้านพุสวรรค์ ม.4 ต.พุสวรรค์ อ.แก่งกระจาน เพื่อดำเนินการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนพุสวรรค์โคเนื้อเพชรบุรี ซึ่งมีสมาชิกทั้งหมด 15 ราย และกำลังเลี้ยงโคเนื้อทั้งหมด 47 ตัว ในฐานะผู้นำร่องในการปฏิบัติการ ปศุสัตว์ปลอดภัย ไร้สารเร่งเนื้อแดง ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ปศุสัตว์เพชรบุรีบันทึก MOU ร่วมขจัดสารเร่งเนื้อแดง

การได้ลงนามบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้ถือเป็นร่างกายสำคัญของนโยบายที่รัฐบาลได้กำหนดไว้ โดย ปศุสัตว์จังหวัดเพชรบุรี กำลังเปิดปฏิบัติการเชิงรุกเพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตของผู้เลี้ยงโคเนื้อให้สอดคล้องกับแนวทางของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มีเป้าหมายให้ผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ในประเทศไทยปลอดภัย บริโภคได้ ไร้สารเร่งเนื้อแดง

น.สพ.ชาติชาย กล่าวว่า ตามนโยบายของนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประกาศอย่างชัดเจนว่าประเทศไทยจะไม่ใช้สารเร่งเนื้อแดงเข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์สัตว์เด็ดขาด เนื่องจากสารเหล่านี้มีความเสี่ยงต่อสุขภาพของผู้บริโภคอย่างมาก

อันตรายของสารเร่งเนื้อแดง

สารเร่งเนื้อแดง หรือสารเคมีในกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์ ได้แก่ สารซัลบูทามอล หรืออัลบูเทอรอล เคลนบูเทอรอล และแรคโทพามีน เป็นสารที่ผู้เลี้ยงสัตว์บางรายมีแนวโน้มจะนำไปผสมใส่ในอาหารเพื่อเพิ่มปริมาณเนื้อแดงให้กับสัตว์ ทำให้เนื้อออกสีแดงสดสะดุดตา และดูน่ารับประทานมากขึ้น ส่งผลให้ “ต้นทุนต่ำ กำไรสูง” แต่ผลข้างเคียงที่มันก่อให้เกิด “ภัยอันตรายต่อสุขภาพผู้บริโภค” กลับสูงกว่ากำไรที่ได้มาก

ผู้บริโภคที่มีโอกาสเสี่ยงต่อสารเร่งเนื้อแดง เมื่อบริโภคเนื้อสัตว์ที่อาจมีสารตกค้าง จำนวนมาก อาจพบอาการ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว หน้าแดง ชาตามแขนขา ตัวสั่น ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย กระวนกระวาย และหากในกรณีรุนแรงอาจมีอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น หัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือเป็นผู้ป่วยโรคไทรอยด์

นอกจากอันตรายต่อมนุษย์แล้ว สารเร่งเนื้อแดงยังส่งผลเสียต่อสัตว์อีกด้วย โดยอาจทำให้สัตว์เกิดการหัวใจเต้นเร็วมากผิดปกติ กล้ามเนื้อหัวใจตาย และเกิดภาวะเครียดจากความร้อน หรือ Heat Stress ซึ่งเห็นได้จากกล้ามเนื้อที่มีลักษณะนูนเด่นผิดปกติ โดยเฉพาะบริเวณสะโพก สันหลัง หรือหัวไหล่

ตอกย้ำความร่วมมือเพื่อคุณภาพอาหารปลอดภัย

ด้วยเหตุนี้ ปศุสัตว์เพชรบุรี จึงได้ริเริ่มเปิดพื้นที่ปฏิบัติการเพื่อขจัดสารเหล่านี้อย่างเด็ดขาด โดยการมีแนวทางชัดเจนในการกำกับตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ตั้งแต่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ โรงฆ่าสัตว์ โรงงานแปรรูป และตลาดจำหน่าย ทุกขั้นตอนต้องเป็นไปตามมาตรฐานอาหารปลอดภัย

ในกรณีที่มีผู้ใดฝ่าฝืนกฎหมายโดยการผลิต นำเข้า หรือขายอาหารสัตว์ที่มีสารเร่งเนื้อแดง ซึ่งเป็นสิ่งที่กฎหมายห้าม ตาม พ.ร.บ.ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ.2535 จะมีความผิดโดยถูกปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ

การลงนาม MOU ระหว่าง ปศุสัตว์เพชรบุรี และกลุ่มผู้เลี้ยงโคเนื้อในครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนให้จังหวัดเพชรบุรีก้าวเป็นจังหวัดต้นแบบในการผลิตปศุสัตว์ปลอดภัย ไร้สารห้ามใช้ ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันให้ผู้เลี้ยงสัตว์รายอื่นเข้าร่วมและปฏิบัติตามแนวทางเดียวกัน เพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพอาหารไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

ทั้งนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ และยกระดับส่งเสริมการส่งออกผลิตภัณฑ์ทางด้านปศุสัตว์ไปสู่ตลาดที่มีมาตรฐานในอนาคต

เนื้อปลอดภัย คือทางเลือกสำหรับผู้บริโภคที่รักสุขภาพในยุคปัจจุบัน เพราะการบริโภคที่ปลอดภัย คือการเริ่มต้นของชีวิตที่ดี

ที่มา – “ปศุสัตว์เพชรบุรี” เปิดปฏิบัติการเชิงรุก บันทึก MOU กับกลุ่มผู้เลี้ยงโคเนื้อ

ภูมิธรรม ยันสบายๆ หลังถูกแจ้งความปมปล่อยกัมพูชา

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา เวลา 12.05 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นาย ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้รักษาการแทนนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์กรณีองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันภาคพลเมืองขอนแก่นได้แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน โดยมีข้อหาที่เกี่ยวข้องกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 119, 120, 124, 157 และมาตราอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง มาจากการที่มีการปล่อยให้กัมพูชารุกรานพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะเขตจังหวัดขอนแก่น

ภูมิธรรม ยันสบายๆ หลังถูกแจ้งความปมปล่อยกัมพูชา

ต่อประเด็นดังกล่าว นางภูมิธรรมได้กล่าวว่าไม่มีปัญหา เพราะตนเองเคยเป็นนักการเมืองที่ผ่านกระบวนการทางกฎหมาย โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามาใช้สิทธิแจ้งความได้ตามกฎหมาย ถ้าหากตำรวจรับดำเนินคดีและส่งขึ้นศาล ก็พร้อมให้ศาลพิจารณา หากศาลเห็นว่าจำเป็นต้องเรียกตนไปให้คำให้การ เขาก็พร้อมสนองตอบเพราะไม่กลัวกฎหมายแต่อย่างใด

ตั้งคำถามเกี่ยวกับบทกฎหมายที่สมควรแก้ไข

อย่างไรก็ตาม ท่านยังได้เสนอความเห็นว่า สังคมไทยยังมีประเด็นหลายเรื่องที่ควรจะได้รับการพิจารณาแก้ไขเกี่ยวกับกฎหมาย โดยท่าน ภูมิธรรม ได้แน้นว่า ไม่ใช่เรื่องที่ใครได้แต่นึกอยากทำอะไรก็ทำตามอารมณ์ได้ การมีกระบวนการยุติธรรมในการดำเนินงานจึงเป็นสิ่งสำคัญ และถือว่าไม่มีปัญหาใด ๆ ถ้ากระบวนการเป็นไปตามกฎหมายอย่างถูกต้อง

  • ความพร้อมให้ถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
  • การเปิดโอกาสให้ประชาชนใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย
  • การยกประเด็นเรื่องการทบทวนกฎหมายให้เหมาะสมกับสังคมปัจจุบัน

การออกมาให้สัมภาษณ์ของภูมิธรรม ยืนยันความมั่นใจในตัวเองอย่างชัดเจน ทั้งยังเปิดพื้นที่ให้เกิดการทบทวนกลไกกฎหมายใหม่ ๆ เพื่อให้เข้ากับบริบทของสังคมในปัจจุบัน ที่ผ่านมา ท่านได้รับความสนใจจากสังคมและสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว และดูเหมือนว่ากรณีนี้อาจจะไม่จบลงแค่การแจ้งความเท่านั้น

ทั้งนี้ หากต้องเผชิญหน้าคดีในศาล อาจสะท้อนถึงมุมมองต่าง ๆ ของสังคมไทยเกี่ยวกับความยุติธรรม การเมือง และความรับผิดชอบของข้าราชการในวงกว้าง

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’ บอก สบายๆ หลังองค์กรต้านคอร์รัปชันขอนแก่น แจ้งความเอาผิดปมละเลยปล่อยเขมรรุกรานไทย

อบจ.สมุทรสงครามอนุมัติงบปี 69 หนุนการศึกษารวมกว่า 25 ล้านบาท

ในการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สมุทรสงคราม สมัยสามัญ สมัยที่ 2 ครั้งที่ 1 ประจำปี 2568 ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 สำหรับแผนงานด้านการศึกษาในพื้นที่โดยรวมกว่า 25.7 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในการยกระดับคุณภาพการศึกษาเพื่อสร้างโอกาสและความพร้อมแก่เยาวชนในพื้นที่

นายเจษฏา ญาณประภาศิริ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรสงคราม

อบจ.สมุทรสงครามอนุมัติงบปี 69 หนุนการศึกษารวมกว่า 25 ล้านบาท

นายเจษฏา ญาณประภาศิริ หรือ “กอล์ฟ” นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรสงคราม เปิดเผยว่า งบประมาณที่อนุมัติในครั้งนี้ครอบคลุมทุกระดับการศึกษา ตั้งแต่ระดับก่อนวัยเรียน ประถมศึกษา ไปจนถึงการศึกษาไม่กำหนดระดับ เพื่อให้แน่ใจว่าทุกกลุ่มเยาวชนในพื้นที่มีโอกาสในการพัฒนาศักยภาพอย่างเท่าเทียม

จัดสรรงบประมาณให้โรงเรียนในสังกัด อบจ. สมุทรสงคราม

สำหรับโรงเรียนวัดเกตการาม ตั้งอยู่ในตำบลโรงหีบ อำเภอบางคนที ซึ่งเป็นโรงเรียนในสังกัด อบจ. สมุทรสงคราม ได้รับงบประมาณในการดำเนินงานรวมทั้งสิ้น 8,638,051 บาท แบ่งเป็น

  • งบบุคลากร จำนวน 3,502,951 บาท สำหรับเงินเดือนครู การเลื่อนขั้นเงินเดือน และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
  • งบดำเนินงาน จำนวน 5,135,100 บาท ครอบคลุมการอบรมพัฒนาบุคลากร ค่าเช่าที่อยู่อาศัยของครู เงินช่วยเหลือการศึกษาบุตร ค่าอาหารกลางวันนักเรียน (350,000 บาท) ค่าเครื่องแบบ อุปกรณ์การเรียน กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (รวม 317,500 บาท) รวมถึงงบพัฒนาห้องสมุดโรงเรียนอีก 100,000 บาท

บรรยากาศการประชุมสภาอบจ.สมุทรสงคราม

สนับสนุนการศึกษาในระดับทั่วไป

นอกจากนี้ งบประมาณด้านการศึกษาไม่กำหนดระดับยังได้รับการจัดสรรงบประมาณรวม 17,100,500 บาท โดยประกอบด้วย

  • งบดำเนินงาน จำนวน 500,000 บาท สำหรับจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ
  • งบอุดหนุน จำนวน 16,600,500 บาท เพื่อพัฒนาบุคลากรด้านการศึกษา ซึ่งครอบคลุมโครงการต่าง ๆ เช่น
    • โครงการจัดหาครูแก้ปัญหาขาดแคลนบุคลากรของศูนย์การศึกษาพิเศษจังหวัด จำนวน 348,000 บาท
    • สนับสนุนต้นทุนการสอนครูในโรงเรียนสังกัด สพป.สมุทรสงคราม จำนวน 11,825,000 บาท
    • ยกระดับการสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียน จำนวน 2,062,500 บาท

ทั้งนี้ นายเจษฏา กล่าวเสริมว่า งบประมาณที่จัดสรรในปี 2569 สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรสงครามที่ต้องการลงทุนอย่างต่อเนื่องในด้านการศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมให้เยาวชนในพื้นที่มีความรู้ ทักษะ และสามารถแข่งขันในตลาดแรงงานและสังคมในอนาคตได้อย่างมั่นคง

มองการศึกษาคือหัวใจของการพัฒนา

การจัดสรรงบประมาณในวงเงินกว่า 25 ล้านบาทนี้ เป็นการยืนยันว่า อบจ.สมุทรสงครามไม่เพียงแค่ให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับ “ต้นทุนคน” การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ผ่านการศึกษาถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตของพื้นที่อย่างยั่งยืน

หากคุณเป็นผู้ปกครองหรือผู้ที่สนใจในพัฒนาการเด็กในจังหวัดสมุทรสงคราม การให้ความสำคัญกับงบประมาณเหล่านี้น่าจะคุ้มค่าอย่างมากเพราะทุกบาทที่ลงทุน เชื่อมโยงไปยังอนาคตของลูกหลานของพวกเรา

ที่มา – สภาอบจ.สมุทรสงคราม อนุมัติงบปี 69 หนุนการศึกษารวมกว่า 25 ล้านบาท

“ปณท”เปิดแผนธุรกิจครึ่งปีหลัง ผ่าน 6 เดือนแรกทำกำไร 631 ล.

นายดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) เปิดเผยว่า ในโอกาสครบรอบ 142 ปี องค์กรได้ขับเคลื่อนธุรกิจโดยตั้งเป้าหมายรักษาตำแหน่งผู้นำด้านการขนส่งอันดับหนึ่งของไทย พร้อมรักษาส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 30% โดยเน้นย้ำที่คุณภาพการบริการตั้งแต่ขั้นตอนรับพัสดุ ส่งต่อ และการนำจ่ายทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ

“ปณท”เปิดแผนธุรกิจครึ่งปีหลัง ผ่าน 6 เดือนแรกทำกำไร 631 ล.

ปัจจุบัน “ปณท”มีเครือข่ายกว้างขวางกว่า 50,000 จุดบริการทั่วประเทศ และสามารถส่งออกสินค้าไปยัง 193 ประเทศ ด้วยจำนวนปลายทางขนส่งทั้งสิ้น 205 แห่ง โดยบริการ EMS มีสัดส่วนรายได้ถึง 43.31% ของรายได้รวมทั้งหมดของบริษัท

เน้นบริการดิจิทัลและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

เพื่อตอบสนองความต้องการของยุคสมัย “ปณท” เตรียมเปิดตัว “ดิจิทัล โพสต์ บ็อกซ์” หรือที่เรียกว่า บริการตู้ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถใช้งานได้ง่าย รวดเร็ว และปลอดภัย โดยระบบสามารถแปลงข้อมูลส่วนบุคคลเป็นรหัส 6 หลัก และพร้อมเปิดตัวในเดือนกันยายน 2568 นี้

ยิ่งไปกว่านั้น องค์กรยังผลักดันให้การขนส่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยนำรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้งานภายในระบบ เพื่อลดการปล่อยคาร์บอน และใช้เทคโนโลยี AI เพื่อลดต้นทุนการจัดการด้านขนส่งได้กว่า 100 ล้านบาท

ผลประกอบการครึ่งปีแรกสร้างสถิติยอดเยี่ยม

สำหรับผลประกอบการในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 “ปณท” ทำกำไรสุทธิรวม 631.56 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากถึง 362.34% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้รวมทั้งสิ้น 11,544 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 8.88% จากรอบเดียวกันในปีที่ผ่านมา

  • บริการ EMS ผู้นำด้านขนส่งด่วนภายในประเทศ
  • เครือข่ายครอบคลุมกว่า 50,000 แห่งทั่วประเทศ
  • มีระบบติดตามพัสดุแบบเรียลไทม์
  • บริการตู้ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์เร็วปลอดภัย
  • นำ AI และยานยนต์ไฟฟ้ามาใช้ในระบบ

นอกจากนี้ บริษัทยังเจาะกลุ่มเกษตรกรภายในประเทศ โดยเปิดให้ส่งผลผลิตผ่านเครือข่ายกว่า 1,200 จุด พร้อมแพลตฟอร์ม ThailandPostMart ที่ช่วยเพิ่มช่องทางการขายสินค้า โดยในครึ่งปีแรกทำรายได้กว่า 360 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน และคาดว่าจะสามารถทำรายได้รวมทั้งปีสูงถึง 760 ล้านบาท

เตรียมเปิดตัวซูเปอร์แอปใหม่ในช่วงปลายปีนี้

ในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทเตรียมเปิดตัวซูเปอร์แอปพลิเคชัน ที่รวมบริการทุกด้านของ “ปณท” ไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ทั้งการติดตามพัสดุ การออกใบจ่าหน้า การเรียกรับพัสดุ การชำระเงิน และเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ อย่างครบวงจร

แอปพลิเคชันใหม่นี้มีเป้าหมายรองรับระบบเชื่อมโยงกับภาครัฐและพันธมิตรเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเอสเอ็มอี ด้วยเป้าหมายดาวน์โหลดถึง 1 ล้านครั้งภายใน 6 เดือนหลังเปิดตัว

เมื่อพูดถึงเป้าหมายระยะยาว กรรมการผู้จัดการใหญ่กล่าวว่า “เราตั้งเป้าสร้างบริการขนส่งที่ทันสมัย เข้าถึงได้ง่าย และยั่งยืนที่สุดในประเทศไทย เผื่อปูพื้นที่เติบโตให้ทุกภาคส่วนของประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มวิสาหกิจและเกษตรกร”

มองออกไปในอนาคต สายตาของ “ปณท” ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาบริการขนส่งเพื่อสังคมอย่างเต็มกำลัง — การเติบโตอย่างยั่งยืนในครึ่งปีหลังนี้ กำลังรอให้ทุกคนมาสัมผัส

หากคุณเป็นผู้ประกอบการ ซึ่งมองหาช่องทางการขนส่งและจัดจำหน่ายสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ ในช่วงเวลานี้คงไม่มีอะไรที่ดีไปกว่าการร่วมงานกับ “ปณท” ที่ปรากฏจุดเปลี่ยนของบริการด้านโลจิสติกส์

ที่มา – “ปณท”เปิดแผนธุรกิจครึ่งปีหลัง ผ่าน 6 เดือนแรกทำกำไร 631 ล.

“พ่อพลทหาร” ขอความเป็นธรรม! ลูกชายไม่ได้คลั่ง

เหตุการณ์ที่พลทหารรัฐภูมิ เทพศิริ หรือ หนึ่ง ได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่ชาวบ้านจนเสียชีวิต ท่ามกลางความเศร้าโศกของครอบครัวและสังคม ส่งผลให้ “พ่อพลทหาร” ออกมาขอความเป็นธรรมอย่างดี โดยระบุอย่างชัดเจนว่า ลูกชายไม่ได้คลั่ง และหวังให้สังคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าใจในบริบทที่แท้จริงของเหตุการณ์

“พ่อพลทหาร” ผู้สูญเสียยิ่งใหญ่

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ที่ผ่านมา ครอบครัวของพลทหารรัฐภูมิ ได้จัดพิธีฌาปนกิจศพที่วัดกลางบัวเชด อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นพิธีที่เต็มไปด้วยความเศร้าสลด แต่ผู้เป็นพ่ออย่าง “นายประยูร พันสุดโพธิ์” พ่อของพลทหาร เดินหน้าขอความเป็นธรรม โดยย้ำชัดเจนว่า ลูกชายของเขาไม่ใช่คนที่เกิดอาการคลั่ง แต่เป็นลูกที่น่ารัก ที่เขาเองคิดถึงเสมอ

การฟื้นคืนความเข้าใจ

“ผมอยากให้สังคมเข้าใจว่าหนึ่งไม่ได้คลั่ง มันอาจมีปัจจัยบางอย่างที่เรายังไม่ทราบ ข้าพเจ้าขอให้ความเป็นธรรมตรงนี้” นายนประยูรบอกอย่างน้ำเสียงสั่นคลาง พร้อมกับวอนให้กองทัพช่วยดูแลครอบครัวผู้เป็นแม่ด้วย ที่ต้องรับความสูญเสียครั้งใหญ่และยังมีสายตาของสังคมที่เข้าใจผิดอยู่

  • ความจริงจากปากของพ่อ
  • มุมมองของครอบครัวต่อเหตุการณ์
  • ผลลัพธ์ทางจิตใจหลังจากเหตุการณ์ร้าย
  • ความหวังจากลูกคุณแม่และผู้ประสบเหตุ

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ที่ผ่านมา ช่วงเวลาที่ลูกชายของเขาใช้อาวุธปืนประจำกายยิงใส่ชาวบ้าน 2 คน จนเสียชีวิต ซึ่งในข่าวที่นำมาเสนอหลายสำนักให้ความสนใจและความคิดเห็นว่า “เขาน่าจะคลั่ง” สิ่งนี้ก่อให้เกิดความเจ็บปวดกับครอบครัว และกลายเป็นปมที่ฝังลึกในหัวใจของพ่อผู้เป็นรัก

บริบทของ “พ่อพลทหาร” ที่ต้องการความเป็นธรรมนั้นไม่ใช่แค่การฟื้นฟูภาพลักษณ์ของลูกชาย แต่เป็นการขอให้สังคมมองลึกไปกว่านั้น และให้ความเข้าใจที่แท้จริงแก่ทั้งครอบครัวหนึ่งเดียวที่ต้องเผชิญกับความว่างเปล่าอันเลวร้าย

แม้จะเป็นเรื่องที่ยากและเจ็บปวด แต่ก็เป็นหน้าที่ของเราในฐานะสังคมในการมอบความเข้าใจและโอกาสให้กับทุกฝ่ายภายใต้ประเทศเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวของผู้ถูกกระทำ หรือครอบครัวของผู้ก่อเหตุ เพราะในเหตุการณ์เช่นนี้ “พ่อพลทหาร” ก็คือเหยื่อของความเจ็บปวดเช่นกัน

การให้ความเป็นธรรมในข่าวสารไม่ใช่แค่การตั้งชื่อเหตุการณ์ว่า “คนคลั่ง” แต่มันคือการฟังเสียงของผู้สูญเสีย และเข้าใจบริบทของสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความจริงจะจางหายไปหากเราไม่ตั้งใจฟังเสียงของพ่อคนหนึ่งที่เพียงแค่หวังความยุติธรรมอย่างง่าย ๆ

ที่มา – “พ่อพลทหาร” ขอความเป็นธรรม! ลูกชายไม่ได้คลั่ง วอนกองทัพช่วยเหลือ

สิงห์เจ้าท่าเปิดตัวลุยฤดูกาลใหม่ The Figthing Lions

“สิงห์เจ้าท่า” การท่าเรือ เอฟซี ภายใต้การนำของ โพธิพงษ์ ล่ำซำ ในฐานะประธานสโมสรคนใหม่ ได้จัดงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการเพื่อประกาศความพร้อมลุยฤดูกาล 2025/26 ที่แพท สเตเดียม เมื่อวันที่ 17 ส.ค. ที่ผ่านมา โดยมีเกมเปิดฤดูกาลเปิดบ้านเฉือนชนะ อยุธยา ยูไนเต็ด 3-1 พร้อมชูสโลแกน “The Figthing Lions” สะท้อนความเป็น “สิงห์เจ้าท่า” ที่เต็มไปด้วยความเป็นเลือดนักสู้ และความมุ่งมั่นที่จะคว้าชัยในฤดูกาลนี้

สิงห์เจ้าท่าเปิดตัวลุยฤดูกาลใหม่ The Figthing Lions

ภายในงานยังมีผู้มีเกียรติหลายคนร่วมงาน อาทิ สาระ ล่ำซำ รองประธานสโมสร, พันตำรวจเอก ณรัชต์ เศวตนันทน์ อดีตผู้บริหารสโมสร, รวมไปถึง เกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการ การท่าเรือแห่งประเทศไทย และนวลพรรณ ล่ำซำ หรือ “มาดามแป้ง” อดีตประธานสโมสร และนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ที่มาร่วมฉลองและให้กำลังใจทีม

อีก亮点สำคัญคือการเปิดตัว ผู้สนับสนุนสโมสรประจำฤดูกาล 2025/26 จำนวน 21 องค์กร ที่จะสนับสนุนการท่าเรือ เอฟซี อย่างเต็มที่ ซึ่งมีทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างเป็นทางการ เช่น:

  • การท่าเรือแห่งประเทศไทย
  • บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
  • บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)
  • บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน)
  • Mizuno & Future Performance Sport
  • น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง
  • โรงพยาบาลเครือพริ้นซ์ หรือ PRINC Group
  • บริษัท เพรซิเดนท์เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน)
  • Krispy Kreme
  • Thai AirAsia, Millennium Auto Group
  • Pocari Sweat, Battle Wide Dishwashmate และอีกมากมาย

“สิงห์เจ้าท่า” พร้อมลุยตามเป้าหมายใหม่

ในโอกาสดังกล่าว โพธิพงษ์ ล่ำซำ ประธานสโมสรได้กล่าวถึงแนวคิดในการพัฒนาสโมสรอย่างยั่งยืน โดยเน้นย้ำถึงความรักและความศรัทธาที่มีต่อสโมสร ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุดในไทยลีก และย้ำว่า “เราต้องทำให้สโมสรแห่งนี้กลับมายิ่งใหญ่ที่สุดอีกครั้ง”

หลังจากการแข่งขันเปิดฤดูกาล แฟนบอลยังได้ลุ้นกับกิจกรรมพิเศษต่อ เอาใจแฟน “สิงห์เจ้าท่า” อย่างคอนเสิร์ตฟรีจากวงลาบานูน ที่จัดขึ้นบริเวณลานด้านหน้าของแพท สเตเดียม อีกด้วย

ด้วยการเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน ทั้งในด้านทีมงาน ผู้เล่น และผู้สนับสนุน ทำให้ สิงห์เจ้าท่า เริ่มต้นฤดูกาลนี้ด้วยท่าทีมั่นคงและเต็มไปด้วยความหวัง ด้วยแนวคิด The Figthing Lions ที่บ่งบอกถึงเจตนารมณ์ที่จะกลับมาครองแชมป์ในศึกไทยลีกเร็วๆ นี้

ไม่ใช่แค่การเปิดฤดูกาล แต่เป็นจุดเริ่มต้นของความภาคภูมิใจใหม่สำหรับ “สิงห์เจ้าท่า”!

ที่มา – ‘สิงห์เจ้าท่า’ เปิดตัวลุยฤดูกาลใหม่ ชู ‘The Figthing Lions’

เรื่องน่ารู้ : พอมือคาพะโด่

พอมือคาพะโด่เป็นพืชป่าชนิดหนึ่งที่มีความโดดเด่นทั้งในด้านรูปลักษณ์และสภาพแวดล้อมที่อาศัยอยู่ หลายคนอาจไม่คุ้นเคยกับชื่อพอมือคาพะโด่ แต่หากได้เห็นตัวพืชจริง อาจรู้สึกประทับใจกับความงามของพืชตระกูลกล้วยไม้นี้อย่างแน่นอน

เรื่องน่ารู้ : พอมือคาพะโด่

พอมือคาพะโด่ หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า Phreatia caespitosa เป็นพืชประเภทกล้วยไม้อิงอาศัย ซึ่งมักพบตามป่าดิบเขาในภาคเหนือของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความสูงระหว่าง 1,000-1,600 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ลำต้นของมันมีลักษณะเป็นทรงกระบอก มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร และสูงได้ถึง 25-50 เซนติเมตร

กาบใบของ พอมือคาพะโด่ มีลักษณะมีขนสีน้ำตาลแดง ส่วนใบจะแบนและบาง รูปรี ขอบขนาน มีความกว้างประมาณ 2-2.5 เซนติเมตร และยาว 7-10 เซนติเมตร สร้างลวดลายที่ดูอ่อนโยนและเป็นธรรมชาติ

ลักษณะดอกของพอมือคาพะโด่

ดอกของ พอมือคาพะโด่ เป็นที่น่าหลงใหลของนักชื่นชอบพืชชนิดนี้ โดยดอกจะออกเป็นช่อตามข้อใกล้ปลายยอด จำนวนประมาณ 2-3 ดอก ดอกมีสีครีมหรือสีขาว ปลายกลีบบางส่วนจะมีสีเหลืองจางหรือสีส้มอ่อน กลีบปากดอกมีแต้มเล็กๆ และขนสีแสด อีกทั้งยังมีขนาดดอกที่บานเต็มที่ได้กว้างประมาณ 5-6 เซนติเมตร พร้อมกับกลิ่นหอมแรงที่สามารถดึงดูดแมลงผสมเกสรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ช่วงเวลาที่ พอมือคาพะโด่ ออกดอกจะอยู่ในช่วงเดือนตุลาคมถึงมกราคม ซึ่งเป็นฤดูหนาวของประเทศไทย โดยเฉพาะในบริเวณที่อากาศเย็นและมีความชื้นสูง ดังนั้นหากใครมีโอกาสเดินทางไปเที่ยวภาคเหนือในช่วงเวลานี้ ลองหาโอกาสแวะเข้าป่าหรือศูนย์อนุรักษ์พืชพรรณในพื้นที่ เพื่อได้สัมผัสความงามของพอมือคาพะโด่ด้วยตัวเอง

นอกจากความงามของดอกแล้ว พอมือคาพะโด่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยอีกด้วย การอนุรักษ์พืชชนิดนี้จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากพืชบางชนิดในธรรมชาติกำลังเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมและปัจจัยมนุษย์

ในการดูแลพอมือคาพะโด่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อมัน เช่น โรงเรือนเล็ก ควรมีการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นให้เหมาะสม ให้แสงสว่างเพียงพอแต่ไม่จัด และระบายน้ำได้ดี เพื่อป้องกันไม่ให้รากเน่า ด้วยคุณสมบัติที่เป็นพืชอิงอาศัย การจัดวางบนต้นไม้หรือวัสดุที่สามารถระบายน้ำได้ดีจึงเป็นสิ่งสำคัญ

พอมือคาพะโด่คือตัวอย่างหนึ่งของพืชธรรมชาติที่สะท้อนถึงความอ่อนไหวและความงามของระบบนิเวศเขตร้อนในประเทศไทย การศึกษาและอนุรักษ์พืชชนิดนี้ไว้จึงมีความหมายมากกว่าที่ตาเห็น ไม่เพียงแค่เพื่อความสวยงาม แต่ยังเพื่อความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติในอนาคต

หากคุณสนใจเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับพอมือคาพะโด่และพืชพันธุ์อื่นๆ ที่น่าสนใจในธรรมชาติไทย เราเชื่อว่าคุณจะไม่ผิดหวังแน่นอน

ที่มา – เรื่องน่ารู้ : พอมือคาพะโด่

ชาวบางปลาม้าเศร้าสลด สิ้นหลวงพ่อใหญ่อดีตเจ้าอาวาสวัดกลาง

ชาวบางปลาม้าและประชาชนทั่วประเทศต่างเศร้าสลดเมื่อสิ้นหลวงพ่อใหญ่อดีตเจ้าอาวาสวัดกลาง ซึ่งเป็นพระเกจิผู้มีพระคุณมากมายต่อชุมชนและศาสนาพุทธ โดยเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ที่ผ่านมาได้สละพระกรณีอย่างสงบภายในโรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช ด้วยพระ寿 96 ปี 5 เดือน และ 1 วัน

ชาวบางปลาม้าเศร้าสลด สิ้นหลวงพ่อใหญ่อดีตเจ้าอาวาสวัดกลาง

พระวิมลภาวนานุสิฐ วิ. หรือที่ชาวบางปลาม้ารู้จักในฐานะ หลวงพ่อใหญ่ เป็นพระเถระที่มีความเมตตาและเปี่ยมด้วยคุณงามความดี ท่านเคยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 14 และเคยเป็นเจ้าอาวาสวัดกลาง อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี ซึ่งท่านใช้ชีวิตในการบำเพ็ญประโยชน์และการปลูกฝังคุณธรรมให้แก่ผู้คน

คุณงามความดีของหลวงพ่อใหญ่

หนึ่งในผลงานที่คนในพื้นที่จดจำได้ดี คือ การสร้างโรงพยาบาลบางปลาม้า เพื่อบำรุงสุขภาพของพระภิกษุและชุมชนโดยรอบ เพราะแต่ก่อนหากมีพระสงฆ์เจ็บป่วยต้องเดินทางไกลไปรักษาที่เมืองจังหวัด หลวงพ่อใหญ่ จึงเห็นความเดือดร้อนนี้และได้จัดตั้งโรงพยาบาลในพื้นที่ เพื่อให้การรักษาเป็นเรื่องใกล้ตัว

นอกจากนี้ หลวงพ่อเป็นพระที่เปี่ยมด้วยพระเมตตาและเคร่งครัดในธรรมคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยพระคุณที่ล้นเหลือ ทำให้ลูกศิษย์จากทั่วประเทศต่างเดินทางมาร่วมแสดงความปรารถนาดี หากมีโอกาสและน้อมเกล้ากราบนมัสการอย่างต่อเนื่อง

  • โรงพยาบาลบางปลาม้า
  • นักพัฒนาการศึกษาทางศาสนา
  • ร่มโพธิ์ร่มไทรแห่งศาสนิกชน

ด้านหนึ่งลูกศิษย์กล่าวถึง หลวงพ่อใหญ่ ว่าเป็นผู้เปี่ยมด้วยพระคุณ เป็นที่พึ่งทางธรรม และเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของพุทธศาสนิกชนในพื้นที่อำเภอบางปลาม้า ซึ่งแม้ท่านจะสละพระกรณีแล้ว แต่คุณความดีและรอยธรรมยังคงอยู่ในใจของลูกศิษย์ตลอดไป

ศิษยานุศิษย์ได้นำสรีระสังขารของท่านมาตั้งที่พระสุพรรณเจดีย์ วัดกลาง (สวนป่าวัดกลาง) ในวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ระหว่างเวลา 13.00-16.00 น. พระมหาเถระและญาติโยมเข้าร่วมพิธีสรงน้ำศพตั้งแต่เวลา 16.30 น. ส่วนพิธีรับน้ำหลวงสรงน้ำศพจัดขึ้นเวลา 17.00 น. โดยมีเจ้าหน้าที่อัญเชิญน้ำหลวงมาสรงศพอย่างเป็นทางการ

การจากไปของ หลวงพ่อใหญ่ เป็นความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ต่อสังคมและศาสนา เพราะท่านไม่เพียงเป็นพระเกจิผู้เลื่องชื่อ แต่ยังเป็นพระที่เข้าถึงคนทั่วไปด้วยความเมตตา และอุทิศชีวิตเพื่อการใช้ชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง

ที่มา – ‘ชาวบางปลาม้า’ สุดเศร้า สิ้นเกจิดัง ‘หลวงพ่อใหญ่’ อดีตเจ้าอาวาสวัดกลาง-สุพรรณบุรี