ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ผู้ตรวจการแผ่นดิน-อัยการสูงสุด เสริมพลังคุ้มครองสิทธิประชาชน

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน และนายไพรัช พรสมบูรณ์ศิริ อัยการสูงสุด ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับความร่วมมือในการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน ระหว่างสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินและสำนักงานอัยการสูงสุด

ผู้ตรวจการแผ่นดิน-อัยการสูงสุด เสริมพลังคุ้มครองสิทธิประชาชน

ความร่วมมือนี้มีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม โดยใช้ระบบส่งต่อข้อมูลดิจิทัล ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนและค่าใช้จ่ายที่ประชาชนต้องเผชิญในอดีต

นอกจากนี้ การร่วมมือยังรวมถึงการพัฒนาบุคลากรและความรู้ด้านกฎหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ ผู้พิการ หรือผู้อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ต่างได้รับการสนับสนุนที่จำเป็นด้านกฎหมาย

ประโยชน์จากการร่วมมือ

นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต กล่าวว่า การทำงานร่วมกันครั้งนี้จะมีประโยชน์โดยตรงต่อประชาชน เนื่องจากสามารถยื่นเรื่องร้องเรียนหรือขอคำปรึกษาทางกฎหมายได้ทั้งที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินหรือที่สำนักงานอัยการสูงสุด แล้วแต่ความเหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้ปัญหาได้รับการติดตามอย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องเดินทางไปติดต่อหลายหน่วยงาน

  • การใช้ระบบดิจิทัล: ช่วยส่งต่อข้อมูลอย่างรวดเร็วและปลอดภัย
  • การปรึกษาฟรี: ประชาชนทุกคนสามารถขอรับคำปรึกษาทางกฎหมายได้
  • การเข้าถึงยุติธรรม: ลดอุปสรรคด้านพื้นที่และค่าใช้จ่ายในการติดต่อ

นายไพรัช พรสมบูรณ์ศิริ อัยการสูงสุด กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันในทุกจังหวัดของประเทศไทย มีสำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัด (สคชจ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่พร้อมให้คำปรึกษาแก่ประชาชนที่ประสบความเดือดร้อน รวมถึงช่วยส่งต่อเรื่องไปยังสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน

การร่วมมือระหว่าง ผู้ตรวจการแผ่นดิน-อัยการสูงสุด จะเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบยุติธรรมของประเทศ โดยเชื่อมโยงการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าเรื่องใด ๆ ก็จะได้รับการดูแลอย่างรอบคอบและเป็นธรรม

นี่ถือเป็นความคืบหน้าที่สำคัญต่อการยกระดับสิทธิและเสรีภาพของพลเมืองในประเทศไทย พร้อมสร้างความเชื่อมั่นว่าระบบราชการจะปฏิบัติต่อกับประชาชนอย่างเสมอภาคและโปร่งใส

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือทางกฎหมาย อย่าลังเลที่จะติดต่อสำนักงานที่เกี่ยวข้อง เพราะตอนนี้ระบบคุ้มครองสิทธิ ผู้ตรวจการแผ่นดิน-อัยการสูงสุด พร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

ที่มา – ผู้ตรวจการแผ่นดิน เอ็มโอยู อัยการสูงสุด เสริมพลังคุ้มครองสิทธิ–ช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน

สังเกตการณ์ปรากฏการณ์ ‘ดวงอาทิตย์’ มหัศจรรย์ความงามและความลับ

ดวงอาทิตย์ เป็นแหล่งพลังงานหลักของโลก และเป็นดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้กับโลกของเราที่สุด เรามักมองเห็นดวงอาทิตย์ในทุกเช้าและเย็น แต่ความจริงแล้ว ดวงอาทิตย์เต็มไปด้วยความลับ ความงาม และปรากฏการณ์ที่ไม่น่าเชื่อ ที่หลายคนอาจยังไม่เคยสังเกตให้ลึกซึ้ง

สังเกตการณ์ปรากฏการณ์ ‘ดวงอาทิตย์’ มหัศจรรย์ความงามและความลับ

ในช่วงปีนี้ที่สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) ได้จัดนิทรรศการ Sun Exhibition เพื่อพาทุกคนได้สังเกตการณ์ปรากฏการณ์ ‘ดวงอาทิตย์’ มหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ดวงอาทิตย์เข้าสู่ Solar Maximum ซึ่งเป็นช่วงที่ดวงอาทิตย์มีการเคลื่อนไหวและปลดปล่อยพลังงานออกมาอย่างต่อเนื่อง

ดวงอาทิตย์ไม่ใช่แค่แสงแดด

หลายคนอาจรู้แค่ว่าดวงอาทิตย์ให้แสงและให้ความร้อน แต่ในความเป็นจริง ดวงอาทิตย์มีโครงสร้างและพลังงานที่ซับซ้อนมาก โดยเป็นแหล่งพลังงานที่เกิดจากการฟิวชันนิวเคลียร์ ซึ่งขับเคลื่อนทุกสิ่งบนโลก. ดวงอาทิตย์มีหลายชั้น ทั้งชั้นโฟโตสเฟียร์ โครโมสเฟียร์ และโคโรนา ซึ่งชั้นโคโรนาถือเป็นปริศนาทางวิทยาศาสตร์ที่นักดาราศาสตร์ยังคงศึกษาอยู่ว่า ทำไมมีอุณหภูมิสูงกว่าพันล้านองศาเซลเซียส

ด้วยการพัฒนาทางเทคโนโลยีและการสังเกตการณ์ในหลากหลายช่วงคลื่น ทำให้เราเห็นภาพพิเศษของดวงอาทิตย์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการระเบิดของ จุดซันสปอร์ต (Sunspot) หรือภาพถ่ายจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศที่เผยให้เห็นโครงสร้างและพลังงานของดวงอาทิตย์ในมิติที่มากขึ้น

เรียนรู้ความสัมพันธ์ของรังสี UV และสุขภาพ

หนึ่งในสิ่งที่ได้รับผลกระทบจากดวงอาทิตย์ที่เราเผชิญทุกวันก็คือ รังสี UV ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ UVA, UVB และ UVC โดย UVC เป็นรังสีที่อันตรายที่สุด แต่ถูกชั้นโอโซนกรองหมด อย่างไรก็ตามหากชั้นโอโซนลดลง รังสีนี้อาจเข้าสู่โลกและส่งผลกระทบต่อสุขภาพ

  • UVA: มีพลังงานต่ำ แต่ทะลุชั้นบรรยากาศได้ลึก ทำให้เกิดริ้วรอยและผิวหมองคล้ำ
  • UVB: มีพลังงานสูง ทำให้ผิวไหม้ แต่ช่วยในการสร้างวิตามินดี
  • UVC: อันตรายสูงสุด ถูกดูดซับโดยชั้นโอโซน

จึงไม่แปลกที่การเลือกใช้ครีมกันแดดที่ป้องกันทั้ง UVA และ UVB จึงเป็นสิ่งสำคัญ

ปรากฏการณ์ธรรมชาติจากดวงอาทิตย์

เมื่อดวงอาทิตย์มีการระเบิด พายุสุริยะก็จะตามมา ส่งผลกระทบได้ทั้งระบบ GPS การสื่อสาร และแม้กระทั่งโครงข่ายไฟฟ้า แต่ในขณะเดียวกัน พายุเหล่านี้ก็สร้าง แสงออโรรา อีกหนึ่งความงามของธรรมชาติที่พบได้ในขั้วโลก โดยแสงจากดวงอาทิตย์เมื่อเข้าชนกับสนามแม่เหล็กโลก จะก่อให้เกิดแสงสีสันตระการตา

นอกจากนี้ยังมีปรากฏการณ์อื่นๆ เช่น สุริยุปราคา วงแหวนรุ้งกินน้ำ แสงเบรกเกอร์ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นคุณสมบัติทางฟิสิกส์ของแสงอาทิตย์ที่แปรผันผ่านชั้นบรรยากาศ ลม และความชื้น

สังเกตการณ์วันนี้เพื่อเตรียมความพร้อมพรุ่งนี้

การศึกษาและสังเกตการณ์ดวงอาทิตย์ช่วยให้เราเข้าใจถึงผลกระทบในอนาคต เช่น เมื่อดวงอาทิตย์เข้าสู่วัฏจักรใหม่ จะมีอาคมของการเปลี่ยนแปลง ทั้งในเรื่องอุณหภูมิ ลมสุริยะ และพลังงานที่กระทบโลก

ดังนั้นอย่าลืมสังเกตและศึกษาดวงอาทิตย์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพราะทุกแสงที่คุณเห็นตอนนี้ สวนกลับมากลายเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับอนาคตของมนุษยชาติ

ที่มา – สังเกตการณ์ปรากฏการณ์ ‘ดวงอาทิตย์’ มหัศจรรย์ความงามและความลับ

ครบ 1 เดือน ‘ลิณธิภรณ์’ ลุยไม่หยุด ขับเคลื่อนการศึกษา

ครบ 1 เดือนที่นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ หลายคนอาจยังไม่คุ้นเคยกับชื่อและผลงานของเธอ แต่ในเวลาอันสั้น นางสาวลิณธิภรณ์ หรือที่หลายคนเรียกสั้น ๆ ว่า ‘ลิณธิภรณ์’ ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนการศึกษาไทยอย่างแท้จริง โดยเน้นย้ำแนวทางการทำงานที่เป็นระบบ รอบคอบ และใส่ใจทุกเสียงจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

ครบ 1 เดือน ‘ลิณธิภรณ์’ ลุยไม่หยุด ขับเคลื่อนการศึกษา

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568 นางสาวลิณธิภรณ์ กล่าวว่าตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เธอได้เร่งเข้าใจปัญหาและบรรยากาศของการศึกษาในปัจจุบันอย่างจริงจัง โดยการเดินทางพูดคุยกับผู้บริหารโรงเรียน ครู นักเรียน และบุคลากรทางการศึกษาคนต่อคน เพื่อให้มั่นใจว่านโยบายที่จะขับเคลื่อนไปนั้นไม่ใช่เพียงแต่คำพูด แต่เกิดจากการฟังและเข้าใจปัญหาจริง

พัฒนาหลักสูตรใหม่ให้เท่าทันโลก

หนึ่งในภารกิจสำคัญของนางสาวลิณธิภรณ์คือการผลักดันการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาให้สอดคล้องกับยุคสมัย ซึ่งนับเป็นเรื่องที่นักการศึกษาหลายคนเห็นด้วย ด้วยสภาวะโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเปิดรับเทคโนโลยี สื่อดิจิทัล และนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง การดูแลครู-นักเรียนจึงต้องเริ่มจากการให้ทุนการศึกษาที่เป็นรากฐานที่มั่นคงและทันสมัย

นอกจากนี้การพัฒนาหลักสูตรใหม่ยังเป็นการตอบโจทย์ความต้องการของนักเรียนในรุ่นใหม่ที่เติบโตมาพร้อมกับการเข้าถึงข้อมูลอย่างกว้างขวาง และมีความคาดหวังสูงในการเรียนรู้ที่หลากหลายและสร้างสรรค์

เป้าหมายเพื่อการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน

นางสาวลิณธิภรณ์ กล่าวด้วยความจริงใจว่าการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เธอเชื่อว่าจะสามารถทำให้ “การศึกษาไทย” ก้าวไปอีกขั้นได้จริง “ ดิฉันหวังว่า นักเรียนไทย ครูไทย และการศึกษาไทย จะได้รับการดูแลอย่างเต็มที่ และเพิ่มศักยภาพออกไปอีกมากมาย”

  • การพัฒนาหลักสูตรให้เป็นไปตามยุคสมัย
  • การให้ความสำคัญกับเสียงของครูและนักเรียน
  • การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมต่อยอดการเรียนรู้
  • การสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเพื่อการศึกษา

ครบ 1 เดือน ‘ลิณธิภรณ์’ ลุยไม่หยุด ขับเคลื่อนการศึกษา พัฒนาหลักสูตรใหม่ ดูแลครู-นักเรียน แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมาถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี เพราะแสดงให้เห็นถึงความจริงใจ ความรับผิดชอบ และเป้าหมายระยะยาวในการพัฒนาระบบการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่สนใจด้านการศึกษา ร่วมเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงของเราได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งปันข้อมูล แสดงความคิดเห็น หรือสนับสนุนโครงสร้างระบบการเรียนการสอนที่ดีขึ้น เพราะเมื่อการศึกษาเติบโต สังคมจะก้าวไปด้วย

ที่มา – ครบ 1 เดือน ‘ลิณธิภรณ์’ ลุยไม่หยุด ขับเคลื่อนการศึกษา พัฒนาหลักสูตรใหม่ ดูแลครู-นักเรียน

โอหมจองฮวา-ซงซึงฮอน ป่วนข้ามกาลเวลาใน My Troublesome Star

เตรียมลุ้นระทึกไปกับความป่วนข้ามกาลเวลาในซีรีส์เกาหลีแนวเบาสมอง “My Troublesome Star ดาราตัวท็อป ขอป็อปอีกครั้ง” ผลงานล่าสุดจาก โอหมจองฮวา นางเอกวัยรุ่นที่ดันสลบไปนานกว่า 25 ปีจนกลายเป็นผู้ใหญ่วัย 50 พร้อมความทรงจำที่ว่างเปล่า แต่ความฝันกลับยังคงเต็มเปี่ยมอยากกลับมาเฉิดฉายบนเวทีบันเทิงอีกครั้ง

โอหมจองฮวา-ซงซึงฮอน ป่วนข้ามกาลเวลาใน My Troublesome Star

ซีรีส์เรื่องนี้บอกเล่าเรื่องราวของ อิมเซรา รับบทโดย จางดาอา ซึ่งในอดีตเคยเป็นดาราตัวท็อปของวงการ แต่กลับหายตัวไปอย่างลึกลับหลังประสบอุบัติเหตุ เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งในปี 2025 กลับพบว่าร่างกายแก่เฉาะ และชื่อเสียงทั้งหมดหายไปพร้อมกาลเวลา

ทว่า My Troublesome Star ไม่ได้เป็นแค่เรื่องราวของความฝันที่พยายามจะกลับมา เพราะในเรื่องยังมี ด็อกโกชอล รับบทโดย ซงซึงฮอน เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เคยเป็นนักสืบมากความสามารถ แต่กลับตกเป็นชนชั้นกลาง ๆ ของสังคม เขาจึงพยายามหากลับตำแหน่งเดิม ทว่าบทใหม่ในชีวิตกลับมาเมื่อได้พบกับหญิงในร่างป้าที่อ้างว่าเคยเป็น “อิมเซรา”

ความป่วนแห่งกาลเวลา

เมื่อเวลาไหลผ่านไปกว่า 2 ทศวรรษ สิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนไปมาก รสนิยม แฟชั่น วิธีคิด และสำคัญที่สุดคืออุตสาหกรรมบันเทิงเองก็พัฒนาก้าวกระโดด แต่ความปรารถนาและหัวใจของ อิมเซรา กลับยังเหมือนเดิม การต่อสู้กลับคืนสู่ตำแหน่งเดิมจึงเต็มไปด้วยความยากลำบาก ทั้งในด้านการยอมรับจากค่ายเพลง ผู้ชม และความเชื่อมั่นตัวเอง

อีกทั้งยังมีโกฮียอง (รับบทโดย อีเอล) อดีตนักแสดงสมทบกลายเป็นนางเอกคนใหม่ ที่กำลังจะก้าวขึ้นมายืนอยู่บนบัลลังก์ที่เคยเป็นของ อิมเซรา ส่วน คังดูวอน (รับบทโดย โอแดฮวาน) อดีตผู้จัดการ ที่ตอนนี้กลายเป็น CEO มหาเศรษฐีจากค่ายบันเทิง กลับมาแตะบทบาทสำคัญในเส้นทางการคัมแบ็คของเธอ

  • โอหมจองฮวา รับบทเป็น “อิมเซรา” ในวัยที่ผ่านพ้นวัยทอง
  • ซงซึงฮอน รับบทชายหนุ่มที่พยายามกระโดดข้ามเวลา
  • จางดาอา ผู้รับบทอิมเซราในวัยยุคเก่าแก่
  • ผู้กำกับ ชเวยองฮุน และบทโทรทัศน์จาก พัคจีฮา

ทั้งโรแมนติก ทั้งตื่นเต้น และแน่นอัดไปด้วยอารมณ์ขัน My Troublesome Star เป็นซีรีส์ที่ตั้งใจจะตีแผ่เรื่องราวของผู้คนที่ยังไม่ยอมแพ้กับเวลาและวัย เรื่องราวของความรัก ความเสียหาย และการไขว้เขวในชีวิตเพื่อกลับไปยืนบนจุดที่เคยรุ่งโรจน์

ถ้าคุณกำลังมองหาซีรีส์เกาหลีเบา ๆ แต่เต็มไปด้วยพลังบวก My Troublesome Star คือคำตอบ พร้อมออกอากาศทุกคืนวันจันทร์ – อังคาร เวลา 21:20 น. ทาง Viu

ที่มา – ‘ออมจองฮวา-ซงซึงฮอน’ เตรียมป่วนข้ามกาลเวลา ในซีรีส์เบาสมองสุดป่วน ‘My Troublesome Star’

แม่ให้ลูกพกปืนใส่กระเป๋าไปโรงเรียน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีรายงานข่าวจากฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับคุณแม่ที่ทำเรื่องน่าวิจิตจริต เมื่อเธอให้ลูกชายพก ปืน ใส่ในกระเป๋าเป้แล้วส่งไปโรงเรียน โดยอ้างว่าต้องการให้ลูก “ฝากคืนพ่อ” ซึ่งกลายเป็นเหตุให้เธอถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งข้อหาทางอาญาถึงสองกระทง

แม่ให้ลูกพกปืนใส่กระเป๋าไปโรงเรียน

เหตุเกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์แรกของการเปิดเทอมที่โรงเรียนประถมศึกษาคอปเปอร์เกต (Coppergate Elementary School) เมืองมิดเดิลเบิร์ก รัฐฟลอริดา หลังจากที่พ่อลูกได้พาลูกชายไปส่งเรียน ลูกชายกลับถูกเจ้าหน้าที่ในโรงเรียนตรวจพบว่ามี ปืน อยู่ในกระเป๋าเป้

ข้อมูลจากสำนักงานนายอำเภอเคาน์ตีเคลย์ระบุว่า ทันทีที่ครูพบอาวุธ เจ้าหน้าที่ก็ได้ดำเนินการปิดล้อมพื้นที่ภายในโรงเรียน และแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้ามาตรวจสอบ ทั้งนี้ นายอำเภอเคาน์ตีเคลย์ ได้ออกมาเปิดเผยว่า “เด็กๆ ทุกคนปลอดภัย” และชี้แจงเพิ่มเติมว่าสถานการณ์ในโรงเรียนขณะนั้นถือว่าปลอดภัย ไม่มีการขับไล่บุคคลใด และทุกอย่างอยู่ในการควบคุมของเจ้าหน้าที่

อ้างข้อแก้ตัวว่าจะให้ลูกนำปืนไปฝากคืนพ่อ

หลังจากการสอบสวนเจ้าหน้าที่พบว่าผู้ก่อเหตุคือ เซียร์รา บรอนเนอร์ (Sierra Bronner) คุณแม่วัย 39 ปี ซึ่งเป็นแม่ของนักเรียนในกรณีนี้ บรอนเนอร์ ให้การว่า เธอเห็นว่าลูกชายต้องไปอยู่กับพ่อ จึงเอา ปืน ใส่ในกระเป๋าเป้ของลูก เพื่อให้เขาไปส่งคืนให้กับพ่อของเขา

ทางด้านพ่อของเด็กยืนยันว่าเขาไม่ทราบว่าลูกชายมีปืนติดตัวและไม่รู้เรื่องใดๆ เลยเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงจากการที่ผู้ปกครองส่งต่ออาวุธให้เด็กอย่างไม่ปลอดภัย

ในที่สุด เซียร์รา บรอนเนอร์ ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมและตั้งข้อหาเพิ่มเติมถึงสองข้อ คือ “ละเลยเด็ก” และ “มอบอาวุธปืนแก่ผู้เยาว์” ซึ่งทั้งสองข้อถือเป็นความผิดทางอาญาและอาจส่งผลต่ออนาคตของครอบครัวอย่างรุนแรง

“สิ่งสำคัญคือผู้ปกครองต้องรู้ว่าลูกๆ ของตนนำอะไรมาโรงเรียนบ้าง ควรเปิดกระเป๋าเป้ ตรวจสอบ และตั้งข้อตกลงร่วมกันก่อนเดินทางไปเรียน” นายอำเภอเคาน์ตีเคลย์ กล่าวอย่างจริงจัง และเตือนว่าพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่นนี้ ถ้ามีลูกหลงเหลืออยู่จริง อาจกลายเป็นเหตุการณ์ร้ายแรงได้

  • อย่าใส่ของอันตรายในกระเป๋าเด็ก
  • พูดคุยกับลูกเสมอเกี่ยวกับสิ่งที่เขาหยิบใส่กระเป๋า
  • ตรวจสอบทรัพย์สินร่วมกันก่อนออกจากบ้าน

ขณะนี้ทั้งบรอนเนอร์และทางโรงเรียนยังไม่มีคำแถลงอย่างเป็นทางการ แต่กรมเด็กและครอบครัวแห่งรัฐฟลอริดาได้เข้ามาเฝ้าระวังและดำเนินการตามมาตรการที่เหมาะสมเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุ类似กันขึ้นอีก

การส่งเด็กไปโรงเรียนควรเป็นการส่งด้วยความปลอดภัย ไม่ใช่การแปลงปกปิดอันตรายให้กลายเป็นภาระของเด็ก ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ควรจำไว้ว่าเด็กควรเติบโตในความปลอดภัย ไม่ใช่ความเสี่ยงที่เกิดจากความผิดของผู้ใหญ่

ที่มา – แม่สุดเพี้ยน ให้ลูกพกปืนใส่กระเป๋าไปโรงเรียน อ้างต้องการฝากคืนพ่อเด็ก

‘เสี่ยอ้วน’ ฟ้องมรรยาท ‘ทนายทิวา’ แม้อีกฝ่ายขอโทษแล้ว

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ที่สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ถนนพหลโยธิน นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี ได้มอบอำนาจให้นายภาคิน จินาภักดิ์ ในฐานะผู้รับมอบอำนาจ ยื่นเรื่องร้องเรียนมรรยาททนายความระหว่าง ‘ทนายทิวา’ และ ‘เสี่ยอ้วน’ ต่อคณะกรรมการสอบสวนมรรยาททนายความ เนื่องจากการแถลงข่าวเรื่องที่ดินเขากระโดงเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา

‘เสี่ยอ้วน’ ฟ้องมรรยาท ‘ทนายทิวา’ แม้อีกฝ่ายขอโทษแล้ว

นายภาคิน กล่าวว่าได้รับมอบอำนาจอย่างเป็นทางการจากนายภูมิธรรมในการดำเนินการในครั้งนี้ เนื่องจาก ‘ทนายทิวา’ การกระสัง ได้ใช้ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม ขาดความเป็นมืออาชีพ และแสดงพฤติกรรมที่ข่มขู่และก้าวร้าวระหว่างการแถลงข่าว เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นการผิดจริยธรรมและฝ่าฝืนมรรยาทของทนายความอย่างชัดเจน

เนื้อหาที่ถูกกล่าวหาทนายทิวารวมถึงการใช้ถ้อยคำหยาบคาย การยุยงให้เกิดความขัดแย้ง และเป็นลำต่อในการสร้างกระแสลบต่ออีกฝ่าย ซึ่งกระทบต่อความน่าเชื่อถือของวิชาชีพทนายความ และนำเสนอในลักษณะที่บิดเบือนความจริง

คณะกรรมการจะพิจารณานโยบายทั้งหมดและตัดสินใจพิธีกรรม

คณะกรรมการสอบสวนมรรยาททนายความจะพิจารณาดำเนินการทั้งหมด โดยหากตัดสินว่ามีความผิด ก็จะตัดสินโทษตามดุลยพินิจ ซึ่งอาจตั้งแต่การพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทนายความ ไปจนถึงการเพิกถอนใบอนุญาต ขึ้นอยู่กับความร้ายแรงของการกระทำ

แม้ว่า ‘ทนายทิวา’ จะได้เผยแพร่ข้อความขอโทษไปยัง ‘เสี่ยอ้วน’ แล้ว แต่นายภูมิธรรมมองว่า การขอโทษเองไม่สามารถยกเลิกความผิดที่เกิดขึ้นไปแล้วได้ และว่าการกระทำที่เกิดขึ้นต้องมีการดำเนินการทางวินัยตามระเบียบวิชาชีพอย่างละเอียดรอบคอบ

  • สรุปประเด็น: คดีเกี่ยวข้องกับความผิดมรรยาทของทนายความ
  • ลักษณะการกระทำ: การใช้ถ้อยคำหยาบคายและพฤติกรรมข่มขู่
  • ผลการดำเนินการ: อาจส่งผลถึงการพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตทนายความ

นายภาคิน กล่าวชัดเจนว่า การดำเนินการครั้งนี้ไม่ใช่การ “ปิดปากทางการเมือง” อย่างที่บางคนอาจเข้าใจ แต่เป็นเพียงการใช้สิทธิในการฟ้องเพื่อความเป็นธรรมทางวิชาชีพเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับด้านกฎหมายแพ่งหรืออาญาในขั้นนี้ แต่เน้นที่การรักษาจริยธรรมวิชาชีพที่ยอมรับได้ในวงการกฎหมาย

เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด ผู้ที่เป็นทนายความจะต้องยึดมั่นในจริยธรรม และใช้ถ้อยคำอย่างระมัดระวังมากกว่าสามัญชนทั่วไป เพราะหน้าที่ของทนายความสืบเนื่องมาจากความไว้วางใจของสังคม ความผิดน้อยใดก็อาจถูกตีความว่าเป็นความผิดร้ายแรงได้

ทั้งนี้ ต้องติดตามความคืบหน้าในการดำเนินคดีมรรยาทว่าจะสามารถไกล่เกลี่ยระหว่าง ‘เสี่ยอ้วน’ และ ‘ทนายทิวา’ ได้หรือไม่ ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคณะกรรมการและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

หาก ‘ทนายทิวา’ ยื่นคำขอโทษอย่างเป็นทางการอีกครั้งหลังจากนี้ ก็อาจมีผลต่อทิศทางของการดำเนินคดีได้เช่นกัน แต่สิ่งสำคัญคือ การยอมรับความผิดและแสดงออกอย่างจริงใจต่อชุมชนวิชาชีพ

จากกรณีนี้ เป็นบทเรียนกับวิชาชีพทนายความ ว่าผู้ที่อยู่ในวงการมีหน้าที่ต้องใช้ถ้อยคำอย่างมีจริยธรรมและสำนึกในหน้าที่ต่อส่วนรวม ต่อหน้าสาธารณชนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในประเด็นทางการเมืองต่างๆ ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของวงการกฎหมายโดยรวม

ขอให้เหตุการณ์นี้เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปจริยธรรมวิชาชีพ และสร้างความโปร่งใสในการดำเนินงานของสภาทนายความในอนาคตอันใกล้

อ่านเพิ่มเติม: กรณี ‘เสี่ยอ้วน’ ฟ้องมรรยาท ‘ทนายทิวา’

รวมพลังช่วยผู้ป่วยมะเร็งสตรี ร่วมสมทบทุน Central Group Women Cancer ครั้งที่ 20

วันนี้เราต้องร่วมกันต่อสู้กับโรคที่กำลังกลายเป็นภัยเงียบของสตรีไทยอย่างโรคมะเร็ง โดยเฉพาะ มะเร็งเต้านม และ มะเร็งปากมดลูก ซึ่งพบได้มากในผู้หญิงทั่วประเทศ ข้อมูลจากโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาในปี 2567 ระบุว่า มีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่กว่า 6,213 ราย แบ่งเป็นเพศหญิง 3,512 ราย โดยมะเร็งเต้านมอยู่ที่ 911 ราย และมะเร็งปากมดลูก 331 ราย การตรวจวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ควบคู่กับการรักษาโดยใช้อุปกรณ์การแพทย์ที่เหมาะสม จะเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาด และช่วยให้ผู้ป่วยกลับมามีชีวิตที่มีคุณภาพอีกครั้ง

รวมพลังช่วยผู้ป่วยมะเร็งสตรี ร่วมสมทบทุน Central Group Women Cancer ครั้งที่ 20

มากกว่า 20 ปีที่ผ่านมา โครงการ Central Group Women Cancer ได้ดำเนินการตามพันธกิจ “เซ็นทรัล ทำ” เพื่อส่งเสริมการดูแลสุขภาพสตรี และสนับสนุนผู้ป่วยที่ด้อยโอกาสให้เข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพ โดยปีนี้ได้เปิดโอกาสให้ผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคผ่านการสมทบทุนจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา

ความต้องการที่เร่งด่วน

โดย นายแพทย์ธนสิทธิ์ ไพรพงษ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า ปัจจุบันโรงพยาบาลมีผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกต้องได้รับการส่องกล้องมากกว่า 1,000 รายต่อปี แต่เครื่องมือที่ใช้ในการวินิจฉัยยังไม่เพียงพอ เพราะหากมี Video Colposcopy 4K เพิ่มเติม จะสามารถเพิ่มความแม่นยำและความเร็วในการวินิจฉัยได้อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า “ความตั้งใจของโครงการ Central Group Women Cancer ตั้งแต่เริ่มต้นคือ ‘การให้’ อย่างต่อเนื่อง และปีนี้ เราอยากชวนทุกคนมาร่วมสร้างโอกาสในการรอดชีวิตให้กับผู้ป่วยสตรีที่กำลังต่อสู้กับโรคร้าย”

  • วัตถุประสงค์ของการบริจาค: สนับสนุนอุปกรณ์วินิจฉัยและรักษาผู้ป่วย
  • กลุ่มเป้าหมาย: ผู้ป่วยมะเร็งสตรีที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา
  • ระยะเวลาโครงการ: ตั้งแต่บัดนี้จนถึง 31 ตุลาคม 2568

การมีอุปกรณ์ที่เหมาะสมในการดูแลผู้ป่วย จะช่วยลดระยะเวลาในการวินิจฉัยและรักษาลงอย่างมาก นอกจากนี้ยังช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้ป่วย การร่วมสนับสนุนในครั้งนี้คือโอกาสที่จะเปลี่ยนชีวิต ทั้งในมิติของความปลอดภัยทางสุขภาพและการให้โอกาสในการมีชีวิตที่ดีขึ้นแก่คนในสังคมของเรา

เราเชื่อว่า ทุกการให้เป็นเรื่องราวของความหวัง และความรักที่เป็นรูปธรรมโดยโครงการ Central Group Women Cancer ครั้งที่ 20 ได้เปิดพื้นที่ให้ทุกคน “ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ” ต่อสู้กับโรคระบาดที่อาจเกิดขึ้นได้ในทุกคน

ร่วมบริจาคผ่านช่องทาง Online และ Offline ตามรายละเอียดด้านล่าง และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการนำพาความหวังให้แก่ผู้ป่วยสตรีในทุกครอบครัว ทำด้านที่ดีเพื่อสังคมอย่างมีความหมาย เริ่มได้ตั้งแต่วันนี้

ที่มา – เชิญชวนร่วมสมทบทุนจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ให้โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา กับโครงการ Central Group Women Cancer ครั้งที่ 20

‘พม่า’ ว้าวุ่น ‘ชนกลุ่มน้อย’ สั่งปิดด่าน สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา 2 กระทบการส่งออก

ล่าสุดสถานการณ์ในพรมแดนไทย-เมียนมาอีกครั้งเข้าสู่ความวุ่นวาย เมื่อทางการจังหวัดเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา ได้ออกคำสั่งปิดด่าน พม่า สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาแห่งที่ 2 ตรงข้ามบ้านวังตะเคียนใต้ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งส่งผลให้การค้าขายระหว่างไทยและเมียนมาได้รับผลกระทบอย่างมาก

‘พม่า’ ว้าวุ่น ‘ชนกลุ่มน้อย’ สั่งปิดด่าน

การปิดด่านเนื่องมาจากคำสั่งของทหารชนกลุ่มน้อยในพื้นที่ ซึ่งมีรายงานว่าเป็นการสั่งการจากระดับเหนือในเมืองเนปิดอ ส่งผลให้รถยนต์บรรทุกและสินค้าขนาดใหญ่ไม่สามารถผ่านพรมแดนได้ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการส่งออกของไทยในพื้นที่จังหวัดเมียวดี

แนวทางการเคลื่อนไหวของฝ่ายเมียนมา

หนึ่งในสาเหตุที่ฝ่ายเมียนมาออกมาตรการเข้มงวดนี้ เนื่องจากต้องการให้สินค้าที่ส่งผ่านเขตนี้เป็นไปในระบบอย่างถูกต้อง เพื่อให้รัฐสามารถเก็บภาษีและมีรายได้ เพื่อควบคุมเส้นทางการค้าที่ผ่านมาอย่างยาวนานมานี้

อย่างไรก็ตาม แม้สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาแห่งที่ 2 จะถูกปิด แต่สะพานแห่งที่ 1 ยังคงเปิดให้ใช้งานได้ตามปกติ โดยเฉพาะสำหรับการเดินทางของประชาชนและสินค้าระดับครัวเรือน ซึ่งยังสามารถแลกเปลี่ยนได้ตามปกติ

  • ปิดด่านพรมแดนที่ 2 ส่งผลกระทบต่อการนำเข้าและส่งออกสินค้าขนาดใหญ่
  • ล่าสุดมูลค่าการส่งออกลดลงเหลือเพียงหมื่นกว่าล้านบาทต่อไตรมาส
  • เมียนมาต้องการจัดระบบให้การค้ามีความโปร่งใสและสร้างรายได้ให้กับรัฐ

สำหรับมูลค่าการค้าขายกับเมียนมาในรอบล่าสุดนั้น พบว่ามีการลดลงอย่างมากจากเดิมที่เคยมียอดเกือบ 50,000 ล้านบาท เหลือเพียงหมื่นกว่าล้านบาทต่อไตรมาส ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ทั้งสองฝั่งอย่างเห็นได้ชัด

จึงเป็นที่น่าจับตามองว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเมียนมาจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือกลับมาเข้าสู่เส้นทางปกติในเร็ว ๆ นี้หรือไม่ โดยเฉพาะในเรื่องของแนวทางการค้าสินค้าในระยะยาว

หากคุณเป็นผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากรายการนี้ ควรเตรียมแนวทางสำรองออกสินค้าผ่านช่องทางอื่น และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ที่มา – ‘พม่า’ ว้าวุ่น ‘ชนกลุ่มน้อย’ สั่งปิดด่าน สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา 2 กระทบการส่งออก

รัฐบาลลั่นเตรียมไล่บี้บ.นอมินีต่างชาติ 4.6 หมื่นแห่ง

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา ได้มีการประชุมวุฒิสภาภายใต้การดำเนินการของ พล.อ. เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง ซึ่งเป็นประธานในที่ประชุม โดยมีการพิจารณากระทู้ถามของนายชูชีพ เอื้อการณ์ ส.ว. ซึ่งถามถึงนายกรัฐมนตรี เรื่องผลกระทบจากปัญหาธุรกิจค้าปลีกข้ามชาติประเภท “ศูนย์เหรียญ” ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจและผู้ประกอบการไทย

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้มาชี้แจงถึงมาตรการของรัฐในการจัดการกับ ธุรกิจนอมินีต่างชาติ ซึ่งกำลังเป็นปัญหาใหญ่ในระบบเศรษฐกิจไทย

รัฐบาลไล่บี้บ.นอมินีต่างชาติมากกว่า 46,000 แห่ง

จากงานของคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นเพื่อปราบปรามนอมินีที่ใช้กฎหมายหากินบนดินแดนไทย พบว่ามีบริษัทที่เข้าข่ายกว่า 46,000 แห่ง ซึ่งเป็นการใช้ช่องทางกฎหมายของไทยโดยเฉพาะในเรื่องการจดทะเบียนบริษัทแบบไม่มีตัวตนจริง

แผนลั่นป้องกัน-ปราบปรามอย่างจริงจัง

กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เช่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้เริ่มดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียด โดยขณะนี้ปปง. วางแผนผลักดันกฎหมายใหม่เพื่อรองรับการยึดทรัพย์ทางการเงินของนอมินีในลักษณะที่ชัดเจนมากขึ้น

ทั้งนี้ รัฐบาลเตรียมใช้กฎหมายในพื้นฐานของความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงินเป็นหลักเพื่อยึดทรัพย์บริษัทที่เป็นนอมินีที่ใช้บิลปลอม หรือไม่มีกิจกรรมการค้าจริง

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้สร้างระบบที่สามารถติดตาม การเคลื่อนไหวของบริษัทนอมินี โดยการสังเกตพฤติกรรม เช่น การจดทะเบียนหลายบริษัทโดยมีเจ้าของคนเดียวกันหรือที่อยู่ซ้ำกัน ซึ่งระบบนี้ช่วยให้สามารถนำข้อมูลส่งต่อกรมสรรพากรเพื่อตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม ระบบการตรวจสอบยังต้องอาศัยการประสานงานระหว่างหน่วยงานราชการหลายสำนัก เพื่อให้ได้หลักฐานที่ชัดเจนในการดำเนินการเอาผิด เช่น การตรวจดูสินค้าคงคลัง การตรวจสอบลูกค้า และพฤติกรรมทางบัญชีของแต่ละบริษัท

สุชาติยันปราบจริงไม่เล่นละคร

“ผมไม่นิยมที่ออกไปทำงานแต่โทษเบาบาง ทำให้พวกที่ทำผิดกฎหมายไม่เกรงกลัว ดังนั้นผมจะทำให้เต็มที่” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าว โดยย้ำว่าในบทบาทนี้เขาทำงานเพื่อประชาชนที่บริสุทธิ์ และไม่สนับสนุนทุนต่างชาติที่เอาเปรียบชาวไทยอย่างแน่นอน

กระทรวงพาณิชย์มีแผนขยายการตรวจสอบ บริษัทนอมินีต่างชาติ ควบคู่กับกรมสรรพากร พร้อมทั้งหารือกับ ส.ว. ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้กระบวนการนี้มีความแม่นยำสูงสุด และเป็นการคุ้มครองกรรมสิทธิ์ของผู้ประกอบการไทย

ประชาชนทั่วไปสามารถติดตามความคืบหน้าและแนวทางการดำเนินการของภาครัฐด้วยความมั่นใจว่า การไล่บี้ธุรกิจนอมินีเหล่านี้จะไม่ใช่เพียงเรื่องฟองน้ำ แต่จะคืนความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการที่ทำมาหากินอย่างจริงจัง

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจาก รัฐบาลเตรียมไล่บี้บริษัทนอมินีต่างชาติ อย่าลืมตรวจสอบสิทธิและแสวงหาความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายป้องกันธุรกิจของคุณ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้

ที่มา – ‘รัฐบาล’ เตรียมไล่บี้ บ.นอมินีต่างชาติ 4.6 หมื่นแห่ง

จตุพรชง 4 แนวทางฟื้นถนนบรรทัดทอง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ลงพื้นที่ถนนบรรทัดทอง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ร่วมกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ และผู้บริหารจากกระทรวงพาณิชย์ กทม. สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมทั้งผู้แทนสมาคมผู้ประกอบการถนนบรรทัดทอง ตามนโยบาย “พาณิชย์พึ่งได้” เพื่อรับฟังปัญหาข้อเสนอแนะของผู้ประกอบการและเร่งริเริ่มแนวทางเพื่อฟื้นฟูศักยภาพของพื้นที่

จตุพรชง 4 แนวทางฟื้นถนนบรรทัดทอง

ถนนบรรทัดทองถือเป็นหนึ่งในย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยได้รับการยอมรับจากนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งเคยได้รับการจัดอันดับจากนิตยสาร Time Out ให้เป็น “ถนนที่เท่ที่สุดในโลก อันดับที่ 14” ในปี 2014 ปัจจุบันมียอดค้าขายหมุนเวียนรวมกว่า 300 ร้านอาหาร สร้างรายได้หลายพันล้านบาทต่อปี

อย่างไรก็ตาม ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ผู้ประกอบการถนนบรรทัดทองกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งจากผลกระทบจากการท่องเที่ยวลดลง ค่าเช่าพื้นที่ที่เพิ่มขึ้น และกำลังซื้อของคนไทยที่ชะลอตัว ทำให้ทุกภาคส่วนเริ่มตระหนักถึงความจำเป็นในการวางแผนพัฒนาอย่างยั่งยืน

แนวทางการฟื้นฟูกระทรวงพาณิชย์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เสนอแนวทางเร่งด่วน 4 ประการเพื่อฟื้นฟูและพัฒนาถนนบรรทัดทองให้กลับมาเป็นแลนด์มาร์กสตรีทฟู้ดระดับโลก ดังนี้:

  • 1. การรวมกลุ่มผู้ประกอบการอย่างเข้มแข็ง
    ตั้งคณะกรรมการเป็นทางการเพื่อให้มีกลไกการสื่อสารและตัดสินใจที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
  • 2. การกำหนดคอนเซ็ปต์ย่านใส่เอกลักษณ์เฉพาะตัว
    จัดโซนพิเศษในวันหยุดสุดสัปดาห์ และพัฒนาบรรยากาศเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว
  • 3. การลดต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการ
    ผลักดันนโยบาย “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย” และเชื่อมโยงวัตถุดิบท้องถิ่นกับร้านอาหารในย่าน
  • 4. การจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดอย่างต่อเนื่อง
    ให้มีอีเวนท์อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อสร้างพลวัตแก่ย่าน

“ผมอยากให้บรรทัดทองเป็นย่านที่คนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติรู้จัก ว่าเป็นสตรีทฟู้ดที่ปลอดภัย มีเอกลักษณ์ มีบรรยากาศที่เดินสนุก กินเพลิน เดินชิลล์ เติมศิลป์ ไม่ต่างจากจตุจักรหรือทรงวาด” รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์กล่าว

ร่วมมือทุกภาคส่วนเพื่อพัฒนาอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะเจ้าของพื้นที่ ได้มีนโยบายสนับสนุนผู้ประกอบการด้วยการลดต้นทุน ดูแลสิ่งแวดล้อม ปรับปรุงภูมิทัศน์ และพัฒนาให้พื้นที่เป็นสมาร์ทซิตี้ในอนาคต รวมถึงจัดกิจกรรม “Night Street Food” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจกลางคืน

ผู้แทนผู้ประกอบการถนนบรรทัดทองยังเผยว่า แม้จะมีผู้ประกอบการถึง 385 ราย แต่จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงเหลือเพียงประมาณ 10,000 คนต่อวันจากเดิมที่มีถึง 30,000–40,000 คน จึงเสนอให้พัฒนาให้ถนนบรรทัดทองเป็น “เขตเศรษฐกิจสร้างสรรค์” เพื่อสร้างสรรค์รูปแบบใหม่และยั่งยืน

ทั้งนี้ การร่วมมือระหว่างภาครัฐ มหาวิทยาลัย และผู้ประกอบการจะเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนแผนฟื้นฟู ให้ย่านนี้กลับมาเป็นแรงดึงดูดที่สำคัญของกรุงเทพฯ อีกครั้ง

แนวทางที่จตุพรและทีมงาน đưaออกมานั้นเน้นการทำงานเป็นระบบและมีเป้าหมาย ไม่เพียงแค่ฟื้นฟูเศรษฐกิจของถนนบรรทัดทองเท่านั้น แต่ยังผลักดันให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านอาหารต่างถิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและยั่งยืน

ที่มา – “จตุพร” ชง 4 แนวทาง ฟื้นถนนบรรทัดทอง รับฟังปัญหาผู้ประกอบการ ผลักดันแลนด์มาร์กสตรีทฟู้ด