ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ลินด์วางแผนผลิตช็อคโกแลตบางส่วนในสหรัฐ หวังเลี่ยงผลกระทบภาษีทรัมป์

ลินด์ บริษัทช็อคโกแลตชื่อดังจากสวิตเซอร์แลนด์ วางแผนจะย้ายการผลิตบางส่วนไปยังสหรัฐอเมริกา เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากภาษีที่รัฐบาลทรัมป์กำหนดขึ้น ซึ่งเป็นมาตรการตอบโต้การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าจากประเทศยุโรป

ลินด์วางแผนผลิตช็อคโกแลตบางส่วนในสหรัฐ หวังเลี่ยงผลกระทบภาษีทรัมป์

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากเมืองซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 16 สิงหาคมว่า ลินด์ กำลังวางแผนใช้งบประมาณสูงถึง 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 324 ล้านบาท) เพื่อเริ่มการผลิตช็อกโกแลตรูปกระต่าย ซานตาคลอส และรูปแบบอื่น ๆ ในสหรัฐอเมริกา

ปัจจุบัน ลินด์มีโรงงานผลิตตั้งอยู่ในเยอรมนี การส่งออกช็อคโกแลตไปยังสหรัฐจึงต้องเสียภาษีนำเข้าถึง 15% ขณะเดียวกัน ราคาวัตถุดิบอย่างโกโก้ก็เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนในการผลิตสินค้าของลินด์เพิ่มขึ้นถึง 16% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025

เป้าหมายตลาดใหญ่ของลินด์

สหรัฐอเมริกาถือเป็นตลาดช็อคโกแลตที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในปี 2024 การเติบโตของยอดขายช็อคโกแลตลินด์ในตลาดนี้เพิ่มขึ้นถึง 4.9% รวมมูลค่าสูงถึง 843 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 27,362 ล้านบาท) นายกของบริษัทกล่าวว่า การวางแผนผลิตช็อคโกแลตในสหรัฐเป็นการเตรียมการระยะยาวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน

  • ลดภาระภาษีนำเข้าสินค้า
  • ปรับปรุงประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทาน
  • ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในท้องถิ่นได้เร็วขึ้น

มาตรการภาษีนำเข้าจากสวิตเซอร์แลนด์ไปยังสหรัฐอยู่ที่ 39% ซึ่งเป็นอัตราภาษีที่สูงที่สุดในหมู่ประเทศทั่วโลก การย้ายฐานการผลิตไปอยู่ในสหรัฐจะช่วยลดต้นทุน และยังสร้างความคล่องตัวในการควบคุมคุณภาพได้มากขึ้น

นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่า ลินด์ยังพิจารณาย้ายกระบวนการผลิตสำหรับตลาดแคนาดา ซึ่งปัจจุบันอยู่ในบอสตัน ไปยังยุโรป เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการภาษีตอบโต้ของแคนาดาที่มุ่งเป้าไปที่สหรัฐอเมริกา

การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวของบริษัทเพื่อตอบโต้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน ภายใต้การเมืองของทรัมป์ที่เน้นนโยบาย America First รวมถึงแนวโน้มการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

สรุป : ลินด์วางแผนผลิตช็อคโกแลตบางส่วนในสหรัฐ หวังเลี่ยงผลกระทบภาษีทรัมป์ เป็นการเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ ทั้งเพื่อควบคุมต้นทุนและขยายตลาดในภูมิภาคที่มีมูลค่าสูงอย่างสหรัฐ

ที่มา – ลินด์วางแผนผลิตช็อคโกแลตบางส่วนในสหรัฐ หวังเลี่ยงผลกระทบภาษีทรัมป์

กุฏิ10หลัง! หลานสส.อุดรธานี ถูกรางวัลที่ 1 รวย 12 ล้าน

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 นางปราณี แก้วเชียงหวาง อายุ 53 ปี แม่ค้าตลาดนัดในจังหวัดอุดรธานี กลายเป็นข่าวใหญ่เมื่อเธอถูกรางวัลที่ 1 ของ ลอตเตอรี่ งวดประจำวันที่ 16 ส.ค. 2568 ด้วยหมายเลข 994865 ถึง 2 ใบ รวมมูลค่าถึง 12 ล้านบาท ถือว่าเป็นโชคก้อนโตที่หลายคนเฝ้าฝัน

กุฏิ10หลัง! หลานสส.อุดรธานี ถูกรางวัลที่ 1 รวย 12 ล้าน

บ้านเลขที่ 265 หมู่ 13 บ้านหนองสระใคร ตำบลเชียงหวาง อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี เต็มไปด้วยเสียงดีใจและดอกไม้ พี่น้องและญาติพี่น้องมารวมตัวกันแสดงความยินดี โดยเฉพาะนายหรั่ง ธุระพล ส.ส.เขต 3 จังหวัดอุดรธานี พร้อมภริยา นางปัญญสิริย์ และนายก อบต.เชียงหวาง ซึ่งเป็นญาติสนิทของนางปราณี

เลขเข้าฝันจากพ่อ

นางปราณี เล่าว่าตนเองเป็นแม่ค้าขายของที่ตลาดนัดคลองถมบ้านด่าน ในตำบลเชียงหวาง และมีนิสัยชอบเสี่ยงโชคกับ ลอตเตอรี่ ทุกงวด แต่ใบหวยงวดนี้มีความพิเศษ เพราะเธอได้เลขมาจากความฝันที่พ่อ deceased ที่บอกในความฝัน “เลขที่ออกคือ 65” ด้วยเหตุนี้ เธอจึงตัดสินใจซื้อตัวเลขท้ายเป็น 65 และยังใส่เลขอื่นเพิ่ม โดยหวังว่าจะถูกเลขที่ 1

อย่างไรก็ตาม โชคดีเข้ามาเยือน นางปราณีถูกรางวัลที่ 1 จริงๆ ทำให้เธอได้รับเงินรางวัลรวม 12 ล้านบาท!

“เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม มีการวางศิลาฤกษ์เจดีย์หลวงตามหาบัวที่วัด ก็ไปร่วมงาน แล้ววันที่ 14 สิงหาคม พระอาจารย์ที่วัดบอกว่า ที่วัดกุฏิมีน้อย ไม่พอรองรับคูบาอาจารย์ ก็เลยนึกในใจว่าถ้าหากถูกรางวัลที่ 1 จะสร้างกุฏิให้ 10 หลัง” นางปราณีเปิดใจ

ความตั้งใจอยู่ที่กุฏิ 10 หลัง

นางปราณีบอกว่า เธอตั้งใจใช้เงินรางวัลที่ได้ไปสร้าง กุฏิ10หลัง สำหรับรองรับพระที่มาบำเพ็ญอุบาสก/อุบาสิกาที่วัด โดยมีวงเงินหลังละ 1 แสนบาท รวมเป็นงบประมาณทั้งสิ้นราว 1 ล้านบาท ส่วนเงินที่เหลือจะแบ่งให้ลูก 3 คนและญาติพี่น้อง ด้วยความกตัญญูรู้คุณ

“ถ้ามีโอกาสงวดหน้าก็หวังให้พ่อมาแจ้งเตือนเลขอีกรอบนะครับ” นางปราณีกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

ดิฉันบอกเพื่อนแม่ค้าว่าเลขที่ซื้อไว้น่าจะถูก และเมื่อเขาบอกว่าออกที่ 1 ก็ดีใจมาก ขนาดไม่ทันได้ขายของที่เอามาแรก็โยนไปแจก แถมเหมาร้านข้าวมันไก่กระจายให้คนผ่านมา

  • ถูกรางวัลที่ 1 ในงวดวันที่ 16 ส.ค. 2568
  • ได้รับเงิน 12 ล้านบาทจากเลขใบเดียว
  • เลขมาจากการฝันของพ่อผู้ล่วงลับ
  • เสี่ยงโชคทุกงวดแต่เคยถูกแค่เลขท้าย
  • ตั้งใจใช้เงินสร้าง กุฏิ10หลัง ที่วัด

เรื่องราวนี้สะท้อนถึงความศรัทธา การให้ และความสัมพันธ์ในครอบครัวที่อบอุ่น ทุกคนต่างชื่นชม “กุฏิ10หลัง!” ที่เธอนำไปทำประโยชน์แทนการใช้เงินในทางส่วนตัวเพียงอย่างเดียว

ไม่ว่าใครจะเป็นใคร โชคไม่เคยรู้ว่าจะมาเยี่ยมที่ใด ขอให้ทุกคนมีความศรัทธาในสิ่งดี และน้อมนำโชคลาภไปใช้ในทางที่สร้างความดีต่อสังคม

ที่มา – กุฏิ10หลัง! หลานสส.อุดรธานี ซื้ออายุพ่อมาเข้าฝันถูกรางวัลที่ 1 รวย 12 ล้าน

มาครงให้คำมั่นต่อสู้ความเกลียดชัง หลังมือดีลอบตัดต้นไม้อนุสรณ์ชาวยิว

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับ มาครงให้คำมั่นต่อสู้ความเกลียดชัง หลังจากที่กลุ่มคนร้ายลอบตัดต้นไม้อนุสรณ์ของชาวยิวในพื้นที่เมืองปารีส ได้สร้างความตื่นตระหนกและเสียดุลจิตใจของสังคมฝรั่งเศส รวมถึงการประณามอย่างรุนแรงจากนักการเมืองทุกฝ่าย

โดยเฉพาะหลังจากที่ต้นมะกอกซึ่งปลูกขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานของ อีลาน ฮาลิมี วัยรุ่นชาวฝรั่งเศสเชื้อสายยิวที่ถูกลักพาตัวและทรมานจนเสียชีวิตเมื่อปี 2006 ได้ถูกทำลายในคืนวันพุธที่ 13 สิงหาคม โดยมีข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า คนร้ายใช้เลื่อยไฟฟ้าตัดต้นไม้ ทำให้กรณีนี้กลายเป็นประเด็นที่สังคมต้องตื่นตัวต่อ “อาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชัง”

มาครงให้คำมั่นต่อสู้ความเกลียดชังอย่างจริงจัง

ในทันที ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มากรง ได้ออกมาประณามอย่างรุนแรงและให้คำมั่นอย่างชัดเจนผ่านโซเชียลมีเดียว่า ฝรั่งเศสจะใช้ทุกกฎหมายที่มีอยู่เพื่อปราบปรามอาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชัง ไม่ว่าจะเป็นการต่อต้านชาวยิว หรือกลุ่มชาติพันธุ์ใดก็ตาม

ความทรงจำที่ไม่ควรลืม

นายฟรองซัวส์ เบย์รู นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส กล่าวว่า ต้นไม้ที่ถูกตัดไปนั้นไม่ใช่แค่หนึ่งในมุมของธรรมชาติ แต่เป็น “ป้อมปราการมีชีวิตเพื่อสู้กับการถูกลืมเลือน” และย้ำว่า การต่อสู้กับพิษร้ายแห่งความเกลียดชังคือหน้าที่หลักของรัฐบาล ซึ่งคำมั่นต่อให้รักษาความสงบสุขและเคารพความหลากหลายของสังคมจะต้องดำเนินต่อไปอย่างไม่มีวันหยุด

สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงแค่การเสียหายของทรัพย์สิน แต่เป็นการโจมตีความทรงจำ การแสดงออกถึงความเกลียดกลัวซึ่งอาจแฝงเร้นอยู่ในสังคม ต้นไม้ที่จะถูกสร้างขึ้นใหม่นั้น คือสัญลักษณ์ของการฟื้นคืนความยุติธรรม สัญลักษณ์ของการไม่ยอมแพ้ และสัญลักษณ์ของความหวัง

  • เหตุการณ์เกิดขึ้นในย่านเอปิเนย์ซูร์แซน ทางตอนเหนือของกรุงปารีส
  • ผู้เสียชีวิตคือ อีลาน ฮาลิมี วัย 23 ปี เป็นชาวยิวเชื้อสายฝรั่งเศส
  • ต้นมะกอกที่ถูกทำลายตั้งอยู่ที่นี่ตั้งแต่ปี 2011 เพื่อรำลึกถึงเขา
  • มีการสอบสวนโดยใช้กฎหมายอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับลัทธิชาตินิยมและลัทธิอิสระ

ผู้คนจำนวนมากต่างเข้ามาแสดงความเสียใจผ่านโซเชียลมีเดีย ไม่เพียงแต่ในฝรั่งเศส แต่ทั่วโลก โดยเชื่อว่าเมื่อสังคมยังมีสถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น มันแสดงว่าเราต้องหันมาสร้างสันติสุขอย่างแท้จริง และหาหนทางเสริมสร้างสายใยระหว่างคนทุกเชื้อชาติ มิใช่เพียงแค่ประณามแต่ต้นเหตุ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความเกลียดชังหลากหลายรูปแบบได้เพิ่มขึ้นในทุกมุมโลก ซึ่งพื้นที่สาธารณะหรือสัญลักษณ์ของความทรงจำอย่างต้นไม้หรืออนุสรณ์สถานจึงกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของอุดมการณ์ที่ลำเอียง

เมื่อคุณกำลังอ่านข่าวแบบนี้ สิ่งที่เราอยากให้คุณร่วมกันคือ การไม่ยอมแพ้ต่อความเกลียดชัง และเป็นกำลังสำคัญในการสร้างสังคมที่เคารพความหลากหลาย ยอมรับความแตกต่าง และรักษาศักดิ์ศรีของมนุษย์ในทุกรูปแบบ

ที่มา – มาครงให้คำมั่นต่อสู้ความเกลียดชัง หลังมือดีลอบตัดต้นไม้อนุสรณ์ชาวยิว

ทรัมป์ชี้สงครามยูเครนต้องยุติด้วย “ข้อตกลงสันติภาพ” ไม่ใช่ “การหยุดยิง”

สถานการณ์ความขัดแย้งในยูเครนยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่โลกต้องจับตามอง ล่าสุด นายโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับแนวทางการยุติสงครามในยูเครนโดยเน้นว่า ควรจบด้วยข้อตกลงสันติภาพ ไม่ใช่เพียงแค่ “ข้อตกลงหยุดยิง” ที่มักสร้างความไม่มั่นคงระยะยาว

ข้อตกลงสันติภาพกับข้อตกลงหยุดยิง มีความแตกต่างอย่างไร?

ทรัมป์ระบุว่า แนวทางที่แท้จริงในการยุติสงครามอันเลวร้ายนี้ คือการเจรจาสู่ข้อตกลงสันติภาพ ที่ครอบคลุมและยั่งยืน เพราะการหยุดยิงเพียงอย่างเดียว มักนำไปสู่การละเมิดข้อตกลงและความรุนแรงที่อาจกลับมาได้อีก ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนในยูเครนและทั่วโลกไม่สมควรต้องรับภาระ

การเจรจาที่นำไปสู่ทางออก

จากข้อมูลรายงาน ทรัมป์ได้มีการพบปะหารือทั้งกับประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน และประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย รวมถึงผู้นำยุโรปและเลขาธิการนาโต การเจรจาเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญในการหาทางออกของความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานาน

ผู้นำทั้งหลายยอมรับร่วมกันว่า:

  • สงครามควรจบด้วยผลลัพธ์ที่ยั่งยืน
  • ประชาราษฎรทั้งสองฝ่ายไม่ควรมีความทุกข์เพิ่มเติม
  • ข้อตกลงสันติภาพ คือปณิธานที่ควรเดินหน้าหา

นอกจากนี้ เซเลนสกียืนยันว่าจะเดินทางไปยังกรุงวอชิงตัน เพื่อหารือกับทรัมป์โดยตรงในวันจันทร์ที่ 18 สิงหาคมนี้ โดยมุ่งหมายเพื่อหารือถึงแนวทางการลดความรุนแรงและการก่อสงครามในยูเครนอย่างเป็นรูปธรรม

ทางฝั่งรัสเซีย โฆษกของทำเนียบเครมลินอย่าง Дмิทรี เปสโควก็ได้กล่าวว่า การพบปะระหว่างผู้นำทั้งสองฝ่ายถือเป็นโอกาสในการก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นใจร่วมกัน และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของทางแยกใหม่ที่สร้างเสถียรภาพให้ยุโรป

ความพยายามของทรัมป์ครั้งนี้ ถือเป็นบทใหม่ที่น่าจับตา ทั้งในฐานะอดีตผู้นำสหรัฐฯ และในฐานะนักการทูตอิสระ ที่ต้องการยุติความขัดแย้งผ่านการเจรจาอย่างจริงจัง แทนที่จะให้กำลังาศัยเกินไปกว่าเหตุ

การจบที่ดีของสงคราม ควรสร้างความสงบสุขและไม่ทิ้งบาดแผลระยะยาว ดังนั้น ข้อตกลงสันติภาพ จึงเป็นเครื่องมือสำคัญมากกว่าเพียงแค่คำว่า “หยุดยิง” คงจะเป็นแนวคิดที่เราควรให้ความสำคัญร่วมกัน

ที่มา – ทรัมป์ชี้สงครามยูเครนต้องยุติด้วย “ข้อตกลงสันติภาพ” ไม่ใช่ “การหยุดยิง”

ย้อนส่อง 5 คนดังสุดพีค! ออกรายการ ‘โหนกระแส’ ตอนนี้เป็นยังไง?

หากพูดถึงรายการข่าวที่ได้รับความนิยมในวงกว้าง “โหนกระแส” ถือเป็นหนึ่งในรายการที่ผู้ชมจับตามองอยู่เสมอ โดยมีพิธีกรชื่อดังอย่าง “หนุ่ม-กรรชัย กำเนิดพลอย” ที่มักจะชวนแขกรับเชิญจากเหตุการณ์ข่าวดัง มานั่งพูดคุยในรายการ จนได้รับกระแสตอบรับดีอย่างต่อเนื่อง

ย้อนส่อง 5 คนดังสุดพีค! ออกรายการ ‘โหนกระแส’ ตอนนี้เป็นยังไง?

ล่าสุดเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม เว็บไซต์และแฟนเพจออนไลน์พูดถึงกันมาก หลังจากแฟนเพจ “อรรถรส-สรุปข่าว” ได้เผยแพร่สถานะของ 5 คนดังที่เคยเข้าร่วมรายการ “โหนกระแส” มาก่อน แต่หลังจากนั้นสถานะชีวิตกลับเปลี่ยนไปอย่างไม่น่าคาดคิด

1. ษิทรา เบี้ยบังเกิด (ทนายตั้ม)

เคยเป็นที่กล่าวถึงในวงการบันเทิงอย่างมาก เพราะข้อกล่าวหาฉ้อโกง ฟอกเงิน และการสร้างแอปฯ ที่ได้รับการลงทุนจากหลากหลายวงการ รวมถึงเจ๊อ้อย ที่สมัครใจเปิดกระเป๋าสู้คดี อีกทั้งยังต้องเผชิญกับการถูกกล่าวหาฐานหมิ่นประมาท ส่งผลให้ศาลสั่งจำคุกกว่าหนึ่งปี

2. ไชย์พล วิภา (ลุงพล)

เป็นอีกหนึ่งผู้ที่ต้องเผชิญกับข้อหาอันหนักหน่วงจากเหตุการณ์คดีน้องชมพู่ ที่ศาลฎีกาได้อุทธรณ์พิพากษาจำคุกต่อเนื่อง 26 ปี ทำให้หลายคนเริ่มจับตาดูพฤติกรรมและคำพูดของเขาจากรายการ “โหนกระแส” ที่ผ่านมา

3. วรัตน์พล วรัทย์วรกุล (บอสพอล)

ซึ่งเคยเป็นหัวหน้าของธุรกิจไอคอนกรุ๊ป ที่ล่มในเวลาต่อมา เนื่องจากถูกกล่าวถึงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบแชร์ลูกโซ่ จนต้องพบกับการถือหมายจับจากเจ้าหน้าที่ สถานการณ์ในช่วงนั้นทำให้หลายคนเห็นความไม่มั่นคงของธุรกิจที่表面ดูงดงามแต่แฝงไปด้วยภัยคุกคาม

4. ด.ต. ยุทธพล ศรีสมพงษ์ (จอนนี่ มือปราบ)

เหตุการณ์ที่เขาและภรรยาก่อสร้างรีสอร์ตในพื้นที่ป่าผิดกฎหมาย จนกลายเป็นประเด็นต้องถูกบุกรวบโดยเจ้าหน้าที่ ทำให้ความเชื่อมั่นจากประชาชนในตัวผู้มีอำนาจเริ่มสั่นคลอน สหรัฐในการยอมรับว่า “ความเป็นต้นแบบไม่ได้เสมอไป”

5. เสกสันต์ ทรัพย์สืบสกุล (หมอบี)

เป็นผู้นำในการบริหารวัดพระบาทน้ำพุ และถูกสังเกตพฤติกรรมในเรื่องของการจัดการเงินบริจาค ซึ่งในขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการสอบสวน lets see หากมีความชัดเจนจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เกิดความโปร่งใส ภายใต้อาณาจักรวัดแห่งความศรัทธา

จากข่าวทั้ง 5 รายที่เคยเข้าร่วมรายการโหนกระแส เราจะเห็นได้ว่า การอยู่ในสิ่งแวดล้อมของสื่อและ platform ต่างๆ ไม่อาจปกป้องใครจากความผิดได้ จริงหรือไม่ แต่ละคราฟจะกว้างหรือแคบขึ้นอยู่กับ “หัวใจ” มากกว่าชื่อเสียง

หากคุณเคยติดตามโหนกระแสมาก่อน อย่าลืมร่วมแสดงความคิดเห็นว่า “คุณคิดอย่างไรกับหนังชีวิตของพวกเขา?” เป็นคำถามที่ดีที่จะให้มุมมองหลากหลายให้กับสังคม

ที่มา – ย้อนส่อง5คนดังสุดพีค! ออกรายการ ‘โหนกระแส’ ตอนนี้เป็นยังไง?

ดิว อริสรา กลับไทยส่งคุณพ่อ – ไลฟ์ครั้งแรกกับไฮโซน้ำหวาน

หลังจากผ่านช่วงเวลาอันยากลำบาก นักแสดงสาวสาว ดิว อริสรา ตัดสินใจเดินทางไปพักผ่อนที่ต่างประเทศเป็นเวลาหลายเดือน จนล่าสุด เธอเตรียมเดินทางกลับประเทศไทยอีกครั้ง เพื่อเข้าร่วมงานสวดพระอภิธรรมและงานฌาปนกิจของ ‘คุณพ่อวิชิต ทองบริสุทธิ์’ เป็นครั้งสุดท้ายในฐานะลูกสาว ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญทั้งในมุมความรักและความสัมพันธ์ครอบครัว

ดิว อริสรา กลับไทยฯ ร่วมงานสวดพระอภิธรรมคุณพ่อครั้งสุดท้าย

ดิว อริสรา กลับไทยส่งคุณพ่อ – พร้อมร่วมไลฟ์ครั้งแรกกับไฮโซน้ำหวาน

การกลับมาครั้งนี้ของ ดิว อริสรา ถือว่ามีความหมายเป็นพิเศษไม่น้อย เพราะแม้จะเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความเศร้าโศกและการสูญเสีย แต่เธอก็ได้รับการสนับสนุนจากคนรอบข้างอย่างอบอุ่น โดยเฉพาะจาก ‘ไฮโซน้ำหวาน-พัสวี พยัคฆบุตร’ ภรรยาของอดีตพระเอกหนุ่มดังอย่าง ‘นาวิน ต้าร์’ ที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือและชวนร่วมงานด้วยการจัดไลฟ์ขายสินค้าร่วมกันเป็นครั้งแรกในประเทศไทย

ไร้ข่าวช้านาน ตอนนี้ดิวกลับมาแล้ว! เตรียมไลฟ์ร่วมกับไฮโซน้ำหวาน

โดยไฮโซน้ำหวานเผยให้สื่อทราบว่า เธอได้ติดต่อกับดิวมาร่วมสองเดือนแล้ว และจัดไลฟ์นี้ขึ้นก่อนหน้านี้หนึ่งอาทิตย์ในช่วงที่ดิวจะกลับมาในงานศพของคุณพ่อ เพื่อไม่ให้งานกวาดยอดขายกระทบกับช่วงเวลาศิลปะแห่งการสูญเสีย การทำงานร่วมกันครั้งนี้ถือเป็นแรงใจหนึ่งให้กับดิวด้วยเช่นกัน ซึ่งเขาเองก็มั่นใจในคุณภาพของสินค้าและทักษะการสื่อสารของดิวที่ผ่านการผ่านการรับมือกับวงการมายาวนาน

รูปบรรยากาศการเตรียมตัวไลฟ์ของดิวและไฮโซน้ำหวาน

งานนี้ถือว่าสร้างความตื่นตัวในวงการสตรีมมิ่งอย่างมาก เพราะทุกคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ดิว อริสรา นั้นเป็นแฟรนไชส์ที่มีฐานแฟนคลับมากกว่าใครในวงการ และ镝ยังมีสไตล์และความน่ารักที่ติดใจแฟนๆ แน่นอนว่าการไลฟ์คู่กับ ‘ไฮโซน้ำหวาน’ จะเป็นกิจกรรมที่ดึงดูดผู้ชมได้อย่างล้นหลามแน่นอน ทั้งด้านฐานแฟนคลับ ความน่าเชื่อถือ และคุณภาพของสินค้า

  • วันเวลาการไลฟ์: วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม 2568 เวลา 19.00 น.
  • แพลตฟอร์ม: TikTok ของ “ไฮโซน้ำหวาน” และ “Mommyduearisara”
  • ประเด็นเด็ด: ครั้งแรกของดิวหลังจากกลับมาไทย และไลฟ์คู่กับไฮโซน้ำหวาน

นอกจากนี้ยังมีกระแสตอบรับจากแฟนคลับในโซเชียลมีเดียอย่างล้นหลาม โดยหลายคนต้องการจะกลับมารองดูและมาให้กำลังใจ ดิว อริสรา ในโอกาสสำคัญครั้งนี้ ทั้งในมุมผู้ชม ผู้สนับสนุน และผู้ติดตามในโลกโซเชียลมีเดีย

การกลับมาในครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของ ดิว อริสรา แต่ยังเป็นหน้า新篇章ที่เต็มไปด้วยการเติบโตและความมุ่งมั่นที่จะก้าวเดินต่อในทุกด้าน เพื่อตอบแทนความรักจากครอบครัว แฟนๆ และกำลังใจจากคนรอบตัว

ใครพลาดกิจกรรมนี้ถือว่าพลาดโอกาสที่จะย้อนรำลึกกับช่วงเวลาสำคัญของคุณแม่ดิว และติดตามความเคลื่อนไหวความปังของ ‘ไฮโซน้ำหวาน’ และ ดิว อริสรา อย่างใกล้ชิดเลยทีเดียว

ที่มา – ‘ดิว อริสรา’ พร้อมกลับไทยส่งคุณพ่อครั้งสุดท้าย-เตรียมไลฟ์ครั้งแรกกับภรรยาอดีตพระเอกดัง!

ยังเจออีก! มาริษ นำคณะทูตดู ‘ทุ่นระเบิด-อาวุธ’ เขมรที่ภูมะเขือ

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีต่างประเทศ พร้อมคณะทูตต่างประเทศ ผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ และสื่อมวลชน เดินทางลงพื้นที่ใกล้เคียงหน่วยปฏิบัติการภูมะเขือ อำเภอ

ยังเจออีก! มาริษ นำคณะทูตดู ‘ทุ่นระเบิด-อาวุธ’ เขมรที่ภูมะเขือ

กันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อเข้าชมการปฏิบัติงานด้านการเก็บกู้และตรวจยึดทุ่นระเบิด รวมถึงยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ที่พบในพื้นที่ โดยเจ้าหน้าที่ทหารจากกองพลทหารช่างที่ 4 รายงานว่า จนถึงปัจจุบันสามารถเก็บกู้และยึด ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ได้แล้วทั้งสิ้น 46 ทุ่น

หลักฐานที่น่าตกใจ

ในจำนวนนี้มี ทุ่นระเบิด จำนวน 16 ทุ่นอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน และยังมีทุ่นระเบิดดักรถถัง ลูกจรวด ARPG และลูกระเบิดขนาด 60 และ 82 มิลลิเมตร การค้นพบครั้งนี้เกิดขึ้นแม้ว่า ไทยรักกัมพูชา จะได้ลงนามในข้อตกลงหยุดยิงไปแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ทหารยังคงปฏิบัติภารกิจติดตามตรวจสอบในพื้นที่ใกล้เคียงแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง

ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ส่วนใหญ่ถูกฝังลึกไม่มากนัก และถูกอำพรางไว้ด้วยดินและเศษใบไม้ ซึ่งทำให้ค้นพบได้ยากหากไม่ใช้เครื่องมือ เช่น อุปกรณ์ตรวจจับโลหะ อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นทุ่นระเบิดรุ่นเก่า แต่หลายชิ้นยังมีสภาพพร้อมทำงานได้ นอกจากนี้ ยุทโธปกรณ์ที่ตรวจยึดได้บางส่วนยังมีอันตรายอยู่ แม้ดูเก่าก็ยังสามารถก่ออันตรายได้

หนึ่งในคณะทูตต่างประเทศได้สอบถามถึง ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ที่เพิ่งถูกตรวจพบล่าสุด ซึ่งคือเมื่อ 3 วันก่อนหน้าที่ฐานปฏิบัติการภูมะเขือ เจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลว่าทุ่นระเบิดบางส่วนมีลักษณะคล้ายกับที่เคยพบในอดีต แต่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ และสามารถใช้งานได้ทันที

การสาธิตและความตื่นเต้นของคณะทูต

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ทหารเรือได้สาธิตวิธีการเก็บกู้ ทุ่นระเบิด อย่างปลอดภัยต่อหน้าคณะผู้สังเกตการณ์ พร้อมมีเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการต่างประเทศช่วยแปลและอธิบายเป็นภาษาอังกฤษ ทำให้คณะทูตจากต่างประเทศเข้าใจถึงความท้าทายและอันตรายของสถานการณ์ในพื้นที่

เหตุการณ์เช่นนี้แสดงให้เห็นว่า แม้จะมีการหยุดยิงอย่างเป็นทางการ แต่พื้นที่ชายแดนยังคงเต็มไปด้วยอันตรายแฝงไว้อยู่เสมอ การเฝ้าระวังและการตรวจสอบยังคงเป็นภารกิจสำคัญของกองทัพไทยอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – ยังเจออีก! ‘มาริษ’ นำคณะทูตลงภูมะเขือ ดูหลักฐาน ‘ทุ่นระเบิด-อาวุธ’ เขมร

มาริษพาทูตสำรวจความเสียหายที่บ้านหนองเม็ก ชาวบ้านวอนรัฐบาลช่วยเหลือ

เมื่อเวลา 16.20 น. วันที่ 16 ส.ค. นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีต่างประเทศ พร้อมคณะทูตต่างประเทศ ผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ และสื่อมวลชน ได้เดินทางไปสำรวจความเสียหายที่บ้านเรือนประชาชนในบ้านหนองเม็ก ตำบลบ้านด่าน อำเภอเสิงสาง จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งได้รับผลกระทบจากการโจมตีด้วยลูกปืนใหญ่และอาวุธหนักของฝ่ายกัมพูชา

มาริษพาทูตสำรวจความเสียหายที่บ้านหนองเม็ก

นายสมควร สิงห์ดำ นายอำเภอกันทรลักษ์ ได้รายงานต่อคณะดังกล่าวว่า หมู่บ้านแห่งนี้ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากชายแดนไทย-กัมพูชาเพียง 5 กิโลเมตร ถือเป็นพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายรุนแรงที่สุดในอำเภอ

ถึงแม้บ้านเรือนจะได้รับความเสียหายอย่างหนักจนไม่สามารถพักอาศัยได้ แต่ไม่มีผู้เสียชีวิตเพราะเจ้าหน้าที่ได้แจ้งให้ประชาชนอพยพล่วงหน้า และประชาชนได้ปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด

ความเสียหายที่เกิดขึ้น

ภาพรวมในตำบลบ้านด่าน อำเภอเสิงสาง มีบ้านเรือนประชาชนที่ได้รับความเสียหายกว่า 70% รวมทั้งสิ้น 28 หลังคาเรือน

จากนั้น คณะฯ ได้เดินสำรวจความเสียหายอย่างใกล้ชิด โดยเยี่ยมชมบ้านของประชาชนอีกหลังหนึ่งซึ่งทำอาชีพซัก-รีดเสื้อผ้า ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 100 เมตร ได้รับความเสียหายเต็มรูปแบบ มีเจ้าของบ้านออกมาให้ข้อมูลโดยตรงแก่คณะฯ

หนึ่งในชาวบ้านระบุว่า เก็บรวบรวมหลักฐานที่ได้รับความเสียหายส่งให้หน่วยงานทางการแล้ว และอยู่ระหว่างรอการพิจารณาและค่าชดเชย

ทั้งนี้ ประชาชนมีความหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลจะให้การช่วยเหลือ เพราะถือเป็นความเสียหายรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่อาศัยอยู่ในอำเภอนี้

ด้าน นายเดวิด เดลี เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย กล่าวภายหลังการลงพื้นที่ในจังหวัดศรีสะเกษว่า ถือเป็นโอกาสที่ดีในการลงพื้นที่และได้เห็นสถานการณ์จริง

สหภาพยุโรปยังสนับสนุนให้ฝ่ายไทยและกัมพูชาปฏิบัติตามข้อตกลงการหยุดยิง และหวังให้ทั้งสองประเทศกลับมามีความเข้าใจและไว้วางใจซึ่งกันและกัน

แต่ละวันในพื้นที่เสี่ยงชายแดน เป็นการต่อสู้ของชาวบ้านที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความหวาดกลัว รวมถึงความหวังว่ารัฐบาลจะไม่ลืมพลเมืองเหล่านี้ และต้องการความช่วยเหลืออย่างจริงใจ

เราควรมาร่วมกันติดตามและสนับสนุนให้เกิดความยุติธรรมแก่ชาวบ้านซึ่งต้องทนอยู่กับสถานการณ์ที่ไม่เป็นธรรมนี้มานานเกินไปแล้ว

ที่มา – “มาริษ” พาทูตดูความเสียหาย! ชี้บ้านหนองเม็กโดนยิงถล่มหนักสุด ชาวบ้านวอนรัฐบาลเร่งเยียวยา

ชบาแก้วแพ้เมียนมา ลุ้นชิงที่ 3 ฟุตบอลหญิงอาเซียน 2025

ทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย หรือที่รู้จักในชื่อ ชบาแก้ว พลาดเข้าชิงชนะเลิศศึกฟุตบอลหญิงชิงแชมป์อาเซียน 2025 หลังแพ้ให้กับทีมเมียนมา 1-2 ในรอบรองชนะเลิศ เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 ที่สนามลัชไช สเตเดียม ประเทศเวียดนาม

ชบาแก้วแพ้เมียนมา เกมนี้เกิดอะไรขึ้น?

ชบาแก้ว พลาดตั้งท่าจะผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ทั้งที่ครึ่งแรกสามารถขึ้นนำก่อนจากลูกยิงของ วิรัญญา แกว่นกสิกรรม ในนาทีที่ 6 ได้ด้วยซ้ำ แต่ทีมเมียนมาไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เปลี่ยนสถานการณ์กลับมาเสมอ 1-1 จากจังหวะยิงของ วิน เทียงกี ตุน ในนาทีที่ 14

ช่วงท้ายเกม เป็นจังหวะของฝ่ายตรงข้าม

ครึ่งหลัง ชบาแก้ว เริ่มต้องรับเกมอย่างหนัก เนื่องจากเมียนมาได้เปรียบด้านจังหวะทำประตูเต็มๆ จนได้ลุ้นประตูขึ้นนำจากการได้จุดโทษในนาทีที่ 72 หลังจากเกิดจังหวะแฮนด์บอลของ นักเตะไทย ซึ่งเป็นจังหวะดีของวิน เทียงกี ตุน อีกครั้งที่ปิดบัญชีนำ 2-1

ทีมไทยพยายามเร่งเกมเพื่อตีเสมอ แต่ไม่สามารถทำประตูคืนได้จนหมดเวลา ทำให้ต้องแพ้ไปด้วยสกอร์ 1-2 และพ่ายแชมป์ในรอบรองฯ

แม้พ่ายแต่ไม่หมดโอกาส

  • การแข่งขันชิงอันดับ 3: ทีมไทยจะได้ลุ้นอีกครั้งในวันที่ 19 สิงหาคม เวลา 16.30 น.
  • เมียนมาชิงแชมป์: ทีมจากเพื่อนบ้านจะได้บู๊เพื่อแชมป์ในเวลา 19.30 น. ในวันเดียวกัน

แม้ครั้งนี้จะพลาดเข้าชิงอาเซียน 2025 ไปอย่างน่าเสียดาย แต่ ชบาแก้ว ยังมีโอกาสลุ้นหาตำแหน่งที่ 3 ซึ่งถือเป็นเกียรติอยู่ดี แฟนบอลไทยจึงไม่ควรหมดหวัง และคงได้ชมอีกครั้งกับความพยายามของสาวๆ ในสนาม

อย่างไรก็ตาม การผ่านเข้าถึงรอบสุดท้ายของทัวร์นาเมนต์อาเซียนถือเป็นผลบวก และโอกาสในการเรียนรู้จากเกมระดับนานาชาติที่สำคัญอย่างรอบรองฯ นี้ถือว่าล้ำค่า

ให้กำลังใจทีมไทยกันต่อในเกมชิงที่ 3 แล้วกัน!

ที่มา – ‘ชบาแก้ว’ นำก่อนแต่แพ้ ‘เมียนมา’ ได้แค่ชิงที่ 3 อาเซียน

เพจ AOT Official ถูกแฮก! ทอท. สั่งกู้คืนด่วน

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊ก เพจ AOT Official ซึ่งเป็นเพจอย่างเป็นทางการของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ได้ถูกแฮกอย่างไม่น่าเชื่อ โดยบัญชีถูกเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “Everyday Yum Recipes” และเริ่มโพสต์เนื้อหาที่ไม่เกี่ยวข้องกับบริษัท ทั้งสตอรี่และข้อความท้าทายวิธีการแฮกเพื่อเผยแพร่ให้ผู้อื่นได้เรียนรู้

จากการสอบถามผู้บริหารระดับสูงของ ทอท. ได้ยืนยันแล้วว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง และขณะนี้ได้มีการสั่งการให้ทีมงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการกู้คืนบัญชีอย่างเร่งด่วน เพื่อให้สามารถควบคุมเพจกลับมาใช้งานได้ตามปกติ

เพจ AOT Official ถูกแฮกอย่างไร?

จากการติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด พบว่าบัญชี เพจ AOT Official ถูกผู้ไม่ประสงค์ดีเจาะเข้าถึงระบบภายใน โดยเปลี่ยนแปลงข้อมูลผู้ดูแลและเริ่มโพสต์เนื้อหาแปลกปลอม ซึ่งเป็นสิ่งที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์ขององค์กรอย่างมาก

เหตุใดจึงต้องสั่งกู้คืนด่วน?

การที่ เพจ AOT Official ซึ่งมีผู้ติดตามจำนวนมากถูกแฮก ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อข้อมูลที่อาจรั่วไหล และอาจถูกใช้ในการหลอกลวงผู้ใช้หรือสร้างข่าวลือได้ ดังนั้น ทอท. จึงต้องรีบดำเนินการกู้คืนระบบและตรวจสอบช่องโหว่ด้านความปลอดภัยอย่างละเอียด

ความมั่นคงของโซเชียลมีเดียเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในยุคดิจิทัลนี้ โดยเฉพาะสำหรับองค์กรขนาดใหญ่เช่น ทอท. ที่มีผู้ติดตามนับแสนคน รายงานระบุว่า เพจถูกใช้ในการโพสต์ข้อมูลที่ไม่เหมาะสมและอาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด

ทีมงานด้านไอทีของ ทอท. ได้เริ่มดำเนินการตรวจสอบและเปลี่ยนแปลงระบบความปลอดภัยของเพจทั้งหมด เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำแล้วซ้ำอีกในอนาคต

บทเรียนที่ควรเรียนรู้จากเหตุการณ์นี้

เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นบทเรียนที่สำคัญไม่เพียงแต่กับองค์กรเท่านั้น แต่ยังเป็นคำเตือนกับทุกบุคคลที่ใช้โซเชียลมีเดียทุกวัน นี่คือสิ่งที่เราควรคำนึงถึง:

  • การตั้งรหัสผ่านที่รัดกุมและเปลี่ยนบ่อยครั้ง
  • เปิดใช้งานระบบยืนยันตัวตนสองชั้น (2FA)
  • ระมัดระวังการคลิกลิงก์หรือเปิดไฟล์แนบจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ
  • อัปเดตระบบและโปรแกรมอย่างสม่ำเสมอ

องค์กรควรให้ความสำคัญกับการดูแลความปลอดภัยในโลกดิจิทัล เพราะการถูกแฮกอาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ และความเชื่อมั่นของลูกค้าได้

บทสรุปของเหตุการณ์นี้คือ การป้องกันย่อมดีกว่าการแก้ไข ทั้งในแง่ของความปลอดภัยทางไซเบอร์ การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลบนโลกออนไลน์จึงเป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้งานทั่วไปหรือองค์กรขนาดใหญ่เช่น ทอท.

ที่มา – เพจ “AOT Official” ถูกแฮก! ผู้บริหาร ทอท. สั่งเร่งกู้คืนด่วน