ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

กำไรซีพีเอฟครึ่งปีแรกดีกว่าคาด เพิ่มขึ้น 134%

กำไรซีพีเอฟในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 แสดงผลงานที่โดดเด่นกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยมีกำไรสุทธิรวมที่ 18,926 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 134% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ผลประกอบการที่ดีขึ้นนี้เกิดจากกิจการต่างประเทศของบริษัทที่มียอดขายสูงถึง 2 ใน 3 ของรายได้ทั้งหมด และยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง尤其นี้ในหลายประเทศ เช่น จีน อินโดนีเซีย และเม็กซิโก ซึ่งเป็นผลดีจากกลยุทธ์ด้านการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานและการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ

กำไรซีพีเอฟจากกลยุทธ์การขยายตลาดต่างประเทศ

คณะกรรมการบริษัทฯ นำโดยนายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ ได้อธิบายว่าช่วงหกเดือนแรกของปี 2568 บริษัทมียอดขายทั้งหมดต่ำกว่า 291,770 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากธุรกิจที่ดำเนินในต่างประเทศ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 62% ของยอดขาย ขณะที่การส่งออกและตลาดในประเทศไทยคิดเป็น 5% และ 33% ตามลำดับ

กำไรซีพีเอฟเพิ่มสูงขึ้นมาจากการปรับปรุงระบบป้องกันโรคระบาดในปศุสัตว์ และการบริหารค่าใช้จ่ายให้อยู่ในระดับที่เต้าน่องกว่าเดิม ไม่เพียงแต่นี้ ราคากากถั่วเหลืองที่อยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนก็ส่งผลให้ลดลงค่าใช้จ่ายในการผลิตอย่างมีนัยสำคัญ

ประเมินผลครึ่งปีหลัง คาดการณ์ผลประกอบการดีต่อเนื่อง

ซีพีเอฟเป็นองค์กรที่มีการลงทุนในต่างประเทศในอีก 16 ประเทศ ตลอดจนส่งออกสินค้าอาหารไปมากกว่า 50 ประเทศ ทำให้ได้ประโยชน์มากขึ้นจากการเติบโตของตลาดต่างประเทศ แม้ว่าจะมีผลกระทบที่เกิดจากค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น แต่ก็ยังสามารถรักษายอดขายไว้ได้เรียบเฉลี่ยเพิ่มขึ้นราว 6% เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับปีที่แล้ว

  • มีโรงงานประกอบการในประเทศที่จำหน่ายในประเทศ
  • เปิดโอกาสขยายโรงงานทางอุตสาหกรรมอาหารในตลาดต่างประเทศ
  • ยกระดับการค้าขายและการตั้งโรงงานในท้องถิ่น

“เรารอคอยโอกาสในการเพิ่มตลาดในสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะสินค้ากุ้งของเรา มีเพียง 0.1% ของยอดขายเท่านั้นที่เข้าออกสู่สหรัฐฯ ดังนั้นเรามองไปข้างหน้าในรูปแบบของ localization หรือ ยึดหลักการจำหน่ายในแต่ละประเทศ” นายประสิทธิ์กล่าวเสริม

จ่ายปันผลหุ้นละ 1 บาทในวันที่ 12 กันยายนนี้

สำหรับผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ และความขยันของกำไรซีพีเอฟในครึ่งปีนี้ ฯ ก็ไม่ลืมผู้ถือหุ้น เพราะได้มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล จำนวน 1.00 บาทต่อหุ้น โดยวันที่กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นเพื่อสิทธิ์ได้รับเงินปันผลคือวันที่ 1 กันยายน และจ่ายจริงในวันที่ 12 กันยายนนี้

ภาพรวมของกำไรซีพีเอฟในครึ่งปีแรกดูมั่นคงและเติบโตอย่างมั่นใจ การวางแผนธุรกิจที่ยาวไกล การพัฒนาและควบคุมรูปแบบการผลิตในหลายประเทศ รวมไปถึงการลดต้นทุนเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เป็นปัจจัยที่จะสร้างผลประกอบการที่ดีต่อเนื่องในอีกครึ่งปีข้างหน้า

หากคุณเป็นนักลงทุนงบทดลองแล้ว ซีพีเอฟน่าสนใจเช่นเดียวกัน เนื่องจากมีพื้นฐานอย่างเข้มแข็งและビジัยที่ชัดเจน ติดตามข่าวสารใหม่ๆ จากซีพีเอฟได้อย่างต่อเนื่องที่นี่

ที่มา – กำไรซีพีเอฟครึ่งปีแรกดีกว่าคาด เพิ่มขึ้น 134% มั่นใจครึ่งหลังดีต่อเนื่อง กิจการในต่างประเทศหนุนเติบโต

เอส แอนด์ พี ส่งผลิตภัณฑ์ S&P ให้ทหารและประชาชนชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ได้มีการมอบผลิตภัณฑ์ S&P แด่กองทัพบก และประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อเป็นกำลังใจในช่วงสถานการณ์ที่ตึงเครียดจากการสู้รบในบริเวณพรมแดน ซึ่งมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในจังหวัดสุรินทร์ อุบลราชธานี บุรีรัมย์ และสระแก้ว

เอส แอนด์ พี มอบผลิตภัณฑ์ S&P ส่งกำลังใจให้ทหารและประชาชน

โดย คุณกำธร ศิลาอ่อน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท เอส แอนด์ พี ได้มอบผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ S&P ให้แก่กองทัพบก ซึ่งได้แก่ ขนมปัง S&P Delio จำนวน 3,000 ชิ้น รวมถึง พัฟเค้ก สุดพิเศษหลากหลายรสชาติทั้งพัฟเค้กกลิ่นใบเตยสอดไส้ครีมกลิ่นใบเตยมะพร้าว และพัฟเค้กสอดไส้ครีมกลิ่นส้ม จำนวน 2,112 กล่อง ซึ่งมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 300,960 บาท

การสนับสนุนด้านโลจิสติกส์เพื่อความเข้าถึงอย่างทั่วถึง

การส่งมอบผลิตภัณฑ์ครั้งนี้ยังได้รับการสนับสนุนด้านการขนส่งจาก คุณนพพล ชูกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท รีเทล บิซิเนส โซลูชั่นส์ จำกัด เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ถึงมือทหารและประชาชนที่หลบ refuge ณ ศูนย์พักพิงในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

บริษัท เอส แอนด์ พี ยืนยันว่าจะเป็นหนึ่งในองค์กรที่ให้การสนับสนุนภารกิจของกองทัพบกอย่างเต็มที่ และเป็นกำลังใจให้กับประชาชนผู้ประสบอุทกภัยสงครามในพื้นที่ให้กลับคืนสู่ความสงบสุขได้อย่างปลอดภัยและรวดเร็ว

ความตั้งใจนี้สะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างแท้จริง โดยการนำผลิตภัณฑ์ S&P คุณภาพสูงที่คนไทยรู้จักดี เช่น พัฟเค้ก S&P และ Delio Bread มาเป็นเครื่องส่งเสริมให้ทุกคนได้ได้รับพลังงานและการอบอุ่นจากอาหารในเวลาที่ต้องการมากที่สุด

จากความร่วมมือกันในครั้งนี้ เราได้เห็นถึงจิตอาสาและการเป็นหุ้นส่วนกับสังคมอย่างเป็นรูปธรรมของเอส แอนด์ พี ซึ่งตอกย้ำว่าองค์กรสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกได้หากมีหัวใจที่ใสสะอาดและตั้งใจอุทิศตนเพื่อผู้อื่น

การมีส่วนร่วมครั้งนี้ถือเป็นแรงบันดาลใจให้กับภาคเอกชน และภาคประชาสังคมที่จะร่วมกันปกป้องคุณค่าของชุมชนท้องถิ่น และเป็นกำลังหลังให้กับบุคลากรในเส้นหน้าอย่างทหารไทยที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในสถานการณ์ลำบาก

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่ต้องการมีส่วนร่วมหรือให้การสนับสนุนในภารกิจเพื่อสังคมในครั้งต่อไป เราเชื่อว่าการเริ่มต้นจากแรงจูงใจที่จริงใจจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน และปลุกแรงใจให้กับทุกคนบนผืนแผ่นดินนี้

ที่มา – ‘เอส แอนด์ พี’ มอบผลิตภัณฑ์ S&P แด่กองทัพบก ส่งกำลังใจให้ทหารและประชาชน ณ ศูนย์ผู้อพยพในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา

ธรรมรักษ์นิเวศน์2 2 พันไร่ แจงปมยาหมดอายุ-โคไถ่ชีวิต

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้สื่อข่าวได้มีโอกาสเดินทางไปยัง ธรรมรักษ์นิเวศน์2 ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ในจังหวัดลพบุรี โดยโครงการนี้มีเนื้อที่กว่า 2 พันไร่ ตั้งอยู่ที่ตำบลดงดินแดง อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี เป็นสถานที่ดำเนินการโดยวัดพระบาทน้ำพุ และได้รับการสนับสนุนจากหลวงพ่ออลงกต

ธรรมรักษ์นิเวศน์2 คืออะไร

โครงการธรรมรักษ์นิเวศน์2 เป็นศูนย์รวมการดูแลผู้ป่วยในระยะยาวที่มีความตั้งใจเริ่มแรกจากการให้โอกาสแก่ผู้ที่ไม่มีที่พึ่งในการดูแลตัวเอง โดยมีการจัดสร้างโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับผู้ป่วยได้มากถึง 400 เตียง พร้อมกับมีโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ เวชภัณฑ์รักษาโรค และสถานที่เลี้ยงสัตว์ที่ผ่านการ rescued หรือไถ่ชีวิตมา เช่น โค กระบือ สุนัขจรจัด และแพะ เพื่อสนับสนุนการฝึกอาชีพและการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพของผู้อยู่ในโครงการ

ปมยาหมดอายุ และการบริหารจัดการของบริจาค

หนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบมาตั้งคำถามคือปมยาเวชภัณฑ์หมดอายุ ทางเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลโครงการและผู้สื่อข่าวได้ชี้แจงว่า ยาเหล่านั้นเกิดจากบริจาคจำนวนมากที่บางครั้งไม่สามารถใช้งานได้ทัน เพราะใกล้หมดอายุแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังมีญาณวิทยาการและเจ้าหน้าที่ของศูนย์สาธารณสุขเข้ามาประเมินเพื่อเลือกเฉพาะยาที่ยังสามารถใช้ได้จริงก่อนนำไปให้ประชาชนในพื้นที่

นอกจากนี้ ระบบการบริหารจัดการของโครงการนี้ยังมีการฝึกอาชีพให้แก่ผู้ป่วย คนพิการ และผู้สูงอายุ โดยใช้กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ เช่น การเลี้ยงสัตว์ การจัดการสิ่งของบริจาค และงานฝีมือต่าง ๆ เพื่อสร้างรายได้และเสริมความเข้มแข็งให้กับชีวิตใหม่

ความท้าทายและกระแสข่าวลบ

แม้โครงการธรรมรักษ์นิเวศน์2 จะมีจุดประสงค์ที่ดี แต่ก็เคยเผชิญกับกระแสข่าวในทางลบ อย่างการตั้งข้อสงสัยในเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ใช้โครงการ โดยมีการตั้งชื่อนามผู้ครอบครองเป็นคนอื่นแทนวัด ทำให้เกิดคำถามว่าอาจมีประโยชน์ที่แฝงอยู่ อย่างไรก็ตาม ทีมงานและผู้ดูแลได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่าที่ดินนั้นเป็นการบริหารโดยวัดอย่างแท้จริง พร้อมทั้งรับฟังข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนาให้ดีขึ้น

เรื่องของนโยบาย “ไม่ทิ้ง” ของหลวงพ่ออลงกตก็เป็นอีกหนึ่งไปรษณีย์ความเมตตา ที่เน้นไม่ทิ้งทั้งผู้คนและของใช้ เช่น เวชภัณฑ์หมดอายุ โดยมีการส่งต่อหน่วยงานที่เหมาะสม หากยังใช้งานได้

ใครที่อยากเข้าไปเยี่ยมชม ติดตามการดำเนินงานจริง หรือร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการในฐานะอาสาสมัคร หรือหน่วยงานสนับสนุน ก็มีโอกาสที่จะได้สัมผัสกับ “ความจริง” ที่แฝงไว้ในแรงบุญ และ “ความหมายของการไม่ทิ้ง” อย่างแท้จริง

ที่มา – เปิดภาพ ‘ธรรมรักษ์นิเวศน์2’ 2 พันไร่ ผู้ดูแลแจงปมยาหมดอายุ-โคไถ่ชีวิต

เช็กดอกเบี้ยเงินกู้ 6 แบงก์เอกชน อัตราอยู่ที่เท่าไหร่ หลังประกาศลด 0.25%

เมื่อเร็ว ๆ นี้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้มีมติปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% มาอยู่ที่ 1.50% จากเดิมที่ 1.75% ซึ่งการปรับลดครั้งนี้มีผลทันทีในวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ทำให้หลายธนาคารเอกชนเริ่มประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตามนโยบายของ กนง. เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับลูกค้าทั้งรายย่อยและรายใหญ่

เช็กดอกเบี้ยเงินกู้ 6 แบงก์เอกชน

หลังจากที่ธนาคารกรุงเทพ (BBL) เป็นธนาคารแห่งแรกที่ประกาศปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ทั้ง 3 ประเภท ได้แก่ ดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR), ดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) และดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ลง 0.25% ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา ธนาคารอื่น ๆ ก็ทยอยประกาศลดตามมาในเวลาถัด ๆ กัน

6 แบงก์เอกชนที่ปรับลดดอกเบี้ย

หากคุณกำลังต้องการขอสินเชื่อหรือมีแผนรีไฟแนนซ์หนี้ การ เช็กดอกเบี้ยเงินกู้ 6 แบงก์เอกชน เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้คุณเลือกธนาคารที่ให้อัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมที่สุด ดังนี้

  • ธนาคารกรุงเทพ (BBL): ลดดอกเบี้ยเงินกู้ 0.25% ต่อปี (มีผลตั้งแต่วันที่ 14 ส.ค. 68)
  • ธนาคารกรุงไทย (KTB): ลดดอกเบี้ยเงินกู้ 0.25% ต่อปี (มีผลในวันที่ 15 ส.ค. 68)
  • ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY): ลดดอกเบี้ยเงินกู้ 0.25% ต่อปี (มีผลตั้งแต่วันที่ 18 ส.ค. 68)
  • ธนาคารกสิกรไทย (KBANK): ลดดอกเบี้ยเงินกู้ 0.25% ต่อปี (มีผลตั้งแต่วันที่ 15 ส.ค. 68)
  • ธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB): ลดดอกเบี้ยเงินกู้ 0.25% ต่อปี (มีผลตั้งแต่วันที่ 15 ส.ค. 68)
  • ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB): ลดดอกเบี้ยเงินกู้ 0.25% ต่อปี (มีผลตั้งแต่วันที่ 15 ส.ค. 68)

การปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ในโอกาสครั้งนี้ช่วยให้ผู้กู้สามารถประหยัดต้นทุนทางการเงินได้ โดยเฉพาะในสินเชื่อบ้าน รถยนต์ หรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่ผูกกับอัตราดอกเบี้ย浮动 (Floating Rate) การลดดอกเบี้ย 0.25% อาจดูเล็กน้อย แต่หากคิดในระยะยาว ลูกค้าสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้เยอะมาก

ดังนั้น หากคุณเป็นลูกค้าที่มีแผนขอกู้ในเร็ว ๆ นี้ หรือมีสินเชื่อเดิมที่ต้องการพิจารณาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ การ เช็กดอกเบี้ยเงินกู้ 6 แบงก์เอกชน จะช่วยให้คุณสามารถเลือกทางเลือกที่เหมาะสมและคุ้มค่าที่สุด อย่าลืมเปรียบเทียบดอกเบี้ย ก่อนตัดสินใจขอสินเชื่อ!

ที่มา – เช็กดอกเบี้ยเงินกู้ 6 แบงก์เอกชน อัตราอยู่ที่เท่าไหร่ หลังประกาศลด 0.25%

สหภาพฯไปรษณีย์ ร้อง กมธ.แรงงาน ด่วนจดทะเบียนหลังค้างเกิน 10 เดือน

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่รัฐสภา นายกรเอก กาญจนะกิตติ์ หัวหน้ากลุ่มแรงงานใหม่รักษ์ไปรษณีย์ไทย ได้เดินทางมายื่นหนังสือถึง นายสฤษฎ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ส.ส. จังหวัดกระบี่ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานกรรมาธิการ (กมธ.) แรงงาน สภาผู้แทนราษฎร

หนังสือฉบับดังกล่าวเป็นการเรียกร้องให้ กมธ.แรงงาน เร่งติดตามความคืบหน้าในเรื่องการจดทะเบียน สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจบริษัทไปรษณีย์ไทยจำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ควรดำเนินการทันทีหลังจากการเลือกตั้งคณะกรรมการภายในสหภาพเสร็จสิ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2567

สหภาพฯไปรษณีย์ เตรียมร้องเรียนหากยังไม่ได้จดทะเบียน

นายกรเอก กล่าวเพิ่มเติมว่า การเลือกตั้งครั้งดังกล่าวมีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นผู้จัดทำและรับรองผลอย่างเป็นทางการแล้ว แต่เมื่อกลุ่มแรงงานใหม่รักษ์ไปรษณีย์ได้นำผลการเลือกตั้งไปยื่นต่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานภายใต้กระทรวงแรงงาน ปรากฏว่าจนถึงปัจจุบันซึ่งผ่านมาแล้วเกือบ 10 เดือนยังไม่ได้รับการจดทะเบียนจากนายทะเบียน

เขาได้ระบุว่า สถานการณ์เช่นนี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการบริหารงานของ สหภาพฯไปรษณีย์ เนื่องจากขณะนี้กรรมการบริหารเหลือเพียง 17 คน จากเดิมที่มีจำนวนครบตามองค์ประชุม แต่เมื่อถึงเดือนกันยายนนี้จะมีกรรมการหลายคนหมดวาระ รวมถึงมีผู้ที่ต้องย้ายไปดำรงตำแหน่งอื่น ๆ ทำให้กรรมการไม่เพียงพอสำหรับการดำเนินการใด ๆ ของสหภาพ

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการไม่จดทะเบียน

  • ไม่สามารถอนุมัติเงินช่วยเหลือให้สมาชิกที่เสียชีวิตหรือครอบครัวได้
  • การจ่ายเงินเดือนเจ้าหน้าที่สหภาพอาจหยุดชะงัก
  • ปัญหาการรับ-ปลดสมาชิกของ สหภาพแรงงานไปรษณีย์ไทย

ทั้งนี้ กลุ่มแรงงานฯ ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเห็นว่าท่าทีของกรมสวัสดิการยังไม่ชัดเจน จึงมายื่นเรื่องต่อนายกมธ.แรงงานฯ เพื่อให้ช่วยเร่งเร่งติดตามตรวจสอบและกดดันเพื่อให้กระบวนการจดทะเบียนเดินหน้าต่อไป

ในส่วนของนายสฤษฎ์พงษ์ ผู้รับหนังสือ กล่าวว่าทราบว่าเรื่องการจดทะเบียน สหภาพฯไปรษณีย์ ล่าช้าอย่างผิดปกติ จำพวกนี้มีอยู่มากในกลุ่มรัฐวิสาหกิจ เช่น ทีโอที ซึ่งทาง กมธ.แรงงานจะเร่งดำเนินการโดยเชิญผู้บริหารกรมสวัสดิการฯ มารับฟังและชี้แจงว่าทำไมถึงปล่อยให้เรื่องล่าช้ากว่า 10 เดือน

“เราเชื่อว่าเรื่องแบบนี้ไม่ซับซ้อนอะไร ต้องทำให้ สหภาพแรงงานไปรษณีย์ไทย ซึ่งมีสมาชิกหลายหมื่นคน เคลื่อนไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายสฤษฎ์พงษ์กล่าวสรุป

จากสถานการณ์นี้ ประชาชนและสมาชิกของสหภาพฯไปรษณีย์ จึงคาดว่ากระบวนการจดทะเบียนจะต้องจบลงอย่างเร่งด่วน เพื่อไม่ให้กระทบต่อความเป็นอยู่และผลประโยชน์ของสมาชิกกว่าหมื่นชีวิต

สุดท้าย จะเป็นการน่าพอใจอย่างยิ่งหากกรมสวัสดิการฯ สามารถดำเนินการรับรอง สหภาพแรงงานไปรษณีย์ไทย ภายในไม่เกินเวลา 1 เดือนนับจากนี้ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อระบบภายในและภาพลักษณ์ขององค์กร

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่ให้ความสำคัญกับสิทธิแรงงานในประเทศไทย อย่าลืมติดตามประเด็นนี้เพิ่มเติมและช่วยกันเผยแพร่ข่าว เพื่อให้สังคมตื่นตัวและผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรีบดำเนินการอย่างเหมาะสม

ที่มา – ‘สหภาพฯไปรษณีย์’ ร้อง ‘กมธ.แรงงาน’ จี้กรมสวัสดิการฯ เร่งจดทะเบียนสหภาพ หลังค้างนาน 10 เดือน

ปลัดกลาโหมเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพล มอบเหรียญบางระจัน

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 14 สิงหาคม ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า พล.อ.สนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม พร้อมคณะ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ติดชายแดนไทย-กัมพูชา

การเยี่ยมให้กำลังใจครั้งนี้เป็นการแสดงความห่วงใยและความจงรักภักดีต่อบุคลากรทหารที่เสี่ยงชีวิตเพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ โดย ปลัดกลาโหม เข้าเยี่ยม慰问 ณ ตึกสิริกิติ์และตึกเฉลิมพระเกียรติ ของโรงพยาบาล พร้อมทั้งมอบ เหรียญบางระจัน และประกาศนียบัตรให้กับกำลังพลผู้บาดเจ็บทั้ง 7 นาย

ปลัดกลาโหมเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพล มอบเหรียญบางระจัน

นอกจากนี้ ยังมีการมอบเหรียญบางระจันให้กับครอบครัวของผู้เสียชีวิต เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ และแสดงความขอบคุณในความเสียสละ

พล.อ.สนิธชนก กล่าวว่ากระทรวงกลาโหมยืนยันการสนับสนุนต่อวีรบุรุษและครอบครัวของผู้เสียชีวิต ซึ่งเป็นการแสดงความเคารพต่อความกล้าหาญและความเสียสละของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติอย่างไม่หวาดกลัว

เหรียญบางระจันเกียรติแก่ผู้เสียสละเพื่อชาติ

เหรียญบางระจัน นี้จัดทำขึ้นเพื่อระลึกถึงวีรกรรมของวีรชนในบางระจันที่เสียชีวิตเพื่อปกป้องบ้านเมือง และสะท้อนให้เห็นถึงความกล้าหาญของทหารไทยในยุคปัจจุบันด้วย” พล.อ.สนิธชนก กล่าว

รายชื่อผู้ได้รับเหรียญบางระจัน ได้แก่

  • ส.อ.สุทธิชัย เรื่อเรือง
  • ส.อ.ธนศักดิ์ มาลา
  • ร.ต.เกียรติวงศ์ สถาวร
  • ส.อ.ศุภชัย สุภาพ
  • พลฯธนพัฒน์ หุยวัน
  • พลฯรัชชานนท์ ไกยะฝ้าย
  • จ.ส.อ.พิชิตชัย บุญชูหล้า

ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการดำเนินการตามแนวทางของ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม รักษาราชการแทนรมว.กลาโหม

ด้วยการมอบ เหรียญบางระจัน ในครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสที่ดีในการถ่ายทอดแนวคิดเกียรติยศและคุณธรรมสู่คนรุ่นหลัง จะได้รำลึกถึงความเสียสละของเหล่าทหารที่ไม่หวงชีวิตเพื่อปกป้องแผ่นดิน

เป็นหน้าที่ของคนรุ่นใหม่ที่จะต้องรักษาความสงบสุขของชาติไว้ ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด ล้วนสามารถยกระดับความสามัคคีและภูมิใจในจิตใจไทยได้

หากคุณรู้จักความหมายของความเสียสละ ร่วมกันรักษาภูมิปัญญาและภูมิใจในชาติของเราไปด้วยกัน

ที่มา – ‘ปลัดกลาโหม’เยี่ยมให้กำลังใจกำลังพล มอบ‘เหรียญบางระจัน’

‘เทวัญ’ นำทีม สส.ชาติพัฒนา เกาะติดงบประมาณปี 69 วาระ 2-3

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ที่รัฐสภา นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา (ชพน.) ได้เดินทางไปยังสภาผู้แทนราษฎร เพื่อติดตามการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระที่สองและวาระที่สาม เป็นวันที่สองของการประชุม

ในการประชุมครั้งนี้ นายเทวัญ ได้ร่วมด้วยกับคณะผู้บริหารพรรคชาติพัฒนา ซึ่งประกอบด้วย นายประสาท ตันประเสริฐ ส.ส. จังหวัดนครสวรรค์ เลขาธิการพรรค นายอรัญ พันธุมจินดา รองหัวหน้าพรรค และนายวุฒิพงศ์ ทองเหลา รองหัวหน้าพรรค ส.ส. จังหวัดปราจีนบุรี ในการติดตามความคืบหน้าการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว

‘เทวัญ’ นำทีม สส.ชาติพัฒนา เกาะติดงบประมาณปี 69 วาระ 2-3

ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 มีจำนวน 41 มาตรา โดยกำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายรวมไว้ที่ 3,780,600,000,000 บาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาในวาระที่สอง ซึ่งเป็นการพิจารณารายมาตราตามลำดับ

ที่สำคัญ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ถือเป็นหนึ่งในกฎหมายที่มีผลกระทบโดยตรงต่อแผนพัฒนาประเทศในปีงบประมาณ 2569 และเป็นแนวทางสำคัญในการจัดสรรงบประมาณให้กับหน่วยงานต่าง ๆ อย่างรอบด้าน

ความคืบหน้าพิจารณางบประมาณ 2569

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่กำลังดำเนินอยู่ มีกำหนดจัดระหว่างวันที่ 13–15 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ตั้งแต่เวลา 09.00–23.30 น. ของทุกวัน เพื่อให้การพิจารณางบประมาณรายจ่ายแล้วเสร็จภายในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด

นายเทวัญ กล่าวว่า การติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิดนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของพรรคชาติพัฒนาในการทำงานร่วมกับสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้งบประมาณประเทศถูกจัดสรรอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน

นอกจากนี้ คาดว่าการพิจารณาในวาระที่สองและสาม จะมีการอภิปรายรายละเอียดและข้อเสนอแนะอย่างละเอียดรอบด้าน โดยเฉพาะในประเด็นของนโยบายต่าง ๆ ที่อาจได้รับผลกระทบจากการจัดสรรงบประมาณ

ขั้นตอนต่อไปหลังจากสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว คือ การนำร่างกฎหมายส่งขึ้นพิจารณาในวาระสุดท้ายต่อวุฒิสภา เพื่อให้สามารถประกาศใช้ในปีงบประมาณต่อไป

การติดตามสถานการณ์โดยพรรคชาติพัฒนาโดยตรงแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความตั้งใจที่มุ่งเน้นการบริหารจัดการบ้านเมืองอย่างโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

หากท่านต้องการติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของร่างงบประมาณฯ ฉบับนี้ต่อไป สามารถติดตามกิจกรรมของพรรคร่วมพัฒนาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ไม่พลาดรายละเอียดที่สำคัญเกี่ยวกับอนาคตทางเศรษฐกิจของบ้านเมืองไทย

ที่มา – ‘เทวัญ’ นำทีม สส.ชาติพัฒนา เกาะติดงบประมาณปี 69 วาระ 2-3

‘กล้าธรรม’ สมาชิกทะลุ 1.34 แสนคน สูงสุดในไทย

ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2568 พรรคกล้าธรรมได้รับการยอมรับเป็นอย่างสูงจากประชาชนทั่วประเทศ เมื่อปรากฏว่ามีสมาชิกพรรคมากที่สุดในประเทศไทย รวมทั้งสิ้น 134,268 คน ข้อมูลนี้ได้รับการยืนยันจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ซึ่งอ้างอิงจากสำนักงานกิจการพรรคการเมือง ภายใต้การดูแลของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แสดงถึงแรงสนับสนุนและความนิยมของประชาชนต่อพรรคที่มีกระแสโด่งดังมากที่สุดในช่วงเวลานี้

‘กล้าธรรม’ สมาชิกทะลุ 1.34 แสน คนทั่วประเทศ

ส.ส.ชัยภูมิและโฆษกพรรคกล้าธรรม นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ เปิดเผยภายหลังการตรวจสอบข้อมูลว่า ปัจจุบันพรรคกล้าธรรมมีสาขาพรรค 7 สาขา และมีตัวแทนพรรคประจำใน 65 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมกับการเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในเขตเมืองและพื้นที่ชนบท ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้านี้

การเมืองใส ตอบโจทย์ปัญหาประชาชน

การเติบโตของพรรคกล้าธรรมสะท้อนถึงความมั่นใจของประชาชนที่มีต่อแนวทางการทำงานที่ชัดเจน การที่คณะกรรมการพรรคและสมาชิกสภาผู้แทนลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถรับฟังและเข้าใจปัญหาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนได้อย่างใกล้ชิด แนวทางการสื่อสารนโยบายที่เน้นประโยชน์ของเกษตรกรและประชาชนทั่วไป สร้างความน่าเชื่อถืออย่างกว้างขวาง

นอกจากนี้ พรรคกล้าธรรมยังมีจุดยืนชัดเจนในการทำงานการเมืองอย่างโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และเป็นประโยชน์ต่อชาติและประชาชนเป็นหลัก ตามที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาย้ำเสมอว่า “ต้องกล้าคิด กล้าทำ เพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง” จุดนี้เองที่ทำให้พรรคได้รับการสนับสนุนจากชาวบ้านในทุกพื้นที่

  • มีสมาชิกพรรคมากที่สุดในไทย: 134,268 คน
  • มีสาขาพรรคทั้งหมด 7 สาขา
  • มีตัวแทนประจำจังหวัดใน 65 จังหวัด
  • เน้นการทำงานด้านนโยบายที่เป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า พรรคมีความมุ่งมั่นในการขยายฐานสมาชิกอย่างมีคุณภาพ ไม่ได้มองเพียงแค่ตัวเลข แต่มองไปยังความเข้มแข็งและความพร้อมในการร่วมขับเคลื่อนประเทศภายใต้หลักการ “การเมืองที่ทุกคนเป็นเจ้าของ”

ในท้ายที่สุด พรรคนี้ยังขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ให้ความไว้วางใจและความร่วมมืออย่างกว้างขวาง พร้อมยืนยันว่าพรรคจะเดินหน้าทำงานอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และสร้างการเมืองที่โปร่งใส ยั่งยืน และสร้างอนาคตที่ดีขึ้นให้กับทุกคนอย่างแท้จริง

หากคุณมัวลังว่าจะเลือกพรรคไหนที่ยืนอยู่กับประชาชน พรรคกล้าธรรมคือทางเลือกที่คุณไม่ควรมองข้าม

ที่มา – ‘กล้าธรรม’ นำโด่งเดือน ก.ค.สมาชิกพรรคทะลุ 1.34 แสนคน

พนักงานเรือฮีโร่! กระโดดน้ำช่วยชีวิตสาวท้อง 5 เดือน

ในวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เหตุการณ์ที่สะเทือนใจเกิดขึ้นที่แม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อพนักงานเรือไฟฟ้าไทยสมายล์ โบ้ท ตัดสินใจกระโดดน้ำเพื่อช่วยชีวิตสาวท้อง 5 เดือน ที่ตกอยู่ในอันตรายหลังจากกระโดดจากสะพานพระนั่งเกล้า โดยมีความเสี่ยงต่อการจมน้ำอย่างมาก

พนักงานเรือฮีโร่! กระโดดน้ำช่วยชีวิตสาวท้อง 5 เดือน

ขณะที่กำลังปฏิบัติงานอยู่บริเวณจุดชาร์จ ทางฝั่งสะพานพระนั่งเกล้า พนักงานบริษัท ไทยสมายล์ โบ้ท ได้ยินเสียงคนตะโกนบอกว่า “มีคนกระโดดสะพาน” ทันทีที่พวกเขาหันไปดู ก็พบหญิงตั้งครรภ์รายหนึ่ง ลอยอยู่กลางแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมีสภาวะใกล้จมน้ำ

ด้วยความกล้าหาญและจิตใจเอื้ออาทร นายชาคริช สาคะริชานนท์ พนักงานเรือไฟฟ้า TSB และ นายสุพักษ์ ภู่เสือ พนักงานออโต้บัสเซอร์วิส ได้คว้าห่วงยางและเสื้อชูชีพ กระโดดลงไปในน้ำโดยไม่ลังเล เพื่อเข้าช่วยเหลือหญิงสาวคนนั้นอย่างเร่งด่วน

การกระทำที่น่าชื่นชม

พวกเขาใช้ความชำนาญการว่ายน้ำ ลากหญิงสาวขึ้นจากน้ำได้อย่างปลอดภัย และนำตัวมานั่งพักบนเรือ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายเพิ่มเติม จากนั้นทั้งสองจึงประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยกู้ภัยให้เข้ามาดูแลต่อไป

  • การตอบสนองอย่างรวดเร็ว: เหตุการณ์เกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่นาที แต่ทั้งสองสามารถวิเคราะห์สถานการณ์และลงมือได้ทันท่วงที
  • ทักษะการช่วยเหลือเฉพาะจุด: การมีทักษะการว่ายน้ำและการใช้ห่วงชูชีพสามารถช่วยชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ความกล้าหาญ: การกระโดดลงไปช่วยโดยไม่ลังเลแสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญและความมีมนุษยธรรม

เรื่องราวนี้ไม่เพียงแต่ช่วยชีวิตอย่างแท้จริง แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนให้ตระหนักถึงความสำคัญของความมีน้ำใจและสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ในวิกฤต

เราอาจไม่ได้เป็น “พนักงานเรือฮีโร่” แต่เราทุกคนสามารถเป็นฮีโร่ในชีวิตประจำวันได้ ถ้ามีความกล้าและหัวใจที่เอื้ออาทร ต่อให้ความช่วยเหลือเล็กน้อย ก็อาจเปลี่ยนชีวิตคนอื่นได้เช่นกัน

ที่มา – พนักงานเรือฮีโร่! กระโดดน้ำช่วยชีวิตสาวท้อง 5 เดือน หวิดจมแม่น้ำเจ้าพระยา

องค์การสวนสัตว์ฯ ตั้งศาสตราจารย์วิชา มหาคุณตรวจสอบข้อกล่าวหา

องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยได้ประกาศแต่งตั้งศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ เป็นประธานกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ภายหลังมีข่าวการร้องเรียนจากกลุ่มบุคคลที่อ้างตัวเป็นผู้บริหารและพนักงานขององค์การฯ ซึ่งมีการกล่าวอ้างถึงประเด็นต่าง ๆ ที่น่ากังวลเกี่ยวกับกระบวนการกำกับดูแลกิจการขององค์การฯ

องค์การสวนสัตว์ฯ ตั้งศาสตราจารย์วิชา มหาคุณตรวจสอบข้อกล่าวหา

ศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ เป็นบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือและมีประสบการณ์ด้านการสอบสวนสอบสวนในคดีสำคัญ อีกทั้งเคยดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ทำให้เหมาะสำหรับเป็นหัวหน้าคณะทำงานตรวจสอบทรงคุณวุฒิ คณะผู้ตรวจสอบยังมีอาจารย์และผู้ทรงคุณวุฒิอื่น ๆ ร่วมด้วย อาทิ นายทศพร รัตนมาศทิพย์, นายวิฑูลรย์ ศิริวิโรจน์, นายกวีพร จันทน์ขาว, พล.อ.ท. กิติทัศน์ ภาเจริญ และนายเชฏฐ คำวรรณ ที่ทำหน้าที่เป็นกรรมการและเลขานุการ

เพื่อความโปร่งใสในการดำเนินกิจการ

การจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบในครั้งนี้ เป็นการยืนยันความมุ่งมั่นขององค์การสวนสัตว์ฯ ในการดำเนินงานอย่างโปร่งใส และเปิดรับการตรวจสอบภายในอย่างเป็นระบบ คณะกรรมการมีเป้าหมายเพื่อทบทวนสถานการณ์ ตรวจสอบข้อเท็จจริง และนำผลการตรวจสอบมาเปิดเผยต่อสาธารณะ เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือขององค์กร

ตามรายงาน องค์การฯ ได้ชี้แจงต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงข้อเท็จจริงเบื้องต้น และเผยแพร่เอกสาร Fact Sheet บนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ เพื่อให้ข้อมูลถึงสถานการณ์อย่างถูกต้องและครบถ้วน ทั้งนี้ เพื่อให้การทำงานขององค์การฯ ซึ่งได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติภารกิจที่สำคัญหลายอย่าง ยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง มีความน่าเชื่อถือ และถูกต้องตามกฎหมาย

  • ศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ – ประธานกรรมการ
  • นายทศพร รัตนมาศทิพย์ – กรรมการ
  • นายวิฑูลรย์ ศิริวิโรจน์ – กรรมการ
  • นายกวีพร จันทน์ขาว – กรรมการ
  • พล.อ.ท. กิติทัศน์ ภาเจริญ – กรรมการ
  • นายเชฏฐ คำวรรณ – กรรมการและเลขานุการ
  • นายกฤษฎา แสงเจริญทรัพย์ – กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

ผลการสืบสวนจากคณะกรรมการจะถูกนำมาเผยแพร่สู่สาธารณะ เพื่อให้มั่นใจว่าองค์การฯ ดำเนินการอย่างมีจริยธรรม ยุติธรรม และสามารถทำงานต่อไปได้อย่างไร้ที่ติ เจตนารมณ์ในครั้งนี้ไม่ใช่การปิดบังข้อเท็จจริง แต่เพื่อสร้างความโปร่งใสอย่างแท้จริง โดยนำผู้เชี่ยวชาญภายนอกที่มีความน่าเชื่อถือมาร่วมตรวจสอบ

องค์การสวนสัตว์ฯ ถือเป็นองค์กรที่ได้รับการยอมรับมาอย่างยาวนาน ทั้งในด้านการดูแลสัตว์ การพัฒนาองค์กร รวมถึงการťองรางวัลมากมาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทีมงานในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มศักยภาพ การจัดตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงในครั้งนี้จึงคาดว่าจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นและสื่อสารความน่าเชื่อถือให้กับสาธารณะ

หากคุณเป็นผู้ที่สนใจดูแลสัตว์ มีส่วนร่วมกับการอนุรักษ์ หรือแม้แต่ติดตามภารกิจด้านสิ่งแวดล้อมขององค์การฯ การติดตามพัฒนาการครั้งนี้ขององค์การสวนสัตว์ฯ ถือเป็นโอกาสในการเป็นพยานแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ดี และกระบวนการที่เป็นธรรม

ที่มา – ‘องค์การสวนสัตว์ฯ’ตั้ง‘วิชา มหาคุณ’พร้อมคณะตรวจสอบข้อกล่าวหา