ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

เสวนา ‘สื่อบริหารธุรกิจไทย-จีน’ จุดประกายผู้บริหาร

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. วานนี้ (9 ส.ค.) หลักสูตรผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย-จีน รุ่นที่ 2 (บทจ. Young 2) จัดเวทีเสวนาพิเศษในหัวข้อ “อิทธิพลสื่อกับความสำเร็จในการบริหารธุรกิจไทย–จีน” โดย คุณณัฐพงศ์ นำศิริกุล (ครูพี่ป๊อป) ณ โรงแรมดิ เอมเมอรัลด์ กรุงเทพฯ เปิดพื้นที่ให้วิทยากรและผู้เข้าอบรมได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความคิดเห็น และแนวทางการใช้สื่อเพื่อพัฒนาธุรกิจ โดยเฉพาะในตลาดจีน

หลักสูตรนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือของสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย–จีน สมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีน และหอการค้าไทย–จีน โดยได้รับการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และ China Media Group มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านธุรกิจในบริบทไทย–จีน และส่งเสริมเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้บริหารรุ่นใหม่จากภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน เพื่อขับเคลื่อนความสัมพันธ์ไทย–จีนอย่างยั่งยืนในอนาคต

การเสวนาครอบคลุมหลายมุมมอง เช่น บทบาทของสื่อในยุคดิจิทัลได้เปลี่ยนไปอย่างไร จากเดิมที่มีเพียงสื่อมืออาชีพ กลายเป็นยุคที่ทุกคนสามารถเป็นผู้ผลิตเนื้อหาได้ วิทยากรเน้นว่าผู้ประกอบการควรเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภค ในการเลือกช่องทางสื่อสารให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย และสร้างคอนเทนต์ที่มีเอกลักษณ์ น่าดู ลึกซึ้ง และจดจำได้ง่าย

ในส่วนของตลาดจีน มีการแลกเปลี่ยนไอเดียเกี่ยวกับการผสมผสานวัฒนธรรม ภาษาจีน และองค์ประกอบที่สร้างความรู้สึกใกล้ชิดกับคนจีนลงไปในสินค้าและการสื่อสาร พร้อมยกตัวอย่างการใช้แพลตฟอร์มโซเชียลของจีนที่รวมหลายฟังก์ชันไว้ในระบบเดียวอย่างวีแชต (Wechat) ตลอดจนให้ไอเดียการสร้างภาพลักษณ์ให้สินค้าไทยผ่านการถ่ายทำหรือผลิตสื่อในพื้นที่จริง เพื่อเชื่อมโยงความรู้สึกและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค

ตัวแทนผู้เข้าอบรมได้ซักถามและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านกลยุทธ์การตลาด เช่น ข้อควรระวังในการสื่อสารกับคนจีน การเลือกเนื้อหาที่เหมาะกับรสนิยมผู้บริโภคชาวจีน การปรับเนื้อหาให้เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นโดยไม่สูญเสียความเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ และการประยุกต์ใช้แนวคิด “ทำแบรนด์-การตลาด-สื่อ” ไปพร้อมกันเพื่อให้เกิดพลังเสริมกัน

ในประเด็นเทคโนโลยี มีการพูดคุยถึงบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามาช่วยในแวดวงสื่อและการตลาด โดยมีการแลกเปลี่ยนมุมมองว่าผู้ประกอบการควรเรียนรู้การใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันยังต้องรักษาความคิดสร้างสรรค์และความเป็นตัวตนที่เทคโนโลยีไม่สามารถแทนที่ได้

สื่อกับมิติของความมั่นคงและภาพลักษณ์ของประเทศ ก็เป็นอีกหนึ่งหัวข้อที่ถูกหยิบยกในเวทีเสวนา โดยมีการแลกเปลี่ยนมุมมองว่าการสื่อสารในโลกออนไลน์สามารถส่งผลต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของประเทศได้ ทั้งในแง่บวกและลบ ผู้ประกอบการและผู้ผลิตเนื้อหาจึงควรตระหนักถึงความถูกต้องของข้อมูล และการนำเสนอที่เคารพต่อวัฒนธรรมและบริบทระหว่างประเทศ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและรักษาความสัมพันธ์ทางธุรกิจให้มั่นคง

เวทีเสวนายังมีการแลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่อวงการสื่อ โดยวิทยากรมองว่าหากเราใช้ทักษะซ้ำๆ AI อาจเข้ามาทดแทนได้ แต่สำหรับงานที่ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ อารมณ์ และเอกลักษณ์เฉพาะตัวยังคงเป็นจุดแข็งของมนุษย์ที่ AI ยากจะแทนได้ ผู้ประกอบการจึงควรเรียนรู้การใช้ AI เป็นเครื่องมือเสริมเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ

เวทีเสวนาครั้งนี้เป็นไปอย่างคึกคักและเป็นกันเอง และได้รับความสนใจจากผู้เข้าอบรมอย่างมาก ช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับการใช้ สื่อบริหารธุรกิจไทย-จีน เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนธุรกิจไทย-จีน ทั้งด้านการเข้าใจจีน การสร้างแบรนด์ การสื่อสาร และการปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ

‘สื่อบริหารธุรกิจไทย-จีน’ จุดประกายไอเดียผู้บริหารรุ่นใหม่

การจัดงานเสวนาในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับ สื่อบริหารธุรกิจไทย-จีน เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการสร้างความเข้าใจและพัฒนาแนวทางการทำธุรกิจในยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

ทำไมสื่อบริหารธุรกิจไทย-จีน ถึงสำคัญในยุคนี้?

การทำความเข้าใจบริบทของ สื่อบริหารธุรกิจไทย-จีน เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้บริหารรุ่นใหม่ที่ต้องการประสบความสำเร็จในตลาดที่มีการแข่งขันสูง การเรียนรู้จากประสบการณ์และแนวคิดของผู้เชี่ยวชาญในเวทีเสวนาต่างๆ จะช่วยให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้และสร้างความแตกต่างให้กับธุรกิจของตนเองได้

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและเข้าร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ สื่อบริหารธุรกิจไทย-จีน จึงเป็นสิ่งที่ผู้บริหารรุ่นใหม่ไม่ควรมองข้าม

ที่มา – ‘สื่อบริหารธุรกิจไทย-จีน’ จัดเสวนา จุดประกายไอเดียผู้บริหารรุ่นใหม่

พาเลซดับหงส์! คว้าแชมป์คอมมิวนิตีชิลด์หนแรก

ศึกฟุตบอลชิงโล่การกุศลรายการ “คอมมิวนิตี ชิลด์ 2025” ที่สนาม เวมบลีย์ สเตเดียม กรุงลอนดอน เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา คริสตัล พาเลซ แชมป์เอฟเอ คัพ ทำผลงานสุดยอด เมื่อดวลจุดโทษดับ ลิเวอร์พูล แชมป์พรีเมียร์ลีก 3-2 หลัง 90 นาทีเสมอกันดุเดือด 2-2 ผงาดคว้าแชมป์ไปครองเป็นสมัยแรกในประวัติศาสตร์สโมสร กลายเป็นข่าวใหญ่ว่า “พาเลซ” ดวลเป้าดับ “หงส์แดง” คว้าแชมป์คอมมิวนิตีชิลด์หนแรก

เกมนี้ ลิเวอร์พูล ออกตัวแรง เมื่อพังประตูขึ้นนำไปก่อน 1-0 จากฝีเท้าของ อูโก เอกีตีเก หัวหอกคนใหม่ ในนาทีที่ 4 อย่างไรก็ตาม พาเลซ กลับมาสู่เกมได้อย่างรวดเร็ว เมื่อตีเสมอเป็น 1-1 ได้จากจุดโทษของ ฌอง ฟิลิปป์ มาเตตา ในนาทีที่ 17

จากนั้นนาทีที่ 21 ลิเวอร์พูล แซงขึ้นนำ 2-1 จากจังหวะที่ เจเรมี ฟริมปง เปิดบอลลอยข้ามศีรษะ ดีน เฮนเดอร์สัน นายทวารพาเลซ เข้าไปตุงตาข่าย แต่ “ปราสาทเรือนแก้ว” ตายยาก เมื่อตามตีเสมอเป็น 2-2 ได้จาก อิสไมลา ซาร์ ในนาทีที่ 77

ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีใครทำอะไรกันได้อีกครบ 90 นาที ลิเวอร์พูล เสมอ คริสตัล พาเลซ ดุเดือด 2-2 ต้องตัดสินหาผู้ชนะด้วยการดวลจุดโทษ ผลปรากฏว่า พาเลซ ยิงแม่นกว่าเอาชนะไปได้ 3-2 โดย โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่ยิงให้ “หงส์แดง” เป็นคนแรกซัดข้ามคานไปไม่ได้ลุ้น ขณะที่ อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ กับ ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ ยิงไปติดเซฟของ เฮนเดอร์สัน.

ภาพ AFP

เกมที่เวมบลีย์จบลงด้วยชัยชนะที่น่าตื่นเต้นของคริสตัล พาเลซ แต่เส้นทางของพวกเขายังอีกยาวไกล ต้องดูกันว่าพวกเขาจะรักษาฟอร์มนี้ไว้ได้ตลอดฤดูกาลได้หรือไม่!

“พาเลซ” ดวลเป้าดับ “หงส์แดง” คว้าแชมป์คอมมิวนิตีชิลด์หนแรก

คริสตัล พาเลซ คว้าแชมป์คอมมิวนิตีชิลด์หนแรกได้อย่างไร?

“พาเลซ” ดวลเป้าดับ “หงส์แดง” คว้าแชมป์คอมมิวนิตีชิลด์หนแรก ถือเป็นเรื่องที่น่าประทับใจอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่าพวกเขาต้องเจอกับทีมอย่างลิเวอร์พูล

สรุปผลการแข่งขัน:

  • ลิเวอร์พูลออกนำก่อน แต่อิสไมลา ซาร์ ตีเสมอให้พาเลซ
  • เกมจบลงด้วยผลเสมอ 2-2 ทำให้ต้องดวลจุดโทษ
  • พาเลซยิงจุดโทษได้แม่นกว่าและคว้าแชมป์ไปครอง

บทสรุปและความหมายของชัยชนะ

การที่ “พาเลซ” ดวลเป้าดับ “หงส์แดง” คว้าแชมป์คอมมิวนิตีชิลด์หนแรก ไม่ได้เป็นเพียงแค่ถ้วยรางวัล แต่ยังเป็นการประกาศศักดาให้โลกรู้ว่าพวกเขาพร้อมที่จะท้าทายทีมใหญ่ๆ ในพรีเมียร์ลีกแล้ว

ที่มา – “พาเลซ” ดวลเป้าดับ “หงส์แดง” คว้าแชมป์คอมมิวนิตีชิลด์หนแรก

ให้การไม่ตรงทางกัน? รวบคนไทยลอบขนแรงงานเขมร

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2568 พ.ต.ต.กมลภพ หาญเวช สว.ส.ทล.5 กก.3 บก.ทล. พร้อมกำลังตำรวจทางหลวงสระแก้ว สกัดจับรถกระบะมิตซูบิชิ สีดำ ทะเบียนกรุงเทพมหานคร บริเวณถนน ทล.33 อ.เมืองสระแก้ว ตรวจพบนายสาธิต หรือธิต อายุ 49 ปี เป็นคนขับ และมีแรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชาอีก 9 คน เป็นชาย 7 คน หญิง 2 คน ซุกซ่อนอัดแน่นอยู่ท้ายกระบะพร้อมสัมภาระจำนวนมาก

จากการสอบสวน นายสาธิต ให้การว่า ได้รับว่าจ้างจากบุคคลชื่อ “เบ้น” ด้วยค่าจ้าง 1,500 บาท ให้ไปรับแรงงานกัมพูชาจาก อ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี ไปส่งที่ด่านถาวรบ้านแหลม อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี เพื่อข้ามชายแดนกลับประเทศ ซึ่งทำเป็นครั้งแรกก็มาถูกจับ

ขณะที่ชาวกัมพูชาให้การผ่านล่ามว่า เพิ่งเดินทางมาจากประเทศกัมพูชา ตั้งใจจะเดินทางไปทำงานก่อสร้างที่จ.สมุทรปราการ

อย่างไรก็ตามแม้คำให้การของทั้งสองฝ่ายจะไม่ตรงกัน แต่เจ้าหน้าที่เชื่อว่าแรงงานกัมพูชา อาจต้องการกลับประเทศตามคำสั่งของผู้นำประเทศตามที่ทราบจากข่าว แต่ให้การไปอีกทางเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหา นายสาธิต ในข้อหา “ซ่อนเร้นหรือช่วยเหลือด้วยประการใดๆ ให้คนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย” ส่วนชาวกัมพูชาทั้ง 9 คน ถูกแจ้งข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต” ก่อนนำตัวทั้งหมดส่ง สภ.เมืองสระแก้ว ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ให้การไม่ตรงทางกัน? ตำรวจทางหลวง รวบคนไทย ลอบขน 9 แรงงานเขมร

จากกรณีข่าว ให้การไม่ตรงทางกัน? ตำรวจทางหลวง รวบคนไทย ลอบขน 9 แรงงานเขมร ที่สระแก้ว ทำให้เห็นถึงปัญหาการลักลอบขนแรงงานต่างด้าวที่ยังคงมีอยู่ถึงแม้ว่าจะมีการเข้มงวดในการตรวจสอบ

ทำไมถึงต้องลักลอบขนแรงงาน?

การลักลอบขนแรงงานผิดกฎหมายมักเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย เช่น ความต้องการแรงงานราคาถูกของผู้ประกอบการ, ความยากจนและการขาดโอกาสในประเทศต้นทางของแรงงาน, และขบวนการค้ามนุษย์ที่แสวงหาผลประโยชน์จากการเอารัดเอาเปรียบคนอื่น ซึ่งกรณี ให้การไม่ตรงทางกัน? ตำรวจทางหลวง รวบคนไทย ลอบขน 9 แรงงานเขมร นี้ก็เช่นกัน

ปัญหาการ ให้การไม่ตรงทางกัน? ตำรวจทางหลวง รวบคนไทย ลอบขน 9 แรงงานเขมร สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาการลักลอบเข้าเมืองและการค้ามนุษย์ที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อป้องกันการเอารัดเอาเปรียบแรงงานและการละเมิดสิทธิมนุษยชน

นอกจากนี้ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับอันตรายของการค้ามนุษย์ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดปัญหาเหล่านี้ได้

ทางที่ดีที่สุดคือการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศต้นทางของแรงงาน เพื่อให้พวกเขามีโอกาสในการมีชีวิตที่ดีขึ้นในบ้านเกิดของตนเอง

คดี ให้การไม่ตรงทางกัน? ตำรวจทางหลวง รวบคนไทย ลอบขน 9 แรงงานเขมร เป็นเครื่องเตือนใจว่าเรายังต้องทำงานกันอีกมากเพื่อสร้างสังคมที่ยุติธรรมและเคารพสิทธิมนุษยชนสำหรับทุกคน

ที่มา – ให้การไม่ตรงทางกัน? ตำรวจทางหลวง รวบคนไทย ลอบขน 9 แรงงานเขมร

ผบก.ป. ถกคดี ‘หมอบี-วัดพระบาทน้ำพุ’ เร่งรัด!

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบหมอบี และวัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี ว่า ขณะนี้ตำรวจกองปราบกำลังสืบสวนหารายละเอียดอยู่ ยังไม่ได้รายงานมาทั้งหมด แต่ทั้งนี้พระอลงกต และตัวหมอบี ยังต้องชี้แจงทรัพย์สินและเอกสารต่างๆ ให้ได้ แต่ถ้านำเงินที่ได้รับบริจาคไปซื้อบ้านหรือที่ดินถือว่ามีความผิด ถ้าเป็นเช่นนั้นจะต้องถูกดำเนินคดีด้วย

‘หลวงพ่ออลงกต’ ให้ไวยาวัจกรตอบแทน ปมหญิงสาวถือครองที่ดินวัด 2 พันไร่

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวต่อว่า ส่วนพระต่างๆ ที่มีสัมพันธ์กับสีกากอล์ฟนั้น ขณะนี้ตำรวจ บก.ปปป. กำลังสืบสวนสอบสวนขยายผลถึงเส้นเงินต่างๆ อยู่ ดังจะเห็นได้จากการจับกุมนายทิวากร หรือ อดีตพระมหาทิวากร เจ้าอาวาสวัดใหญ่จอมปราสาท อายุ 59 ปี นายสันติชัย ผ่องใส่ศรี อายุ 38 ปี และนายวิรัติ หรือ อดีตพระเทพวัชรสิทธิเมธี เจ้าคณะจังหวัดพิจิตร อายุ 60 ปี เมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา ยังคงอยู่ระหว่างการขยายผลทุกมิติ ถ้าพบว่าในบรรดาพระที่มีความสัมพันธ์กับสีการกอล์ฟ มีการทุจริตเงินวัดมาเกี่ยวข้องจะต้องถูกดำเนินคดีทุกราย

ขณะที่ พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รองผบก.ป. เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบหมอบี และวัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี ว่า วันพรุ่งนี้ 11 ส.ค. พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผบก.ป. ได้เรียกประชุมคณะพนักงานสอบสวนสืบสวน กก.1 บก.ป. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับคดีเจ้าประชุม เพื่อวางกรอบแนวทางการทำงาน ว่าจะเป็นไปในรูปแบบไหน แต่ทั้งนี้คงจะไม่รอให้วัดมาแจ้งความดำเนินคดีแล้ว เพราะไม่รู้เมื่อไหร่ถึงจะมา ดังนั้นพรุ่งนี้จะเป็นการประชุมเพื่อสรุปในเชิงรุก ว่าสามารถจะดำเนินคดีได้รึยัง ยังขาดหลักฐานอะไรอีก ทั้งนี้ขอเวลาให้เจ้าหน้าที่ทำงานอีกสักระยะ น่าจะเห็นอะไรมากขึ้น

รายงานข่าวแจ้งว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. ออกหมายเรียกผู้มีจิตศรัทราที่มาทำบุญที่วัดพระบาทน้ำพุ เข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนเกี่ยวกับเงินที่ทำบุญว่า รู้จุดประสงค์ของการทำบุญหรือไม่ ทำไปในกิจอะไรของวัด ทั้งนี้เพื่อมาดูว่า หลังจากรับบริจาคแล้ว ที่ผ่านมามีความผิดปกติอย่างไรบ้าง นำเงินที่ได้ไปใช้ตรวจกับวัตถุประสงค์หรือไม่ เพื่อวางแนวทางการทำงานของเจ้าหน้าที่ต่อไป

ผบก.ป. เรียกคณะทำงานคดี ‘หมอบี-วัดพระบาทน้ำพุ’ ประชุมวางกรอบเชิงรุก

ความคืบหน้าล่าสุดของคดี ผบก.ป. เรียกคณะทำงานคดี ‘หมอบี-วัดพระบาทน้ำพุ’ ประชุมวางกรอบเชิงรุก แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสืบสวนสอบสวนหาข้อเท็จจริงในประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ โดยเฉพาะเรื่องการใช้เงินบริจาคของวัดพระบาทน้ำพุ และความสัมพันธ์ระหว่างพระสงฆ์กับบุคคลภายนอก

ประเด็นสำคัญในการประชุมคดี ‘หมอบี-วัดพระบาทน้ำพุ’

การประชุมที่ ผบก.ป. เรียกในครั้งนี้ มีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจดังนี้:

  • การวางกรอบแนวทางการทำงานเชิงรุก เพื่อเร่งรัดการดำเนินคดี
  • การตรวจสอบทรัพย์สินและเอกสารของพระอลงกต และหมอบี
  • การตรวจสอบเส้นทางการเงินของพระสงฆ์ที่เกี่ยวข้องกับสีกากอล์ฟ
  • การสอบปากคำผู้มีจิตศรัทธาที่เคยบริจาคเงินให้กับวัดพระบาทน้ำพุ

การสอบปากคำผู้มีจิตศรัทธาถือเป็นขั้นตอนสำคัญ เพราะจะช่วยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบถึงจุดประสงค์ของการบริจาค และตรวจสอบว่าเงินบริจาคถูกนำไปใช้อย่างถูกต้องตามวัตถุประสงค์หรือไม่ หากพบความผิดปกติ หรือการทุจริต เจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะสามารถดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องได้

คดี ผบก.ป. เรียกคณะทำงานคดี ‘หมอบี-วัดพระบาทน้ำพุ’ ประชุมวางกรอบเชิงรุก นี้เป็นคดีที่ละเอียดอ่อน และเกี่ยวข้องกับบุคคลหลายฝ่าย ดังนั้นการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงต้องเป็นไปอย่างรอบคอบ รัดกุม และโปร่งใส เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

การที่ ผบก.ป. เรียกคณะทำงานคดี ‘หมอบี-วัดพระบาทน้ำพุ’ ประชุมวางกรอบเชิงรุก แสดงให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจังในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่ากระบวนการยุติธรรมจะสามารถนำความจริงมาเปิดเผยได้ในที่สุด

ถึงแม้การสืบสวนสอบสวนจะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งรัดการทำงาน และวางกรอบแนวทางที่ชัดเจน ก็เป็นสัญญาณที่ดีว่าคดีนี้จะมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง และจะสามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายได้ในที่สุด

ดังนั้น เราคงต้องติดตามความคืบหน้าของคดี ผบก.ป. เรียกคณะทำงานคดี ‘หมอบี-วัดพระบาทน้ำพุ’ ประชุมวางกรอบเชิงรุก อย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันเป็นหูเป็นตา และเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ

ที่มา – ผบก.ป. เรียกคณะทำงานคดี ‘หมอบี-วัดพระบาทน้ำพุ’ ประชุมวางกรอบเชิงรุก

เวียดนามคว้าแชมป์ซีวี ลีก ครั้งแรกในประวัติศาสตร์!

การแข่งขันวอลเลย์บอล ซีวี ลีก 2025 ครั้งที่ 5 สนามที่ 2 จัดขึ้นที่นิงห์บิญ ยิมเนเซียม เมืองนิงห์บิญ ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ลงสนามนัดสุดท้ายพบเจ้าภาพ เวียดนาม

“โค้ชอ๊อต” เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร ส่งผู้เล่นตัวจริงประกอบด้วย หัตถยา บำรุงสุข, พรพรรณ เกิดปราชญ์, ชัชชุอร โมกศรี, ทัดดาว นึกแจ้ง, พิมพิชยา ก๊กรัมย์, อัจฉราพร คงยศ และปิยนุช แป้นน้อย เป็นตัวรับอิสระ

เกมเป็นไปอย่างสูสี ทีมชาติไทย ออกนำก่อน 2 เซต แต่ เวียดนาม ฮึดกลับมาแซงชนะ 3-2 เซต 25-17, 24-26, 17-25, 22-25, 14-16 คว้าแชมป์สนามที่ 2 ไปครอง และถือเป็นการคว้าแชมป์ซีวี ลีก ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของเวียดนาม

อีกคู่ ฟิลิปปินส์ชนะอินโดนีเซีย 3-0 เซต 25-17, 25-17, 28-26 ส่งผลให้ฟิลิปปินส์จบอันดับ 3 และอินโดนีเซียได้อันดับ 4 ของสนามนี้.

เวียดนามคว้าแชมป์ซีวี ลีก ครั้งแรกในประวัติศาสตร์!

การพลิกกลับมาชนะของเวียดนามในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความสามารถที่พัฒนาขึ้นอย่างมากของทีมวอลเลย์บอลหญิงเวียดนาม พวกเขาไม่ยอมแพ้แม้จะตกเป็นรอง และสามารถใช้ความได้เปรียบจากการเล่นในบ้าน เอาชนะทีมชาติไทยที่แข็งแกร่งไปได้

ความสำคัญของแชมป์ซีวี ลีก ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของเวียดนาม

ชัยชนะครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อวงการวอลเลย์บอลเวียดนาม เป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักกีฬารุ่นใหม่ๆ ให้มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเองและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติต่อไป

ถึงแม้ทีมชาติไทยจะพลาดแชมป์ไปอย่างน่าเสียดาย แต่ก็ต้องชื่นชมสปิริตของนักกีฬาไทยที่ไม่ยอมแพ้เช่นกัน และเชื่อว่าพวกเธอจะกลับมาแข็งแกร่งกว่าเดิมในการแข่งขันครั้งต่อไป

การแข่งขันวอลเลย์บอล ซีวี ลีก เป็นรายการที่น่าติดตาม เพราะเป็นการแข่งขันที่เข้มข้นและมีคุณภาพ แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของวงการวอลเลย์บอลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สำหรับแฟนๆ วอลเลย์บอล อย่าลืมติดตามและให้กำลังใจนักกีฬาไทยในการแข่งขันครั้งต่อไปนะครับ พวกเขาต้องการแรงสนับสนุนจากพวกเราทุกคน

สุดท้ายนี้ ขอแสดงความยินดีกับทีมชาติเวียดนาม สำหรับการคว้าแชมป์ซีวี ลีก ครั้งแรกในประวัติศาสตร์อย่างยิ่งใหญ่ และขอเป็นกำลังใจให้ทีมชาติไทยในการแข่งขันครั้งต่อๆ ไป

การแข่งขันครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาของวงการวอลเลย์บอลในอาเซียน และเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการแข่งขันในระดับนานาชาติต่อไป เราจะได้เห็นทีมจากอาเซียนก้าวขึ้นมาเป็นทีมชั้นนำของเอเชียและของโลกมากขึ้นอย่างแน่นอน

แน่นอนว่าการพ่ายแพ้ครั้งนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญให้ทีมชาติไทยได้กลับไปปรับปรุงแก้ไข และพัฒนาทีมให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ในการแข่งขันครั้งต่อๆ ไป และเราเชื่อมั่นว่าทีมชาติไทยจะทำได้

การที่เวียดนามสามารถคว้าแชมป์ซีวี ลีก ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ได้สำเร็จนั้น เป็นผลมาจากการเตรียมทีมที่ดี, โค้ชที่มีความสามารถ, และนักกีฬาที่มีใจสู้ ทำให้พวกเขาสามารถเอาชนะทีมชาติไทยไปได้อย่างสูสี

ที่มา – “เวียดนาม” พลิกเชือด “ไทย” คว้าแชมป์ซีวี ลีก ครั้งแรกในประวัติศาสตร์!

พิม พิมประภา อวดลุคแซ่บ! เผยผิวสวยจนต้องมอง

จัดว่าเป็นนางเอกสาวที่หลายคนต่างรอคอยที่จะได้เห็นความเซ็กซี่ของเธอ สำหรับ พิม พิมประภา ไม่ว่าเธอจะโพสต์รูปไหน ทำอะไร ก็มักจะได้รับความสนใจจากแฟนๆ เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความสวยของเธอ ที่ใครๆ ก็ต่างชื่นชมและอยากที่จะบอกให้เธอรู้ตัว

ล่าสุด พิม พิมประภา ทำเอาหลายคนต้องร้องว้าวกับลุคเบบี้เซ็กซี่ของเธอ ที่มาในชุดกางเกงขาสั้นกับเสื้อคลุม เผยให้เห็นบราสีเขียวสลับลายด้านใน ขณะที่เธอกำลังเดินเล่นอยู่ริมทะเล ซึ่งหลังจากที่ใครหลายคนได้เห็นภาพดังกล่าว ก็ต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นและกดไลก์ให้กับความสวยและความดูดีของเธออย่างมากมาย บางคนก็ถึงกับบอกว่าอยากมีผิวสวยแบบเธอ หรือขอเคล็ดลับในการดูแลตัวเอง

จากภาพที่ พิม พิมประภา ได้โพสต์นั้น ทำให้เราเห็นถึงความมั่นใจและความเป็นตัวของตัวเองของเธอ การแต่งกายของเธอไม่ได้เน้นการโชว์มากเกินไป แต่เป็นการผสมผสานความเซ็กซี่และความน่ารักได้อย่างลงตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้แฟนๆ ต่างชื่นชอบในสไตล์ของเธอ

พิม พิมประภา กับลุคสุดแซ่บริมทะเล

นอกจากลุคเบบี้เซ็กซี่ที่ริมทะเลแล้ว พิม พิมประภา ยังมีสไตล์การแต่งตัวที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นลุคหวานๆ ในชุดเดรส หรือลุคเท่ๆ ในสไตล์บอยอิช ซึ่งเธอก็สามารถนำเสนอออกมาได้อย่างน่าสนใจและเป็นที่ชื่นชอบของแฟนๆ เสมอ

เคล็ดลับความสวยของ พิม พิมประภา

หลายคนคงอยากรู้ว่า พิม พิมประภา มีเคล็ดลับในการดูแลตัวเองอย่างไรถึงได้มีผิวสวยและรูปร่างดีขนาดนี้ ซึ่งจริงๆ แล้วเคล็ดลับของเธอก็คือการดูแลสุขภาพจากภายในสู่ภายนอก โดยการทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ นอกจากนี้เธอยังให้ความสำคัญกับการดูแลผิวพรรณ โดยการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับสภาพผิวของเธอ และดื่มน้ำมากๆ เพื่อให้ผิวชุ่มชื้นอยู่เสมอ

การที่ พิม พิมประภา กล้าที่จะแสดงออกถึงความเป็นตัวเอง และมีความมั่นใจในรูปร่างหน้าตาของตนเอง เป็นสิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้หญิงหลายๆ คน ให้หันมาดูแลตัวเองและรักในสิ่งที่ตัวเองเป็น เพราะความสวยที่แท้จริงนั้นมาจากภายในจิตใจ

ที่มา – แซ่บตาพร่า! “พิม พิมประภา” จัดหนักเบบี้เซ็กซี่ โชว์น้อยแต่โชว์นะ

ปภ. ช่วยเหลือซ่อมแซมบ้านเรือน: กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย

กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ยังคงประสานให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนการซ่อมแซมบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายจากสถานการณ์ภัยต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็วที่สุด

กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย ยังประสานให้ความช่วยเหลือ สนับสนุนซ่อมแซมบ้านเรือนที่พังเสียหาย

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม นายภาสกร บุญญลักษม์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า ปภ. ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่มั่นคงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่เริ่มสถานการณ์ มีจังหวัดที่ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติฉุกเฉิน รวม 7 จังหวัด 45 อำเภอ 336 ตำบล และ 4,081 หมู่บ้าน ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี และตราด มีพลเรือนเสียชีวิต 18 ราย และบาดเจ็บ 39 ราย ปัจจุบันยังมีการจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวในจังหวัดศรีสะเกษและบุรีรัมย์ รวม 15 แห่ง รองรับผู้อพยพ 1,031 คน

ปภ. ได้ให้การสนับสนุนและอำนวยความสะดวกในการช่วยเหลือ การรื้อถอน การอพยพกลับ และการเยียวยาผู้ประสบภัย โดยมอบหมายให้ศูนย์ ปภ. เขตที่รับผิดชอบพื้นที่ประสบภัย ได้แก่ ศูนย์ ปภ. เขต 5 นครราชสีมา เขต 13 อุบลราชธานี รวมถึงศูนย์ ปภ. นอกเขตพื้นที่รับผิดชอบ เช่น ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 7 สกลนคร สนับสนุนเครื่องจักรกลสาธารณภัย รวมทั้งสิ้น 73 คัน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้อพยพ ประชาชน และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจากภัยความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยได้กระจายกำลังและเครื่องจักรกลสาธารณภัยเพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

การช่วยเหลือและสนับสนุนของกรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย

ศูนย์ ปภ. เขต 13 อุบลราชธานี และสำนักงาน ปภ. อุบลราชธานี ได้สนับสนุนการซ่อมแซมบ้านเรือนประชาชนที่เสียหาย บูรณาการเครื่องจักรกลสาธารณภัยในการรื้อถอนอาคารที่พังทลายอย่างรวดเร็ว เพื่อเร่งสร้างบ้านใหม่ให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติสุขโดยเร็ว พร้อมทั้งประสานการสนับสนุนรถประกอบอาหาร สิ่งของบริจาค และการปฏิบัติงานต่างๆ เช่น การรับส่งสิ่งของบริจาค การอพยพประชาชนกลับภูมิลำเนา การบริการน้ำดื่มสะอาด และการรื้อถอนซากบ้านเรือนที่ถูกระเบิด

นอกจากนี้ กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัยยังได้กำชับให้จังหวัดเร่งเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาประชาชน และประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือและเยียวยาอย่างเร่งด่วน ทีมปฏิบัติการของ ปภ. ยังคงกระจายกำลังดูแล ช่วยเหลือ อำนวยความสะดวก และอพยพประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัย เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว

กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย ยังคงมุ่งมั่นที่จะให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยต่างๆ อย่างเต็มที่ โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

การทำงานอย่างหนักของ ปภ. แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริง และเป็นกำลังใจสำคัญให้ผู้ประสบภัยสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

ที่มา – ‘กรมป้องกันบรรเทาสาธรณภัย’ ยังประสานให้ความช่วยเหลือ สนับสนุนซ่อมแซมบ้านเรือนที่พังเสียหาย

มส. ออกแนวปฏิบัติส่งมอบข้อมูลวัด ต้องละมุนละม่อม

ตามที่สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม (มส.) ได้ออกประกาศเรื่อง แนวปฏิบัติในการส่งมอบข้อมูลของวัด เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่สร้างความรู้สึกเป็นภัยคุกคามต่อคณะสงฆ์ และเป็นไปตามกฎหมายนั้น รายละเอียดของแนวปฏิบัติดังกล่าวมีอะไรบ้าง มาดูกัน

แนวปฏิบัติในการส่งมอบข้อมูลของวัด

ประกาศนี้เกิดขึ้นจากข้อหารือในที่ประชุมคณะกรรมการ ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 222/2568 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันและปราบปรามภัยคุกคามและเสริมสร้างความมั่นคงในพระพุทธศาสนา อย่างไรก็ตาม พบว่ามีแนวปฏิบัติที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและความกังวลในหมู่สงฆ์ ดังนั้น เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน มส. จึงได้กำหนดแนวปฏิบัติ ดังนี้

ประเด็นสำคัญในแนวปฏิบัติส่งมอบข้อมูลวัด

  • การประสานงานกับหน่วยงานราชการ: ในกรณีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือหน่วยงานอื่น ๆ ต้องการข้อมูลจากวัด ควรประสานงานกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) หรือสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) เพื่อบูรณาการความร่วมมือและจัดทำฐานข้อมูลร่วมกัน
  • ข้อมูลส่วนบุคคล: ข้อมูลส่วนบุคคล เช่น บัญชีธนาคารส่วนตัว ถือเป็นข้อมูลที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย หน่วยงานราชการสามารถขอความร่วมมือในการขอข้อมูลได้ แต่ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของบัญชีก่อน
  • การเข้าพื้นที่วัด: การเข้าไปในบริเวณวัดเพื่อขอข้อมูล ต้องดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายและจารีตประเพณี โดยต้องประสานงานด้วยวิธีการที่ละมุนละม่อม เหมาะสม ให้เกียรติพระภิกษุสามเณร และไม่กระทำการใด ๆ ที่ก่อให้เกิดความหวาดวิตก

แนวปฏิบัติในการส่งมอบข้อมูลของวัด เน้นย้ำถึงความสำคัญของการประสานงาน การเคารพสิทธิส่วนบุคคล และการดำเนินการด้วยความละมุนละม่อม เพื่อรักษาสายสัมพันธ์อันดีระหว่างบ้าน วัด และราชการ

นอกจากนี้ ประกาศยังระบุถึงแนวทางการปฏิบัติในกรณีที่อาจมีมิจฉาชีพแอบอ้างเพื่อหลอกลวงข้อมูลจากวัด โดยให้ พศจ. ประสานความร่วมมือกับคณะสงฆ์ในการเฝ้าระวังและป้องกันเหตุการณ์ดังกล่าว

มติมหาเถรสมาคมเกี่ยวกับแนวปฏิบัติด้านศาสนสมบัติ มีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันการทุจริต และคุ้มครองวัดและพระภิกษุสามเณรที่ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบธรรม ซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย

แนวปฏิบัติในการส่งมอบข้อมูลของวัด นี้จึงเป็นแนวทางที่สำคัญสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม และรักษาไว้ซึ่งความสงบสุขของสังคม

ทำไมต้องมีแนวปฏิบัติส่งมอบข้อมูลวัด?

คำถามสำคัญคือ ทำไมต้องมีแนวปฏิบัติในการส่งมอบข้อมูลของวัด? เหตุผลหลักคือเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและลดความกังวลที่อาจเกิดขึ้นจากกระบวนการขอข้อมูลจากวัด ซึ่งอาจถูกมองว่าเป็นการคุกคามหรือการตรวจสอบที่ไม่เป็นธรรม

การมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนจะช่วยให้:

  • หน่วยงานราชการเข้าใจถึงขั้นตอนและวิธีการที่ถูกต้องในการขอข้อมูล
  • วัดมีความมั่นใจในการให้ข้อมูล โดยรู้ว่าสิทธิของตนได้รับการคุ้มครอง
  • ป้องกันมิให้บุคคลที่ไม่หวังดีฉวยโอกาสหลอกลวงข้อมูลจากวัด

โดยสรุปแล้ว แนวปฏิบัติในการส่งมอบข้อมูลของวัด เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างวัดและหน่วยงานราชการ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปด้วยความราบรื่นและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

ที่สำคัญที่สุดคือ การปฏิบัติตาม แนวปฏิบัติในการส่งมอบข้อมูลของวัด ควรยึดหลักความโปร่งใส ความเคารพซึ่งกันและกัน และการรักษาไว้ซึ่งความสงบสุขของสังคม หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน จะสามารถป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนได้

ที่มา – ประกาศสำนักเลขาธิการมส. แนวปฏิบัติส่งมอบข้อมูลวัด ต้องใช้วิธี ‘ละมุนละม่อม-ห้ามข่มขู่’

“สายใต้” เดินรถปกติ รฟท.ซ่อมแซมเรียบร้อย

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้รายงานความคืบหน้าเหตุขบวนรถด่วนพิเศษที่ 38/46 เส้นทางสุไหงโกลก – กรุงเทพอภิวัฒน์ ตกรางบริเวณย่านสถานีกุยบุรี เมื่อเวลา 05.15 น. ของวันที่ 9 ส.ค. 2568 ซึ่งล่าสุด รฟท. ได้ดำเนินการยกขบวนรถ และซ่อมแซมทางรถไฟให้กลับสู่สภาพพร้อมใช้งาน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้การ“สายใต้” เดินรถปกติทุกขบวน

รฟท. ยืนยันว่าได้ให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของผู้โดยสาร พร้อมดำเนินการตรวจสอบสาเหตุอย่างละเอียด เพื่อป้องกันเหตุลักษณะเดียวกันในอนาคต.

“สายใต้” เดินรถปกติทุกขบวน “รฟท.” ยกขบวนรถไฟ-ซ่อมทางเรียบร้อย

ข่าวดีสำหรับผู้ที่กำลังวางแผนเดินทางลงใต้ด้วยรถไฟ! หลังจากเกิดเหตุการณ์รถไฟตกรางที่สถานีกุยบุรี ล่าสุดทางการรถไฟฯ ได้เร่งดำเนินการแก้ไขและซ่อมแซมจนแล้วเสร็จ ทำให้“สายใต้” เดินรถปกติทุกเส้นทาง มั่นใจได้ว่าการเดินทางของคุณจะเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยแน่นอน

สถานการณ์ล่าสุด “สายใต้” เดินรถปกติ

จากเหตุการณ์รถไฟด่วนพิเศษที่ 38/46 ประสบอุบัติเหตุตกรางเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2568 บริเวณสถานีกุยบุรี สร้างความกังวลใจให้กับผู้โดยสารที่กำลังจะเดินทางลงใต้เป็นอย่างมาก แต่ด้วยความรวดเร็วในการจัดการของการรถไฟแห่งประเทศไทย ทำให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติได้ในเวลาอันรวดเร็ว โดยมีการยกขบวนรถที่ตกราง และซ่อมแซมรางรถไฟจนสามารถใช้งานได้ตามปกติ

การรถไฟฯ ได้ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการว่า เส้นทางรถไฟสายใต้กลับมาเปิดให้บริการตามปกติแล้วทุกขบวน ผู้โดยสารสามารถเดินทางได้อย่างไร้กังวล โดยทาง รฟท. ได้เพิ่มมาตรการตรวจสอบความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเดินรถ

  • เส้นทางที่เปิดให้บริการ: ทุกเส้นทางในสายใต้
  • ขบวนรถ: ทุกขบวนรถ ทั้งรถด่วน รถเร็ว รถธรรมดา และรถท้องถิ่น
  • สถานีต้นทาง/ปลายทาง: กรุงเทพ (หัวลำโพง/สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์) – สุไหงโกลก, กรุงเทพ – นครศรีธรรมราช, กรุงเทพ – ตรัง, กรุงเทพ – หาดใหญ่ และเส้นทางอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
  • ตารางเวลา: เป็นไปตามตารางการเดินรถปกติ (ตรวจสอบตารางเวลาได้ที่เว็บไซต์ของการรถไฟฯ หรือสถานีรถไฟทั่วประเทศ)

คำแนะนำสำหรับผู้โดยสาร

  • ตรวจสอบตารางเวลา: แม้ว่าการเดินรถจะกลับสู่ภาวะปกติแล้ว แต่เพื่อความแน่ใจ ควรตรวจสอบตารางเวลาการเดินรถล่วงหน้าก่อนเดินทาง
  • เผื่อเวลา: ควรเผื่อเวลาในการเดินทางมาถึงสถานีก่อนเวลาออกเดินทางเล็กน้อย
  • ติดต่อสอบถาม: หากมีข้อสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่สถานีรถไฟทุกแห่ง หรือ Call Center 1690

การรถไฟแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้โดยสารเป็นอันดับแรก และพร้อมที่จะพัฒนาการให้บริการให้ดียิ่งขึ้นเสมอ เพื่อให้การเดินทางด้วยรถไฟเป็นทางเลือกที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยสำหรับทุกคน

ดังนั้น หากใครที่มีแผนเดินทางไปทางใต้ สามารถใช้บริการรถไฟได้อย่างมั่นใจ และขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพนะครับ การ“สายใต้” เดินรถปกติเป็นข่าวดีที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางและการท่องเที่ยว

ที่มา – “สายใต้” เดินรถปกติทุกขบวน “รฟท.” ยกขบวนรถไฟ-ซ่อมทางเรียบร้อย

ไทยร้อง UN จี้กัมพูชา! ดื้อใช้ทุ่นระเบิด

ประเทศไทยเรียกร้องให้ UN และประธานอนุสัญญาออตตาวา ดำเนินการกับกัมพูชาเนื่องจากมีการใช้ทุ่นระเบิดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศ

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม กระทรวงการต่างประเทศได้เผยแพร่คำชี้แจงเกี่ยวกับการดำเนินการของประเทศไทยต่อเหตุการณ์ที่ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิด ซึ่งเกิดขึ้นถึง 3 ครั้ง โดยระบุว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16, 23 กรกฎาคม และ 9 สิงหาคม 2568 กองกำลังทหารไทยรวม 11 นายได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่วางใหม่โดยกองกำลังทหารกัมพูชา บริเวณช่องบก จ.อุบลราชธานี ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี และช่องโดนเอาว์-กฤษณา อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ตามลำดับ กระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการภายใต้กรอบอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Anti-Personnel Mine Ban Convention: APMBC) หรืออนุสัญญาออตตาวา (Ottawa Convention) เพื่อตอบโต้กัมพูชา ดังนี้

1. เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา สหพันธรัฐสวิส มีหนังสือถึงประธานการประชุมรัฐภาคีของอนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 22 จำนวน 3 ฉบับ โดยฉบับแรกลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 ไทยร้อง ‘UN-ประธานอนุสัญญาออตตาวา’ จี้จัดการ ‘กัมพูชา’ ดื้อใช้ทุ่นระเบิด ละเมิดพันธกรณีข้อ 1 ของอนุสัญญาฯ (ห้ามใช้หรือสะสมทุ่นระเบิดสังหารบุคคล) ที่บริเวณช่องบก จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นเส้นทางลาดตระเวนปกติของทหารไทย ผลการตรวจสอบโดยหน่วยงานด้านความมั่นคงของไทยพบว่าทุ่นระเบิดที่ทหารไทยเหยียบเป็นทุ่นระเบิดที่ถูกวางใหม่ และเป็นทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ซึ่งกัมพูชาครอบครอง ดังนั้น ฝ่ายไทยขอให้ประธานอนุสัญญาฯ เวียนหนังสือแจ้งรัฐภาคีอื่นๆ เพื่อทราบต่อการละเมิดอนุสัญญาฯ ของฝ่ายกัมพูชา

หนังสือฉบับที่ 2 ลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ไทยร้องเรียนกัมพูชาละเมิดพันธกรณีของอนุสัญญาฯ ที่บริเวณช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี และแจ้งว่าเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 เวลา 20.00 น. กัมพูชาได้กระทำการรุกรานอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย โดยโจมตีมายังฝั่งไทยอย่างไม่แยกแยะระหว่างพลรบและพลเรือน ซึ่งส่งผลกระทบทางมนุษยธรรมและขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และขอให้ประธานอนุสัญญาฯ เวียนหนังสือถึงรัฐภาคีอื่นๆ เพื่อทราบต่อการละเมิดอนุสัญญาฯ ของฝ่ายกัมพูชา

หนังสือฉบับที่ 3 ลงวันที่ 9 สิงหาคม 2568 ไทยร้องเรียนการละเมิดพันธกรณีของกัมพูชาในพื้นที่บริเวณช่องโดนเอาว์-กฤษณา อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้เก็บกู้ทุ่นระเบิดแล้ว และจากการตรวจสอบหลักฐานพบว่าเป็นทุ่นระเบิดที่วางใหม่ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง และเหตุการณ์ได้เกิดขึ้นเพียง 2 วันหลังจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งในการประชุมดังกล่าว ฝ่ายไทยได้เสนอให้ไทยและกัมพูชาเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกันตามที่นายกรัฐมนตรีของทั้ง 2 ประเทศตกลงกันไว้ แต่ฝ่ายกัมพูชาปฏิเสธ ไทยจึงขอให้ประธานอนุสัญญาฯ เวียนหนังสือแจ้งรัฐภาคีอื่น ๆ เพื่อทราบต่อการละเมิดอนุสัญญาฯ ของฝ่ายกัมพูชา

2. เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา มีหนังสือลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ถึงเลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อขอรับความชัดเจนจากฝ่ายกัมพูชาต่อการกระทำที่เป็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งเป็นการดำเนินการตามกระบวนการการเรียกร้องให้รัฐภาคีปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาออตาวา ตามข้อ 8 วรรค 2 ของอนุสัญญาฯ ซึ่งระบุว่ารัฐภาคีสามารถขอความชัดเจน และขอให้แก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามพันธกรณีของอนุสัญญาฯ ของอีกรัฐสมาชิกหนึ่งผ่านเลขาธิการสหประชาชาติ โดยกัมพูชามีพันธกรณีที่จะต้องส่งข้อมูลและคำชี้แจงต่อฝ่ายไทยผ่านเลขาธิการสหประชาชาติ

นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา และเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ได้เข้าพบประธานการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 22 และเลขาธิการสหประชาชาติ รวมถึงผู้แทนระดับสูงของรัฐภาคีต่างๆ ของอนุสัญญาฯ ตลอดจนองค์กรภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอให้ดำเนินการต่อการละเมิดพันธกรณีของกัมพูชา และชี้แจงข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมการการปฏิบัติตามอนุสัญญาฯ ของกรอบอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง

สำหรับอนุสัญญาออตตาวา ห้ามรัฐภาคีใช้ สะสม ผลิต หรือเคลื่อนย้าย ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล รวมทั้งให้ทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคลตามที่ระบุในอนุสัญญาฯ โดยปัจจุบันมีสมาชิก 165 ประเทศ ซึ่งไทยเข้าเป็นภาคีในปี 2542 (เป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) และได้ทำลายทุ่นระเบิดในคลังอาวุธหมดสิ้นเมื่อปี 2546 และทำลายทุ่นระเบิดส่วนที่เก็บไว้เพื่อการวิจัยและอบรมหมดสิ้นในปี 2562 ขณะที่กัมพูชาเข้าเป็นภาคีในปี 2543 และยังคงมีทุ่นระเบิดที่เก็บไว้สำหรับการวิจัยและอบรม รวมถึงทุ่นระเบิดประเภท PMN-2

ไทยร้อง ‘UN-ประธานอนุสัญญาออตตาวา’ จี้จัดการ ‘กัมพูชา’ ดื้อใช้ทุ่นระเบิด

ทำไมไทยต้องร้องเรียนเรื่องนี้?

การที่ประเทศไทยต้องร้องเรียนต่อ UN และประธานอนุสัญญาออตตาวา เนื่องจากเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน การละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

การดำเนินการของประเทศไทยภายใต้อนุสัญญาออตตาวา มีความสำคัญอย่างยิ่งในการปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน โดยการเรียกร้องให้กัมพูชายอมรับผิดชอบต่อการกระทำของตน และดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

สถานการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ และความจำเป็นที่ทุกประเทศจะต้องปฏิบัติตามพันธกรณีที่ตนได้ให้ไว้ การเพิกเฉยต่อข้อตกลงระหว่างประเทศ อาจนำไปสู่ความขัดแย้งและความไม่มั่นคงในภูมิภาคได้

ดังนั้น การที่ ไทยร้อง ‘UN-ประธานอนุสัญญาออตตาวา’ จี้จัดการ ‘กัมพูชา’ ดื้อใช้ทุ่นระเบิด จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสมแล้ว เพื่อเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของชาติและความปลอดภัยของประชาชน

การดำเนินการนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับทหารไทยที่ได้รับบาดเจ็บ แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังนานาชาติว่าประเทศไทยจะไม่ยอมรับการละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศ และจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้เกิดความสงบสุขและความมั่นคงในภูมิภาค

ไทยร้อง ‘UN-ประธานอนุสัญญาออตตาวา’ จี้จัดการ ‘กัมพูชา’ ดื้อใช้ทุ่นระเบิด ถือเป็นเรื่องสำคัญที่เราทุกคนควรติดตามอย่างใกล้ชิดและให้ความสำคัญกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความปลอดภัยของประชาชน

ที่มา – ไทยร้อง ‘UN-ประธานอนุสัญญาออตตาวา’ จี้จัดการ ‘กัมพูชา’ ดื้อใช้ทุ่นระเบิด