ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ไทยจะมี พ.ร.บ.อุตุนิยมวิทยา ป้องกันข่าวปลอม!

ประเทศไทยมีหน่วยงานรัฐ คือ “กรมอุตุนิยมวิทยา” เป็นหน่วยงานหลักที่ทำหน้าที่พยากรณ์สภาพอากาศและสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้ข้อมูลแจ้งเตือนให้กับประชาชนและหน่วยงานต่างๆได้ข้อมูลในการเฝ้าระวัง เช่น อุณหภูมิ ปริมาณฝน ความชื้น ความเร็วลม ฯลฯ เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้เตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง

แต่รู้หรือไม่ว่า หลังได้รับการยกฐานะจาก กองอุตุนิยมวิทยา สังกัดกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ มาเป็นกรมอุตุนิยมวิทยา ตั้งแต่ 23 มิ.ย.2485 นั้น จนถึงปัจจุบันกรมอุตุนิยิมวิทยา ไม่มีกฎหมายเป็นของตัวเองเลย แต่ล่าสุดประเทศไทยกำลังจะมีกฎหมายเกี่ยวกับ “อุตุนิยมวิทยา” แล้ว นั่นก็คือ พ.ร.บ.อุตุนิยมวิทยา ฉบับแรก!

ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

“ประเสริฐ จันทรรวงทอง” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ดีอี) บอกว่า กระทรวงดีอี กำลังยกร่างกฎหมาย พ.ร.บ. อุตุนิยมวิทยา พ.ศ. … ซึ่งหากกฎหมายออกมาบังคับใช้ได้ จะถือว่าเป็นครั้งแรกที่ กรมอุตุนิยมวิทยา จะมีกฎหมายของตนเอง ซึ่งการที่รัฐบายกร่างกฎหมาย พ.ร.บ. อุตุนิยมวิทยา เพราะกรมอุตุฯต้องเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน เช่น กระทรวงคมนาคม สนามบินต่างๆ ที่ต้องมีเจ้าหน้าที่กรมอุตุฯเข้าไปทำงานในพื้นที่ เรื่องวิทยุการบิน การจราจรทางอากาศ รวมกับภาคเอกชนต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมาไม่สามารถหารายได้ ซึ่งการเข้าไปให้บริการกับหน่วยงานเอกชนกับข้อมูลด้านพยากรณ์อากาศและสภาพอากาศต่างๆควรจะมีรายได้จากข้อมูลเหล่านี้ได้ เช่น จาก สายการบินต่างๆ เป็นต้น

ขณะที่รายละเอียดในเรื่อง ร่างกฎหมาย พ.ร.บ. อุตุนิยมวิทยา พ.ศ. … ทางผู้บริหารของหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง คือ “นัฐวุฒิ แดนดี” รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ และโฆษกกรมอุตุนิยมวิทยา บอกกับ “เดลินิวส์”ว่า ร่างกฎหมาย พ.ร.บ. อุตุนิยมวิทยา พ.ศ. … ได้ยกร่างเสร็จแล้ว และได้ประชาพิจารณ์ (Public Hearings) ไปแล้ว ตอนนี้กำลังอยู่ในกระบวนการนำความคิดเห็นมาปรับแก้ เมื่อเสร็จแล้วจะนำเสนอเข้ากระทรวงดีอี เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบ จากนั้นนำให้สํานักงานกฤษฎีกา ตรวจว่าขัดกับกฎหมายอื่นใดหรือไม่ จากนั้นจะนำกลับมาเสนอ ครม.เห็นชอบหลักการอีกครั้งและนำเข้าให้สภาฯพิจารณาเห็นชอบ ตามกระบวนการต่อไป

กรมอุตุนิยมวิทยา

โฆษกกรมอุตุนิยมวิทยา บอกต่อว่า สำหรับสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ. นี้หลักๆ จะมี 3 เรื่อง โดยเรื่องที่ 1 คือพื้นที่ เพราะที่ผ่านมามีปัญหาในการตั้งสถานีตรวจวัดทางอุตุนิยมวิทยาที่เป็นต้นทางของเหตุการณ์ เช่น ฝนตกบนเขา ทางกรมอุตุฯตั้งไม่ได้ เพราะเป็นพื้นที่ป่าไม้ เกี่ยวข้องกับหน่วยงานอื่น ต้องมีขั้นตอนการขออนุญาต ที่ใช้เวลานาน แต่ พ.ร.บ. อุตุนิยมวิทยา พ.ศ. … จะให้สิทธิกรมอุตุฯเข้าไปตั้งได้ โดยเฉพาะพื้นที่เปราะบาง มีความเสี่ยง มีน้ำท่วมบ่อยๆ แต่ที่ผ่านมาในพื้นที่ต้นทางที่เป็นป่าเขา ทาง กรมอุตุฯ ไม่มีเครื่องมือตรวจวัดในพื้นที่เหล่านั้นเลย เช่น ฝนที่ตกบนเขามีปริมาณเท่าไร หากมีข้อมูลตรงนี้ จะมีให้การพยากรณ์และเตือนภัยในพื้นที่ลาดต่ำลงมา พื้นที่ทางน้ำไหล มีความแม่นย่ำมากยิ่งขึ้นในการเตือนภัยและให้ข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ส่วนเรื่องที่ 2 ตัวกฎหมายจะมีเนื้อหาที่เอาผิดกับพวกข่าวปลอม หรือเฟกนิวส์ ที่เกี่ยวกับสภาพอากาศ การเตือนภัยที่ไม่มีข้อมูลความจริงตามหลักวิชาการที่สร้างความตื่นตระหนกสับสนให้กับสังคม หรือ กลุ่มบุคคลที่ตั้งสำนักพยาการณ์ โดยที่ไม่มีความรู้ หรือพวกเพจ ต่างๆ ที่ตั้งเป็นเพจพยากรณ์ โดยที่ไม่มีความเชี่ยวชาญ หรือมีหน้าที่ตามกฎหมาย

ซึ่งตรงนี้อาจจะต้องนำเข้าสู่ระบบ เช่น จะต้องมีใบประกาศนียบัตร หรือมีการตั้งเป็นสถาบัน ที่มีความน่าเชื่อถือ ฯลฯ หรือต้องมีการมาอบรมกับกรุมอุตุฯ และมีการออกใบอนุญาต เพื่อให้สามารถไปดำเนินการเป็นผู้พยากรณ์ได้ โดยมีกรมอุตุฯเป็นหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อให้มั่นใจได้ว่าคนที่จะพยากรณ์ จะต้องมีความรู้และการรับรองในเรื่องนี้ก่อน มีการผ่านหลักสูตร เป็นต้น ซึ่งในต่างประเทศก็มีการดำเนินการในลักษณะนี้ รวมถึงทางผู้ประกาศด้วยที่ต้องมีการผ่านหลักสูตร เพื่อจะได้ใบประกาศนียบัตร เพื่อเป็นผู้ประกาศด้านนี้

พยากรณ์อากาศ

“ที่ผ่านมามีคนออกมาพยากรณ์ โดยที่ไม่ใช่หน่วยงานรัฐ มีการแชร์เฟกนิวส์ เช่น บอกจะเกิดสึนามิ ที่ จ.ภูเก็ต จนเกิดความตื่นตระหนัก นักท่องเที่ยวยกเลิกเที่ยวบิน ยกเลิกจองโรงแรม ส่งผลให้เศรฐกิจพื้นที่เสียหาย แต่คนเหล่านี้ก็ไม่ได้มีความผิดหรือรับโทษอะไร เมื่อมีกฎหมายใครที่ออกมาพยากรณ์ ต้องมีความรับผิดชอบที่ออกมาพยากรณ์ ไม่ใช่ฟังคนพูดมาแล้วมาแต่งเติมกับการพูดของตนเองจึงเกิดความตื่นตระหนก แม้ที่ผ่านมากรมอุตุฯ จะประสานกับ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม และกระทางดีอี เพื่อแก้ข่าว หรือชี้แจ้งข้อเท็จจริงกับการพยากรณ์ที่ไม่มีข้อมูลจริงอยู่ตลอด แต่การพยากรณ์อากาศผิดๆ ก็ยังมีออกมามากและต่อเนื่อง” โฆษกกรมอุตุนิยมวิทยา บอก

ขณะที่เรื่องที่ 3 เป็นเรื่องเกี่ยวกับเชิงพาณิชย์ เช่น งานด้านอุตุนิยมวิทยาการบิน สนามบินต่างๆ หอบังคับการบินในพื้นที่ต่างๆ หรืองานด้านกราว์ด เซอร์วิส ที่เกี่ยวข้อง ส้วนใช้ข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยาการบิน ซึ่งก็ต้องมีใบเซอร์ หรือใบประกาศ ว่ามีต้องความรู้ด้านนี้ ถึงจะทำงานด้านนี้ได้ ซึ่งในต่างประเทศมีการบังคบใช้มานานแล้ว แต่ไทยยังไม่มี

“งานด้านการบินเป็นเชิงพาณิชย์ แต่กรมอุตุฯเป็นหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งในต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น จะแบ่งแยกชัดเจน โดยหน่วยงานรัฐจะเกี่ยวข้องกับภัยที่จะเกิดกับประชาชน จะเป็นหน่วยงานรัฐรับผิดชอบเตือนภัย แต่ในส่วนที่เกี่ยวกับเชิงพาณิชย์ เช่น ด้านการบิน ด้านการพยากรณ์เฉพาะทาง หรือเฉพาะเรื่อง จะมีสถาบันที่แยกออกมา สามารถที่เรียกเก็บเงินจากข้อมูลที่ให้ได้ ซึ่งรายละเอียดในส่วนนี้ก็มีเนื้อหาอยู่ใน ร่างกฎหมาย พ.ร.บ. อุตุนิยมวิทยา พ.ศ. … ด้วย

ต่อไปถ้ากฎหมายออกมาบังคับใช้หน่วยงานเอกชน ที่นำข้อมูล ด้านอุตุนิยมวิทยาการบิน ไปใช้ในเชิงพาณิชย์ ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ด้วย ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการกำหนดใน พ...การเดินอากาศ อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าไม่มีกฎหมายลูก ที่จะมาเก็บค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เป็นเรื่องเป็นราว ทำให้การหารายได้ในส่วนนี้ยังทำไม่ได้

พยากรณ์อากาศ

โฆษกกรมอุตุนิยมวิทยา บอกอีกว่า ส่วนการรับฟังความคิดเห็นที่ผ่านมา ก็มีข้อเสนอแนะจากภาคส่วนต่างๆ ว่า เนื้อหาบางเรื่องอาจไปคาบเกี่ยวกับกฎหมาย และภารกิจของหน่วยงานอื่นๆที่มีอยู่ ก็มีขอให้ปรับและพิจารณาว่าจะมีความซ้ำซ้อนกับ พ...อื่นๆที่มีอยู่หรือไม่ ทางกรมอุตุฯก็รับฟังและนำมาปรับเปลี่ยนเนื้อหาบางส่วน และจะสรุปความเห็นต่างๆ เพื่อให้ทาง สํานักงานกฤษฎีกา เพื่อเชิญหน่วยงานที่มีความเห็นดังกล่าวมาหารือ เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน หรือเป็นเรื่องเสริมที่กรมอุตุฯต้องทำ ซึ่ง สํานักงานกฤษฎีกา จะเป็นผู้พิจารณาเพื่อไม่ให้กฎหมายซ้ำซ้อนกัน

โฆษกกรมอุตุนิยมวิทยา บอกว่า หากฎหมายผ่าน สํานักงานกฤษฎีกา และกลับมาเข้า ครม. เห็นชอบหลักการอีกครั้ง ก็จะเป็นไปตามกระบวนการ ผ่านไปยังสภาผู้แทนฯ และสมาชิกวุฒิสภา คาดว่าจะใช้เวลาเป็นปีหากผ่านจึงจะมีการประกาศใช้

สุดท้ายแล้วตามไทม์ไลน์ที่กรมอุตุฯ คาดการณ์ หากทุกอย่างผ่าน อาจจะเป็นช่วงก่อนสิ้นปี 69 กฎหมายฉบับนี้คาดว่าอาจจะออกมาบังคับใช้ได้.

ทำไมต้องมี พ.ร.บ.อุตุนิยมวิทยา?

การมี พ.ร.บ.อุตุนิยมวิทยา จะช่วยให้กรมอุตุนิยมวิทยาสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเข้าถึงพื้นที่เพื่อติดตั้งสถานีตรวจวัด และการจัดการกับข่าวปลอมที่สร้างความตื่นตระหนก หนึ่งในเป้าหมายหลักของ พ.ร.บ.อุตุนิยมวิทยา คือการป้องกันข่าวปลอม

พ.ร.บ.อุตุนิยมวิทยา ฉบับแรกของไทย

ประเทศไทยกำลังจะมี พ.ร.บ.อุตุนิยมวิทยา ฉบับแรก ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพยากรณ์อากาศและการเตือนภัย คาดว่าจะสามารถบังคับใช้ได้ก่อนสิ้นปี 2569 หากไม่มีอะไรผิดพลาด

การมีกฎหมายนี้จะช่วยยกระดับมาตรฐานการพยากรณ์อากาศของประเทศไทย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการรับข้อมูลข่าวสารด้านอุตุนิยมวิทยา

ที่มา – ไทยจะมี พ.ร.บ.อุตุนิยมวิทยา ฉบับแรก ปราบเฟกนิวส์พยากรณ์ทำตื่นตระหนก

ทนายเกิดผล รู้ตัวคนใส่ร้ายหลวงพ่ออลงกต จ่อฟ้อง!

จากกรณี “หลวงพ่ออลงกต” รับเซ็นเอกสารอ่านไม่ถี่ถ้วน ยันหากตำรวจพบความผิด “หมอบี” ก็จะดำเนินคดีเช่นกัน รับท้อใจคนทำบุญน้อยลง ชี้ให้รอวัด และ “หมอบี” แถลงพร้อมกันภายใน 7 วัน จะได้รับคำตอบแน่นอน ตามที่ข่าวเสนอไปก่อนหน้านี้

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “ทนายเกิดผล แก้วเกิด” ทนายความชื่อดัง ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “ทนายเกิดผล แก้วเกิด” โดยยืนยันว่ากำลังรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ที่กล่าวหาหลวงพ่ออลงกต พร้อมขอให้พิจารณาด้วยสติปัญญาและเหตุผล

โดยเจ้าของโพสต์ ระบุข้อความว่า “2-3 วันที่ผ่านมา ผมทำหน้าที่ในฐานะเป็นทนายความของหลวงพ่ออลงกต และของวัดพระบาทน้ำพุ ก็ได้ทำหน้าที่ในส่วนนี้เต็มที่ ตามข้อมูลและพยานหลักฐาน แต่ในอีกฐานะหนึ่ง คือ ในฐานะที่เป็นลูกศิษย์คนหนึ่งของหลวงพ่อ ก็มีเรื่องที่อยากพูดคุยผ่านเพจนี้ ไปถึงลูกศิษย์ลูกหาของหลวงพ่อทุกคน เข้าใจว่าหลายท่านก็คงติดตามข่าวประเด็นนี้อยู่ แต่อยากให้ทุกท่านไม่ต้องกังวลใจ ในรูปของคดีเอง ผมเองก็ได้มีการเตรียมความพร้อมอยู่ อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลและหลักฐานเพิ่มเติม”

อีกทั้ง “ในฐานะที่เราเป็นชาวพุทธ เราต้องพิจารณาอยู่ตลอดเวลาว่า ทุกสิ่งในโลกนี้ล้วนไม่มีความแน่นอน มียศก็เสื่อมยศ มีลาภก็เสื่อมลาภ มีนินทาก็ย่อมมีสรรเสริญ เป็นเรื่องธรรมดา มันเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ไม่มีอะไรเกินไปกว่าความเป็นจริง อย่าไปหวั่นไหวในความมั่นคงของความศรัทธา แต่ก็อย่าศรัทธาจนเกิดอคติ เพราะรักโลภโกรธหลงจะเกิดเหตุ ที่พิจารณาถึงปัจจัยและเหตุผล เราต้องตั้งสติพิจารณาตามเหตุตามผล”

นอกจากนี้ “รับฟังทุกอย่าง แล้วนำมาพิจารณาด้วยสติปัญญาและเหตุผล ว่าสิ่งที่เราได้ยินมา กับตาที่เราเห็นตลอดระยะเวลา 30 กว่าปีที่ผ่านมาของหลวงพ่อ ท่านเห็นเป็นเช่นไร ดังนั้น สิ่งที่คนอื่นพูด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดี หรือเรื่องที่ไม่ดี จะเป็นการให้ร้ายหรือโจมตี เราก็ต้องพิจารณาด้วยสติปัญญา ตามที่หลวงพ่อเคยสอนอยู่เสมอ ส่วนเรื่องมีคนพยายามให้ร้ายป้ายสีหลวงพ่อ ด้วยการสร้างเพจและสร้างอวตารขึ้นมาโจมตี ตรงนี้ลูกศิษย์ทุกท่านไม่ต้องกังวลใจครับ ผมพอจะรู้แล้วว่าเป็นใคร และมีข้อมูลเพียงพอ”

อย่างไรก็ตาม “ตอนนี้มันมีเรื่องราวมากมาย ที่หลวงพ่อและผม กำลังเตรียมข้อมูลมอบให้กับทางราชการ จึงไม่มีเวลาที่จะดำเนินการในเรื่องอื่น ดังนั้น เมื่อทุกอย่างคลี่คลายลง สำหรับเพจปลอมเพจอวตาร ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อกล่าวหาและใส่ร้ายหลวงพ่อ ผมรู้แล้วว่าเป็นใครและคงจะต้องมีการดำเนินการไปตามกฎหมายเร็วๆ นี้ครับ”

จากกรณีที่มีการกล่าวหา “หลวงพ่ออลงกต” ทนายชื่อดังอย่าง ทนายเกิดผล ได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องชื่อเสียงของหลวงพ่อ

ทนายเกิดผล ยันรู้แล้วฝีมือใครใส่ร้ายป้ายสี จ่อดำเนินคดีคนกล่าวหา ‘หลวงพ่ออลงกต’

ล่าสุด ทนายเกิดผล แก้วเกิด ได้ออกมาแสดงความมั่นใจว่าทราบถึงตัวผู้ที่อยู่เบื้องหลังการใส่ร้ายป้ายสี หลวงพ่ออลงกต แล้ว และเตรียมที่จะดำเนินคดีทางกฎหมายกับบุคคลดังกล่าว

ทนายเกิดผล ลั่น! เตรียมฟ้องคนใส่ร้าย ‘หลวงพ่ออลงกต’

ทนายเกิดผล ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว ยืนยันว่าขณะนี้กำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่กล่าวหา หลวงพ่ออลงกต โดยขอให้ลูกศิษย์และผู้ที่ติดตามข่าวสารพิจารณาเรื่องนี้ด้วยสติปัญญาและเหตุผล

ทนายเกิดผล กล่าวเพิ่มเติมว่า ในฐานะลูกศิษย์ของ หลวงพ่ออลงกต ขอให้ทุกคนอย่ากังวลใจ เพราะทีมทนายความกำลังดำเนินการอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งเน้นย้ำให้พิจารณาทุกสิ่งอย่างด้วยสติและเหตุผล ตามคำสอนของหลวงพ่อ

นอกจากนี้ ทนายเกิดผล ยังกล่าวถึงกรณีที่มีการสร้างเพจปลอมและบัญชีอวตารเพื่อโจมตีหลวงพ่อว่า ไม่ต้องกังวลใจ เพราะทราบแล้วว่าเป็นใคร และจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างแน่นอน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับหลวงพ่ออลงกตและความเคลื่อนไหวของ ทนายเกิดผล แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการพิจารณาข้อมูลข่าวสารอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ข้อมูลสามารถเผยแพร่ได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง การมีสติและใช้เหตุผลในการวิเคราะห์จึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการใส่ร้ายป้ายสีและการโจมตีที่ไม่เป็นธรรม

ขอบคุณข้อมูล : ทนายเกิดผล แก้วเกิด

ที่มา – ‘ทนายเกิดผล’ ยันรู้แล้วฝีมือใครใส่ร้ายป้ายสี จ่อดำเนินคดีคนกล่าวหา ‘หลวงพ่ออลงกต’

มาเลเซียพร้อมไกล่เกลี่ย ปัญหาสามจังหวัดชายแดนใต้

สถานการณ์ในสามจังหวัดชายแดนใต้ของประเทศไทยเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อน ซึ่งต้องการความเข้าใจและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ล่าสุด มาเลเซียได้แสดงความพร้อมที่จะเป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ยปัญหาในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง

นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ผู้นำมาเลเซีย ได้กล่าวถึงประเด็นปัญหาในภาคใต้ของไทยว่าเป็นกิจการภายในของรัฐบาลไทย อย่างไรก็ดี รัฐบาลมาเลเซียมีการติดต่อประสานงานอย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลไทยในเรื่องนี้ และมีการแสดงความมุ่งมั่นจากรัฐบาลไทยที่จะดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อยุติความตึงเครียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ความรุนแรงจากทั้งสองฝ่าย

อันวาร์ยังแสดงความเชื่อมั่นว่า ด้วยศักยภาพของผู้นำไทย ความพยายามเสาะแสวงหาสันติภาพและความมั่นคงจะดำเนินต่อไป เพื่อให้พื้นที่แห่งนี้ได้รับการพัฒนา การศึกษาศาสนาอิสลามเข้มแข็งขึ้น และภาษามลายูได้รับการส่งเสริมต่อไป ความเชื่อมั่นนี้เป็นการส่งสัญญาณบวกต่อกระบวนการสันติภาพที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

มาเลเซียพร้อมไกล่เกลี่ย ปัญหาสามจังหวัดชายแดนใต้

การให้ความเห็นดังกล่าวของผู้นำมาเลเซียเกิดขึ้นหลังสื่อท้องถิ่นหลายแห่งรายงานว่า ชุมชนชาวมุสลิมในภาคใต้ของไทยร้องขอให้อันวาร์เข้ามามีบทบาทเป็นคนกลางสร้างสันติภาพ เพื่อยุติความขัดแย้งยืดเยื้อ ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนจำนวนมากตลอดช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา การร้องขอนี้สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการอย่างแรงกล้าของประชาชนในพื้นที่ที่ต้องการเห็นความสงบสุขเกิดขึ้น

การที่มาเลเซียแสดงความพร้อมที่จะเป็นคนกลางในการแก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนใต้ นับเป็นสัญญาณที่ดี เพราะมาเลเซียมีความเข้าใจในบริบททางวัฒนธรรมและสังคมของพื้นที่เป็นอย่างดี นอกจากนี้ การที่มาเลเซียมีสัมพันธ์ที่ดีกับทั้งรัฐบาลไทยและกลุ่มต่างๆ ในพื้นที่ อาจทำให้มาเลเซียสามารถเป็นตัวกลางในการเจรจาที่สร้างสรรค์ได้

บทบาทของมาเลเซียในการไกล่เกลี่ยปัญหาสามจังหวัดชายแดนใต้

อย่างไรก็ตาม การไกล่เกลี่ยปัญหาสามจังหวัดชายแดนใต้ นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายด้าน ทั้งประเด็นทางประวัติศาสตร์ การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยความอดทน ความเข้าใจ และความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

เพื่อให้การไกล่เกลี่ยปัญหาสามจังหวัดชายแดนใต้ ประสบความสำเร็จ รัฐบาลไทยและกลุ่มต่างๆ ในพื้นที่ต้องเปิดใจรับฟังซึ่งกันและกัน และพร้อมที่จะประนีประนอมเพื่อหาทางออกร่วมกัน นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมและประชาชนในพื้นที่ก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัญหา

  • การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน
  • การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน
  • การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม
  • การส่งเสริมการศึกษาและวัฒนธรรม
  • การสร้างกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรมและโปร่งใส

การแก้ไขปัญหาในสามจังหวัดชายแดนใต้เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความร่วมมือจากทุกฝ่าย เราเชื่อว่าสันติภาพและความสงบสุขสามารถเกิดขึ้นได้ในพื้นที่แห่งนี้ เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของทุกคน

ถึงแม้ว่ามาเลเซียจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่คนไทยทุกคนต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาด้วยความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน เพื่อสร้างสังคมที่สงบสุขและเป็นธรรมสำหรับทุกคน

ที่มา – มาเลเซียพร้อมเป็นคนกลาง ไกล่เกลี่ยปัญหาสามจังหวัดชายแดนใต้ของไทย

โค้ชกัมพูชาชี้ชบาแก้วด้อยกว่าเวียดนามหลังโดนไทย 7 ลูก

โคจิ เกียวโตคุ เฮดโค้ชทีมฟุตบอลหญิงกัมพูชา มองว่า เวียดนาม มีรูปแบบการเล่นน่าประทับใจกว่าทีมชาติไทย ในศึกฟุตบอลหญิงชิงแชมป์อาเซียน 2025 ที่ประเทศเวียดนาม

รอบแรก กลุ่ม A นัดที่ 2 วันที่ 9 ส.ค.68 ทีมชาติไทย ชนะ กัมพูชา 7-0 หลังจากนัดแรก กัมพูชา แพ้ อินโดนีเซีย 0-6 ทำให้ 2 นัด กัมพูชา โดนยิง 13 ลูก

หลังเกม โคจิ เกียวโตคุ โค้ชชาวญี่ปุ่น ของทีมชาติกัมพูชา กล่าวว่า ทั้ง “เวียดนาม และ ไทย ต่างก็แข็งแกร่งกว่า กัมพูชา แต่หากต้องเปรียบเทียบกัน แต่ถ้าต้องเปรียบเทียบ ผมคิดว่า เวียดนาม มีรูปแบบการเล่นที่น่าประทับใจกว่า ไทย”

กุนซือชาวญี่ปุ่น ที่เคยมาคุม อ่างทอง เอฟซี และเพิ่งถูกแต่งตั้งคุมทีมบอลหญิงกัมพูชา เมื่อวันที่ 1 ส.ค. กล่าวอีกว่า ตนยังไม่มีเวลาทำงานกับทีมมากนัก แทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย ผู้ช่วยโค้ชเป็นคนรับผิดชอบงานทั้งหมด วันนี้ทีมกัมพูชาเปลี่ยนแปลงในแผนการเล่น และพยายามกดดันคู่แข่งให้มากที่สุด ส่วนเกมสุดท้ายกับ อินโดนีเซีย เป้าหมายคือต้องชนะ

สำหรับรอบแรก ทั้ง ไทย และ เวียดนาม ต่างชนะ 2 นัดรวด เข้ารอบรองชนะเลิศ แน่นอนแล้ว ไทย ชนะ อินโดนีเซีย กับ กัมพูชา 7-0 ทั้ง 2 นัด ส่วน เวียดนาม ชนะ กัมพูชา 6-0, ชนะ อินโดนีเซีย 7-0

นัดสุดท้าย วันที่ 12 ส.ค. เวลาไทย 19.30 น. ไทย พบ เวียดนาม แย่งแชมป์กลุ่ม ไทยขอแค่เสมอ จะได้แชมป์กลุ่ม.

จากผลการแข่งขันที่ทีมชาติไทยเอาชนะกัมพูชาไป 7-0 ทำให้เกิดประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับมุมมองของโค้ชกัมพูชาที่มีต่อทีมชาติไทยและเวียดนาม ในฐานะที่เป็นทีมคู่แข่งในระดับอาเซียน โค้ชกัมพูชาได้ให้สัมภาษณ์ว่า เขาประทับใจในรูปแบบการเล่นของทีมชาติเวียดนามมากกว่าทีมชาติไทย ซึ่งเป็นการแสดงความคิดเห็นที่น่าสนใจและอาจส่งผลต่อการวางแผนการเล่นของทีมกัมพูชาในอนาคต

โค้ชกัมพูชาชี้ชบาแก้วด้อยกว่าเวียดนามหลังโดนไทย 7 ลูก

ความเห็นของโค้ชกัมพูชาที่ว่า โค้ชกัมพูชาชี้ชบาแก้วด้อยกว่าเวียดนามหลังโดนไทย 7 ลูก นั้นอาจมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสไตล์การเล่น, แทคติกที่ใช้ หรือแม้แต่ศักยภาพของนักเตะแต่ละคน การที่โค้ชให้ความสำคัญกับรูปแบบการเล่นของเวียดนามมากกว่า อาจเป็นเพราะเวียดนามมีระบบทีมเวิร์คและความเข้าใจในเกมที่สูงกว่า ซึ่งเป็นสิ่งที่กัมพูชาอาจต้องพัฒนาต่อไป

ทำไมโค้ชกัมพูชาถึงมองว่าชบาแก้วด้อยกว่าเวียดนามหลังโดนไทย 7 ลูก?

การวิเคราะห์ของโค้ชอาจมาจากการเปรียบเทียบเกมที่กัมพูชาลงเล่นกับทั้งสองทีม การที่กัมพูชาเสียประตูให้กับไทยถึง 7 ลูก อาจไม่ได้หมายความว่าไทยแข็งแกร่งน้อยกว่าเวียดนามเสมอไป แต่อาจเป็นเพราะแทคติกที่ไทยใช้ในวันนั้นเหมาะสมกับการรับมือกับกัมพูชามากกว่า ในขณะที่เวียดนามอาจมีรูปแบบการเล่นที่หลากหลายและปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ ทำให้โค้ชกัมพูชารู้สึกประทับใจมากกว่า

นอกจากนี้ การที่โค้ชกัมพูชาเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งได้ไม่นาน อาจทำให้เขายังไม่มีเวลาศึกษาทีมชาติไทยอย่างละเอียดถี่ถ้วน การประเมินทีมคู่แข่งจึงอาจยังไม่สมบูรณ์มากนัก อย่างไรก็ตาม ความคิดเห็นของโค้ชก็เป็นสิ่งที่มีคุณค่าและสามารถนำมาพิจารณาเพื่อปรับปรุงทีมชาติไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นได้

โค้ชกัมพูชาชี้ชบาแก้วด้อยกว่าเวียดนามหลังโดนไทย 7 ลูก เป็นประเด็นที่กระตุ้นให้เราหันมามองและวิเคราะห์ทีมชาติไทยอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นจุดแข็ง, จุดอ่อน หรือแนวทางการพัฒนาในอนาคต เพื่อให้ทีมชาติไทยสามารถก้าวขึ้นไปสู่ระดับที่สูงขึ้นและประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติต่อไป

สำหรับแฟนบอลชาวไทย นี่เป็นโอกาสดีที่จะร่วมกันส่งกำลังใจและสนับสนุนทีมชบาแก้วให้พัฒนาและสร้างผลงานที่ดีขึ้นในอนาคต มาร่วมเชียร์และให้กำลังใจนักเตะของเรากันนะครับ!

ที่มา – หลังโดนไทย 7 ลูก! ‘โค้ชกัมพูชา’ ชี้ ‘ชบาแก้ว’ รูปแบบเป็นรอง ‘เวียดนาม’

ลุงโง่ย้ายภูเขา 2025: เทคโนโลยีเปลี่ยนเหมืองไทย

ย้อนกลับไปเมื่อต้นปี 2566 ทีมงานจากจีนได้สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดูเหนือจริงในเหมืองแห่งนี้ของไทย พวกเขาไม่ได้มาเพื่อขุดแร่ แต่มาเพื่อภารกิจ “ลุงโง่ย้ายภูเขา 2025” ดั่งเรื่องเล่าของชายชราผู้โง่เขลาในนิทานพื้นบ้านจีนอันโด่งดัง และ “ผู้ย้ายภูเขา” ในครั้งนี้คือ ระบบปฏิบัติการอัจฉริยะด้านการทำเหมืองแบบขนานยูคอน ( YUKON ) ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยสถาบันระบบอัตโนมัติ ( Institute of Automation ) และสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน ( CAS )

หกองค์กรผนึกกำลัง พัฒนามาตรฐานร่วมกัน

ความร่วมมือครั้งนี้เริ่มต้นจากความต้องการในการเปลี่ยนผ่านของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย ( SCG ) กลุ่มอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ของไทยที่มีประวัติยาวนานกว่าร้อยปี เอสซีจีกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านความเสี่ยง ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ต่ำ จึงสนใจร ระบบปฏิบัติการอัจฉริยะด้านการทำเหมืองแบบขนานยูคอนจากจีน โดยระบบนี้ขับเคลื่อนด้วยโมเดลปัญญาประดิษฐ์ขนาดใหญ่ ( AI large models ) สามารถคุมกระบวนการทำเหมืองที่สำคัญได้อัตโนมัติอย่างเต็มรูปแบบ มอบโซลูชั่นที่ครบวงจรให้กับเอสซีจีในการยกระดับการดำเนินงาน

เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากจากสำนักงานนวัตกรรมและความร่วมมือ ( กรุงเทพ ) สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน ( CAS Innovation Cooperation Center ( Bangkok ) ) เมื่อปี 2565 บริษัทเอสซีจี, สถาบันระบบอัตโนมัติ ,สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน, เวย์ทัส ( WAYTOUS ), เอไอเอส ( AIS ), หัวเว่ย ( Huawei ) และ อวี่ทง ( Yutong ) จึงลงนามในข้อตกลงความร่วมมือองค์กร และกลายเป็นรากฐานสำคัญของโครงการนี้ ที่ไม่ใช่เพียงการส่งออกเครื่องจักร แต่คือการส่งออก “สมองอัจฉริยะ” ระบบโซลูชันครบวงจรเพื่อการทำเหมืองอัตโนมัติอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม การย้าย “สมองอัจฉริยะ” จากจีนมาติดตั้งในไทยไม่ใช่เรื่องง่าย ช่วงเริ่มต้นโครงการ ทีมวิศวกรจีนและไทยต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย ทั้งในด้านวัฒนธรรม มาตรฐานการทำงาน และระบบเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน ปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น ความล่าช้าในการสื่อสารของรถบรรทุกเหมืองเกินค่ามาตรฐาน ความยากในการปรับข้อมูลฝึกสอนเอไอให้เข้ากับบริบทท้องถิ่น และความขัดแย้งระหว่างกระบวนการทำงานกับตรรกะของอัลกอริทึม

วิศวกรจากทั้งสองประเทศจึงต้องจัดประชุมหารือหลายครั้ง ปรับแต่งค่าพารามิเตอร์ต่าง ๆ ทำการจำลองสถานการณ์ และลงพื้นที่ทดสอบจริง ช่วยให้ระบบเอไอค่อย ๆ ปรับจูนเข้ากับสภาพแวดล้อมการทำเหมืองจริงได้อย่างแม่นยำในที่สุด

ต้นปี 2567 รถบรรทุกเหมืองแร่ไร้คนขับชุดแรกได้เข้าปฏิบัติงานในพื้นที่ทำเหมืองอย่างเป็นทางการ ถือเป็นการเสร็จสิ้นโครงการเหมืองอัจฉริยะที่สร้างขึ้นร่วมกันระหว่างบุคลากรเทคโนโลยีจีนและทีมงานเอสซีจี โดยเป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีหลากหลายครั้งแรกในไทย อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ โมเดลขนาดใหญ่ และระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ

เหมืองชาญฉลาด ด้วยพลังของ “นักขุดเอไอ” และ “สมองที่อัจฉริยะที่สุด”

รถบรรทุกพลังงานไฟฟ้าบริสุทธิ์ไร้คนขับของอวี่ทง ซึ่งติดตั้งระบบปฏิบัติการเหมืองแบบขนานอัจฉริยะยูคอนได้แปรสภาพเป็น “นักขุดเอไอ” ที่ทำงานได้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย รถเหล่านี้นำทางได้อย่างแม่นยำ บรรทุกและขนถ่ายวัสดุอัตโนมัติ รวมถึงหลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวางได้ด้วยตนเอง

นวัตกรรมนี้ได้พลิกโฉมข้อจำกัดของการปฏิบัติงานแบบใช้แรงงานคนอย่างสิ้นเชิง รถแต่ละคันสามารถทำงานได้นานขึ้นอีกประมาณ 2 ชั่วโมงต่อกะ ส่งผลให้ประสิทธิภาพโดยรวมเพิ่มขึ้นถึง 16% ขณะเดียวกัน จำนวนแรงงานภาคสนามก็ลดลงโดยตรงถึง 50% ช่วยให้เหมืองประหยัดต้นทุนแรงงานได้เกือบ 1 ล้านบาทต่อปี

ในด้านสิ่งแวดล้อม นอกจากจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างมากแล้ว อัลกอริทึมการขับขี่อัตโนมัติของเอไอยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมเวลาสตาร์ตและหยุดรถ เส้นทางการวิ่ง และความเร็วในการเคลื่อนที่ได้อย่างแม่นยำ หลีกเลี่ยงพฤติกรรมสิ้นเปลืองพลังงานที่มักเกิดจากการขับขี่ด้วยคน เช่น การเร่งเครื่องกระทันหันหรือการจอดรอโดยไม่ดับเครื่อง ส่งผลให้การใช้พลังงานโดยรวมลดลงถึง 20%

การดำเนินโครงการนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ “เศรษฐกิจชีวภาพ-หมุนเวียน-สีเขียว” ( Bio-Circular-Green ) ของไทย และได้รับความสนใจจากหน่วยงานภาครัฐของไทยที่เกี่ยวข้องรวมถึงบริษัทเอกชนอย่างเอสซีจีและเอไอเอส

โครงการยังได้รับการบรรจุไว้ในคลังโครงการสาธิตของศูนย์ความร่วมมือด้านนวัตกรรมสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน ณ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเวทีความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับสูงระหว่างจีนกับไทย อันเป็นการวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับการขยายผลในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นนิคมอุตสาหกรรม ฐานโลจิสติกส์ หรือแวดวงอื่น วิสัยทัศน์ความร่วมมือเพื่ออนาคต

เหมืองอัจฉริยะที่สระบุรี ถือเป็นโครงการขับเคลื่อนอัตโนมัติเต็มรูปแบบแห่งแรกที่เทคโนโลยีเอไอของจีนได้ก้าวออกสู่เวทีโลกอย่างแท้จริง แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของจีน ทั้งยังเปิดทางสู่การขยายตลาดไปต่างประเทศ และไม่ใช่เพียงการส่งออกสินค้า แต่รวมถึงการส่งออกมาตรฐานและเทคโนโลยีแบบบูรณาการด้วย

นอกจากนี้ ยังเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า เทคโนโลยีเอไอของจีนสามารถก้าวข้ามพรมแดน สร้างคุณค่าหลักให้กับพันธมิตรในด้านความปลอดภัย ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม และประสิทธิภาพในการดำเนินงาน.

ข้อมูล-ภาพ : XINHUA

( เรียบเรียงโดย Xu Yuan with Xinhua Silk Road, https://en.imsilkroad.com/p/346889.html )

ลุงโง่ย้ายภูเขา 2025: เทคโนโลยีจีนปฏิวัติเหมืองปูนซีเมนต์ในไทย

โครงการ “ลุงโง่ย้ายภูเขา 2025” แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยี AI ในการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิม และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ

อนาคตของการทำเหมืองด้วย “ลุงโง่ย้ายภูเขา 2025”

เทคโนโลยีนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ การพัฒนา AI และระบบอัตโนมัติจะยังคงก้าวหน้าต่อไป และเราจะได้เห็นการนำไปประยุกต์ใช้ในหลากหลายด้านมากยิ่งขึ้น

ที่มา – “ลุงโง่ย้ายภูเขา 2025” เทคโนโลยีจีนปฏิวัติเหมืองปูนซีเมนต์ในไทย

ส.บอล ล้มแผนศุภฯ! เดินหน้าหาที่สร้างศูนย์ฝึก

จากที่ “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ กล่าวถึงเงินจากสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ในโครงการ ฟีฟ่า ฟอร์เวิร์ด 3.0 ที่ประเทศไทยได้รับ 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 97 ล้านบาท) เตรียมจะนำไปรวมกับเงินของโครงการฟีฟ่า ฟอร์เวิร์ด 4.0 ที่จะได้ในช่วงปี 2027 อีกไม่ต่ำกว่า 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมเป็น 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 194 ล้านบาท ซึ่งฟีฟ่าแนะนำให้เอาไปสร้างศูนย์ฝึกฟุตบอลอย่างเป็นทางการให้กับประเทศไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ มาดามแป้ง เคยเปิดเผยไว้ว่ามีแผนนำเงินฟีฟ่า ฟอร์เวิร์ด 3.0 ไปใช้ในการปรับสนามศุภชลาศัย ให้กลับมาใช้งานอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า แผนนี้ได้หยุดชะงักไป เนื่องจากปัญหาระหว่าง กรมพลศึกษา ที่เช่าพื้นที่สนามกีฬาแห่งชาติ กับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เจ้าของสถานที่ ยังไม่สามารถเคลียร์พื้นที่กันได้ นอกจากนี้ทางจุฬาฯ มีแผนที่จะรีโนเวทสนามศุภชลาศัยอยู่แล้ว ทำให้การดำเนินการสร้าง ศูนย์ฝึกฟุตบอล แห่งใหม่มีความจำเป็น

ทำให้ทางสมาคมบอลไทยฯ มีแผนที่จะนำเงินดังกล่าวไปทำอะไรที่เป็นประโยชน์กับวงการฟุตบอลไทยแทน ปัญหาคือ จะไปสร้างศูนย์ฟุตบอลที่ไหน การตัดสินใจครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของวงการฟุตบอลไทย เพราะ ศูนย์ฝึกฟุตบอล ที่มีมาตรฐานจะช่วยยกระดับการฝึกซ้อมและพัฒนาศักยภาพของนักกีฬาได้ในระยะยาว

ในปลายยุคของ “บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ได้เดินหน้าเรื่องของพื้นที่ที่จะสร้างศูนย์ฝึกฟุตบอลแห่งชาติ เซ็นบันทึกข้อตกลงในการใช้พื้นที่ 140 ไร่ ในตําบลแพรกษา อําเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อสร้างศูนย์ฝึกฟุตบอลแห่งชาติ สัญญา 30 ปี

อย่างไรก็ตาม ในยุคของ มาดามแป้ง นั้น ได้ส่งทีมงานลงพื้นที่สำรวจ มีความเห็นว่าการจะไปสร้างศูนย์ฝึกในพื้นที่ดังกล่าว จะทำให้งบประมาณบานปลาย เนื่องจากพื้นที่ไม่เหมาะกับการสร้าง ศูนย์ฝึกฟุตบอล ทำให้ตอนนี้สมาคมฯ จำเป็นจะต้องมองหาพื้นที่ใหม่ที่จะสร้างศูนย์ฝึกแทน และพร้อมเปิดให้ภาครัฐ หรือภาคเอกชน ที่มีพื้นที่ในละแวกใกล้เคียงกับกรุงเทพฯ หรืออยู่ในปริมณฑล เข้ามาพูดคุยกับสมาคมฯ

ส.บอล ล้มแผนรีโนเวท ‘ศุภชลาศัย’ เดินหน้าหาที่สร้างศูนย์ฝึก

การล้มแผนรีโนเวทสนามศุภชลาศัยและการเดินหน้าหาที่สร้างศูนย์ฝึกใหม่ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในการบริหารจัดการงบประมาณและทรัพยากรของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ การตัดสินใจนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับวงการฟุตบอลไทยในระยะยาว แม้ว่าการหาพื้นที่ที่เหมาะสมอาจต้องใช้เวลาและความพยายาม แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะคุ้มค่าอย่างแน่นอน

แล้วสมาคมฯ จะเลือกพื้นที่แบบไหนเพื่อสร้างศูนย์ฝึกฟุตบอลแห่งใหม่?

คำถามสำคัญคือ สมาคมฯ จะพิจารณาปัจจัยใดบ้างในการเลือกพื้นที่สำหรับ ศูนย์ฝึกฟุตบอล แห่งใหม่ นอกจากเรื่องของทำเลที่ตั้งที่สะดวกต่อการเดินทางแล้ว สภาพแวดล้อมโดยรอบ งบประมาณในการก่อสร้าง และศักยภาพในการพัฒนาต่อยอดในอนาคต ล้วนเป็นปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณาอย่างรอบคอบ การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้ฝึกสอน นักกีฬา และผู้สนับสนุน จะช่วยให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นประโยชน์ต่อวงการฟุตบอลไทยโดยรวม

  • ทำเลที่ตั้ง: ใกล้กรุงเทพฯ เดินทางสะดวก
  • สภาพแวดล้อม: เหมาะสมกับการฝึกซ้อม
  • งบประมาณ: ควบคุมค่าใช้จ่าย
  • ศักยภาพ: พัฒนาต่อยอดได้ในอนาคต

การสร้างศูนย์ฝึกฟุตบอลแห่งใหม่ ไม่ใช่แค่การสร้างสนาม แต่เป็นการลงทุนในอนาคตของวงการฟุตบอลไทย สมาคมฯ ควรเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เพื่อให้ศูนย์ฝึกแห่งนี้เป็นศูนย์กลางของการพัฒนาศักยภาพนักกีฬาไทยอย่างแท้จริง

ที่มา – ‘ส.บอล’ ล้มแผนรีโนเวท ‘ศุภชลาศัย’ เดินหน้าหาที่สร้างศูนย์ฝึก

“หลวงปู่ศิลา” มอบเงินช่วยภารกิจทหาร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2568 เวลา 09.29 น. พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ประธานฝ่ายฆราวาส ได้เดินทางไปทอดผ้าป่าต้นไม้ ณ มูลนิธิธรรมอุทยาน หลวงปู่ศิลา สิริจันโท ตำบลเชียงเครือ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยมี พลตรี กิตติพงษ์ เนื่องชมภู ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 23 ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

การทอดผ้าป่าต้นไม้ในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากเจตนารมณ์อันแน่วแน่ของหลวงปู่ศิลา สิริจันโท ที่ต้องการจะเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับชุมชนโดยรอบ เพื่อให้เป็นสมบัติของลูกหลานในอนาคต และยังเป็นการอนุรักษ์พันธุ์ไม้พื้นบ้านให้คงอยู่สืบไป โดยได้รับเกียรติจาก นายสนั่น พงษ์อักษร ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ พลตรี สุคนธรัตน์ ชาวพงษ์ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 3 พร้อมคณะผู้บังคับบัญชา และกำลังพลจากมณฑลทหารบกที่ 23 รวมถึงหน่วยขึ้นตรงต่างๆ เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

นอกจากนี้ ภาคีเครือข่ายมวลชนต่างๆ อาทิ คณะหลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร กองทัพภาคที่ 2 จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดกาฬสินธุ์ ศิษย์เก่าขอนแก่นวิทยายน รุ่นที่ 91 และพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ยังได้ร่วมกันเป็นเจ้าภาพทอดผ้าป่าต้นไม้ จำนวน 25 ต้น คิดเป็นมูลค่ารวม 256,000 บาท

หลังจากเสร็จสิ้นพิธีทอดผ้าป่า ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 23 และคณะ ได้นำเงินจากยอดผ้าป่าทั้งหมดถวายแด่ หลวงปู่ศิลาฯ ซึ่งหลวงปู่ศิลาฯ ได้ร่วมสมทบทุนเพิ่มเติม ทำให้ยอดรวมทั้งสิ้นเป็นจำนวน 216,906 บาท

“หลวงปู่ศิลา” มอบเงินให้ แม่ทัพภาคที่ 2 ใช้ในภารกิจทางทหาร

และในโอกาสนี้ “หลวงปู่ศิลา” ได้เมตตามอบเงินจำนวนดังกล่าวให้กับแม่ทัพภาคที่ 2 เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของกำลังพล และสนับสนุนภารกิจทางการทหารต่างๆ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ความเมตตาของ “หลวงปู่ศิลา”

การมอบเงินช่วยเหลือในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเมตตาและความห่วงใยที่ “หลวงปู่ศิลา” มีต่อผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ ซึ่งถือเป็นแบบอย่างที่ดีงามและเป็นกำลังใจสำคัญให้กับเหล่าทหารกล้า

  • การพัฒนาคุณภาพชีวิตกำลังพล: เงินบริจาคนี้จะช่วยให้ทหารและครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
  • สนับสนุนภารกิจทางการทหาร: ช่วยให้กองทัพมีทรัพยากรเพียงพอในการปฏิบัติภารกิจ
  • เสริมสร้างขวัญกำลังใจ: แสดงให้เห็นว่าสังคมยังให้ความสำคัญและสนับสนุนทหาร

การทำบุญและการช่วยเหลือผู้อื่นเป็นสิ่งที่ควรสนับสนุนและส่งเสริม เพราะเป็นการสร้างสังคมที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และมีความสุข

การที่หลวงปู่ศิลาเมตตาช่วยเหลือทหารเช่นนี้ เป็นเรื่องที่น่าอนุโมทนาอย่างยิ่ง แสดงให้เห็นถึงความเมตตาและความห่วงใยที่ท่านมีต่อผู้ที่เสียสละเพื่อส่วนรวม

ที่มา – “หลวงปู่ศิลา” เมตตามอบเงินให้ แม่ทัพภาคที่ 2 ใช้ในภารกิจทางทหาร

ผู้นำปาเลสไตน์ลั่น ต้องมีบทบาทในกาซา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองรามัลเลาะห์ เขตเวสต์แบงก์ ว่าสำนักข่าววาฟาของทางการปาเลสไตน์ออกแถลงการณ์ ว่าประธานาธิบดีมาห์มูด อับบาส ผู้นำปาเลสไตน์ลั่นต้องมีบทบาทในกาซา ประณามแผนการทางทหารของอิสราเอล ในการขยายขอบเขตของปฏิบัติการทางทหาร “เพื่อยึดครอง” ฉนวนกาซา ว่า “เป็นอาชญากรรมครั้งใหม่” ที่ก่อโดยอิสราเอล และ “มีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่ต้องยุติเรื่องดังกล่าวทันที”

ทั้งนี้ อับบาสเน้นย้ำความสำคัญของการก่อตั้งรัฐปาเลสไตน์ และการต้องให้รัฐบาลปาเลสไตน์มีความรับผิดชอบอย่างเต็มที่ ต่อการบริหารจัดการกิจการในฉนวนกาซา การหยุดยิงทันที การปล่อยตัวประกัน และการเปิดทางให้กับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม อย่างไรก็ตาม กลุ่มฮามาสไม่มีฐานที่มั่นในฉนวนกาซา ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองอย่างเบ็ดเสร็จโดยกลุ่มฮามาส ตลอดระยะเวลา 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

ด้านนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู อธิบายว่า อิสราเอลต้องการ “ยึดครองฉนวนกาซาโดยสมบูรณ์” ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง ซึ่ง “ไม่ใช่การปกครอง” แบบที่ส่งทหารเข้าไปในพื้นที่หลังชนะสงครามหกวัน เมื่อปี 2510 แล้วถอนทหารออกไปเมื่อปี 2548

แผนการของอิสราเอลจะแบ่งออกเป็น 5 ประการ ได้แก่ การปลดอาวุธกลุ่มฮามาส การส่งตัวประกันทั้งหมดกลับคืนให้แก่ครอบครัว ไม่ว่าจะมีชีวิตหรือเสียชีวิต การที่ฉนวนกาซาต้องเป็นพื้นที่ปลอดอาวุธ การที่อิสราเอลควบคุมความมั่นคงในฉนวนกาซา และการจัดตั้งรัฐบาลพลเรือนทางเลือกในฉนวนกาซา ซึ่งต้องไม่มีความเกี่ยวข้องกับทั้งกลุ่มฮามาส และองค์กรปลอดปล่อยปาเลสไตน์ ( พีแอลโอ ).

สถานการณ์ในฉนวนกาซายังคงตึงเครียดและซับซ้อน การที่ผู้นำปาเลสไตน์ลั่นต้องมีบทบาทในกาซา สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาและการฟื้นฟูพื้นที่หลังความขัดแย้ง การเจรจาและความร่วมมือระหว่างทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาคนี้

ผู้นำปาเลสไตน์ลั่นต้องมีบทบาทในกาซา

ความสำคัญของบทบาทปาเลสไตน์ในกาซา

บทบาทของปาเลสไตน์ในกาซามีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของภูมิภาคนี้ การที่ผู้นำปาเลสไตน์ลั่นต้องมีบทบาทในกาซา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างรัฐปาเลสไตน์ที่มั่นคงและสามารถบริหารจัดการตนเองได้ การสนับสนุนจากนานาชาติและความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนจำนวนมาก การแก้ไขปัญหาในกาซาจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการเมืองและความมั่นคง แต่ยังเป็นเรื่องของมนุษยธรรมด้วย การเปิดทางให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับชาวปาเลสไตน์

นอกจากนี้ การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างทุกฝ่ายก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม การเจรจาและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเปิดเผยเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขความขัดแย้งและสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน

การที่ผู้นำปาเลสไตน์ออกมาแสดงความเห็นเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงจุดยืนที่ชัดเจน และความต้องการที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหานี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นอิสราเอล ปาเลสไตน์ และนานาชาติ เพื่อให้เกิดสันติภาพที่ยั่งยืนและมั่นคงในที่สุด

การดำเนินการใดๆ ที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ จะต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญ เพราะพวกเขากำลังเผชิญกับความยากลำบากอย่างแสนสาหัส การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการสร้างโอกาสในการดำรงชีวิตที่ดีขึ้น จึงเป็นสิ่งที่ควรได้รับการพิจารณาเป็นอันดับแรก

การเรียกร้องของผู้นำปาเลสไตน์ลั่นต้องมีบทบาทในกาซา เป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นถึงความหวังในการแก้ไขปัญหา และเป็นการกระตุ้นให้ทุกฝ่ายหันมาให้ความสนใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างจริงจังมากขึ้น หวังว่าในอนาคตอันใกล้นี้ จะมีหนทางในการแก้ไขปัญหา และนำสันติสุขกลับคืนสู่ภูมิภาคนี้ได้ในที่สุด

ที่มา – ผู้นำปาเลสไตน์ลั่นต้องมีบทบาทในกาซา จวกแผน “ยึดครอง” ของอิสราเอล

บุกรวบแก๊งตัดไม้เถื่อน! ยึดของกลางอื้อ

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา เกิดปฏิบัติการสำคัญในการปราบปรามแก๊งตัดไม้เถื่อน โดยมีเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายร่วมมือกันนำโดย นายจักรพันธ์ กุมภะ หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ตร.2 (คลองห้วยแร้ง) พร้อมด้วย กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ตำบลห้วงแร้ง กำลังเจ้าหน้าที่ป่าไม้ และตำรวจ สภ.เมืองตราด รวมกว่า 20 นาย

ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการบุกทลายแก๊งตัดไม้เถื่อนที่ลักลอบตัดไม้ในสวนป่าห้วยแร้ง ซึ่งสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 2 ราย คือ นายนันทิ อายุ 32 ปี และนายสมศักดิ์ อายุ 37 ปี พร้อมของกลางจำนวนมาก ได้แก่ ไม้ยางพารา 14 ท่อน รถบรรทุกที่ใช้ในการขนย้ายไม้ และเลื่อยยนต์ไฟฟ้าที่ใช้ในการตัดไม้ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพบยาบ้าและยาไอซ์ซุกซ่อนอยู่ในรถบรรทุกอีกด้วย นับเป็นของกลางที่มีมูลค่าสูงและเป็นหลักฐานสำคัญในการดำเนินคดี

บุกรวบแก๊งตัดไม้เถื่อน!

การจับกุมครั้งนี้เป็นผลมาจากการสืบสวนอย่างต่อเนื่องของเจ้าหน้าที่ป่าไม้และตำรวจ หลังจากได้รับรายงานและพบว่ามีการลักลอบตัดไม้ในพื้นที่สวนป่าห้วยแร้งอย่างต่อเนื่อง ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้ให้การรับสารภาพว่า พวกเขาลักลอบตัดไม้เพื่อนำไปขายให้กับร้านรับซื้อไม้ในพื้นที่ โดยมีผู้ร่วมขบวนการอีก 2 คน คือ นายนนท์ และ นายแมน ซึ่งอาศัยความมืดและความชำนาญในพื้นที่หลบหนีไปได้ ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งดำเนินการติดตามตัวผู้ร่วมขบวนการที่เหลือมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

ผลกระทบและความท้าทายในการปราบปรามแก๊งตัดไม้เถื่อน

ปัญหาการลักลอบตัดไม้ในสวนป่าห้วยแร้งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง สาเหตุหลักเนื่องจากสวนป่าแห่งนี้เป็นป่าสาธารณะที่หมดอายุสัมปทานแล้ว ทำให้ง่ายต่อการเข้าไปลักลอบตัดไม้ แม้ว่าเจ้าหน้าที่จะพยายามจับกุมผู้กระทำผิดมาหลายครั้ง แต่กลุ่มผู้กระทำผิดก็ยังคงกลับมาก่อเหตุซ้ำอยู่เสมอ พวกเขามักจะลงมือในช่วงเวลากลางคืนและใช้อุปกรณ์ที่ไร้เสียงเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับของเจ้าหน้าที่ ทำให้การปราบปรามแก๊งตัดไม้เถื่อนเป็นไปได้ยากลำบาก

การลักลอบตัดไม้ไม่เพียงแต่เป็นการทำลายทรัพยากรป่าไม้เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมโดยรวม การตัดไม้ทำลายป่าทำให้พื้นที่ป่าลดลง ซึ่งส่งผลต่อความหลากหลายทางชีวภาพ การกักเก็บน้ำ และการป้องกันภัยพิบัติทางธรรมชาติ นอกจากนี้ การลักลอบตัดไม้ยังเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและเป็นการทำลายเศรษฐกิจของชาติ เนื่องจากเป็นการหลีกเลี่ยงภาษีและค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่รัฐควรจะได้รับ

การแก้ไขปัญหาการลักลอบตัดไม้จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป ภาครัฐต้องเพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายและเพิ่มประสิทธิภาพในการลาดตระเวนและตรวจตราพื้นที่เสี่ยง ภาคเอกชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนการอนุรักษ์ป่าไม้และส่งเสริมการปลูกป่า ส่วนประชาชนทั่วไปสามารถช่วยกันเฝ้าระวังสอดส่องและแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับการลักลอบตัดไม้ให้กับเจ้าหน้าที่

เพื่อให้การปราบปรามแก๊งตัดไม้เถื่อนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ควรมีการพิจารณาปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้มีความทันสมัยและเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน รวมถึงเพิ่มโทษสำหรับผู้กระทำผิดให้หนักขึ้น เพื่อให้ผู้ที่คิดจะกระทำความผิดเกรงกลัวและไม่กล้าที่จะลงมือ นอกจากนี้ ควรมีการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์ป่าไม้ โดยให้ชุมชนเข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการป่าไม้และดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นของตนเอง

การอนุรักษ์ป่าไม้เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการรักษาความสมดุลของระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม การปราบปรามแก๊งตัดไม้เถื่อนจึงเป็นภารกิจที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและจริงจัง เพื่อรักษาทรัพยากรป่าไม้ให้คงอยู่สืบไป

ที่มา – บุกรวบแก๊งตัดไม้เถื่อน! ยึดไม้-รถบรรทุก พบยาเสพติดในรถ เร่งล่าอีก 2 คน

รัฐบาลร่อแร่-กองทัพได้แต้ม: ใครได้ประโยชน์?

หลายประเด็นยังคงค้างคา ไม่ว่าจะเป็นการกู้ทุ่นระเบิด การปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือข้อเรียกร้องของกัมพูชาให้ไทยรื้อลวดหนามใน 11 พื้นที่ รวมถึงประเด็นการใช้กำลังทางอากาศ ทั้งหมดสะท้อนว่านี่เป็นเพียง การพักรบ มากกว่าการยุติความขัดแย้งอย่างแท้จริง

แต่ต้องยอมรับว่า บทบาทของกระทรวงกลาโหมภายใต้การนำของ บิ๊กเล็ก” พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ในฐานะรักษาราชการแทนรมว.กลาโหม ได้รับคำชื่นชม ว่า เดินเกมอย่างรอบคอบ และรักษาผลประโยชน์ของประเทศ ขณะเดียวกันก็เรียกความเชื่อมั่นกลับคืนให้กองทัพ หลังเคยถูกมองเป็น ตัวร้าย จากบทบาทในอดีต

แตกต่างจากการเจรจาครั้งก่อนที่ “ภูมิธรรม” เวชยชัย รักษาราชการแทนนายกฯ พร้อมทีมไทยแลนด์ ที่เป็นโต้โผหลักในการเจรจา โดยมี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียน ทำหน้าที่คนกลาง

แม้จะได้ข้อตกลงหยุดยิงแบบไม่มีเงื่อนไข ที่มาพร้อมกับการกังขาจากสังคมว่า ยอมรับข้อตกลงกัมพูชาง่ายเกินไป และเวลาต่อมากัมพูชายังละเมิดข้อตกลงยิงเข้ามายังฝั่งไทย

กลับมาที่การทำหน้าที่ของ “บิ๊กเล็ก” หลังจากนี้ต้องดูว่า “เขมร” จะปฏิบัติตามข้อตกลง และสุดท้ายปลายทางสามารถทำงานได้บรรลุเป้าหมาย นอกจากไทยจะไม่เสียดินแดนแล้ว ความเชื่อมั่น และศรัทธาของกองทัพก็ได้รับความนิยมสูงขึ้น

ซึ่งความนิยมและความเชื่อมั่นสวนทางกับ “รัฐบาลเพื่อไทย” และ “นายกฯอิ๊งค์ แพทองธาร ชินวัตร นายกฯและรมว.วัฒนธรรม ที่รัฐบาลตอนนี้มีสภาพเหมือน “เป็ดง่อย” การทำงานไม่ทันต่อเหตุการณ์

เช่น การฟ้อง “สมเด็จฮุน เซน” ผู้บงการของกัมพูชา ในคดีอาญาและแพ่ง ที่เชื่อว่า เป็นการฟ้องร้องเอาผิดจะทำให้ “พ่อนายกฯเขมร” มีชนักติดหลัง เพื่อต้องการบรรเทาอารมณ์ของสังคม แต่หากหวังผลให้ได้รับโทษคงเป็นเรื่องยาก

ขณะที่เรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณฟื้นฟูเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน โดยเฉพาะใน จ.อุบลราชธานี ที่เบิกงบฟื้นฟูเพียง 55,600 บาท ต่างจากจังหวัดใกล้เคียงอย่าง สุรินทร์ บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ ที่เบิกได้หลักหลายสิบล้านบาท

จนทำให้ มท.2” ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รมช.มหาดไทย โทรหาผู้ว่าฯอุบลราชธานี กลางสภาฯ รับปากเรื่องการเบิกจ่ายงบ แต่ท้ายที่สุดไม่สามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้อย่างที่พูด ทำให้ประชาชนชาวอุบลฯเสียโอกาสได้รับการช่วยเหลือ จนสุดท้ายร้อนถึง มท.อ้วน สั่งเด้ง “ผู้ว่าฯเมืองดอกบัวงาม” ทันที

ขณะเดียวกันมีดราม่าเรื่องการเยียวยาทหาร และประชาชนผู้เสียชีวิตและทุพลภาพ จากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ได้เงินเยียวยาคนละ 8–10 ล้านบาทต่อราย

แต่มีเสียงสะท้อนจากทหารและตำรวจในสามจังหวัดชายแดนใต้ ที่สละชีพเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติเช่นกัน แต่ไม่ได้รับการเยียวยาในมาตรฐานเดียวกัน ถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข เพื่อลบภาพความไม่เท่าเทียม

ซึ่งการแก้ปัญหาเหล่านี้ถือเป็นเรื่องยาก ประกอบกับสถานการณ์ของรัฐบาลจากปัญหาการเมือง และนิติสงครามที่กำลังรุกไล่ ไม่แน่ว่าจะมีเวลาให้แก้ไขปัญหาข้างต้นหรือไม่ เนื่องจากอีกไม่นานจะมีอีก 2 คดีสำคัญตัดสินชะตาของรัฐบาล

โดยเริ่มที่เรื่องคลิปเสียง “อังเคิลและหลาน” ที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดเส้นตาย 4 ส.ค.ที่ผ่านมาให้ “นายกฯอิ๊งค์” ส่งคำชี้แจง และคาดว่าจะมีการตัดสินในสิ้นเดือน ส.ค. หรือกลางเดือน ก.ย.

จากการประเมินคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่การรับคำร้องและสั่งให้ “อิ๊งค์” หยุดปฏิบัติหน้าที่ มองว่า เป็นไปได้ยากที่จะรอดพ้นไปได้ เนื่องจากคำพูด “นายกฯ” เป็นการทำให้เสื่อมเสียเกียรตินายกฯ

จึงต้องจับตาว่า “นายกฯอิ๊งค์” จะตัดสินใจลาออกก่อนการตัดสินหรือไม่ เพื่อไม่ให้มีตราบาปติดตัวว่าเป็นผู้ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต และไร้จริยธรรม แม้ “หมอมิ้ง” นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกฯ จะยืนยันว่า “นายกฯอิ๊งค์” ไม่มีแนวคิดลาออกก็ตาม

ส่วนอีกเรื่องสำคัญที่ต้องจับตา คือคดี “นายใหญ่” ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ศาลฎีกาฯนัดฟังคำตัดสินปมชั้น 14 ในวันที่ 9 ก.ย.นี้ ว่าถูกจำคุกจริงหรือไม่ ซึ่งจากการประเมิน และสืบพยานในรอบ 2 เดือนที่ผ่านมาพบว่า ไม่เป็นคุณกับ “ทักษิณ” ฉะนั้นหากผลออกมาเป็นลบและต้องจำคุก เชื่อได้ว่า ต้องกระทบกับรัฐบาลพรรคเพื่อไทยอย่างแน่นอน.

สถานการณ์ รัฐบาลร่อแร่-กองทัพได้แต้ม นี้ สะท้อนถึงความซับซ้อนทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้น ใครกันแน่ที่จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากสถานการณ์นี้?

รัฐบาลร่อแร่-กองทัพได้แต้ม

บทบาทของกองทัพที่โดดเด่นท่ามกลางวิกฤตการเมือง ทำให้เกิดคำถามว่า รัฐบาลร่อแร่-กองทัพได้แต้ม จริงหรือไม่? และจะมีผลกระทบอย่างไรต่ออนาคตทางการเมืองของไทย?

วิเคราะห์สถานการณ์: รัฐบาลร่อแร่-กองทัพได้แต้ม

การที่รัฐบาลเผชิญกับความท้าทายมากมาย ในขณะที่กองทัพได้รับความเชื่อมั่นมากขึ้น ทำให้หลายฝ่ายมองว่าสถานการณ์ รัฐบาลร่อแร่-กองทัพได้แต้ม นี้อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญ

สถานการณ์​ทางการเมืองที่ผันผวนนี้ ทำให้ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่าท้ายที่สุดแล้วผลประโยชน์จะตกอยู่ที่ใคร และประเทศไทยจะเดินไปในทิศทางใด

ที่มา – รัฐบาลร่อแร่-กองทัพได้แต้ม