ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

“ทัพสาวไทย” ชนะฟิลิปปินส์ ซี วี.ลีก 2025

การแข่งขันวอลเลย์บอลหญิง ซี วี.ลีก 2025 สนามที่ 2 ที่เมืองนินห์บิ๋ญ ประเทศเวียดนาม ทีมนักตบสาวไทย ที่ประเดิมสนามนัดแรกเอาชนะ อินโดนีเซีย มา 3-0 เซต มาลงสนามนัดที่สอง พบกับ ฟิลิปปินส์ ซึ่งแมตช์นี้ “โค้ชอ๊อต” เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร หัวหน้าผู้ฝึกสอน ส่งผู้เล่น 6 คนแรก ประกอบด้วย วิมลรัตน์ ทะนะพันธุ์, พรพรรณ เกิดปราชญ์, ชัชชุอร โมกศรี, กัญญารัตน์ ขุนเมือง, ธนัชชา สุขสด, กัตติกา แก้วพิน และมี ปิยะนุช แป้นน้อย ตัวรับอิสระ

แฟนๆ ชาวไทยต่างส่งกำลังใจเชียร์ “ทัพสาวไทย” อย่างเต็มที่ และพวกเธอก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ด้วยฟอร์มการเล่นที่แข็งแกร่งและทีมเวิร์คที่ยอดเยี่ยม ทำให้สามารถเอาชนะฟิลิปปินส์ไปได้อย่างสวยงาม คว้าชัยชนะนัดที่สองในการแข่งขัน ซี วี.ลีก 2025 สนาม 2 ที่เวียดนาม

ผลการแข่งขันปรากฏว่า แมตช์นี้ทีมนักตบสาวไทยยังช่วยกันเล่นได้อย่างยอดเยี่ยม ตบเอาชนะ ฟิลิปปินส์ ไป 3-1 เซต (25-22, 25-17, 24-26, 25-16) คว้าชัยสองนัดติด เก็บเพิ่มอีก 3 แต้ม รวมเป็น 6 แต้ม ส่วนผลอีกคู่ เวียดนาม ตบชนะ อินโดนีเซีย 3-0 เซต (25-20, 25-19, 25-20) เวียดนาม ชนะ 2 นัด มี 6 แต้มเท่ากับไทย

“ทัพสาวไทย” แรงต่อเนื่อง! ชนะฟิลิปปินส์ 3-1 เซต

ชัยชนะครั้งนี้ของ “ทัพสาวไทย” ไม่ได้มาง่ายๆ พวกเธอต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายจากทีมฟิลิปปินส์ที่แข็งแกร่ง แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความสามารถ พวกเธอจึงสามารถเอาชนะไปได้ในที่สุด ฟอร์มการเล่นของแต่ละคนในทีมนั้นยอดเยี่ยมมาก ไม่ว่าจะเป็น วิมลรัตน์ ทะนะพันธุ์, พรพรรณ เกิดปราชญ์, ชัชชุอร โมกศรี และคนอื่นๆ ที่ต่างก็มีส่วนสำคัญในการพาทีมคว้าชัยชนะ

สรุปผลการแข่งขัน: “ทัพสาวไทย” คว้าชัย ซี วี.ลีก 2025

โดยรวมแล้ว “ทัพสาวไทย” โชว์ฟอร์มได้อย่างน่าประทับใจในการแข่งขัน ซี วี.ลีก 2025 สนาม 2 ที่เวียดนาม ชัยชนะเหนือฟิลิปปินส์เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสามารถและความมุ่งมั่นของพวกเธอ และทำให้พวกเธอมีโอกาสที่ดีในการคว้าแชมป์ในรายการนี้

สำหรับนัดสุดท้ายวันที่ 10 ส.ค. เวลา 19:00 น. ไทย จะพบกับ เวียดนาม เป็นการวัดตำแหน่งแชมป์สนามนี้ (ถ่ายทอดสดทาง ช่อง one31) แฟนๆ วอลเลย์บอลชาวไทย ห้ามพลาด! ร่วมส่งแรงใจเชียร์นักกีฬาสาวไทยให้คว้าชัยชนะและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติ

แน่นอนว่าการแข่งขันกับเวียดนามในนัดสุดท้ายจะเป็นเกมที่ยาก เพราะเวียดนามก็เป็นทีมที่แข็งแกร่งเช่นกัน แต่ถ้า “ทัพสาวไทย” เล่นได้ตามมาตรฐานของตัวเอง และได้รับแรงเชียร์จากแฟนๆ อย่างเต็มที่ พวกเธอก็มีโอกาสที่จะคว้าชัยชนะและคว้าแชมป์ ซี วี.ลีก 2025 มาครองได้

มาร่วมส่งแรงใจเชียร์นักตบสาวไทยไปด้วยกัน! พวกเธอคือความภาคภูมิใจของพวกเรา

ที่มา – “ทัพสาวไทย” แรงไม่มีตกชนะ “ฟิลิปปินส์” 3-1 เซต เก็บชัยนัดสอง ศึก “วอลเลย์บอลหญิง ซี วี.ลีก 2025” สนาม 2 ที่เวียดนาม

ทะเลสาบเปลี่ยนเป็นสีเลือด! ลางร้ายในตำนาน?

ฮือฮา! ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา มีคลิปวิดีโอที่ทะเลสาบกาลิลีในอิสราเอลเปลี่ยนเป็นสีแดงคล้ายเลือด ทำเอาชาวเน็ตตกใจและสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น

นักท่องเที่ยวที่ไปเยือนทะเลสาบกาลิลี ทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดของอิสราเอล ต่างก็ประหลาดใจเมื่อเห็นส่วนหนึ่งของทะเลสาบกลายเป็นสีแดงเข้มเหมือนเลือด ทำให้เกิดความกังวลในหมู่ผู้ที่เคร่งศาสนา เพราะกลัวว่าจะเป็นลางร้ายตามที่ปรากฏในพระคัมภีร์

ในพระคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิม มีเรื่องราวที่พระเจ้าทำให้แม่น้ำไนล์กลายเป็นเลือดเพื่อเตือนชาวอียิปต์ เพราะฟาโรห์ไม่ยอมปล่อยชาวอิสราเอลให้เป็นอิสระ

ในพระคัมภีร์บอกว่า น้ำในแม่น้ำกลายเป็นน้ำที่ดื่มไม่ได้ ปลาตาย และเหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงอำนาจที่จะลงโทษกษัตริย์แห่งอียิปต์ คนที่สังเกตการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชุมชนศาสนา จึงมองว่าการเปลี่ยนสีของน้ำครั้งนี้เป็นเหมือนสัญลักษณ์หรือคำทำนายที่สะท้อนถึงภัยพิบัติในอดีต

“องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสว่า ‘เจ้าจะรู้ว่าเราคือองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยสิ่งนี้ ดูเถิด ด้วยไม้เท้าที่อยู่ในมือเรา เราจะตีน้ำในแม่น้ำไนล์ แล้วน้ำนั้นจะกลายเป็นเลือด’” จาก อพยพ 7:17-21

ในภาคพันธสัญญาใหม่ ทะเลสาบแห่งนี้เป็นที่ที่พระเยซูเคยสอนและทำการอัศจรรย์ ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจึงมีความสำคัญต่อผู้ศรัทธา

การอัศจรรย์ที่มีชื่อเสียง เช่น การเดินบนผิวน้ำ การทำให้พายุสงบ ล้วนเกิดขึ้นที่ทะเลสาบกาลิลี

นอกจากนี้ ในบทวิวรณ์ยังกล่าวว่า เมื่อน้ำกลายเป็นเลือด นั่นคือสัญลักษณ์ของการพิพากษาของพระเจ้าในวันสิ้นโลก ดังนั้นเมื่อเกิดเรื่องผิดปกติกับทะเลสาบแห่งนี้ ก็จะมีคนมองว่าเป็นสัญญาณของวันสิ้นโลก ฮือฮาทะเลสาบเปลี่ยนเป็นสีเลือด ทำให้หลายคนกังวล

ฮือฮาทะเลสาบเปลี่ยนเป็นสีเลือด

อย่างไรก็ตาม ในทางวิทยาศาสตร์ สีแดงนี้เกิดจากสาหร่ายสีเขียวชนิดหนึ่งชื่อ Botryococcus braunii ทางการประปาของอิสราเอลอธิบายว่า การที่น้ำในทะเลสาบเปลี่ยนเป็นสีเลือดนั้น เกิดจากการสะสมของเม็ดสีธรรมชาติที่สาหร่ายปล่อยออกมาตามปฏิกิริยาตอบสนองตามธรรมชาติต่อแสงแดดที่แรงกล้า

การประปาอิสราเอลระบุว่า “สีที่เห็นนี้ไม่มีพิษ” และทะเลสาบไม่ได้ก่อให้เกิดปัญหาใดๆ

ผลการทดสอบจากห้องปฏิบัติการวิจัยคินเนเรตยังชี้ให้เห็นว่า น้ำสีแดงในทะเลสาบไม่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพ พวกเขาชี้แจงว่า “ไม่เคยมีรายงานอาการแพ้ในพื้นที่ที่พบสาหร่ายชนิดนี้มาก่อน”

แล้วจริงๆแล้ว เหตุการณ์ทะเลสาบเปลี่ยนเป็นสีเลือดคืออะไรกันแน่?

สรุปแล้ว เหตุการณ์ทะเลสาบเปลี่ยนเป็นสีเลือดที่ทะเลสาบกาลิลีนี้ เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดจากสาหร่าย ไม่ได้เกี่ยวข้องกับลางร้ายหรือสัญญาณวันสิ้นโลกแต่อย่างใด ดังนั้นไม่ต้องตกใจกันไป!

ปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของธรรมชาติ และเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ

ที่มา – ฮือฮาทะเลสาบเปลี่ยนเป็นสีเลือด ผวาเป็นลางร้ายในตำนาน

“ผีแดง” ดวลเป้าดับ “ม่วงมหากาฬ” ปิดปรีซีซั่น

ศึกฟุตบอลอุ่นเครื่องรายการ “สแนปดรากอน คัพ” ที่สนาม โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่ทำให้กองเชียร์ เรด อาร์มี ผิดหวัง เมื่อดวลจุดโทษเอาชนะ ฟิออเรนตินา 5-4 หลังเสมอกันใน 90 นาที 1-1 โดยก่อนเกม “ผีแดง” มีการเปิดตัว 3 นักเตะใหม่อย่าง มาเตอุส กุนญา, ไบรอัน เบอโม และ เบนยามิน เชชโก ต่อหน้าแฟนบอลใน “โรงละครแห่งความฝัน” เป็นครั้งแรกอีกด้วย

ครึ่งแรก ฟิออเรนตินา ซึ่งมี ดาบิด เด เคอา อดีตนายทวาร แมนฯ ยูไนเต็ด ลงเฝ้าเสาเป็นตัวจริง ช็อกแฟนเจ้าถิ่นด้วยการพังประตูขึ้นนำไปก่อน 1-0 จาก ซิมอน โซห์ม ในนาทีที่ 8

อย่างไรก็ตาม แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ยอมแพ้ตามตีเสมอเป็น 1-1 ได้จากการทำเข้าประตูตัวเองของ โรบิน โกเซนส์ กองหลังม่วงมหากาฬ ในนาทีที่ 25

ครึ่งหลัง แมนฯ ยูไนเต็ด ครองบอลบุกแบบวันเวย์ แต่จังหวะสุดท้ายไม่คมพอที่จะพังประตูเพิ่มได้ ครบ 90 นาทีที่ทั้ง 2 ทีมจึงเสมอกัน 1-1 ต้องหาผู้ชนะด้วยการดวลจุดโทษ และก็เป็น เรด เดวิลส์ ที่ยิงแม่นกว่าเอาชนะไปได้หวุดหวิด 5-4.

ภาพ gettyimages

การดวลจุดโทษตัดสินชัยชนะระหว่าง “ผีแดง” และ “ม่วงมหากาฬ” เป็นอะไรที่บีบหัวใจสุดๆ แฟนบอลในสนามคงลุ้นกันแทบขาดใจเลยทีเดียว

“ผีแดง” ดวลเป้าดับ “ม่วงมหากาฬ” ส่งท้ายปรีซีซั่น

เกมนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของนักเตะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ไม่ยอมแพ้แม้จะถูกนำไปก่อนตั้งแต่ต้นเกม การตีเสมอและยื้อจนถึงการดวลจุดโทษ เป็นบทพิสูจน์ถึงสปิริตของทีมอย่างแท้จริง

สรุปผล “ผีแดง” ดวลเป้าดับ “ม่วงมหากาฬ”

  • “ผีแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เฉือนชนะ ฟิออเรนตินา ในการดวลจุดโทษ
  • เกมจบลงด้วยผลเสมอ 1-1 ในเวลา 90 นาที
  • มีการเปิดตัวนักเตะใหม่ 3 คนก่อนเกม

ชัยชนะเหนือ “ม่วงมหากาฬ” ในครั้งนี้ ถือเป็นบทสรุปปรีซีซั่นที่สวยงามของ “ผีแดง” เลยก็ว่าได้ พวกเขาได้ทดลองทีม ได้เห็นศักยภาพของนักเตะใหม่ และได้สร้างความมั่นใจให้กับแฟนบอลก่อนเปิดฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะมาถึง

สำหรับแฟนบอล “ผีแดง” ที่ได้ชมเกมนี้ คงจะรู้สึกตื่นเต้นและมีความหวังกับฤดูกาลใหม่ที่จะมาถึงอย่างแน่นอน การเสริมทัพที่น่าสนใจ บวกกับสปิริตของทีมที่แข็งแกร่ง ทำให้พวกเขามีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในฤดูกาลนี้อย่างแน่นอน มาร่วมส่งแรงใจเชียร์ “ผีแดง” ให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างแข็งแกร่งกันต่อไป!

แน่นอนว่า การแข่งขันอุ่นเครื่องนี้ เป็นโอกาสที่ดีในการทดสอบทีม และปรับปรุงแก้ไขจุดที่ยังต้องพัฒนา ก่อนที่จะเข้าสู่การแข่งขันจริงจังในฤดูกาลที่จะถึงนี้ อย่าพลาดติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของทีม “ผีแดง” อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้พลาดทุกเหตุการณ์สำคัญ!

การที่ “ผีแดง” สามารถ “ดวลเป้าดับ “ม่วงมหากาฬ” ส่งท้ายปรีซีซั่น” ได้นั้น แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของทีมในการเผชิญหน้ากับความท้าทายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต การฝึกซ้อมอย่างหนัก และการมีสปิริตของทีมที่แข็งแกร่ง จะเป็นกุญแจสำคัญที่นำพาพวกเขาไปสู่ความสำเร็จ

ที่มา – “ผีแดง” ดวลเป้าดับ “ม่วงมหากาฬ” ส่งท้ายปรีซีซั่น

ผู้ว่าฯ สุรินทร์เยี่ยมกำลังพลชายแดนไทย-กัมพูชา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยกำลังพลและราษฎรที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ ผู้ว่าฯ สุรินทร์ เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ไปมอบแก่กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อมกับทรงรับผู้บาดเจ็บทุกคนไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ด้วย

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2568 เวลา 19.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายชำนาญ ชื่นตา ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่ สิบเอก อนันต์ ขอมกิ่ง และพลทหาร พีระพัฒน์ บุญเกิด กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมทรงรับผู้บาดเจ็บทั้งหมดไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้ ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่กำลังพลอย่างหาที่สุดมิได้

ผู้ว่าฯ สุรินทร์ เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน เยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลที่บาดเจ็บจากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเสมอมา ด้วยเหตุผลทางภูมิรัฐศาสตร์และประวัติศาสตร์ที่ซับซ้อน การปฏิบัติหน้าที่ของกำลังพลในพื้นที่ดังกล่าวจึงมีความเสี่ยงสูง และการได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ถือเป็นความเสียสละอย่างยิ่ง การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยและพระราชทานความช่วยเหลือแก่กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บ จึงเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติหน้าที่อย่างมาก

การที่ผู้ว่าฯ สุรินทร์เป็นผู้แทนพระองค์ในการเชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่รัฐบาลและสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ความสำคัญต่อกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงภัย นอกจากนี้ การที่ทรงรับผู้บาดเจ็บไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับกำลังพลและครอบครัวว่า พวกเขาจะไม่ถูกทอดทิ้ง และจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด

ความสำคัญของการเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพล

การเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บ ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการแสดงให้เห็นว่า พวกเขาไม่ได้อยู่เพียงลำพัง และมีผู้ที่ห่วงใยและพร้อมให้ความช่วยเหลือ การได้รับกำลังใจจากผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน และประชาชนทั่วไป จะช่วยให้กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บมีกำลังใจในการรักษาตัว และกลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่อีกครั้ง

นอกจากนี้ การเยี่ยมให้กำลังใจยังเป็นการสร้างความสามัคคีในหมู่กำลังพล และเป็นการส่งเสริมให้พวกเขามีจิตสำนึกในการเสียสละเพื่อชาติบ้านเมืองมากยิ่งขึ้น การที่ผู้ว่าฯ สุรินทร์ เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน จึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความใส่ใจที่สถาบันพระมหากษัตริย์มีต่อกำลังพลทุกนาย

การได้รับพระมหากรุณาธิคุณในครั้งนี้ ถือเป็นเกียรติประวัติและความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของกำลังพลทุกนาย และจะเป็นแรงผลักดันให้พวกเขามุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติบ้านเมืองต่อไป

สรุปแล้ว การที่ ผู้ว่าฯ สุรินทร์ เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน เยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลที่บาดเจ็บจากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา นั้น เป็นการแสดงออกถึงพระมหากรุณาธิคุณและความห่วงใยที่สถาบันพระมหากษัตริย์มีต่อทหารกล้าที่เสียสละเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

ที่มา – ผู้ว่าฯ สุรินทร์ เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน เยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลที่บาดเจ็บจากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

ศาลสั่งเบรก! บริจาคเงินขึ้นสวรรค์ จริงหรือ?

เรื่องราวสุดแปลกเกิดขึ้น เมื่อศาลสูงในไอร์แลนด์ต้องเข้ามาดูแลผลประโยชน์ของเกษตรกรรายหนึ่งที่ตัดสินใจขายทรัพย์สินจำนวนมาก แล้วนำเงินไปบริจาคให้คนยากจน โดยเขาเชื่อว่าพระเจ้าสั่งให้ทำเช่นนั้น เพื่อแลกกับการได้ขึ้นสวรรค์ นี่คือเรื่องราวของ ศาลสั่งเบรกหนุ่มใหญ่ใจดีบริจาคเงินหลายล้านให้คนจน เชื่อว่าทำแล้วจะได้ขึ้นสวรรค์

เกษตรกรชาวไอริชวัย 40 กว่า ได้ขายที่ดินไปเมื่อไม่นานมานี้ ได้เงินมาประมาณ 600,000 ยูโร (ราว 22.4 ล้านบาท) และได้บริจาคเงินไปกว่าครึ่งหนึ่งให้กับผู้ยากไร้

ชายผู้นี้อ้างว่า พระเจ้าบอกให้เขามอบเงินทั้งหมดให้กับคนยากจน แล้วเขาจะได้ขึ้นสวรรค์เป็นการตอบแทน เขาจึงตัดสินใจขายฟาร์มและเริ่มทำการบริจาคอย่างต่อเนื่อง

ผู้พิพากษาไมเคิล ทูมีย์ แห่งศาลสูงไอร์แลนด์ ได้รับทราบว่าเมื่อสัปดาห์ก่อน เกษตรกรรายนี้ได้มอบเงินสด 1,000 ยูโร (ประมาณ 38,000 บาท) ให้กับหญิงเร่ร่อนที่เขาพบเจอ และในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ยอดเงินในบัญชีธนาคารของเขาก็ลดลงอย่างน่าตกใจ

แคเทอรีน เคลลาเฮอร์ ทนายความของเขา กล่าวว่า เงินในบัญชีธนาคารกำลังไหลออกอย่างรวดเร็ว เธออธิบายต่อศาลว่า “ดิฉันได้รับแจ้งเมื่อเช้านี้ว่า หนึ่งในบัญชีธนาคารของเขามีการเบิกเงินเกินบัญชีไปแล้ว 65,000 ยูโร (ประมาณ 2.4 ล้านบาท) ในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ เขาบริจาคเงินเพิ่มไปอีกประมาณ 38,000 ยูโร (ราว 1.4 ล้านบาท)”

จากเงินทั้งหมด 600,000 ยูโรที่ได้จากการขายฟาร์ม ตอนนี้เขามีเงินเหลือเพียง 250,000 ยูโร (ประมาณ 9.3 ล้านบาท) และมีแนวโน้มว่าจะบริจาคเงินทั้งหมดเพื่อแลกกับการได้ขึ้นสวรรค์ ทนายเคลลาเฮอร์จึงยื่นคำร้องต่อศาลสูง เพื่อขอแต่งตั้งผู้พิทักษ์ชั่วคราวเพื่อปกป้องเกษตรกรรายนี้

ผู้พิทักษ์ชั่วคราว คือบุคคลอิสระที่ได้รับการแต่งตั้งจากศาล เพื่อเป็นตัวแทนและปกป้องผลประโยชน์ของผู้ที่พวกเขาได้รับมอบหมายให้ดูแล

หลังจากพิจารณาหลักฐาน ผู้พิพากษาทูมีย์จึงแต่งตั้งผู้พิทักษ์ชั่วคราวให้เกษตรกรรายนี้ เพื่อดำเนินการทุกอย่างที่จำเป็นในการช่วยเหลือเขา

ศาลจะกลับมาพิจารณาคดีอีกครั้งในเดือนกันยายน โดยมีคำสั่งศาลห้ามเปิดเผยตัวตนของชายใจบุญรายนี้

ศาลสั่งเบรกหนุ่มใหญ่ใจดีบริจาคเงินหลายล้านให้คนจน เชื่อว่าทำแล้วจะได้ขึ้นสวรรค์

เรื่องราวนี้กลายเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคม หลายคนตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการตัดสินใจของเกษตรกรรายนี้ และบทบาทของศาลในการเข้ามาดูแลผลประโยชน์ของประชาชน

ทำไมศาลต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่อง ศาลสั่งเบรกหนุ่มใหญ่ใจดีบริจาคเงินหลายล้านให้คนจน เชื่อว่าทำแล้วจะได้ขึ้นสวรรค์

การที่ศาลเข้ามาเกี่ยวข้องนั้น เป็นเพราะมีความกังวลว่าการบริจาคเงินทั้งหมดของเกษตรกรรายนี้ อาจเป็นการตัดสินใจที่ขาดความรอบคอบ และอาจส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของเขาในอนาคต ผู้พิทักษ์ชั่วคราวที่ได้รับการแต่งตั้ง จะมีหน้าที่ในการดูแลจัดการทรัพย์สินที่เหลืออยู่ และให้คำแนะนำแก่เกษตรกรรายนี้ เพื่อให้เขาตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม

ประเด็นสำคัญที่น่าพิจารณาจากเรื่องราว ศาลสั่งเบรกหนุ่มใหญ่ใจดีบริจาคเงินหลายล้านให้คนจน เชื่อว่าทำแล้วจะได้ขึ้นสวรรค์:

  • ความเชื่อและความศรัทธา: ความเชื่อทางศาสนาเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่การกระทำใดๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้อื่นหรือต่อตนเอง ควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ
  • การจัดการทรัพย์สิน: การวางแผนทางการเงินและการจัดการทรัพย์สินเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะสามารถดูแลตนเองและครอบครัวได้ในระยะยาว
  • บทบาทของศาล: ศาลมีหน้าที่ในการปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่อาจไม่สามารถดูแลตนเองได้

เรื่องราวของ ศาลสั่งเบรกหนุ่มใหญ่ใจดีบริจาคเงินหลายล้านให้คนจน เชื่อว่าทำแล้วจะได้ขึ้นสวรรค์ เป็นอุทาหรณ์ให้เราได้คิดถึงความสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างมีสติ การตัดสินใจใดๆ ควรอยู่บนพื้นฐานของเหตุผลและความรอบคอบ เพื่อให้เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนเองและผู้อื่น

ที่มา – ศาลสั่งเบรกหนุ่มใหญ่ใจดีบริจาคเงินหลายล้านให้คนจน เชื่อว่าทำแล้วจะได้ขึ้นสวรรค์

เสนอสร้าง ‘ฐานข้อมูลคณะสงฆ์กลาง’ เพื่อความเชื่อมั่น

พระวัฒนวชิรเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาสวิหาร เลขานุการเจ้าคณะภาค 17-18 (ธรรมยุต) กล่าวว่า ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติสั่งการให้ตำรวจทุกสถานีลงพื้นที่เก็บข้อมูลวัดทั่วประเทศกว่า 44,000 แห่ง เพื่อรวบรวมจำนวนพระภิกษุสามเณร ผู้พักอาศัย ตลอดจนข้อมูลส่วนบุคคล และแม้กระทั่งข้อมูลบัญชีธนาคารของพระแต่ละรูป ภารกิจเร่งด่วนนี้ครอบคลุมพระภิกษุสามเณร 290,143 รูป เหตุการณ์นี้สร้างความสับสนและข้อถกเถียงในสังคม โดยเฉพาะประเด็นกรอบกฎหมาย การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และความจำเป็นของการเก็บข้อมูลซ้ำซ้อน ช่องว่างด้านระบบข้อมูลคณะสงฆ์ ปัจจุบัน ประเทศไทย ยังไม่มีระบบฐานข้อมูลคณะสงฆ์กลางที่ทันสมัยและตรวจสอบได้แบบเรียลไทม์ ที่ผ่านมาข้อมูลถูกเก็บผ่านสายการปกครองตั้งแต่เจ้าคณะตำบลจนถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) พร้อมใช้ “หนังสือสุทธิ” แบบกระดาษที่ไม่สามารถเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรหรือหน่วยงานรัฐอื่นได้

พระวัฒนวชิรเมธี กล่าวต่อไปว่า ในโลกยุค Digital Disruption ตัวอย่างความสำเร็จจากภาคส่วนอื่น ในหลายวงการของประเทศ ฐานข้อมูลกลางที่เชื่อมโยงกันได้พิสูจน์แล้วว่าช่วยเพิ่มประสิทธิภาพอย่างมาก เช่น การเงิน ธนาคารพาณิชย์เชื่อมข้อมูลกับธนาคารแห่งประเทศไทยและเครดิตบูโร ทำให้ตรวจสอบและโอนเงินได้ทันที สาธารณสุข ระบบ HosXP และฐานข้อมูลสปสช. เชื่อมข้อมูลผู้ป่วยทั่วประเทศ ให้การรักษาต่อเนื่องแม้ย้ายโรงพยาบาล การปกครอง ฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรของกรมการปกครอง เชื่อมกับทุกหน่วยงานรัฐ ใช้บัตรประชาชนใบเดียวตรวจสอบได้  การศึกษา ระบบ MOE Digital เชื่อมข้อมูลนักเรียนทั้งประเทศ ทำให้ติดตามประวัติการเรียนได้แม้เปลี่ยนโรงเรียน

พระวัฒนวชิรเมธี กล่าวอีกว่า ดังนั้นข้อเสนอเชิงนโยบาย เสนอให้จัดตั้งระบบฐานข้อมูลคณะสงฆ์กลาง (Centralized Clergy Database) โดยมีพศ.เป็นเจ้าภาพหลัก ร่วมมือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงมหาดไทย สำนักทะเบียนราษฎร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระบบนี้ควรเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร ใช้บัตรประชาชนเพียงใบเดียวพิสูจน์ตัวตน และบันทึกข้อมูลตั้งแต่การขอบรรพชาอุปสมบท การโยกย้ายวัด การเลื่อนสมณศักดิ์ จนถึงการลาสิกขา พร้อมเหตุผลและหลักฐานประกอบ ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น:

  • ข้อมูลแม่นยำและอัปเดตเรียลไทม์ ลดความผิดพลาดและซ้ำซ้อน
  • ลดความโกลาหลจากการเก็บข้อมูลซ้ำหลายหน่วยงาน
  • เพิ่มความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นจากสังคม
  • รองรับยุทธศาสตร์รัฐบาลดิจิทัล และเสริมความมั่นคงของพระพุทธศาสนา

เสนอจัดทำ ‘ฐานข้อมูลคณะสงฆ์กลาง’ อัปเดตแบบเรียลไทม์ สร้างความเชื่อมั่นสังคม

ทำไมต้องมีฐานข้อมูลคณะสงฆ์กลาง?

การมีฐานข้อมูลคณะสงฆ์กลางที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยให้การบริหารจัดการข้อมูลพระสงฆ์เป็นไปอย่างถูกต้อง แม่นยำ และทันสมัย ลดปัญหาความซ้ำซ้อนในการจัดเก็บข้อมูล และเพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินงานของคณะสงฆ์ ซึ่งจะส่งผลดีต่อความศรัทธาและความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อพระพุทธศาสนา นอกจากนี้ยังเป็นการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อวงการสงฆ์อีกด้วย

การสร้างระบบฐานข้อมูลนี้ไม่ใช่แค่การเก็บข้อมูล แต่เป็นการสร้างความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ทั้งคณะสงฆ์ ภาครัฐ และประชาชนทั่วไป การมีระบบที่ดีจะช่วยส่งเสริมให้พระพุทธศาสนามีความมั่นคงและยั่งยืนสืบไป

ที่มา – เสนอจัดทำ ‘ฐานข้อมูลคณะสงฆ์กลาง’ อัปเดตแบบเรียลไทม์ สร้างความเชื่อมั่นสังคม

รวบ ‘บอสชาวจีน’ แก๊งคอลฯ ตุ๋นเทรดทองคำ 18 ล้าน!

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พล.ต.ท.กิติศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ผบช.ภ.6 พร้อมด้วย พล.ต.ต.ณัฐวุฒิ ภาคภูมิ รอง ผบช.ภ.6, พล.ต.ต.เดชพล เปรมศิริ ผบก.สส.ภ.6 ,สั่งการให้ พ.ต.อ.สุทธิเวท บุญยรัตกลิน รอง ผบก.สส.ภ.6, พ.ต.อ.ธัชพงศ์ วงศ์พัฒนานิวาศ รอง ผบก.บก.สสภ.6, พ.ต.อ.ทวีศักดิ์ ถาบุญชู ผกก.สืบสวน 2 บก.สส.ภ.6, พ.ต.อ.วรเชษฐ์ พลขันธ์ ผกก.ปพ.บก.สส.ภ.6, พ.ต.ท.เด่นเดียว ดอนตุ้มไพร รอง ผกก.สืบสวน 2 บก.สส.ภ.6 นำกำลังจับกุม Mr. ZHENG YONGBIN อายุ 35 ปี ชาวจีน ได้ที่บ้านพักพื้นที่ ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี

สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ทางตำรวจ PCT และชุดสืบสวนภูธร ภาค 6 กระจายกำลังเข้าจับกุมเครือข่ายบัญชีม้า หลอกเทรดหุ้นทองคำ ที่หลอกเหยื่อสร้างความเสียหายไม่ต่ำกว่า 18 ล้านบาท คดีนี้เริ่มจากมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความกับ ตำรวจ สภ.เมืองกำแพงเพชร ว่าถูกแก๊งมิจฉาชีพ ชักชวนลงทุนซื้อขายหุ้นทองคำ อ้างว่าจะได้รับผลตอบแทนสูง แต่หลังโอนเงินไปแล้วติดต่อไม่ได้

โดยสามารถจับกุมเครือข่ายบัญชีม้า ผู้สั่งการให้โอนเงินชาวไทย ผู้รวบรวมเงินให้หัวหน้าชาวไทยที่ติดต่อกับผู้บริหาร Boss ชาวจีน โดยร่วมกันถอนเงินพื้นที่ กทม. และปริมณฑล ต่อมาชุดสืบสวนทราบว่าผู้ต้องหารายนี้เป็นเครือข่ายร่วมกันฟอกเงิน ให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกลงทุนเทรดทองคำ จึงนำกำลังจับกุมและตรวจยึดโทรศัพท์มือถือ จำนวน 2 เครื่อง และเงินสด จำนวน 148,400 บาท พร้อมนำตัวและของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองกำแพงเพชร ต่อไป

รวบ ‘บอสชาวจีน’ ตัวการแก๊งคอลฯ ตุ๋นเหยื่อเทรดทองคำสูญเงิน 18 ล้าน

จากข่าวการจับกุม ‘บอสชาวจีน’ ตัวการแก๊งคอลฯ ตุ๋นเหยื่อเทรดทองคำสูญเงิน 18 ล้าน ทำให้เราต้องตระหนักถึงภัยร้ายของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่พัฒนารูปแบบการหลอกลวงอยู่เสมอ การลงทุนที่ดูดีเกินจริง มักแฝงไปด้วยอันตรายที่คาดไม่ถึง การตรวจสอบข้อมูลและความน่าเชื่อถือของบริษัทหรือแพลตฟอร์มการลงทุนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

วิธีการหลีกเลี่ยงการตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์

  • อย่าหลงเชื่อข้อเสนอที่ดูดีเกินจริง: ผลตอบแทนที่สูงเกินจริงมักเป็นสัญญาณของกลโกง
  • ตรวจสอบข้อมูลบริษัท: ตรวจสอบว่าบริษัทที่ชักชวนลงทุนมีตัวตนจริงและได้รับอนุญาตให้ดำเนินธุรกิจหรือไม่
  • อย่าเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว: ระมัดระวังในการให้ข้อมูลส่วนตัวแก่บุคคลที่ไม่รู้จัก
  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: หากไม่แน่ใจ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนก่อนตัดสินใจ
  • ติดตามข่าวสาร: อัพเดทข่าวสารเกี่ยวกับกลโกงต่างๆ อยู่เสมอ

การจับกุม ‘บอสชาวจีน’ ตัวการแก๊งคอลฯ ตุ๋นเหยื่อเทรดทองคำสูญเงิน 18 ล้าน ครั้งนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสร้างภูมิคุ้มกันให้ตนเองและคนรอบข้าง เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพเหล่านี้ การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง โปรดศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ

คดี ‘บอสชาวจีน’ ตัวการแก๊งคอลฯ ตุ๋นเหยื่อเทรดทองคำสูญเงิน 18 ล้าน แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนและขอบข่ายที่กว้างขวางของอาชญากรรมทางไซเบอร์ การทำงานร่วมกันของหน่วยงานต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมประเภทนี้

การตระหนักรู้ถึงกลโกงต่างๆ และการมีสติอยู่เสมอเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราปลอดภัยจากการหลอกลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และขอเป็นกำลังใจให้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ สามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

ที่มา – รวบ ‘บอสชาวจีน’ ตัวการแก๊งคอลฯ ตุ๋นเหยื่อเทรดทองคำสูญเงิน 18 ล้าน

เศร้า! น้ำท่วมฉับพลันกานซู ดับ 13 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ว่าสำนักข่าวซินหัวและสถานีวิทยุโทรทัศน์กลางแห่งประเทศจีน ( ซีซีทีวี ) รายงานว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากอุทกภัย ซึ่งเป็นผลจากฝนที่ตกลงมาอย่างหนักภายในเวลาอันรวดเร็ว ในพื้นที่หุบเขาของมณฑลกานซู ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เพิ่มเป็นอย่างน้อย 13 ราย และเจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งค้นหาผู้สูญหายอีกอย่างน้อย 30 คน สถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันที่มณฑลกานซูครั้งนี้ สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อชีวิตและทรัพย์สิน

เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งค้นหาผู้สูญหาย ในพื้นที่ประสบอุทภัย ที่เขตอวี้จง ของมณฑลกานซู ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน
เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งค้นหาผู้สูญหาย ในพื้นที่ประสบอุทภัย ที่เขตอวี้จง ของมณฑลกานซู ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน

ด้านประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกแห่งเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย ขณะที่คณะรัฐมนตรีจีนมีมติจัดสรรงบประมาณ 100 ล้านหยวน เพื่อช่วยเหลือมณฑลกานซูเป็นการฉุกเฉิน

ขณะที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติจีนประกาศเตือนภัยฝนตกหนัก ระดับ “สีเหลือง” และใช้แผนรับมืออุทกภัยในมณฑลเจียงซู อานฮุย หูเป่ย์ และเทศบาลนครฉงชิ่ง.

สถานการณ์ น้ำท่วมฉับพลันที่มณฑลกานซู เป็นเครื่องเตือนใจถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความจำเป็นในการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติ

น้ำท่วมฉับพลันที่มณฑลกานซู

เหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันที่มณฑลกานซูครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของภัยธรรมชาติ ที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การเตรียมความพร้อมและมีระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

ความช่วยเหลือและมาตรการรับมือต่อ น้ำท่วมฉับพลันที่มณฑลกานซู

รัฐบาลจีนได้เร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งจัดสรรงบประมาณเพื่อฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาระยะยาว เช่น การปรับปรุงระบบระบายน้ำ และการวางผังเมืองให้สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ เป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไป เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

นอกจากนี้ การให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับวิธีรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน และการฝึกซ้อมอพยพ ก็เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ทุกคนสามารถช่วยเหลือตัวเองและผู้อื่นได้อย่างปลอดภัย

สถานการณ์ น้ำท่วมฉับพลันที่มณฑลกานซู ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน การใช้น้ำอย่างประหยัด และการอนุรักษ์แหล่งน้ำ เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องร่วมมือกัน เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดภัยแล้งและน้ำท่วมในอนาคต

ภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การเตรียมความพร้อมและการจัดการที่ดี จะช่วยลดความสูญเสียและผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ เราทุกคนจึงต้องตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกัน และร่วมมือกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยและยั่งยืน

ที่มา – น้ำท่วมฉับพลันที่มณฑลกานซูของจีน มีผู้เสียชีวิตแล้ว 13 ราย

ญาติปิดบ้านเงียบ! เยี่ยม จ.ส.อ.ธานี เหยียบระเบิด

จากกรณีศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ร้อย.ร.111 ได้นำกำลังพลลาดตะเวนเส้นทาง เพื่อวางลวดหนามป้องกันพื้นที่ บริเวณรอยต่อ โดนเอาว์-กฤษณา จ.ศรีสะเกษ โดยมี จ.ส.อ.ธานี พาหา เป็นหัวหน้าชุด และกำลังพบ 2 นาย ในระหว่างที่ออกตรวจสอบเส้นทาง ได้เหยียบกับระเบิด ทำให้ จ.ส.อ.ธานี ข้อเท้าซ้ายท่อนล่างขาด พลทหาร ภาคภูมิ ไชยสุระ บาดเจ็บที่แขน และด้านหลัง และ พลทหารธนันชัย ไกรวงค์ โดยแรงอัด และเจ็บแก้วหู นั่น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่บ้านเสารีก ต.พระเหลา อ.พนา จ.อำนาจเจริญ ซึ่งเป็นบ้านของ จ.ส.อ.ธานี ปรากฏว่าบ้านปิดเงียบ รวมไปถึงบ้านญาติพี่น้องก็ปิดเงียบทั้งหมด คาดว่าหลังทราบข่าว ได้พาครอบครัวไปเยี่ยมให้กำลังใจ จ.ส.อ.ธานี ที่โรงพยาบาล โดยหนึ่งในเพื่อนบ้าน เปิดเผยว่า หลังจากทราบข่าวตนรู้สึกสะเทือนใจมาก ไม่คิดไม่ฝันว่าจะยังเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก โดย จ.ส.อ.ธานี เป็นเพื่อนตน เล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก เป็นคนที่ดีมาก ๆ เวลาไม่ไปประจำอยู่ที่ค่ายก็จะกลับมาดูแลครอบครัวที่บ้าน ตนก็หวังว่า จ.ส.อ.ธานี จะหายไว ๆ

ด้าน นางวิไล สิถิรบุตร อายุ 53 ปี เครือญาติ จ.ส.อ.ธานี กล่าวว่า ตอนทราบข่าวเหมือนหัวใจแตกสลาย ใจหายมาก ๆ กลัวว่าหลานชายจะเป็นอะไรไป ตอนนี้ที่บ้านไม่ใครอยู่เลย เพราะกพากันไปเยี่ยมให้กำลังใจ จ.ส.อ.ธานี กันหมด เมื่อช่วงเช้าก่อนที่จะได้ข่าว แม่ของ จ.ส.อ.ธานี ก็มานั่งที่บ้านของตน ก่อนจะกลับไปบ้านช่วงสาย ๆ หลังทราบต่างพากันตกใจ แต่ก็ได้รับการยืนยันว่าตอนนี้ปลอดภัยดีแล้ว ครอบครัวและญาติก็รีบต่างพากันไปเยี่ยมที่ รพ.สรรพสิทธิ์ประสงค์ จ.อุบลราชธานี กันหมดทั้งบ้าน

ญาติปิดบ้านเงียบ! รีบไปเยี่ยม ‘จ.ส.อ.ธานี’ ที่รพ. หลังทราบข่าวเหยียบกับระเบิด สูญเสียเท้าซ้าย

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ จ.ส.อ.ธานี สร้างความสะเทือนใจให้กับคนในชุมชนและญาติพี่น้องเป็นอย่างมาก การสูญเสียอวัยวะเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่กำลังใจจากคนรอบข้างเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ จ.ส.อ.ธานี ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

กำลังใจจากเพื่อนบ้านและญาติพี่น้องส่งถึง จ.ส.อ.ธานี

เพื่อนบ้านและญาติพี่น้องต่างรวมใจส่งกำลังใจให้ จ.ส.อ.ธานี หายป่วยไวๆ และกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ แม้ว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นเรื่องที่น่าเศร้า แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความรักและความห่วงใยที่คนในชุมชนมีให้กัน

ทางเราขอร่วมส่งกำลังใจให้ จ.ส.อ.ธานี และครอบครัว ขอให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ด้วยดี และขอให้ จ.ส.อ.ธานี กลับมาแข็งแรงในเร็ววัน

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้เราตระหนักถึงอันตรายของกับระเบิด และความสำคัญของการเก็บกู้กับระเบิดให้หมดไป เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

การที่ญาติปิดบ้านเงียบและรีบไปเยี่ยม จ.ส.อ.ธานี ที่โรงพยาบาล แสดงให้เห็นถึงความรักและความห่วงใยที่พวกเขามีต่อเขา และเป็นกำลังใจสำคัญที่จะช่วยให้เขาผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

ที่มา – ญาติปิดบ้านเงียบ! รีบไปเยี่ยม ‘จ.ส.อ.ธานี’ ที่รพ. หลังทราบข่าวเหยียบกับระเบิด สูญเสียเท้าซ้าย

บุ๋ม ปนัดดา รับของ หลวงพ่อวราห์ ช่วยทหารชายแดน

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ที่วัดโพธิ์ทอง กรุงเทพฯ บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี โฆษกจิตอาสา ศบ.ทก. เข้าพบ “หลวงพ่อวราห์” พระเทพวชิระวิทยานุสิฐ วราห์ ปุญฺญวโร เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ทอง เพื่อรับมอบผ้ายันต์ เหรียญครุฑ เครื่องอุปโภคบริโภค และเงินสดจำนวน 5 แสนบาท เพื่อนำไปมอบให้แก่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามเเนวชายแดนไทย-กัมพูชา

บุ๋ม ปนัดดา กับการช่วยเหลือทหารชายแดน

บุ๋ม ปนัดดา ได้เปิดเผยว่าได้รับการประสานงานจากหลวงพ่อวราห์ เพื่อให้เข้ารับมอบผ้ายันต์ เหรียญครุฑ และสิ่งของจำเป็นต่างๆ เพื่อนำไปมอบให้แก่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน ซึ่งเป็นการส่งมอบขวัญและกำลังใจให้แก่ผู้ที่เสียสละปกป้องประเทศชาติ นอกจากนี้ ยังมีการมอบเงินจำนวน 5 แสนบาทเพื่อสนับสนุนการสร้างและซ่อมแซมบังเกอร์ที่พักอาศัยของทหารอีกด้วย

สำหรับผ้ายันต์ที่ บุ๋ม ปนัดดา รับมอบในครั้งนี้ เป็นผ้ายันต์หลวงพ่อวราห์ วัดโพธิ์ทอง รุ่นบูชาครู จำนวน 2,000 ผืน และเหรียญครุฑจำนวน 2,000 เหรียญ

บุ๋ม ปนัดดา รับของ หลวงพ่อวราห์

ประณามเหตุทหารเหยียบกับระเบิด

นอกเหนือจากการรับมอบสิ่งของเพื่อช่วยเหลือทหารแล้ว บุ๋ม ปนัดดา ยังได้ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นกรณีทหารไทยเหยียบกับระเบิดในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยได้ประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และเป็นการละเมิดอนุสัญญาและข้อตกลงหยุดยิงอย่างชัดเจน พร้อมทั้งยืนยันว่าจะดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลโลกเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม

จากกรณีที่ฝ่ายกัมพูชาโต้ตอบว่าการแต่งตั้ง บุ๋ม ปนัดดา เป็นโฆษกในครั้งนี้เป็นเพราะชื่อเสียงและความเป็นนางงามของเธอ บุ๋ม ปนัดดา ได้ตอบกลับว่าประเทศไทยใช้มงกุฎเพียงมงกุฎเดียว และมงกุฎคือสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ นอกจากนี้เธอยังมีทั้งสมองและประสบการณ์ในการทำงานจริงกับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนอีกด้วย

บุ๋ม ปนัดดา

เมื่อถูกถามถึงความเห็นต่อ พล.ท.มาลี โสเจียตา บุ๋ม ปนัดดา กล่าวว่ายังไม่มีอะไรจะฝากถึง เนื่องจากอีกฝ่ายไม่ได้กล่าวถึงตนโดยตรง และมองว่าการแต่งตั้งตนเป็นโฆษก ศบ.ทก. เพื่อตอบโต้ พล.ท.มาลี เป็นเพียงเรื่องตลกขบขัน แต่ในความเป็นจริงประเทศไทยต้องการสื่อสารความจริงให้สังคมโลกได้รับรู้ และได้มองข้าม พล.ท.มาลี ไปแล้ว

ส่วนกรณีที่กัมพูชาขอให้ทหารไทยหยุดใช้หนังสติ๊กในการโจมตี บุ๋ม ปนัดดา กล่าวว่าทางกัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มก่อน และทหารกัมพูชาได้มีการถ่ายคลิปวิดีโอการใช้หนังสติ๊กยิงใส่ทหารไทย ซึ่งถือเป็นหลักฐาน

สิ่งที่ บุ๋ม ปนัดดา ทำนั้นแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความตั้งใจในการช่วยเหลือทหารที่เสียสละเพื่อชาติอย่างแท้จริง การกระทำเช่นนี้ควรค่าแก่การยกย่องและเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม

ที่มา – “บุ๋ม ปนัดดา” รับผ้ายันต์-เหรียญครุฑ “หลวงพ่อวราห์” แจกทหารชายแดน