ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

อิตาลีปรับครึ่งล้าน! นักเดินป่าไม่ฟังคำเตือน

ช็อก! อิตาลีอาจเรียกปรับเงินกว่าครึ่งล้านนักเดินป่า เหตุติดดินถล่มเพราะไม่ฟังคำเตือน! สำนักข่าวต่างประเทศรายงานกรณีทางการอิตาลีอาจสั่งปรับนักเดินป่าสูงวัยที่ฝ่าฝืนคำเตือนห้ามเข้าพื้นที่ในบริเวณเทือกเขาโดโลไมต์จนติดอยู่กลางสถานการณ์ดินถล่มและต้องส่งเฮลิคอปเตอร์ไปรับตัวออกมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

หน่วยงานกู้ภัยอัลไพน์และถ้ำเวเนโต (CNSAS) โพสต์ข้อความและภาพถ่ายเฟซบุ๊กเพจของหน่วยงาน ระบุว่าพวกเขาได้รับแจ้งเหตุร้ายจากนักเดินป่าวัย 60 ปีจากอังกฤษ ซึ่งไม่เปิดเผยชื่อว่าเขา “อยู่บนเส้นทางแบร์ติ เวีย แฟร์ราตา และมีหินตกลงมาจากด้านบน” 

โพสต์ระบุว่า นักเดินป่ารุ่นปู่ไม่สนใจป้ายบอกทางที่เตือนว่าเป็นเส้นทางอันตรายและถูกปิดเนื่องจากมีหินตกลงมา นอกจากนี้ เขายังออกเดินป่าโดยไม่มีอุปกรณ์ที่เหมาะสม

เนื่องจากไม่มีอุปกรณ์บอกตำแหน่งระบบจีพีเอสหรืออุปกรณ์ที่คล้ายกัน ชายคนนี้จึงไม่สามารถแจ้งพิกัดที่แน่ชัดของตัวเองได้ ทำให้การค้นหาล่าช้าออกไป เจ้าหน้าที่ CNSAS ระบุว่า หลังจากที่ประเมินตำแหน่งคร่าวๆ ได้แล้วก็แจ้งให้เขาอยู่ในจุดกำบังและรอความช่วยเหลือ เพราะขณะนั้นมีเมฆปกคลุมทั้งภูเขา

“เมื่อฟ้าเปิด ทีมกู้ภัยภูเขาซานวิโต ดิคาโดเร ก็พบว่านักปีนเขาคนนี้อยู่ตรงกลางจุดที่เกิดดินถล่มพอดี ที่ระดับความสูง 2,400 เมตร” CNSAS โพสต์เล่าเหตุการณ์

นักเดินป่าสูงวัยผู้นี้เพิกเฉยต่อป้ายเตือนอย่างน้อย 4 ป้ายที่ติดไว้เป็นภาษาอิตาลีและภาษาอังกฤษ แจ้งเตือนบรรดานักเดินป่าว่าไม่ควรเข้าไปในพื้นที่ นอกจากนี้ เขายังข้ามสิ่งกีดขวางที่สูงชันเพื่อเข้าไปในเขตห้ามเข้าอีกด้วย 

ทีมงานต้องปิดเส้นทางตามแนวเทือกเขาเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือชายคนนี้ ซึ่งเป็นไปอย่างยากลำบากและต้องอาศัยเฮลิคอปเตอร์ถึง 2 ลำในการปฏิบัติการ  

หลังจากที่นำตัวนักเดินป่าชาวอังกฤษออกจากภูเขาอย่างปลอดภัยแล้ว เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เขาก็ได้รับแจ้งให้จ่ายเงินจำนวน 14,225 ยูโร หรือประมาณ 536,000 บาท เป็นค่าใช้จ่ายการใช้งานเฮลิคอปเตอร์กู้ภัยสองลำและเจ้าหน้าที่สนับสนุนอีกกว่าสิบนายที่ช่วยพาตัวเขาออกมา

หากนักเดินป่าสูงวัยรายนี้มาจากประเทศที่เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป เขาคงถูกปรับเพียงไม่กี่ร้อยยูโร แต่เขาสูญเสียสิทธิพิเศษนี้ไปหลังจากสหราชอาณาจักรถอนตัวออกจากการกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปเมื่อปี 2563 

ฤดูร้อนนี้เป็นฤดูกาลเดินป่าที่อันตรายที่สุดของอิตาลีในรอบศตวรรษที่ผ่านมา เนื่องจากมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และจำนวนผู้แจ้งเหตุกู้ภัยเพิ่มขึ้นถึง 20% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

ตามข้อมูลของ CNSAS เพียงระหว่างวันที่ 21 มิถุนายนถึง 23 กรกฎาคมที่ผ่านมาก็พบผู้เสียชีวิต 80 รายตามแนวเทือกเขาแอลป์และเทือกเขาโดโลไมต์ของอิตาลีและยังมีอีก 5 คนที่ยังคงสูญหาย

ช็อก! อิตาลีอาจเรียกปรับเงินกว่าครึ่งล้านนักเดินป่า เหตุติดดินถล่มเพราะไม่ฟังคำเตือน

บทเรียนจากเหตุการณ์ อิตาลีปรับครึ่งล้าน! นักเดินป่าไม่ฟังคำเตือน

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจนักเดินทางและนักเดินป่าทุกคนว่า การใส่ใจและปฏิบัติตามคำเตือนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวด การประเมินความเสี่ยงก่อนออกเดินทาง การเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม และการเคารพกฎระเบียบของสถานที่ จะช่วยให้เราเดินทางได้อย่างปลอดภัยและมีความสุข หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น การมีสติและอุปกรณ์สื่อสารที่สามารถระบุตำแหน่งของเราได้ จะช่วยให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การที่อิตาลีอาจเรียกปรับเงินกว่าครึ่งล้านนักเดินป่า เหตุติดดินถล่มเพราะไม่ฟังคำเตือนนั้น แสดงให้เห็นว่าทางการอิตาลีให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและการรักษาสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติอย่างจริงจัง การลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนกฎระเบียบ จะช่วยป้องปรามไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย และเป็นการส่งเสริมให้การท่องเที่ยวเป็นไปอย่างยั่งยืน

ดังนั้น ก่อนออกเดินทางทุกครั้ง อย่าลืมตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร สภาพอากาศ และคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ เพื่อให้การเดินทางของคุณเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจและปลอดภัยที่สุด

ที่มา – ช็อก! อิตาลีอาจเรียกปรับเงินกว่าครึ่งล้านนักเดินป่า เหตุติดดินถล่มเพราะไม่ฟังคำเตือน

เปิดประวัติ หลวงพ่ออลงกต นักบุญแห่งพระบาทน้ำพุ

จากกรณีดราม่า “หมอบีทูตสื่อวิญญาณ” ที่ถูกกระแสสังคมตั้งคำถามถึงการทำประวัติปลอม รวมไปถึงเส้นทางการเงินโดยอ้างมีการเปิดบัญชีไปผูกกับการรับบริจาคให้กับวัดต่างๆ โดยเฉพาะ วัดพระบาทน้ำพุ โดยอ้างว่าเงินบริจาคจะถูกเบิกเป็นเงินสดส่งมอบให้วัดประมาณ 70%

-สรุปดราม่า2หมอดูคนดัง ‘หมอบี-หมอปลาย’วิกฤติความเชื่อที่ยังรอคำตอบ

แม้ภายหลัง “หลวงพ่ออลงกต” ได้สั่งห้ามหมอบีใช้ชื่อวัดในการเปิดรับบริจาคอย่างเด็ดขาด เนื่องจากมีประชาชนร้องเรียนหลายราย ทำให้หลายคนหันมาสนใจบุคคลสำคัญผู้อยู่เบื้องหลังวัดชื่อดังอย่าง “วัดพระบาทน้ำพุ” ที่ดูแลผู้ป่วยเอดส์มายาวนานอย่าง “พระราชวิสุทธิประชานาถ หรือ อลงกต ติกขปญโญ” เจ้าอาวาสวัตพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี ผู้ทุ่มเทชีวิตดูแลผู้ป่วยและเด็กกำพร้าจากผลกระทบของโรคเอดส์มากว่า 30 ปี

หลวงพ่ออลงกต ติกฺขปญฺโญ หรือ ท่านเจ้าคุณพระราชวิสุทธิประชานาถ เป็นเจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทประทานพร หรือที่รู้จักกันในชื่อ วัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี วัดแห่งนี้มีชื่อเสียงจากการเป็นสถานดูแลผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโรคเอดส์ รวมถึงเด็กกำพร้าที่ได้รับผลกระทบจากโรคเอดส์ ซึ่งหลวงพ่ออลงกตเป็นผู้ริเริ่มโครงการนี้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535

ชื่อเดิมของ “หลวงพ่ออลงกต” เกิดเมื่อ 9 ธันวาคม 2496 ที่อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เป็นบุตรของนายเสย พลมุข และนางนิต พลมุข (เสียชีวิตเมื่อท่านอายุ 3 ขวบ และได้รับการดูแลจากคุณย่า)

การศึกษา

  • พ.ศ. 2511 ประถมศึกษา โรงเรียนนันทวิทยาลัย จ.ขอนแก่น
  • พ.ศ. 2516 มัธยมศึกษา โรงเรียนเทพศิรินทร์ กรุงเทพฯ
  • พ.ศ. 2519 ปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  • พ.ศ. 2522 ปริญญาโท สาขาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย

หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท หลวงพ่ออลงกตได้เข้าทำงานที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่ไม่นานก็ลาออกเพื่อมุ่งศึกษาทางธรรม

  • พ.ศ. 2522 อุปสมบท ณ วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ ได้รับฉายา “อลงกต ติกฺขปัญโญ” (สังกัดธรรมยุติกนิกาย)
  • พ.ศ. 2529 ย้ายมาจำพรรษา ณ วัดเขาสมโภชน์ จ.ลพบุรี (สังกัดมหานิกาย) และเริ่มศึกษาทางธรรมอย่างจริงจัง โดยออกธุดงค์ตามป่าเขาและถ้ำต่างๆ เป็นเวลา 2-3 ปี
  • พ.ศ. 2531 กลับมาจำพรรษาที่วัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี ตามคำขอของพระเถรานุเถระ
  • พ.ศ. 2533 รักษาการเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ และเป็นครูสอนพระปริยัติธรรม
  • พ.ศ. 2535 ก่อตั้งโครงการธรรมรักษ์นิเวศน์ บ้านพักผู้ป่วยโรคเอดส์ระยะสุดท้าย โดยวิถีทางพุทธแห่งประเทศไทย หลังจากได้มีโอกาสเยี่ยมผู้ป่วยโรคเอดส์ที่ถูกทอดทิ้งในโรงพยาบาลกรุงเทพฯ
  • พ.ศ. 2536 ได้รับแต่งตั้งเป็น เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ
  • พ.ศ. 2537 ก่อตั้ง มูลนิธิธรรมรักษ์ วัดพระบาทน้ำพุ
  • พ.ศ. 2538 จัดตั้งศูนย์เรียนรู้เรื่องโรคเอดส์ ณ วัดพระบาทน้ำพุ

วัดพระบาทน้ำพุเป็นที่รู้จักในฐานะศูนย์กลางการดูแลผู้ป่วยโรคเอดส์และเด็กกำพร้าที่ได้รับผลกระทบจากโรคเอดส์ การดำเนินงานแบ่งเป็นสองส่วนหลัก:

  • ดูแลรักษาผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโรคเอดส์ โดยรับผู้ป่วยจากทั่วประเทศ
  • อุปการะเด็กกำพร้า เด็กที่ได้รับผลกระทบจากโรคเอดส์จากบิดามารดา

ปัจจุบัน มีผู้ที่อยู่ในการดูแลของวัดประมาณ 2,000 คน โดยเป็นเด็กประมาณ 1,300 คน วัดมีค่าใช้จ่ายประมาณ 4 ล้านบาทต่อเดือน สำหรับค่าอาหาร ยารักษาโรค ค่าบริหารจัดการ และค่าเผาศพ โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไทยเดือนละ 100,000 บาท ส่วนที่เหลือมาจากการบริจาคของผู้มีจิตศรัทธา และยาต้านไวรัสเอดส์ รวมถึงอาสาสมัครได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศ

ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์และสมณศักดิ์

หลวงพ่ออลงกตได้รับการยกย่องและได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากหลายสถาบัน รวมถึงได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ต่างๆ ดังนี้

ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์

  • พ.ศ. 2540 สาขาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • พ.ศ. 2542 สาขาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
  • พ.ศ. 2544 สาขาปรัชญา มหาวิทยาลัยรามคำแหง
  • พ.ศ. 2545 สาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย, สาขาบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง

พ.ศ. 2547: ครุศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฎเทพสตรี, พุทธศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย

สมณศักดิ์

  • พ.ศ. 2539: พระครูอาทรประชานาถ
  • พ.ศ. 2546: พระอุดมประชาทร (เจ้าคุณชั้นสามัญ)
  • พ.ศ. 2559: พระราชวิสุทธิประชานาถ (เจ้าคุณชั้นราชาคณะ ชั้นราช)

หลวงพ่ออลงกตได้ริเริ่มและดำเนินงานด้านสาธารณประโยชน์มากมาย นอกเหนือจากการดูแลผู้ป่วยเอดส์

  • พ.ศ. 2540 ก่อตั้งโครงการธรรมรักษ์นิเวศน์ 2 ที่ อ.หนองม่วง จ.ลพบุรี (เป็นชุมชนสำหรับผู้ติดเชื้อ HIV ที่ช่วยเหลือตัวเองได้ มีโรงเรียน โรงพยาบาล บ้านพักคนชรา ศูนย์พัฒนาเด็ก และศูนย์ส่งเสริมเกษตรกรรม)
  • พ.ศ. 2547 ก่อตั้งโครงการเมตตาธรรมค้ำจุนโลก, ก่อตั้งและอุปถัมภ์บ้านเด็กธรรมรักษ์และบ้านพักคนชรา ที่โครงการธรรมรักษ์นิเวศน์ 2
  • พ.ศ. 2550 ก่อตั้งวัดธรรมรักษ์ ที่โครงการธรรมรักษ์นิเวศน์ 2
  • พ.ศ. 2552 ก่อตั้งศูนย์สงเคราะห์ประชาชน อ.หนองม่วง จ.ลพบุรี
  • พ.ศ. 2556 ก่อตั้งโครงการพุทธสถานลพบุรีศรีสุวรรณภูมิ อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี เพื่อเป็นแหล่งศึกษาและท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนา
  • งานเผยแผ่ศาสนา ผ่านสถานีโทรทัศน์และวิทยุ เช่น รายการธรรมรักษ์ และหัวใจสีขาว เพื่อให้ความรู้เรื่องโรคเอดส์แก่ชุมชนและสังคม รวมถึงส่งเสริมและสนับสนุนกีฬา

รางวัลเกียรติยศ

  • รางวัลมหิดลวรานุสรณ์ (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทาน)
  • รางวัลน้ำใจงาม (สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชทาน)
  • รางวัลเสมาธรรมจักร (สมเด็จพระเทพฯ พระราชทาน)
  • รางวัลแสงเทียนส่องใจ (พระองค์เจ้าโสมสวลีฯ พระราชทาน)
  • รางวัลคนดีศรีสังคม จากสโมสรโรตารี่
  • รางวัลพลเมืองดีเด่น จากสโมสรไลอ้อนส์
  • รางวัลบริการสังคมเพื่อคุณธรรม จากสำนักข่าวกรุงเทพมหานคร
  • รางวัลบัวทิพย์ประจำปี 2552
  • รางวัลคนดีศรีลพบุรีสาขานักบวชประจำปี 2552..

เปิดประวัติ “หลวงพ่ออลงกต” นักบุญแห่งวัดพระบาทน้ำพุ

ทำความรู้จัก หลวงพ่ออลงกต

จากประวัติที่กล่าวมาทั้งหมด จะเห็นได้ว่า หลวงพ่ออลงกต ท่านเป็นพระที่เปี่ยมไปด้วยเมตตาอย่างแท้จริง การอุทิศตนเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยและเด็กกำพร้าสะท้อนให้เห็นถึงความเสียสละอันยิ่งใหญ่ที่ควรค่าแก่การยกย่อง

ที่มา – เปิดประวัติ “หลวงพ่ออลงกต” นักบุญแห่งวัดพระบาทน้ำพุแสงสว่างของผู้ป่วยเอดส์

จีนเดินหน้าปลูกทุเรียนในท้องถิ่น ใช้เทคโนโลยีช่วย

สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ว่าปัจจุบัน บรรดาเครื่องมือที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงกำลังพลิกโฉมการเพาะปลูกและคัดเลือกทุเรียนในเขตนิเวศวิทยาอวี้ไฉ ของเมืองซานย่า ในมณฑลไห่หนาน หรือเกาะไหหลำ ทางตอนใต้ของจีน

ทั้งนี้ ระบบรดน้ำอัตโนมัติ ระบบฝนเทียม และอุปกรณ์ผสมน้ำ-ปุ๋ย ช่วยควบคุมสภาพแวดล้อมการเพาะปลูกทุเรียนอย่างแม่นยำ ส่วนเครื่องตรวจจับแมลง เครื่องวิเคราะห์สปอร์ แพลตฟอร์มคลังข้อมูลขนาดใหญ่ ทำให้เกิดการเฝ้าติดตามต้นทุเรียนแบบเรียลไทม์

นวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ ๆ เหล่านี้ยังครอบคลุมกระบวนการหลังเก็บเกี่ยวด้วย โดยบริษัท การเกษตรไห่หนาน โยวฉี จำกัด ได้พัฒนาสายการผลิตสำหรับการคัดแยกทุเรียนที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ( เอไอ )

นอกจากนี้ สายการผลิตดังกล่าวสามารถบอกคุณภาพและคัดทิ้งทุเรียนที่มีจุดบกพร่องโดยอัตโนมัติ ซึ่งยกระดับการควบคุมคุณภาพและประสิทธิภาพการคัดแยก เปรียบดังทำ “ซีที สแกน” ทุเรียนแต่ละลูก

อนึ่ง ข้อมูลจากสำนักบริหารศุลกากรทั่วไปของจีนระบุว่า ปริมาณการนำเข้าและส่งออกทุเรียนทั้งหมดของจีนเพิ่มขึ้นจาก 298,000 ตัน เมื่อปี 2558 เป็นราว 1.56 ล้านตัน ในปี 2567.

จีนเดินหน้าปลูกทุเรียนในท้องถิ่น ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเป็นตัวช่วย

การที่จีนหันมาให้ความสำคัญกับการปลูกทุเรียนในประเทศตัวเองเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง การนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาประยุกต์ใช้ในการเพาะปลูกและคัดเลือกผลผลิต แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

เทคโนโลยีที่ใช้ในการปลูกทุเรียน

การใช้ระบบรดน้ำอัตโนมัติ ระบบฝนเทียม และอุปกรณ์ผสมน้ำ-ปุ๋ย ล้วนเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้การเพาะปลูกทุเรียนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ การควบคุมสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของทุเรียนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อผลผลิต

ยิ่งไปกว่านั้น การใช้เครื่องตรวจจับแมลง เครื่องวิเคราะห์สปอร์ และแพลตฟอร์มคลังข้อมูลขนาดใหญ่ ทำให้สามารถเฝ้าติดตามต้นทุเรียนได้อย่างใกล้ชิดและทันท่วงที ช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการระบาดของศัตรูพืชหรือโรคต่าง ๆ

AI กับการคัดแยกทุเรียน

การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการคัดแยกทุเรียนเป็นอีกก้าวสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต การที่สายการผลิตสามารถบอกคุณภาพและคัดทิ้งทุเรียนที่มีจุดบกพร่องโดยอัตโนมัติ ทำให้มั่นใจได้ว่าผลผลิตที่ส่งถึงมือผู้บริโภคมีคุณภาพสูงสุด

การเปรียบเทียบการทำงานของสายการผลิตนี้กับการทำ “ซีที สแกน” ให้กับทุเรียนแต่ละลูก แสดงให้เห็นถึงความละเอียดและความแม่นยำในการคัดแยก ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค

การเพิ่มขึ้นของปริมาณการนำเข้าและส่งออกทุเรียนของจีนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บ่งบอกถึงความต้องการทุเรียนที่เพิ่มสูงขึ้นในตลาด การที่จีนสามารถผลิตทุเรียนเองได้มากขึ้น จะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ และสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศ

การที่จีนลงทุนอย่างจริงจังกับการปลูกทุเรียนในประเทศ แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรให้มีความทันสมัยและยั่งยืน เทคโนโลยีที่นำมาใช้ในการเพาะปลูกและคัดเลือกผลผลิตไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตเท่านั้น แต่ยังช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การปลูกทุเรียนในสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยอาจต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ การปรับตัวของต้นทุเรียนให้เข้ากับสภาพอากาศและดินในจีนเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ รวมถึงการจัดการกับศัตรูพืชและโรคต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น

โดยรวมแล้ว การที่จีนเดินหน้าปลูกทุเรียนในท้องถิ่นโดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเป็นตัวช่วย ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรของประเทศ การลงทุนในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ จะช่วยให้จีนสามารถผลิตทุเรียนที่มีคุณภาพสูงและตอบสนองความต้องการของตลาดได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – จีนเดินหน้าปลูกทุเรียนในท้องถิ่น ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเป็นตัวช่วย

กต. เตรียมชี้แจงผลถก ‘จีบีซี’ แก่ต่างชาติ

กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เตรียมนำผลการหารือจากที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ไทย-กัมพูชา ไปชี้แจงต่อรัฐบาลนานาชาติและสื่อต่างประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงถึงสถานการณ์ระหว่างไทยและกัมพูชา โดยระบุว่า คณะผู้แทนไทยนำโดย พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม รักษาการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ ณ ประเทศมาเลเซีย การประชุมดังกล่าวมีมาเลเซีย สหรัฐอเมริกา และจีน เข้าร่วมสังเกตการณ์ในฐานะประเทศผู้สังเกตการณ์

ก่อนเริ่มการประชุม จีบีซี ประธานของทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชาได้เข้าเยี่ยมคารวะนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน โดยนายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้แสดงความยินดีต่อการหยุดยิง และย้ำว่าประเทศสมาชิกอาเซียนสนับสนุนการใช้กลไกทวิภาคี ซึ่งสอดคล้องกับท่าทีของประเทศไทย

กต. เตรียมนำผลถก ‘จีบีซี’ ชี้แจงรัฐบาลนานาชาติ-สื่อต่างประเทศ

สรุปผลการประชุม จีบีซี ที่สำคัญคือ ทั้งไทยและกัมพูชาจะปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด โดยจะไม่เสริมกำลังทหาร เคารพกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และเร่งเก็บกู้ร่างทหารที่เสียชีวิต นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายจะรักษากลไกทวิภาคีที่มีอยู่ รวมถึงการมีคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว นำโดยผู้ช่วยทูตทหารของมาเลเซีย และประเทศสมาชิกอาเซียนที่ประจำในไทยและกัมพูชา เพื่อสังเกตการณ์พื้นที่เป็นระยะ โดยจะไม่ข้ามชายแดน

ภายใน 2 สัปดาห์หลังจากนี้ ไทยและกัมพูชาจะจัดการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (อาร์บีซี) ซึ่งเป็นกลไกระดับแม่ทัพภาค และจะมีการประชุม จีบีซี ไทย-กัมพูชาครั้งต่อไปในอีก 1 เดือนข้างหน้า เพื่อติดตามความคืบหน้าของการดำเนินการตามผลการประชุม

กต. เตรียมนำผลถก ‘จีบีซี’ ชี้แจงนานาชาติ

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะเป็นประธานการประชุมคณะเอกอัครราชทูตไทย เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวร และกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก เพื่อแจ้งผลการประชุม จีบีซี และข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ไทย-กัมพูชาให้คณะเอกอัครราชทูตไทยรับทราบ เพื่อนำไปชี้แจงกับรัฐบาล สื่อมวลชนท้องถิ่น และหน่วยงานของประเทศต่างๆ ต่อไป

กระทรวงการต่างประเทศขอขอบคุณคนไทยในต่างประเทศที่ให้การสนับสนุน และขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการบริโภคข้อมูลข่าวสาร และป้องกันการเผยแพร่ข่าวที่มีเนื้อหาบิดเบือน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นประเด็นละเอียดอ่อน การสื่อสารที่ถูกต้องและแม่นยำจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ การที่กระทรวงการต่างประเทศเตรียมนำผลการหารือไปชี้แจงต่อรัฐบาลนานาชาติและสื่อต่างประเทศ จึงเป็นสิ่งที่ควรสนับสนุนอย่างยิ่ง เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและรอบด้าน

ที่มา – กต.เตรียมนำผลถก ‘จีบีซี’ ชี้แจงรัฐบาลนานาชาติ-สื่อต่างประเทศ

พปชร.ย้ำ! ยกเลิก MOU 43-44 หวั่นไทยเสียดินแดน

เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 68 พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงจุดยืนของพรรคพลังประชารัฐต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ประเทศชาติมีความจำเป็นต้องมีความรักสามัคคีและรักษาไว้ซึ่งแผ่นดินไทย พรรคพลังประชารัฐมีความเห็นว่า จำเป็นต้องยกเลิก MOU 2543-2544 เพราะมีความเสี่ยงที่ประเทศไทยต้องเสียผืนแผ่นดินไทยเพิ่มเติม โดยเฉพาะมีอดีตนักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไปเซ็นเอกสารรับรองแผนที่ 1:200,000 แทนที่จะใช้แผนที่ 1:50,000 ที่ใช้เป็นสากลในปัจจุบัน ซึ่งหาก MOU ทั้ง 2 ฉบับ คงอยู่จะทำให้ประเทศไทยเสียดินแดนครั้งที่ 16 นอกจากนี้ใน MOU 2544 ยังมีความเสี่ยงในการเสียพื้นน้ำใต้เกาะกูดและพื้นน้ำส่วนหนึ่งของอ่าวไทยไป และที่สำคัญ MOU 2544 ยังขัดกับประกาศในราชกิจจานุเบกษา พ.ศ. 2516 ที่ล้นเกล้าในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ทรงประกาศกำหนดเขตไหล่ทวีปของประเทศไทยในอ่าวไทย โดยอ้างอิงตามหลักกฎหมายทะเลสากลและอนุสัญญาว่าด้วยทะเลอาณาเขตและเขตต่อเนื่อง ณ กรุงเจนีวา ซึ่งมีผลให้เกิดการกำหนดเขตทางทะเลของไทยที่ชัดเจน และMOUทั้ง 2 ฉบับ โดยเฉพาะ MOU2544 มีผลกระทบต่ออาณาเขตของราชอาณาจักรไทยอย่างชัดเจน ต้องผ่าน ความเห็นชอบจากรัฐสภาเสียก่อน แต่จนปัจจุบันนี้ อยากไปผ่านความเห็นชอบแต่อย่างใด

พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาอธิปไตยเหนือดินแดนไทย และตระหนักถึงความกังวลที่อาจเกิดขึ้นจากข้อตกลงระหว่างประเทศ ดังนั้นการพิจารณาทบทวนและทำความเข้าใจในรายละเอียดของ MOU ต่างๆ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประเทศไทยในอนาคต

พปชร.ย้ำ! ยกเลิก MOU 43-44 หวั่นไทยเสียดินแดน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ การตัดสินใจใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับอธิปไตยและดินแดนของประเทศชาติ ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นสำคัญ

พรรคพลังประชารัฐได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาดินแดนไทย และป้องกันการเสียเปรียบในข้อตกลงระหว่างประเทศ การยกเลิก MOU 2543-2544 จึงเป็นข้อเรียกร้องที่พรรคเห็นว่ามีความจำเป็น

ทำไม พปชร. ถึงต้องการ ยกเลิก MOU 2543-2544?

  • ความเสี่ยงในการเสียดินแดน: พรรคพลังประชารัฐเชื่อว่า MOU ทั้งสองฉบับมีความเสี่ยงที่จะทำให้ประเทศไทยเสียดินแดนเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้แผนที่ 1:200,000 แทนที่จะเป็นแผนที่ 1:50,000 ที่เป็นมาตรฐานสากล
  • ผลกระทบต่อพื้นน้ำ: MOU 2544 อาจส่งผลกระทบต่อพื้นน้ำใต้เกาะกูดและพื้นน้ำส่วนหนึ่งของอ่าวไทย
  • ความขัดแย้งกับกฎหมาย: MOU 2544 ขัดกับประกาศในราชกิจจานุเบกษา พ.ศ. 2516 ที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดเขตไหล่ทวีปของประเทศไทยในอ่าวไทย
  • ความโปร่งใสและความชอบธรรม: MOU ทั้งสองฉบับมีผลกระทบต่ออาณาเขตของประเทศไทย แต่ยังไม่เคยผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา

“พรรคพลังประชารัฐ มีจุดยืนที่ชัดเจนว่ารัฐบาลต้องยกเลิก MOU 2543 และ 2544 ทั้งสองฉบับ” โฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวย้ำถึงจุดยืนของพรรคอีกครั้ง

การยกเลิก MOU 2543-2544 เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับการพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศไทย

ที่มา – ‘พปชร.’ ย้ำจุดยืนให้รัฐบาล ยกเลิก MOU 43-44 หวั่น ไทยเสียดินแดน เป็นครั้งที่16

‘ภูมิธรรม’ ลั่น! กัมพูชาละเมิดข้อตกลง ฟ้องอาเซียน

เมื่อเวลา 17.10 น. วันที่ 7 ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปสมัยวิสามัญ (GBC) ว่า ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดีที่สามารถพูดคุยและเห็นพ้องร่วมกันในข้อตกลงที่มีการหารือกันในที่ประชุม ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่หากมีความจริงใจจริงจังในการปฏิบัติเรื่องนี้ให้สำเร็จลุล่วงก็ให้การหยุดยิงนั้นสามารถเกิดผลโดยสมบูรณ์ได้ รวมถึงเรื่องต่างๆก็จะเป็นไปตามข้อตกลง

ประเด็นสำคัญอยู่ที่การที่นายภูมิธรรมกล่าวถึงกรณีที่อาจเกิดขึ้น หาก ‘กัมพูชา’ ละเมิดข้อตกลง โดยระบุว่ามีกลไกที่จะรองรับสถานการณ์ดังกล่าวอยู่แล้ว ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

เมื่อถามว่า หากมีการละเมิดข้อตกลงจะมีกลไกใดรองรับหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ทั้งหมดนี้มีกระบวนการรองรับ แม่ทัพทั้งสองฝ่ายจะต้องมีการพูดคุยกัน ซึ่งจะมีผู้ช่วยทูตทหารอาเซียนประจำประเทศไทยและผู้ช่วยทูตทหารอาเซียนประจำประเทศกัมพูชา และผู้ช่วยทูตทหารของมาเลเซียสังเกตการณ์และดูแลครั้งนี้ ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ต้องเกิด ถ้าไม่เกิดอาเซียนก็ต้องเข้ามาช่วยเป็นพยานให้ เป็นเรื่องที่กฎหมายระหว่างประเทศจะดำเนินการ

การมีส่วนร่วมของอาเซียนในการเป็นพยานถือเป็นมาตรการสำคัญที่จะช่วยสร้างความโปร่งใสและความเป็นธรรมในการแก้ไขปัญหา หากเกิดกรณีพิพาทขึ้นจริง การที่อาเซียนเข้ามามีบทบาทจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับทั้งสองฝ่ายว่ากระบวนการแก้ไขปัญหาจะเป็นไปตามหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ

เมื่อถามต่อว่าจะต้องมีการทบทวน เพื่อยกเลิก MOU43 หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า เป็นคนละเรื่องกัน MOU43ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ อันนี้เป็นเรื่องของการหยุดยิงเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์บานปลายจนมีการปะทะกัน ฉะนั้น MOU43 เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าจะคุยเรื่องนี้ต้องไปคุยอีกระดับหนึ่งตามกฎหมายทั้งหมด.

‘กัมพูชา’ ละเมิดข้อตกลง ฟ้องอาเซียนเป็นพยาน

จากคำแถลงของนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาชายแดนกับประเทศกัมพูชาอย่างสันติวิธี โดยให้ความสำคัญกับการเจรจาและความร่วมมือภายใต้กรอบข้อตกลงที่มีอยู่

กลไกรับมือหาก ‘กัมพูชา’ ละเมิดข้อตกลง

นายภูมิธรรมได้เน้นย้ำถึงกลไกที่จะถูกนำมาใช้หาก ‘กัมพูชา’ ละเมิดข้อตกลง ซึ่งประกอบด้วย:

  • การพูดคุยโดยตรงระหว่างแม่ทัพของทั้งสองฝ่าย
  • การสังเกตการณ์และดูแลโดยผู้ช่วยทูตทหารอาเซียนประจำประเทศไทยและประเทศกัมพูชา รวมถึงผู้ช่วยทูตทหารของมาเลเซีย
  • การเข้ามาเป็นพยานของอาเซียน หากกลไกข้างต้นไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้

กลไกเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของรัฐบาลไทยในการรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ การที่นายภูมิธรรมได้กล่าวถึง MOU43 ที่เป็นคนละส่วนกับข้อตกลงหยุดยิง แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจและความชัดเจนของรัฐบาลไทยในการแยกแยะประเด็นต่างๆ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงและการดำเนินการตามกลไกที่ได้ตกลงกันไว้ หาก ‘กัมพูชา’ ละเมิดข้อตกลง จริง การมีส่วนร่วมของอาเซียนจะเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยประคับประคองสถานการณ์ไม่ให้บานปลาย และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของแต่ละฝ่าย การที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการเจรจาและการรักษาสัญญาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจระหว่างประเทศ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนในอนาคต

การแก้ไขปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธีเป็นแนวทางที่ควรได้รับการสนับสนุนและส่งเสริม เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยหลีกเลี่ยงความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นจากความขัดแย้ง แต่ยังเป็นการสร้างบรรยากาศแห่งความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของทั้งสองประเทศในระยะยาว

ที่มา – ‘ภูมิธรรม’ ลั่น ‘กัมพูชา’ละเมิดข้อตกลง ฟ้องอาเซียนเป็นพยาน

“ยูซีแอลเอ” เผย ถูกระงับเงินอุดหนุน 18,000 ล้าน

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากนครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ว่านายฮูลิโอ เฟรงก์ อธิการบดีของ“ยูซีแอลเอ” ระบุในชุมชนของมหาวิทยาลัยว่า เงินทุนสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอกมูลค่ารวมประมาณ 584 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 18,858 ล้านบาท) ได้ถูกระงับและตกอยู่ในความเสี่ยง พร้อมเตือนว่า หากเงินทุนเหล่านี้ยังคงถูกระงับต่อไป อาจถือเป็นหายนะต่อ“ยูซีแอลเอ”และชาวอเมริกันทั่วประเทศ

แม้ว่าก่อนหน้านี้ “ยูซีแอลเอ”และรัฐบาลสหรัฐได้ปฏิเสธที่จะเปิดเผยตัวเลขที่ชัดเจนของจำนวนเงินวิจัยต่อสาธารณะ แต่เอกสารที่ส่งถึงลอสแอนเจลิส ไทม์ส เมื่อวันศุกร์ (1 ส.ค.) ระบุว่า “มากกว่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ” (ราว 9,694 ล้านบาท)

การยอมรับถึงตัวเลขเงินอุดหนุนที่ถูกระงับของอธิการบดียูซีแอลเอ เกิดขึ้นเพียง 2 วันหลังการประชุมใหญ่กับคณาจารย์และเจ้าหน้าที่ เพื่อหารือเกี่ยวกับภัยคุกคามทางการเงิน ซึ่งมหาวิทยาลัยระบุว่า มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 3,000 คน

เงินช่วยเหลือของ“ยูซีแอลเอ”ถูกระงับโดยหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติ กระทรวงพลังงาน และสถาบันสุขภาพแห่งชาติ โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โฆษกกระทรวงสาธารณสุขสหรัฐระบุว่า พวกเขาจะไม่ให้ทุนสนับสนุนแก่สถาบัน ที่ส่งเสริมการต่อต้านชาวยิว และจะใช้ทุกวิถีทางที่มีเพื่อให้แน่ใจว่า สถาบันต่าง ๆ ปฏิบัติตามกฎหมาย

อนึ่ง นับตั้งแต่เมื่อเดือนมี.ค. ปีนี้ “ยูซีแอลเอ”ริเริ่มโครงการปราบปรามกระแสต่อต้านชาวยิว และเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มหาวิทยาลัยประนีประนอมยอมความนอกศาล เพื่อยุติคดีความที่กล่าวหาว่า “ยูซีแอลเอ”ปล่อยให้นักศึกษาชาวยิวตกเป็นเป้า และถูกคุกคามระหว่างการประท้วงสนับสนุนปาเลสไตน์ เมื่อปี 2567.

เครดิตภาพ : AFP

“ยูซีแอลเอ” เผย ถูกรัฐบาลทรัมป์ระงับเงินอุดหนุนกว่า 18,000 ล้านบาท

การถูกระงับเงินอุดหนุนจำนวนมหาศาลกว่า 18,000 ล้านบาทที่มหาวิทยาลัย“ยูซีแอลเอ” กำลังเผชิญอยู่ ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยและโครงการวิจัยต่าง ๆ ที่กำลังดำเนินการอยู่ การระงับเงินทุนในครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เพียงมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและอนาคตของประเทศอีกด้วย

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการระงับเงินทุนต่อ “ยูซีแอลเอ”

การระงับเงินทุนจำนวนมากขนาดนี้ส่งผลกระทบต่อ“ยูซีแอลเอ”ในหลายด้าน ได้แก่

  • การวิจัยและพัฒนา: โครงการวิจัยที่สำคัญหลายโครงการอาจต้องหยุดชะงักหรือถูกยกเลิก ซึ่งจะส่งผลเสียต่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
  • การศึกษา: ทุนการศึกษาและโครงการช่วยเหลือทางการเงินสำหรับนักศึกษาอาจถูกตัดลด ทำให้โอกาสทางการศึกษาสำหรับนักศึกษาจำนวนมากลดลง
  • บุคลากร: มหาวิทยาลัยอาจต้องลดจำนวนบุคลากร ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษาและการวิจัย
  • ชื่อเสียง: ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยอาจได้รับผลกระทบ ซึ่งจะส่งผลต่ออันดับโลกและการดึงดูดนักศึกษาและบุคลากรที่มีคุณภาพ

นอกจากนี้ การระงับเงินทุนยังส่งผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่นและเศรษฐกิจของรัฐแคลิฟอร์เนียอีกด้วย เนื่องจาก“ยูซีแอลเอ”เป็นแหล่งงานที่สำคัญและเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภูมิภาค

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับ“ยูซีแอลเอ”เป็นเครื่องเตือนใจว่า การเมืองและการเงินสามารถส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อสถาบันการศึกษาและอนาคตของประเทศได้ การสนับสนุนการศึกษาและการวิจัยเป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับการพัฒนาประเทศและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนทุกคน

ที่มา – “ยูซีแอลเอ” เผย ถูกรัฐบาลทรัมป์ระงับเงินอุดหนุนกว่า 18,000 ล้านบาท

DSI บุกรฟท. รื้อสิทธิที่ดินเขากระโดง เร่งสืบสวน

เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ (สถานีกลางบางซื่อ) กรุงเทพฯ “ฝ่ายบริหารโครงการพัฒนาที่ดิน” พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มอบหมายให้ พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม ผอ.กองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสืบสวนเรื่องที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ พร้อมคณะพนักงานสืบสวนที่ 97/2568 เดินทางเข้าพบ นายวิชชา เหล็กนุช รองผู้อำนวยการฝ่ายด้านจัดการกรรมสิทธิ์ที่ดิน และเจ้าหน้าที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดินเขากระโดงของการรถไฟ เพื่อประสานข้อมูล

พ.ต.ต.ณฐพล เปิดเผยหลังการพูดคุย ว่า คณะพนักงานสืบสวนที่ 97/2568 ได้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับแผนที่แสดงเขตที่ดินเขากระโดง ซึ่งมีการระบุอย่างชัดเจนว่าเป็นของ รฟท. เบื้องต้นพบว่าจากเขตเส้นทางเดินรถไฟทางด้านซ้ายและขวา ระยะทางออกไป 1,000 เมตรจนถึงหลักกิโลเมตรที่ 8 เป็นของ รฟท. โดย กรมที่ดิน ร่วมกับ รฟท. ได้ทำแผนที่รังวัด ร.9 ตามคำสั่งศาลปกครองนับเป็นแผนที่สำคัญ ซึ่งคณะพนักงานสืบสวนจะนำไปใช้รวบรวมพยานหลักฐาน 2 ประเด็น 1.การออกเอกสารสิทธิชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และ 2.ในส่วนกระทรวงมหาดไทยที่ดำเนินการไว้แล้ว คือ สั่งเพิกถอนตั้งแต่วันที่ 2 ส.ค.68 เป็นต้นไป

พ.ต.ต.ณฐพล เผยว่า วันนี้ได้ข้อมูลจาก รฟท. จำนวนหนึ่งแล้ว และกำลังทยอยประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีการส่งหนังสือล่วงหน้าไปเรียบร้อยแล้ว โดยแผนที่ รฟท. จัดทำขึ้นมาในที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ 5,083 ไร่ เป็นหลักฐานจะใช้พิจารณาว่าภายในที่ดิน รฟท. มีอะไรบ้าง มีการครอบคลุมชัดเจนแน่นอน โดยคณะพนักงานสืบสวนจะนำไปดำเนินการต่อตามกรรมการ มาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินต่อไป นอกจากนี้ ระหว่างวันที่ 19-23 ส.ค. คณะพนักงานสืบสวนจะลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่จริงว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร ใช้ประโยชน์ในพื้นที่อย่างไร พร้อมประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ สำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ และอื่น ๆ

เมื่อถามว่าผู้แทนที่ได้รับผลกระทบในที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ชี้แจงว่าคำพิพากษาสั่งเพิกถอนผูกพันเฉพาะคู่ความและที่ดินพิพาทในคดีเท่านั้น พ.ต.ต.ณฐพล ระบุว่า อาจกล่าวถึงที่มีการฟ้องร้องคดีกับ รฟท. ทั้ง 35 ราย แต่ในส่วนอื่นยังไม่ได้ครอบคลุมถึง ซึ่งพนักงานสืบสวนจะดำเนินการทั้งหมด 5,083 ไร่ จะนำแบบแปลงที่ดินของ รฟท. เป็นฐานใช้ไปตรวจสอบกับสถานจริง รวมทั้งจะขอรูปแบบแปลงที่สำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์มาประกอบ จากนั้นจะทำการสืบสวนสอบสวนว่าการออกโฉนดที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ส่วนกรอบระยะเวลาจะทำตามขั้นตอนกฎหมายเพื่อให้ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

เมื่อถามว่ามีชาวบ้านบางรายมีเอกสารสิทธิครอบครองที่ดินเขากระโดงจะดำเนินการอย่างไร พ.ต.ต.ณฐพล ระบุอีกว่า ชาวบ้านที่แจ้งว่ามีเอกสารสิทธิตามกฎหมายถือว่าครอบครองถูกต้อง ก็รอทางคณะกรรมการกรมที่ดินว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ส่วนเจ้าหน้าที่รัฐถูกข่มขู่ว่าหากละเมิดพื้นที่ชาวบ้านจะถูกฟ้อง ม.157 เป็นเรื่องของคณะกรรมการกรมที่ดิน และเป็นคนละส่วนกับดีเอสไอที่จะตรวจสอบเรื่องออกเอกสารสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เท่านั้น

DSI เร่งสืบสวนที่ดินเขากระโดง

การเข้าตรวจสอบที่ดินเขากระโดงของ DSI ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการตรวจสอบสิทธิในที่ดินและการออกเอกสารสิทธิ์ต่างๆ ที่อาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย การดำเนินการอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและประโยชน์สูงสุดแก่ทุกภาคส่วน

ความคืบหน้าล่าสุดคดีที่ดินเขากระโดง

ความคืบหน้าล่าสุดของการตรวจสอบที่ดินเขากระโดงอยู่ในระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานและการตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – DSI บุก รฟท. เปิดแผนที่เด็ด! รื้อสิทธิที่ดินเขากระโดง 5,083 ไร่ เร่งสืบสวนลึก

มั่นใจ! สองนักชกสาวไทย ลิ่วรอบมวยไทย เวิลด์เกมส์ 2025

การแข่งขันมวยไทย ในศึกเวิลด์เกมส์ 2025 ที่เมืองเฉิงตู ประเทศจีน ใกล้เข้ามาทุกที ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 68 เจ้าภาพได้ทำการจับสลากแบ่งสายการแข่งขันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งผลการจับสลากนั้นสร้างความมั่นใจให้กับทีมไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสองนักชกสาวไทยที่ถูกมองว่ามีโอกาสสูงที่จะผ่านเข้าสู่รอบต่อไป

ในรุ่น 48 กก. กุลณัฐ อ่อนอก (น้องนุ๊ก มกช.ชัยภูมิ) ซึ่งเป็นตัวเต็งในรุ่นนี้ จะพบกับ โจเวนา มาเรีย พีนอล จากฟินแลนด์ โดยจะเริ่มทำการแข่งขันเป็นคู่แรกในเวลา 13.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น แฟนมวยชาวไทยสามารถรอชมและให้กำลังใจนักกีฬาของเราได้

ส่วนในรุ่น 60 กก. แก้วฤดี คำถากระปุ่ม (จอมยุทธเหยิน จ่าแบงค์ดอนเมือง) จะพบกับ ดิสทริค โจฮันนา แกรนท์ จากเอสโตเนีย ในเวลา 19.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งคู่ที่น่าสนใจและแฟนๆ มวยไทยไม่ควรพลาด

มั่นใจ! สองนักชกสาวไทย ลิ่วรอบมวยไทย เวิลด์เกมส์ 2025

น.อ.บุญส่ง นวลย่อง ผู้จัดการทีม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมของทีมและแสดงความมั่นใจว่า สองนักชกสาวไทย จะสามารถผ่านด่านแรกไปได้อย่างแน่นอน โดยกล่าวว่า “ด่านแรกของทั้งคู่ ดูแล้วไม่น่าจะเป็นปัญหา น่าจะผ่านได้ โดยเฉพาะน้องนุ๊ก เคยเอาชนะมาแล้ว ส่วน แก้วฤดี เจอกับคู่ต่อสู้ที่ตัวใหญ่กว่า โดยมี แสนเก่ง ต.ศิลาชัย เป็นโค้ชคุมทีมเอสโตเนีย มาด้วย น่าจะสู้กันสนุก แต่ยังเชื่อฝีมือการผ่านมวยของแก้วฤดี น่าจะผ่านไปได้ ซึ่งตนกำชับห้ามประมาทเป็นอันขาด”

ถึงแม้จะมีความมั่นใจในศักยภาพของนักกีฬา แต่ทางทีมผู้ฝึกสอนก็ยังคงเน้นย้ำให้ สองนักชกสาวไทย ทั้งสองคนอย่าประมาทคู่ต่อสู้ และให้ทำการบ้านศึกษาเทคนิคการชกของคู่ต่อสู้อย่างละเอียด เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันอย่างเต็มที่

ความพร้อมของสองนักชกสาวไทย ก่อนลุยศึกเวิลด์เกมส์ 2025

กุลณัฐ อ่อนอก (น้องนุ๊ก มกช.ชัยภูมิ) ได้กล่าวถึงความพร้อมของตนเองว่า “ตอนนี้สภาพร่างกายสมบูรณ์เต็มที่ พร้อมที่จะขึ้นสังเวียนอย่างเต็มที่ค่ะ ได้ศึกษาเทคนิคของคู่ต่อสู้มาพอสมควร มั่นใจว่าจะสามารถเอาชนะและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยได้ค่ะ”

ขณะที่ แก้วฤดี คำถากระปุ่ม (จอมยุทธเหยิน จ่าแบงค์ดอนเมือง) ก็ได้กล่าวเสริมว่า “ถึงแม้คู่ต่อสู้จะตัวใหญ่กว่า แต่หนูจะไม่ยอมแพ้แน่นอนค่ะ จะใช้ความเร็วและความคล่องตัวเข้าสู้ จะพยายามทำให้ดีที่สุดเพื่อคว้าชัยชนะมาให้ได้ค่ะ”

การแข่งขันมวยไทยในศึกเวิลด์เกมส์ 2025 ถือเป็นอีกหนึ่งรายการสำคัญที่แฟนๆ มวยไทยทั่วโลกต่างตั้งตารอคอย และแน่นอนว่า สองนักชกสาวไทย ของเราก็พร้อมที่จะสร้างความประทับใจและคว้าเหรียญรางวัลกลับมาฝากแฟนๆ ชาวไทยให้ได้

  • กุลณัฐ อ่อนอก (น้องนุ๊ก มกช.ชัยภูมิ): รุ่น 48 กก. พบกับ โจเวนา มาเรีย พีนอล จากฟินแลนด์
  • แก้วฤดี คำถากระปุ่ม (จอมยุทธเหยิน จ่าแบงค์ดอนเมือง): รุ่น 60 กก. พบกับ ดิสทริค โจฮันนา แกรนท์ จากเอสโตเนีย

ร่วมส่งแรงใจเชียร์ สองนักชกสาวไทย ให้ประสบความสำเร็จในการแข่งขันครั้งนี้ และคว้าเหรียญทองกลับมาฝากประเทศไทยให้ได้! การสนับสนุนจากแฟนๆ ชาวไทย จะเป็นกำลังใจสำคัญให้นักกีฬาของเราสู้สุดใจอย่างแน่นอน

ที่มา – สองนักชกสาวไทย งานไม่หนัก ผู้จัดการทีมมั่นใจผ่านเข้ารอบมวยไทย ศึกเวิลด์เกมส์ 2025

ว่อน! รายชื่อ สส.พรรคประชาชน ไม่ได้ไปต่อ?

มีข่าวลือสะพัด! รายชื่อ สส.พรรคประชาชน ที่อาจไม่ได้ไปต่อในการเลือกตั้งครั้งหน้า ถูกเผยแพร่ว่อนโซเชียล ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง วันนี้เราจะมาเจาะลึกถึงประเด็นนี้กันว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน และมีใครบ้างที่อยู่ในรายชื่อที่ว่านี้

ตามรายงานข่าวเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ได้มีการเผยแพร่รายชื่อ สส.พรรคประชาชน ที่อ้างว่าพรรคอาจไม่พิจารณาส่งลงสมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งรอบหน้าผ่านโซเชียล โดยในส่วนของ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ประกอบด้วย 1.นายคำพอง เทพาคำ 2. นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทิดสกุล 3. น.ส.ศนิวาร บัวบาน 4. นายสุรวาท ทองบุ 5.นายองค์การ ชัยบุตร 6.นายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี 7.นางชุติมา คชพันธ์ 8.นายณรงเดช อุฬารกุล

ในส่วน ส.ส.เขต ประกอบด้วย 1.นายกมนทรรศน์ กิติสุนทรกุล 2. นายกัณตภณ ดวงอัมพร3. นายกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ 4.น.ส.การณิก จันทดา 5. นายกิตติภณ ปานพรหมมาศ 6.นายเกียรติคุณ ต้นยาง 7. นายจรยุทธ์ จตุรพรประสิทธิ์ 8.นายเจษฎา ดนตรีเสนาะ 9. นายฉัตร สุภัทรวณิชย์ 10.นายเฉลิมพงษ์ แสงดี 11.นายชยพล สท้อนดี 12.นายชริน วงค์พันธุ์เที่ยง 13.นายชวาล พลเมืองดี 14.นายชัชวาล อภิรักษ์มั่นคง 15. นายชิตวัน ชินอนุวัฒน์ 16. นายฐากูร ยะแสง 17. นายณกร ชารีพันธ์ 18.นายณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ 19. นายณัฐพงษ์ พิพัฒน์ไชยศิริ20.นายณัฐฑงษ์ สุมโนธรรม 21.นายตรัยวรรธน์ อิ่มใจ 22. นายทวิวงค์ โตทวิวงค์ 23. น.ส.ทิพา ปวีณาเสถียร 24.นายธัญธร ชนินวัฒนาธร 25. นายพงศธร ศรเพชรนรินทร์ 26. นายนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ 27. นายนพดล ทิพยชล 28. น.ส.นิตยา มีศรี 29. นายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ 30.น.ส.ปรัชญาวรรณ ไชยสืบ

31. นายปรีติ เจริญศิลป์ 32. น.ส.ปวิตรา จิตตกิจ 33. นางปัญญารัตน์ นันทภูษิตตานนท์ 34.นายปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์35. นายปิยชาติ รุจิพรวศิน 36.นายภัณกิล น่วมเจิม 37. น.ส.ภัสริน รามวงศ์ 38. ภูริวรรธก์ ใจสำราญ 39.นายยอดชาย พึ่งพร 40. น.ส.รภัสสรณ์ ปิยะโมสถ 41.นายรัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ 42. น.ส.รัชนก สุขประเสริฐ43. นายวรท ศิริรักษ์ 44. น.ส.วรรณิดา นพสิทธิ์ 45. นายวรายุทธ ทองสุข 46. นายวิทวัส ติชะวาณิชย์ 47.นายวิทวิสิทธ์ ปันสวนปลูก 48.นายวีรภัทร คันธา 49. นายวีรวุธ รักเที่ยง 50.นายวุฒินันท์ บุญชู

51.นายศักดินัย นุ่มหนู 52.นายศิรสิทธิ์ สงนุ้ย 53.นายศิริโรจน์ ธนิกกุล 54.นายศุทธสิทธิ์ พจน์ฐศักดิ์ 55. นายสกล สุนทรวาณิชย์กิจ 56.นายสมชาติ เตชถาวรเจริญ 57.นายสมดุลย์ อุตเจริญ 58.นายสรพัธ ศรีปราชฌ์ 59. สรวีย์ ศุภปณิตา 60. นายสาธิต ทวีผล 61.นายสุภกร ตันติไพบูลย์ธนะ 62. นายสุรพันธ์ ไวยากรณ์ 63.นายอนุสรณ์ แก้ววิเชียร 64. น.ส.อรพรรณ จันตาเรือง 65.นายอานุภาพ ลิขิตอำนวยชัย66. นายอิทธิพล ชลชราศิริ 67.นายเอกราช อุดมอำนวย 68.น.ส. แอนศิริ วลัยกนก

ว่อนรายชื่อ ‘สส.พรรคประชาชน’อ้างไม่ได้ไปต่อลงเลือกตั้งรอบหน้า จริงหรือ?

แหล่งข่าวจากพรรคประชาชนระบุว่า รายชื่อที่ปรากฏนั้นมี สส. หลายคนที่น่าจะไม่เข้าข่าย เนื่องจากมีบทบาทในสภาอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น นายชยพล สท้อนดี สส.กทม.พรรคประชาชน ที่ติดตามเรื่องงบประมาณกองทัพและการจัดซื้ออาวุธอย่างโดดเด่น แต่ก็มีบางคนที่ไม่มีบทบาทเท่าที่ควร

สำหรับ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนมีนโยบายไม่ยึดติดตัวบุคคล และต้องการให้คนรุ่นใหม่เข้ามาทำหน้าที่ในสภา โดยเน้นความหลากหลาย เพราะเราเป็นพรรคมวลชน ซึ่งหลักสำคัญคือต้องมีตัวแทนของคนทุกกลุ่มในสังคม เช่น กลุ่มแรงงาน ชาติพันธุ์ กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ หรือด้านสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ลำดับปาร์ตี้ลิสต์ก็อาจมีการสลับสับเปลี่ยนได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้ว มีความเป็นไปได้น้อยที่จะเป็นจริงตามรายชื่อดังกล่าวว่าพรรคจะไม่ส่งลงเลือกตั้ง โดยเชื่อว่าเป็นการสร้างกระแสจากฝ่ายตรงข้ามเพื่อให้พรรคได้รับความนิยมน้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะนี้พรรคยังต้องหาคนมาทำงานทดแทน หากคดี 44 สส. ถูกพิจารณาวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ

แหล่งข่าว ยังระบุต่อว่า ที่ผ่านมาพรรคประชาชนมีแนวนโยบายในการปรับการทำงานของพรรค โดยเลขาธิการพรรคจะดูแลตัวแทนของพรรคในระดับจังหวัด และสนับสนุนให้ทีมงานตัวแทนจังหวัดได้ทำงานควบคู่กับ สส.ในระดับพื้นที่ เพราะมองว่าเป็นการปรับโครงสร้างที่จะทำให้พรรคเข้มแข็งได้ แต่ที่ผ่านมาก็มีข้อท้วงติงจาก สส.ในที่ประชุมพรรคมาตลอดว่าการทำงานของตัวแทนจังหวัดที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการทำงานมาก่อน จะเป็นการทำงานย้อนแย้งกับการปฏิบัติที่ ของ สส.ที่ทำงานอยู่ และมีมุมมองแตกต่างกันในการทำงาน ซึ่งเป็นผลลบในการทำงานร่วมกันมากกว่า แต่ในส่วนของพรรคยังมีความเชื่อว่าโครงสร้างนี้ ออกแบบเพื่อกระตุ้นให้ สส. ทำงานอยู่กับประชาชนในเขตพื้นที่และทำงานในสภา ตามบทบาทอย่างเต็มที่ ซึ่งสุดท้ายถ้าหาก สส. ไม่มีข้อบกพร่อง หรือฝ่าฝืนระเบียบและมติของพรรคก็ไม่มีปัญหาว่าพรรคจะไม่ส่งลงเลือกตั้งครั้งหน้า

สรุปแล้ว ว่อนรายชื่อ ‘สส.พรรคประชาชน’อ้างไม่ได้ไปต่อลงเลือกตั้งรอบหน้า เป็นเรื่องจริงหรือไม่?

จากข้อมูลทั้งหมดที่กล่าวมา การที่พรรคประชาชนจะไม่ส่ง สส. เหล่านี้ลงเลือกตั้งครั้งหน้าดูเหมือนจะเป็นเพียงข่าวลือที่สร้างขึ้นเพื่อหวังผลทางการเมืองมากกว่า อย่างไรก็ตาม คงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไปว่าสุดท้ายแล้วเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร

จับตาดูการเปลี่ยนแปลงในพรรคประชาชนอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้พลาดทุกประเด็นร้อนทางการเมือง! และอย่าลืมว่าข่าวสารทางการเมืองเป็นการนำเสนอข้อมูลที่ซับซ้อน การพิจารณาข้อมูลจากหลายแหล่งจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ที่มา – ว่อนรายชื่อ ‘สส.พรรคประชาชน’อ้างไม่ได้ไปต่อลงเลือกตั้งรอบหน้า