ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

แอน มิตรชัย รับตรงๆ ชีวิตเปลี่ยนเพราะป่วย SLE

แอน มิตรชัย รับตรงๆ ชีวิตเปลี่ยนเพราะป่วย SLE

สำหรับแฟนๆ ของ แอน มิตรชัย คงทราบดีว่าเธอนั้นหายหน้าหายตาจากวงการบันเทิงพักใหญ่ เนื่องจากปัญหาสุขภาพที่ค่อนข้างรุนแรงอย่าง SLE (โรคแพ้ภูมิตัวเอง) ซึ่งส่งผลให้ร่างกายทรุดโทรมจนไม่สามารถทำงานในบทบาทเดิมได้ แต่ถึงกระนั้น ทางด้านจิตใจของเธอนั้นยังเต็มไปด้วยความเข้มแข็ง และเธอยังคงมุ่งมั่นที่จะดำเนินชีวิตไปตามหลักของธรรมะ เพื่อค้นหาร่มเย็นภายในใจที่แท้จริง

จากลิเกสู่เส้นทางสายธรรมะ

แม้ว่าจะเคยโด่งดังจากผลงานในวงการลิเกอย่าง แอน มิตรชัย แต่เมื่อโรคแพ้ภูมิตัวเองเข้ามาเป็นปัญหาหลักในชีวิต เธอจึงต้องเปลี่ยนเส้นทางชีวิตครั้งใหญ่ ซึ่งเธอได้เล่าถึงจุดเปลี่ยนนี้ในงานแถลงข่าววิ่งการกุศลอย่าง “ก้าวด้วยธรรม” ครั้งที่ 9 ปี 2568 ว่าการเข้ามาใกล้ชิดกับหลักธรรมะ เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของการรู้ตัวว่า ความไม่แน่นอนของชีวิตเป็นเรื่องปกติ

นอกจากนี้ยังมีโอกาสได้รับบทบาทในฐานะ “ทูตสันติภาพ” ที่เกี่ยวข้องกับศิลปินที่ใช้ศิลปะเป็นสื่อกลางในการสร้างความปรองดองและสันติ รวมไปถึงการรับบทบาทเชื่อมความสัมพันธ์ในฐานะทูตวัฒนธรรม AOL ทำให้งานของแอนเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางนี้อย่างเต็มตัว

สุขภาพที่แปรปรวน ควบคุมจิตใจเพื่อความแข็งแรง

SLE เป็นโรคแพ้ภูมิตัวเองที่มักไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมให้อยู่ในระดับสงบได้ด้วยการรักษาและพักผ่อนอย่างเหมาะสม แอน มิตรชัย เผยว่าร่างกายของเธอเคยรับงานหนักๆ ต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา จนไม่ได้ฟังเสียงและรับรู้ถึงความทรมานของร่างกาย 

แต่ปัจจุบันเธอเข้าใจว่า “การรักษาร่างกายเป็นเรื่องสำคัญเหนือสิ่งอื่น” และถึงแม้ว่าการร้องเพลงธรรมะ หรือการทำงานเพื่อสันติภาพจะได้รับความสนใจมากขึ้น แต่เธอก็ยังคงรักในศิลปะของลิเกอยู่เสมอ แม้ว่าจะไม่สามารถเดินสายร้องเพลงแบบเดิมเหมือนเมื่อก่อนได้อีกแล้วก็ตาม

เบส อารยะ คอยดูแลและเคียงข้าง

ในช่วงเวลาที่ แอน มิตรชัย ป่วยหนัก พี่น้องและครอบครัวต่างเป็นห่วง แต่คนที่ดูแลและอยู่เคียงข้างเธอใกล้ชิดที่สุดเห็นจะเป็น “เบส อารยะ” ลูกชายที่มีความผูกพันกับคุณแม่อย่างมาก โดยเขาเล่าถึงบทบาทที่ต้องดูแลแม่ตั้งแต่พาไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลจนถึงช่วยเรื่องการใช้ชีวิตประจำวัน

และในปีหน้า แอน มิตรชัย แจ้งว่าน่าจะมีโอกาสกลับมาทำงานใหม่ โดยเฉพาะในส่วนของ ลิเกเดอะมิวสิกเคิล ที่เกี่ยวข้องกับสันติภาพ ซึ่งเบสก็เตรียมตัวฝึกซ้อมไปพร้อมกับแม่ด้วย

ทิ้งท้ายด้วยความเข้าใจและความมั่นคงของจิตใจ

แม้ว่าการเดินทางของ แอน มิตรชัย จะผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากทั้งทางด้านสุขภาพและจิตใจ แต่ความมั่นคงของจิตใจจากหลักธรรมะและการสนับสนุนของลูกชายและครอบครัวก็กลายเป็นแรงผลักให้เธอผ่านมรสุมชีวิตครั้งใหญ่ได้

ในยุคสมัยที่การดูแลสุขภาพจิตและการไม่ประมาทในชีวิตเป็นสิ่งสำคัญ เธอเลือกใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ควบคุมพฤติกรรมตัวเองและเน้นการปฏิบัติตนตามหลักสุขภาพที่แพทย์กำหนด พร้อมกับมีเบส อารยะ เป็นคนใกล้ชิดที่สุดในยามที่เธอต้องพึ่งพาผู้อื่น

หากคุณก็เป็นคนหนึ่งที่สนใจเส้นทางชีวิตของแอน มิตรชัย และอยากติดตามการกลับมาครั้งสำคัญของเธอในด้านศิลปะและธรรมะ สามารถรับฟังผลงานเพลงใหม่ๆ รวมถึงติดตามการเป็นทูตสันติภาพและการแสดงในรูปแบบลิเกเดอะมิวสิกเคิลของเธอได้ในปี 2025 นี้ 

และถ้าคุณกำลังเจอกับปัญหาสุขภาพในระยะยาว แอน มิตรชัย ก็ขอฝากว่า “แม้เราจะไม่รู้ว่าจะอยู่ไปจนถึงวันไหน แต่จิตใจที่มั่นคงและความสามารถในการควบคุมตัวเองนั้นคือพื้นฐานของความสุขที่แท้จริง”

ที่มา – ‘แอน มิตรชัย’ รับตรงๆ ชีวิตเปลี่ยนเพราะป่วย SLE ร่างกายทรุดจนทำงานไม่ได้ แต่ใจสู้ขอใช้ชีวิตเพื่อธรรมะ!

ฮุน มาเนต เร่งกดดันไทยปล่อยทหาร 18 นาย ผ่านยูเอ็น-อาเซียน

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ‘ฮุน มาเนต’ นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ได้โพสต์ข้อความผ่านช่องทางทางการ แสดงถึงความกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ของทหารกัมพูชา 18 นาย ที่ถูกควบคุมตัวโดยทางการไทยตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2565

ความเคลื่อนไหวของฮุน มาเนต เพื่อเร่งปล่อยทหาร 18 นาย

ในข้อความที่โพสต์ลงโซเชียลมีเดีย ผู้นำกัมพูชาย้ำว่ารัฐบาลกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันได้ประสานงานกับหลายหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเร่งผลักดันให้เกิดการปล่อยตัวทหารทั้ง 18 นายอย่างรวดเร็วและปลอดภัยที่สุด

โดยมีรายงานว่า ได้มีการประสานระหว่างกระทรวงกลาโหม กองบัญชาการสูงสุด และผู้บัญชาการกองกำลังภูมิภาคของกัมพูชา กับทางการไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งร้องขอให้มาเลเซีย ซึ่งทำหน้าที่ประธานอาเซียนในปีนี้ เข้ามามีบทบาทร่วมกับไทยในการแก้ไขปัญหานี้

กัมพูชารวบรวมพลังยูเอ็นและองค์กรระหว่างประเทศ

รมว.การต่างประเทศกัมพูชา และผู้แทนในองค์การสหประชาชาติ รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศในเมืองเจนีวา ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้ประสานกับ คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) เพื่อผลักดันให้เกิดการปล่อยทหาร 18 นายอย่างเป็นธรรมและทันสมัย

นอกจากนี้ ยังได้มีการเปิดช่องทางหารือร่วมกับองค์กรชั้นนำทางด้านสิทธิมนุษยชน ได้แก่ OHCHR หรือสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ, AICHR ซึ่งเป็นคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนระหว่างรัฐบาลอาเซียน และ คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย เพื่อให้ภารกิจนี้บรรลุผลภายในเร็ววัน

ความหมายต่อความสัมพันธ์อาเซียนในอนาคต

  • ปัญหานี้สะท้อนให้เห็นถึงการทูตด้านมนุษยธรรมที่กัมพูชาใส่ใจ
  • อาเซียนมีบทบาทสำคัญในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งของประเทศสมาชิก
  • การพลิกฟื้นหลังจากการควบคุมตัวอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจและสังคมของครอบครัวทหาร

การเคลื่อนไหวของฮุน มาเนต ในกรณีทหาร 18 นาย ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความพยายามทางด้านมนุษยธรรมจากภาครัฐ แต่ยังสื่อถึงพัฒนาการที่สำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะการผนึกความร่วมมือระหว่างหน่วยงานระดับโลก เช่น ICRC และ OHCHR ซึ่งอาจเป็นต้นแบบสำหรับประเด็นความขัดแย้งในอนาคต

อย่างไรก็ตาม หลายคนมองว่าการเกี่ยวข้องของระหว่างประเทศในเรื่องของความมั่นคงภายในอาจเป็นดาบสองคม ซึ่งรัฐบาลทั้งสองประเทศต้องหาจุดร่วมทางกฎหมายและจริยธรรมเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืน

ที่มา – “ฮุน มาเนต”อ้างเร่งกดดันไทยปล่อยทหาร 18 นาย – ดึงยูเอ็น-อาเซียนร่วมเคลื่อน

จับตา 5 ส.ค.นี้ กฤษฎีกาฯ เคาะปมคุณสมบัติ ประธาน กสทช.

จับตา 5 ส.ค.นี้ กฤษฎีกาฯ เคาะปมคุณสมบัติประธาน กสทช.

หลังจากที่คดีเกี่ยวกับการขาดคุณสมบัติของประธาน กสทช. ค้างคาอยู่นานถึง 2 ปี ในที่สุดคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 1 ภายใต้การนำของนายมีชัย ฤชุพันธ์ จะทำการพิจารณาเรื่องดังกล่าวในวันที่ 5 สิงหาคมนี้ โดยเรื่องนี้ได้กลายเป็นประเด็นที่.ctvและสาธารณชนต่างจับตา สนใจว่าจะมีคำวินิจฉัยออกมาอย่างไร

เรื่องดังกล่าวเริ่มต้นจากการที่ ผศ.ดร.ภูมิศิษฐ์ มหาเวสน์ศิริ ยื่นเรื่องร้องเรียนตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน 2566 โดยมีข้อกล่าวหาว่า ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ในขณะนั้น ไม่มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด และอาจเข้าข่ายกระทำผิดตามมาตราที่เกี่ยวข้อง

การขาดคุณสมบัติที่เป็นหลักกฎหมาย

กฎหมายเกี่ยวกับการจัดสรรคลื่นความถี่ ไม่เพียงกำหนดคุณสมบัติพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังบัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า ประธาน กสทช. จำเป็นจะต้องมีคุณสมบัติครบถ้วน โดยเฉพาะมาตรา 7 ข้อ (12), มาตรา 4 และมาตรา 26 ที่รวมถึงมาตรา 18 และมาตรา 20 ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นกลไกสำคัญเพื่อรักษาความโปร่งใส

แม้ว่า กมธ.ไอซีที วุฒิสภา จะได้ออกมาสรุปข้อเท็จจริงว่ามีความชัดเจนแล้วในการขาดคุณสมบัติดังกล่าว แต่ปัญหายังคงค้าแข้งเนื่องจากกระบวนการทางกฎหมายไม่ได้ดำเนินการอย่างจริงจัง โดยเฉพาะความล่าช้าจากสำนักนายกฯ ในการดำเนินการตามรายงานที่ได้รับ แม้จะมีหน้าที่ตามกฎหมายโดยตรง

คำวินิจฉัยที่จะนำทางสู่บทสรุป

คณะกรรมการกฤษฎีกาจะต้องตอบทั้ง 3 ประเด็นหลัก ซึ่งบางคำถามเกี่ยวข้องกับการดำเนินการของนายกรัฐมนตรี และกระบวนการของวุฒิสภา หลังจากที่คณะกรรมการหลายฝ่ายได้ให้ข้อสรุปแล้วแต่ยังไม่มีขั้นตอนใดเกิดขึ้นเลย

อย่างไรก็ตาม หาก กฤษฎีกาฯ มีคำวินิจฉัยให้ประธาน กสทช. ขาดคุณสมบัติจริง กระบวนการต่อไปคือการนำเรื่องเข้าสู่นายกรัฐมนตรีเพื่อกราบบังคมทูลให้นายทะเบียนพ้นจากตำแหน่ง ภายหลังจากนั้น วุฒิสภาจะต้องทำหน้าที่สรรหาใหม่ภายใน 15 วัน

อนาคตของ กสทช. ภายใต้เงื่อนปมคุณสมบัติ

สถานการณ์นี้สร้างความกังวลให้กับวงการสื่อและเทคโนโลยี โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ กสทช. มีบทบาทสำคัญในการจัดการคลื่นความถี่ การกำหนดนโยบายโทรคมนาคม และการกำกับดูแลสื่อไทย ให้เกิดความเป็นธรรม

ประเด็นสำคัญคือ ความล่าช้าในการดำเนินการตามกฎหมาย อาจส่งผลต่อความน่าเชื่อถือขององค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมติของวุฒิสภา ที่แม้ไม่ควรมีการล่าช้า แต่กระบวนการก็ยังคงไม่เคลื่อนไหวนับแต่ประกาศผลสอบได้ในช่วงปีที่แล้ว

จับตา 5 ส.ค.นี้ จึงเป็นวันสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของ กสทช. ต่อไป หากมีคำวินิจฉัยออกมาแล้ว ทีมงานบุคคลอาจต้องเตรียมความพร้อมในการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งอีกครั้ง และหากยังไม่ได้ผลสรุป เชื่อว่าจะกระทบต่อความนิ่งของระบอบสื่อและการสื่อสารแห่งชาติ

ที่มา – จับตา 5 ส.ค.นี้ กฤษฎีกาฯ เคาะปมคุณสมบัติ ประธาน กสทช.

งามหน้า! โครงการมหาดไทยสีขาวสุ่มตรวจฉี่ พบพนักงานเทศบาลชื่อดังเสพยา 5 ราย

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม ที่ผ่านมา ได้มีเหตุการณ์ที่สะเทือนขวัญเกิดขึ้นในอำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อมีการตรวจปัสสาวะแบบสุ่มของเจ้าหน้าที่ภายใต้ โครงการมหาดไทยสีขาว และพบว่ามีพนักงานเทศบาลระดับต่างๆ ที่มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการเสพสารเสพติดถึง 5 รายในที่เดียว! งานนี้ไม่ใช่แค่เป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่ยังกระทบต่อความน่าเชื่อถือของหน่วยงานท้องถิ่นที่ประชาชนคาดหวังว่าจะเป็นผู้นำในการต่อต้านยาเสพติดให้หมดสิ้นไป

โดย โครงการมหาดไทยสีขาว นี้เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาลภายใต้ชื่อ No Drugs No Dealers ซึ่งมุ่งสร้าง Safe Zone No Drugs ให้เกิดขึ้นในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะในระดับชุมชนท้องถิ่นที่ต้องการความปลอดภัยจากปัญหายาเสพติดอย่างแท้จริง การสุ่มตรวจครั้งนี้ดำเนินการโดย นายนเรศ หนูทอง ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากศอ.ปส.อ. และทีมร้อย อส.อ.สองพี่น้อง ที่ 8

โครงการมหาดไทยสีขาวและวิธีการตรวจแบบทันใจ

การตรวจสารเสพติดครั้งนี้เกิดขึ้นโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ โครงการมหาดไทยสีขาว ที่ต้องการค้นหาทั้งพนักงาน ลูกจ้าง และข้าราชการที่อาจเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ทั้งหมดมีการตรวจปัสสาวะทันที และพบว่ามีผลเป็นบวก 5 ราย โดยสารทั้งหมดเป็นพนักงานชายในกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนต้องรู้สึกตกใจว่า แม้แต่หน่วยงานท้องถิ่นที่ดูแลมาตรฐานของเมืองก็ยังมีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับปัญหายาเสพติด

การลงดาบเพื่อฟื้นความไว้วางใจ

เทศบาลในพื้นที่แห่งนี้ได้แสดงถึงความจริงจังด้วยการลงโทษทางวินัย ตัดสิทธิ์พนักงานทั้ง 5 รายทันที พร้อมให้ทำการรายงานตัวกับศูนย์อำนวยการป้องกันปราบปรามยาเสพติดเพื่อเข้ารับการบำบัด โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ทุกท้องถิ่นเป็น Safe Zone No Drugs และเป็นแบบอย่างให้กับชุมชน

ความสำคัญของโครงการมหาดไทยสีขาวในสังคมไทย

ภายใต้แนวทางของ รองนายกรัฐมนตรี ภูมิธรรม เวชยชัย ที่เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานต้องร่วมมือกันจัดการทั้งผู้เสพและผู้ค้ายาเสพติดอย่างจริงจัง โดยมีแผนปฏิบัติการ 3 เดือนเพื่อให้วงจจรร่วมกัน Quick Win และหยุดยั้งการขยายตัวของปัญหายาเสพติดในระดับพื้นฐาน โครงการมหาดไทยสีขาว จึงไม่เพียงแค่เป็นการตรวจแบบสุ่ม แต่ยังเป็นเครื่องมือสร้างความมั่นใจให้กับสังคมว่าหน่วยงานรัฐมีความใสสะอาด และพร้อมเป็นแนวหน้าของชุมชน

ทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นองค์กรท้องถิ่น ตำรวจท้องที่ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และองค์กรที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดต้องผนึกกำลังกันเพื่อให้ภารกิจยุติผลสำเร็จโดยเร็ว เพราะยิ่งประชาชนเห็นว่าเราเริ่มจากภายในหน่วยงานราชการได้จริง ก็จะยิ่งเชื่อมั่นว่ารัฐมีแนวทางที่แท้จริงในการทำลายเครือข่ายยาเสพติด

บทสรุป: เหตุการณ์นี้นับเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญ โดยเฉพาะให้กับหน่วยงานท้องถิ่นในประเทศไทย ที่แม้จะดูแลเรื่องความสะอาดและความเป็นอยู่ แต่อาจมีปัญหาภายในในรูปแบบที่คาดไม่ถึง โครงการมหาดไทยสีขาว จึงมิได้เป็นเพียงมาตรการสุ่มตรวจ แต่เป็นเครื่องมือในการสร้างวัฒนธรรมไม่ยอมรับสารเสพติด และเป็นการประกาศเจตนารมณ์ให้องค์กรรัฐก้าวสู่ยุคใหม่

ที่มา – งามหน้า! โครงการมหาดไทยสีขาวสุ่มตรวจฉี่ พบพนักงานเทศบาลชื่อดังเสพยา 5 ราย

‘โดม ปกรณ์ ลัม’ เคลียร์ชัดหลังมีชื่ออักษรใบ้คู่รักเลิกกัน ยันรักยังแฮปปี้ ถ้าไม่ดีเดี๋ยวแจ้งเอง!

‘โดม ปกรณ์ ลัม’ แจงชัด หลังข่าวอักษรย่อคู่รักเลิกกันโยงถึงตนเอง

ไม่นานมานี้ ข่าวคราวของคู่รักดาราคนดังอย่าง ‘โดม ปกรณ์ ลัม’ และ เมทัล สุขขาว ถูกจับตามองจากแฟนคลับและสื่อบันเทิงหลายสำนัก หลังมีการปล่อยข่าวที่เป็นอักษรย่อเกี่ยวกับคู่รักที่เลิกกัน หลายคนเลยเริ่มโยงว่าคู่นี้อาจมีปัญหาความสัมพันธ์ ล่าสุด หนุ่มโดมจึงถือโอกาสแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ พร้อมยืนยันว่าชีวิตคู่ยังแฮปปี้เหมือนเดิม

‘โดม ปกรณ์ ลัม’ ออกตัวแรง ยันความสัมพันธ์ยังดีอยู่

ในระหว่างร่วมงานแถลงข่าว ‘ก้าวด้วยธรรม’ ครั้งที่ 9 ประจำปี 2568 โดม ปกรณ์ ลัม ก็ถูกเพ่งเล็งจากสื่อและแฟนๆ ถึงข่าวที่กำลังเป็นกระแส เกือบทุกคำถามล้วนเป็นเรื่องของความรักที่ถูกโยงไปกับอักษรย่อดังกล่าว

หนุ่มโดมออกมาเผยว่าตนเองเพิ่งรู้เกี่ยวกับการเข้าใจผิดนี้ เขาและภรรยา เมทัล สุขขาว ยังมีความสัมพันธ์ที่ดีอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านครอบครัวและการใช้ชีวิตคู่ แม้ช่วงหลังจะไม่ค่อยมีภาพความหวานในสื่อสังคมออนไลน์ แต่ชีวิตจริงยังคงอบอุ่นเหมือนเดิม

  • ไม่ได้ลงรูปเพราะมุ่งเน้นเรื่องสุขภาพและงานวิ่ง
  • ภรรยาเมทัลโฟกัสกับการเปิดร้านสาขาที่สาม
  • หากมีปัญหา โดมยืนยันจะแจ้งด้วยตัวเอง

ข่าวลืออักษรย่อเกิดจากอะไร?

ในยุคที่โซเชียลมีเดียกลายเป็นพื้นที่ของข่าวลือและการวิเคราะห์ไปต่างๆ นานา การถูกจับโยงไปยังอักษรย่อบางครั้งก็เกิดจากความเข้าใจผิด หรือการสังเกตว่าคู่รักนั้นไม่ได้ลงรูปคู่บ่อยเท่าก่อน โดย โดม ปกรณ์ ลัม แจงว่าเขาไม่ได้ลงรูปเพราะส่วนใหญ่เขาทำกิจกรรมคนเดียว เช่น การวิ่งและเรื่องสุขภาพ ซึ่งเมทัลไม่ใช่สายวิ่งเหมือนกัน

ด้านงานและชีวิตประจำวัน ปัจจุบันทั้งคู่มีภารกิจสำคัญหลายอย่าง โดยเฉพาะกับการเปิดร้านใหม่ของเมทัล ทำให้ทั้งคู่อาจไม่ได้ใช้เวลาคู่กันมากนัก ส่งผลให้คนเริ่มตีความ

คู่รักแบบ ‘โดม ปกรณ์ ลัม’ สื่อไม่ต้อง ความรักก็ยั่งยืน

‘โดม ปกรณ์ ลัม’ ยังเผยอย่างเติมความมั่นใจว่า ถ้าความรักของเขาและเมทัลเปลี่ยนแปลงจริง จะไม่มีการเงียบเฉยแน่นอน เพราะเขาเชื่อว่าทั้งคู่เป็นผู้ใหญ่พอที่จะเปิดใจและตัดสินใจร่วมกันอย่างตรงไปตรงมา

อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังสนับสนุนเมทัลอย่างเต็มที่ ด้วยการดูแลที่บ้านที่กำลังจะเสร็จสมบูรณ์ และเข้าใจดีว่าช่วงนี้คือช่วงที่เมทัลต้องสร้างตัวและมุ่งมั่นธุรกิจของเธอ ดังนั้นการให้กำลังใจแบบจริงใจจึงสำคัญกว่าการโพสต์รูปคู่

สุดท้ายแล้ว แม้จะไม่มีการอัปเดตรูปคู่ หรือสื่อโซเชียลที่เน้นความหวาน แต่สำหรับคนที่ติดตามและรู้จักกับครอบครัวของ โดม ปกรณ์ ลัม เป็นอย่างดี มักจะรู้ได้เลยว่าทั้งคู่ยังรักกันเหมือนเดิม และพร้อมที่จะก้าวข้ามทุกช่วงของชีวิตไปด้วยกัน

ที่มา – ‘โดม ปกรณ์ ลัม’ เคลียร์ชัดหลังมีชื่ออักษรใบ้คู่รักเลิกกัน ยันรักยังแฮปปี้ ถ้าไม่ดีเดี๋ยวแจ้งเอง!

นัดสื่อแถลงโต้ ‘มหาดไทย’ ปมพิพาทที่ดิน ‘เขากระโดง’ 5,083 ไร่ 7 ส.ค.นี้

นัดสื่อแถลงโต้ ‘มหาดไทย’ กับประเด็นปมพิพาทที่ดินเขากระโดง 5,083 ไร่ 7 สิงหาคมนี้

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ที่ผ่านมา ได้มีการรายงานออกมาว่า บริษัท บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จำกัด และบริษัท บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จำกัด ได้ออกจดหมายเชิญชวนสื่อมวลชนให้มาร่วมงานแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ โดยมีจุดประสงค์เพื่อชี้แจงในประเด็นข้อพิพาทที่ดินเขากระโดง ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์

บริบทของข้อพิพาทที่ดินเขากระโดง

ข้อพิพาทนี้เกิดขึ้นภายหลังจากที่ทาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาแถลงข่าวเมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา เกี่ยวกับการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ของที่ดินเขากระโดง ที่มีพื้นที่รวมกว่า 5,083 ไร่ และมีผู้ถือครองเอกสารสิทธิ์จำนวน 995 ราย โดยการเพิกถอนดังกล่าวทางการรถไฟแห่งประเทศไทยอ้างสิทธิ์ว่าเป็นเจ้าของที่ดินพื้นที่ดังกล่าว ทำให้ประชาชนทั่วไปและผู้ประกอบธุรกิจที่ดินได้รับผลกระทบ

งานแถลงข่าวครั้งนี้ไม่เพียงแค่ให้รายละเอียดทางเอกสาร แต่ยังเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนเข้าไปยังพื้นที่จริง เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้สาธารณะชนได้รับรู้ข้อมูลอย่างถูกต้อง โดยงานนัดหมายครั้งสำคัญนี้กำหนดจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 7 สิงหาคม 2568 เวลา 10.30 น. ณ สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์

จับตาวันสำคัญของปมพิพาทที่ดินเขากระโดง

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นประเด็นสาธารณะที่ได้รับความสนใจจากผู้คนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ติดตามเรื่องราวทางกฎหมาย รวมไปถึงข้อขัดแย้งด้านที่ดินในเมืองไทย ทั้งนี้ ประชาชนและผู้ประกอบธุรกิจต่างกำลังรอฟังความชัดเจนว่าทางบริษัทผู้รับผิดชอบสนามแข่งและพื้นที่บริเวณดังกล่าว จะมีข้อมูลสนับสนุนใดบ้างที่จะขจัดความสับสนที่เกิดขึ้น

ในระหว่างการแถลงข่าว นอกจากการชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว สื่อมวลชนจะถูกพาลงพื้นที่จริงของกรณีปมพิพาทที่ดินเขากระโดง ทั้งหมด 5,083 ไร่ เพื่อสร้างความเข้าใจในบริบทที่ละเอียดลึกซึ้งยิ่งขึ้น และเปิดเผยข้อมูลที่อาจไม่เคยเผยแพร่ในสื่อก่อนหน้า

สำหรับผู้ที่ไม่ได้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ข้อขัดแย้งด้านการถือครองสิทธิ์ที่ดินระหว่างหน่วยงานรัฐกับเอกชนหรือประชาชนนั้นไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกในกรณีนี้ แต่สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับปรุงระบบจัดการที่ดินที่โปร่งใสและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาซ้ำรอยในอนาคต

ประเด็นนี้จะไม่เพียงแต่สร้างความเปลี่ยนแปลงต่อผู้ถูกกระทบในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังจะเป็นบรรทัดฐานสำคัญในอนาคตหากมีข้อกรณีเช่นนี้เกิดขึ้นอีก โดยเฉพาะในแวดวงเศรษฐกิจและพลังงานที่การพัฒนาโครงการขนาดใหญ่จำเป็นต้องอาศัยความชัดเจนทางกฎหมาย

  • วันที่จัดแถลงข่าว: 7 ส.ค. 2568
  • เวลา: 10.30 น.
  • สถานที่: สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต, บุรีรัมย์
  • กำหนดการนำสื่อลงพื้นที่จริงเพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติม

ทุกสิ่งกำลังจะถูกเปิดเผยในวันที่ 7 สิงหาคม ด้วยความหวังว่าข้อเท็จจริงจะถูกสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้สาธารณชนได้มีฐานข้อมูลที่เชื่อถือได้ พร้อมจับตามองถึงการดำเนินนโยบายที่ดินในยุคใหม่.

อย่าลืมติดตามการรายงานข่าวสารอย่างเข้มข้นในวันและสถานที่ที่กำหนด เพื่อไม่ให้พลาดข้อมูลใหม่ ๆ ที่สำคัญ.

ที่มา – นัดสื่อแถลงโต้ ‘มหาดไทย’ ปมพิพาทที่ดิน ‘เขากระโดง’ 5,083 ไร่ 7 ส.ค.นี้

อิซัคยังไม่หักสาลิกาดง หลังกลับมาซ้อมได้แล้ว

ข่าวใหญ่ในวงการลูกหนังอังกฤษ! กับการที่ อิซัคยังไม่หักสาลิกาดง แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีข่าวลือหนักเกี่ยวกับการย้ายทีม ล่าสุดนักเตะคนสำคัญของสโมสรนิวคาสเซิล ยูไนเต็ดอย่าง อเล็กซานเดอร์ อิซัค ได้เดินทางกลับมารายงานตัวกับทีมแล้วเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา แม้เจ้าตัวจะแจ้งกับสโมสรเป็นที่เรียบร้อยว่า ต้องการย้ายทีมในช่วงตลาดซื้อขายซัมเมอร์นี้

อิซัคยังไม่หักสาลิกาดง แม้แยกไปซ้อมกับรีลโซเซียดัด

แม้ว่า อิซัคยังไม่หักสาลิกาดง แต่เจ้าตัวได้เลือกแยกไปฝึกซ้อมเพื่อเรียกความฟิตกับรีล โซเซียดัด โดยเป็นอดีตสโมสรเก่าที่เขามีความผูกพันมาก่อน อย่างไรก็ตาม นิวคาสเซิลยืนยันว่า อิซัคได้รับบาดเจ็บที่ต้นขา จึงไม่ได้ร่วมทัวร์เอเชียในช่วงปรีซีซั่นกับเพื่อนร่วมทีม

ลิเวอร์พูลเคยยื่น 110 ล้านปอนด์ แต่ถูกปฏิเสธ

นิวคาสเซิลเจอข่าวร้อนไม่นานมานี้ เมื่อทีมดังอย่างลิเวอร์พูลยื่นข้อเสนอสูงถึง 110 ล้านปอนด์ เพื่อดึงตัว อิซัคยังไม่หักสาลิกาดง ไปร่วมทีม แต่นิวคาสเซิลตอบปฎิเสธทันที ภายหลังจากนั้น นักเตะตัดสินใจกลับมารายงานตัวกับทีมอีกครั้ง แม้จะเคยขอขึ้นบัญชีย้ายทีมก่อนหน้านี้

เอ็ดดี ฮาว แสดงจุดยืนชัดเจน

เอ็ดดี ฮาว นายใหญ่ของนิวคาสเซิลไม่ไว้หน้ากับเรื่องวินัย โดยระบุว่า อิซัคจะต้องแสดงให้เห็นว่าเขามีคุณค่าจริงๆ ก่อนจะได้ลงซ้อมกับทีมในสัปดาห์หน้า ภายหลังการยื่นข้อเสนอขึ้นบัญชีย้ายทีม เราต้องการให้นักเตะทุกคนตระหนักว่าคือส่วนหนึ่งของทีมแม้ข่าวจะวุ่นวายเพียงใด

ฮาวยังกล่าวเสริมอีกว่า “คุณต้องคว้าสิทธิในการลงซ้อมกับเราด้วยตัวเอง เราคือนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด นักเตะทุกคนมีหน้าที่ในการเป็นส่วนหนึ่งของทีมและต้องรักษามาตรฐานให้ได้ มิเช่นนั้นก็ไม่มีที่ว่างให้ในทีมของเรา”

อย่างน่าสนใจ แม้ว่าจะมีข่าวจากหลายสถานีถึงความไม่พอใจของนักเตะเกี่ยวกับแข่งในลีก แต่ อิซัคยังไม่หักสาลิกาดง ก็เลือกกลับมาร่วมฝึกซ้อม โดยแสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพไม่ว่าจะเป็นกรณีใด แต่แน่นอนว่านี่ยังคงเป็นข่าวที่ต้องติดตามต่อ

อิซัคยังไม่หักสาลิกาดง พิสูจน์ให้เห็นถึงสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้ในโลกของฟุตบอล การตัดสินใจของเขาอาจมีผลต่อทิศทางของทั้งสโมสรและตัวนักเตะเอง หลังจากที่การเจรจากับลิเวอร์พูลยังไม่สรุปแบบเป็นทางการ

ที่มา – อิซัคยังไม่หักสาลิกาดง หลังกลับมารายงานตัวเรียบร้อย

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเผยยังมีพื้นที่น้ำท่วมจากพายุวิภาใน 4 จังหวัด 8 อำเภอ

สถานการณ์น้ำท่วมจากพายุวิภาล่าสุดในประเทศไทย

จากข้อมูลล่าสุดที่เผยแพร่โดย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เผยว่า แม้อิทธิพลของพายุโซนร้อนวิภาจะเริ่มลดความรุนแรงลง แต่ยังมีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมใน 4 จังหวัด รวม 8 อำเภอ โดยรายละเอียดระบุว่า สถานการณ์น้ำยังคงท่วมขังในหลายพื้นที่ แม้ว่าจะมีการบรรเทาลงในบางจังหวัด แต่ในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก ระดับน้ำกลับเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

พื้นที่ที่ยังคงได้รับผลกระทบจากพายุวิภา

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2568 นายสหรัฐ วงศ์สกุลวิวัฒน์ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ใช้เวลาร่วมในการประชุมติดตามสถานการณ์เพื่อประเมินภาพรวมของน้ำท่วมและดินถล่มที่เกิดขึ้นจากพายุโซนร้อนวิภา

โดยข้อมูลระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม ถึง 3 สิงหาคม 2568 มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยถึง 12 จังหวัด ได้แก่ น่าน เชียงราย พะเยา ลำปาง เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน แพร่ สุโขทัย พิษณุโลก ตาก อุตรดิตถ์ และ เลย ครอบคลุมทั้งหมด 74 อำเภอ 365 ตำบล และ 2,390 หมู่บ้าน มีประชาชนได้รับผลกระมากกว่า 74,591 ครัวเรือน และ 233,487 คน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 6 ราย

สถานการณ์ในปัจจุบันยังคงมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ น่าน เชียงราย สุโขทัย และ พิษณุโลก ใน 8 อำเภอ 19 ตำบล และ 52 หมู่บ้าน เพื่อให้แน่ใจว่าประชาชนได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดี ทั้งการแจกจ่าย ถุงยังชีพ เครื่องอุปโภคบริโภค รวมถึงสิ่งของจำเป็นอื่นๆ ให้ถึงมือผู้ประสบภัยอย่างรวดเร็วที่สุด

การช่วยเหลือหลังพายุวิภาผ่านการบูรณาการทุกภาคส่วน

นายสหรัฐได้เน้นย้ำว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อสถานการณ์จากพายุวิภา โดยได้ประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานต่างๆ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวที่ได้รับความสูญเสีย ทั้งผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บให้ได้รับความช่วยเหลือทางการเงินและสิ่งจำเป็นในชีวิตอย่างรวดเร็ว

สำหรับ ถุงยังชีพพระราชทาน ได้มีการแจกจ่ายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนอย่างเร่งด่วน ส่วนการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลเช่นบ้านเรือนที่ถูกทำลายนั้น ขณะนี้มีการารักษาสิ่งแวดล้อมและความช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ แล้ว เพื่อให้ชุมชนสามารถกลับสู่ภาวะปกติได้โดยเร็ว

ประชาชนทั่วไปควรติดตามข่าวอย่างต่อเนื่อง

สำหรับประชาชนที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงและยังคงได้รับผลจากพายุวิภา เช่น 4 จังหวัด น่าน เชียงราย สุโขทัย และพิษณุโลก ควรติดตามข่าวสารและคำแนะนำจากทางการอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมอาหารแห้ง น้ำสะอาด เอกสารทางราชการที่สำคัญไว้อย่างเพียงพอ เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

  • ติดตามประกาศจากราชการทุกวัน
  • เก็บอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับเด็กและผู้สูงวัย
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางในสภาพถนนน้ำท่วม
  • สนับสนุนถุงยังชีพให้กับชุมชนที่ประสบภัย

บทสรุป: การรับมือพายุวิภาคือบททดสอบของไทยต่อวิกฤตธรรมชาติ

เหตุการณ์น้ำท่วมจากพายุวิภาในปีนี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญในการเตรียมความพร้อมรับสภาพภัยพิบัติโดยเฉพาะภัยธรรมชาติที่มักเกิดขึ้นเฉียบพลัน เช่น พายุโซนร้อน ถึงแม้ว่าสถานการณ์ส่วนใหญ่จะคลี่คลายลง แต่ยังมีพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างน่านห่วง ซึ่ง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ใช้การบูรณาการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ความช่วยเหลือ

ในสถานการณ์เช่นนี้ นอกจากหน่วยงานรัฐแล้ว การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและชุมชนก็ถือว่ามีบทบาทสำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นการรับข้อมูลข่าวสารอย่างรวดเร็ว การเผยแพร่หมายกำหนดการ และการออกร่วมช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ ขอให้ทุกคนติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและพร้อมสนับสนุนกันในทุกรูปแบบ

Call to Action: หากคุณอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ควรเตรียมแผนสำรองด้านการรักษาความปลอดภัยและทรัพย์สิน แต่หากคุณอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย คุณสามารถมีส่วนร่วมช่วยเหลือด้วยการบริจาคถุงยังชีพหรือเงินสนับสนุนหน่วยงานรัฐ เพื่อช่วยฟื้นฟูชุมชนที่ได้รับผลกระทบ

ที่มา – ‘กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย’ เผยยังมีพื้นที่น้ำท่วมจากพายุวิภา 4 จังหวัด 8 อำเภอ

ซีพีมอบทุนบุตรทหารกล้า สามประธานหนุนโอกาสเรียนถึงปริญญาตรี พร้อมรับเข้าทำงานในเครือฯ

เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ CP Group ได้ประกาศถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการศึกษาของบุตรทหารกล้าอย่างเต็มที่ ภายใต้โครงการที่มีชื่อว่า ซีพีมอบทุนบุตรทหารกล้า ซึ่งเป็นการแสดงความเคารพและความเสียสละของผู้ปกป้องประเทศชาติ โดยมีการสนับสนุนตั้งแต่ระดับการศึกษาพื้นฐานจนถึงปริญญาตรี และเปิดโอกาสให้บุตรเหล่านี้เข้าทำงานในเครือซีพีได้โดยตรง

ความมุ่งมั่นตามแนวคิด “หลักสามประโยชน์”

โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการให้ทุนการศึกษาทั่วไป แต่สะท้อนถึงจรรยาบรรณทางธุรกิจที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ยึดถือ นั่นคือ หลักสามประโยชน์ ซึ่งหมายถึงประโยชน์ต่อประเทศชาติ ประโยชน์ต่อประชาชน และประโยชน์ต่อองค์กร โดยการสนับสนุนนี้เป็นการยึดมั่นในคำมั่นสัญญาที่ว่า เมื่อใครอุทิศชีวิตให้ประเทศ ซีพีจะคอยอยู่เคียงข้างครอบครัวของพวกเขา

ซีพีมอบทุนบุตรทหารกล้า เพื่ออนาคตที่ดีกว่า

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร กล่าวว่า การศึกษาเป็นกุญแจสำคัญสู่ความยั่งยืน ซึ่งบุตรทหารกล้าควรได้รับโอกาสเท่าเทียม ทั้งในด้านการเรียนและการทำงานในอนาคต เพื่อที่จะเติบโตไปพร้อมกับสังคม โครงการจึงไม่ใช่แค่การจ่ายเงิน แต่เป็นการสร้างเส้นทางอาชีพให้พวกเขาอย่างแท้จริง

ความร่วมมือจาก สามประธานแห่งเครือเจริญโภคภัณฑ์ สะท้อนให้เห็นถึงความจริงใจและแนวทางร่วมที่ชัดเจนในการดูแลครอบครัวของทหารผ่านศึก แม้พวกเขาเองจะไม่ได้งดงามอยู่ในบทบาทหน้าสื่อ แต่กลับทุ่มเทชีวิตเพื่อสร้างอนาคตที่ดีให้คนรุ่นต่อไป

โดยมีการตั้งเป้าหมายระยะยาวว่าทุนนี้จะมอบมากกว่าแค่การเงิน

  • เปิดโอกาสในการเรียนต่อจนจบปริญญาตรี
  • สนับสนุนการพัฒนาทักษะการทำงานในเครือซีพี
  • สร้างชีวิตที่มั่นคง และรำลึกถึงความเสียสละของผู้ที่ปกป้องชาติ

ซึ่งในระยะต่อไป เครือซีพีจะมีการร่วมมือกับหน่วยงานทหารในการคัดเลือกผู้มีคุณสมบัติอย่างละเอียด เพื่อให้โครงการนี้สามารถดำเนินไปได้อย่างยั่งยืน ในขณะเดียวกัน ก็พร้อมที่จะรับผู้ได้รับทุนเข้าทำงานภายหลังจบการศึกษา ตามที่มีการเปิดเผยในงานแถลงข่าวล่าสุด

นอกจากนี้ โครงการ ซีพีมอบทุนบุตรทหารกล้า ยังได้รับการตอบรับด้วยเสียงชื่นชมจากหลากหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นประชาชนหรือพนักงานในเครือที่รู้สึกว่า นี่เป็นแนวทางที่ดีในการสร้างแรงบันดาลใจ และเป็นแบบอย่างของการทำงานเคียงคู่กับประเทศชาติอย่างแท้จริง

หากแนวโน้มนี้ยังคงดำเนินต่อไป จะเห็นได้ว่า CSR หรือความรับผิดชอบต่อสังคมในรูปแบบขององค์กรธุรกิจจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้น ไม่เพียงแค่ในการสร้างภาพลักษณ์ แต่ยังรวมถึงการเป็นเครือข่ายร่วมในการพัฒนาคนดีของประเทศ

คุณสามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการเพื่อสังคมของ ซีพี และนโยบายด้านการศึกษาได้ในอนาคต เพราะซีพีมีแผนการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อผลักดันให้สังคมและเยาวชนไทยมีวันพรุ่งนี้ที่ดีขึ้น

ที่มา – ซีพีมอบทุนบุตรทหารกล้า สามประธานหนุนเรียนถึงปริญญาตรี พร้อมรับเข้าทำงานในเครือฯ

โฆษกกองทัพบกโต้กลาโหมกัมพูชา ชี้ช่องอานม้าเป็นของไทยอย่างชัดเจน

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ได้เกิดประเด็นร้อนแรงขึ้น เมื่อกลุ่มผู้สื่อข่าวในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยรายงานเกี่ยวกับคำกล่าวหาระหว่างประเทศ โดยโฆษกกระทรวงกลาโหมของกัมพูชารายงานว่า ฝ่ายไทยมีการส่งทหารพร้อมยุทโธปกรณ์เข้าไปในพื้นที่ที่เรียกว่า ‘อานแซะ’ หลังจากข้อตกลงหยุดยิงได้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ ยังกล่าวหาว่าฝ่ายไทยได้ทำการลาดตระเวนและกระทำรุกล้ำดินแดนอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกของไทยได้ออกมาชี้แจงอย่างละเอียด โดยระบุว่า พื้นที่ที่ถูกพูดถึงนั้นเป็นบริเวณ ‘ช่องอานม้า’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเขตแดนที่อยู่ภายใต้อธิปไตยของไทย โดยการดำเนินการของฝ่ายไทยไม่ใช่การรุกราน แต่เป็นการรักษาความมั่นคงตามแนวเส้นปฏิบัติการของตนเอง

ช่องอานม้าอยู่ในอธิปไตยไทยอย่างแน่นอน

โฆษกกองทัพบกเน้นย้ำว่า ช่องอานม้า ไม่ใช่พื้นที่ของกัมพูชา แต่เป็นของประเทศไทย และที่ผ่านมา ฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายที่รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ของไทยหลายครั้ง ทั้งนี้ ไทยได้ยื่นหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการในทุกระดับ แต่จนถึงขณะนี้กัมพูชายังไม่มีการตอบสนองหรือดำเนินการแก้ไขใด ๆ เลย

ไทยดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและเสริมความมั่นคงอย่างจริงจัง

หลังจากที่ฝ่ายไทยสามารถยึดและควบคุม ช่องอานม้า ได้โดยสมบูรณ์ กองทัพไทยได้เริ่มดำเนินกิจกรรมเพื่อความปลอดภัยในพื้นที่ ทั้งการเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่ยังคงค้างอยู่จากการกระทำของฝ่ายกัมพูชาในอดีต และการใช้เครื่องจักรหนักในการเคลียร์พื้นที่เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่

การขจัดสิ่งกีดขวางเหล่านี้ไม่ใช่เพียงหนทางในการปกป้อง ช่องอานม้า ให้เป็นของไทย แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคงในระยะยาว สำหรับเส้นแนวปฏิบัติการที่ชัดเจน ให้สามารถควบคุมพื้นที่และเตรียมความพร้อมได้ทันทีหากเกิดเหตุไม่คาดคิด

ประเด็นเกี่ยวกับ ช่องอานม้า กลับมาเป็นข่าวที่สื่อมวลชนและประชาชนไทยให้ความสนใจอีกครั้ง สะท้อนให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาต้องใช้การเจรจาและการยึดมั่นในหลักเขตแดนอย่างรอบคอบและรอบด้าน

ที่มา – โฆษกกองทัพบก โต้ กลาโหมกัมพูชา ยัน ‘ช่องอานม้า’ อยู่ในอธิปไตยไทย