ผู้เขียน: ข่าวไทย แอดมิน

ติวเข้มผู้บริหารเขต สปภ. และแพทย์ฉุกเฉิน เสริมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ จากกรณีแผ่นดินไหว 28 มีนาคม 2568

ติวเข้มผู้บริหารเขต สปภ. และแพทย์ฉุกเฉิน เสริมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2568 ที่ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร บริเวณเสาชิงช้า แขวงพระนคร มีการจัดเวิร์กช็อปแบบเข้มข้นเกี่ยวกับการบริหารจัดการภัยพิบัติ โดยเฉพาะจากเหตุการณ์ แผ่นดินไหว เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 โดยมีผู้ร่วมเสวนาจากหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และผู้บริหารระดับเขต เพื่อแชร์ ประสบการณ์ตรง และแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ

การเสวนาเพื่อเสริมความเข้าใจและแก้ปัญหาจริง

การเสวนาครั้งนี้จัดขึ้นโดยสำนักงาน ก.ก. ภายใต้การดูแลของสถาบันพัฒนาทรัพยากรบุคคลกรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์หลักคือการให้ความรู้ สร้างความพร้อม และพัฒนาระบบบริหารจัดการภัยพิบัติให้กับผู้บริหารเขตและทีมงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการเกิดแผ่นดินไหวและสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

สิ่งที่ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้

ภายในงาน มีเนื้อหาครอบคลุมหลายประเด็นที่เป็นแก่นสำคัญ ดังนี้:

  • บทบาทและอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย: ทำความเข้าใจถึงสิทธิและขอบเขตการทำงานอย่างชัดเจน รวมถึงการบังคับใช้มาตรการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
  • บทบาทของผู้บัญชาการเหตุการณ์: การตัดสินใจในภาวะวิกฤต และการสั่งการเชิงยุทธศาสตร์ให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด
  • กระบวนการบริหารจัดการภัยพิบัติ: ตั้งแต่การประเมินสถานการณ์ การสื่อสารภายในองค์กร ไปจนถึงการฟื้นฟูหลังเหตุการณ์
  • ศูนย์บัญชาการ EOC: ทั้งในด้านการจัดตั้ง การทำงานภายใต้ความกดดัน และการประสานงานระหว่างฝ่ายต่าง ๆ

การนำมาใช้จริงในสถานการณ์วิกฤต

เนื่องจากในสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่มีเวลาให้กลับไปหาความรู้แบบทฤษฎี ผู้เข้าร่วมทุกคนจึงได้รับข้อมูลที่ลึกซึ้งแบบ เจาะลึกจุดอ่อนและช่องว่างในการจัดการ จากผู้เชี่ยวชาญที่เคยเผชิญเหตุการณ์แผ่นดินไหวจริง เพื่อสร้างความพร้อมมหาศาลให้กับทีมปฏิบัติการหน้างาน

กลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมกิจกรรม

โดยการเสวนาถือเป็นโครงการระยะสั้นตั้งแต่วันที่ 3–24 สิงหาคม 2568 โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 188 คน ประกอบด้วย:

  • ผู้บริหารสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (12 คน)
  • ผู้อำนวยการเขต ผู้ช่วย ผอ.เขต และหัวหน้าฝ่ายปกครองที่ยังไม่เกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ 2568 (173 คน)
  • เจ้าหน้าที่จากฝ่ายบริการการแพทย์ฉุกเฉินและสาธารณภัย คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล ม.นวมินทราธิราช (3 คน)

น.ส.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. ได้กล่าวในระหว่างเปิดเวิร์กช็อปว่า การเสวนาครั้งนี้จะช่วยให้ผู้เข้าร่วมเห็นภาพรวมถึงข้อจำกัด และaugeap ที่เกิดขึ้นกับระบบเป็นรูปธรรม จากการที่วิทยากรทั้งสามคนได้ ผ่านประสบการณ์จากเหตุการณ์แผ่นดินไหว มาโดยตรง จึงสามารถถ่ายทอดได้ทั้งในมิติของการกำกับบัญชา โครงสร้างระบบ และการบริหารจัดการภายในพื้นที่ประสบภัย

ในส่วนของสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและหน่วยงานด้านการแพทย์ฉุกเฉิน ก็ให้ความสำคัญอย่างมากในการส่งผู้แทนเข้าร่วม เพื่อเสริมความเข้าใจในทุกขั้นตอนการทำงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการตอบสนองได้อย่างเป็นระบบและว่องไว

บทเรียนจากการเสวนา

สิ่งที่เห็นได้จากการเสวนาทั้งหมดคือ ภัยพิบัติไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้า ดังนั้นทุกองค์กรต้องมีความพร้อม ทั้งในด้านกฎหมาย บุคลากร และโครงสร้างในการจัดตั้งศูนย์บัญชาการ นอกจากนี้ยังต้องมีการทดสอบความพร้อมบนข้อสมมุติที่เกิดขึ้นจริง เพื่อป้องกันช่องว่างในการปฏิบัติงาน

สำหรับผู้ที่สนใจเรื่องการเตรียม ความพร้อมรับมือภัยพิบัติ สามารถติดตามบทเรียนและรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านเอกสารที่ได้จากการเสวนา โดยบทเรียนจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งที่แล้ว จะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับการเตรียมแผนและการฝึกทีมระดับพื้นที่

วิกฤตสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และหนึ่งในภารกิจสำคัญของภาครัฐคือ การทำให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัยที่สุด เนื้อหาในครั้งนี้จึงควรถูกนำไปประยุกต์ใช้ต่อในทุกพื้นที่ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ทุกฝ่ายตอบโต้ต่อภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ติวเข้มก่อนเดินไปหน้างาน ก้าวสำคัญสู่การรับมือความเสียหาย

กิจกรรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ได้ช่วยให้ผู้บริหารและหน่วยงานต่าง ๆ ได้เห็นภาพรวมของการบริหารจัดการแบบ integrated ซึ่งปกติแล้วในช่วงเกิดภัยพิบัติ คนจำนวนมากอาจถูกตั้งคำถามทางบริหารและกฎหมายได้พร้อมกันหลายด้าน การ獬ิยะเวิร์กช็อปนี้จึงเป็นโอกาสดี ในการรื้อฟื้นศักยภาพของทีมงาน เพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำและรวดเร็วเมื่อวิกฤตจริงถามหา

ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าหน้าที่ภาครัฐ หรือภาคประชาชน การเตรียมความพร้อมด้านภัยพิบัติก็สามารถเป็นเรื่องใกล้ตัวที่มองข้ามไม่ได้ หากคุณมีความสนใจและอยากติดตามเคล็ดลับเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดการสถานการณ์ฉุกเฉิน สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกอบรมต่อไปได้ผ่านโครงการของสถาบันพัฒนาทรัพยากรบุคคลกรุงเทพมหานคร

ติวเข้มทั้งผู้บริหารเขต สปภ. และทีมแพทย์ฉุกเฉิน คือจุดเริ่มต้นของความมั่นได้หากต้อง เผชิญกับภัยพิบัติ ที่ไม่คาดฝัน

ที่มา – ติวเข้ม’ผู้บริหารเขต – สปภ. – แพทย์ฉุกเฉิน’เสริมแกร่งรับมือภัยพิบัติ ถอดบทเรียนแผ่นดินไหวแบบเจาะลึก

ประธานาธิบดีอินโดนีเซียอภัยโทษ ‘ฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง’

ประธานาธิบดีอินโดนีเซียอภัยโทษ ‘ฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง’ ถือเป็นประเด็นที่สร้างความฮือฮาในวงการเมืองอินโดนีเซียอย่างมาก เมื่อในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา พล.ท.ปราโบโว ประธานาธิบดีของประเทศ ได้ออกคำสั่งอภัยโทษให้กับนักการเมืองสองคนที่เคยอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล ซึ่งเชื่อมโยงกับการเฉลิมฉลองวันเอกราชของอินโดนีเซียในเดือนนี้

ที่มาของการอภัยโทษ

โดย ประธานาธิบดีอินโดนีเซียอภัยโทษ ‘ฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง’ นั้น ประกอบด้วย นายฮัสโต คริสติยันโต เลขาธิการพรรคประชาธิปไตยแห่งการต่อสู้ในอินโดนีเซีย (พีดีไอพี) ซึ่งเป็นพรรคใหญ่อันดับหนึ่งในรัฐสภา และนายโทมัส ตรีกาสิห์ เลมบง อดีต รมว.การค้าในยุคของอดีตประธานาธิบดีโจโค วิโดโด

ฮัสโต คริสติยันโต ได้รับอะไรบ้าง?

นายฮัสโตเคยถูกตัดสินจำคุก 3 ปี 6 เดือน ในข้อหารับสินบนเจ้าหน้าที่การเลือกตั้ง แม้คำตัดสินยังคงเดิม แต่รัฐบาลได้เพิกถอนโทษจำคุกให้ ทำให้เขาสามารถกลับไปใช้ชีวิตทางการเมืองได้อีกครั้ง เช่นเดียวกับกรณีของเลมบง ที่ถูกตัดสินโทษข้อหาอนุญาตให้เกิดการนำเข้าน้ำตาลที่ผิดกฎหมาย อภัยโทษที่เกิดขึ้นจึงถูกมองว่าเป็นสัญญาณของการปรองดองทางการเมือง

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หลายคนมองว่า ‘การอภัยโทษ’ ครั้งนี้มีแรงจูงใจทางการเมืองในระยะยาว เพื่อดึงดูดเสียงสนับสนุนจากพรรคพีดีไอพี ซึ่งถือเป็นพรรคใหญ่ และเป็นฐานเสียงสำคัญสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป

  • เป็นการส่งสัญญาณปรองดอง
  • อาจเป็นตัวช่วยสร้างความร่วมมือระหว่างฝ่ายต่างๆ
  • สะท้อนภาพลักษณ์ของประธานาธิบดีที่เน้นการรวมใจกันมากกว่าการแบ่งแยก

นอกจากนี้ การตัดสินใจของ พล.ท.ปราโบโว ยังได้รับอิทธิพลจากแรงกดดันของประชาชน โดยเฉพาะกรณีของอดีต รมว.การค้า ที่ประชาชนจำนวนมากออกมาเคลื่อนไหวประท้วง ต้องการให้ทบทวนโทษ ซึ่งหลังอภัยโทษเข้ามา ความไม่พอใจของผู้คนบางส่วนก็ได้คลี่คลายลง

ผลกระทบต่อการเมืองอินโดนีเซีย

คำสั่งของ ประธานาธิบดีอินโดนีเซียอภัยโทษ ‘ฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง’ ยังมีคำถามตามมามากมาย โดยเฉพาะเรื่องความโปร่งใสและความเป็นธรรม แต่ในทางการเมือง ก็ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ ‘ผู้มีบทบาท’ กลับมาแข่งขันทางการเมืองอีกครั้ง ซึ่งอาจมีผลต่อสมดุลอำนาจภายในรัฐสภา

สิ่งที่น่าสนใจ คือ รัฐบาลอินโดนีเซียกำลังหาแนวทางใหม่ในการบริหารประเทศหลังวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ การทุจริตในระดับสูง หรือการเปลี่ยนแปลงจากการเลือกตั้งที่ใกล้จะมาถึง การอภัยโทษถือเป็นเรื่องแสงสีที่ดึงความสนใจจากสื่อ แต่เบื้องลึกก็อาจเป็นแค่ยุทธศาสตร์ทางการเมืองที่ช่วยสร้างพันธมิตรใหม่ให้แข็งแรงขึ้น

สิ่งที่คนมหาศาลต้องติดตาม คือว่า หลังอภัยโทษแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับพรรคพีดีไอพีจะเปลี่ยนแปลงไปในทางใด และการเคลื่อนไหวต่อต้านหรือแรงกดดันจากฝ่ายประชาสังคมจะเพิ่มขึ้นหรือไม่ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งที่จะชี้อนาคตทางการเมืองของอินโดนีเซีย

ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ที่ตามเทรนด์การเมือง ชอบเสพข่าวสาร หรือกำลังมองหาแนวทางใหม่สำหรับเมืองไทย การติดตามประเด็นอย่างละเอียดว่ารัฐบาลอินโดนีเซียใช้ ประธานาธิบดีอินโดนีเซียอภัยโทษ ‘ฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง’ เพื่อดึงดูดเสียงใจต่างๆ ได้อย่างไร ถือเป็นบทเรียนที่น่าสนใจในโลกของการเมืองสมัยใหม่

อยากมีข้อมูลลึกในการวิเคราะห์การเมือง? ติดตามบทวิเคราะห์และแนวโน้มล่าสุดได้ที่นี่ ทุกการเปลี่ยนแปลงในโลกการเมืองคือบทสนทนาที่ไม่เคยสิ้นสุด

ที่มา – ประธานาธิบดีอินโดนีเซียอภัยโทษ “ฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง”

สพป.กระบี่ปลุกพลังครูปฐมวัย สร้างเกราะป้องกันยาเสพติดตั้งแต่วัยเยาว์

สพป.กระบี่ ปลุกพลังครูปฐมวัย สร้างเกราะป้องกันยาเสพติดตั้งแต่วัยเยาว์

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 1 อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ ได้มีการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งสำคัญ โดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ ได้จัดกิจกรรมภายใต้หัวข้อ ‘เสริมสร้างศักยภาพครูผู้สอน เพื่อพัฒนาทักษะทางสมอง (Executive Function: EF) สำหรับเด็กปฐมวัย ในการป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติดในสถานศึกษา’ เป็นกิจกรรมที่เน้นการพัฒนาพฤติกรรมและทักษะพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับเด็กเล็ก เพราะช่วงวัยปฐมวัยนั้นถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเติบโตในชีวิต

ทำไมวัยปฐมวัยจึงเป็นหัวใจของการสร้างเกราะป้องกันยาเสพติด?

โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 1 ได้เปิดพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ครั้งสำคัญ โดยมีครูปฐมวัยจากโรงเรียนจำนวน 186 แห่งเข้าร่วมงาน เมื่อเด็กอยู่ในช่วงวัยปฐมวัย สมองของพวกเขายังมีความอ่อนไหว แต่ก็ยังสามารถพัฒนาได้สูงมากเช่นกัน การสร้างพื้นฐานทางด้าน EF หรือทักษะการรู้คิด เช่น การควบคุมอารมณ์ การวางแผน และการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล ช่วยสร้าง ‘ภูมิคุ้มกัน’ ให้เด็กเติบโตมาโดยมีภูมิคุ้มกันทางสติปัญญา เตรียมพร้อมรับมือกับปัจจัยเสี่ยงในอนาคต โดยเฉพาะเรื่องของยาเสพติด

บทบาทของครูปฐมวัยในภารกิจป้องกันยาเสพติด

ครูปฐมวัยมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการสร้างแนวคิดที่ดีและดูแลพัฒนาการของเด็ก เพราะพวกเขาคือกลุ่มคนที่ใกล้ชิดเด็กตั้งแต่เริ่มต้นวัยเรียน โดยสพป.กระบี่ได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการขึ้นโดยมีจุดประสงค์หลัก คือ การเสริมความรู้ให้ครูสามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริม EF ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงให้เกิดนวัตกรรมหรือแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้จริงในสถานศึกษา

สิ่งที่ได้จาก workshop สพป.กระบี่

ในงานครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นางสาวชลิดา กิจธรรมาภิรักษ์ เป็นวิทยากรหลัก ซึ่งได้ถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคนิคต่าง ๆ ในการพัฒนา EF สำหรับเด็กปฐมวัย เน้นการประยุกต์ใช้จริงในพื้นที่การศึกษา และสะท้อนแนวคิดที่ว่า การสร้างพฤติกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมตั้งแต่วัยเยาว์ จะช่วยลดผลกระทบด้านลบในอนาคต รวมถึงความเสี่ยงจากการเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด

วิธีการฝึกทักษะ EF ให้เด็กปฐมวัย

เรามีเทคนิคง่าย ๆ ที่ครูและผู้ปกครองสามารถใช้ได้จริง อาทิ:

  • ทบทวนกิจกรรมยามเช้ากับเด็กๆ ด้วยการวางตารางสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวัน
  • ฝึกการรอคอยด้วยการเล่นเกมแบบมีกฎเกณฑ์
  • ส่งเสริมการคิดด้วยคำถามเปิดที่ช่วยให้เด็กๆ พูดและแสดงความคิดเห็น

การได้รับการฝึกฝนจาก สพป.กระบี่ปลุกพลังครูปฐมวัย จะทำให้เด็กสามารถควบคุมอารมณ์ เรียนรู้การใช้ภาษาของเหตุผล และสร้างนิสัยการกระทำที่มีความรับผิดชอบตั้งแต่วัยเยาว์

การลงมือป้องกันปัญหายาเสพติดตั้งแต่เนิ่นๆ คือความมั่นคงทางสังคม

สพป.กระบี่ไม่ได้เพียงเริ่มต้นกิจกรรมการอบรมครั้งหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการปลุกพลังครูปฐมวัยให้กลายเป็นแนวหน้าในการสร้างสังคมที่ปลอดภัยและยั่งยืน การวางรากฐานจิตใจและทักษะทางสมอง เริ่มต้นจากการตัดสินใจอย่างมีเหตุผลมากกว่าใช้อารมณ์หรือแรงจูงใจชั่ววูบ ซึ่งเมื่อเด็กมี EF ที่แข็งแรง เขาจะเติบโตขึ้นมาพร้อมความเข้าใจในตนเองและมีแนวทางที่ชัดเจน

ทักษะเหล่านี้ไม่ใช่เพียง ‘ความสามารถเฉพาะตัว’ แต่เป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ชีวิตและเป็นวิธีง่าย ๆ ในการสร้างสันติในสังคม ด้วยการป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้นทาง

หากคุณเป็นครู ผู้ปกครอง หรือผู้สนใจเรื่องการศึกษา แนวทางจาก สพป.กระบี่ปลุกพลังครูปฐมวัย สร้างเกราะป้องกันยาเสพติดตั้งแต่วัยเยาว์ อาจเป็นแรงบันดาลใจในการปรับรูปแบบการสอน หรือกิจกรรมที่คุณใช้ในบ้านและห้องเรียน เพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับคนรุ่นใหม่ให้เติบโตมาอย่างแข็งแรงทั้งกายและใจ

ที่มา – สพป.กระบี่ ปลุกพลังครูปฐมวัย สร้างเกราะป้องกันยาเสพติดตั้งแต่วัยเยาว์

ธีรรัตน์มอบเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยจากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2567 น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางไปที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อมอบเงินในส่วนของกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี ให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จำนวน 700,000 บาท

โดยมีรายชื่อผู้ร่วมคณะในการลงพื้นที่ครั้งนี้ประกอบด้วย ว่าที่ พ.ต.อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี, นายวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย และนายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมที่ลงพื้นที่ร่วมกัน เพื่อรับฟังปัญหา และมอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้นให้กับประชาชนผู้ได้รับผลกระทบโดยเฉพาะนายปอด โจรสา ที่ได้รับผลจากการทุพพลภาพ

ธีรรัตน์กล่าวให้กำลังใจผู้ประสบภัยชายแดนไทย-กัมพูชา

นอกจากการมอบเงินแล้ว น.ส.ธีรรัตน์ ยังได้กล่าวให้กำลังใจกับผู้ประสบภัยและครอบครัวว่า รัฐบาลมีความห่วงใยอย่างลึกซึ้งต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นบนพื้นที่ชายแดนของไทยและกัมพูชา โดยนายกรัฐมนตรีให้ความใส่ใจกับประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด พร้อมสั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติการเยียวยาอย่างต่อเนื่องและจริงใจที่สุด ทั้งในการดูแลคุณภาพชีวิตด้านร่างกายและจิตใจ

ขั้นตอนการช่วยเหลือจากกองทุนช่วยผู้ประสบสาธารณภัยของรัฐบาล

การมอบเงินช่วยเหลือครั้งนี้ไม่เพียงแต่แสดงถึงความรับผิดชอบของรัฐบาล แต่ยังสะท้อนถึงการตัดสินใจอย่างรวดเร็วจากคณะกรรมการที่จัดการกองทุนดังกล่าว ซึ่งหลังจากมีการประชุมและลงมติเห็นชอบในหลักการ รัฐก็เดินหน้ากระจายเงินไปยังครอบครัวของผู้ได้รับผลกระทบทันที เพื่อให้ช่วยเยียวยาความเสียหายในระยะสั้น รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นว่ารัฐยังคงอยู่เคียงข้างในทุกสถานการณ์ที่ยากลำบาก

ขั้นตอนการดำเนินการแบบนี้ไม่เพียงแต่เพิ่มความรวดเร็ว แต่ยังลดความเครียดและความกังวลของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนที่ต้องเผชิญกับปัจจัยแวดล้อมจากภาวะความไม่สงบและความเสี่ยงในชีวิตเป็นประจำ ธีรรัตน์เองก็ยังย้ำว่าความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในพื้นที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อการสร้างระบบดูแลแบบเบ็ดเสร็จ

การเยียวยาต้องรอบด้าน ทั้งร่างกายและจิตใจ

การที่รัฐบาลทุ่มเทให้กับการเยียวยาแบบครบวงจรนั้น ไม่เพียงแต่เป็นการช่วยผู้ประสบภัยให้ฟื้นตัวทางกายภาพ แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นในการดูแลความเป็นอยู่และความพร้อมในการใช้ชีวิตหลังเหตุการณ์ที่ทุกข์ยาก มากไปกว่านั้น การมอบเงินจำนวนนี้ก็ถือเป็นการกระตุ้นความหวังว่ารัฐบาลจะยังคงเดินหน้าปกป้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง

นับเป็นแนวทางใหม่ที่สังคมควรมองว่า ธีรรัตน์มอบเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่ใช่แค่การสนับสนุนทางการเงิน แต่สื่อถึงจิตสำนึกในการเป็นรัฐบาลน้ำหนึ่งใจเดียวกับประชาชน โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้ จึงสะท้อนบทบาทและนโยบายที่ลงลึกสู่ชีวิตจริงได้ดี

แนวโน้มในอนาคต: หากกรอบการทำงานยังมีความชัดเจน และหน่วยงานสามารถประสานงานได้อย่างรวดเร็ว ประชาชนจะเห็นถึงประสิทธิภาพของนโยบายรัฐมากยิ่งขึ้น การเกิดเหตุสาธารณภัยอาจไม่สามารถป้องกันได้ แต่สิ่งที่สามารถปรับปรุงคือ ‘ความเร็วในการตอบสนอง’ และ ‘ความเข้าใจในความต้องการของผู้ได้รับผลกระทบ’ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องสานต่อกันต่อไปอย่างจริงจัง

ที่มา – ‘ธีรรัตน์’ มอบเงินกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยสำนักนายกฯให้ผู้รับผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา

ซาอุดีอาระเบียประหารชีวิตนักโทษ 8 รายภายในวันเดียว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงริยาด เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม โดยระบุว่ามีการประหารชีวิตนักโทษถึง 8 รายภายในวันเดียว โดยเป็นชาวโซมาเลีย 4 ราย และชาวเอธิโอเปียอีก 3 คน ส่วนอีกหนึ่งคนเป็นพลเมืองซาอุดีอาระเบียที่มีความผิดในคดีสะเทือนขวัญ ‘มาตุฆาต’

สาเหตุการลงโทษของซาอุดีอาระเบีย

จากรายงานนักโทษทั้งหมดที่ถูก ประหารชีวิตในซาอุดีอาระเบีย นั้นมาจากความผิดในหลากหลายรูปแบบ โดยมีการแบ่งกลุ่มชัดเจนระหว่างอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด และอาชญากรรมรุนแรงอื่นๆ เช่น การฆาตกรรม

ข้อมูลที่น่าสนใจ

  • นักโทษ 7 คนถูกดำเนินคดีด้วยความผิดเกี่ยวกับการค้ายาเสพติด
  • อีกหนึ่งคนเป็นพลเมืองซาอุดีอาระเบียที่กระทำความผิดสะเทือนขวัญ
  • มีผู้ถูกประหารแล้วถึง 230 รายในปี 2567 โดยกว่า 154 รายเกี่ยวข้องกับยาเสพติด

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นโยบายของซาอุดีอาระเบียนั้นออกมาอย่างชัดเจนเกี่ยวกับการเข้มงวดกับผู้กระทำความผิด โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับยาเสพติด โดยปีนี้คาดว่าจะเป็นปีที่มีการประหารชีวิตมากที่สุดในรอบหลายปี โดยสถิติในปี 2565 มีผู้ถูกประหาร 19 ราย เพิ่มขึ้นในปี 2566 ที่ระดับ 2 ราย ก่อนจะสูงขึ้นถึง 117 รายในปีที่ผ่านมา

เหตุการณ์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลซาอุดีอาระเบียในการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ การควบคุมอาชญากรรม และการไม่ยอมให้ยาเสพติดเข้ามามีบทบาทในสังคมซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในยุคโมเดิร์นของประเทศ

ผู้ที่ติดตามข่าวนี้ควรสังเกตแนวโน้มของนโยบายกฎหมายทางอาชญากรรมในตะวันออกกลาง และวิธีการจัดการแบบเรียลไทม์จากทางรัฐบาล การที่มีการลงโทษแบบทันใจเช่นนี้ ย่อมแสดงถึงระบบยุติธรรมที่เด็ดขาด และอาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ระหว่างประเทศในอนาคต

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

ที่มา – ซาอุดีอาระเบียประหารชีวิตนักโทษ 8 รายภายในวันเดียว

มูลนิธิไทยคม ช่วยฟื้นฟูบ้านเรือนผู้ประสบภัยน้ำท่วมน่านอย่างเต็มที่

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2568 มูลนิธิไทยคม ซึ่งเป็นองค์กรที่ดำเนินงานโดยครอบครัวชินวัตร ได้ลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน โดยในปีนี้ก็นับเป็นปีที่สองติดต่อกันแล้วที่มูลนิธิไทยคม ได้ออกมาเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ภายหลังจากที่ยังคงมีน้ำท่วมขังอยู่ในพื้นที่สองตำบล ได้แก่ ตำบลไหล่น่าน และตำบลกลางเวียง

มูลนิธิไทยคม มอบความช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม

ในช่วงระหว่างวันที่ 1 ถึง 3 สิงหาคม 2568 มูลนิธิไทยคม นำโดย น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ กรรมการและเลขานุการของมูลนิธิฯ ได้จัดทีมงานและอาสาสมัครกว่า 50 คน เข้าปฏิบัติภารกิจอย่างเร่งด่วน ซึ่งหลัก ๆ แล้วครอบคลุมการฟื้นฟูหลังน้ำท่วมให้กลับสู่สภาพปกติ เพื่อให้ผู้ประสบภัยสามารถใชชีวิตตามปกติได้อีกครั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง

กิจกรรมชุมชนร่วมกับท้องถิ่นในพื้นที่

มูลนิธิไทยคม ได้ร่วมมือกับเหล่าหน่วยงานท้องถิ่น โดยเฉพาะผู้นำชุมชนตำบลไหล่น่าน เพื่อพัฒนาและทำความสะอาดวัดไหล่น่าน รวมถึงพื้นที่สาธารณะต่าง ๆ การนี้ยังมีการแจกจ่ายอาหารปรุงสุกและข้าวสาร รวมไปถึงอาหารแห้งให้กับประชาชนกว่า 767 คน และยังมีการมอบอุปกรณ์ทำความสะอาดให้กับชุมชนตำบลกลางเวียง เพื่อให้คนท้องถิ่นสามารถจัดการขยะและการซ่อมแซมบ้านเรือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ยังได้จัดหา รถขนย้ายขยะและสิ่งของที่เสียหายจากน้ำท่วม บริเวณหน้าบ้านของผู้ประสบภัย ทำให้เส้นทางถนนและการสัญจรกลับมาใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น สิ่งเหล่านี้สร้างแรงบันดาลใจและช่วยฟื้นฟูกำลังใจให้กับชาวบ้านได้อย่างมาก ท่ามกลางความพยายามของทุกฝ่าย

ความร่วมมือที่นำพลังแห่งความหวังจากมูลนิธิไทยคม

ภารกิจครั้งนี้ยังแสดงให้เห็นถึงการทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็งของทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยบัญชาการทหารพัฒนาเคลื่อนที่ 31 (นพค.31) เทศบาลตำบลกลางเวียง และเหล่าอาสาสมัครจากชุมชนวัดไหล่น่าน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้กิจกรรมในการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยสามารถดำเนินไปได้ง่ายขึ้น ภายในระยะเวลาสั้น ๆ สามารถช่วยเหลือประชาชนได้มากกว่า 2,000 คน

มูลนิธิไทยคมยังได้ร่วมเป็นอีกหนึ่งแรงใจสำคัญให้กับชาวจังหวัดน่าน พร้อมทั้งเชิญชวนให้ทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟู โดยสามารถ บริจาคผ่าน QR CODE ของมูลนิธิไทยคม หรือสมัครเป็นอาสาสมัครผ่านช่องทางเฟซบุ๊กและเพจทางการของมูลนิธิฯ

  • ดูข่าวต้นฉบับและรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่เว็บไซต์ของมูลนิธิไทยคม
  • ร่วมบริจาคด้วย QR CODE บนเพจหลัก
  • สมัครเป็นไทยคมอาสา ง่าย ๆ ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย

มูลนิธิไทยคม ยังคงยึดมั่นในภารกิจด้านการช่วยเหลือสังคมอย่างไม่หยุดนิ่ง ความร่วมมือในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรวมใจกันเพื่อผ่านวิกฤต และเป็นแบบอย่างของภาคประชาชนที่ทำงานร่วมกับชุมชนและหน่วยงานต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้พี่น้องชาวจังหวัดน่านก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกันอย่างสมบูรณ์

หากคุณต้องการมีส่วนร่วมในการสนับสนุน คุณสามารถสมัครเป็น ไทยคมอาสา หรือบริจาคผ่าน QR CODE เพื่อช่วยเสริมสร้างพลังแห่งความหวังให้กับผู้ประสบภัยในจังหวัดน่าน

ที่มา – ‘มูลนิธิไทยคม’ช่วยฟื้นฟูบ้านเรือนผู้ประสบภัยน้ำท่วมน่าน

รวมพลคนจงรักภักดีร่วมปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวันแม่แห่งชาติ

กิจกรรมรวมพลคนจงรักภักดีปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวันแม่แห่งชาติ

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2568 ณ บริเวณลานเขาขยาย จังหวัดชัยนาท มีการจัดกิจกรรมสำคัญขึ้นที่แสดงถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ของประชาชนทุกกลุ่ม โดยมีพระสงฆ์ ข้าราชการ นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปกว่า 1,000 คน ร่วมกันปลูกต้นไม้รวมทั้งหมด 2,210 ต้น เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาประจำปี 2568 ซึ่งตรงกับวันที่ 12 สิงหาคมของทุกปี

งานในครั้งนี้มีการรวมตัวของบุคคลสำคัญในแวดวงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพระคณาจารย์จีนธรรมวชิรานุวัตร เจ้าอาวาสวัดมังกรกมลาวาส หรือวัดเล่งเน่ยยี่ รวมถึงพระธรรมวชิรสุนทร เจ้าคณะจังหวัดลพบุรี พระครูรุ่งจากวัดโสธร และพระไพบูลย์ สุธมฺมฐิติญาโณ จากวัดท่าซุง พร้อมด้วยครู นักเรียนจากโรงเรียนพระสุธรรมยานเถระวิทยา จังหวัดอุทัยธานี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย รศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง สมาชิกวุฒิสภา และบุคคลจากทั้งภาครัฐและเอกชน ผู้มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ ‘รวมพลคนจงรักภักดี’ ที่มาร่วมสืบสานพระปณิธานของสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่ที่ดีของปวงชน

ความหมายของต้นเบาบัด 1210 ต้นที่ปลูกในกิจกรรม

การปลูกต้นเบาบัดจำนวน 1210 ต้น นั้นมีความหมายลึกซึ้ง โดยเลข 12 สื่อถึงวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ซึ่งตรงกับวันที่ 12 สิงหาคม และเลข 10 สื่อถึงรัชกาลที่ 10 ที่ต่อเนื่องจากพระปณิธานอันยิ่งใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

  • ต้นเบาบัด: สัญลักษณ์แห่งการสร้างป่าตามพระราชดำรัส
  • ต้นตาล, มะดู่, พะยูง, ยางนา: ไม้ยืนต้นที่ช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศ

กิจกรรมนี้เกิดขึ้นภายใต้แนวคิดที่ว่า “พระเจ้าอยู่หัวคือความมั่นคงของน้ำ และประชาชนคือป่าไม้ที่คอยนำร่องความสมบูรณ์ของธรรมชาติ”

ความร่วมมือของทุกภาคส่วนใน กิจกรรมรวมพลคนจงรักภักดีปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ ไม่เพียงเป็นการทำร่วมกันให้เกิดสิ่งดีๆ กับแผ่นดิน แต่ยังถือเป็นการสืบทอดแนวพระราชดำริอย่างแท้จริง ที่ว่าเราทุกคนมีส่วนในความสมดุลของธรรมชาติและภูมิใจเป็นชาวไทยที่มีพระมหากษัตริย์

การปลูกป่าครั้งนี้ยังเป็นการแสดงพลังแห่งความรักชาติ รักศาสน์ และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างลึกซึ้ง โดยมุ่งหวังให้เขาขยายเป็นพื้นที่แห่งความร่มรื่น ที่เปรียบเสมือนแหล่งมรดกของแผ่นดินสืบไปยังคนรุ่นต่อไป

ท่านสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการทำดีตอบแทนแผ่นดินได้เช่นกัน

กิจกรรมเช่นนี้ควรเป็นแรงบันดาลใจให้กับทุกท่านในการร่วมมือกันอนุรักษ์ธรรมชาติและสืบทอดพระราชปณิธานของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่พร้อมจะเป็นป่าเพื่อปกป้องน้ำแห่งแผ่นดินไทย.

ที่มา – ‘รวมพลคนจงรักภักดี’ ร่วมปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ ‘วันแม่แห่งชาติ’

มุขมนตรีรัฐวิกตอเรียผลักดัน ‘เวิร์กฟรอมโฮม’ เป็นกฎหมาย สร้างความยืดหยุ่นในการทำงาน

มุขมนตรีรัฐวิกตอเรียในออสเตรเลีย ประกาศแผนสำคัญในการผลักดันนโยบาย ‘เวิร์กฟรอมโฮม’ ให้กลายเป็นกฎหมายอย่างเป็นทางการ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะการทำงานในยุคใหม่และตอบโจทย์ความต้องการของทั้งลูกจ้างและนายจ้าง โดยภายใต้แผนการนี้ คนทำงานที่เหมาะกับรูปแบบการทำงานระยะไกล จะมีสิทธิขอทำงานจากที่บ้านอย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์ ภายใต้หลักเกณฑ์ที่เหมาะสม

มุขมนตรีรัฐวิกตอเรียผลักดัน ‘เวิร์กฟรอมโฮม’ เป็นกฎหมาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

จากการรายงานของสำนักข่าวเอเอฟพี (AFP) เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ระบุว่า การกำหนดให้ ‘เวิร์กฟรอมโฮม’ เป็นกฎหมายนั้น มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นในการทำงานมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้พนักงานเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน มีเวลาคุณภาพกับครอบครัว และประหยัดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอีกด้วย อัลลัน ได้กล่าวว่า “เราผลักดันนโยบายนี้เนื่องจากมีข้อมูลชัดเจนที่บ่งชี้ว่าการทำงานจากที่บ้านช่วยคนทำงานให้สามารถจัดการชีวิตได้ดียิ่งขึ้น และสำหรับตำแหน่งที่สามารถบริหารจัดการให้ทำงานระยะไกลได้อย่างมีเหตุผล ก็ควรมีสิทธิ์ที่จะได้รับการสนับสนุนจากนโยบาย

รับฟังเสียงสะท้อนจากทั้งลูกจ้างและนายจ้าง

อัลลันยังได้กล่าวเสริมว่า การเปลี่ยนแปลงกฎหมายเพื่อทำให้นโยบาย ‘เวิร์กฟรอมโฮม’ เกิดขึ้นจริงนั้นจะต้องมีการปรึกษาหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นคนทำงาน สหภาพแรงงาน และนายจ้าง เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นประโยชน์ร่วมกันอย่างชัดเจน

  • เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
  • ลดภาระค่าใช้จ่ายรายสัปดาห์ของครอบครัว
  • ลดปัญหาการจราจรติดขัด

การเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลทางบวกต่อเศรษฐกิจและสังคม

นอกจากนี้ มุขมนตรีรัฐวิกตอเรียยังคาดการณ์ว่า นโยบาย ‘เวิร์กฟรอมโฮม’ ที่จะบัญญัติกฎหมายได้ จะช่วยให้คนทำงานสามารถลดต้นทุนชีวิตได้โดยเฉลี่ยถึง 110 ดอลลาร์สหรัฐต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 3,577 บาท อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัดในเขตเมือง และเปิดโอกาสให้กลุ่มสตรีหรือบุคคลที่มีภาระต่างๆ สามารถทำงานต่อได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

ถือได้ว่านี่เป็นก้าวสำคัญของออสเตรเลียที่ให้ความสำคัญกับเทรนด์การปรับวิถีชีวิตการทำงานให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัล โดยยังเน้นถึงสิทธิของคนทำงานให้มีทางเลือกในการทำงานที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของตนเอง

หากคุณกำลังติดตามเทรนด์เทคโนโลยีใหม่ๆ หรือแนวทางการปฏิวัติการทำงานที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว นโยบายนี้อาจกลายเป็นต้นแบบสำหรับประเทศอื่นๆ รวมถึงเมืองไทยในไม่ช้า ทั้งในแง่ของประสิทธิภาพการทำงาน สุขภาพจิต และความสัมพันธ์ภายในครอบครัว

คำวิเคราะห์สุดท้าย: การผลักดัน ‘เวิร์กฟรอมโฮม’ ให้กลายเป็นกฎหมายแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลรัฐวิกตอเรียตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นในโลกการทำงานยุคปัจจุบัน การใช้แนวทางที่ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับความต้องการของคนทำงานไม่เพียงเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่ยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำและสร้างสมดุลให้ชีวิตได้ดีขึ้น หากคุณเป็นคนทำงาน อย่าลืมติดตามการพัฒนานี้ไว้ให้ดีๆ เพราะอาจมีผลต่อรูปแบบการทำงานของคุณในอนาคต

เครดิตภาพ: AFP

ที่มา – มุขมนตรีรัฐวิกตอเรียในออสเตรเลีย ผลักดัน “เวิร์กฟรอมโฮม” เป็นกฎหมาย

“ก้องสนั่น-อนันตชัย” ฉลุยเข้ารอบ เปิดผลประกบคู่รอบตัดเชือก ศึกมวยรอบปูนเสือ มวยไทยพันธุ์แท้ ครั้งที่ 24

ศึกมวยรอบปูนเสือ มวยไทยพันธุ์แท้ ครั้งที่ 24 ที่เวทีมวยช่อง 7 HD เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เป็นค่ำคืนที่ตื่นเต้นของวงการมวยไทย เมื่อการแข่งขันในรอบ 8 คนสุดท้ายกำลังจะสรุปว่าใครจะมีสิทธิ์ผ่านเข้าไปลุ้นต่อในรอบรองชนะเลิศ โดยก่อนเริ่มการแข่งขัน นายปิยากร ชินะรัตนกุล ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาด ปูนตราเสือ และนายจมร เลขะกุล ตัวแทนจากปูนเสือ ได้ขึ้นคล้องพวงมาลัยให้กับนักมวยเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ ซึ่งสร้างความฮึกเหิมได้เป็นอย่างดี

“ก้องสนั่น-อนันตชัย” สร้างผลงานได้น่าประทับใจในรอบ 8 คนสุดท้าย

คู่แรกที่น่าจับตามองในศึกมวยรอบปูนเสือ มวยไทยพันธุ์แท้ ครั้งที่ 24 คือการพบกันระหว่าง ก้องสนั่น ส.เทียนโพธิ์ พบ แสงตะวัน ส.พงษ์อมร ที่พิกัด 112 ปอนด์ ซึ่งทั้งคู่ต่างเป็นนักมวยซ้ายที่มีสไตล์การชกเปิดเกมรุก อย่างไรก็ตาม ก้องสนั่น แสดงความเหนือกว่าในการเดินเกม เข้าเตะซ้ายเข้าลำตัวได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งลูกปล้ำในและเข่าที่ทำได้เด็ดขาด แม้แสงตะวันจะพยายามเดินหน้ารุก แต่ก็ไม่สามารถสู้ทางเกมของ ก้องสนั่น ได้เอาครบยก ก้องสนั่น ส.เทียนโพธิ์ เป็นฝ่ายชนะคะแนนและเข้าสู่รอบรองชนะเลิศอย่างงดงาม

ในอีกคู่ของสาย B ระหว่าง อนันตชัย ลานนาวอเตอร์ไซค์ กับ แคมารูน ศิษย์ลมหนาว ก็สร้างความประทับให้แฟนมวยอย่างมาก โดยทั้งคู่ต่างใช้หมัดขวาและการเดินเกมที่ดุดัน อนันตชัย ใช้ความสูงรุกเข้าหาและออกขวาเข้าตัวได้หนักแน่น คิดว่าแคมารูนจะตั้งเกมตอบโต้ แต่ก็ยังไม่ชัดเจนพอ ครบยก อนันตชัย เฉือนชนะคะแนนไปอย่างน่าพอใจ ส่งผลให้เข้ารอบต่อไปได้ตามฝัน

ผลการจับฉลากประกบคู่รอบรองชนะเลิศ ศึกปูนเสือประกาศแล้ว

หลังจากที่เกมการแข่งขันทั้งสองคู่ในรอบ 8 คนสุดท้ายจบลง ก็เข้าสู่พิธีจับฉลากประกบคู่รอบรองชนะเลิศทันที โดยมีสักขีพยานระดับแนวหน้าของวงการมวยอย่าง นายปิยากร ชินะรัตนกุล, เฮียชุ้น หรือนายพีรพงศ์ ธีระเดชพงศ์ และนายจมร เลขะกุล ร่วมทำพิธีอย่างเป็นทางการ

ผลการจับฉลากประกบคู่ในรอบรองชนะเลิศ ศึกมวยรอบปูนเสือ มวยไทยพันธุ์แท้ ครั้งที่ 24 มีดังนี้

  • ยอดเหล็กแหลม ต.พิทักษ์ชัย พบกับ พลายยัคฆ์ ทต.พลับพลานารายณ์
  • ก้องสนั่น ส.เทียนโพธิ์ พบกับ อนันตชัย ลานนาวอเตอร์ไซค์

ทั้ง 4 คนนี้ถือเป็นกำลังสำคัญของวงการที่จะเข้ามาช่วงชิงความเป็นหนึ่งในรอบตัดเชือก ซึ่งแน่นอนว่าคู่ “ก้องสนั่น-อนันตชัย” จะดึงดูดความสนใจจากแฟนมวยไม่น้อย เมื่อทั้งสองต่างคือหนึ่งในดาวรุ่งที่กำลังมาแรง

แฟนมวยเตรียมพบกับรอบรองชนะเลิศสุดระทึก

สำหรับรอบรองชนะเลิศของการแข่งขัน ศึกมวยรอบปูนเสือ มวยไทยพันธุ์แท้ ครั้งที่ 24 จะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคมนี้ ถ่ายทอดสดทางช่อง 7 HD เริ่มตั้งแต่เวลา 14.30 น. เป็นต้นไป แฟนมวยทั้งชาวไทยและต่างประเทศสามารถเข้ามาร่วมเชียร์และชมศึกมวยไทยระดับตำนานได้เต็มอิ่ม ที่มาของความมันส์ครั้งนี้คือเวทีช่อง 7 HD อีกครั้งที่ความเป็นไทยจะมีชีวิตผ่านการแข่งขันมวยระดับประเทศ

อย่าลืมติดตามการแข่งขันรอบรองชนะเลิศของ ศึกมวยรอบปูนเสือ มวยไทยพันธุ์แท้ ครั้งที่ 24 และเตรียมส่งพลังเชียร์ให้กับ “ก้องสนั่น-อนันตชัย” ที่กำลังจะได้ลงลุ้นกันอีกครั้งใน الأسبوعหน้า! ความเข้มข้นของมวยไทยที่คุณไม่ควรพลาด และถ้าคุณเป็นแฟนมวยรุ่นใหม่ใจยึดมั่นในความดั้งเดิม ก็ยิ่งไม่ควรพลาดโอกาสในการชมเกมรุ่นพันธุ์แท้ระดับมืออาชีพแบบนี้

ทุกสัปดาห์ของการแข่งขันนับเป็นโอกาสหนึ่งเดียวที่แฟน ๆ จะได้ดูการชกวิถีมวยไทยอย่างบริสุทธิ์ ทั้งเข่า ศอก และลูกเชิง ที่ลึกซึ้งไม่แพ้ศิลปะการต่อสู้อื่น ๆ ทั่วโลก

หากคุณไม่อยากพลาดศึกที่เรียกได้ว่าเป็นการเจอกันของผู้ชนะที่แท้จริง ติดตามรับชมทางช่อง 7 HD อย่าลืมตั้งตารอชมและส่งแรงเชียร์ให้กับทั้งสองคู่ เพื่อค้นหารายชื่อนักมวยสองคนที่จะเข้าชิงชนะเลิศในรอบสุดท้ายของ ศึกมวยรอบปูนเสือ มวยไทยพันธุ์แท้ ครั้งที่ 24

ที่มา – “ก้องสนั่น-อนันตชัย” ฉลุยเข้ารอบ เปิดผลประกบคู่รอบตัดเชือก ศึกมวยรอบปูนเสือ มวยไทยพันธุ์แท้ ครั้งที่ 24

เปิดประวัติ “ธี โสวัณฑา” อินฟลูเอนเซอร์เขมรผู้ถูก “ฮุน เซน” สั่งปลดจากตำแหน่ง

ในโลกของโซเชียลมีเดียและวงการเมืองกัมพูชา ชื่อของ “ธี โสวันทา” หรือ Thy Sovantha กลายเป็นที่พูดถึงอย่างหนักอีกครั้ง หลังจากที่ “สมเด็จฮุน เซน” ซึ่งถือเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในประเทศ ได้มีการสั่งปลดเธอจากตำแหน่งรองผู้ว่าราชการเมืองอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในประเทศที่เพิ่งจะถูกจุดระเบิดขึ้นมาอีกครั้ง

ก่อนหน้านี้ “ธี โสวันทา” เป็นที่รู้จักในฐานะ นักกิจกรรมรุ่นใหม่ ที่ใช้พื้นที่โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือในการผลักดันประเด็นทางสังคมและวิพากษ์การเมืองกัมพูชาอย่างกล้าหาญ เธอเคยร่วมเคลื่อนไหวกับพรรค Cambodia National Rescue Party (CNRP) ภายใต้การนำของ “สม รังษี” โดยเฉพาะในช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2556 ที่เธอทำหน้าที่ไลฟ์และวิจารณ์พรรครัฐบาลอย่างรุนแรง จนกลายเป็นไอดอลของกลุ่มคนรุ่นใหม่ในกัมพูชาพร้อมกับแฮชแท็ก #ChangeCambodia ที่ปรากฏทุกครั้งเมื่อเธอขึ้นปราศรัย

จุดเปลี่ยนชีวิตของ “ธี โสวันทา”

แต่จุดเปลี่ยนก็เกิดขึ้นในปลายปี 2559 เมื่อเธอถูกกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมในการโจมตีพรรคร่วมกันเอง โดยมีการเปิดเผยบทสนทนาระหว่างเธอและพลเอก ฮุน มานิต ลูกชายของฮุน เซน ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการรับเงินสนับสนุน 1 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ภาพลักษณ์ของเธอหมดสิ้นลงอย่างสิ้นเชิง

จากนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและตัวแทนของความเปลี่ยนแปลง เธอกลับกลายเป็นผู้สนับสนุนพรรคการเมืองรัฐบาลอย่างเต็มตัว นั่นคือ Cambodian People’s Party (CPP) ซึ่งภายหลังจากเปลี่ยนขั้วเธอก็ถูกแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญหลายครั้ง จนกระทั่งได้เป็น รองผู้ว่าราชการเมืองอริยกษัตราในจังหวัดกันดาล อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือกับรัฐบาลในสายตาของแฟนคลับจำนวนมากกลับเท่ากับการถูกหักหลัง ทำให้เธอเสียฐานผู้ติดตามไปอย่างมาก

ชีวิตในตำแหน่งระดับสูงของรัฐบาล

ธี โสวันทา เรียนจบปริญญาโทจาก International University และเลือกติดตามเพียง 2 คนในโซเชียลมีเดียเท่านั้น คือ “ฮุน เซน” และ “ฮุน มาเนต” นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน แต่แม้ว่าเธอจะอยู่ในตำแหน่งระดับสูง และได้รับการสนับสนุนจากผู้มีอำนาจ ความมั่นคงของเธอก็ไม่ได้รับการการันตี จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์สำคัญในเดือนสิงหาคม 2568

เธอโพสต์วิจารณ์กองทัพกัมพูชา โดยเน้นว่าปัญหาสุขภาพของทหารกัมพูชามาจากพฤติกรรมการบริโภคแอลกอฮอล์ ซึ่งกลายเป็นการสะกิดอารมณ์ของสมเด็จฮุน เซน จนเขาได้ออกคำสั่งปลดเธอทันควัน และย้ำว่า “ไม่มีเวลามาอบรมสั่งสอนเจ้าหน้าที่ที่ไม่มีวินัย ในขณะที่ภารกิจของประเทศกำลังต้องการทุกอย่างให้เรียบร้อย”

บทสรุปชีวิตของ “ธี โสวันทา”

เส้นทางของ Thy Sovantha เป็นบทสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของระบอบการเมืองในกัมพูชา หากคุณต้องการความอยู่รอดในโลกโซเชียลและการเมือง จะต้องปรับตัวอย่างรุนแรงแม้จะหมายถึงการขายแนวคิดตัวเองก็ตาม

แต่การปรับตัวก็ไม่ได้รับประกันว่าคุณจะอยู่รอดเสมอไป เพราะการเมืองกัมพูชาเป็นสนามที่ไม่มีใครควบคุมได้หากผู้มีอำนาจเริ่มไม่พอใจ แม้แต่ ธี โสวันทา ที่เคยเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงในวงการเมือง ก็ไม่สามารถล่องลอยอยู่นานได้หากไม่รักษา “ความดีงาม” ตามแนวทางของผู้นำ

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องราวของเธอเพียงคนเดียว แต่เป็นเรื่องราวของ นักก้าวหักทางการเมือง ทุกคนที่ต้องพบกับจุดเปลี่ยนในชีวิต เมื่อเลือกที่จะเดินเส้นทางที่มีทั้งแสงแฟลชและเงาดำ แล้ววันนี้คุณจะไปทางไหน ถ้าไม่ใช่ทางที่อำนาจกำหนด?

ที่มา – เปิดประวัติ “ธี โสวันทา” อินฟลูเอนเซอร์เขมร สายลับสองหน้าผู้ที่ถูก “ฮุน เซน” สั่งปลด!